ค้นหา :

ผลการค้นหา "วงจรปิด"

สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ค. 62

จับโจรชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ ขู่ พนง.เปิดเก๊ะ ก่อนชิงเงิน อ้างตกงานไม่มีเงินผ่อนรถ

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ได้นำตัวนายเอกสิทธิ์ สวัสดิ์สุขศิริ ผู้ต้องหา ก่อคดีชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ   สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 พ.ค. เวลาประมาณ 21.40 น.ที่ผ่านมา ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดชิงทรัพย์ ภายในร้านแฟมิลี่มาร์ท ซอยนาคนิวาส 4 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายไว้ได้ เป็นชายรูปร่างท้วม สูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขายาวสีดำ ใส่รองเท้าแตะ สวมหน้ากากอนามัยสีขาว และใส่หมวกแก้ปสีดำ ปักอักษรสีขาว NY หน้าหมวก ทำทีมาซื้อของภายในร้าน   จากนั้นได้เดินไปยังบริเวณตู้แช่เครื่องดื่ม ก่อนที่จะเดินมาที่บริเวณเคาท์เตอร์แล้วยื่นสมุดที่พกมา มีข้อความระบุว่า "เปิดเก๊ะ อย่าลีลา" พร้อมชักอาวุธมีดออกมาข่มขู่ พนักงานจึงมอบเงินจำนวน 1,200 บาทให้คนร้าย เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย จากนั้นคนร้ายวิ่งออกไปหน้าร้าน และรีบขับขี่จักรยานยนต์ที่มาจอดไว้หลบหนีไป ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนติดตามจับกุมได้คาบ้านพักย่านนนทบุรี   โดยนายเอกสิทธิ์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่าตนเองจบฝ่ายช่างและเคยทำงานเป็นช่างเทคนิคของศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรแห่งหนึ่งย่านจังหวัดนนทบุรี ก่อนถูกเลิกจ้าง และยังหางานใหม่ไม่ได้ประกอบกับยังค้างค่างวดผ่อนส่งรถจักรยานยนต์ซึ่งได้ออกรถมาเป็นงวดแรกก่อนคิดสั้นตัดสินใจลงมือดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JbAO4JlVzZM

 806
ข่าวภูมิภาค
03 พ.ค. 62

โจรแสบแอบซ่อนตัวอยู่ในห้างดัง ตกดึกออกงัดตู้ขายมือถือ กวาดไปกว่า 100 เครื่อง

ชลบุรี- กล้องวงจรปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือภายในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาบ่อวิน อ.ศรีราชา สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ขณะที่คนร้ายแอบเข้าไปนอนซ่อนตัวอยู่ภายในห้าง ก่อนจะออกตะเวนงัดตู้ของร้านโทรศัพท์ได้มือถือยี่ห้อดังไปกว่า 100 เครื่อง มูลค่าความเสียหายเกือบ 1 ล้านบาท   โดยจะเห็นชายอายุประมาณ 20-30 ปี ได้ลงมืองัดตู้ของร้านโทรศัพท์หลายร้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน ได้ไปกว่า 100 เครื่อง โดยหลังจากที่คนร้ายก่อเหตุก็ได้หลบซ่อนตัวอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุกระทั่งในเวลา 08:00 น.เป็นเวลาห้างเปิดคนร้ายได้ลากกระเป๋าแบบล้อเลื่อนสีดำออกไปทางหน้าประตูของห้าง หลังจากนั้นได้ไปขึ้นวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่อยู่บริเวณด้านหน้าหลบหนีไป   ด้านวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ไปส่งคนร้าย กล่าวว่า ช่วงเช้ามีชายอายุประมาณ 20 - 30 ปีสวมใส่เสื้อแขนยาวลายสก๊อต กางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าผ้าใบ ได้เดินออกมาจากห้างโลตัสและลากกระเป๋าเดินทางสีดำมาด้วย ซึ่งทางคนร้ายได้บอกกับตนว่าจะให้ไปส่งที่ห้างเฉลิมไทย   กระทั่งตนขับขี่รถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงบางพระ คนร้ายบอกว่าจะขอลงนี้ โดยจะหารถต่อไปกรุงเทพเองซึ่งกระเป๋าที่คนร้ายหรือมานั้น ตนสังเกตเห็นว่ามีน้ำหนักมากผิดปกติ โดยตนไม่รู้ว่าคนที่ตนไปส่งเป็นคนร้าย กระทั่งช่วงสายๆ ถึงได้รู้เพราะว่ามีคนมาเล่าให้ฟังว่ามีเหตุขโมยโทรศัพท์มือถือภายในห้าง   อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายได้พากันไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้เสียหายยังได้กระจายข่าวออกไปทั่วพื้นที่ เพื่อป้องกันคนร้ายนำโทรศัพท์ดังกล่าวไปขายตามร้าน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pW5MGg5PHhI

