ค้นหา :

ผลการค้นหา "กล้องวงจรปิด"

ข่าวภูมิภาค
11 ธ.ค. 61

กระบะชนหมาตายเลือดสาดไม่ลงมาดู เจ้าของเผยเป็นคู่กรณีเคยทะเลาะกัน แล้วมาลงกับหมา

ชุมพร-เกิดเหตุรถยนต์กระบะขับพุ่งชนสุนัขแสนรู้เพศผู้วัย 3 ปีเศษ บนถนนคอนกรีตภายในซอยสายลม หมู่ 3 ต.เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร ทำให้ตายคาที่   โดยที่คนขับรถกระบะคันดังกล่าวไม่ได้จอดรถลงมาดูสอบถามหรือแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด ทางเจ้าของหมาจึงอยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับไอ้ขาว พร้อมทั้งได้แจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามคนขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแล้ว   นายสุวรรณ ศรีพัฒน์ อายุ 57 ปี และครอบครัว ได้เปิดกล้องวงจรปิดให้ดูตอนเกิดเหตุซึ่งอยู่บนถนนคอนกรีตผ่านหน้าบ้าน โดยเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น.วันเดียวกัน ขณะที่ไอ้ขาวสุนัขเพศผู้วัย 3 ปีเศษ สายพันธุ์ผสม ขนดกปุกปุยกำลังน่ารัก นั่งเล่นอยู่ริมถนนหน้าบ้านเจ้าของ ซึ่งเป็นทางขึ้นเนินสูงและเป็นทางโค้ง หลังจากนั้นได้มีรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิซิ รุ่นไซโครน L200 ตอนเดียว สีแดง ไม่ทราบทะเบียน โดยกระบะหลังติดตั้งกรงเหล็ก   ขับพุ่งมาด้วยความเร็วสูงและชน ไอ้ขาวสุนัขแสนรู้เข้าอย่างจังลากร่างไปไกลกว่า 10 เมตร มีอาการชักดิ้นชักงอเลือดแดงฉานไหลพุ่งออกทางหูทางจมูกและบริเวณหัวเป็นจำนวนมากไหลโกรกเป็นทางยาวตายคาที่ แต่หลังเกิดเหตุคนขับรถกระบะคันดังกล่าวไม่ได้จอดรถลงมาดูแต่อย่างใดยังคงขับผ่านไปด้วยความเร็วสูงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   หลังจากนั้นนายสุวรรณ ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูจุดที่เกิดเหตุพร้อมทั้ง เปิดเผยว่า ตอนเกิดเหตุตนกำลังอุ้มหลานเดินอยู่หน้าบ้านซึ่งตนเห็นทุกอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีคลิปจากกล้องวงจรปิดเก็บภาพไว้เป็นหลักฐานด้วย สุนัขของตนไม่ดุไม่เคยกัดใครรับประกันได้ แต่บางครั้งมีรถวิ่งผ่านก็จะมีวิ่งตามประสาของสุนัขตามนิสัยปกติของมัน   โดยสัญชาตญาณของคนถ้าเห็นสุนัขอยู่ข้างทางอย่างน้อยต้องชะลอความเร็ว ทั้งนี้รู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือคนขับรถกระบะชนรถสุนัขของตนแล้ว ซึ่งเคยเป็นคู่กรณีมีความขัดแย้งเรื่องปิดกั้นที่ดินกันมาก่อนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเป็นมูลเหตุทำให้มีการผูกใจเจ็บเลยมาลงที่สุนัขของตนหรือไม่   นายธีระชัย พรมมาศ อายุ 32 ปี ลูกชายนายสุวรรณ เผยว่า เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนลูกสุนัขสายพันธุ์เดียวกันได้ถูกชายคนดังกล่าวใช้ยาเบื่อชนิดมีพิษรุนแรงคลุกกับอาหารใส่ถุงพลาสติกขับรถผ่านหน้าบ้านแล้วโยนให้สุนัขของตนกินเพียง 3 นาที สุนัขนอนชักจนตาย แต่ครั้งนั้นไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดรู้ว่าใครทำแต่เอาผิดไม่ได้ ครั้งนี้ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเก็บภาพหลักฐานชัดเจนพร้อมทั้งเดินทางไปแจ้งไว้ที่ สภ.นาสัก เรียบร้อยแล้ว   ด้านร.ต.อ.สัมฤทธิ์ ศักดิ์แสง รอง สว.(สอบสวน) สภ.นาสัก เจ้าของคดี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทั้งในที่เกิดเหตุและสอบปากคำพยานบุคคลซึ่งมีความละเอียดอ่อน ด้านเจ้าของสุนัขปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยงของตนหรือไม่ หรือด้านของผู้กระทำความผิดขับรถชนนั้นประมาทหรือมีเจตนาขับรถชนหรือไม่ แต่หลังเกิดเหตุทำไมไม่จอดรถลงมาดู ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบรัดกุมเป็นอย่างมากเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ต้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดแน่นอนแต่จะเป็นข้อหาอะไรนั้นขอเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานก่อน   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/oxU_E_XsfjE    

 13,457
ข่าวต่างประเทศ
07 ธ.ค. 61

วงจรปิดจับภาพ มือมืดโยนระเบิดขึ้นไปบนรถเมล์จีน ผู้โดยสารบาดเจ็บระนาว 17 ราย

จีน - ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกภาพขณะเกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่รถประจำทางจีน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากถึง 17 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามไล่ล่า ชายคนดังกล่าว อายุราว 44 ปี ผู้ต้องสงสัย    โดยในคลิป จะเห็นว่าชายคนดังกล่าวจุดไฟห่อของที่ถือไว้ในมือ แล้วโยนใส่รถ เกิดไฟลุกไหม้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรีบนำตัวผู้บาดเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งล่าสุดทุกคนปลอดภัยดี  

 1,718
ข่าวภูมิภาค
06 ธ.ค. 61

แม่ร้องสื่อลูกสาววัย 7 ขวบถูกเก๋งชนแล้วหนี เด็กโอดชนหนูแล้ว น่าจะลงมาดูหนูสักหน่อย

