ค้นหา :

ผลการค้นหา "กล้องวงจรปิด"

ข่าวภูมิภาค
18 ก.พ. 62

วงจรปิดจับภาพคนร้ายใช้ไฟเผา เจาะรูลักเงินตู้น้ำหยอดเหรียญ ได้เงิน 2 พันก่อนหลบหนี

ชลบุรี-เจ้าของตู้กดน้ำหยอดเหรียญ ภายในซอยมาบยายเลีย 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง ได้นำกล้องวงจรปิดบันทึกภาพคนร้ายก่อเหตุโจรกรรมเงินภายในตู้น้ำหยอดเหรียญ เพื่อเป็นการเตือนภัยให้กับผู้ที่ประกอบการธุรกิจ ตู้น้ำหยอดเหรียญ ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะคนร้ายมาในรูปแบบที่ไม่คาดคิด พร้อมเผยกล้องวงจรที่บันทึกภาพขณะที่คนร้ายกำลังก่อเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน   โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนร้าย 1 คนทำทีเข้ามากดน้ำที่ตู้หยอดเหรียญ เมื่อสบจังหวะที่ไม่มีคนผ่านไปมา ก็ใช้อุปกรณ์บางอย่างจุดไฟพ่นเข้าไปที่ตู้น้ำแล้วใช้ของมีคมตัดเจาะ แล้วใช้มือล้วงเข้าไปหยิบกล่องใส่เงินด้านในออกมาอย่างง่ายดาย   แล้วขับขี่จยย.ออกไปอย่างใจเย็น โดยคนร้ายเงินเพียงประมาณ 2,000 บาท ก่อนจะเดินไปขึ้นรถจยย.ขับขี่ออกไปอย่างใจเย็น โดยไม่รู้ว่าบริเวณที่ก่อเหตุนั้นมีกล้องวงจรปิดจับภาพขณะก่อเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TMcbZmGWr0E

 997
ข่าวภูมิภาค
18 ก.พ. 62

ป้าวัย 65 แจ้งความโจรโรคจิต บุกสอยกางเกงใน หายไปแล้วกว่า 50 ตัวในรอบปี

สุราษฎร์ธานี-นางกรอยใจ ทองสร้าง อายุ 65 ปี ชาวบ้านตำบลป่าร่อน อำเภอกาญจนดิษฐ์ เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพพฤติกรรมของชายคนหนึ่งใส่เสื้อลายพราง สวมไฟฉายกรีดยางบนศีรษะ เดินเข้ามาขโมยกางเกงใน บริเวณราวตากผ้าข้างบ้าน   โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 หลังอาบน้ำเสร็จแล้วได้ออกมาที่ราวตากผ้าเพื่อที่จะมานำกางเกงในที่ตากไว้ไปแต่งตัว พอมาถึงราวตากผ้าก็ตกใจเพราะกางเกงในที่ตนเองซักไว้จำนวน 6 ตัว ได้หายไป จึงรีบไปเปิดกล้องวงจรปิดดู   ปรากฏว่าพบว่าช่วงเวลาประมาณตี 1 ของวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา เห็นชายดังกล่าวได้เข้ามาขโมย ซึ่งตามปกติจะพักอาศัยอยู่คนเดียว เนื่องจากลูกสาวไปทำงานในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี จึงรีบโทรหาลูกสาวให้พาไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.กาญจนดิษฐ์ ไว้เป็นหลักฐาน   และยังบอกว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีโจรโรคจิตเข้ามาขโมยกางเกงใน โดยในปีนี้โดนขโมยไปแล้ว 7 ครั้ง รวมกางเกงในที่หายไปกว่า 50 ตัวเลยทีเดียว นอกจากนั้นมี 1 ครั้งที่มีขโมยเข้าบ้านไปขโมยเงินสด 5 พันบาทและโทรศัพท์ไอโฟนจำนวน 1 เครื่องอีก   ซึ่งเพื่อนบ้านหลังอื่นๆ ก็โดนขโมยกางเกงในไปหลายหลังด้วย จึงขอวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งติดตามโจรโรคจิตรายนี้มาลงโทษให้ได้ เนื่องจากบ้านของตนมีกล้องวงจรปิดรอบบ้านแล้วโจรยังกล้าเข้ามาขโมยแบบนี้ เกรงว่าสักวันโจรอาจจะเข้ามาทำร้ายตนเองด้วย และตอนนี้ลูกสาวได้ว่าจ้างรถไถมาปรับบริเวณบ้านให้โล่งแจ้งเพื่อเป็นการป้องกันโจรโรคจิตอีกทางหนึ่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JhG1pnxlYMw

 451
ข่าวภูมิภาค
15 ก.พ. 62

ตื่นมาเจอประตูรั้วพัง เช็คกล้องวงจรปิด เจอผู้ต้องหาชัด ช้างป่าบุกกินกล้วย-อ้อยวุ่น

ชลบุรี-ภาพกล้องวงจรปิดของบ้านพักในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ ซึ่งอยู่ริมถนนคลองสิบแปด บึงสามง่าม เวลา 04.20 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 จับภาพช้างเชือกใหญ่ จำนวน 1 เชือก ได้บุกเข้าไปถึงในบ้าน ที่มีรั้วปิดอย่างแน่นหนา เข้าไปกินต้นอ้อย ดึงต้นหมากกินยอด ดึงต้นกล้วยล้มลง แล้วได้ใช้งวงม้วนใบกล้วย ออกไปด้วย ก่อนจะเดินออกจนพ้นรัดรัศมีของกล้องวงจรปิด   จากการตรวจสอบที่บ้านจุดเกิดเหตุ พบกับนายรังสรรค์ แก้วประเสริฐ อายุ 34 ปี เป็นครูของโรงเรียนบ้านคลองสิบแปด ได้ชี้ให้ดูถึงร่องรอย ที่ช้างได้มีการพังประตูรั้วเหล็กเข้ามา และ เข้าไปทำลายและกินพืชผล จนได้รับความเสียหาย ก่อนจะเดินออกไปทางเดิม โดยนายรังสรรค์ เจ้าของบ้านเผยว่า ได้ตื่นมาประมาณ 05.00 น. เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน ก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าประตูรั้วล้มลงมา   จึงรีบไปดูกล้องวงจรปิด เลยรู้สาเหตุว่าเป็นช้างบุกเข้ามาในบ้าน โดยที่เห็นแล้วรู้สึกกลัวมาก เพราะบ้านอยู่กันแค่พ่อแม่ และลูกชายวัย 3 ขวบ จากนี้ไปคงต้องเอาต้นกล้วย ต้นหมาก และพืชผลต่างๆ ไปปลูกที่อื่น หวั่นเกรงว่าช้างจะย้อนกลับมาอีก พร้อมได้มีการแจ้งกับทางนายอำเภอหนองใหญ่ไว้แล้ว อีกทั้งยังหวั่นเกรงที่โรงเรียนบ้านคลองสิบแปด เพราะได้มีนักเรียนระดับมัธยม มาตั้งค่ายลูกเสือ เนตรนารี ในช่วงกลางคืน   ด้านนายพิทักษ์ แพทย์ผล ศึกษานิเทศ สำนักเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ได้เผยว่า ขณะนี้ กำลังมีการจัดตั้งค่ายลูกเสือ จาก 4 โรงเรียน เกือบ 400 คน หลังจากทราบเรื่อง ก็ได้มีการเฝ้าระวัง โดยได้มีการประสานไปยังผู้เชี่ยวชาญ คือ หน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไนย และ เจ้าหน้าที่ป้องกันท้องถิ่นของอำเภอหนองใหญ่ มาคอยระวังตลอดทั้งคืน ป้องกันรักษาความปลอดภัยเพื่อความสบายใจแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ในการเข้าค่ายลูกเสือในครั้งนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RdyZ-zpzWGc

