ค้นหา :

ผลการค้นหา "ดอกเบี้ย"

บันเทิง
05 ก.พ. 63

'ลูกตาล ชโลมจิต' โต้หนีหนี้ 1.4 ล้าน แฉกลับ จ่ายดอก 8.5 แสน ต้นไม่ลด แถมโดนยึดหลักประกัน

ลูกตาล ชโลมจิต ตั้งโต๊ะแถลงข่าวหลังถูกบุกทวงหนี้ 1.4 ล้านกลางฟิตเนส แจงได้ทำสัญญาเงินกู้กับเจ้าของร้านเพชรจริง และได้ผ่อนชำระไปแล้ว 845,000 บาท แต่เจ้าหนี้บอกว่าทั้งหมดเป็นแค่ดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นยังเหลือเท่าเดิม แถมยังยึดเครื่องเพชรและรถมอร์เตอร์ไซค์ที่เป็นหลักประกันไปด้วย แต่ยังตามทวงหนี้อยู่ พร้อมท้าให้ฟ้องได้ เพราะอยากไปเคลียร์ในศาลเหมือนกัน    ไปกันที่กรณีของอดีตนางแบบเซ็กซี่ ‘ลูกตาล ชโลมจิต’ ที่ก่อนหน้านี้ถูกหญิงรายหนึ่งบุกเข้ามาทวงหนี้เป็นจำนวนเงิน 1 ล้าน 4 แสนบาท กลางฟิตเนสย่าน RCA ซึ่งเป็นฟิสเนตของ ‘ลูกตาล’  ซึ่งในคลิปที่มีการถกเถียงกัน ก่อนที่ ‘ลูกตาล’ จะเดินหนีขึ้นรถแล้วก็ขับออกไป จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และต่อว่า ‘ลูกตาล’ ว่าเป็นหนี้แล้วทำไมไม่ยอมใช้คืนให้เค้า  ซึ่งต่อมา เจ้าของร้านเพชร ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของ ‘ลูกตาล’ ก็ได้เข้าแจ้งความที่ สน. มักกะสัน ไว้เรียบร้อยแล้ว   ล่าสุดเมื่อวานนี้ ‘ลูกตาล’ ก็ได้นัดสื่อแถลงข่าว พร้อมนำเอกสารมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเล่าว่า ตนเองเคยเป็นลูกค้าร้านเพชรของผู้หญิงคนนี้ และได้ซื้อเพชรมาเก็บไว้ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วเธอมีแผนจะอยากจะขยายฟิตเนสเพิ่ม จึงตัดสินใจนำเพชรที่ซื้อเก็บไว้ นำไปขายคืนให้กับร้านเพชรร้านเดิม เพื่อนำเงินมาขยายฟิตเนส ซึ่งราคาเพชรประมาณ 1 ล้าน 6 แสนบาท แต่ปรากฎว่าทางร้านไม่รับซื้อคืน โดยให้เหตุผลว่ามันเก่าแล้ว ทางร้านก็เลยแนะนำให้ขายฝากและทำสัญญาเงินกู้กัน ซึ่ง ‘ลุกตาล’ บอกว่าตอนนั้นตัวเองไม่รู้ว่าขายฝากคืออะไร แต่ก็ตกลงไป    โดยทางทางร้านได้นำเครื่องเพชรไปเป็นหลักประกัน แต่หลังจากนั้นทางร้านก็บอกว่าราคาเพชรตกแล้ว จะขอหลักประกันเพิ่ม ‘ลูกตาล’ ก็เลยนำเล่มทะเบียนมอร์เตอร์ไซค์ ซึ่งมีมลูค่า 600,000 กว่าบาท ไปค้ำประกันเพิ่ม แล้วก็ได้เงินมา 1 ล้าน 4 แสนบาท ซึ่งในสัญญาการกู้เงินไม่ได้มีการระบุถึงดอกเบี้ย หลังจากนั้นตนเองก็ผ่อนมาเรื่อยๆ ทุกเดือน เดือนละ 70,000 บาท มาเป็นระยะเวลา 1 ปี ไม่เคยขาด โดยได้ผ่อนไปแล้วทั้วหมด 845,000 บาท ก็เลยถามไปทางเจ้าหนี้ว่ายอดหนี้เหลือเท่าไหร่ แต่เค้าบอกว่าเงินต้นก็ยังเหลือ 1 ล้าน 4 แสนบาทเหมือนเดิม ส่วนเงินที่จ่ายมา 845,000 คือดอกเบี้ยทั้งหมด และเค้าก็ได้ยึดเครื่องเพชร และรถมอร์เตอร์ไซค์ของเธอไปแล้วด้วย สรุปคือตอนนี้ ‘ลูกตาล’ บอกว่าตอนนี้ตัวเองจ่ายให้เค้าไปแล้ว 3 ล้านกว่าบาท เธอก็เลยบอกให้เค้าหักเงินต้นจากเครื่องเพชรและมอร์เตอร์ไซค์ไป เพราะถ้าหักกันจริงๆ ทางร้านเพชรต้องคืนเงินให้เธอด้วยซ้ำ แต่ทางร้านเค้าก็ไม่ยอม เธอก็เลยบอกว่างั้นก็ไปคุยกันที่ศาล และหยุดการผ่อนชำระเงินตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพื่อยังสรุปยอดหนี้ที่เหลือกันไม่ได้   ซึ่ง ‘ลูกตาล’ บอกว่าตอนนี้ทางเจ้าหนี้ยังไม่มีการฟ้องศาล ซึ่งเธอบอกว่าอยากให้เค้ายื่นฟ้องมากๆ เพราะอยากไปเคลียร์กันที่ศาลมากกว่า    โดย ‘ลูกตาล’ ยังได้เล่าเหตุการณ์วันที่เกิดเรื่องที่ฟิตเนส ซึ่งผู้หญิงคนดังกล่าวเดินเข้าไปในฟิตเนสแล้วพูดตะโกนว่า พี่โกงเงินหนู เธอก็เลยบอกให้ไปคุยกันข้างนอก และได้โทรหาทนาย และเธอก็เห็นว่าไม่มีประโยชน์ไรจะไปทะเลาะกับคนที่ตั้งใจมาทะเลาะด้วย ก็เลยขับรถออกไปแจ้งตำรวจให้มาระงับเหตุการณ์ โดยตอนนี้ ‘ลูกตาล’ ได้ให้ทนายแจ้งความเจ้าของร้านเพชร ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ ที่ทวงด้วยการประจานและการเรียกดอกเกิน ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการรอหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนอยู่    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1rT8V4kBBaw

