ค้นหา :

ผลการค้นหา "ข่มขืน"

สรุปข่าว
20 ก.พ. 63

พ่อแท้ ๆ ข่มขืน - อนาจารลูกสาวในใส้นานนับปี - ขนส่งลงดาบรถเมย์สาย 108 - การบินไทยปรับลดเที่ยวบิน

- พ่อแท้ ๆ ข่มขืน - อนาจารลูกสาวในใส้นานนับปี   ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำหญิงอายุ 27 ปี ติดตามคดีลูกสาวอายุ 11 ปี ถูกพ่อแท้ ๆ ข่มขืน และอีกคนอายุ 4 ปี กระทำอนาจารนานนับปี ที่ สน.คันนายาว หลังทาางตำรวจนำตัวผู้ก่อเหตุมาสอบสวน พร้อมคัดค้านการประกันตัว เจ้าตัวสารภาพทำเพราะเมาหมดสติ        - ขนส่งลงดาบรถเมย์สาย 108   ขนส่งทางบกเอาผิดคนขับรถเมย์สาย 108 ที่ปรากฏในคลิปวีดีโอมีท่าทางลุกลี้ลุกลน ใส่เกียร์ เหยียบคันเร่ง ควงพวงมาลัย โยกตัวไปมาตลอดเวลา พร้อมทั้งตระโกนด่า สลับกับร้องเพลง สั่งปรับผู้ประกอบการ 5,000 บาท กรณีใบอนุญาติคนขับหมดอายุ ส่วนคนขับหลบหนี ขณะนี้แจ้งความไว้ที่ สน. บางซื่อ       - การบินไทยปรับลดเที่ยวบิน   บริษัทการบินไทย ประกาศปรับลดเที่ยวบิน เหตุไวรัสโควิด -19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้โดยสารลดการเดินทาง  โดยปรับเปลี่ยนเส้นทางไปกลับจีน ฮ่องกง ใต้หวัน ญี่ปุ่น  เกาหลี สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ  และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์        -โควิด - 19 ทำทองราคาพุ่ง นายกสมาคมค้าทองคำระบุ ราคาทองคำผันผวนหนักปรับขึ้นลงถึง 5 ครั้ง เหตุนักลงทุนหวั่นการระบาดไวรัสโควิด -19 และเงินบาดออนค่า ทำให้ราคาทองในประเทศเพิ่มขึ้นน 1 ละ 200 บาท โดยทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 23,376 บาท ขายออกบาทละ 24,400 บาท     สามารถรับชมทางยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FjuVofZk8aE

 6,065
สังคม
20 ก.พ. 63

พ่อพาลูกสาว ป.1 เข้าแจ้งความ หลังถูกรุ่นพี่รุมอนาจาร ถ่ายคลิปลงโซเชียล ซ้ำหนักแม่หอบเงินค่าเสียหายหนีไปกับแฟนใหม่

คืบหน้า กรณีพ่อเด็กหญิง ป.1 ที่ถูกรุ่นพี่ 3 คน ล่วงละเมิด และ ถ่ายคลิปแชร์ในโซเชีย ล่าสุดพ่อได้พาลูกเข้าแจ้งความ พร้อมขอเอาเรื่องถึงที่สุด      จากกรณี นายโชค ได้พา น้องนิ่ม ลูกสาว วัย 7 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.1 ใน จ.นครราชสีมา เข้าร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอความเป็นธรรม หลังลูกถูกรุ่นพี่เป็นเด็กชายชั้น ป.4 และ ป.6 จำนวน 3 คน ล่วงละเมิดทางเทศ ในห้องน้ำของโรงเรียน และถ่ายคลิปโพสต์ลงในโลกโซเชียล      และหลังเกิดเหตุได้ร้องเรียนไปยังทางโรงเรียน และแม่น้องนิ่ม ได้ไปเจรจากับผู้ปกครองของกลุ่มเด็กที่กระทำผิด และเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 90,000 บาท เพื่อยอมความ จากนั้นแม่น้องนิ่ม ได้นำเงินหนีไปกับแฟนใหม่ ในขณะที่พ่อ ไม่ยินยอม จึงนำเรื่องเข้าร้องเรียน -ล่าสุด พ่อ ได้พาน้องนิ่ม ไปแจ้งความที่ สภ.ครบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับรุ่นพี่ทั้ง 3 ราย ให้ถึงที่สุด ขณะที่ผู้กำกับ เผยได้สั่งให้พนักงานสอบสวน เร่งประสานสหวิชาชีพมาสอบปากคำน้องนิ่ม      ส่วนที่มีการเรียกร้องเจรจาค่าเสียหายเป็นอีกเรื่อง แต่ในส่วนของคดี ซึ่งเป็นคดีอาญายอมความไม่ได้     ขณะที่ ศึกษาธิการจังหวัดฯ ได้ไปที่โรงเรียนที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว เตรียมส่งเรื่องให้กับกระทรวงศึกษาธิการรับทราบ     ส่วน ผอ.โรงเรียน บอกว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกรณีทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยเจราจาค่าเสียหาย ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นได้รายงานไปยังต้นสังกัดแล้ว

 5,230
สังคม
19 ก.พ. 63

รวบช่างภาพวิตถาร ใช้ปืนจี้ข่มขืนแฟนเก่าก่อนถ่ายคลิปแบล็คเมล์

สมุทรสาคร-รวบตัวช่างภาพแสบก่อคดีข่มขู่แฟนเก่าที่ต้องการจะบอกเลิก ก่อนจับไปข่มขืนวิตถารแถมถ่ายภาพ-คลิปเอาไว้แบล็คเมล์ซ้ำ   พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. แถลงผลงานของตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ จับกุมนายปณต สุขจร อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งได้กระทำโดยใช้อาวุธปืน และได้บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเรา เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือบุคคลอื่น ๆ มีหรือใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต   คดีนี้เนื่องมาจาก น.ส.หญิง (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้ถูกนายปณต ผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตแฟนที่ มีอาชีพเป็นช่างภาพรับถ่ายรูปงานทั่วไป ซึ่งคบหาอยู่กันมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ได้เกิดมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องเงินและมีผู้หญิงอื่น น.ส.หญิง ต้องการที่จะบอกเลิกแต่นายปณต ผู้ต้องหาไม่ยอมจน จนเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และขู่ว่าจะมาทำร้ายครอบครัวของ น.ส.หญิง   ต่อมากลางเดือน ก.พ.2562 นายปณต ได้นัดให้ น.ส.หญิง มาพบเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่นายปณต กลับใช้กำลังบังคับข่มขู่ให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยได้ถ่ายภาพและอัดคลิปวิดิโอเอาไว้ จึงเกิดความกลัวไม่กล้าขัดขืน ต่อมาปลายเดือนเดียวกัน นายปณต ได้มีปากเสียงกับ น.ส.หญิง อีกรอบ แต่ครั้งนี้ นายปณต ได้นำอาวุธปืนที่อยู่ในกระเป๋าออกมาข่มขู่ด้วย ด้วยความเกรงกลัว จึงถูกนายปณต บังคับข่มขู่ให้มีเพศสัมพันธ์แล้วถ่ายคลิปอีกครั้ง   จนกระทั่ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2562 นายปณต ได้มาดักรอ น.ส.หญิง ถึงที่ทำงาน โดยข่มขู่ว่าถ้าไม่ไปด้วยจะทำทุกอย่างให้มาด้วยจนได้ จน น.ส.หญิง ต้องจำยอมตามไปที่บ้านของนายปณต เมื่อถึงบ้าน นายปณต ได้หยิบปืนกระบอกเดิมในกระเป๋ามาข่มขู่ แล้วทำร้ายร่างกายหวังข่มขืน น.ส.หญิง อีกครั้ง โดยนายปณต ให้ น.ส.หญิง เลือกว่าจะใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้ หรือจะให้นายปณต สอดใส่ทางทวารหนัก    ซึ่ง น.ส.หญิง ไม่ยินยอมพยายามวิ่งหนี แต่ถูกนายปณต เข้ามาทำร้ายเอาปืนจ่อศีรษะข่มขู่และเปิดให้ดูว่ามีลูกกระสุนปืนอยู่ บังคับให้ถอดเสื้อผ้า แล้วไปที่เตียงนอนแล้วเอากล้องที่ใช้ในงานช่างภาพ มาตั้งเพื่อที่จะอัดคลิปวิดิโอ จากนั้นได้บังคับข่มขืนทางทวารหนัก ระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์อยู่ก็ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพและวิดิโอไว้ด้วย โดยนายปณต บอกว่าจะเอาไว้ดูสำเร็จความใคร่ตอนที่อยู่คนเดียว   หลังจากนั้นนายปณต ได้โทรมาข่มขู่ น.ส.หญิง ตลอดเวลา จน น.ส.หญิง หวาดกลัวทนไม่ไหว ถึงขั้นเครียดมากจนแทบจะต้องไปรักษาอาการทางจิต และติดกามโรคจากผู้ต้องหาอีกด้วย ก่อนจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นเล่าให้เพื่อนที่ทำงานฟัง และพามาร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร   ชุดสืบสวน กก.5 บก.ปคม.จึงได้เฝ้าติดตามตัวนายปณต ผู้ต้องหา กระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณลานจอดรถเพลินนารีมอลล์ ถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.ก่อนนำตัวนายปณต ผู้ต้องหารายนี้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/eqb4Vio9N6Y