 2,095
สังคม-อาชญากรรม
15 ก.พ. 62

เผาศพ นศ.ถูก ตร.ยิง พ่อยังคาใจลูกนอนนิ่งแล้ว ยังถูกหมวกกันน็อกฟาดซ้ำ จนท.มือยิงยังไม่ถูกพักราชการ

ความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิต ของนายเอกชัย บุญรัตน์ อายุ 22 ปี นักเศึกษา เทคโนโลยีบางกะปิ ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ ที่ถูกตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวนนครบาล 4 ยิงเสียชีวิต หลังกลับจากงานเลี้ยงของสถาบัน เหตุเกิดบริเวณ ซอยร่มเกล้า 6 เมื่อช่วงเช้ามึดวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา   เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.) ที่วัดลาดบัวขาว ทางครอบครัวทำพิธีฌาปนกิจศพ โดยมีรุ่นน้องร่วมสถาบัน 5 คน บวชอุทิศส่วนกุศลให้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยทางครอบครัวได้นำเสื้อชอปคณะช่างยนต์ของผู้ตาย แขวนไว้ที่หน้าเมรุ  บรรยากาศในงาน มีเพื่อนรุ่นพี่ รุ่นน้องเทคโนโลยีบางกะปิใส่ชุดสถาบันร่วมไว้อาลัยนายเอกชัยจำนวนมาก   นอกจากนี้บรรยากาศในงานเพื่อนๆของผู้ตายยังมีการวิพากวิจารณ์ เรื่องความคืบหน้าทางคดี ที่หวั่นว่าผู้ตายจะไม่ได้รับความเป็นธรรม   เรื่องนี้พันจ่าอากาศเอก นภัสกร บุญรัตน์ พ่อของผู้ตายกล่าว่า หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้วก็จะติดตามความคืบหน้าคดี โดยจาการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ก็ยังมีเรื่องสงสัย เฉพาะช่วงที่ลูกชายล้มลงกับพื้นแล้ว แต่ยังมีการไปยิงซ้ำ และมีลักษณะคล้ายหยิบหมวกกันน็อกมาทุบตีที่ร่างของลูก ตอนที่หมดลมหายใจไปแล้ว   ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นยอมรับว่าลูกชายเป็นฝ่ายยิงก่อนจริง แต่ก่อนเกิดเหตุจะยิงนั้นเกิดอะไรขึ้น หากลูกตนผิดก็พร้อมยอมรับได้ และเช้าวันนี้ (15 ก.พ.) จะเดินทางเข้าพบ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อขอความเป็นธรรมและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจะนำพยานคนสำคัญเข้าให้ปากคำ และคุ้มครอง เนื่องจากพยานคนนี้เกรงกลัวจะได้รับอันตราย   ทางด้านทนายรณรงค์ แก้วเพชร ทนายความที่ปรึกษาครอบครัว ระบุว่า ปมที่ครอบครัวคาใจ ตร.ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทางครอบครัวต้องการเท่านี้ แต่หากดูจากคลิป จะมองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตร.ก็เป็นไปได้ แต่มีแค่ช่วงจังหวะที่นายเอกชัย ยิงต่อสู้ตำรวจแล้ววิ่งถอยหลังมาล้มลง แล้วยังมีการตามไปยิงซ้ำ และคล้ายกับใช้หมวกกันน็อกฟาดที่ศรีษะผู้ตายซ้ำอีก จุดนี้ ตร.ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ แต่เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ฝั่งผู้ตายก็ไม่รู้ว่าคนที่ยิงต่อสู้กันนั้นเป็นตร.   ทางด้าน พ.ต.อ ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อหากับตร.ชุดจับกุม  และยังไม่มีคำสั่งให้ตร.ที่ยิงผู้ตายหยุดปฏิบัติหน้าที่   ซึ่งคดีนี้ ตร.รวบรวมพยานหลักฐานและต้องสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และต้องทำคดีอย่างรัดกุม เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุใด  ส่วนสิ่งที่ครอบครัวคาใจเรื่องต่างๆนั้นก็สามารถสอบถามตร.ได้ เพราะหากมองจากภาพกล้องวงจรปิด ก็จะเห็นเหตุการณ์ชัดเจน และจนถึงขณะนี้ก็ยังยืนยันว่าตร.ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/S8QjIvNND8Y

 10,526
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.พ. 62

กล้องวงจรปิด ตร.ยิงนศ.ไม่ได้เสีย เก็บภาพได้หมด พ่อวอนทำคดีตรงไปตรงมา คาใจทำไมต้องยิงลูกจนตาย

