ค้นหา :

ผลการค้นหา "แก๊ง"

สังคม
22 ม.ค. 63

บุกจับเดนคุกพ้นโทษออกมาตั้งแก๊งทำทองปลอมขายทั่วอีสาน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 21 ม.ค.2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันแถลงข่าว ผลการจับกุมตัวขบวนการปลอมทองในพื้นที่จ.ขอนแก่น มูลค่าความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 7,600,000 บาท    ผู้ต้องหาประกอบไปด้วยนางสุภาพ ดำดิน ,นายปกรณ์ คำลือ และ นายธนากร ทองอ้น พร้อมของกลาง รถยนต์ฮอนด้าซีอาร์วี สีดำ, รถยนต์มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีม่วง, บัตรประชาชน 7 ใบ, เงินสด 65,000 บาท, ใบรับจำนำทองรูปพรรณ 70 ใบ, สร้อยคอทองคำรูปพรรณ, สมุดบัญชีธนาคาร และสมุดบันทึกการจำนำทองรูปพรรณอีกรวมหลายรายการ หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น จับกุมตัวได้ ภายในบ้านพัก จ.ขอนแก่น   พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดอยู่ในขบวนการปลอมทอง ที่ตำรวจแกะรอยและเฝ้าติดตามพฤติกรรมมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้รับแจ้งจากร้านจำหน่ายทองคำรูปพรรณ ว่านายธนากร ได้นำทองคำรูปพรรณมาจำนำในลักษณะต้องสงสัยและมาจำนำทองคำรูปพรรณ น้ำหนักเท่ากันและลายเดียวกันบ่อยครั้ง และเมื่อนำทองคำไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นทองปลอม จึงประสานงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการจับกุมและควบคุมตัวมาสอบสวน ซึ่งนายธนากร ให้การรับสารภาพว่า ได้รับทองมาจากนางสุภาพ และนายปกรณ์ เพื่อนำมาจำนำเท่านั้น   กำลังตำรวจจึงได้แกะรอยคนร้ายตามที่นายธนากร ให้การ ก่อนเข้าทำการจับกุมนายปกรณ์และนางสุภาพได้ภายในห้องเช่าในเขต บ.โคกฟันโปง พร้อมของกลาง สร้อยคอทองคำรูปพรรณ จำนวนมาก ในลักษณะลายที่คล้ายๆ กันน้ำหนักตั้งแต่เส้นละ 1 บาท ถึง 5 บาท รวมทั้งตรวจยึดอุปกรณ์การทำทองปลอมชุดใหญ่แบบครบชุดและของกลางทั้งหมด    นายปกรณ์ให้การว่า เดิมมีอาชีพทำทองที่ กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้วีการทำทองและชุบทอง รวมทั้งการปลอมแปลงทอง มาสมัยทำงานที่ร้านทองที่กรุงเทพฯ แต่ก็ถูกจับกุมในคดีปลอมทองที่ จ.ศรีษะเกษ และเพิ่งที่จะพ้นโทษมาเมื่อปี 2561 จึงกลับมาร่วมกับพวกรวม 7 คนตั้งแก๊งค์ปลอมทองร่วมกัน โดยจะซื้อทองคำรูปพรรณของจริงน้ำหนักเส้นละ 1 บาทจากร้านขายทองที่มีชื่อเสียง จากนั้นจึงนำมาเข้าสู่ขบวนการหลอมทองตามขั้นทอง คู่กับส่วนผสมที่เรียนมา    จากการตรวจสอบประวัติพบว่านางสุภาพ นั้นเพิ่งพ้นโทษในคดีเดียวกันที่ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2560 และนายปกรณ์พ้นโทษ ในคดีเดียวกันมาเมื่อปี 2561 จึงมารวมตัวกันตั้งแก๊งค์ผลิตทองปลอมจำนำในร้านทองคำต่างๆ เฉพาะขอนแก่น ตกเป็นเหยื่อแล้ว 4 ร้าน ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดนี้นั้นค้าทองปลอมมาแล้วรวม 76 ครั้งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 7,600,000 บาท    รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/e2QvhR14zY0

 1,898
สังคม-อาชญากรรม
26 ม.ค. 61

เตือน ! ระวังถูกชักชวนร่วมแก๊ง call center ผิดกฎหมายที่ไต้หวัน เผยมีคนไทยถูกจับกุมแล้ว 8 คน