 2,353
เศรษฐกิจ
04 ก.พ. 63

จี้ลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ หลัง 'โคโรนา' กระทบรายได้จากการท่องเที่ยว

ธนาคารกลางจีนหั่นดอกเบี้ยครั้งแรก ในรอบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ขณะที่เศรษฐกิจไทยเจอปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าฯ ที่จะกระทบรายได้จากการท่องเที่ยว และมาในจังหวะที่ พ.ร.บ. งบประมาณปี 63 ล่าช้า  ทำให้นักวิเคราะห์ มองว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วน ที่ต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อพยุงเศรษฐกิจ   โดยทั้งไวรัสโคโรนา และงบประมาณปี 63 ที่ล่าช้า ทำให้เครื่องมือทางการคลัง ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยนโยบายการเงินให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ยังมีภาวะภัยแล้ง ที่กดดันกำลังซื้อของเกษตรกร โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้ จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกอย่างน้อย 0.25% โดยมี 2 ทางเลือก ทางเลือกแรก ปรับลดในการประชุมรอบเดือนกุมภาพันธ์ 0.25% และรอบเดือนมีนาคม อีก 0.25% หรือ ทางเลือกที่สอง ปรับลดลงในคราวเดียวกัน 0.50% จากระดับปัจจุบันที่ 1.25% มาอยู่ที่ 0.75% ต่อปี   ขณะที่นายสุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานกรรมการบริษัท ซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยอมรับว่า การระบาดของไวรัสโคโรนา กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของนักลงทุนจีน ชะลอตัวลง แต่เชื่อว่าทันทีที่สามารถคิดค้นวัคซีนรักษาได้ การลงทุนจะไหลกลับมา ซึ่งระหว่างนี้เห็นว่า รัฐบาลไทยควรเร่งปรับปรุงระบบการส่งเสริมธุรกิจให้มีความรวดเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมรับการลงทุนที่จะไหลกลับเข้ามา เพราะหากช้า เม็ดเงินลงทุนอาจไหลไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้

 1,128
ประชาสัมพันธ์
11 พ.ย. 62

คาร์มานามั่นใจ! ดอกเบี้ยจัดไฟแนนซ์รถบ้านมือสองถูกที่สุด พร้อมส่งแคมเปญส่งท้ายปีใหม่ “เจอดอกเบี้ยถูกกว่าคาร์มานาจ่ายให้”