ความคืบหน้า กรณีตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวนสอบสนนครบาล4  ทำการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 5 คน ขณะนำตัวกลับไปสอบสวนที่โรงพัก เกิดเหตุการณ์ รถจยย.ของเจ้าหน้าที่ที่ขับประกบรถกระบะควบคุมตัวผู้ต้องหา ระหว่างเดินทางยิงปะทะ กับกลุ่มนายเอกชัย บุญรัตน์ อายุ 22 ปี นักเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ ซึ่งกลับจากงานเลี้ยงของสถาบัน เหตุเกิดบริเวณ ซอยร่มเกล้า6 เมื่อช่วงเช้ามึดวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ   เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่คาใจของครอบครัวและสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะมีการยิงกันถึงขั้นเสียชีวิตเมื่อวานนี้ (12 ก.พ.) พ.อ.อ.นภัสกร บุญรัตน์ พ่อผู้ตาย กล่าวว่า ตอนนี้ทางครอบครัวเครียดมากกับกระแสข่าวต่างๆอยากขอความชัดเจนจากตร.ออกมาชี้แจง หรือเปิดกล้องวงจรปิด ที่ระบุว่ามีกล้องจับภาพขณะเกิดเหตุได้ ขณะนี้ผ่านไปสองวัน ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ ฟังข้อมูลผ่านสื่อเท่านั้น   นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ข้อมูลว่า ขณะเกิดเหตุ รถของตร.ชนรถลูกชายจนล้มแล้ว มีการตามเข้าไปยิงต่อ จนเสียชีวิต เรื่องนี้ทางครอบครัวไม่ได้ปักใจเชื่อ100% จึงอยากได้รับคำตอบจากตร. ให้ความเป็นธรรมกับลูกตนด้วย ก่อนหน้านี้ตนก็เดินทางไปกทม. ขอตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่จุดเกิดเหตุเอง เพราะอยากรู้ความจริง    ทางด้านพี่ชายผู้ตาย กล่าวว่า ตอนนี้ข่าวสับสน ทั้งยังมีการแฉประวัติน้องชายซึ่งเป็นเรื่องอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการให้คนยิงน้องมาขอขมา แต่ขอให้ออกมาพูดความจริงจะได้จบ หากน้องชายผิด ก็พร้อมยอมรับแต่ถ้าน้องชายไม่ผิด ก็ขอความชัดเจน   ส่วนกรณีเรื่องกล้องวงจรปิด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ พบเจ้าหน้าที่ของกทม. กำลังตรวจสอบเซฟเวอร์ พบว่ากล้องในจุดเกิดเหตุทั้งหมด ไม่ได้เสีย สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์วันเกิดเหตุได้ทั้งหมด   ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม นายลูหมัด สังสาหัส รปภ. ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เล่าว่า วันเกิดเหตุ ไม่ได้ยินเสียงด่าทอกันมาก่อน แต่มีรถจอดแล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้น 4-5 นัด โดยลักษณะการยิง ไม่ได้ยิงรัวๆ แต่เป็นการยิงแบบทิ้งจังหวะ   นอกจากนี้มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ ตร.นำตัวผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เงหมด ไปชี้จุดเกิดเหตุและถ่ายภาพประกอบสำนวน โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที แล้วกลับโรงพักทันที   สำหรับเหตุการณ์ นี้ยังมีเพื่อนของผู้ตาย ที่ได้รับบาดเจ็บ ชื่อนายจู รุ่นน้องปี 1 ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครทราบข่าวว่านายจู รักษาตัวอยู่ที่ใด และใครพบเห็นนายจูอีก   ด้าน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุพบมีกล้องจับภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไว้ได้ ถือเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ เนื่องจากสามารถยืนยันได้ว่า ทางกลุ่มนักศึกษาใช้อาวุธยิงใส่ตำรวจและผู้ต้องหาอีกกลุ่มที่ถูกจับกุมอยู่หลังรถก่อน   โดยขณะนี้ได้ส่งภาพให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบ ผลเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดจริงไม่มีการตัดต่อ นอกจากนี้จากการสอบปากคำพยาน 4 คน ซึ่งอยู่หลังรถกระบะก็ให้การสอดคล้องกับภาพวงจรปิดด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RuWpNgEsKCY

 9,048
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.พ. 62

ตร.โคราชรวบคนร้ายบุกเดี่ยวใช้มีดแทงชิงทรัพย์พนักงานร้านสะดวกซื้อ วงจรปิดจับภาพพฤติกรรมโหดชัด

ตำรวจโคราชรวบคนร้ายใช้มีดแทงชิงทรัพย์พนักงานร้านสะดวกซื้อ วงจรปิดจับภาพพฤติกรรมโหดชัด สารภาพก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง   วันนี้ (2 ก.พ. 2562) ที่สถานีตำรวจภูธรสีดา อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา พลตำรวจตรี วัชรินทร์ บุญคง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประทาย ได้ร่วมกันแถลงการจับกุม นายสมร ทองนาเมือง อายุ 28 ปี คนร้ายที่บุกเข้าไปใช้มีดแทงพนักงานสาวร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สีดา เพื่อหวังชิงทรัพย์ จนพนักงานสาวได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะเกิดเหตุกล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถจับภาพพฤติกรรมของคนร้ายได้อย่างชัดเจน โดยล่าสุดอาการผู้บาดเจ็บปลอดภัยแล้ว ขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสีดา   ทั้งนี้จากการสอบสวนนายสมร ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ตระเวนก่อเหตุใช้มีดจี้ชิงทรัพย์มาแล้วหลายครั้งในหลายพื้นที่ เช่น กระชากกระเป๋าชาวบ้าน กระชากสร้อยคอทองคำ และล่าสุดบุกเข้าไปใช้มีดแทงพนักงานร้ายสะดวกซื้อจี้ชิงทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดของกลางที่ผู้ต้องหาก่อเหตุมาได้หลายรายการ อาทิ สร้อยคำทองคำหนัก 1 บาท อาวุธมีด เสื้อผ้า หมวกกันน็อก หมวกไหมพรม รถจักรยานยนต์ และหน้ากากปิดปากที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ ส่วนที่ต้องก่อเหตุนั้นเพราะไม่มีงานทำ และต้องการเงินไปใช้จ่ายผ่อนค่ารถจักรยานยนต์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่   