กระทรวงแรงงานเตือนคนไทยระวังถูกหลอกชักชวนเข้าร่วมแก๊ง Call Center ที่ไต้หวัน เผยมีคนไทยถูกจับกุมแล้ว 8 คน ชี้มีความผิดตามกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีและถูกส่งกลับประเทศไทย นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับแจ้งจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) สาขาเมืองเกาสง (สนร.เกาสง) ว่า ขณะนี้มีคนไทยจำนวน 8 คนถูกทางการไต้หวันจับกุมในข้อหาอยู่ร่วมแก๊ง Call Center เป็นคนงานชายที่หลบหนีสัญญาจ้าง จำนวน 5 คน และหญิงไทย จำนวน 3 คน โดยถูกชักชวนจากชายชาวไต้หวัน ซึ่งขณะถูกจับกุมกำลังศึกษาคู่มือวิธีการพูดหลอกลวงให้คนไทยโอนเงินแต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติการจริง ทั้งนี้ ตำรวจได้ส่งเรื่องให้อัยการและได้พิจารณาส่งตัวชายไทย 5 คน ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการส่งกลับประเทศไทย ขณะที่หญิงไทยจำนวน 3 คนนั้น มีชายชาวไต้หวันหลอกให้เดินทางเข้าไปทำงานด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ทางการไต้หวันได้ปล่อยตัวให้เดินทางกลับประเทศไทยเอง จึงขอย้ำเตือนว่าการเข้าร่วมแก๊ง Call Center ในไต้หวันนั้นมีความผิดตามกฎหมาย จะต้องถูกดำเนินคดี และถูกส่งกลับประเทศไทย วอนคนหางานที่ประสงค์จะไปทำงานในไต้หวันอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีคนหางานได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 115,215 คน พบว่าไปทำงานไต้หวันมากที่สุด จำนวน 35,199 คน โดยเป็นการเดินทางในรูปแบบบริษัทจัดส่งมากที่สุด จำนวน 23,095 คน รองลงมาคือกรมการจัดหางานจัดส่ง จำนวน 283 คน แจ้งการเดินทางด้วยตนเอง จำนวน 86 คน นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน จำนวน 78 คน นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงาน จำนวน 2 คน และแจ้งการเดินทางกลับไปทำงานที่ไต้หวัน (Re-entry) จำนวน 11,655 คน ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลการไปทำงานต่างประเทศได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 6708-9  ในวันและเวลาราชการ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 3,721
ข่าวภูมิภาค
25 ม.ค. 61

2 แก๊งขาใหญ่ 'อ้วน เซียงตึ๊ง-ศักดิ์ ผาสุก' ทำซึ้ง! ปรับความเข้าใจ กอดคอร่ำไห้กลางโรงพัก หลังยกพวกยิงกันเกือบตาย

สงขลา-คืบหน้าคดี 2 แก๊งขาใหญ่ในหาดใหญ่ ระหว่างอ้วน เซี่ยงตึ้ง กับศักดิ์ ผาสุก จนมีการยกพวกไล่ยิงถล่มหน้าโรงแรมและสถานบันเทิงชื่อดังกลางเมืองหาดใหญ่ จากปมถูกหยามศักดิ์ศรีเรื่องผู้หญิง   ล่าสุด ผู้ต้องหาทั้งหมดยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ห้องขังของ สภ.หาดใหญ่ เพื่อรอส่งศาล จ.สงขลา พร้อมกัน และเจ้าหน้าที่ต้องแยกทั้งสองฝ่ายควบคุมไว้คนละห้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยแก๊งอ้วน เซียงตึ๊ง อยู่รวมกัน 3 คน ส่วนแก๊งศักดิ์ ผาสุก มี 2 คน   ทั้งนี้ได้เกิดเหตุการณ์ดราม่าเกิดขึ้นภายในห้องขัง ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรก ก็ได้มีการจับมือและสวมกอดขอโทษซึ่งกันและกันแล้วร่ำไห้ สำนึกผิดไม่น่ามาก่อเหตุยิงกันเองจนถูกจับทั้งคู่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1lBoiE5LslU  

 14,343
ข่าวภูมิภาค
23 ม.ค. 61

เปิดคลิป 2 แก๊งหาดใหญ่อุกอาจไล่ยิงกลางเมือง - ไลฟ์ fb ท้าทายปมแค้นโดนหยามเรื่องผู้หญิง

ความคืบหน้าเหตุสองแก๊งใหญ่ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างอ้วนเซียงตึ้งกับศักดิ์ผาสุข มีการขับรถเก๋งใช้อาวุธปืนยิงถล่มกันเกือบ 20 นัด บนถนนจุติอนุสร หน้าโรงแรมหรรษาเจบี กลางเมืองหาดใหญ่ช่วงกลางดึก แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้รถชาวบ้านเสียหายไป 4 คัน   ล่าสุดมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถคันหนึ่ง ที่จับภาพเอาไว้ได้พอดีระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายขับรถไล่ยิงกันมาบนถนนตั้งแต่ถนนสามชัยจนถึงถนนจุติอนุสร กระทั่งรถอีกคันเสียหลักหมุนคว้าง และถูกรถอีกคันกระหน่ำยิงใส่ชุดใหญ่ ก่อนที่จะขับหลบหนีไปซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ตำรวจใช้คลี่คลายคดีนี้   ด้านความคืบหน้าคดี ตร.สภ.หาดใหญ่ ระบุ ขณะนี้ตัวผู้ก่อเหตุทั้งสองฝ่ายแล้ว ทางพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยืนยันตัวบุคคลและขอศาลออกหมายจับ โดยหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่มัดตัวคือคลิปวีดีโอ จากเฟซบุ๊กสุรเชษฐ์ เซียงตึ้ง สุวรรณวงศ์ หรืออ้วนเซียงตึ้ง ที่ได้ถ่ายทอดสด ท้ายิงกับศักดิ์ ผาสุข คู่อริ เมื่อคืนวันที่20 มกราคมที่ผ่านมา กระทั่งทั้งสองฝ่ายมาเจอกันและขับรถไล่ยิงกัน ซึ่งสาเหตุมาจากเรื่องของศักดิ์ศรีเกี่ยวกับผู้หญิงของทั้งสองฝ่าย   ส่วนหลักฐานอื่นๆที่พบมีปลอกกระสุนปืนซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 19 ปลอก เป็นขนาด 9 มม.จำนวน 14 ปลอกและขนาด .45 จำนวน 5 ปลอก   ส่วนการตรวจสอบฮอนด้าแอคคอร์ท สีขาว ทะเบียน กร 8163 ภูเก็ต ซึ่งเป็นรถของหนึ่งในคู่กรณีที่จอดทิ้งไว้ที่ลานจอดรถของโรงแรมหรรษาเจบี เนื่องจากล้อด้านหลังขวาแตกนั้นพบว่าผู้ครอบครองเป็นชาวต่างชาติ และทางเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน9เจ้าหน้าตรวจสอบเก็บลายนิ้วมือแฝงอีกครั้งหนึ่ง ส่วนรถเก๋งอีกคันเจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาเบาะแส   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eJ4sOQkPWCw  