ชลบุรี-น.ส.คถพร สุภพร อายุ 37 ปี ร้องสื่อว่า ตนได้ขับขี่รถยนต์เก๋ง พร้อมด้วยลูกสาว อายุ 7 ขวบ มาจอดที่บริเวณคิวรถสองแถว ข้างตลาดสดศรีราชา ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา ซึ่งเป็นถนนเลนเดียว ขับขี่ทางเดียว หลังจากนั้นลูกสาวตนได้เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ แล้วกำลังจะเดินข้ามถนนเพื่อซื้อลูกชิ้น โดยยืนอยู่บริเวณหน้ารถ   จู่ๆ ก็ได้มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับขี่มาด้วยความเร็ว ก่อนจะเฉี่ยวชนลูกสาวตน จนล้มลงกระแทบพื้น มีเลือดไหลที่บริเวณจมูกและช่องปาก หลังจากนั้นตนจึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งหลังเกิดเหตุรถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีไปมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองศรีราชา มีภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะหลบหนีได้เป็นบางจุด และหลังจากที่เกิดเหตุ ตนได้นำหลักฐานใบรับรองแพทย์ ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ศรีราชา   ผู้เป็นแม่กล่าวต่อว่า คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว หลังจากก่อเหตุก็ไม่ได้เหลียวดูลูกสาวตนเลย ซ้ำยังขับหลบหนีไปหน้าตาเฉย โดยตนอยากจะฝากถึงคนขับรถเก๋งคันดังกล่าวว่า คุณลองคิดดูว่าหากเป็นญาติพี่น้องของคุณที่ถูกชนแล้วหนีแบบนี้คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร โดยตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เนื่องจากหลังจากที่เกิดเหตุทางคู่กรณีไม่จอดรถลงมาดูตนเลยแม้แต่นิดเดียว และยังถือว่าโชคดีที่ศีรษะลูกสาวตน ไม่ได้กระแทกพื้น แต่มีบาดเจ็บที่บริเวณจมูก ช่องปาก   ด้านหนูน้อยวัย 7 ขวบ กล่าวต่อว่า คู่กรณีน่าจะจอดรถยนต์ลงมาดูหนู สักหน่อย ไม่น่าใจดำแบบนี้ ขับรถหนีไปเฉยเลย เค้าต้องรู้ตัวว่าขับรถชนหนูแน่นอน เพราะลักษณะการชนค่อนข้างแรง จนตนได้รับเจ็บที่บริเวณจมูกและช่องปาก จนฟันหน้าโยก และมีเลือดไหลออกมา   ในขณะเดียวกันล่าสุดด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ลงพื้นที่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ทราบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์คันกล่าว ได้ขับขี่ไปตามเส้นทางในตัวเมือง ก่อนหลบหนีออกไปทางถนนสุขุมวิท อย่างไรก็ตามคาดว่าน่าจะติดตรวจสอบป้ายทะเบียนคันดังกล่าวได้ ชลบุรี-น.ส.คถพร สุภพร อายุ 37 ปี ร้องสื่อว่า ตนได้ขับขี่รถยนต์เก๋ง พร้อมด้วยลูกสาว อายุ 7 ขวบ มาจอดที่บริเวณคิวรถสองแถว ข้างตลาดสดศรีราชา ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา ซึ่งเป็นถนนเลนเดียว ขับขี่ทางเดียว หลังจากนั้นลูกสาวตนได้เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ แล้วกำลังจะเดินข้ามถนนเพื่อซื้อลูกชิ้น โดยยืนอยู่บริเวณหน้ารถ   จู่ๆ ก็ได้มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับขี่มาด้วยความเร็ว ก่อนจะเฉี่ยวชนลูกสาวตน จนล้มลงกระแทบพื้น มีเลือดไหลที่บริเวณจมูกและช่องปาก หลังจากนั้นตนจึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งหลังเกิดเหตุรถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีไปมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองศรีราชา มีภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะหลบหนีได้เป็นบางจุด และหลังจากที่เกิดเหตุ ตนได้นำหลักฐานใบรับรองแพทย์ ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ศรีราชา   ผู้เป็นแม่กล่าวต่อว่า คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว หลังจากก่อเหตุก็ไม่ได้เหลียวดูลูกสาวตนเลย ซ้ำยังขับหลบหนีไปหน้าตาเฉย โดยตนอยากจะฝากถึงคนขับรถเก๋งคันดังกล่าวว่า คุณลองคิดดูว่าหากเป็นญาติพี่น้องของคุณที่ถูกชนแล้วหนีแบบนี้คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร โดยตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เนื่องจากหลังจากที่เกิดเหตุทางคู่กรณีไม่จอดรถลงมาดูตนเลยแม้แต่นิดเดียว และยังถือว่าโชคดีที่ศีรษะลูกสาวตน ไม่ได้กระแทกพื้น แต่มีบาดเจ็บที่บริเวณจมูก ช่องปาก   ด้านหนูน้อยวัย 7 ขวบ กล่าวต่อว่า คู่กรณีน่าจะจอดรถยนต์ลงมาดูหนู สักหน่อย ไม่น่าใจดำแบบนี้ ขับรถหนีไปเฉยเลย เค้าต้องรู้ตัวว่าขับรถชนหนูแน่นอน เพราะลักษณะการชนค่อนข้างแรง จนตนได้รับเจ็บที่บริเวณจมูกและช่องปาก จนฟันหน้าโยก และมีเลือดไหลออกมา   ในขณะเดียวกันล่าสุดด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ลงพื้นที่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ทราบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์คันกล่าว ได้ขับขี่ไปตามเส้นทางในตัวเมือง ก่อนหลบหนีออกไปทางถนนสุขุมวิท อย่างไรก็ตามคาดว่าน่าจะติดตรวจสอบป้ายทะเบียนคันดังกล่าวได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/dxliqlrERG0    

 946
ข่าวภูมิภาค
06 ธ.ค. 61

แพทย์แจง จนท.ห้องฉุกเฉิน ไม่ได้ชกลุงวัย 65 หลังญาติเอะใจเจอแผลที่คิ้วหลังเสียชีวิต