 3,505
ข่าวภูมิภาค
29 ม.ค. 62

เจ้าของร้านไว้ใจให้กุญแจตู้เซฟ สุดท้ายโดนลูกจ้างแสบฉกเพชร 10 ล้าน

นนทบุรี-ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ รับแจ้งมีเหตุลักทรัพย์ร้านไดมอนด์ เลิฟเวอร์ ภายในสัมมากร เพลส ต.อ้อมเกร็ด อ.ปากเกร็ด จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่วิทยาการ   ที่เกิดเหตุเป็นร้านจำหน่ายเครื่องเพชร พบนายไพรัช นาคสระเกษ อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเพชร ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการตรวจสอบพบตู้เซฟที่เก็บเครื่องเพชรเปิดอยู่ เจ้าหน้าที่วิทยาการจึงได้เก็บรอยนิ้วมือแฝงของคนร้ายไว้เป็นหลักฐาน   เจ้าของร้านเพชรระบุ นางชโณทัย ลิกกาโห้ อายุ 44 ปี เป็นพนักงานขาย ทำหน้าที่เก็บเครื่องเพชร และนำเอาเครื่องเพชรออกมาวางจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งนางชโณทัย ทำงานมาหลายปี จนไว้ใจมอบกุญแจตู้เซฟพร้อมรหัส กระทั่งตนได้ทราบจากลูกค้าประจำว่า ร้านเพชรของตนปิดมาหลายวันแล้ว ซึ่งตนไม่ได้เอะใจคิดว่านางชโณทัย ไปธุระต่างจังหวัด   ตนเดินทางมาที่ร้านเพื่อที่จะเอาแหวนเพชรที่ลูกค้าฝากเอาไว้คืน แต่เมื่อมาถึงร้านก็เริ่มแปลกใจ และได้สอบถามพนักงานของห้างทราบว่า นางชโณทัย ไม่ได้เปิดร้านมาหลายวันแล้ว ติดต่อก็ไม่ได้ ตนจึงเรียกช่างมางัดตู้เซฟ เมื่อเปิดตู้เซฟออก ตนถึงกับเข่าอ่อน เมื่อพบว่าเครื่องเพชร เช่น กำไลเพชร แหวนเพชร ต่างหูเพชร กว่า 150 ชิ้นหายไป รวมมูลค่าประมาณ 10 ล้าน ตนจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ   จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของห้างดังกล่าว พบว่าเมื่อวันที่ 18 ม.ค.เวลา 17.10 น. นางชโณทัย ได้มาที่ร้านเพชร ก่อนจำหยิบเอากระเป๋าสีดำออกจากรถเข็น เดินเข้าที่ตู้เซฟ ก่อนจะหยิบเอากล่องพาสติกสีขาว ถุงพลาสติกสีขาว และกระเป๋าสีดำ มาใส่ไว้ในรถเข็นของห้าง ก่อนจะเดินผ่านกล้องวงจรปิดออกไป ซึ่งทาง จนท.จะติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VA9mNnDOcQE

 2,050
ข่าวภูมิภาค
17 ม.ค. 62

เปิดภาพกล้องวงจรปิด หนุ่มเลือดร้อนไล่ชนรถจยย. ล้มคว่ำ ก่อนลากศพมากระทืบซ้ำ ฉุนแค่ขับปาดหน้า

ความคืบหน้าคดีที่เกิดอุบัติเหตุ รถเก๋งชนรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต 2 คน บริเวณหน้าโรงพยาบาลภูมิพล ถนนพหลโยธิน ทำให้นายศิวะ สิงหะภูกาม และนายชัยวัฒน์ สังข์เผือก เสียชีวิต     แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดา เพราะมีพยานเห็นว่า หลังจากเกิดอุบัติเหตุมีชายฉกรรจ์ลงมาเตะที่ร่างผู้เสียชีวิต 2-3 ครั้ง ในขณะที่ร่างผู้เสียชีวิตแน่นิ่งอยู่บนพื้นถนน เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา   คดีนี้ ตร.จับกุม นายชนินทร์ สุดนิมิตร คนขับรถเก๋งมาสด้าสีดำ ทะเบียน 7 กฌ4457 กรุงเทพฯ คันก่อเหตุ ซึ่งนายชนินทร์ให้การปฏิเสธ ไม่ได้ทำคนที่ทำคือ นายนันวัฒน์ บุญทันกิจ อายุ 22 ปี เป็นคนลงไปกระทืบศพผู้เสียชีวิต   ล่าสุดนายนันทวัฒน์ เข้ามอบตัวกับ ตร.สน .สายไหม ให้การภาคเสธยืนยันว่า คนที่ลงไปกระทืบศพ คือนายชนินทร์ โดยนายนันทวัฒน์เล่าว่า นายชนินทร์ไปดื่มสุราที่บ้านพัก แล้วขับรถกลับไม่ไหว ตนจึงอาสาขับรถไปส่ง พอมาถึงที่เกิดเหตุ นายชนินทร์ สั่งให้ตนขับรถชนรถจยย.คนตาย เพราะขับรถปาดหน้ารถของตนก่อน   จากนั้นก็ขับไล่บี้รถของคนตาย เพื่อให้รถล้ม พอมาถึงหน้ารพ.ภูมิพล นายนันทวัฒน์ ก็รู้ว่าต้องขับสวนเลน แต่ก็ฝ่าเข้าไปชน จยย.จนล้มคว่ำ แล้วคนที่ลงรถไปเตะร่างของคนตาย คือนายชนินทร์  ซึ่งนายชนินทร์เห็นแล้วว่าผู้ตายแน่นอนสลบไปแล้ว แต่ก็ลากร่างที่สลบออกมาเตะ   ด้าน พ.ต.ท ธนู เสริมสุข รองผกก. สน.สายไหม ระบุว่า คดีนี้ผู้ต้องหาทั้งสองคนยังให้การโยนกันไปมา ไม่ยอมรับว่าใครเป็นคนลงไปทำร้ายร่างผู้ตาย แต่ตร.มีหลักฐานทั้งหมดแล้ว หากดูจากภาพกล้องวงจรปิดจะเห็นว่า พอชนแล้ว ก็วิ่งลงไปดู และชายเสื้อขาว ก็ลากร่างผู้ตายออกมา ก่อนจะวิ่งขึ้นรถหลบหนีไป   เบื้องต้น ตร.แจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเช้าวันนี้ (17 ม.ค.62) จะควบคุมตัวนายนันทวัฒน์ ส่งศาลฝากขังต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/i_HpgMOSXgk

 4,900
แชร์ออฟเดอะเดย์
16 ม.ค. 62

วินาทีเฉียดตาย ประตูเหล็กโรงงานหนัก 100 โลล้มทับ หนุ่มเอียงตัวหลบได้หวุดหวิด

ผู้ใช้ Facebook ชื่อ Oohcafe Thongyusuk แชร์ภาพกล้องวงจรปิด วินาทีเฉียดตาย ขณะที่ประตูเหล็กน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัมด้านหลังโรงงานแห่งหนึ่งล้มใส่ตัวชายคนหนึ่ง แต่เคราะห์ดีที่เขาเอียงตัวหลบทันอย่างฉิวเฉียด ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tefYrmVgyq8