 28,092
ต่างประเทศ
25 ธ.ค. 60

สุดช็อก! ด.ญ.อินเดีย 8 ขวบถูกแก๊งเยาวชนรุมโทรม เผยคนร้ายเด็กสุดอายุแค่ 6 ขวบ

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย กรณีเด็กหญิงวัย 8 ขวบถูกแก๊งเด็กชายรุมโทรม โดย 1 ในนี้มีเด็กวัยเพียง 6 ขวบรวมอยู่ด้วย     รายงานข่าวระบุว่า เด็กหญิงเคราะห์ร้ายจากรัฐมหาราษฏระถูกล่วงละเมิดทางเพศมานานนับเดือน แต่ความเพิ่งจะมาแตกหลังเด็กมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง จนพ่อแม่ต้องพาไปหาหมอทำให้ค้นพบความจริงอันน่าตกใจ หลังผลการตรวจปรากฎว่าเด็กหญิงถูกข่มขืน   ภาพประกอบข่าว   จากการสอบปากคำเหยื่อให้การว่า ถูกแก๊งเยาวชนชายจำนวน 5 คน ล่อลวงไปอพาร์ทเมนท์ที่อยู่ใกล้เคียงก่อนจะร่วมกันลงมือก่อเหตุ โดยย้อนไปเมื่อ 5 เดือนก่อน หัวโจกที่มีอายุ 18 ปีได้มาหาที่บ้าน ออกอุบายว่าจะให้ขนมแต่สุดท้ายกลับพาไปข่มขืน และยังชักชวนเด็กชายคนอื่นๆ ให้มาร่วมด้วย    ภาพประกอบข่าว   สำหรับความคืบหน้าด้านคดี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปี , 12 ปี ,10 ปี , 9 ปี และ 6 ปี มาดำเนินคดีในข้อหาข่มขืนได้แล้ว     ทั้งนี้ย้อนไปเมื่อปี 2015 เคยเกิดคดีสะเทือนขวัญกับเหยื่อสาววัย 23 ปี หลังเธอถูกรุมโทรมและฆ่าโหดบนรถบัสกลางกรุงนิวเดลี จนนำมาสู่การลุกฮือประท้วงครั้งใหญ่ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสถิติที่พบว่าในทุกๆ 15 นาทีจะมีผู้หญิงอินเดียถูกล่วงละเมิดทางเพศ        

 10,765
ต่างประเทศ
20 พ.ย. 60

วงจรปิดจับภาพแก๊งคนร้ายจีนจับหมาขึ้นรถตู้ซิ่งหนีต่อหน้าต่อตาเจ้าของ เผยเอาไปขายให้โรงเชือด

สำนักข่าว mirror เผยแพร่ภาพเหตุการณ์น่าตกใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ขณะแก๊งคนร้ายก่อเหตุขโมยสุนัขขึ้นรถตู้กลางถนนในเมืองกว่างโจวตอนกลางวันแสกๆ     คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะคนร้ายที่นั่งอยู่บนรถตู้ใช้เชือกบ่วงคล้องคอสุนัขเคราะห์ร้ายก่อนจะกระชากตัวขึ้นรถหลบหนีไปต่อหน้าเจ้าของที่วิ่งตามมาแต่ช่วยเอาไว้ไม่ทัน     ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า แก๊งขโมยสุนัขกำลังออกอาละวาดในพื้นที่ โดยในช่วงไม่กี่วันมานี้พบว่ามีสุนัขถูกขโมยไปแล้วมากกว่า 30 ตัว ก่อนคนร้ายจะนำไปขายต่อให้ร้านขายเนื้อสุนัข ล่าสุดตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายแก๊งนี้ได้แล้วและช่วยเหลือสุนัขมากกว่า 30 ตัวที่ถูกจับไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามเจ้าของเดิมให้มารับตัวสุนัขกลับไป     สำหรับในประเทศจีนมีประเพณีกินสุนัขซึ่งสืบทอดมายาวนานนับพันปี โดยเชื่อว่าเนื้อสุนัขมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ขณะที่ในแต่ละปีคาดการณ์ว่ามีแมวกว่า 4 ล้านตัวและสุนัขมากถึง 10 ล้านตัว ที่ถูกเชือดกินเป็นอาหารสังเวยความเชื่อดังกล่าว   

 8,673
สังคม-อาชญากรรม
09 ต.ค. 60

ปปง.เตือน! แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนัก ปลอมไลน์ ตร. หลอกโอนเงิน ชี้ขอให้ “มีสติ อย่าตกใจ ไม่โอนเงิน”