 287
สังคม-อาชญากรรม
19 ก.พ. 63

รวบช่างภาพแสบ ใช้ปืนขู่บังคับข่มขืนแฟนเก่า ถ่ายคลิปแบล็คเมล์

พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. แถลงการจับกุมนายปณต สุขจร อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งได้กระทำโดยใช้อาวุธปืน และได้บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเรา เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือบุคคลอื่น ๆ มีหรือใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สืบเนื่องจาก น.ส.หญิง (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้ถูกนายปณต ผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตแฟนที่ มีอาชีพเป็นช่างภาพรับถ่ายรูปงานทั่วไป ซึ่งคบหาอยู่กันมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ได้เกิดมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องเงินและมีผู้หญิงอื่น น.ส.หญิง ต้องการที่จะบอกเลิกแต่นายปณต ผู้ต้องหาไม่ยอมจน จนเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และขู่ว่าจะมาทำร้ายครอบครัวของ น.ส.หญิง   ต่อมากลางเดือน ก.พ.2562 นายปณต ได้นัดให้ น.ส.หญิง มาพบเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่นายปณต กลับใช้กำลังบังคับข่มขู่ให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยได้ถ่ายภาพและอัดคลิปวิดิโอเอาไว้ จึงเกิดความกลัวไม่กล้าขัดขืน ต่อมาปลายเดือน ก.พ.2562 นายปณต ได้มีปากเสียงกับ น.ส.หญิง อีกรอบ แต่ครั้งนี้ฝ่ายชายได้นำอาวุธปืนลูกโม่ที่อยู่ในกระเป๋าออกมาข่มขู่ด้วย ด้วยความเกรงกลัว จึงถูกนายปณต บังคับข่มขู่ให้มีเพศสัมพันธ์แล้วถ่ายคลิปอีกครั้ง จนกระทั่ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2562 นายปณต ได้มาดักรอ น.ส.หญิง ถึงที่ทำงาน โดยข่มขู่ว่าถ้าไม่ไปด้วยจะทำทุกอย่างให้มาด้วยจนได้ จน น.ส.หญิง ต้องจำยอมตามไปที่บ้านของนายปณต เมื่อถึงบ้านฝ่ายชายได้หยิบปืนกระบอกเดิมมาข่มขู่ แล้วทำร้ายโดยหวังข่มขืน น.ส.หญิง อีกครั้ง โดยนายปณต ให้ น.ส.หญิง เลือกว่าจะใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้ หรือจะให้นายปณต สอดใส่ทางทวารหนัก ซึ่ง น.ส.หญิง ไม่ยินยอมพยายามวิ่งหนี แต่ถูกนายปณต เข้ามาทำร้ายเอาปืนจ่อศีรษะข่มขู่และเปิดให้ดูว่ามีลูกกระสุนปืนอยู่ บังคับให้ถอดเสื้อผ้า แล้วไปที่เตียงนอนแล้วเอากล้อง Gopro ที่ใช้ในงานช่างภาพ มาตั้งเพื่อที่จะอัดคลิปวิดิโอ จากนั้นได้บังคับข่มขืนทางทวารหนัก ระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์อยู่ก็ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพและคลิปไว้ด้วย โดยนายปณต บอกว่าจะเอาไว้ดูสำเร็จความใคร่ตอนที่อยู่คนเดียว หลังจากนั้นนายปณต ได้โทรมาข่มขู่ น.ส.หญิง ตลอดเวลา จนหวาดกลัวทนไม่ไหว ถึงขั้นเครียดมากจนแทบจะต้องไปรักษาอาการทางจิต ก่อนจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นเล่าให้เพื่อนที่ทำงานฟัง และพามาร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร   ชุดสืบสวนจึงได้เฝ้าติดตามตัวนายปณต ผู้ต้องหา กระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณลานจอดรถเพลินนารีมอลล์ ถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.ก่อนนำตัวนายปณต ผู้ต้องหารายนี้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/WCt5Leeqpes  

 4,702
อาชญากรรม
19 ก.พ. 63

รวบช่างภาพแสบ ใช้ปืนขู่บังคับข่มขืนแฟนเก่า ถ่ายคลิปแบล็คเมล์

พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. แถลงการจับกุมนายปณต สุขจร อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งได้กระทำโดยใช้อาวุธปืน และได้บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเรา เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือบุคคลอื่น ๆ มีหรือใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สืบเนื่องจาก น.ส.หญิง (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้ถูกนายปณต ผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตแฟนที่ มีอาชีพเป็นช่างภาพรับถ่ายรูปงานทั่วไป ซึ่งคบหาอยู่กันมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ได้เกิดมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องเงินและมีผู้หญิงอื่น น.ส.หญิง ต้องการที่จะบอกเลิกแต่นายปณต ผู้ต้องหาไม่ยอมจน จนเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และขู่ว่าจะมาทำร้ายครอบครัวของ น.ส.หญิง   ต่อมากลางเดือน ก.พ.2562 นายปณต ได้นัดให้ น.ส.หญิง มาพบเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่นายปณต กลับใช้กำลังบังคับข่มขู่ให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย โดยได้ถ่ายภาพและอัดคลิปวิดิโอเอาไว้ จึงเกิดความกลัวไม่กล้าขัดขืน ต่อมาปลายเดือน ก.พ.2562 นายปณต ได้มีปากเสียงกับ น.ส.หญิง อีกรอบ แต่ครั้งนี้ฝ่ายชายได้นำอาวุธปืนลูกโม่ที่อยู่ในกระเป๋าออกมาข่มขู่ด้วย ด้วยความเกรงกลัว จึงถูกนายปณต บังคับข่มขู่ให้มีเพศสัมพันธ์แล้วถ่ายคลิปอีกครั้ง จนกระทั่ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2562 นายปณต ได้มาดักรอ น.ส.หญิง ถึงที่ทำงาน โดยข่มขู่ว่าถ้าไม่ไปด้วยจะทำทุกอย่างให้มาด้วยจนได้ จน น.ส.หญิง ต้องจำยอมตามไปที่บ้านของนายปณต เมื่อถึงบ้านฝ่ายชายได้หยิบปืนกระบอกเดิมมาข่มขู่ แล้วทำร้ายโดยหวังข่มขืน น.ส.หญิง อีกครั้ง โดยนายปณต ให้ น.ส.หญิง เลือกว่าจะใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้ หรือจะให้นายปณต สอดใส่ทางทวารหนัก ซึ่ง น.ส.หญิง ไม่ยินยอมพยายามวิ่งหนี แต่ถูกนายปณต เข้ามาทำร้ายเอาปืนจ่อศีรษะข่มขู่และเปิดให้ดูว่ามีลูกกระสุนปืนอยู่ บังคับให้ถอดเสื้อผ้า แล้วไปที่เตียงนอนแล้วเอากล้อง Gopro ที่ใช้ในงานช่างภาพ มาตั้งเพื่อที่จะอัดคลิปวิดิโอ จากนั้นได้บังคับข่มขืนทางทวารหนัก ระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์อยู่ก็ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพและคลิปไว้ด้วย โดยนายปณต บอกว่าจะเอาไว้ดูสำเร็จความใคร่ตอนที่อยู่คนเดียว หลังจากนั้นนายปณต ได้โทรมาข่มขู่ น.ส.หญิง ตลอดเวลา จนหวาดกลัวทนไม่ไหว ถึงขั้นเครียดมากจนแทบจะต้องไปรักษาอาการทางจิต ก่อนจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นเล่าให้เพื่อนที่ทำงานฟัง และพามาร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร   ชุดสืบสวนจึงได้เฝ้าติดตามตัวนายปณต ผู้ต้องหา กระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณลานจอดรถเพลินนารีมอลล์ ถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.ก่อนนำตัวนายปณต ผู้ต้องหารายนี้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/WCt5Leeqpes  