ขอนแก่น-นางสาวศรินทิพย์ อิ่มใจ อายุ 45 ปี ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ ประเคนทอง อายุ 65 ปี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว พร้อมด้วยนางขวัญใจ เกิดเดช อายุ 76 ปี ภรรยาของนายพินันท์ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น หลังพบว่ามีบุคคลที่คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ชกใบหน้าผู้ตาย ขณะเข้ารับการรักษาภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 พ.ย.2561 ต่อเนื่องวันที่ 29 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา   ทางญาติเล่าว่าหน้ามืดอยู่ในบ้าน จึงได้ประสานโรงพยาบาล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นำรถกู้ชีพไปรับพ่อมาที่รพ.ซึ่งแพทย์และเจ้าหน้าที่ ที่รพ.บ้านไผ่ ทำการตรวจร่างกายในเบื้องต้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร เพราะเครื่องมือไม่ครบสมบูรณ์ จึงทำการส่งตัวบิดารักษาต่อที่รพ.ขอนแก่น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อยู่รพ.บ้านไผ่ และช่วงการนำส่งตัวผู้ป่วยนั้น ยังสามารถพูดคุยกับแม่ได้ตามปกติ มีสติพูดจารู้เรื่องทุกอย่าง พอเจ้าหน้าที่มาส่งถึงโรงพยาบาลขอนแก่น ก็นำตัวพ่อขึ้นบนเปลและเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันที โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าไปด้วย   สักพักแม่ของตนได้ยินเสียงดังโคลม ก็คิดว่าอาจมีใครตกเตียงแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพ่อของตนเอง และก็ไม่ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่เพราะกลัวจะถูกต่อว่า กระทั่งตนเองเดินทางมาถึงโรงพยาบาลและพบกับแม่ แต่สิ่งที่เห็นคือภาพที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมอและพยาบาลช่วยทำปั๊มหัวใจพ่ออยู่ และแจ้งตนเองว่าหากทำการปั๊มหัวใจอีกสักพักถ้าไม่ฟื้นคงต้องปล่อย ซึ่งตนเองก็ได้ทำใจไว้ กระทั่งพ่อของตนได้เสียชีวิตลง และได้ทำเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตจนเสร็จสิ้นและเดินทางกลับบ้านพร้อมแม่   ระหว่างทางตนนึกขึ้นได้ว่าเห็นบาดแผลที่คิ้วของพ่อมีรอยเย็บ จึงสอบถามกับมารดาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่ไม่ทราบว่ารอยเย็บนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด เนื่องจากไม่กล้าสอบถามทางเจ้าหน้าที่กลัวว่าจะถูกต่อว่า และแม่ยืนยันว่าขณะนำส่งมาที่ รพ.ขอนแก่น พ่อไม่มีบาดแผลบนใบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ตนจึงได้สอบถามไปทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ ซึ่งทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ยืนยันว่า ขณะที่ไปรับผู้ป่วยจากบ้านกระทั่งนำส่งถึง รพ.ขอนแก่น ผู้ป่วยไม่มีบาดแผลเย็บที่คิ้วแต่อย่างใด   จึงสอบถามไปทางโรงพยาบาลขอนแก่น ได้คำตอบครั้งแรกว่า ผู้ป่วยหกล้มในห้อง หัวไปฟาดกับของแข็ง ตนเองจึงติดใจว่าทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่แจ้งกับญาติผู้ป่วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลโทรกลับมาบอกอีกครั้งว่า ผู้ป่วยพลัดตกเตียง ตนจึงถามกลับว่าทำไมทีแรกถึงบอกว่าหกล้ม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นเพราะพยาบาลเห็นใบลงความเห็นของแพทย์วาดภาพบาดแผลที่เกิดขึ้น จึงคิดเองว่าเป็นเพราะหกล้ม แต่พอดูกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บิดาของตนเองพลัดตกเตียงจริง ซึ่งข้างเตียงไม่มีการนำราวเหล็กขึ้นมากั้นเอาไว้ซึ่งเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างชัดเจน   นอกจากนี้ยังพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกล้องวงจรปิดอีกอย่างคือ หลังจากที่พ่อตนเองพลัดตกเตียงไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็นำตัวออกจากห้องฉุกเฉินไป โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พาไปเอ็กซเรย์สมอง ก่อนจะนำตัวกลับมา โดยได้มัดแขนของพ่อตนไว้กับราวเหล็กข้างเตียงด้วย   และยังมีชายคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เดินมาหาพ่อตนที่เตียง ก่อนจะลงทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งลักษณะเหมือนกับการชกเข้าที่ใบหน้าของพ่อตนเอง ก่อนจะบังคับให้พ่อตนเองนอนลง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าและพูดบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งตนคาดว่าจะเป็นการด่าทอพ่อของตนเอง จึงได้พูดคุยกับทางโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมพูดคุยได้เจรจาขอร้องกับทางญาติว่า อย่าเอาเรื่อง อย่าแจ้งความเด็ดขาด และห้ามบันทึกภาพในคลิปด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะจัดการกับคนก่อเหตุเอง   หลังจากบำเพ็ญกุศลศพพ่อเรียบร้อย ก็มีโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ รพ.ศูนย์ซึ่งเป็นระดับหัวหน้า โทรศัพท์ไปบอกว่า เรื่องการทำร้ายร่างกายนั้น คนก่อเหตุยอมรับว่าได้ทำร้ายร่างกายพ่อจริงและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฝากขอโทษญาติๆ ด้วย และในช่วงกลางคืนวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนเดิมก็โทรศัพท์มาหาอีก แต่ครั้งนี้บอกว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ เพราะไม่มีใครทำร้ายคุณพ่อ คุณพ่อตกเตียงเอง ทางผู้บริหารขอโทษกับสิ่งที่เกิดความเข้าใจผิดขึ้น และอยากพบกับญาติๆ ในวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคมนี้   ทางญาติเกรงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ลมปาก ส่วนคนที่ลงมือทำร้ายพ่อก็ยังลอยนวล จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน เอาตัวผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายพ่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะเข้าพบผู้บริหาร รพ.ศูนย์ขอนแก่น ตามคำเชิญ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้ผู้บริการแก้ไข เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและประชาชนที่เข้ามารับการรักษาใน รพ.ของรัฐ หากไม่มีการแก้ไขเชื่อว่าต้องเกิดเหตุขึ้นกับคนอื่นๆ อีก   ด้าน นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ถึงกรณีดังกล่าว ทราบว่า ทางรพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พอทราบเรื่องก็มีการประสานกับญาติ และพูดคุยกันมาโดยตลอด และมีการดูกล้องวงจรปิดด้วยกันมาแล้ว แต่ดูผ่านจอขนาดเล็ก ซึ่งในขณะนั้นดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่ทำร้ายคนป่วยจริง แต่เพื่อความเป็นธรรมกับทุกๆ คน ทั้งญาติคนตายและเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาจึงได้ดูคลิปดังกล่าวจากจอขนาดใหญ่ ปรากฏภาพที่ชัดเจนกว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลชาย รายดังกล่าวไม่ได้ทำร้าย หรือชกใบหน้าของคนป่วย แต่ได้ยื่นมือไปดึงมือคนป่วยออก เพราะคนป่วยจะดึงผ้าปิดแผลออกจากคิ้วข้างซ้าย ซึ่งกรณีที่มีการเข้าใจผิดเช่นนี้ เกิดขึ้นได้เสมอ   แต่ในฐานะผู้บริหาร หากเจ้าหน้าที่ทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินการเอาผิดตามระเบียบ และเพื่อความเป็นธรรมและกระจ่างในความสงสัยที่ค้างคาในใจของญาติผู้ป่วย จึงได้ประสานให้ญาติมาดูกล้องวงจรปิด ส่วนการที่ญาติเข้าแจ้งความนั้น สามารถทำได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มาดูคลิป   ซึ่งเมื่อดูคลิปเชื่อว่าทุกฝ่ายจะพบความชัดเจนของเรื่องดังกล่าวทั้งหมด เพราะผู้ป่วยรายนี้ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง จะมีอาการกดทับเส้นประสาท ทำให้หน้ามืดบ่อย จนพลัดตกเตียง ซึ่งในกรณีคนป่วยตกเตียงก็ถือเป็นความบกพร่องที่เจ้าหน้าที่ ดูแลไม่ทั่วถึง ในจุดนี้ รพ.ต้องขอโทษญาติผู้ป่วยด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/ltKZvZwKsaA  