 3,220
ข่าวภูมิภาค
03 พ.ค. 62

รวบตีนแมวขโมยมือถือสามเณร 31 เครื่องภายในศาลาวัด ขณะบวชฤดูร้อน

นครปฐม-เกิดเหตุคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในวัดธรรมศาลา ตำบลธรรมศาลาอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในวัด พบชายต้องสงสัย จำนวน 1 คน มีท่าทีลุกลี้ลุกลน เดินเข้าออกกุฏิพระหลายครั้ง ใส่เสื้อสีแดง   จากการสืบทราบว่าชายที่ปรากฏภายในภาพวงจรปิด คือนายพิมาน หรือก้อย คงบางพระ ต่อมาทางตำรวจได้จับกุมได้ พร้อมด้วยโทรศัพท์มือถือและทรัพย์สินอื่นๆ หลายรายการ   ผู้ต้องหาระบุว่านายพิมาน หรือก้อย ก่อเหตุเพียงคนเดียว ผู้ก่อเหตุได้ลักขโมยโทรศัพท์มือถือ และทรัพย์สินอื่นจากวัดธรรมศาลา โดยโทรศัพท์มือถือทั้ง 31 เครื่อง เป็นของสามเณร บวชฤดูร้อนในวัดธรรมศาลา ที่ทางวัดให้พระภายในวัด เป็นคนดูแลโทรศัพท์ดังกล่าว เพื่อไม่ให้สามเณรได้นำมาเล่นระหว่าง เรียนหรือหลับนอน   ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดธรรมศาลาพบสามเณร ที่ถูกขโมยโทรศัพท์ จึงได้เข้าสอบถามสามเณรดังกล่าวได้เล่าว่า พวกตนมาบวช ที่วัดธรรมศาลา ฤดูร้อนและได้นำโทรศัพท์ไปฝากกับพี่เลี้ยงไว้เพื่อ ไม่ให้บางองค์เล่นโทรศัพท์ในเวลากลางคืน ได้ข่าวว่าพวกตนถูกขโมยโทรศัพท์ไปหมดเลยทุกคนจำนวน 31 เครื่อง   โดยช่วงเวลาประมาณ ตี 1 ถึง ตี 2 เห็นคนร้ายใส่เสื้อสีแดงวนเวียนไปมา และยังมี ผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน รวม 3 คนโดยสามารถจับกุมได้แล้ว 2 คน และยังติดตามผู้ต้องหาอีก 1 คนที่ยังหลบหนีอยู่   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา เข้าลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์ไป หรือรับของโจร จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัว นายพิมาน ไปทำแผนที่วัดธรรมศาลาประกอบการรับสารภาพ   ช่วงทำแผนนายพิมานได้พาไปดูสถานที่ก่อเหตุภายในห้องกุฏิพระ ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้ติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีอยู่มาดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/58eo_pgyAao