คาร์มานาได้จัดแคมเปญดอกเบี้ยจัดไฟแนนซ์รถบ้านมือสองถูกที่สุด พร้อมเชิญชวน  ผู้ที่ต้องการจัดไฟแนนซ์รถบ้าน มาจัดไฟแนนซ์ที่คาร์มานาด้วยดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด พร้อมคอนเซ็ปต์ที่ว่า “เจอดอกเบี้ยถูกกว่าคาร์มานาจ่ายให้”   ด้วยการการันตีว่าคาร์มานาจะเลือกดอกเบี้ยที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ  แต่หากลูกค้าเจอดอกเบี้ยถูกกว่า คาร์มานา พร้อมจ่ายส่วนต่างให้ และนอกจาก โปรโมชั่นดอกเบี้ยแล้ว ทางคาร์มานายังแจกกล้องติดรถยนต์ Proof PF100 ไปอีกด้วย เรียกได้ว่าขนมาแจกรับปีใหม่กันเลยทีเดียว!! วันนี้ – 30 ธันวาคม 2562   สำหรับท่านที่สนใจจัดไฟแนนซ์รถบ้านมือสอง สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/33N1LWQ หรือ โทร 02-026-3433    

 417
เศรษฐกิจ
06 พ.ย. 62

กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25 หลังเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมิน

กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง หั่นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% หลังเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมิน และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลง   โดยคณะกรรมการเสียงข้างมาก เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกสับสู่กรอบเป้าหมาย ส่วนกรรมการ 2 คนที่เห็นต่าง เห็นว่า ปัจจุบันนโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลายอยู่แล้ว และมีความจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัด เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต   ทั้งนี้ ที่ประชุม กนง.เห็นพ้องว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น โดยการส่งออกหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้ ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงและการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง   ขณะที่ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ตามรายได้ของครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลงเร็ว รวมถึงแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง ทั้งการกีดกันทางการค้า เศรษฐกิจจีน และประเทศอุตสาหกรรมหลักชะลอตัว  กนง.ยังกังวลต่อเงินบาทที่แข็งค่า เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น   ขณะเดียวกัน แบงค์ชาติได้ออกมาตรการสกัดบาทแข็ง โดยปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก และลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ประกอบด้วย ยกเว้นการนำเงินรายได้จาการส่งออกกลับประเทศ การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ  การโอนเงินออกนอกประเทศ และการซื้อขายทองคำในประเทศเป็นเงินตราต่างประเทศ มีผลวันที่ 8 พฆฤศจิการยนนี้ ล่าสุดเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 30.38 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ   ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จะช่วยดึงเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ฟื้นตัว ช่วยกระตุ้นการขอสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย  การดูแลสภาพคล่องของผู้ประกอบการ sme นอกจากนี้ยังช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออก หากไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยของไทย โตต่ำสุดในอาเซียน และยังจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง จนถึงปี 63 อย่างน้อยครึ่งปีแรกโตได้ 3% ถึง 3.5%

 152
เศรษฐกิจ
27 ธ.ค. 61

เฮ! 'ออมสิน' เตรียมคืนดอกเบี้ยเงินกู้ 30% เป็นของขวัญปีใหม่

ออมสิน เตรียมคืนดอกเบี้ยร้อยละ 30 ให้ลูกค้าเงินกู้ไม่เกิน 2 แสนบาทที่มีประวัติดีในปีที่ผ่านมา เป็นของขวัญปีใหม่   (27 ธ.ค. 61) นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดทำแพ็คเกจของขวัญปีใหม่ 2562 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เสนอให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เพื่อรอเสนอเข้า ครม. ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการคืนดอกเบี้ยให้ผู้กู้รายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกินคนละ 200,000 บาท ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีตามเงื่อนไขธนาคารในรอบปี 61 คือ ผ่อนดีผ่อนตรงไม่ค้างชำระตลอดปี 61 นับตั้งแต่รอบบัญชีเดือนธ.ค.60-พ.ย.61 ก็จะได้รับเงินในส่วนของดอกเบี้ยคืนราวร้อยละ 30 โอนเข้าบัญชีภายในเดือนมกราคมนี้ โดยปัจจุบันธนาคารมีลูกค้ารายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาทมากกว่า 1 ล้านราย    นอกจากนี้ยังมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ใช้แรงงาน โดยจะเปิดให้ประชาชนฐานรากที่ใช้แรงงานนอกภาคเกษตร ขอเงินกู้เอนกประสงค์ เช่น กู้เพื่อนำไปชำระหนี้นอกระบบ หรือใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยกำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยคิดไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน หรือหากใครมีความต้องการขอสินเชื่อเพื่อนำไปสร้างอาชีพประกอบธุรกิจ ธนาคารก็จะมีสินเชื่อพิเศษเตรียมไว้ให้กู้อีกรายละ 2 แสนบาท     ส่วนฝั่งผู้ฝากเงิน ออมสิน ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 0.25 สำหรับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งได้เริ่มไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังได้ประกาศไม่ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยในช่วงนี้ด้วย เพื่อดูแลประชาชนฐานรากไม่ให้ได้รับผลกระทบในการผ่อนชำระ