 4,702
สังคม
18 ก.พ. 63

ปคม.รวบหนุ่มช่างภาพข่มขืนแฟนเก่า พร้อมถ่ายคลิปแบล็กเมล์ อ้างทำไปเพราะหึงหวง

ตำรวจ ปคม.จับกุมนายปณต อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ได้ที่ลานจอดรถแห่งหนึ่งย่านวัชรพล หลังอดีตแฟนสาว เข้าแจ้งความว่าถูกนายปณต อาชีพช่างภาพทั่วไป ที่คบหากันตั้งแต่ปี 2560 มักจะมีปากเสียงกันเรื่องผู้หญิงและเงิน เมื่อฝ่ายหญิงบอกเลิก นายปณตกลับไม่พอใจ ข่มขู่จะมาทำร้ายครอบครัวฝ่ายหญิง   กระทั่งต้นปี 2562 นายปณต นัดมาปรับความเข้าใจ แต่กลับใช้กำลังบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ โดยถ่ายภาพและอัดคลิปวิดิโอไว้ข่มขู่ รวมถึงใช้ปืนจี้บังคับให้มีเพศสัมพันธ์อีกหลายครั้ง จนเกิดความหวาดกลัวถึงขั้นเครียดมาก  จากการสอบสวนผู้ต้องหา อ้างทำไปเพราะหึงหวง ที่ฝ่ายหญิงขอเลิก

 3,221
สังคม
18 ก.พ. 63

รวบแล้ว! แท็กซี่ฉุดหมอนวดข่มขืน เจ้าตัวอ้างเป็นแฟนเก่า

ตำรวจกองปราบปราม รวบโชเฟอร์รถแท็กซี่ ดักฉุดสาวหน้าร้านนวดแผนโบราณ ย่านโชคชัย 4 พาไปข่มขืน อ้างเป็นแฟนเก่า   นายชัยยศ ปั้นแตง ถูกตำรวจกองกำกับการ 5 กองปราบปราม จับกุมได้ที่ริมถนนแยกประเสริฐมนูกิจ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 เวลา 22.00 น. นายชัยยศ ขับรถแท็กซี่ไปดักรอ น.ส.เอ ที่หน้าร้านนวดแผนโบราณ ย่านโชคชัย 4 และฉุดขึ้นรถแท็กซี่ ใช้เสื้อมัดมือแล้วพาไปข่มขืน ที่ห้องพักของผู้ต้องหา ก่อนพามาส่งที่ร้านนวดในวันรุ่งขึ้น    ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายชัยยศ หลบหนีมาอยู่ที่อู่แท็กซี่แยกประเสริฐมนูกิจ จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัว มาสอบสวนให้การปฏิเสธ อ้างว่าผู้เสียหายเป็นแฟนของตนเอง แต่ได้เลิกกันไปแล้ว นำตัวส่ง สน.โชคชัย ดำเนินคดี

 1,957
สังคม
14 ก.พ. 63

รร.ย่านบางกร่าง เร่งตั้ง กก.สอบแล้ว หลังปล่อยให้ นร.โดนข่มขืน-แอบถ่าย-ครูบูลลี่

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ หลังจากแฮชแท็ก #โรงเรียนดังย่านบางกร่าง ขึ้นอันดับในทวิตเตอร์ โดยพบว่า บัญชีทวิตเตอร์ กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า "นักเรียนถูกข่มขืน ถูกแอบถ่าย ไร้ความปลอดภัย งบประมาณโรงเรียนสะดุด นักเรียนขับไล่สารวัตนักเรียนที่มีความลำเอียง ครู bully นักเรียน ผอ.คนใหม่มีนโยบายจะให้ตัดผมสั้นทั้งโรงเรียน *ข้อมูลทั้งหมดมาจากนักเรียนในแฮชแท็ก"   ทั้งนี้ พบว่าสมาชิกทวิตเตอร์จำนวนมาก ได้ติดแฮชแท็กดังกล่าว พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจำนวนมาก อาทิ ปัญหาเกี่ยวกับครูผู้สอน กฎของโรงเรียน รวมทั้ง เรื่องการถูกข่มขืน ด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่า มีโรงเรียนชั้นมัธยมขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่ถูกระบุถึง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง   ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายศุภวัฒน์ วลัยเลิศ รองผู้อำนวยการ  กล่าวว่าจากการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ไปทางโซเชียลประมาณ 90% ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการข่มขืน แอบถ่าย พบว่าไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เป็นข่าวปลอมแน่นอน ถ้าเป็นเรื่องจริงทางโรงเรียนไม่สามารถปิดบังได้แน่นอน ถ้าเกิดมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงทางโรงเรียนต้องทราบข้อมูลแล้ว ส่วนเรื่องสภานักเรียนเป็นตัวแทนของชั้น ม4 ม5 ม6 นั้นสภานักเรียนทุกคนเป็นเด็กที่ตั้งใจทำงานและประพฤติดีทุกคน เบี้ยงต้นตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบว่ามีการทำอะไรที่เสื่อมเสียแน่นอน อาจจะเป็นที่นักเรียนในวัยเดียวกันคงมองกันอีกแบบ   ส่วนเรื่องครูบลูลี่ นั้นทางโรงเรียนตรวจสอบแล้วถ้าครูผิดจริงจะต้องมีการเรียกมาว่ากล่าวตักเตือน ส่วนทางโรงเรียนมีมาตรการดูแลนักเรียนไม่ว่านักเรียนหรือลูกคนไหนมีปัญหาสามารถปรึกษาท่านผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการได้แต่ถ้าลูกคนไหนไม่สะดวกทางโรงเรียนจะมีกล่องเพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น ตนก็ไม่ทราบว่าเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรเพราะไม่มีมูลเหตุ อยากฝากให้นักเรียนทุกคนรักสถาบัน  

 5,627
สังคม
13 ก.พ. 63

สาวร้องสื่อคดีไม่คืบ หลังเมาขับชนท้ายกระบะ หนุ่มทำทีลงมาช่วยแต่กลับลากไปข่มขืน

ขอนแก่น-สาวเมาขี่มอเตอร์ไซค์ไปชนท้ายรถกระบะ ฝ่ายชายคนขับกระบะทำทีลงมาช่วยเหลือ แต่สุดท้ายกลับลากเธอไปข่มขืน สาวเข้าแจ้งความกับตำรวจแล้วแต่คดีกลับไม่คืบ และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม   ผู้สื่อข่าวไปพบกับผู้เสียหาย เป็นผู้หญิงอายุ 21 ปี อยู่ที่บ้านห้วยทรายขาว อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ซึ่งเธอยังบาดเจ็บและนอนรักษาตัวอยู่ เธอเล่าให้ฟังว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 63 เธอขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ห่างออกไปประมาณ 10 กม. และดื่มสุราเมาเล็กน้อย ช่วงเย็นเธอได้ขี่รถกลับบ้านและได้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ    ในตอนนั้น มีพลเมืองดี 2 คน ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาช่วยเหลือพอดี แต่ชายคู่กรณีที่เธอขับรถไปชนกลับปฏิเสธไม่ให้ช่วย โดยบอกว่าตนจะช่วยเหลือเอง สุดท้ายพาเธอไปข่มขืน จากนั้นก็พยายามจะหนี เธอจึงใช้ไหวพริบถ่วงเวลาเขาเอาไว้ โดยไปนั่งอยู่บนรถกระบะของเขาจนกว่าครอบครัวของเธอจะมารับ แต่ว่าตอนนั้นเธอไม่กล้าบอกใครว่าถูกข่มขืรน   ขณะที่พี่สาวของผู้เสียหายบอกว่าคู่กรณีขอไกล่เกลี่ย จะให้ค่าทำขวัญ 500 บาท แต่พวกเธอไม่ยอม ไปแจ้งความกับตำรวจที่สน.สีชมพู เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา น.ส.บี ในข้อหาเมาแล้วขับ และจู่ๆ น.ส.บีได้ตะโกนว่าชายดังกล่าวข่มขืนตัวเองในป่าข้างทางด้วย ซึ่งทางตำรวจก็ได้สอบปากคำและชายดังกล่าวก็ยอมรับกับตำรวจว่าข่มขืนจริง และส่งตัว น.ส.บีไปตรวจร่างกายก็พบว่ามีร่องรอยว่าถูกละเมิดจริง และพบคราบอสุจิด้วย    แต่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการในส่วนข้อหาข่มขืน เนื่องจากทางตำรวจบอกกับ น.ส.บีและญาติๆ ว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้ ทำให้ น.ส.บีและครอบครัวกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางผกก.สน.สีชมพู เผยว่า ได้เรียกชายคู่กรณีมาสอบปากคำแล้ว และแจ้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเขาให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีเพศสัมพันธุ์กับผู้กล่าวหาจริง แต่เป็นการสมยอมทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะมีการตรวจร่างกายฝ่ายหญิงอีกครั้งหนึ่ง และจะรู้ผลในสัปดาห์หน้า ส่วนเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาในตอนแรกเพราะได้รับแจ้งแค่ว่าเป็นคดีอุบัติเหตุ ซึ่งผู้เสียหายมาบอกว่าถูกข่มขืนภายหลัง จึงต้องเรียกมาสอบสวนอีกครั้ง    ล่าสุด เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 12 ก.พ.2563 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหา อยู่ริมถนนสาย อ.สีชมพู-อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กม. ซึ่งพบว่าประตูรั้วหน้าบ้านล็อคกุญแจแน่นหนา ประตูหน้าต่างปิดเงียบไม่มีคนอยู่ภายในบ้าน สอบถามเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันทราบว่าเจ้าของบ้านไปรับจ้างตัดอ้อย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ไร่อ้อยแต่ก็ไม่พบตัว           ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/HInK8PPQ1Cs