 10,863
ครอบครัวบันเทิง
20 ธ.ค. 61

'นาวิน ต้าร์' ไม่ขอพูด หลังมีคลิปสาวคล้ายดารากรีดรถหรู ชี้คดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว

จากกรณีมีกล้องวงจรปิดจับภาพหญิงสาว สวมกางเกงขาสั้น เสื้อสีขาว มีพฤติกรรมน่าสงสัย ว่าอาจก่อเหตุกรีดรถสปอร์ตหรู BMW สีแดงรอบคัน ที่คอนโดหรูย่านทองหล่อ โดยรถดังกล่าวเป็นของนักแสดงหนุ่ม นาวิน ต้าร์   ร.ต.อ.ต่อเงิน วัฒนกุล รอง สส.สส(สอบสวน) สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี กล่าวว่า คดีดังกล่าวตนเองได้รวบรวมพยาน หลักฐานต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง นำเรียนผู้บังคับบัญชาและสรุปสำนวนส่งอัยการศาลแขวงพระนครใต้ แล้ว ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดๆ ได้ เนื่องจากคดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล ซึ่งก็ไม่ทราบว่า เหตุใดจึงมีการนำภาพวงจรปิดสาวคล้ายคนในวงการบันเทิงออกมาเผยแพร่ในสื่อโซเชียลขณะนี้   ด้านผู้จัดการของนักแสดงหนุ่ม นาวิน ต้าร์ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า คดีที่รถนาวิน ต้าร์ ถูกกรีด เป็นคดีเก่าที่เคยแจ้งความไว้ที่ สน.ทองหล่อ ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตอนนี้ทราบว่ามีการเผยภาพกล้องวงจรปิด จับภาพสาวปริศนาที่อาจจะเป็นคนกรีดรถได้ ซึ่งทางนาวิน ต้าร์ ไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางตำรวจและข้อเท็จริงตามภาพที่เกิดขึ้น   อย่างไรก็ตาม จากการติดต่อคนในภาพ ที่ระบุหน้าคล้ายนักแสดงหญิงในคลิปกล้องวงจรปิดดังกล่าว เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่เป็นกระแสข่าว โดยเจ้าตัวกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เพราะว่าติดงาน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eO7QXZEb1gI

 13,874
ข่าวภูมิภาค
11 ธ.ค. 61

กระบะชนหมาตายเลือดสาดไม่ลงมาดู เจ้าของเผยเป็นคู่กรณีเคยทะเลาะกัน แล้วมาลงกับหมา

ชุมพร-เกิดเหตุรถยนต์กระบะขับพุ่งชนสุนัขแสนรู้เพศผู้วัย 3 ปีเศษ บนถนนคอนกรีตภายในซอยสายลม หมู่ 3 ต.เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร ทำให้ตายคาที่   โดยที่คนขับรถกระบะคันดังกล่าวไม่ได้จอดรถลงมาดูสอบถามหรือแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด ทางเจ้าของหมาจึงอยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับไอ้ขาว พร้อมทั้งได้แจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามคนขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแล้ว   นายสุวรรณ ศรีพัฒน์ อายุ 57 ปี และครอบครัว ได้เปิดกล้องวงจรปิดให้ดูตอนเกิดเหตุซึ่งอยู่บนถนนคอนกรีตผ่านหน้าบ้าน โดยเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น.วันเดียวกัน ขณะที่ไอ้ขาวสุนัขเพศผู้วัย 3 ปีเศษ สายพันธุ์ผสม ขนดกปุกปุยกำลังน่ารัก นั่งเล่นอยู่ริมถนนหน้าบ้านเจ้าของ ซึ่งเป็นทางขึ้นเนินสูงและเป็นทางโค้ง หลังจากนั้นได้มีรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิซิ รุ่นไซโครน L200 ตอนเดียว สีแดง ไม่ทราบทะเบียน โดยกระบะหลังติดตั้งกรงเหล็ก   ขับพุ่งมาด้วยความเร็วสูงและชน ไอ้ขาวสุนัขแสนรู้เข้าอย่างจังลากร่างไปไกลกว่า 10 เมตร มีอาการชักดิ้นชักงอเลือดแดงฉานไหลพุ่งออกทางหูทางจมูกและบริเวณหัวเป็นจำนวนมากไหลโกรกเป็นทางยาวตายคาที่ แต่หลังเกิดเหตุคนขับรถกระบะคันดังกล่าวไม่ได้จอดรถลงมาดูแต่อย่างใดยังคงขับผ่านไปด้วยความเร็วสูงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   หลังจากนั้นนายสุวรรณ ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูจุดที่เกิดเหตุพร้อมทั้ง เปิดเผยว่า ตอนเกิดเหตุตนกำลังอุ้มหลานเดินอยู่หน้าบ้านซึ่งตนเห็นทุกอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีคลิปจากกล้องวงจรปิดเก็บภาพไว้เป็นหลักฐานด้วย สุนัขของตนไม่ดุไม่เคยกัดใครรับประกันได้ แต่บางครั้งมีรถวิ่งผ่านก็จะมีวิ่งตามประสาของสุนัขตามนิสัยปกติของมัน   โดยสัญชาตญาณของคนถ้าเห็นสุนัขอยู่ข้างทางอย่างน้อยต้องชะลอความเร็ว ทั้งนี้รู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือคนขับรถกระบะชนรถสุนัขของตนแล้ว ซึ่งเคยเป็นคู่กรณีมีความขัดแย้งเรื่องปิดกั้นที่ดินกันมาก่อนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเป็นมูลเหตุทำให้มีการผูกใจเจ็บเลยมาลงที่สุนัขของตนหรือไม่   นายธีระชัย พรมมาศ อายุ 32 ปี ลูกชายนายสุวรรณ เผยว่า เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนลูกสุนัขสายพันธุ์เดียวกันได้ถูกชายคนดังกล่าวใช้ยาเบื่อชนิดมีพิษรุนแรงคลุกกับอาหารใส่ถุงพลาสติกขับรถผ่านหน้าบ้านแล้วโยนให้สุนัขของตนกินเพียง 3 นาที สุนัขนอนชักจนตาย แต่ครั้งนั้นไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดรู้ว่าใครทำแต่เอาผิดไม่ได้ ครั้งนี้ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเก็บภาพหลักฐานชัดเจนพร้อมทั้งเดินทางไปแจ้งไว้ที่ สภ.นาสัก เรียบร้อยแล้ว   ด้านร.ต.อ.สัมฤทธิ์ ศักดิ์แสง รอง สว.(สอบสวน) สภ.นาสัก เจ้าของคดี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทั้งในที่เกิดเหตุและสอบปากคำพยานบุคคลซึ่งมีความละเอียดอ่อน ด้านเจ้าของสุนัขปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยงของตนหรือไม่ หรือด้านของผู้กระทำความผิดขับรถชนนั้นประมาทหรือมีเจตนาขับรถชนหรือไม่ แต่หลังเกิดเหตุทำไมไม่จอดรถลงมาดู ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบรัดกุมเป็นอย่างมากเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ต้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดแน่นอนแต่จะเป็นข้อหาอะไรนั้นขอเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานก่อน   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/oxU_E_XsfjE    