 22,198
เศรษฐกิจ
21 ธ.ค. 61

แบงก์ยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย แม้ดอกเบี้ยนโยบายทั้งสหรัฐฯ-ไทยปรับเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

(21/12/61) นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ถือเป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว และเชื่อว่าคงยังไม่ส่งผลให้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ปรับขึ้นโดยทันที เนื่องจากขณะนี้สภาพคล่องเงินฝาก ยังสูง การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วงชิงเงินฝาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ คงยังไม่เกิดขึ้นเร็วนัก   ทั้งนี้สาเหตุที่จะทำให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยจะมาจากภาวะการขยายตัวของสินเชื่อมากกว่า หากเศรษฐกิจขยายตัวดี กว่าที่คาดไว้ที่ 3.7 % ดอกเบี้ยคงเริ่มขึ้นชัดในปีหน้า ซึ่งธนาคารเองก็ไม่อยากเพิ่มดอกเบี้ยเร็ว เพราะจะเป็นภาระผู้กู้ ซึ่งทำให้อาจเกิดการผิดนักชำระหนี้ได้ แต่หากสภาพคล่องเริ่มหายไป ก็จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อให้ได้เงินฝาก มาปล่อยกู้ต่อ    ทั้งนี้สาเหตุที่แบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยครั้งนี้ ก็ถือว่าสมเหตุสมผล เป็นการปรับเชิงนโยบาย เพราะดอกเบี้ยไม่ได้มีการปรับมาเป็นเวลานานกว่า 7 ปี และเศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง หากไม่ปรับดอกเบี้ยขึ้นมา เมื่อเศรษฐกิจกลับมาแย่อีกครั้ง จะไม่มีเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในอนาคตเลย   

 1,602
เศรษฐกิจ
03 ต.ค. 61

ธปท. เตรียมออกมาตรการคุมสินเชื่อบ้าน หลังทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมออกมาตรการกำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย หลังทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น   นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แม้3-4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่อง สอดคล้องเป้าหมายทางเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงเริ่มให้ความสำคัญเรื่องการลดนโยบายผ่อนคลายทางการเงินให้เข้าสู่ระดับปกติในอนาคต ซึ่งยังต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าสอดคล้องด้วย เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน โดยระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ที่ร้อยละ 1.5    ขณะที่ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 ปี 2561 อยู่ที่ระดับ 77.6 ต่อ GDP ปรับตัวลงเล็กน้อย จาก 80.8% ต่อ GDP ของไตรมาส 4 ปี 2558 นับเป็นภาระหนี้ที่ยังต้องจับตาใกล้ชิด และเป็นตัวฉุดความสามารถการบริโภคของประชาชน แม้สินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ทุกตัวมีทิศทางลดลง แต่สินเชื่อที่อยู่อาศัย กลับมี NPL คงตัวที่ระดับ 3.4% ในไตรมาส 2 มาจากการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ จนระดับความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ก่อหนี้สูงถึง 15 เท่าของสินทรัพย์ทางการเงิน จนทำให้ฐานะทางการเงินภาคครัวเรือนมีความเปราะบางมากขึ้น เป็นที่มาของ นโยบายการกำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีการชี้แจงช่วงบ่ายพรุ่งนี้ (4 ต.ค.) 