 2,149
ข่าวภูมิภาค
13 ก.พ. 63

หนุ่มกระบะโต้ คู่กรณีสมยอมเอง หลังสาวขี่จยย.ชนท้าย ร้องถูกลากเข้าป่าข่มขืน

ขอนแก่น-มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เล่ากรณีน้องสาวอายุ 21 ปี ที่มีอาการเมาเล็กน้อยหลังดื่มกินกับกลุ่มเพื่อน ได้ขี่ จยย.กลับบ้าน แต่เกิดอุบัติเหตุ ชนท้ายรถกระบะ น้องสาวได้รับบาดเจ็บ แต่ชายคู่กรณีวัย 25-30 ปี ไม่ให้ความช่วยเหลือ แทนที่จะพาส่งโรงพยาบาล กลับลากไปข่มขืนข้างทาง   พอไปแจ้งความกับตำรวจ ฝ่ายชายยอมรับสารภาพว่าข่มขืนจริง และผลการตรวจภายในก็ยืนยันว่าถูกข่มขืนจริง แต่ต่อมาตำรวจปล่อยตัวไป ทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม   หลังเกิดเหตุคนขับรถยนต์เรียกญาติมาเคลียร์เรื่องอุบัติเหตุ และเห็นว่าหญิงผู้เสียหายมีอาการเมา จึงได้เรียกตำรวจมาที่เกิดเหตุ จะจ่ายค่าทำขวัญให้ 500 บาท แต่ตกลงกันไม่ได้ ตำรวจจึงให้ไปที่ สภ.สีชมพู และส่งไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ รพ. พบปริมาณแอลกอฮอล์ ตำรวจจึงแจ้งข้อหากับฝ่ายหญิงในข้อหาเมาแล้วขับ และให้ไปเสียค่าปรับที่ศาล ซึ่งในเรื่องนี้ทางครอบครัวยอมรับ เพราะผู้เสียหายมีอาการเมาจริง   ต่อมาฝ่ายหญิงตัดสินใจบอกว่า ถูกคนขับรถยนต์ข่มขืนในป่าข้างทาง ใกล้จุดที่เกิดอุบัติเหตุ พี่สาวจึงได้แจ้งตำรวจ ตำรวจจึงนำตัวคนขับรถยนต์ไปสอบสวน ซึ่งคนขับรถยนต์ก็รับสารภาพว่า ข่มขืนจริง ตำรวจได้ส่งตัวฝ่ายหญิงไปตรวจภายในที่รพ.สีชมพูอีกครั้ง ซึ่งแพทย์ก็บอกว่า พบคราบอสุจิและมีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง   แต่ตำรวจก็ปล่อยตัวคนขับรถไป โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งยังบอกกับทางครอบครัวว่า ไม่มีพยานหลักฐาน ไม่สามารถจับกุมตัวได้ จึงเป็นที่คลางแคลงใจเป็นอย่างมากว่า คนร้ายรับสารภาพต่อหน้าแท้ๆ ยังไม่สามารถทำอะไรได้ และยังไม่มีการสอบปากคำ ไม่มีการรับแจ้งความใดๆ ทางครอบครัวจึงจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด   ด้าน พ.ต.อ.จำรัส ไชยศักดิ์ ผกก.สภ.สีชมพู กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีว่า ได้เรียกตัวชายดังกล่าวมาสอบปากคำในส่วนที่หญิงสาววัย 21 ปี คู่กรณีในอุบัติเหตุดังกล่าวแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ และได้ทำการแจ้งข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเบื้องต้นชายผู้ถูกกล่าวหาให้การภาคเสธ ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวรายนี้จริง แต่ฝ่ายหญิงสมยอม   พร้อมกันนี้ได้ให้ทางหญิงสาวคู่กรณีไปตรวจร่างกายหาสารคัดหลั่ง เพื่อมาประกอบสำนวนในคดีดังกล่าว คาดว่าผลตรวจเร็วสุดจะออกภายในสัปดาห์หน้า และทางตำรวจจะลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้งว่าในบริเวณดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชน หรือใครพบเห็นเหตุการณ์ก็จะเชิญมาสอบสวนเพื่อประกอบสำนวนคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ถูกผิดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานตามกฎหมายโดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด   ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่าฝ่ายหญิงมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงได้แจ้งข้อหาในส่วนของเมาแล้วขับ ส่วนฝ่ายชายไม่พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด และต่อมาฝ่ายหญิงได้กล่าวโทษว่ามีการกระทำชำเรา ทางพนักงานสอบสวนจึงได้ดำเนินการในส่วนนี้เพิ่มเติมภายหลัง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JTFHNqV-06c

 1,101
สังคม
13 ก.พ. 63

หนุ่มกระบะโต้ คู่กรณีสมยอมเอง หลังสาวขี่จยย.ชนท้าย ร้องถูกลากเข้าป่าข่มขืน

ขอนแก่น-มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เล่ากรณีน้องสาวอายุ 21 ปี ที่มีอาการเมาเล็กน้อยหลังดื่มกินกับกลุ่มเพื่อน ได้ขี่ จยย.กลับบ้าน แต่เกิดอุบัติเหตุ ชนท้ายรถกระบะ น้องสาวได้รับบาดเจ็บ แต่ชายคู่กรณีวัย 25-30 ปี ไม่ให้ความช่วยเหลือ แทนที่จะพาส่งโรงพยาบาล กลับลากไปข่มขืนข้างทาง   พอไปแจ้งความกับตำรวจ ฝ่ายชายยอมรับสารภาพว่าข่มขืนจริง และผลการตรวจภายในก็ยืนยันว่าถูกข่มขืนจริง แต่ต่อมาตำรวจปล่อยตัวไป ทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม   หลังเกิดเหตุคนขับรถยนต์เรียกญาติมาเคลียร์เรื่องอุบัติเหตุ และเห็นว่าหญิงผู้เสียหายมีอาการเมา จึงได้เรียกตำรวจมาที่เกิดเหตุ จะจ่ายค่าทำขวัญให้ 500 บาท แต่ตกลงกันไม่ได้ ตำรวจจึงให้ไปที่ สภ.สีชมพู และส่งไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ รพ. พบปริมาณแอลกอฮอล์ ตำรวจจึงแจ้งข้อหากับฝ่ายหญิงในข้อหาเมาแล้วขับ และให้ไปเสียค่าปรับที่ศาล ซึ่งในเรื่องนี้ทางครอบครัวยอมรับ เพราะผู้เสียหายมีอาการเมาจริง   ต่อมาฝ่ายหญิงตัดสินใจบอกว่า ถูกคนขับรถยนต์ข่มขืนในป่าข้างทาง ใกล้จุดที่เกิดอุบัติเหตุ พี่สาวจึงได้แจ้งตำรวจ ตำรวจจึงนำตัวคนขับรถยนต์ไปสอบสวน ซึ่งคนขับรถยนต์ก็รับสารภาพว่า ข่มขืนจริง ตำรวจได้ส่งตัวฝ่ายหญิงไปตรวจภายในที่รพ.สีชมพูอีกครั้ง ซึ่งแพทย์ก็บอกว่า พบคราบอสุจิและมีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง   แต่ตำรวจก็ปล่อยตัวคนขับรถไป โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งยังบอกกับทางครอบครัวว่า ไม่มีพยานหลักฐาน ไม่สามารถจับกุมตัวได้ จึงเป็นที่คลางแคลงใจเป็นอย่างมากว่า คนร้ายรับสารภาพต่อหน้าแท้ๆ ยังไม่สามารถทำอะไรได้ และยังไม่มีการสอบปากคำ ไม่มีการรับแจ้งความใดๆ ทางครอบครัวจึงจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด   ด้าน พ.ต.อ.จำรัส ไชยศักดิ์ ผกก.สภ.สีชมพู กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีว่า ได้เรียกตัวชายดังกล่าวมาสอบปากคำในส่วนที่หญิงสาววัย 21 ปี คู่กรณีในอุบัติเหตุดังกล่าวแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ และได้ทำการแจ้งข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเบื้องต้นชายผู้ถูกกล่าวหาให้การภาคเสธ ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวรายนี้จริง แต่ฝ่ายหญิงสมยอม   พร้อมกันนี้ได้ให้ทางหญิงสาวคู่กรณีไปตรวจร่างกายหาสารคัดหลั่ง เพื่อมาประกอบสำนวนในคดีดังกล่าว คาดว่าผลตรวจเร็วสุดจะออกภายในสัปดาห์หน้า และทางตำรวจจะลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้งว่าในบริเวณดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชน หรือใครพบเห็นเหตุการณ์ก็จะเชิญมาสอบสวนเพื่อประกอบสำนวนคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ถูกผิดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานตามกฎหมายโดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด   ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่าฝ่ายหญิงมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงได้แจ้งข้อหาในส่วนของเมาแล้วขับ ส่วนฝ่ายชายไม่พบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด และต่อมาฝ่ายหญิงได้กล่าวโทษว่ามีการกระทำชำเรา ทางพนักงานสอบสวนจึงได้ดำเนินการในส่วนนี้เพิ่มเติมภายหลัง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JTFHNqV-06c