 14,465
ข่าวต่างประเทศ
07 ธ.ค. 61

วงจรปิดจับภาพ มือมืดโยนระเบิดขึ้นไปบนรถเมล์จีน ผู้โดยสารบาดเจ็บระนาว 17 ราย

จีน - ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกภาพขณะเกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่รถประจำทางจีน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากถึง 17 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามไล่ล่า ชายคนดังกล่าว อายุราว 44 ปี ผู้ต้องสงสัย    โดยในคลิป จะเห็นว่าชายคนดังกล่าวจุดไฟห่อของที่ถือไว้ในมือ แล้วโยนใส่รถ เกิดไฟลุกไหม้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรีบนำตัวผู้บาดเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งล่าสุดทุกคนปลอดภัยดี  

 1,946
ข่าวภูมิภาค
06 ธ.ค. 61

แม่ร้องสื่อลูกสาววัย 7 ขวบถูกเก๋งชนแล้วหนี เด็กโอดชนหนูแล้ว น่าจะลงมาดูหนูสักหน่อย

ชลบุรี-น.ส.คถพร สุภพร อายุ 37 ปี ร้องสื่อว่า ตนได้ขับขี่รถยนต์เก๋ง พร้อมด้วยลูกสาว อายุ 7 ขวบ มาจอดที่บริเวณคิวรถสองแถว ข้างตลาดสดศรีราชา ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา ซึ่งเป็นถนนเลนเดียว ขับขี่ทางเดียว หลังจากนั้นลูกสาวตนได้เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ แล้วกำลังจะเดินข้ามถนนเพื่อซื้อลูกชิ้น โดยยืนอยู่บริเวณหน้ารถ   จู่ๆ ก็ได้มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับขี่มาด้วยความเร็ว ก่อนจะเฉี่ยวชนลูกสาวตน จนล้มลงกระแทบพื้น มีเลือดไหลที่บริเวณจมูกและช่องปาก หลังจากนั้นตนจึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งหลังเกิดเหตุรถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีไปมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองศรีราชา มีภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะหลบหนีได้เป็นบางจุด และหลังจากที่เกิดเหตุ ตนได้นำหลักฐานใบรับรองแพทย์ ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ศรีราชา   ผู้เป็นแม่กล่าวต่อว่า คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว หลังจากก่อเหตุก็ไม่ได้เหลียวดูลูกสาวตนเลย ซ้ำยังขับหลบหนีไปหน้าตาเฉย โดยตนอยากจะฝากถึงคนขับรถเก๋งคันดังกล่าวว่า คุณลองคิดดูว่าหากเป็นญาติพี่น้องของคุณที่ถูกชนแล้วหนีแบบนี้คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร โดยตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เนื่องจากหลังจากที่เกิดเหตุทางคู่กรณีไม่จอดรถลงมาดูตนเลยแม้แต่นิดเดียว และยังถือว่าโชคดีที่ศีรษะลูกสาวตน ไม่ได้กระแทกพื้น แต่มีบาดเจ็บที่บริเวณจมูก ช่องปาก   ด้านหนูน้อยวัย 7 ขวบ กล่าวต่อว่า คู่กรณีน่าจะจอดรถยนต์ลงมาดูหนู สักหน่อย ไม่น่าใจดำแบบนี้ ขับรถหนีไปเฉยเลย เค้าต้องรู้ตัวว่าขับรถชนหนูแน่นอน เพราะลักษณะการชนค่อนข้างแรง จนตนได้รับเจ็บที่บริเวณจมูกและช่องปาก จนฟันหน้าโยก และมีเลือดไหลออกมา   ในขณะเดียวกันล่าสุดด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ลงพื้นที่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ทราบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์คันกล่าว ได้ขับขี่ไปตามเส้นทางในตัวเมือง ก่อนหลบหนีออกไปทางถนนสุขุมวิท อย่างไรก็ตามคาดว่าน่าจะติดตรวจสอบป้ายทะเบียนคันดังกล่าวได้ ชลบุรี-น.ส.คถพร สุภพร อายุ 37 ปี ร้องสื่อว่า ตนได้ขับขี่รถยนต์เก๋ง พร้อมด้วยลูกสาว อายุ 7 ขวบ มาจอดที่บริเวณคิวรถสองแถว ข้างตลาดสดศรีราชา ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา ซึ่งเป็นถนนเลนเดียว ขับขี่ทางเดียว หลังจากนั้นลูกสาวตนได้เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ แล้วกำลังจะเดินข้ามถนนเพื่อซื้อลูกชิ้น โดยยืนอยู่บริเวณหน้ารถ   จู่ๆ ก็ได้มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับขี่มาด้วยความเร็ว ก่อนจะเฉี่ยวชนลูกสาวตน จนล้มลงกระแทบพื้น มีเลือดไหลที่บริเวณจมูกและช่องปาก หลังจากนั้นตนจึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งหลังเกิดเหตุรถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีไปมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองศรีราชา มีภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะหลบหนีได้เป็นบางจุด และหลังจากที่เกิดเหตุ ตนได้นำหลักฐานใบรับรองแพทย์ ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ศรีราชา   ผู้เป็นแม่กล่าวต่อว่า คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว หลังจากก่อเหตุก็ไม่ได้เหลียวดูลูกสาวตนเลย ซ้ำยังขับหลบหนีไปหน้าตาเฉย โดยตนอยากจะฝากถึงคนขับรถเก๋งคันดังกล่าวว่า คุณลองคิดดูว่าหากเป็นญาติพี่น้องของคุณที่ถูกชนแล้วหนีแบบนี้คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร โดยตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เนื่องจากหลังจากที่เกิดเหตุทางคู่กรณีไม่จอดรถลงมาดูตนเลยแม้แต่นิดเดียว และยังถือว่าโชคดีที่ศีรษะลูกสาวตน ไม่ได้กระแทกพื้น แต่มีบาดเจ็บที่บริเวณจมูก ช่องปาก   ด้านหนูน้อยวัย 7 ขวบ กล่าวต่อว่า คู่กรณีน่าจะจอดรถยนต์ลงมาดูหนู สักหน่อย ไม่น่าใจดำแบบนี้ ขับรถหนีไปเฉยเลย เค้าต้องรู้ตัวว่าขับรถชนหนูแน่นอน เพราะลักษณะการชนค่อนข้างแรง จนตนได้รับเจ็บที่บริเวณจมูกและช่องปาก จนฟันหน้าโยก และมีเลือดไหลออกมา   ในขณะเดียวกันล่าสุดด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้ลงพื้นที่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ทราบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์คันกล่าว ได้ขับขี่ไปตามเส้นทางในตัวเมือง ก่อนหลบหนีออกไปทางถนนสุขุมวิท อย่างไรก็ตามคาดว่าน่าจะติดตรวจสอบป้ายทะเบียนคันดังกล่าวได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/dxliqlrERG0    