 3,924
ข่าวต่างประเทศ
06 ธ.ค. 61

เมียแสบชกหน้าตัวเอง ก่อนแจ้งความว่าถูกสามีทำร้าย ดีที่มีกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน

Adam's Story กับ อ.อดัม แบรดชอว์ การฟ้องร้องของภรรยาชาวออสเตรเลีย ว่าถูกสามีทำร้ายร่างกาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย แต่สุดท้าย สามีพิสูจน์ได้ว่าโดนภรรยาจัดฉาก   โดยเรื่องราวเริ่มตั้งแต่ ทั้งสองตกหลุมรักกันผ่านอินเทอร์เนต และตัดสินใจว่าจะแต่งงานกัน โดยฝ่ายชายยอมรับว่าหลงรักเธออย่างมาก แต่ชีวิตหลังแต่งงาน ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะภรรยาใช้เงินไปกับของฟุ่มเฟือย ในขณะที่สามีทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินให้เธอใช้   แต่ปัญหาสะสมไปเรื่อยๆ จนทั้งสองคนเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก เมื่อวันหนึ่งสามีกลับมาถึงบ้าน พบว่าข้าวของกระจัดกระจาย เพราะว่าภรรยาโมโห เนื่องจากไปรู้เรื่องที่สามีไปปรึกษากับทนายความเพื่อฟ้องหย่า โดยเธอพูดว่า "ถ้าคุณคิดว่าคุณฉลาด ก็ลองดูว่าฉันจะทำอะไรต่อไป"     จากนั้นเธอวิ่งออกไปฟ้องตำรวจ ด้วยใบหน้าที่ถูกทำร้าย หาว่าสามีทำร้ายร่างกาย แต่สุดท้ายสามีสู้คดีจนสุดท้าย พิสูจน์ได้ว่าเขาบริสุทธิ์ จากหลักฐานกล้องวงจรปิดในลิฟต์ ที่บันทึกภาพภรรยาชกใบหน้าตัวเอง สุดท้ายฝ่ายชายรู้ตัวแล้วว่าถูกฝ่ายหญิงเข้ามาหลอกตั้งแต่ต้น โดยที่ไม่รักเขาเลย   เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม He was able to prove that his wife framed him. frame (n.) กรอบรูป (v.) จัดฉาก อ่านว่า เฟรม He was smitten by her. smitten (adj.) หลงรักอย่างมาก อ่านว่า สมิ้เถิ่น She claimed that her husband beat her up. เธออ้างว่าถูกสามีทำร้ายเธอ beat up ทำร้าย This evidence proved his innocence. หลักฐานนี้พิสูจน์ได้ว่าเขาบริสุทธิ์ evidence (n.) หลักฐาน อ่านว่า เอ๊ะฝืเดินส innocence (n.) ความบริสุทธิ์ อ่านว่า อิ๊เหนอะเซินสฺ  

 27,291
ข่าวภูมิภาค
23 พ.ย. 61

สวดยับ จยย.พ่วงข้างชนพนักงานกวาดถนน คล้ายจงใจชน ซ้ำไม่ลงมาดู

คลิปกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง คล้ายตั้งใจชน พนักงานกวาดขยะ ที่กำลังปฎิบัติหน้าที่อยู๋ริมถนน ในชุมชนเมือง (ตลาดเกษตร 1) ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ก่อนที่จักรยานยนต์พ่วงข้างจะขี่หนีไปโดยไม่ลงมาดูผู้ที่บาดเจ็บ   โดยหลังเกิดเหตุพลเมืองดีที่อยู่บริเวณดังกล่าวได้เดินเข้ามาดูอาการผู้บาดเจ็บ และได้โทรศัพท์แจ้งรถโรงพยาบาล ขณะที่ชาวเน็ตจี้ให้ตร.ดำเนินคดีกับคนขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Wth1aorSy3E

 3,128
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ย. 61

ญาติไม่ติดใจหลังเปิดวงจรปิด หนุ่มโรงงานเปลือยกายเสียชีวิตเอง พบอยู่คนเดียวในที่เกิดเหตุ