 1,101
สังคม
13 ก.พ. 63

สาวขี่จยย.ชนกระบะเจ็บ คนขับทำทีช่วยเหลือก่อนพาไปข่มขืน ตร.ไม่แจ้งข้อหา ญาติร้องสื่อขอความเป็นธรรม

จากกรณีที่เมื่อเวลา 23:18 น.วันที่10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีผู้ใช้เฟสชุ๊คชื่อ TK Tassaneeya โพสต์ข้อความพร้อมคลิปและภาพนิ่ง รถจักรยานยนต์ และภาพคนเจ็บในโรงพยาบาลว่า”อุบัติเหตุรถชนกัน ผู้หญิงเจ็บแต่ไอ้...เห็นผู้หญิงเจ็บมันลากไปข่มขืน พอไปแจ้งความ ตำรวจปล่อยมันออกมา นี่มันถูกหรือผิด? ตกลงคดีข่มขืนเป็นเรื่องธรรมดา อุบัติเหตุรถจักรยานจนชนท้ายรถกระบะ ผู้หญิงขับจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ แต่ผู้ชายคนขับกระบะแทนที่จะพาส่งโรงพยาบาล กลับลากไปข่มขืนข้างทาง พอไปแจ้งความกับตำรวจ ฝ่ายชายยอมรับสารภาพว่าข่มขืนจริง และผลการตรวจภายในก็ยืนยันว่าถูกข่มขืนจริง แต่ทำไมตำรวจถึงปล่อยตัวมันกลับบ้าน ทุกวันนี้ผู้หญิงโดนข่มขืนกลายเป็นเรื่องปกติหรือ     ต่อมาเวลา 10.30 น.วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สื่อข่าวได้ประสานกับคนที่โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าว ซึ่งทราบว่าเป็นพี่สาวของคนเจ็บ ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปพบกับคนเจ็บและครอบครัว ที่อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ซึ่งเมื่อไปถึงทางบ้านคนเจ็บชื่อว่านางสาวเอ อายุ 21 ปี นอนอยู่บนแคร่ชาวบ้านพื้นที่บ้านห้วยทรายขาว ต.วังเพิ่ม อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น เพื่อย่างร่างกายด้วยสมุนไพรและไฟจากถ่าน เพื่อให้ร่างกายที่บอบช้ำดีขึ้น โดยมีพ่อแม่และพี่สาวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด     นางสาวเอ เปิดเผยถึงเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างจากบ้านตัวเองกว่า 10 กม.มีการดื่มกิน และยอมรับว่ามีอาการเมาเล็กน้อย แต่ก็สามารถขับกลับบ้านได้ ถึงช่วงเย็นจึงขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ออกจากบ้านเพื่อนมาประมาณ 6 กม.ก็เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนท้ายรถยนต์กระ ยี่ห้อนิสสัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งจอดเปิดไฟเลี้ยวซ้าย แต่ยังไม่เลี้ยว จึงตัดสินใจแซงขวา เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกัน และรถจักรยานยนต์ลมกลางถนนขณะนั้นมีชายหญิงขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาจุดประสบเหตุจึงจอดเพื่อจะเข้าช่วยเหลือ แต่ชายคู่กรณีอายุประมาณ 25-30 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์กระบะลงมาดูและบอกว่า จะดูแลช่วยเหลือเอง ชายหญิงคู่ดังกล่าวเห็นว่าไม่มีอะไร จึงพากันขี่รถจักรยานยนต์ จากไป แต่หลังจากชายหญิงคู่ดังกล่าวจากไปแล้วชายคนขับรถยนต์กระบะได้ลากเข้าไปในป่าข้างทางและทำการข่มขืนจนสำเร็จความใคร่     ช่วงที่รถเกิดอุบัติเหตุ ร่างกายด้านซ้ายกระแทกพื้น และรถจักรยายยนต์ก็ล้มทับขาซ้าย ขณะนั้นมีพลเมืองดีผ่านมาพบเจอ แต่คนขับรถยนต์บอกว่า จะช่วยเหลือและดูแลหนูเอง พลเมืองดีน่าจะเห็นว่าคู่กรณีตกลงกันได้ เขาก็เลยขับขี่รถไปต่อ ในขณะเดียวกันก็โทรศัพท์บอกเพื่อน บอกพี่สาวว่าเปิดอุบัติเหตุ แต่ช่วงจังหวะนั้นหนูปวดฉี่ หนูจะเดินไปฉี่ที่ป่าข้างทาง ชายคนขับรถยนต์ได้เข้ามาช่วยพยุงพาเดินไปฉี่ เมื่อหนูฉี่เสร็จ คนขับรถยนต์ได้ปลุกปล้ำและทำการข่มขืนในป่าข้างสระน้ำ หนูพยายามร้องขอความช่วยเหลือและต่อสู้ แต่หนูเจ็บเนื้อตัว ที่เกิดจากอุบัติเหตุ จึงไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้ ทำให้คนร้ายใช้กำลังข่มขืนจนสำเร็จ หลังจากนั้นคนขับรถยนต์พยายามจะหนี หนูจึงรั้งเอาไว้ด้วยการนั่งที่เบาะคนขับ ประมาณ 30 นาที เพื่อนและพี่สาวมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นหนูยังไม่กล้าบอกพี่สาวว่าตัวเองถูกข่มขืน ส่วนคนขับรถยนต์เรียกญาติพี่น้องมาเคลียร์เรื่องอุบัติเหตุและเห็นว่าหนูมีอาการเมา จึงได้เรียกตำรวจมาที่เกิดเหตุ จะจ่ายค่าทำขวัญให้ 500 บาท แต่ตกลงกันไม่ได้ ตำรวจจึงให้ไปที่ สภ.สีชมพู และส่งไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่รพ.สีชมพู พบปริมาณแอลกอฮอล์ ตำรวจจึงแจ้งข้อหากับหนูในข้อหาเมาแล้วขับ จังหวะดังกล่าวหนูจึงตัดสินใจบอกพี่สาวว่า ถูกคนขับรถยนต์ข่มขืนในป่าข้างทาง ใกล้จุดที่เกิดอุบัติเหตุ พี่สาวจึงได้แจ้งตำรวจ ตำรวจจึงนำตัวคนขับรถยนต์ไปสอบสวน ซึ่งคนขับรถยนต์ก็รับสารภาพว่า ข่มขืนหนูจริง ตำรวจได้ส่งตัวหนูไปตรวจภายในที่รพ.สีชมพูอีกครั้ง ซึ่งแพทย์ก็บอกว่า พบคราวอสุจิและมีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง แต่ตำรวจก็ปล่อยตัวคนขับรถไป ซึ่งหนูขอยืนยันว่า หนูจะไม่ยอมความและขอให้ตำรวจจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมายให้ถึงที่สุด     ทางด้าน นางสาวบี อายุ 32 ปี พี่สาวผู้เสียหาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันที่ 10 ก.พ.น้องสาวบอกทางบ้านว่าจะไปกินเลี้ยงที่บ้านเพื่อน จนถึงเวลามืดค่ำก็ยังไม่กลับบ้านจึงได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตามหา กระทั่งรับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุ บนถนนสายสีชมพู ไปชุมแพ พื้นที่บ้านนายม ต.สีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 6 กม. เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เห็นรถจักรยานยนต์น้องจอดอยู่ข้างทาง ส่วนรถยนต์กระบะจอดหันหน้าไปทางอ.