 1,084
ข่าวภูมิภาค
06 ธ.ค. 61

แพทย์แจง จนท.ห้องฉุกเฉิน ไม่ได้ชกลุงวัย 65 หลังญาติเอะใจเจอแผลที่คิ้วหลังเสียชีวิต

ขอนแก่น-นางสาวศรินทิพย์ อิ่มใจ อายุ 45 ปี ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ ประเคนทอง อายุ 65 ปี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว พร้อมด้วยนางขวัญใจ เกิดเดช อายุ 76 ปี ภรรยาของนายพินันท์ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น หลังพบว่ามีบุคคลที่คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ชกใบหน้าผู้ตาย ขณะเข้ารับการรักษาภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 พ.ย.2561 ต่อเนื่องวันที่ 29 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา   ทางญาติเล่าว่าหน้ามืดอยู่ในบ้าน จึงได้ประสานโรงพยาบาล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นำรถกู้ชีพไปรับพ่อมาที่รพ.ซึ่งแพทย์และเจ้าหน้าที่ ที่รพ.บ้านไผ่ ทำการตรวจร่างกายในเบื้องต้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร เพราะเครื่องมือไม่ครบสมบูรณ์ จึงทำการส่งตัวบิดารักษาต่อที่รพ.ขอนแก่น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อยู่รพ.บ้านไผ่ และช่วงการนำส่งตัวผู้ป่วยนั้น ยังสามารถพูดคุยกับแม่ได้ตามปกติ มีสติพูดจารู้เรื่องทุกอย่าง พอเจ้าหน้าที่มาส่งถึงโรงพยาบาลขอนแก่น ก็นำตัวพ่อขึ้นบนเปลและเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันที โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าไปด้วย   สักพักแม่ของตนได้ยินเสียงดังโคลม ก็คิดว่าอาจมีใครตกเตียงแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพ่อของตนเอง และก็ไม่ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่เพราะกลัวจะถูกต่อว่า กระทั่งตนเองเดินทางมาถึงโรงพยาบาลและพบกับแม่ แต่สิ่งที่เห็นคือภาพที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมอและพยาบาลช่วยทำปั๊มหัวใจพ่ออยู่ และแจ้งตนเองว่าหากทำการปั๊มหัวใจอีกสักพักถ้าไม่ฟื้นคงต้องปล่อย ซึ่งตนเองก็ได้ทำใจไว้ กระทั่งพ่อของตนได้เสียชีวิตลง และได้ทำเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตจนเสร็จสิ้นและเดินทางกลับบ้านพร้อมแม่   ระหว่างทางตนนึกขึ้นได้ว่าเห็นบาดแผลที่คิ้วของพ่อมีรอยเย็บ จึงสอบถามกับมารดาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่ไม่ทราบว่ารอยเย็บนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด เนื่องจากไม่กล้าสอบถามทางเจ้าหน้าที่กลัวว่าจะถูกต่อว่า และแม่ยืนยันว่าขณะนำส่งมาที่ รพ.ขอนแก่น พ่อไม่มีบาดแผลบนใบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ตนจึงได้สอบถามไปทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ ซึ่งทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ยืนยันว่า ขณะที่ไปรับผู้ป่วยจากบ้านกระทั่งนำส่งถึง รพ.ขอนแก่น ผู้ป่วยไม่มีบาดแผลเย็บที่คิ้วแต่อย่างใด   จึงสอบถามไปทางโรงพยาบาลขอนแก่น ได้คำตอบครั้งแรกว่า ผู้ป่วยหกล้มในห้อง หัวไปฟาดกับของแข็ง ตนเองจึงติดใจว่าทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่แจ้งกับญาติผู้ป่วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลโทรกลับมาบอกอีกครั้งว่า ผู้ป่วยพลัดตกเตียง ตนจึงถามกลับว่าทำไมทีแรกถึงบอกว่าหกล้ม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นเพราะพยาบาลเห็นใบลงความเห็นของแพทย์วาดภาพบาดแผลที่เกิดขึ้น จึงคิดเองว่าเป็นเพราะหกล้ม แต่พอดูกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บิดาของตนเองพลัดตกเตียงจริง ซึ่งข้างเตียงไม่มีการนำราวเหล็กขึ้นมากั้นเอาไว้ซึ่งเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างชัดเจน   นอกจากนี้ยังพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกล้องวงจรปิดอีกอย่างคือ หลังจากที่พ่อตนเองพลัดตกเตียงไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็นำตัวออกจากห้องฉุกเฉินไป โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พาไปเอ็กซเรย์สมอง ก่อนจะนำตัวกลับมา โดยได้มัดแขนของพ่อตนไว้กับราวเหล็กข้างเตียงด้วย   และยังมีชายคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เดินมาหาพ่อตนที่เตียง ก่อนจะลงทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งลักษณะเหมือนกับการชกเข้าที่ใบหน้าของพ่อตนเอง ก่อนจะบังคับให้พ่อตนเองนอนลง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าและพูดบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งตนคาดว่าจะเป็นการด่าทอพ่อของตนเอง จึงได้พูดคุยกับทางโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมพูดคุยได้เจรจาขอร้องกับทางญาติว่า อย่าเอาเรื่อง อย่าแจ้งความเด็ดขาด และห้ามบันทึกภาพในคลิปด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะจัดการกับคนก่อเหตุเอง   หลังจากบำเพ็ญกุศลศพพ่อเรียบร้อย ก็มีโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ รพ.ศูนย์ซึ่งเป็นระดับหัวหน้า โทรศัพท์ไปบอกว่า เรื่องการทำร้ายร่างกายนั้น คนก่อเหตุยอมรับว่าได้ทำร้ายร่างกายพ่อจริงและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฝากขอโทษญาติๆ ด้วย และในช่วงกลางคืนวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนเดิมก็โทรศัพท์มาหาอีก แต่ครั้งนี้บอกว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ เพราะไม่มีใครทำร้ายคุณพ่อ คุณพ่อตกเตียงเอง ทางผู้บริหารขอโทษกับสิ่งที่เกิดความเข้าใจผิดขึ้น และอยากพบกับญาติๆ ในวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคมนี้   ทางญาติเกรงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ลมปาก ส่วนคนที่ลงมือทำร้ายพ่อก็ยังลอยนวล จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน เอาตัวผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายพ่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะเข้าพบผู้บริหาร รพ.ศูนย์ขอนแก่น ตามคำเชิญ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้ผู้บริการแก้ไข เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและประชาชนที่เข้ามารับการรักษาใน รพ.ของรัฐ หากไม่มีการแก้ไขเชื่อว่าต้องเกิดเหตุขึ้นกับคนอื่นๆ อีก   ด้าน นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ถึงกรณีดังกล่าว ทราบว่า ทางรพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พอทราบเรื่องก็มีการประสานกับญาติ และพูดคุยกันมาโดยตลอด และมีการดูกล้องวงจรปิดด้วยกันมาแล้ว แต่ดูผ่านจอขนาดเล็ก ซึ่งในขณะนั้นดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่ทำร้ายคนป่วยจริง แต่เพื่อความเป็นธรรมกับทุกๆ คน ทั้งญาติคนตายและเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาจึงได้ดูคลิปดังกล่าวจากจอขนาดใหญ่ ปรากฏภาพที่ชัดเจนกว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลชาย รายดังกล่าวไม่ได้ทำร้าย หรือชกใบหน้าของคนป่วย แต่ได้ยื่นมือไปดึงมือคนป่วยออก เพราะคนป่วยจะดึงผ้าปิดแผลออกจากคิ้วข้างซ้าย ซึ่งกรณีที่มีการเข้าใจผิดเช่นนี้ เกิดขึ้นได้เสมอ   แต่ในฐานะผู้บริหาร หากเจ้าหน้าที่ทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินการเอาผิดตามระเบียบ และเพื่อความเป็นธรรมและกระจ่างในความสงสัยที่ค้างคาในใจของญาติผู้ป่วย จึงได้ประสานให้ญาติมาดูกล้องวงจรปิด ส่วนการที่ญาติเข้าแจ้งความนั้น สามารถทำได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มาดูคลิป   ซึ่งเมื่อดูคลิปเชื่อว่าทุกฝ่ายจะพบความชัดเจนของเรื่องดังกล่าวทั้งหมด เพราะผู้ป่วยรายนี้ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง จะมีอาการกดทับเส้นประสาท ทำให้หน้ามืดบ่อย จนพลัดตกเตียง ซึ่งในกรณีคนป่วยตกเตียงก็ถือเป็นความบกพร่องที่เจ้าหน้าที่ ดูแลไม่ทั่วถึง ในจุดนี้ รพ.ต้องขอโทษญาติผู้ป่วยด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/ltKZvZwKsaA  