  รองเลขาธิการ ปปง. เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมไอดีไลน์ หลอกให้โอนเงิน ขอให้ “มีสติ อย่าตกใจ ไม่โอนเงิน” เพราะราชการจะไม่ติดต่อประชาชนทางโทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์   วันที่ 9 ตุลาคม 2560 พลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รองเลขาธิการ ปปง. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) แอบอ้างเป็นไปรษณีย์ไทยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายและบอกผู้เสียหายว่ามีพัสดุที่ยังไม่ได้รับจากไปรษณีย์ไทย กรุณากด 9 เพื่อสอบถามรายละเอียด   เมื่อผู้เสียหายกด 9 ก็จะมีเสียงบอกว่า เป็นการแจ้งเตือนแบบใหม่ ถ้าต้องการทราบรายละเอียดพัสดุ กรุณาแจ้งชื่อ ที่อยู่ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน จากนั้นปลายสาย อ้างว่า ในพัสดุนั้นเป็นบัญชีเงินฝากจำนวนหนึ่ง และเงินอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นการผิดพระราชบัญญัติไปรษณีย์และผิดกฎหมายฟอกเงิน   หากผู้เสียหายต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์เรื่องเงิน ต้องโอนเงินมาให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบ หากไม่โอนเงินมาจะต้องโดนระงับบัญชีทั้งหมดที่มี หากผู้เสียหายเกิดความลังเล มิจฉาชีพจะโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แอบอ้างว่า เป็นพลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รองเลขาธิการ ปปง. และพยายามหว่านล้อมเล่าถึงวิธิการต่างๆ ในชั้นสืบสวนจนผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัว    รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการส่งภาพไอดีไลน์ปลอมของ “พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์” ไปยืนยันกับผู้เสียหายว่าเป็นตำรวจจริง จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านบาท     สำนักงาน ปปง. มีความห่วงใยต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนที่อาจจะพบเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิตประจำวัน จึงดำเนินการแจ้งเตือนอย่างสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากปัจจุบันมีรูปแบบการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่านอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก และถูกปรับเปลี่ยนไปให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ   ดังนั้น ขอให้ประชาชนที่ได้รับสายมิจฉาชีพ ต้อง “มีสติ ไม่ตกใจ และไม่โอนเงิน” ให้กับมิจฉาชีพโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังเรื่องการเปิดบัญชีธนาคารเพื่อซื้อขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มด้วย เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็น “รูปแบบหนึ่งของการหลอกลวงให้โอนเงิน” หรืออาจเข้าข่าย “การรับจ้างเปิดบัญชี”   สำนักงาน ปปง. จึงขอแจ้งเตือนประชาชน “อย่าหลงเชื่อ” จนนำไปสู่การซื้อหรือขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม เพราะทั้งผู้ที่จ้างให้เปิดบัญชีและผู้รับจ้างเปิดบัญชี อาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน และถึงที่สุดเช่นกัน มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท   หากมีข้อสงสัยใดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือสงสัยว่าอาจจะโดนหลอกลวงให้โอนเงิน สามารถโทรสอบถามได้ที่โทรศัพท์สายด่วน ปปง. 1710 ในวันและเวลาราชการฃ

 3,497
สังคม-อาชญากรรม
22 ส.ค. 60

อัยการสั่งฟ้องแก๊ง 'เปรี้ยว' ฆ่าหั่นศพ โดน 5 ข้อหาหนัก ส่วน 'เบนท์' โดนแค่ลักทรัพย์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น ได้นำสำนวนคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในคดีสำคัญของ จ.ขอนแก่น ยื่นเรื่องสั่งฟ้อง ต่อ ศาล จ.ขอนแก่น แล้ว หลังครบกำหนดของการฝากขัง 7 ผลัด รวม 84 วัน ของ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว ,น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิร์น, น.ส.อภิวันท์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้, นายวศิน นามพรม และ น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนท์ ผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม โดยศาลจังหวัดขอนแก่นได้ประทับรับฟ้องในคดีความดังกล่าวเพื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมทันที   นายวิเชตร แสนคำ อัยการ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า คดีความดังกล่าวพนักงานสอบสวน สภ.เขาสวนกวาง ได้มีการส่งสำนวนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสำนวนการสอบสวนคดีที่ 128/2560 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 706 แผ่น ระหว่าง น.ส.พิชชาภา คำเพิงใจ ในฐานะผู้กล่าวหา กับ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย กับพวก โดยหลังจากที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนแล้วนั้น ได้มีการตั้งองค์คณะอัยการในการตรวจสอบสำนวน รวมทั้งหมด 3 ท่าน ที่จัดเป็นมือดีของสำนักงานอัยการ จ.ขอนแกน โดยมีตนเองเป็นผู้กำกับดูแลสำนวนด้วยตนเอง โดยในช่วงของการตรวจสำนวนนั้นได้มีการส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนเพิ่มเติมในพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการเห็นว่าตรวจทานแล้วไม่ครบ ซึ่งวันนี้การตรวจสำนวนตามขั้นตอนและเวลาในการดำเนินงานขององค์คณะอัยการนั้นเสร็จสิ้นทุกขั้นตอนแล้วจึงมีความเห็นในการสั่งฟ้องคดีความดังกล่าวเอาผิดกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คนต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   “โดยสรุปหลังจากที่องค์คณะอัยการได้มีการตรวจสอบสำนวน ทำให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการครบกำหนดของการฝากขัง 7 ผลัดๆละ 12 วัน รวม 84 วัน ในคดีความดังกล่าว พนักงานอัยการมีความเห็นในการที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ประกอบด้วย น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ, ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันกักขังหน่วยเหนี่ยว และร่วมกันพาอาวุธไปในที่สาธารณะ โดย 5 ข้อกล่าวหาที่ตั้งกับน.ส.เปรี้ยวนั้น น.ส.กวิตา, น.ส.อภิวันท์ และ นายวศิน ก็ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเดียวกันเช่นกัน และน.ส.อภิวันท์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมคือเสพสารเสพติด ขณะที่ น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนท์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพียงร่วมกันลักทรัพย์เท่านั้น”   อัยการ จ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมให้กับผู้ต้องหาและการถอนข้อหาของผู้ต้องหาในคดีความดังกล่าวทั้ง 5 คนนั้นเป็นไปตามพยานหลักฐาน ที่องค์คณะอัยการได้มีการพิจารณาเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งขั้นตอนหลังจากนัดหลังจากที่ศาล ได้รับคำร้องสั่งฟ้องจากเจ้าพนักงานอัยการแล้ว ก็จะมีการเบิกตัวจำเลย ทั้ง 5 คน มาให้การทันที โดยในหลักการน่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ (23 ส.ค.) จากนั้นภายใน 15 วัน ก็จะมีการนัดสอบพยานและนัดพร้อมนัดแรกของทุกฝ่าย ซึ่งอัยการเจ้าของสำนวน รวมทั้งฝ่ายโจทก์,จำเลย และ ทนายจำเลย จะมาแถลงต่อศาลตามกระบวนการและขั้นตอนของศาลยุติธรรม ก่อนเข้าสู่กระบวนการของการสอบพยานโจทก์และจำเลย และการพิจารณาคดีพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ยังคงถูกคุมขังแยกเป็นนายวศินอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ส่วนผู้ต้องหาหญิงอีก 4 คนถูกคุมขังอยู่ที่แดนหญิง ภายในเรือนจำกลาง จ.ขอนแก่น   ที่มา ข่าวสด   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 8,836
สังคม-อาชญากรรม
21 ส.ค. 60