ชุมแพ มีชายอายุประมาณ 25-30 ปี เป็นคนขับ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ทราบเรื่องที่คนขับรถยนต์ข่มขืนน้องสาว ทราบเพียงว่าเกิดอุบัติเหตุเพราะน้องสาวมีอาการเมาสุรา ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนท้ายรถยนต์ น้องสาวถูกตำรวจ สภ.สีชมพู นำตัวไปตรวจวัดแอลกอฮอล์ และพบว่ามีแอลกอฮอล์ในเลือด จึงถูกจับในข้อหาเมาแล้วขับ และให้ไปเสียค่าปรับที่ศาล ซึ่งในเรื่องนี้ทางครอบครัวยอมรับ เพราะน้องสาวเมาจริง   “ครอบครัวไม่รู้เลยว่าน้องสาวถูกข่มขืน กระทั่งถึง สภ.สีชมพู น้องสาวจึงบอกว่าคนขับรถยนต์ข่มขืนในป่าข้างทาง เมื่อรู้จึงรีบแจ้งตำรวจให้จับกุมคนขับรถยนต์รายดังกล่าว ซึ่งตำรวจได้นำตัวไปสอบสวน คนขับรถยนต์ก็สารภาพว่า ได้ข่มขืนน้องสาวเราจริง ในขณะเดียวกันก็ส่งตัวน้องสาวเราไปตรวจร่างกาย ตรวจภายในที่รพ.แพทย์แจ้งด้วยวาจาว่า มีคราบอสุจิและมีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ตำรวจ สภ.สีชมพูกลับปล่อยตัวคนขับรถยนต์ไป โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งยังบอกกับทางครอบครัวว่า ไม่มีพยานหลักฐาน ไม่สามารถจับกุมตัวได้ จึงเป็นที่คลางแคลงใจเป็นอย่างมากว่า คนร้ายรับสารภาพต่อหน้าแท้ๆ ยังไม่สามารถทำอะไรได้ และยังไม่มีการสอบปากคำ ไม่มีการรับแจ้งความใดๆจึงอยากฝากถึงผู้บังคับบัญชาของตำรวจสภ.สีชมพูว่า ช่วยให้ความเป็นธรรมกับน้องสาวและครอบครัวเราด้วย คนร้ายรับสารภาพขนาดนี้ยังทำอะไรไม่ได้ ยังปล่อยคนร้ายกลับบ้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และขอยืนยันว่า ครอบครัวเราจะเอาเรื่องตามกฏหมายให้ถึงที่สุด ไม่มีการไกล่เกลี่ย ยอมความเด็ดขาด”     ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามรายละเอียดต่างที่เกี่ยวกับกรณีน้องเอ ถูกคู่กรณีข่มขืน จาก พ.ต.อ.จำรัส ไชยศักดิ์ ผกก.สภ.สีชมพู ว่า กรณีของนาวสาวเอนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ต้องแยกออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีเมาแล้วขับและกรณีข่มขืนอนาจาร ในส่วนของเมาแล้วขับนั้น มีการแจ้งข้อหากับนาวสาวเอไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีข่มขืนนั้น ถึงจะแพทย์ร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็ใช่ว่าจะเป็นการข่มขืน ซึ่งในจุดนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องรวบรวมพยาน หลักฐาน และสอบสวนรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่าการข่มขืนนั้นก็ต้องดูในรายละเอียดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสมยอมหรือไม่ หรือข่มขืนด้วยเหตุใด แต่ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย   ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาหญิงสาววัย 21 ปีในข้อหาเมาแล้วขับ เนื่องจากตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่วนชายคู่กรณีไม่พบแอลกอฮอล์ในเลือด และน.ส. เอ ก็ยอมรับผิดในส่วนนี้ แต่ขณะที่ในวันเกิดเหตุขณะที่ น.ส.เอ และคู่กรณี พร้อมญาติทั้ง 2 ฝ่าย เข้าให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังจากตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุและแจ้งข้อหากำลังจะปล่อยตัวหนุ่มดังกล่าวกลับบ้านนั้น น.ส.เอได้ตะโกนว่าชายดังกล่าวข่มขืนตัวเอง ซึ่งทางตำรวจก็ได้สอบปากคำและชายดังกล่าวก็ยอมรับกับตำรวจว่าข่มขืนจริง และส่งตัว น.ส.เอไปตรวจร่างกายก็พบว่ามีร่องรอบการมีเพศสัมพันธ์ แต่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการในส่วนข้อหาข่มขืน เนื่องจากทางตำรวจบอกกับ น.ส.เอและญาติๆว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้ ทำให้ น.ส.เอและครอบครัวคราแครงใจในส่วนนี้และกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทั่งญาติๆบอกกับตำรวจว่าถ้าไม่ดำเนินคดีให้จะแจ้งทางผู้สื่อข่าว ทางตำรวจจึงยอมทำคดีในส่วนของการข่มขืนให้ โดยได้เชิญนายจิ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี ชาวบ้านโนนหัวนา ต.สีสุข อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น มาสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา ข่มขืนกระทำอนาจาร เบื้องต้นนาย จิ ให้การภาคเสธ ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธุ์กับผู้กล่าวหาจริง แต่เป็นการสมยอมทั้ง 2 ฝ่าย     ล่าสุดเมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 12 ก.พ.2563 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านนายจิ นามสมมุติ อยู่ริมถนนสาย อ.สีชมพู-อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กม. ซึ่งพบว่าประตูรั้วหน้าบ้านล็อคกุญแจแน่นหนา ประตูหน้าต่างปิดเงียบไม่มีคนอยู่ภายในบ้าน สอบถามเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันทราบว่า นายจิและครอบครัว รับจ้างตัดอ้อย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปป่าอ้อยที่เกิดเหตุพบคนงานกำลังตัดอ้อยซึ่งจากการสอบถามทราบว่า นายจิ มารับจ้างตัดอ้อยที่บริเวณเกิดเหตุกับคนอื่นๆ แต่ในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวไปสอบปากคำ และไม่ได้เดินทางกลับมาตัดอ้อยต่อและไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน พร้อมกันนี้คนงานตัดอ้อยยังบอกผู้สื่อข่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุนั้น นายจิ เปิดไฟเลี้ยวจะเลี้ยวมาเก็บอุปกรณ์ในการตัดอ้อยในละแวกจุดเกิดเหตุ แต่ไม่ทราบรายละเอียดต่างๆว่าเกิดอะไรขึ้น และในวันนี้ก็ได้เริ่มตัดอ้อยให้กับนายจ้างเจ้าของไร่

 56,079
สรุปข่าว
13 ก.พ. 63

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 13 ก.พ.63 เรือสำราญจ่อเทียบท่ากัมพูชา-ทดลองติดเครื่องฟอกอากาศบนรถเมล์-ยิงเพื่อนบ้านดับ อ้างถูกผีสิง