 1,537
เศรษฐกิจ
08 ส.ค. 61

กกร. คงเป้า gdp ปี61 โต 4.3-4.8% หอการค้ามองสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ กระทบส่งออกไทย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ยังคงประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP ไทยปีนี้ จะขยายตัว 4.3-4.8% การส่งออกคาดว่าจะเติบโต 7-10% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคงอยู่ที่ 0.9-1.5% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังรักษาการเติบโตที่ดีได้ต่อเนื่อง จากแรงหนุนของการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งแรงหนุนเพิ่มจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดีขึ้น และรายได้เกษตรกรกลับมาเป็นบวกติดต่อกัน ซึ่งจะช่วยประคองกำลังซื้อของเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้แย่ลง   ส่วนทิศทางดอเบี้ย กกร.อยากเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% ไว้ถึงสิ้นปี   คุณปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย  ซึ่งเป็นประธานการประชุม กกร. เมื่อวานนี้ บอกด้วยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของสถานการณ์น้ำท่วมว่าจะกระทบต่อการบริโภคหรือไม่ รวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆ   ซึ่ง กกร. มองว่าอาจไม่ได้รับผลกระทบเลยก็ได้ เพราะน้ำท่วมปีนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเท่ามหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่สูงนั้น อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันตกและอีสาน แตกต่างจากเมื่อปี 2554 ที่มีผลกระทบหนักในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลายนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงคาดการณ์ว่าจำนวนพายุที่จะเข้ามาในช่วงฤดูฝนที่เหลือของปีนี้ จะไม่มากเท่ากับปี 2554   นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาคเกษตร บ้านเรือนประชาชน และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่อยู่นอกพื้นที่อุตสาหกรรม เพราะไม่มีมาตรการรับมือเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม   ส่วนผลกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน กกร. เห็นว่า ปีนี้ยังกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด แต่การส่งออกของไทยอาจได้รับอานิสงส์เพิ่มขึ้นในปีหน้า ถ้าสหรัฐเก็บภาษีจีนมากขึ้นทั้งรายการสินค้าและอัตราภาษี รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินในภูมิภาคให้มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการอ่อนค่าของเงินหยวน   แต่ด้านของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กลับประเมินว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีนต่อการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลง 0.14 ถึง 1.13% และทำให้จีดีพีของไทยลดลง 0.12 ถึง 1.02% เนื่องจากไทยมีสินค้าส่งออกที่เป็นซัพพลายเชน (ห่วงโซ่การผลิต) ให้กับจีน ซึ่งคาดว่าจะทำให้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวแบบชะลอตัวลง คือ เพิ่มเพียงแค่ 5.5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกที่ขยายตัวถึง 11%  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9oamEvoi3VU

 1,587
เศรษฐกิจ
01 ส.ค. 61

ครม.ไฟเขียวพักหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงิน 1.67 หมื่นล้าน เริ่ม 1 ส.ค.

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการพักหนี้ สำหรับเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,800,000 ราย ที่เป็นลูกค้าที่เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. ออกไป 3 ปีตั้งแต่ 1 ส.ค -31 ก.ค 64 ตามความสมัครใจ   ซึ่งจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และลดดอกเบี้ย ร้อยละ 3 % สำหรับเกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท คาดใช้งบประมาณก้อนแรก 2.7 พันล้าน ที่เหลือ1.3 หมื่นล้านให้ของบฯจากปี 62 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tpIqkdfpXfA

 3,328
ข่าวภูมิภาค
09 พ.ค. 61

แก๊งเงินกู้ดอกเบี้ยโหด บุกทวงหนี้คว้าเก้าอี้ฟาดแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเลือดอาบ-ซ้ำกระชากผมคนเข้าห้าม

โคราช-แก๊งเงินกู้นอกระบบ คิดดอกเบี้ยแพงบุกทวงหนี้โหด คว้าเก้าอี้ฟาดแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเลือดอาบกลางศูนย์พักรถโดยสารบริษัทเชิดชัยทัวร์ แม่บ้านเข้าห้ามปรามถูกกระชากผมตบหน้าได้รับบาดเจ็บ   ด้านแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวระบุ ขณะกำลังเก็บของปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีชายฉกรรจ์รูปร่างอ้วน สูงใหญ่ ขับรถเก๋งสีแดง ไม่ติดป้ายทะเบียนบุกมาทวงหนี้ที่ตนกู้ยืมมาอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งตนผิดนัดจ่ายเพียงไม่กี่วัน ชายคนดังกล่าวตามมาทวงถามด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก่อนที่ตนจะหยิบเงินใช้หนี้ไปจำนวนหนึ่ง แต่พอตนเผลอคนร้ายกลับหันไปคว้าเก้าอี้พลาสติกที่ลูกค้าใช้นั่งรับประทานอาหาร ตีเข้าที่บริเวณศีรษะตนอย่างแรงจนแตกเลือดไหลอาบ ซึ่งตนยังรู้สึกตกใจ และงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PQ5_LuvEph4  