จากกรณีที่ นายฮารน เด็นมานิ อายุ 27 ปี เสียชีวิตเปลือยกายภายในโรงงานทำห้องเย็น ย่านหนองจอก ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.61 ที่ผ่านมาโดยทางเจ้าของโรงงานอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ไม่สามารถบอกได้อุบัติเหตุอะไร รวมถึงผลชันสูตรตามร่างกายพบมีร่องรอยบาดแผลจำนวน 19 แห่ง   อีกทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ และโทรศัพท์ของผู้ตายได้หายไปจากที่เกิดเหตุกระทั่งผ่านมา 4 เดือนยังไม่มีความคืบหน้าด้านคดี หรือมีข้อมูลว่าพบสิ่งของที่หายไป ทางญาติไปร้องขอความเป็นธรรม กับ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. เพื่อให้มีการสั่งตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมานั้น   ล่าสุดตำรวจเปิดหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าเป็นการเสียชีวิตเองโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการถูกทำร้ายหรือฆาตรกรรม ซึ่งภาพวงจรปิดหลายตัว จับภาพและยืนยันก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายมีการถอดเสื้อผ้า เข้ามาภายในโรงงาน และเดินวนไปมารอบๆโรงงาน ก่อนที่จะไปล้มลงยังจุดเกิดเหตุ ทำให้ไปโดนกับชิ้นส่วนเหล็กที่อยู่ในโรงงาน ส่วนบาดแผลอื่นๆ ที่พบ เป็นบาดแผลที่พบเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้   ด้านแพทย์สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่า นายฮารนเสียชีวิตจากการที่สมอง ได้รับความกระทบกระเทือน แต่ไม่มีการยืนยัน ว่ากระทบกระเทือนจากสาเหตุใด เนื่องจากทางญาติไม่อนุญาตให้ผ่าชันสูตรพลิกศพ เพราะตามหลักศาสนา ต้องฝั่งภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนที่ทางญาติตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องฆาตรกรรม หรือมีการทะเลาะวิวาท จะต้องมีดีเอ็นเอของคนร้ายติดอยู่ตามร่างกายของผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ทางตำรวจมีการสรุปสำนวนในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว หากญาติติดใจถึงเรื่องการเสียชีวิต และต้องการให้ผ่าพิสูจน์ ทางตำรวจก็ยินดีที่จะให้สถาบันนิติเวช ผ่าเพื่อยืนยันอีกครั้ง   ขณะที่นายสุข พนักงานที่ดูแลโรงงานแห่งนี้ กล่าวว่า หลังเสร็จงานฝัง ญาติของนายฮารนก็มาเซ็นรับเงินเดือนที่เหลือไป แต่ไม่ได้เอาข้าวของที่ห้องพักกลับไปด้วย ซึ่งวันนั้นเองตนก็ได้ถามกับพี่สาวผู้ตายไปว่า ติดใจอะไรเรื่องการเสียชีวิตของน้องชายไหม แต่ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ จนมาวันนี้ตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนี้ได้ ซึ่งตนยืนยันว่าทางโรงงานไม่ได้มีเจตนาปิดบังอะไรทั้งสิ้น   นายสุข ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยพบว่าผู้ตาย มีพฤติกรรมเสพยาจนหลอน คือจะไม่กลัาเข้าห้องพักตัวเองจะกลัวจนต้องให้เพื่อนคนงานด้วยกันไปส่ง ต่อมาจะชอบปีนขึ้นที่สูง เอาข้าวของเสื้อผ้าปีนไปซ่อนไว้บนต้นไม้สูงๆ บ้าง ที่อื่นๆบ้าง เมื่อได้สติแล้วก็หาไม่เจอ ถึงขั้นบางครั้งต้องจ้างให้ลูกคนงานด้วยกันช่วยปีนขึ้นไปหามาให้   ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต อยู่ๆนายฮารนก็เอาเงินแบงค์พัน 3 ใบมาจุดไฟเล่นไปเฉยๆ ทั้งนี้เรื่องยาเสพติดหัวหน้างานเคยขอให้ผู้ตายหยุดเสพ โดยการทำสัญญาใจกันไว้ว่าถ้าไม่หยุดจะส่งตัวกลับบ้านสิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งนายฮารนเองก็รับปาก แต่ก็ยังไม่ทันสิ้นเดือนก็มาเสียชีวิต   ด้าน นายอิมราเหม เด็นมานิ อายุ 30 ปี และ นางสาวฮาบิบ๊ะ เด็นมานิ อายุ 29 ปี พี่ชายและพี่สาวของผู้ตายให้สัมภาษณ์หลังจากฟังชี้แจงจากเจ้าหน้าที่และเข้าตรวจดูห้องพักของน้องชายว่า หลังจากที่ได้รับการอธิบายทุกอย่างแล้วขณะนี้ข้อสงสัยที่มีอยู่ก็ถือว่ากระจ่างขึ้น   จากที่วันแรกไม่ได้รับข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสาเหตุการตายของน้องชายเลย จนกระทั่งวันนี้ถึงได้คำตอบ ทั้งนี้ตนมองว่าหากมีการอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนเหมือนวันนี้ตั้งแต่ตอนแรกก็คงเข้าใจไปตั้งนานแล้ว ซึ่งวันนี้ตนก็ได้มาเอาข้าวของของน้องชายกลับบ้าน แต่ส่วนเสื้อผ้า และโทรศัพท์ อื่นๆ ที่ยังคงหาไม่เจอนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการค้นหาให้อีกครั้ง   ขณะที่ทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ที่รับทำคดีนี้กล่าวว่า หลังจากที่ทางตำรวจได้เปิดภาพ วงจรปิดซึ่งชี้ให้เห็นว่าไม่มีบุคคลที่สองเข้าออกในพื้นที่ ถ้าเกิดกล้องไม่ได้มีการตัดต่อซึ่งตอบโจทย์ได้ว่าไม่มีใครเข้ามาฆ่า   ส่วนสาเหตุการตายอาจจะมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นภายใน แต่ตรงจุดนี้ส่วนตัวมองว่ายังไม่กระจ่าง เพราะสะโพกของผู้ตายผิดรูปจากแรงกระแทกที่ค่อนข้างรุนแรงซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งตอนนี้ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ได้เอาวัตถุที่คาดว่ากระทบหัวผู้ตายไปตรวจพิสูจน์คราบดีเอ็นเอว่ามีบุคคลอื่นภายนอกเข้ามาหรือไม่   แต่ทั้งนี้จะเอกสารหลักฐาน และภาพกล้องวงจรปิดก็ค่อนข้างที่จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนให้ญาติแล้วว่าเสียชีวิตจากอะไรกันแน่ ดังนั้นปมข้อสงสัยค่อนข้างที่จะคลี่คลาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PmZVih-0my4

 5,758
ข่าวภูมิภาค
09 พ.ย. 61

หาสาเหตุสาวบัญชี ขับรถออกจากหอไม่ถึง 20 เมตร พุ่งตกคลองดับ ไม่ชัดรถมีปัญหา-โรคประจำตัว

ปทุมธานี-ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งขับมาทางตรงก่อนจะวิ่งข้ามเลนแล้วพุ่งตกคลอง เหตุเกิดวานนี้ (8 พ.ย.) เวลา 08.30 น. ตำรวจ สภ.คูคต ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถเก๋งตกคลองและมีผู้เสียชีวิต บริเวณปากซอยเลียบคลองสี่ 8 (ซอยมารวย) หมู่ 5 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี   ที่เกิดเหตุภายในคลอง เจ้าหน้าที่พบรถเก๋งยี่ห้อ มาสด้า 2 สีน้ำเงิน สภาพหงายท้องอยู่ภายในคลอง บนฝั่งพบศพ นางสาวปวีณา นันใจสัก อายุ 31 ปี ชาว จ.ลำพูน โดยมีเพื่อนๆ ที่ทำงานของบริษัทพฤกษา มายืนดูเพื่อนที่ทำงานเดียวกันด้วยความโศรกเศร้า โดยบอกว่าผู้ตายทำงานอยู่แผนกบัญชี   จากการสอบถามชาวบ้านที่เห็นเหตุการกล่าวว่า รถเก๋งคันดังกล่าว ขับออกจากหอพักที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 20 เมตร ก่อนที่จะพุ่งตกลงไปในคลอง แล้วมีพลเมืองดีขับรถตามหลังมากระโดดลงไปช่วย โดยในเบื้องต้น รถหงายท้องจมน้ำ กว่าจะดันรถให้ตะแคงแล้วทุบกระจกเข้าไปช่วยก็ไม่ทันแล้ว   ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และส่งศพผ่าพิสูจน์ยัง นิติเวช รพ.ภูมิพลอดุลยเดช เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เพราะไม่แน่ใจว่าเกิดจากรถ หรือว่า ผู้ตายมีโรคประจำตัว ก่อนที่จะขับรถลงไปในคลองจนจมน้ำเสียชีวิต ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TMPq3NS-N58

 2,813
สังคม-อาชญากรรม
06 พ.ย. 61

เปิดวงจรปิดแฉเพิ่ม หนุ่มหลอกร้านขายของชำ บอกอาจารย์ให้มาเก็บเงิน 5 พัน อ้างเป็นค่างานบวช