-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชกระแสแสดงความเสียพระราชหฤทัย ต่อเหตุการณ์ร้ายแรงใน จ.นครราชสีมา ความว่า   "ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในประเทศของเรา ที่จังหวัดนครราชสีมา นับแต่บ่ายวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 อันทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากได้รับอันตราย ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ความสูญเสียในครั้งนี้ ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงให้แก่ข้าพเจ้าและพระราชินี ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ทั้งเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดจากการกระทำอันโหดร้ายเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด ต่อชาวไทยด้วยกันอันเป็นทั้งเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ   ข้าพเจ้าและพระราชินีขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้ที่ต้องประสบความสูญเสีย และเห็นใจ ชื่นชมผู้ตกอยู่ในเหตุการณ์ ที่ต่างมีความอดทนเข้มแข็ง ตลอดจนช่วยเหลือและเกื้อกูลกันในยามคับขัน จนสามารถรอดพ้นอันตรายได้ ทั้งขอยกย่องผู้มีส่วนคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร คณะกรมการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร มูลนิธิ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ซึ่งนอกจากจะต้องมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและเสียสละชีวิตอุทิศตนอย่างสูงแล้ว ยังได้แสดงถึงความสันทัดช่ำชองในการปฏิบัติหน้าที่และการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตความปลอดภัยของผู้ที่ตกอยู่ในอันตราย   ความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกคนทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนทุกคนที่ได้ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อทางการและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะกระทำได้ต่อผู้ที่บาดเจ็บและได้รับอันตราย ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ พร้อมทั้งพลังความสามัคคีซึ่งเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง ข้าพเจ้าและพระราชินีเชื่อมั่นว่า เราชาวไทยทุกคน สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงครั้งนี้ไปได้ ด้วยความมีสติ มีปัญญา และสามัคคี ตลอดจนด้วยความเสียสละเพื่อความผาสุก สงบ เรียบร้อยของส่วนรวมและประเทศชาติ"   -เรือสำราญเวสเทอร์ดัมออกจากอ่าวไทย มุ่งหน้าสีหนุวิลล์ของกัมพูชา กำหนดเทียบท่า 7 โมงเช้าวันนี้ หลังถูกไทยและหลายประเทศปฏิเสธเทียบท่า หวั่นผู้โดยสารบนเรือกว่า 2 พันชีวิตติดเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีชื่อทางการ COVID19 อนุทินยันเรื่องนี้มีการพิจารณาแล้วว่า ไม่อนุญาตให้เข้ามาจอดเทียบท่าที่ท่าเรือในไทย แม้ ผอ.องค์การอนามัยโลกจะสายตรงมาที่ตน ยืนยันทุกคนบนเรือไม่มีไข้ ขอให้ไทยรับดูแล แต่ส่วนตัวไม่เชื่อ เพราะ ผอ.องค์การอนามัยโลกไม่ได้อยู่บนเรือ พร้อมตั้งคำถามก่อนถึงไทย ทำไมหลายประเทศถึงปฏิเสธ ทำไมไทยต้องมาแบกรับความกดดัน ส่วนคนไทย 19 คนเป็นพนง.บนเรือ มีสัญญาดูแล ย้ำหากเรือทอดสมอก็พร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่   ขณะที่สีหนุวิลล์พร้อมรับเรือสำราญ พร้อมบริการตรวจหาเชื้อไวรัส คาด 2-3 วัน นทท.จะขึ้นฝั่งได้ สมเด็จฮุนเซนระบุในกัมพูชาต้องไม่เลือกปฏิบัติแม้ในยามฉุกเฉิน การยินดีต้อนรับคือการกำจัดโรคร้ายของโลก เตรียมแจกผ้าพันคอทอมือให้ นทท.เป็นของที่ระลึก   ส่วนสถานการณ์บนเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซส สธ.ญี่ปุ่นแจ้งพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 40 คน พุ่งเป็น 175 คน ขณะที่อู่ฮั่นพบ จนท.ทางการแพทย์ติดเชื้อกว่า 500 ราย ส่วนยอดจิดเชื้อทั่วโลกยังพุ่ง 45,210 ราย เสียชีวิต 1,118 คน   -การประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ครั้งที่ 2 ในวันนี้ เพื่อลงมติวาระ 2 และวาระ 3 ใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน บอกว่า มติ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านให้ ส.ส.ของพรรคร่วมฝ่ายค้านมาปฎิบัติหน้าที่ลงชื่อเป็นองค์ประชุมตามปกติ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลผ่านกฎหมายนี้โดยรวดเร็วตามความต้องการของสังคม   แต่ฝ่ายค้านจะไม่อยู่ร่วมประชุมด้วย และให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดำเนินการ เพราะสาเหตุที่ทำให้กฎหมายงบประมาณต้องสะดุดเกิดจากฝ่ายรัฐบาลกดบัตรแทนกัน นอกจากนี้ การที่ไม่ขอร่วมลงมติด้วย ก็เพราะกังวลว่าอาจจะขัดต่อมาตรา 143 เรื่องกรอบเวลา 105 วัน ซึ่งอาจสุ่มเสียงต่อการกระทำที่ส่อว่าขัดกฎหมาย เพราะกังวลในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความชัดเจนในหลายข้อ   ด้านปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่  ระบุ หากศาลเห็นว่ากระบวนการตรากฎหมายเป็นไปโดยไม่ชอบ ก็ต้องให้ร่างกฎหมายตกไปทั้งฉบับ แต่กลับระบุให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาลงมติในวาระ 2 และ 3 ใหม่นั้น ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ ดังนั้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตจะเกิดปัญหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นซุปเปอร์รัฐธรรมนูญ และอยู่เหนือรัฐธรรมนูญทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายต่างๆ ทั้งตุลาการ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร   -นายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระ 2 และ 3 ว่าเป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะคุยกันอยู่แล้ว อยากจะให้ได้เร็วที่สุดก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ ที่ฝ่ายค้านจะไม่รวมในการลงมติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็แล้วแต่เขาเขามีสิทธิ์ที่จะทำได้เช่นนี้ ก็ทำไป แต่ประชาชนก็ต้องติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ก็ต้องหาวิธีที่จะแก้ปัญหาในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ”   -พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดใจอีกครั้ง หลังหลั่งน้ำตาแถลงข่าววานนี้ว่า ตนเองเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะสิ่งที่เสียใจที่สุดคือการสูญเสียผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะพลทหารเมธา เลิศศิริ ที่ไม่มีใครกล่าวถึงว่าเขาเสียชีวิตระหว่างยืมยามรักษาการณ์ แต่ไปมองว่ากองทัพหละหลวม ตนถามว่าถ้าหละหลวมจะมียืนยามรักษาการณ์อยู่ไหม เพราะคนที่เห็นหน้ากันทุกวัน ใครจะรู้ว่าจะเดินเข้ามาแล้วเอาปืนมายิง คนทำงานด้วยกันเห็นหน้ากันทุกวันใครจะไปรู้ ใครจะไปเฉลียวใจ   ผบ.ทบ ยังเตรียมเปิดศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ในจันทร์นี้ เพื่อรับข้อร้องเรียนจากกำลังพลโดยตรงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยรับรองว่าข้อมูลจะเป็นความลับ   -ศาลอาญา อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวอดีตแกนนำพันธมิตร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ / น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก และพวกรวม 5 คน หลังศาลพิพากษาสั่งจำคุก แกนนำ พธม. นำมวลชน บุกเอ็นบีที เมื่อปี 51 โดยจำเลยทั้ง 5 เป็นหัวหน้าและเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรฐาน ร่วมกันทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฐาน ร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น แต่ทั้งหมดปฏิเสธ   แต่ศาลพิเคราะห์เห็นว่าจำเลยที่ 1 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำของกลุ่ม ร่วมสมคบคิดบุกยึดสถานีเอ็นบีที ขึ้นเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ร่วมประกาศภารกิจและร่วมเดินทางไปด้วยในลักษณะกำกับดูแลเป็นหัวหน้าเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด แต่สำหรับจำเลยที่ 2-5 พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าเป็นหัวหน้าหรือมีหน้าที่สั่งการในการบุกยึดพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มี กำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2-5 คนละ 1 ปี   -ขสมก.ทดสอบนำร่องเครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่บนหลังคารถเมล์สาย 34 รังสิต-หัวลำโพง ชี้ต้นทุนอยู่ที่เครื่องละ 2-3 พันบาท ส่วนค่าฝุ่นกรมการขนส่งทางบกและ มช.จะเป็นผู้ประเมิน เตรียมขยายติดตั้งเพิ่ม 3 พันคัน เบื้องต้นนำร่อง 3 เส้นทาง   -ตร.และ จนท.ป่าไม้เอาจริงตรวจพิกัดฟาร์มไก่ ส.ส.ปารีณา หลังกฤษฎีการะบุชัดเป็นพื้นที่ป่า บรรยากาศเป็นฟาร์มร้าง ไม่มีคนอยู่ เหลือแต่หมาที่เลี้ยงไว้ ไร้เงาปารีณาและทวีเข้าตรวจสอบ ต้องให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านช่วยชี้จุดเป็นพยาน ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร ชีวะภาพ ชีวะธรรม ระบุใช่ว่าคืนพื้นที่แล้วเรื่องจะจบ บุกรุกเท่าไหร่ต้องแจ้งความเท่านั้น ด้านปารีณาเตรียมแถลงข่าว ขณะที่วราวุธเตรียมแจ้งความปารีณา 1-2 วันนี้ยันไม่เลือกปฏิบัติ ทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ   -รวบแล้วนักโทษชายที่หลบหนีช่วงใกล้พ้นโทษ นายกฤษดา ม่วงแพร นักโทษคดีลักทรัพย์ ต้องโทษจำคุก 6 ปี และได้รับการลดหย่อนเหลือ 3 ปี ซึ่งกำลังจะพ้นโทษในวันที่ 28 ก.พ.นี้ ได้หลบหนีออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะฝึกอาชีพในร้านคาร์แคร์ของเรือนจำ   อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ แถลงจับได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ย่านเซียร์รังสิต ภายในเวลา 30 ชั่วโมง ส่วนสาเหตุการหลบหนีนั้น มาจากประเด็นชู้สาว คาดใช้โทรศัพท์ของลูกค้าที่คาร์แคร์ติดต่อกับหญิงสาว มีบุคคลที่สามคอยให้ความช่วยเหลือ จากนี้ก็จะต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากพบความบกพร่องต่อหน้าที่ก็จะดำเนินการเอาผิดทางวินัย ส่วนนักโทษเจอข้อหาเพิ่ม โดนคุกเพิ่ม 8 เดือน เพิ่มจากโทษเดิม 17 วัน   -ระทึกกลางถนนที่กาญจนบุรี สาวโพสต์คลิปนาทีคนร้ายชิงเก๋งหนีตร. ท่าทางเหมือนคนขาดสติ บางช่วงมีท่าทีว่าจะขับรถพุ่งชนรถคันที่ถ่ายคลิปด้วย สุดท้ายไม่รอดถูกสกัดจับเอาไว้ได้ หลังขับรถหนีไปกว่า 7 กิโลเมตร สอบสวนหนุ่มคลั่งรายนี้พูดจาไม่รู้เรื่อง และจากการตรวจค้นภายในตัวพบอาวุธมีด 1 เล่ม เจ้าหน้าที่จึงนำตัวมาสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก หลังหายคลุ้มคลั่งหนุ่มรายนี้ได้บอกเครียดเนื่องจากมีปัญหาครอบครัว ทะเลาะกับภรรยา จึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมา และใช้มีดจี้ชิงรถชาวบ้านมาขับจนกระทั่งถูกจับกุมตัวดังกล่าว   -พี่สาวร้องขอความเป็นธรรม น้องสาววัย 21 ปี ที่มีอาการเมาเล็กน้อยประสบอุบัติเหตุขณะขี่ จยย.กลับบ้าน เจอคู่กรณีที่ขับชนไม่ช่วย แถมลากไปข่มขืน สุดท้ายบอกจะจ่ายค่าทำขวัญให้ 500 แต่ไม่ยอมจึงเข้าแจ้งความ น้องสาวโดนแจ้งความเมาแล้วขับ ตรวจร่างกายเจอคราบอสุจิ แต่ตำรวจไม่ดำเนินคดี ไม่แจ้งข้อหาอะไรคู่กรณี   ด้านคู่กรณียอมรับว่า มีเพศสัมพันธ์กันจริง แต่ฝ่ายหญิงสมยอม ไม่ได้ข่มขืน ด้าน ตร.เจ้าของคดีบอกไม่นิ่งนอนใจ รอรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมแจ้งข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา   -เพื่อนบ้านบ้า อ้างวิญญาณผีเข้าสิง ใช้ปืนยิงเพื่อนบ้านด้วยกัน กระสุนพรุ่นทั่วร่าง ตร.ตามจับเจอเมาพูดไม่รู้เรื่อง อ้างผีร้ายเข้าสิงทำไปไม่รู้ตัว ตร.ไม่เชื่อ คุมตัวดำเนินคดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZCV321iitnY