 1,845
ข่าวภูมิภาค
26 เม.ย. 62

หัวหน้า พนง.โรงแรมเชียงใหม่ คว้ามีดแทงลูกน้องหญิงดับ หลังทะเลาะเรื่องงาน

เชียงใหม่-วงจรปิดจับภาพชัดเจนนาที หนุ่มใหญ่หัวหน้าพนักงานโรงแรมเชียงใหม่ ก่อเหตุคว้ามีดยาวทั้งฟันทั้งแทงลูกน้องหญิงดับสยอง เหตุทะเลาะและมีการท้าทายกัน   ในที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บคือนางจันทร์เพ็ญ อิสระ อายุ 51 ปี ชาวอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงแรม มีแผลถูกฟันเข้าไปที่บริเวณศีรษะใบหน้าและถูกแทงที่ลำตัว โดยเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา   ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายนาวิน เขื่อนคุ้ม อายุ 48 ปี ชาวอำเภอแม่ริม เป็นหัวหน้าพนักงานทำความสะอาดของโรงแรม ยืนรอมอบตัวกับตำรวจ พร้อมด้วยมีดพร้าที่ใช้ก่อเหตุ ทั้งนี้รับสารภาพว่าก่อนเกิดเหตุมีเรื่องทะเลาะกับนางจันทร์เพ็ญ เรื่องงานและมีการท้าท้ายกันทำให้ทะเลาะวิวาทกันรุนแรง   จนเกิดบันดาลโทสะใช้มีดยาวหรือมีดพร้าไล่ฟันไปหนึ่งครั้งและฟันอีกหนึ่งครึ่ง จนนางจันทร์เพ็ญจนล้มลงบริเวณหน้าลิฟต์ ซึ่งขณะนั้นมีพนักงานคนอื่นพยายามเข้ามาห้ามอย่างชุลมุนแต่ไม่ทันการณ์ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายนาวิน ดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา   ขณะที่พนักงานโรงแรมที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่า ทั้งคู่เริ่มทะเลาะกันที่บริเวณหน้าห้องเก็บของของโรงแรม แต่ได้มีพนักงานของโรงแรมเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยจนแยกย้ายกันไปแล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏว่าต่อมานายนาวิน ได้วิ่งไปหยิบมีดพร้ายาวกว่า 20 นิ้วออกมาแล้วไล่ฟันนางจันทร์เพ็ญ ที่แม้จะพยายามวิ่งหนีไปถึงหน้าลิฟต์แต่นายนาวิน ตามทันแทงซ้ำจนล้มลงไป ซึ่งตลอดช่วงที่เกิดเหตุลูกสาวของผู้ตายอยู่ในเหตุการณ์ตลอด ทำให้ตกใจและเสียใจอย่างมาก โดยเหตุที่เกิดดังกล่าวนี้ กล้องวงจรปิดของโรงแรมสามารถภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ได้ด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/EDI_Cd1yUO8

 4,468
ข่าวต่างประเทศ
10 เม.ย. 62

ด.ญ.ออสซี่วัย 14 ปี อยากเจอแม่ชาวไทยสักครั้ง หลังถูกวางทิ้งไว้ใน รพ.ซิดนีย์

รายการ A CURRENT AFFAIRS ซึ่งเป็นรายการแนวสารคดีเชิงข่าวชื่อดัง ของประเทศออสเตรเลีย ได้นำเสนอเรื่องราวของ เจสสิก้า โบทไรท์ (Jessica Boatwright) เด็กหญิงชาวไทยที่เคยตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อ 14 ปีที่แล้วจากการถูกแม่ทิ้งไว้กลางโรงพยาบาลเวอร์พูล ในนครซิดนีย์   โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล ในภาพเห็นว่ามีหญิงวัยรุ่นชาวไทย เดินอุ้มเด็กอ่อนแรกเกิด พันด้วยผ้าขนหนูรอบตัวเด็ก เดินเข้ามาภายในโรงพยาบาลกลางดึก ซึ่งในกล้องบอกเวลา 01.30 น. โดยเธอได้เข้าไปติดต่อที่โต๊ะประชาสัมพันธ์เพื่อร้องขอล่ามชาวไทยเป็นสื่อกลางระหว่างตัวเธอและแพทย์ เพื่อรักษาอาการของเด็ก จากนั้นเธอก็วางลูกน้อยลงกับเก้าอี้ แล้วก็ลุกขึ้นเดินจากไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็เดินออกไปจากโรงพยาบาล   ด้านเจสสิก้า บอกว่าตนเองอยากจะได้มีโอกาสได้พบกับแม่แท้ๆ ของเธออีกครั้ง ซึ่งก็จะไม่ต่อว่าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าแม่อาจมีความจำเป็นที่ต้องทำ จะไม่กล่าวโทษ หรือติดใจใดๆ ทั้งสิ้น ขอแค่คุณแม่ก้าวออกมาหาเธอเท่านั้น โดยขณะนี้เธออยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ชาวออสเตรเลียที่มีฐานะร่ำรวย  

 20,116
สังคม-อาชญากรรม
10 เม.ย. 62

แกะรอยวงจรปิดไล่ล่า โจรแต่งหญิงจี้ชิงทองห้างดังพระราม 4 เชื่อยังกบดานอยู่ในกรุง มั่นใจจับได้แน่!