จากกรณีที่มีครูที่เกษียณแล้วจากหลายโรงเรียน ต่างโพสต์แฉพฤติกรรมของหนุ่มมิจฉาชีพที่ตระเวนหลอกอ้างเป็นศิษย์มาขอขมาลาบวช โดยบอกว่าครูเคยรับปากว่าจะทำบุญเป็นประธานผ้าไตรชุดใหญ่ จนทำให้ครูจำนวนมากหลงเชื่อเสียเงินไปจำนวนมาก แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าไม่ใช่ลูกศิษย์และเป็นมิจฉาชีพ จึงมีการแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้เร่งจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งต่อมาทราบว่าชายคนดังกล่าวคือนายชุติศรณ์ จันทร์กลัด   ทางทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ได้รับเบาะแสเพิ่มเติมจาก น.ส.อภิรดี เปี่ยมคุ้ม บอกว่า หลังจากดูข่าวดังกล่าวผ่านรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ก็พบว่าภาพชายมิจฉาชีพคล้ายกับที่มาหลอกลวงแม่ของตนเองจนสูญเงินไป 5 พันบาท ซึ่งภาพวงจรปิดในบ้านสามารถจับภาพเหตุการณ์ไว้ได้ เมื่อทักไปพูดคุยกับครูที่เคยถูกหลอก และมีการส่งภาพชายมิจฉาชีพก็พบว่าเป็นคนเดียวกัน   โดยภาพจากกล้องวงจรปิดภายในบ้าน ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำ จะเห็นภาพเหตุการณ์ชัดเจนว่าชายคนดังกล่าวอ้างว่าอาจารย์ซึ่งอยู่ข้างบ้านให้มาเอาเงินที่ฝากค่าจอดรถไว้ เพื่อจะเอาเงินมารวมไปจ่ายค่าจองเตียงที่ รพ.แห่งหนึ่ง   น.ส.อภิรดี กล่าวกับทีมข่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ซึ่งตนไม่อยู่บ้าน แต่มีเบอร์แปลกโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือตน เมื่อรับก็ปรากฎว่าเป็นเสียงแม่มาถามว่า มีคนมาฝากเงินให้เพื่อนบ้านซึ่งเป็นอาจารย์หรือไม่ เพราะมีลูกศิษย์บอกว่าอาจารย์ให้มาเก็บเงิน ซึ่งตนก็บอกว่ามี 500 บาท แต่ช่วงนั้นคาดว่าแม่คงไมได้ฟังแล้ว เพราะได้ยินเสียงผู้ชายบอกว่า 5,000 บาท   ทำให้ตนสงสัยอย่างมากก่อนที่สายจะตัดไป จากนั้นแม่จึงโทรศัพท์มาหาบอกว่าให้ไปแล้ว ตนจึงได้โทรกลับไปที่เบอร์ที่โทรเข้ามาตอนแรกซึ่งมีเสียงผู้ชายรับ โดยตนถามไปแต่เขาตอบมาว่าให้ไปคุยกับอาจารย์เองก่อนตัดสายไป จากนั้นพยายามติดต่ออีกหลายครั้งก็ไม่ได้ จึงไปแจ้งความที่ สน.หลักสอง ตำรวจบอกขอเวลาดำเนินคดี เพราะต้องเอาเบอร์ไปเช็คกับค่ายมือถือ ซึ่งเวลาผ่านไปนานก็ยังไม่มีความคืบหน้า   หลังจากอาจารย์เพื่อนบ้านกลับมา จึงทราบว่าอาจารย์ก็ถูกหลอกว่าเป็นลูกศิษย์เสียเงินไป 16,000 บาท ตนจึงแนะนำให้ไปแจ้งความ จากนั้นเมื่อตนได้ดูข่าวเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ก็เห็นข่าวอ้างเป็นลูกศิษย์หลอกเงินอาจารย์เกษียณ เมื่อดูภาพมิจฉาชีพซึ่งในรายการได้เซนเซอร์ตา ก็คล้ายกับคนที่มาหลอกแม่ตน จึงได้ติดต่อไปยังอาจารย์ที่โดนหลอกและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลพร้อมภาพที่ไม่เซนเซอร์จึงรู้ว่าเป็นคนเดียวกัน ตนจึงอยากให้ตำรวจเร่งดำเนินคดีโดยด่วน เพื่อไม่ให้มีใครต้องโดนหลอกอีก   ขณะที่ทีมข่าวได้พูดคุยกับอาจารย์เกษียณที่โดนหลอกคนดังกล่าว บอกว่า ขณะที่ตนเดินอยู่หน้าบ้าน ชายคนดังกล่าวก็เข้ามาทักอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ของตน และตอนนี้เป็นแพทย์ พร้อมนำภาพที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาพในห้องผ่าตัด ซึ่งด้วยความที่เขาพูดจาและมีบุคลิกดีจึงเชื่อถือ   ตนจึงได้เชิญเขาเข้าไปพูดคุยในบ้าน ซึ่งชายคนดังกล่าวอ้างว่าตนเคยเคยสัญญาว่าถ้าตนบวชจะช่วยทำบุญผ้าไตร และตอนนี้เขาจะบวชที่วัดโสธรฯ ผ้าไตรราคา 9,600 บาท ตนจึงให้ไป 1 หมื่นบาท นอกจากนี้เขายังขอยืมเงินอีก แต่ตนบอกว่าไม่ต้องยืมให้ถือว่าช่วยงานบวชอีก 6,000 บาท รวมแล้วให้ไป 16,000 บาท   อาจารย์เกษียณ กล่าวต่อว่า จากนั้นเริ่มฉุกคิด เพราะหลังจากเดินออกไปส่งก็สงสัยว่าถ้าเป็นแพทย์จริงไม่น่าจะเดินมา น่าจะเอารถมา แต่ก็ยังไม่อยากปรักปรำ เพราะคิดว่าเดี๋ยวต้องไป รพ.ดังกล่าว แล้วจะได้ถามครั้งเดียว ซึ่งปรากฎว่าพยาบาล รพ.ยืนยันว่าไม่มีแพทย์ชื่อที่เขานำมาอ้าง จึงรู้ว่าถูกหลอกแน่นอน ตอนนั้นยังไม่คิดจะไปแจ้งความ แต่เมื่อเพื่อนบ้านโดนหลอกซ้ำ จึงไปแจ้งความเพื่อไม่ให้ใครมาโดนอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sOWxsmkkrDQ