4 โจ๋ เบี้ยวนัด! หลังรุมยำ ชายวัย 40 ด้วยไม้เบสบอล ตร.รวบรวมหลักฐานขอหมายจับหลังไม่มามอบตัวตามนัด

             พ.ต.อ.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต และพนังงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อขอหมายศาลออกหมายจับคนร้ายจำนวน 4 ราย ที่เกิดเหตุ รุมทำร้ายด้วยไม้เบสบอล จนนายศุภธนกฤต สืบจะบก อายุ 40 ปี บาดเจ็บอาการโคม่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 60 เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์อาหาร หมู่บ้านเอื้ออาทรติวานนท์(ปู่โพธิ์) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยทางเจ้าหน้าที่สอบถามญาติและทนายของนายศุภธนกฤต สืบจะบก ผู้บาดเจ็บ เพื่อเป็นหลักฐานในการรวบรวมของหมายจับจากศาล เนื่องจากคนร้ายไม่ได้มามอบตัวตามที่เคยนัดไว้ ส่วนนายศุภธนกฤต สืบจะบก ยังอยู่ในอาการโคม่า นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลปทุมธานี               ด้านพ.ต.อ.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต กล่าวว่า เรื่องนี้ท่านผู้บังคับบัญชาท่านมีความห่วงใยและกำชับให้ดำเนินการสอบสวนสอบสวนนำตัวคนร้ายผู้ก่อเหตุในภาพกล้องจรปิดได้ปรากฏผู้ก่อเหตุทั้งหมด 4 คนมาดำเนินคดี รวมถึงให้ขยายผลด้วยว่าเหตุในครั้งนี้เกิดจากอะไร โดยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ซึ่งเมื่อวานได้มีการประสานจากผู้ก่อเหตุติดต่อจะขอมอบตัวภายในเวลาก่อนเที่ยง แต่ก็ไม่ได้มาตามที่นัดไว้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้แต่ละฝ่ายช่วยรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะขอหมายศาลออกหมายจับ เนื่องจากมีพยานเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บโดยกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคนร้ายทำให้โทรศัพท์มือถือของคนร้ายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 เครื่อง ส่วนแนวทางการสืบสวนเราพบว่า ผู้บาดเจ็บมีเรื่องชกต่อย บุคคลคนหนึ่งซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยชื่อน่าจะเป็นมูลเหตุในการที่มาเอาคืน เนื่องจากเหตุเกิดในภายในหมู่บ้านเอื้ออาทร เจ้าหน้าที่ได้นำภาพคนร้ายไปให้พยานดูพบว่าเป็นคนนอกพื้นที่มาก่อเหตุ               เบื้องต้นตั้งข้อหาพยายามฆ่า โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อ ส่งให้ศาลออกหมายจับ ซึ่งขณะนี้เรามีบุคคลต้องสงสัย แต่เนื่องจากการดำเนินคดีต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนโดยการหาความเชื่อมโยงไปถึงผู้สั่งการให้ก่อเหตุเพื่อดำเนินคดี แต่หากระหว่างที่เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่ขอหมายจับจากศาล แล้วผู้ต้องหามาขอมอบตัว ในระหว่างนี้ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาในการเข้ามาต่อสู่คดีเพื่อชี้แจงต่อไป.     ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 2,105
ต่างประเทศ
02 ส.ค. 60