 11,687
เศรษฐกิจ
08 พ.ค. 61

โรงรับจำนำขอนแก่น จัดโปรโมชั่นพิเศษลดดอกเบี้ยช่วยผู้ปกครอง รับช่วงเปิดเทอม

เทศบาลนครขอนแก่นทุ่ม 190 ล้านบาท สำรองให้โรงรับจำนำ ให้บริการผู้มีรายได้น้อย รับช่วงเปิดเทอม พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษด้วยอัตราดอกเบี้ย 25 สตางค์ คาดผู้มาขอรับบริการทะลุวันละกว่า 200 คน ขณะที่สิ่งของแปลกๆที่มีคนนำมาจำนำทั้งครกหิน ธนบัตรเก่า ธนบัตรที่ระลึก     เมื่อเวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการมาขอรับบริการที่สถานธนานุบาลเทศบาลนครขอนแก่น หรือโรงรับจำนำ ทั้ง 2 แห่ง มีประชาชนผู้มีรายได้น้อยนำสิ่งของในประเภทต่างๆ มาขอรับบริการตลอดทั้งวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบของทีมข่าวพบว่า ผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่นำทองคำรูปพรรณ,เครื่องเสียง,เครื่องใช้ไฟฟ้า,ผ้าไหม มาขอรับบริการที่โรงรับจำนำเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีสินค้าแปลกไม่ว่าจะเป็นครกหิน,ธนบัตรเก่า,ธนบัตรที่ระลึก,กลองหนัง หรือแม้กระทั่งช้อนเงิน ช้อนทอง หรือคันเบ็ด มาขอรับบริการเช่นกันส่วนใหญ่ต้องการเงินไปสำรองไว้ใช่วงเปิดภาคเรียนที่กำลังจะมาถึง   นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า ได้มีการอนุมัติในการสำรองเงินสดให้กับโรงรับจำนำทั้ง 2 แห่ง ในความรับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วยโรงรับจำนำแห่งที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชุมชนคุ้มหนองคู และแห่งที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า สภ.เมืองขอนแก่น โดยได้มีการสำรองเงินสดไว้รวม 190 ล้านบาท ในการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้ในระยะนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเปิดภาคเรียนแล้ว ดังนั้นโรงรับจำนำจึงเป็นที่พึ่งที่สำคัญของผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้หาเช้ากินค่ำทุกเพศ ทุกวัย ที่จะเข้ามาขอรับบริการในระยะนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในช่วงก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งโรงรับจำนำทั้ง 2 แห่ง ได้ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่อง แยกเป็นอัตราเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ยที่ 25 สตางค์ และ วงเงินต้นตั้งแต่ 5,000 – 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 50 สตางค์    แม้โรงรับจำนำในเขตเทศบาลฯ จะมีทั้งในส่วนของเอกชนและรัฐบาล แต่ด้วยความมั่นใจ มั่นคงและอัตราดอกเบี้ย ที่มีการปรับลด หรือการจัดแคมเปญเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนในเรื่องของค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในระยะนี้ซึ่งเข้าสู่ช่วงของการเปิดภาคเรียน ที่ผู้ปกครองต้องสำรองเงินสดไว้ให้กับบุตร หลาน เพื่อใช้จ่ายในด้านต่างๆ ทำให้สัดส่วนการขอรับบริการของโรงรับจำนำทั้ง 2 แห่งของเทศบาลฯ เฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 200 คน อย่างไรก็ตามเทศบาลฯ ยังคงมีการวางแผนในเรื่องของการสำรองเงินสดและงบดุล ในส่วนของโรงรับจำนำ ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงของการเปิดภาคเรียนในเดือน พ.ค. ไปจนถึง การเปิดภาคเรียนที่ 2 ในช่วงเดือน ต.ค. เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้ที่ต้องการขอรับการบริการกับโรงรับจำนำนั้นได้สามารถเลือกใช้บริการได้ในทุกช่วงเวลา ด้วยวงเงินสดสำรองที่มีการจัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพ

 3,617
สังคม-อาชญากรรม
27 เม.ย. 61

หนุ่มเงินกู้ไลฟ์ปัดข่มขืน ด.ญ.วัย 14 ยันเป็นการสมยอม แฉโดนแม่เด็กเรียกเงิน 1 ล้าน แม่โต้ ไม่ได้ใช้ลูกขัดดอก