 4,447
ข่าวต่างประเทศ
06 ธ.ค. 61

เมียแสบชกหน้าตัวเอง ก่อนแจ้งความว่าถูกสามีทำร้าย ดีที่มีกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน

Adam's Story กับ อ.อดัม แบรดชอว์ การฟ้องร้องของภรรยาชาวออสเตรเลีย ว่าถูกสามีทำร้ายร่างกาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย แต่สุดท้าย สามีพิสูจน์ได้ว่าโดนภรรยาจัดฉาก   โดยเรื่องราวเริ่มตั้งแต่ ทั้งสองตกหลุมรักกันผ่านอินเทอร์เนต และตัดสินใจว่าจะแต่งงานกัน โดยฝ่ายชายยอมรับว่าหลงรักเธออย่างมาก แต่ชีวิตหลังแต่งงาน ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะภรรยาใช้เงินไปกับของฟุ่มเฟือย ในขณะที่สามีทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินให้เธอใช้   แต่ปัญหาสะสมไปเรื่อยๆ จนทั้งสองคนเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก เมื่อวันหนึ่งสามีกลับมาถึงบ้าน พบว่าข้าวของกระจัดกระจาย เพราะว่าภรรยาโมโห เนื่องจากไปรู้เรื่องที่สามีไปปรึกษากับทนายความเพื่อฟ้องหย่า โดยเธอพูดว่า "ถ้าคุณคิดว่าคุณฉลาด ก็ลองดูว่าฉันจะทำอะไรต่อไป"     จากนั้นเธอวิ่งออกไปฟ้องตำรวจ ด้วยใบหน้าที่ถูกทำร้าย หาว่าสามีทำร้ายร่างกาย แต่สุดท้ายสามีสู้คดีจนสุดท้าย พิสูจน์ได้ว่าเขาบริสุทธิ์ จากหลักฐานกล้องวงจรปิดในลิฟต์ ที่บันทึกภาพภรรยาชกใบหน้าตัวเอง สุดท้ายฝ่ายชายรู้ตัวแล้วว่าถูกฝ่ายหญิงเข้ามาหลอกตั้งแต่ต้น โดยที่ไม่รักเขาเลย   เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม He was able to prove that his wife framed him. frame (n.) กรอบรูป (v.) จัดฉาก อ่านว่า เฟรม He was smitten by her. smitten (adj.) หลงรักอย่างมาก อ่านว่า สมิ้เถิ่น She claimed that her husband beat her up. เธออ้างว่าถูกสามีทำร้ายเธอ beat up ทำร้าย This evidence proved his innocence. หลักฐานนี้พิสูจน์ได้ว่าเขาบริสุทธิ์ evidence (n.) หลักฐาน อ่านว่า เอ๊ะฝืเดินส innocence (n.) ความบริสุทธิ์ อ่านว่า อิ๊เหนอะเซินสฺ  

 28,322

Top