เผยภาพชวนตกใจ แก๊งลิงชิมแปนซีเลือดร้อนยกพวกรุมยำคู่อริกลางป่าแทนซาเนีย

สำนักข่าว The Sun เผยแพร่ภาพชวนตกใจขณะฝูงลิงชิมแปนซีบ้าเลือดกำลังเปิดฉากรุมทำร้ายสัตว์ร่วมสายพันธุ์กลางป่าในอุทยานแห่งชาติ Mahale Mountains  ประเทศแทนซาเนีย หลัง Konrad Wothe  ช่างภาพสัตว์ป่าชาวเยอรมันสามารถจับภาพหาดูยากเอาไว้ได้     คลิปวิดีโอความยาวกว่า 1 นาทีจับภาพของกลุ่มลิงชิมแปนซีแสดงอาการเกรี้ยวกราดและส่งเสียงกรี๊ดร้องช่วยกันรุมทำร้ายชิมแปนซีเคราะห์ร้ายตัวหนึ่งจนเลือดอาบและล้มกองกับพื้น โดยบางช่วงมันยังใช้กิ่งไม้แทงเข้าที่ใบหน้าไม่ต่างจากคนอีกด้วย โดยคาดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการก่อกบฏเพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำฝูง     สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะลิงชิมแปนซีมักจะรวมตัวกันเป็นแก๊งบุกหาเรื่องคู่อริถึงถิ่นและการต่อสู้ก็ยังรุนแรงถึงชีวิต แต่คนบางส่วนก็บอกว่าการโจมตีเกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทั้งการตัดไม้ทำลายป่าและการรุกล้ำเข้ามาทำการเกษตร ทำให้พวกมันจำเป็นต้องมาประจันหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    

 22,625
ข่าวภูมิภาค
13 ก.ค. 60

จยย.ตัดหน้ารถ 6 ล้อเล็ก คนขับหักหลบทำถังแก๊สกว่า 80 ลูกตกเกลื่อนถนน

     ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกหกล้อเล็ก ซึ่งบรรทุกถังแก๊สมาเต็มคัน เกิดเสียหลักจนทำให้ถังแก๊สที่บรรจุแก๊สขนาด 15 ก.ก. จำนวน 80 ลูก ตกกระแทกเกลื่อนถนนสายงาว-ลำปาง บริเวณหน้าศูนย์ฝึก รด. ค่ายมทบ.32 ลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง จึงนำกำลังพร้อมประสานกู้ภัยในพื้นที่เข้าตรวจสอบ        โดยในที่เกิดเหตุ พบทหาร มทบ.32 ลำปาง กว่า 30 นาย ได้ช่วยกันยกถังแก๊สที่ตกเกลื่อนถนน และบางส่วนตกไปในร่องระบายน้ำรวมกว่า 80 ลูก นำมาวางเรียงกันไว้ข้างถนน นอกจากนี้ยังพบรถบรรทุก 6 ล้อเล็กจอดอยู่ข้างทาง        โดยนายจตุรงค์ ทะนงอาสา อายุ 26 ปี คนขับรถ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุได้บรรทุกถังแก๊สจากโรงบรรจุแก๊ส ปตท. ที่บ้านปงวัง ต.พิชัย เพื่อนำไปส่งให้กับลูกค้าตามร้านค้าในตัวเมืองลำปาง แต่เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางแยกกลับรถ ได้มีรถจักรยานยนต์ขับตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด จึงได้หักหลบทำให้รถเสียหลัก ทำให้ถังแก๊สขนาดน้ำหนัก 15 กก. ที่บรรทุกมาเต็มคันรถตกเกลื่อนถนนทั้งหมด โชคดีที่ไม่มีรถขับตามหลังมา และรถไม่ได้พลิกคว่ำ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด    ส่วนถังแก๊สดังกล่าวเป็นรุ่นใหม่ของ ปตท. ที่มีระบบป้องกันวาล์วสองระบบ เพื่อป้องกันแก๊สรั่วหากเกิดการถูกกระแทกอย่างรุนแรง โดยเมื่อตรวจสอบถังแก๊สทั้ง 80 ลูกไม่พบว่ามีแก๊สรั่วแต่อย่างใด  

 4,385
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 60

พบเบาะแส 'แก๊งฆ่ายกครัว' แกะรอยกล้องวงจรปิด ตร.ชี้มีภาพสเก็ตคนร้าย แต่ยังเปิดเผยไม่ได้

               จากกรณีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 6-7 คน โดยมีอาวุธปืนครบมือ แต่งชุดลายพราง เข้าไปที่บ้านของนายวรยุทธ สังหลัง อายุ 46 ปี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเขางาม  ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ก่อนจับคนในบ้านและญาติๆ ของภรรยานายวรยุทธ และครอบครัว รวม 11 คน ก่อนลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม โดยใช้ปืน 0.38 ของผู้ใหญ่บ้านยิงศีรษะทีละคน จนเสียชีวิต 8 คน และบาดเจ็บ 3 คน เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 11 กค.ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความสะเทือนขวัญต่อผู้คน จนทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พร้อมทีมสืบสวนต้องลงพื้นที่ด่วน เพื่อมาคลี่ปมสังหารหมู่ในครั้งนี้ ซึ่งเบื้องต้นพบมีชนวนการสังหารมาจาก 5 ประเด็น คือ ความขัดแย้งเรื่องการประทานบัตรโรงโมหิน ,ชู้สาว,ความขัดแย้งที่ดินสาธารณะ ,ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ตาย และ ยาเสพติด               ล่าสุดหลังเกิดเหตุวันนี้ทางตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ และชุดสืบสวนตำรวจภูธรอ่าวลึก รวมทั้งชุดสืบสวนกลาง ได้ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามสถานที่ต่างๆ โดยได้เก็บภาพจาก อบต.บ้านกลาง ซึ่งอยู่ห่างจากทางเข้าบ้านของผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ประมาณ 1 กม. ริมถนนสายเซ้าเทริน กระบี่-ขนอม ซึ่งมีรายงานว่า พบรถต้องสงสัยตามที่มีพยานในหมู่บ้านระบุว่า เป็นรถฟอร์จูนเนอร์ สีดำ และรถเก๋งสีขาว ซึ่งเป็นรถยนต์ของคนร้าย วิ่งไปมาทั้ง 2 ฝั่งในช่วงเย็น  นอกจากนั้นยังได้ออกคนร้ายเป็นชายสวมหมวก 1 คน ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผย            โดยในที่ประชุม ได้มีการนำพฤติกรรมการก่อเหตุของคนร้ายมาวิเคราะห์ หาถึงความเชื่อมโยง กรณีที่กลุ่มคนร้ายใช้เวลา ร่วม 8 ชั่วโมงอยู่ภายในที่เกิดเหตุ ว่าอาจจะมีสิ่งของบางอย่างซุกซ่อนอยู่ จึงได้ประสานสุนัขทหาร เข้าตรวจสอบ และอยู่ระหว่างการประสานกับโต๊อิหม่าม และผู้เกี่ยวข้อง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง    