วานนี้ (9 เม.ย.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคนร้ายแต่งหญิงเข้าชิงทองที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านพระราม 4 ว่าขณะนี้ให้ชุดทำงานรวบรวมเบาะแสและข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐาน ว่าชายที่ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดของร้านทอง ย่านประตูน้ำเป็นใคร เพื่อที่จะรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ   ทั้งนี้คาดว่าผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ในพื้นที่ละแวกใกล้เคียง และคาดว่าเร็ว ๆ นี้จะได้ตัวผู้ก่อเหตุอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้แกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิด ตามเส้นทางการมาก่อเหตุของคนร้าย รวมถึงเส้นทางการหลบหนี ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพได้เกือบทุกจุด   ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ภาพช่วงเวลาที่คนร้ายขี่ รถ จยย.เพื่อไปก่อเหตุชิงทองในห้างบิ๊กซีพระราม 4 หลังก่อเหตุเสร็จก็ขี่รถ จยย. ออกจาก ซ.อรรถกวี หลบหนี   -นำรถ จยย.ไปจอดทิ้งไว้ที่ Gateway เอกมัย -ขึ้นแท็กซี่ไปลง ซ.สุขุมวิท 24 -16.28 น. ลงจากรถ จยย. รับจ้าง เดินเข้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งอิเซตัน -16.31 น.เข้าประตูชุมชนรั้วเขียว เดินทะลุชุมชนฯ ข้ามคลองแสนแสบ เลี้ยวเข้าห้างแพลตตินั่ม   โดยเฉพาะเวลา 16.36 น.และ 16.37 น. ของวันที่เกิดเหตุ (7 มี.ค.) จับภาพคนร้ายใส่กางเกงวอร์ม เสื้อยืดแขนยาวสีเทา สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ใส่วิกผม แบกถุงพลาสติกไว้ที่บ่า คล้ายถุงเสื้อผ้า คาดว่าอาจมีกระเป๋าใส่ทองที่ชิงมาจากร้านทองออโรร่า ในห้างย่านพระราม 4 ด้วย โดยเดินเข้าไปในห้างแพลตตินั่ม ฝั่งโนโวเทล ชั้น b1 เพื่อเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ   นอกจากนี้กล้องวงจรปิดยังสามารถจับภาพคนร้ายเห็นหน้าชัดเจน เดินออกจากห้องน้ำหลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จในเวลา 17.33 น. จากนั้นก็เดินออกมาด้านนอกห้างแพลตตินั่ม มุ่งหน้าไปที่ร้านทองภายในซอยเพชรบุรี 19 ทำทีนำแหวนทองที่คาดว่าเป็นของส่วนตัวของคนร้ายไปขาย ไม่ใช่ทองที่ได้จากการก่อเหตุ แต่เจ้าของร้านไม่รับซื้อเพราะท่าทางมีพิรุธน่าสงสัย แล้วก็เดินออกจากร้านไป   ทั้งนี้จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดภายในวัดอุทัยธาราม ย่านอาร์ซีเอ ซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายนั่ง จยย.รับจ้าง ให้มาส่งยังจุดดังกล่าวก่อนที่จะหายตัวอย่างไร้วี่แววและยังไม่พบเบาะแส ซึ่งวงจรปิดภายในวัดไม่สามารถจับภาพได้ เนื่องจากคนร้ายเดินหลบกล้อง   พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น.เผยว่า ชุดสืบสวนยังคงกระจายกำลังติดตามตัวคนร้าย ชุมชนในละแวกใกล้กับวัดอุทัยฯ ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนหายตัวไป เชื่อว่าคนร้ายน่าจะเคยไปที่วัดดังกล่าว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำภาพใบหน้าของคนร้ายไปสอบถามพระและชาวบ้านในชุมชน ระบุว่า ไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายรายนี้มาก่อน    โดยหลังจากที่สื่อนำเสนอข่าวโฉมหน้า อาจทำให้คนร้ายไหวตัวหลบหนีไปที่อื่นแล้ว เมื่อวิเคราะห์จากการใช้เส้นทางหลบหนีของคนร้ายแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ มานาน เนื่องจากคุ้นชินกับเส้นทางต่าง ๆ และเชื่อว่าคนร้ายอาจยังคงกบดานอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขอความร่วมมือใครพบเห็นช่วยแจ้งเบาะแส   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LYF-ZuACJSA