 3,540
สังคม-อาชญากรรม
30 ต.ค. 61

วงจรปิดจับภาพ ที่ปรึกษา กม.บริษัทดัง ใส่สูทดิ่งคอนโดชั้น 9 ย่านสีลมเสียชีวิต

วานนี้ (29 ต.ค.) เวลา 16.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆรับแจ้งเหตุ มีชายพลัดตกจากที่สูง ย่านสีลม ซอยศาลาแดง 2 จากการตรวจสอบจุดเกิดพบว่าเป็นคอนโดมิเนียม 21ชั้น และพบศพผู้เสียชีวิตคือ นายสมภพ คงวรรณ อายุ 56 ปี ในสภาพศพนอนคว่ำหน้ากับพื้น สวมชุดสูทและกางเกงสแล็กสีเทา รองเท้าหนัง ศีรษะแตก แขน-ขาผิดรูป ตกลงมาจากชั้น 9 ของคอนโด   เบื้องต้นพบว่า ผู้ตายเป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ชั้น 21 ของคอนโดดังกล่าว และจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าขณะที่เกิดเหตุผู้ตายอยู่คนเดียวบนชั้น 9 ของคอนโด ซึ่งเป็นโถงไว้ให้คนพักผ่อนและเป็นพื้นที่สูบบุหรี่ ก่อนที่จะกระโดดลงมา ทั้งนี้ทราบจากภรรยาผู้ตายว่าก่อนเกิดเหตุหนึ่งวันผู้ตายไม่อาการผิดปกติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ตายเป็นกรรมการบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและธุรกิจชื่อดัง   ตร.สน.ทุ่งมหาเมฆ กล่าวว่า จากหลักฐานที่พบขณะนี้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย แต่จะมาจากสาเหตุอะไรนั้นยังคงอยู่ระหว่างการสอบปากญาติโดยละเอียดอีกครั้ง และได้นำศพส่งนิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตก่อนประสานญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป ทั้งนี้ทางครอบครัวยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลใดๆ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qnfk-jAOujs

 15,091
ข่าวภูมิภาค
23 ก.ย. 61

พ่อแห่ศพลูกชายร้องผู้ว่าฯ ภูเก็ต หลังขับรถแหกด่านก่อนถูกตร.วิสามัญ - เผยวงจรปิดนาทีไล่ล่า

เกิดเหตุพ่อแห่ศพของลูกชาย คือ นายชิษณุพงษ์ เครือจันทร์ อายุ 29 ปี ที่เสียชีวิตจากการถูกตำรวจวิสามัญเมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ออกจากวัดเก็ตโฮ่ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดภูเก็ตเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเนื่องจากติดใจในประเด็นการเสียชีวิต     ด้านพ่อของผู้เสียชีวิตระบุว่า จากข้อมูลที่ตำรวจแจ้งมาอ้างว่าลูกชายขับรถแหกด่าน ตำรวจก็ได้ขับไล่ตามมาตลอดทางและรถของลูกชายได้เสียหลักไปชนกับฟุตปา ซึ่งทางตำรวจอ้างว่าได้เข้าไปสั่งให้ลูกชายตนลงจากรถแต่ผู้ตายไม่ยอมลง กลับใช้อาวุธปืนยกขึ้นเล็งมาทางตำรวจ เพื่อยิงต่อสู้ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อยับยั้ง แต่กระสุนถูกชายตนเสียชีวิต ทำให้ตนคิดว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุทั้งที่ผู้ตายไม่ได้มีการยิงปืนใส่ตำรวจเลย     ขณะที่ นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายโดยเบื้องต้นได้ให้ทางญาติผู้เสียหายเข้าให้ข้อมูลกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ตเพื่อที่ทางศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องดำเนินการแจ้งหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขเยียวยาต่อไป   ด้าน พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมในเหตุการณ์มีทั้งหมด 9 คน ตนจะมีคำสั่งย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อความสบายใจของทางญาติในการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงทางคดี เบื้องต้นจะแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตายแก่ตำรวจทั้ง 9 นายด้วย ซึ่งการสอบสวนทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอนหากผลการสอบสวนออกมาว่าตำรวจเป็นฝ่ายกระทำเกินกว่าเหตุจริงก็ต้องดำเนินคดีตามกฏหมาย     ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดตำรวจไล่ล่ารถของนายชิษณุพงษ์ และมีการยิงสกัดจนเสียชีวิต ซึ่งตลอดเส้นทางพบว่าผู้ตายไม่ลดความเร็วของรถยังคงขับแหกด่าน                    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zfoTqFmYB7I

 24,785
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ย. 61

วงจรปิดมัดตัว พ่อเลี้ยงใช้หมอนกดลูกเลี้ยงขาดอากาศ ยัดศพใส่ตะกร้าทิ้งย่านห้วยขวาง แม่แท้ๆร่วมด้วย

จากกรณีพบศพทารกอยู่ในตะกร้า ถูกทิ้งภายในซอยประชาอุทิศ 19 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ต่อมาตำรวจลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว กระทั่งพบวงจรปิดจับภายผู้ต้องสงสัย 2 คนชายหญิงไว้ได้   สอบสวนพบว่าเป็น 2 สามีภรรยา คือ พลทหารวิทวัส จิตธโนปจัย อายุ 21 ปี และ น.ส.กาญจนา เทศสว่าง อายุ 22 ปี จับได้ที่หอพักแห่งหนึ่งภายในหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ย่านปทุมธานี   ทั้งนี้การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุโดยพบว่ามีชายหญิง 2 คน ถือตะกร้าเดินมายังที่เกิดเหตุ จากนั้นก็นำไปวางไว้ ก่อนจะเดินกลับมาตัวเปล่า ก่อนจะไล่ย้อนไปจนพบว่ามีชายหญิงนั่งรถแท็กซี่ มาบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งขึ้นรถมาจากหอพักแห่งหนึ่งย่านรังสิต จึงได้ประสานตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ตรวจสอบดูว่าเส้นทางที่ทั้ง 2 คน ขึ้นรถแท็กซี่มาจากที่ใด เมื่อสืบทราบว่าเป็นหอพักแห่งหนึ่งในหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังเข้าจับกุม และนำตัวมาสอบสวน   จากการสอบสวน พลทหารวิทวัส เป็นพ่อเลี้ยงของเด็กที่เสียชีวิต ยอมรับสารภาพว่าคืนวันเกิดเหตุเด็กร้องเสียงดัง จึงได้ใช้ผ้าห่มคลุมตัวเด็ก จากนั้นก็ได้ใช้หมอนกดทับและตนก็นอนทับพร้อมกับเผลอหลับไป พอตื่นขึ้นมาเด็กก็เสียชีวิตแล้ว จึงได้โทรศัพท์บอกแฟนและไม่รู้จะทำอย่างจึงได้นำศพลูกเลี้ยงขึ้นรถแท็กซี่ไปทิ้งย่านห้วยขวาง   ส่วนแม่เด็กสารภาพว่า รู้จักแฟนคนนี้มาได้ประมาณ 6 เดือน ซึ่งสามีเก่าตนได้เสียชีวิตไปแล้ว และนิสัยของแฟนคนนี้ชอบทุบตีตน ในวันเกิดเหตุตนออกไปทำงานและได้ปล่อยให้ลูกอยู่กับแฟนเพียง 2 คน และแฟนได้โทรศัพท์ไปบอกว่าลูกเสียชีวิต ตนก็รีบกลับมาที่ห้องพร้อมกับสอบถามว่าลูกเสียชีวิตได้อย่างไร แฟนบอกว่าลูกร้องเสียงดัง และตนก็ไม่ได้ถามอะไรจากนั้นแฟนก็วางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งตนก็บอกว่านำศพลูกไปวางไว้ที่ภายในซอยประชาอุทิศ 19 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. ซึ่งเป็นบ้านของแม่ตน   จากนั้นตนก็ได้ไปเรียกรถแท็กซี่และแฟนก็ได้นำศพลูกห่อด้วยผ้าใส่ตะกร้าขึ้นรถแท็กซี่ไป โดยบอกกับคนขับแท็กซี่ว่าไปห้วยขวาง เมื่อนำศพลูกทิ้งแล้วก็ได้นั่งรถแท็กซี่กลับมาที่หอพักเหมือนเดิม กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ดังกล่าว จากนั้น พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ จึงได้ประสาน พ.ต.ต.ภาคิน มารับตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน กลับไปดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0u_Pri0EkjQ