 129,841
สังคม-อาชญากรรม
07 ก.ค. 60

รวบแล้วแก๊งโจ๋! ขี่จยย.ปาดหน้าแท็กซี่ เปิดประตู รุมกระหน่ำแทงวัยรุ่นดับ1 สาหัส 2

               พล.ต.ต. ธนายุตม์วุฒิจรัสธำรง รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ถาวรขาวสะอาด ผบก.จ.ปทุมธานีพ.ต.อ.สมิทธิ สารอต ผกก.สภ.คูคต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สืบสวน ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 10 คนคือ นายภคพงษ์ หรืออาร์ม เบ้าทอง อายุ 19 ปี , นายสายชล หรือแป๊ะ อ่อนอิน อายุ 23 ปี , นายอภิรักษ์ หรือบุ๊ค เรืองศรี อายุ 24 ปี , นายเอกวิน หรือเอก เลิศสรรพกิจ อายุ 19 ปี , นายอนุวัฒน์ หรือบังมิน สมวาที อายุ 28 ปี , นายนุติ หรือเณร ตะใบ อายุ 20 ปี , นายพลช หรือมด เปี่ยมทองคำ อายุ 21 ปี , นายอภิชาต หรือแชมป์ สีสน อายุ 22 ปี , นาย รวิส หรือต้อม ขุนศรี อายุ 22 ปี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 18 ปี พร้อมของกลาง1.รถจักรยานยนต์  ที่ผู้ต้องหาใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ 2.อาวุธมีด จำนวน 2 เล่ม 3.ท่อนไม้ จำนวน 1 ท่อน 4.เสื้อผ้าที่ผู้ต้องหาได้สวมใส่ในขณะก่อเหตุ                ด้านพล.ต.ต. ธนายุตม์วุฒิจรัสธำรง รองผบช.ภ.1 กล่าวว่าวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 03.30 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุว่าที่บริเวณซอยพหลโยธิน 87 เส้นทางเมืองเอกหน้าร้านอาหารมนต์รักทะเล ม.13 ต.คุคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานีมีเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดทำร้าย นายอรรถกร รัตโนภาส จนเสียชีวติ และนายธนากร ลายน้ำเงิน  นายฐิติกร วงศ์วิเชียร อาการสาหัส                            เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุและได้สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทำให้ทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.40 น. กลุ่มของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้มาเที่ยวดื่มกินกันที่ร้านอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณซอยพหลโยธิน 87 ถนนเส้นทางเมืองเอก หลังจากดื่มกินกันเสร็จได้เรียกแท็กซี่เพื่อจะกลับบ้าน เมื่อรถได้เคลื่อนตัวไปประมาณ 300 เมตร จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์มาประมาณ 5 -6 คัน และหนึ่งในนั้นได้ขับรถจักรยานยนต์ขวางหน้ารถแท็กซี่เพื่อให้จอด จากนั้นกลุ่มของผู้ก่อเหตุได้เปิดประตูรถแท็กซี่เข้ามาและใช้อาวุธมีดไม้และเหล็กเข้ารุมทำร้ายผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ                  สาเหตุ น่าจะเกิดจากการมีปากเสียงกันในร้านอาหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ต่อมาเมื่อวันที่ 5- 6 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่ก่อเหตุในคดีนี้ จำนวน 10 คน และยังเหลืออีก 1 คนที่ยังหลบหนีอยู่คือ นายเบนซ์ (ไม่ทราบชื่อ – นามสกุลจริง) นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งดำเนินการติดตามและจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสิบคน พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสภ.คูคตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป     ด้านพล.ต.ต.ถาวรขาวสะอาด ผบก.จ.ปทุมธานี กล่าวถึงมาตรการป้องกันเหตุบอกว่าทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีมีการตั้งด่านความมั่นคงและด่านกวดขันการกระทำผิดของแก็งค์วัยรุ่นทุกคืนอยู่แล้วซึ่งต่อจากนี้ก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกโรงพักใน จ.ปทุมธานีเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจค้นอาวุธแก็งวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการก่อเหตุอาชญากรรมในพื้นที่

 21,613
สังคม-อาชญากรรม
06 มิ.ย. 60

ตม.สงขลารวบแก๊งค์สกิมเมอร์ชาวมาเลเซีย 3 คน หลังนำบัตรเครดิตที่แฮกข้อมูลเหยื่อกว่า 30 ใบตระเวนรูดเงินกว่า 6 แสนบาท