 857
สังคม-อาชญากรรม
09 เม.ย. 62

ยังลอยนวล! วงจรปิดจับโฉมหน้า โจรแต่งหญิงชิงทองห้างดังพระราม 4 นำแหวนทองไปขาย ร้านพบพิรุธไม่รับซื้อ

กรณีคนร้ายเป็นชายหนุ่มแต่งเป็นหญิงใช้ปืนพกสั้น บุกเดี่ยวเข้าไปชิงทองรูปพรรณหนัก 215 บาท ในห้างดังย่านพระราม 4 แล้วหลบหนีไป ล่าสุดตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เผยโฉมคนร้ายหลังก่อเหตุ โดยเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้างดังย่านประตูน้ำก่อนทำทีนำทองที่ติดตัวไปขายร้านทองย่านดังกล่าว     คคีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายซึ่งยังหนีลอยนวล โดยแกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิด ก่อนและหลังเกิดเหตุรวมถึงเส้นทางการหลบหนี จากการสืบสวนทราบว่าก่อนที่คนร้ายจะลงมือก่อเหตุ (7 มี.ค.)ในเวลา 13.31 น. ขี่รถ จยย.คันก่อเหตุที่ขโมยมาจากหลังหนึ่งในซอยอ่อนนุช 13  ออกจากวัดอุทัย มุ่งหน้า ถ.เพชรอุทัย โดยขี่มาจอดในซอยอรรถกวี เวลา 15.06 น. จากนั้น เวลา 15.09 น.คนร้ายได้เดินเข้าไปภายในห้างจุดเกิดเหตุ แล้วเดินออกจากห้างที่เกิดเหตุ แล้วเดินย้อนเข้าไปในห้างเกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อก่อเหตุชิงทองรูปพรรณในเวลา 15.40 น.   หลังก่อเหตุเสร็จในเวลา 15.47 น. คนร้ายขี่ จยย.คันก่อเหตุที่ขโมยมาขี่ออกจากซอยอรรถกวี ผ่านสะพานลอยข้างบริษัทเอสโซ่  เลี้ยวซ้ายแยกกล้วยน้ำไท เข้า ถ.สุขุมวิท 42  ผ่านหน้าแฟมิลี่ มาร์ทกลางซอยสุขุมวิท 42  มุ่งหน้าถนนสุขุมวิท  เลี้ยวเข้าห้าง Gateway  เอกมัย ผ่านตู้ยามแล้ว จอดรถ จยย. ทิ้งไว้ลานจอดชั้นใต้ดิน    จากนั้นออกจากห้าง Gateway เอกมัย ขึ้นรถแท็กซี่ เวลา 16.02 น. แล้วลงรถแท็กซี่ ขึ้นรถ จยย.รับจ้างจากปากซอยสุขุมวิท 24  เดินเข้าเซ็นทรัลเวิลด์ฝั่งอิเซตัน เข้าประตูชุมชนรั้วเขียวเดินทะลุชุมชนฯ ข้ามคลองแสนแสบ เลี้ยวเข้าห้องน้ำห้างแพลตตินั่ม ฝั่งโนโวเทล ชั้น B1 ตั้งแต่เวลา 16.36  น. โดยยังแต่งกายแต่งหน้าใส่วิกผมเหมือนเดิม จากนั้นคนร้ายเดินเข้าไปในห้องน้ำห้างแพลตตินั่ม  50 นาที เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่    หลังออกห้องน้ำคนร้ายได้เดินออกนอกห้างแพลตตินั่ม ประตูทางออก 8 โดยกล้องวงจรปิดภายในห้างจับภาพใบหน้าชัดเจน ใส่กางเกงขายาวคล้ายกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อยืดสีเทาแล้วใส่เสื้อเชิ้ตสีดำซ้อนด้านนอก สะพายกระเป๋าเป้สีดำและสวมรองเท้าผ้าใบสีดำพื้นขาว   หลังจากออกนอกห้างแพลตตินั่ม ก็เดินขึ้นสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม เดินย้อนเข้าไปที่ซอยเพชรบุรี 19  เข้าไปในร้านทองในซอยดังกล่าว เวลา 17.40 น. นำแหวนทองของตนเอง 1 วง ที่ติดตัวมาด้วยทำทีไปขาย แต่เจ้าของร้านมองหน้า