 2,217
สังคม
12 ก.พ. 63

ตร.แจงไม่นิ่งนอนใจ กรณีครอบครัวสาวที่ถูกรถชน ซ้ำถูกคู่กรณีพาไปข่มขืน หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

พี่สาวโพสต์ขอความเป็นธรรม น้องสาวขี่รถไปเกิดอุบัติเหตุ แถมถูกคู่กรณีข่มขืน แต่ตำรวจไม่ดำเนินคดีให้ บอกเรื่องธรรมดา ระบุ ต้องตรวจสอบว่า ข่มขืน หรือสมยอม   ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ TK Tassaneeya ได้โพสต์ภาพ พร้อมเล่าเหตุการณ์อุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้หญิงเจ็บ แต่ถูกคู่กรณีลากไปข่มขืน พอไปแจ้งความ ตำรวจปล่อยตัวคนร้ายออกมา นี่มันถูกหรือผิด ตกลงคดีข่มขืนเป็นเรื่องธรรมดา    ผู้สื่อข่าว ได้ไปพบกับผู้ที่โพสต์เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้เสียหาย เล่าว่า วันเกิดเหตุน้องสาว อายุ 21 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างจากบ้านตัวเองกว่า 10 กิโลเมตร มีการดื่นสุรา และยอมรับว่ามีอาการเมาเล็กน้อย แต่ก็สามารถขี่รถกลับบ้านได้ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุเฉี่บวชนรถกระบะ มีพลเมืองดี 2 คน ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านมา จะเข้ามาช่วย แต่ชายคู่กรณี อายุประมาณ 25-30 ปี บอกว่า จะช่วยเหลือเอง แต่กลับพาไปข่มขืน แล้วจะหลบหนี แต่ทางครอบครัวมาถึงก่อน จึงเจรจาไกล่เกลี่ย จะจ่ายค่าทำขวัญแค่ 500 บาท พวกตนไม่ยอมจึงไปแจ้งความที่โรงพัก น้องสาวถูกแจ้งข้อหา เมาแล้วขับ    แต่จู่ ๆ น้องสาวก็บอกว่า เธอถูกคู่กรณีข่มขืนด้วย และแจ้งความเพิ่มอีกข้อหา ตำรวจได้นำตัว ไปตรวจร่างกาย พบร่องรอยถูกล่วงละเมิดจริง และพบคราบอสุจิ ซึ่งคู่กรณีกับรับสารภาพว่า ข่มขืนจริง แต่ตำรวจกลับปล่อยตัวไป โดยไม่แจ้งข้อหาใด ๆ จึงสงสัยว่า ทุกวันนี้ผู้หญิงโดนข่มขืนกลายเป็นเรื่องปกติหรือ   ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นจาก พันตำรวจเอก จำรัส ไชยศักดิ์ ผู้กำกับการ สภ.สีชมพู เผยว่า ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ต้องแยกออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีเมาแล้วขับ และกรณีข่มขืนอนาจาร ในส่วนของเมาแล้วขับนั้น ได้แจ้งข้อหากับนาวสาวเอไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีข่มขืน แม้ว่าแพทย์จะพบร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็ใช่ว่าจะเป็นการข่มขืน ซึ่งในจุดนี้ตำรวจต้องรวบรวมพยาน หลักฐาน และสอบสวนรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าสมยอมหรือไม่ หรือข่มขืนด้วยเหตุใด แต่ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

 5,413
สังคม
31 ม.ค. 63

เด็กหญิง 11 ขวบถูกลุงเขยข่มขืน แจ้งความแล้วคดีไม่คืบหน้านาน 6 เดือน

ยายของเด็กหญิงอายุ 11 ขวบ เปิดเผยกับทางทีมข่าว ว่าเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลานสาวเดินทางมาจากจังหวัดพิษณุโลก มาเที่ยวหาแม่ที่จังหวัดสมุทรปราการในช่วงปิดภาคเรียน ก่อนที่ลุงเขยจะออกอุบาย ขอให้ไปช่วยเลี้ยงหลานที่บ้านพักในจังหวัดปทุมธานี เลยถูกข่มขืนนานถึง 4 เดือน อีกทั้งตัวหลานไม่เคยบอกใครเพราะกลัว จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม แม่ของหลานสังเกตเห็นลูกมีอาการผิดปกติ     จนกระทั่งลองเค้นถามจึงทราบเรื่องทั้งหมด และลองตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ พบว่ามีข้อความแชทจากลุงเขยในลักษณะชู้สาว และมีการถ่ายคลิปแบล็คเมล์ข่มขู่ไม่ให้บอกใคร ไม่งั้นจะแชร์ในโลกโซเซียล นอกจากนี้บังคับในหลานสาวเข้าไปแอบถ่ายน้าสาวขณะอาบน้ำด้วย    และเมื่อติดต่อไปทางลุงเขย ทางนั้นจึงยอมรับสารภาพ อีกทั้งพยายามเสนอเงินให้ 1 - 2 ล้านบาท และจะส่งเสียหลานเรียนจบจบเพื่อให้ถอนแจ้งความ แต่ทางครอบครัวไม่รับข้อเสนอ และยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากเป็นภัยต่อสังคม   ซึ่งทางครอบครัวไปมีการแจ้งความไว้ที่ สภ.คูคต ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 แม้ว่าจะมีคลิปเสียงที่ผู้ก่อเหตุรับสารภาพ รวมถึงผลตรวจร่างกายจากโรงพยาบาลตำรวจ ที่พบร่องรอยอวัยวะเพศฉีกขาด แต่คดียังไม่มีการสรุปสำนวนส่งฟ้อง      

 1,627

Top