 19,467
ข่าวภูมิภาค
27 ส.ค. 61

เร่งล่าโจรฉีดสเปรย์ทับกล้องวงจรปิด ใช้สลิงลากตู้ atm ตลาดอุดรฯ แต่ทำไม่สำเร็จก่อนหลบหนี

อุดรธานี-เกิดเหตุคนร้ายงัดตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารกรุงไทยซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าตลาดโลตัส สาขาบ้านดุง ได้รับความเสียหาย ที่เกิดเหตุพบว่าตู้กดเงินสดถูกลากออกมาได้รับความเสียหาย   ขณะที่ทางพนักงานเติมเงินในตู้เอทีเอ็ม บอกว่าเพิ่งเอาเงินสดมาใส่ในตู้เมื่อสองวันก่อนเนื่องจากเป็นช่วงสิ้นเดือน แต่ยอดจำนวนเท่าไรไม่สามารถบอกได้ แต่คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาทในตู้เอทีเอ็มดังกล่าว   ทั้งนี้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวพบว่า มีกล้องบางตัวถูกคนร้ายใช้สีสเปรย์ฉีดพ่นทับ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ภายในตลาดโลตัสที่ใช้ได้ และบริเวณใกล้เคียงพบว่า คนร้ายได้ใช้รถยนต์สี่ประตูสีดำ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน เข้ามาในบริเวณตลาดโลตัส เมื่อเวลา 02.14 น.   จากนั้นคนร้าย 1 คนเดินเข้าไปด้านข้างตลาดโลตัสเพื่อให้อาหารสุนัข ชื่อกาแฟ โดยอีกคนได้ขับรถเข้ามาในบริเวณหน้าโลตัส แล้วใช้สีสเปรย์ฉีดใส่กล้องวงจรปิดของโลตัสและของตู้เอทีเอ็ม ธ.กรุงไทย และธ.กรุงเทพ   จากนั้นได้ทำการตัดไฟเพื่อตัดสัญญาณกริ่ง และได้ใช้สลิงลากตู้เอทีเอ็มออกไป ทำให้โครงที่ครอบตู้เอทีเอ็มหลุดออกจากที่กดเงิน แล้วคนร้ายใช้แก๊สพยายามตัดตู้เอทีเอ็ม เพื่อจะเอาเงินสดแต่ไม่สำเร็จ และอาจจะมีคนเข้ามาในตลาดโลตัส คนร้ายจึงได้หลบหนีออกไปก่อน   โดยตร.สันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะเป็นมืออาชีพมีการวางแผนตั้งแต่ก่อนลงมือตั้งแต่ฉีดสเปรย์ปิดกล้องวงจรปิด รู้ว่ารปภ.ไม่อยู่ตอนไหนและมีวิธีการลากตู้ด้วยสลิงเหมือนในหนังด้วย ขณะนี้ตร.กำลังไล่เช็คกล้องวงจรปิดเพื่อตามล่าคนร้ายกลุ่มนี้แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RMxK7F2RgFA

 1,402
ข่าวต่างประเทศ
27 ส.ค. 61

คลิปหวาดเสียว อาคารที่จีนถล่ม ก้อนคอนกรีตหวิดทับใส่ตัวเด็กเฉียดฉิว

กล้องวงจรปิดจับภาพอาคารแห่งหนึ่งในมณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของจีน เกิดถล่มหวิดทับใส่ตัวเด็กเฉียดฉิว รอดตายปาฏิหาริย์ โดยจะเห็นก้อนคอนกรีตขนาดยักษ์ตกลงมาด้านล่าง   ซึ่งมีรายงานว่าอาคารหลังนี้มักมีคอนกรีตตกลงมาบ่อยครั้ง แม้จะเพิ่งก่อสร้างมาได้เพียง 5 ปี ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนตึกนี้ใช้ชีวิตด้วยความหวาดผวา กลัวว่าชิ้นส่วนสิ่งก่อสร้างจะร่วงตกลงมาอีก   สาเหตุคาดว่าเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และการคอร์รัปชั่นของบริษัทผู้รับเหมาของรัฐบาลท้องถิ่น  

 1,265
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ส.ค. 61

หนุ่มหัวร้อนถอยรถชนดะ 4 คัน สำนึกผิด-ขอไกล่เกลี่ยค่าเสียหายแลกลบคลิป

เฟซบุ๊ก Anuchid Thakham โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด เผยนาทีชายหัวร้อนถอยรถชน เดินหน้าชน เข็นรถชนคันอื่น กลางลานจอดรถคอนโด เพื่อให้รถตัวเองได้จอดเป็นเวลานาน ทำให้รถผู้อื่นเสียหายรวม 4 คัน ผู้เสียหายรวมตัวกันไปแจ้งความ และแจ้งนิติบุคคลให้ล็อคล้อรถคันก่อเหตุเพื่อไม่ให้หลบหนี แต่เจ้าตัวก็ยังใช้เครื่องมือมาตัดอุปกรณ์ดังกล่าวทิ้ง พร้อมท้าให้ไปแจ้งความ   เวลาต่อมาทางผู้เสียหายได้นำคลิปไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้ทางผู้ก่อเหตุโทรมาขอโทษและสำนึกผิด ขอไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย แต่ไม่ขอพูดถึงสาเหตุที่ทำไป พร้อมขอให้ลบคลิป เพราะกระทบต่อหน้าที่การงาน ซึ่งทางผู้เสียหายก็ยอมความ   ด้านหนุ่มผู้ก่อเหตุระบุ รถคันที่ก่อเหตุเป็นรถเกียร์ออโต้ CVT ของน้องสาว ซึ่งขับแล้วไม่คุ้นชิน ทำให้ควบคุมรถไม่ได้ พร้อมขอโทษ สำนึกผิดแล้วกับเหตุที่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้ถูกกระแสสังคมโจมตีหนักมาก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/C9yajOk3_hA

 12,255

Top