จากกรณีแม่พาบุตรสาววัย 14 ร้องขอความเป็นธรรม อ้างว่าถูกนายกีรติ หรือปลื้ม คำมี อายุ 20 ปี คนเก็บเงินกู้นอกระบบข่มขืนภายในบ้านพัก ในตลาดหนองมน อ.เมือง จ.ชลบุรี   ในเวลาต่อมานายกีรติ ได้ทำการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก ขณะกำลังนั่งรถและอ้างว่าจะเดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แสนสุข โดยมีเนื้อหาในการไลฟ์ว่า ตนเด็กหญิงวัย 14 เป็นแฟนกัน ตนไม่ได้ทำการข่มขืนแต่อย่างใด และมารดาของเด็กได้เรียกเงินตน 1 ล้านบาทเป็นค่าเสียหาย แต่ตนไม่มีให้ จากนี้ตนก็ยอมรับว่าต้องถูกดำเนินคดีเพราะเด็กหญิงอายุไม่ถึง 15 ปี แต่ตนเป็นลูกผู้ชาย ไม่คิดหนีอยู่แล้ว และอยากให้คนเข้าใจว่า ตนไม่ได้ข่มขืนแต่อย่างใด แต่เป็นการสมยอม   ต่อมาทางแม่และเด็กหญิงวัย 14 ได้เดินทางเข้าพบอัยการจังหวัดชลบุรี เพื่อให้ข้อมูลและสอบปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากตามกฎหมายผู้เสียหายเป็นเยาวชน มีอายุไม่ถึง 15 ปี การสอบสวนต้องมีหน่วยงานทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และนักสังคมสงเคราะห์   โดยผู้เป็นแม่กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุตนเป็นทุกข์มาก เนื่องจากมีสื่อบางช่องนำเสนอข่าวว่าตนส่งลูกไปขัดดอกเบี้ยที่กู้ยืมเงินมา ซึ่งตนไม่ได้เลวขนาดนั้น เงินกู้แค่ 10000 บาท ตนทำงานหาเงินมาส่งทุกวัน ตนเป็นผู้ถูกกระทำยังมาถูกซ้ำเติมเช่นนี้อีก จึงรู้สึกเสียใจ อยากให้สื่อมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวมากกว่านี้   ในส่วนของการไลฟ์เฟซบุ๊กของนายกีรตินั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ไม่สมควรทำการไลฟ์เช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรก็มีความผิด อย่ามัวแต่แก้ตัว เพราะเด็กอายุเพียง 14 ปี ถึงอย่างไรก็มีความผิดตามกฎหมายอยู่แล้ว และอยากฝากถึงครอบครัวอื่น ๆ ที่มีลูกสาวเช่นตน ว่าอย่าปล่อยให้ลูกอยู่บ้านเพียงลำพัง ควรหาคนมาดูแลลูกหรือฝากลูกไว้กับเพื่อนบ้านหรือคนที่ไว้ใจ จะได้ไม่เกิดเหตุร้ายเช่นนี้   ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัว นายกีรติ มาที่ สภ.แสนสุข เพื่อทำการบันทึกรับทราบข้อกล่าวหา โดยมีผู้เป็นพ่อมาให้กำลังใจ   ซึ่งนายกีรติ กล่าวว่า รู้ตัวดีว่าตนจะต้องติดคุกนานถึง 15ปี เพราะตนอ่านจากทางเจ้าหน้าที่นำมาให้ดู เนื่องจากเป็นคดีพากผู้เยาว์ เด็กอายุไม่เกิน15 และได้กระทำชำเรา ตามที่ผู้เสียหายได้แจ้งไว้จริง ก่อนที่จะเดินเข้าห้องขัง เพื่อรอส่งฟ้องศาลในวันรุ่งขึ้นต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/I3YDN6yKKBc  

 20,721
เศรษฐกิจ
19 ก.พ. 61

ผู้พิการเฮ! กู้เงินได้รายละแสนกว่าบาท ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนยาวนานถึง 5 ปี

ข่าวดีสำหรับผู้พิการ และผู้ดูแลผู้พิการทั่วประเทศ ที่ต้องการใช้เงินทุนประกอบอาชีพ กรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แจ้งว่าสามารถยื่นเรื่องขอกู้ยืมได้รายละแสนกว่าบาท โดยไม่มีดอกเบี้ย   นางณฐอร อินทร์ดีศรี ผู้อำนวยการกอง กองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ พร้อมด้วย ดร.ศิริเชษฐ์ สังขะมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจและประเมินกองทุน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผู้พิการ และผู้ดูแลผู้พิการทั่วประเทศจะได้รับการสนับสนุน และกู้ยืมเงินได้รายละ 1 แสน 2 หมื่นบาท โดยไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนยาวนานถึง 5 ปี จากเดิมที่ก่อนหน้านี้กู้ยืมได้เพียงแค่ 40,000 บาทเท่านั้น   ทั้งนี้เพื่อให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงความรู้ และทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และครอบครัว อีกทั้งส่งเสริมให้ผู้พิการดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีมีคุณค่า และเป็นสมาชิกกองทุนที่มีศักยภาพในสังคม ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของกองทุนนี้ ที่ดำเนินการมา 20 ปีเต็มแล้ว ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการขอกู้ยืมเงิน ต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป มีบัตรผู้พิการ และบัตรดูแลผู้พิการ กรอกข้อมูลว่าจะนำทุนไปประกอบอาชีพด้านไหน โดยมีผู้ค้ำประกันที่เงินเดือนมั่นคง 1 คน ยื่นเรื่องขออนุมัติเงินไม่เกิน 2 สัปดาห์    ปัจจุบันไทยมีผู้พิการที่ได้รับการออกบัตรจำนวน 1 ล้าน 8 แสน 8 พัน 524 ราย ซึ่งตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2560 มีผู้พิการยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงินไปแล้ว 1 แสน 3 หมื่น 4 พัน 163 ราย คิดเป็นเงินรวมเพียง 4 พัน 622 ล้านบาท โดยในปี 2561 ตั้งเป้ามีผู้กู้ยืมเพิ่มอีก 1 หมื่น 4 พัน    