     เมื่อเวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สงขลา ร่วมกับ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.สะเดา จับกุมคนร้ายขบวนการสกิมเมอร์หรือแก๊งค์ปลอมแปลงบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็ม โดยเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน จำนวน3 คน คือนายตัน กอก คิง (Tan Kok King) อายุ 43 ปี นายลิม โปห์ เหลียง (Lim Poh Leang ) อายุ 40 ปี และนายกอย ซูน ลี( Koay Soon Lee )อายุ 44 ปี ขณะกำลังเดินทางออกนอกประเทศด้วยรถยนต์เอสยูวีหลังจากที่แฝงตัวเข้ามาในคราบนักท่องเที่ยวและตระเวนกดเงินตามตู้เอทีเอ็มต่างๆทั้งใน จ.สงขลาและ จ.ภูเก็ต ได้เงินไปประมาณ 6 แสนบาท        โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางเป็นบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ 30 ใบ และอุปกรณ์ถอดรหัสบัตรชนิดติดตั้งที่ช่องสอดบัตร และสมุดรหัสลับบัตรเครดิต 1 เล่ม พร้อมรหัสนับพันรายการ เงินสดอีกหลายสกุล เช่น เงินเวียดนาม 4 แสนด่ง เงินดอลลาร์สหรัฐ 20 ดอลลาร์ รวมทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะตระเวนกดเงินซึ่งใส่ไว้ในกระเป๋า 3 ใบ        และจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าทั้ง 3 คน เข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 พ.ค. และตระเวนกดเงินสดตามตู้เอทีเอ็มของธนาคารต่างๆ ทั้งบ้านด่านนอกเมือง ชายแดนไทย-มาเลเซีย ใน อ.สะเดา และเดินทางต่อไปตระเวนกดที่ จ.ภูเก็ต ใช้ชีวิตกินเที่ยวช๊อปปิ้งอย่างหรูหราจนเงินหมดจึงเดินทางกลับประเทศมาเลเซีย แต่ถูกธนาคารที่เสียหายแจ้งข้อมูลให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทราบ ก่อนจะจับกุมได้สำเร็จ         สำหรับผู้เสียหายมีจำนวนหลายรายที่เป็นลูกค้าของธนาคารหลายแห่ง ที่แจ้งว่าถูกแฮกข้อมูลบัตรเอทีเอ็มกว่า 13 บัญชี สูญเงินตั้งแต่ 1,000 บาทจนถึง 20,000 บาท รวมทั้งสิ้นประมาณ 6 แสนบาท        จากการสอบสวนทั้ง 3 ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า บัตรเครดิตพร้อมอุปกรณ์ที่ยึดได้ทั้งหมดเป็นของพวกตนจริง และรับว่าได้มากดเงินที่บ้านด่านนอกชายแดนไทยมาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 และ10 พ.ค. โดยได้นำเงินที่ได้มาเที่ยวในสถานบันเทิง และเดินทางต่อไปกดเงินตามตู้เอทีเอ็มในจ.ภูเก็ต เอาเงินมาใช้จ่ายกินเที่ยวกว่า 28 วันจนเงินหมด และไม่คิดว่าใครรู้แต่สุดท้ายก็มาถูกจับกุมได้

 7,962
ข่าวภูมิภาค
11 พ.ค. 60

วงจรปิดจับภาพแก๊งโจรแสบขโมย จยย. คืนเดียว 6 คัน

วงจรปิดจับภาพแก๊งโจรแสบขโมย จยย. คืนเดียว 6 คัน ตั้งแต่บางพลัด ไปจนถึงปทุมธานี เจ้าของรถวอนล่าตัวมาลงโทษ       เจ้าของรถโพสต์วงจรปิด ตามล่าตัวแก๊งโจรแสบ อาละวาดขโมยจักรยานยนต์ คืนเดียวก่อเหตุหลายพื้นที่ ทั้งบางพลัด ไปจนถึงคลองหลวง-ปทุมธานี มุ่งเป้าขโมยเฉพาะ Honda MSX, Zoomer X      โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Puiiz ได้โพสคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด เป็นภาพเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายกำลังลงมือก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 02.15 น. รุ่งเช้าวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา คนร้ายเป็นวัยรุ่นสวมเสื้อสีขาว  กางเกงขายาวสีครีม สวมหมวกกันน็อคปกปิดใบหน้า มากับพวกอีกหนึ่งคน   ขโมยรถจักยานยนต์ในหอพักอุดมแมนชั่น 7/2 ในย่านจรัญสนิทวงศ์ 40 เขตบางพลัด โดยใช้ชะแลง งัดคอรถจักรยานยนต์ ได้รถยี่ห้อ Honda MSX 1 คัน และ Honda Zoomer X 2 คัน รวม 3 คัน โดยคนร้ายใช้เวลาในการขโมยเพียงไม่กี่นาที ก่อนจะทำการหลบหนี     นอกจากนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ จิราภรณ์ ตะวงค์ ยังโพสคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ที่จับภาพคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ก่อเหตุในคืนเดียวกัน แต่เป็นหอพักพื้นที่คลองหลวง จ.ปทุมธานี  โดยลงมือเวลาประมาณ 04.17 น. ขโมยรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda MSX ไปทั้งหมด 3 คัน โดยใช้วิธีการแบบเดิมและใช้เวลาไม่นานจึงหลบหนีไป หลังจากคลิปวิดีโอได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีผู้คนมาแสดงออกความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บางคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเคยโดนกลุ่มคนร้าย ก่อเหตุในลักษณะนี้เหมือนกัน ซึ่งตอนนี้พบว่ารถจักรยานยนต์ในย่านบางพลัดนั้นหายเป็นจำนวนมาก จึงอยากขอฝากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามหากลุ่มคนร้ายเพื่อมาดำเนินคดีทางกฏหมายโดยเร็ว          

 14,497

Top