 40,122
เศรษฐกิจ
28 ธ.ค. 60

โรงรับจำนำสำรองเงิน 10 ล้าน ลดดอกเบี้ยเหลือ ร้อยละ 50 สตางค์ ช่วงปีใหม่

โรงรับจำนำเทศบาลตำบลทับปุด จ.พังงา เตรียมเงินสำรองไว้จำนวน 10 ล้านบาท และขอกู้เงินทุนสำรองเพิ่มอีก 40 ล้านบาท พร้อมคิดดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ หลังจากมีประชาชนแห่ใช้บริการเที่ยวใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีม้าทอง   เจ้าหน้าที่สถานธนานุบาล หรือโรงรับจำนำ เทศบาลตำบลทับปุด อ.ทับปุด จ.พังงา เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตราทรัพย์สินที่ประชาชนทยอยเข้ามาใช้บริการจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2561 นี้ พบว่ามีประชาชนเข้าใช้บริการช่วงปกติเฉลี่ยวันละ 8-10 ราย เพิ่มเป็นเฉลี่ยวันละกว่า 20 ราย    ขณะที่สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลทับปุดแห่งนี้เปิดให้บริการได้เพียงเดือนเศษ ซึ่งส่วนใหญ่ประชาชนจะนำทองรูปพรรณมาเข้ารับบริการในอัตราเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ เงินต้นไม่เกิน 30,000 ดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท เงินต้นตั้งแต่ 30,000 ดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 บาท ซึ่งทาง สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลทับปุด ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นอัตราเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ เงินต้นตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ทำให้ประชาชนตื่นตัวที่จะเข้าใช้บริการเพิ่มมากขึ้น   โดยนายภาณุพันธ์ สงวนพันธ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับปุด กล่าวว่า ถือว่าเป็นการมอบของขวัญให้กี่น้องประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการ สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลทับปุด โดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2561 นี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่ใช้บริการตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท ซึ่งพบว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้มีประชาชนไว้วางใจใช้บริการสถานธนานุบาลเทศบาลตำบลทับปุดเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน ที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่ประชาชนต้องเตรียมเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้มากขึ้น ดังนั้นทาง สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลทับปุด เตรียมเงินสำรองไว้จำนวน 10 ล้านบาท และขอกู้เงินทุนสำรองเพิ่มอีก 40 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนของ สถานธนานุบาลแห่งนี้

 8,043
เศรษฐกิจ
28 ธ.ค. 60

มหาดไทยประกาศลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำ เป็นของขวัญปีใหม่ตลอดปี 61

กระทรวงมหาดไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยสถานธนานุบาลทั่วประเทศเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน   นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สถานธนานุบาลที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีอยู่ 240 แห่งทั่วประเทศ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมอบเป็นของขวัญให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยได้นำเงินหมุนเวียนใช้จ่ายบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าหรือนำไปลงทุนในกิจการขนาดย่อมได้โดยไม่ต้องไปกู้เงินจากเอกชนซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง   โดยเงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.50 บาท ต่อเดือน ส่วนเงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ย 1 บาท ต่อเดือน และสำหรับเงินต้นเกินกว่า 30,000 บาท ที่ปัจจุบันเก็บดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1.50 บาท ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยก็จะลดลงเหลือร้อยละ 1.0 บาทต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราดอกเบี้ยของเงินต้นที่เกิน 5,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะใช้ตลอดปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมยาวไปจนถึง 31 ธันวาคม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mapTtoNm13w  

 7,034

Top