ฟังน้ำเสียงแล้วพิรุธไม่ไว้วางใจจึงไม่รับซื้อ จากนั้นเจ้าของร้านคืนแหวนให้ คนร้ายก็เดินออกจากร้านไป เจ้าหน้าที่คาดว่าหากร้านทองรับซื้อแหวน คนร้ายอาจนำทองที่ชิงมาออกมาขายด้วย   ทั้งนี้กล้องวงจรปิดพบว่ามีแสงสะท้อนทำให้จับภาพใบหน้าคนร้ายชัดเจนบางส่วน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด พอจะคาดเดารูปพรรรณสัณฐานของคนร้ายได้ เชื่อว่าหากใครรู้จักก็น่าทราบว่าเป็นใคร   หลังจากที่คนร้ายออกจากร้านทองได้เดินผ่านอาคารซิตี้คอมเพล็กซ์ ขึ้นรถ จยย. รับจ้าง หน้าโรงแรมอมารี ผ่านแยกประตูน้ำมุ่งหน้ามักกะสัน เลี้ยวขวาเข้าวัดดิสหงส์สาราม คนร้ายเดินเข้าไปในวัด ทะลุหลังวัดซึ่งมีชุมชนตั้งอยู่แล้วเดินออกมาขึ้น รถ จยย. รับจ้าง  ออกจากวัดมุ่งหน้าแยกมิตรสัมพันธ์ ผ่านแยกมิตรสัมพันธ์ เลี้ยวซ้ายเข้าวัดอุทัยธาราม ย่านอาร์ซีเอเวลา 17.58 น. ของวันที่เกิดเหตุ แล้วหายตัวไป   พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน บช.น. เผยว่า ตำรวจยังคงระดมกำลังลงพื้นที่เร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี ซึ่งได้เข้าไปตรวจสอบภายในวัดอุทัยฯ และชุมชนละแวกนั้น  ตรวจสอบพระ เด็กวัด และคนในชุมชนกว่า 60 หลังคาเรือน แคมป์คนงานพม่ากว่า 200 คน ก็ยังไม่พบเบาะแสของคนร้าย อย่างไรก็ตามได้ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 บาท หากใครพบเห็นผู้ที่มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายกับคนร้าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน บช.น. โทร 02-3545249   ยอมรับคนร้ายอำพรางตัวอย่างดีและพยายามหลบกล้องวงจรปิดเพื่อหลบหนี และตบตาเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการสืบสวนไล่กล้องวงจรปิด ส่วนผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ชุดสืบสวนได้เฝ้าติดตามถึงห้องพักมีพฤติกรรม บุคลิกท่าทางคล้ายคนร้าย เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวมาสอบสวน พิมพ์ลายนิ้วมือตรวจดีเอ็นเอ ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าไม่ใช่บุคคลเดียวกันจึงปล่อยตัวไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0Phe9Fk2nHA

 858
สังคม-อาชญากรรม
15 ก.พ. 62

รอง ผบช.น. พร้อมชี้แจงกับครอบครัวนศ.อาชีวะโดนยิง ยันไม่เข้าข้างฝ่ายใด

พลตำรวจตรีธีรศักดิ์ สุริวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เปิดเผยความคืบหน้าคดีนักศึกษาเทคโนโลยี ย่านบางกะปิ ถูกตำรวจนครบาล 4 ยิงเสียชีวิต ว่า คดีมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 50 พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง และรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานและความเห็นแพทย์ คาดว่าจะสรุปสำนวนคดีได้ภายในเดือนมีนาคม ยืนยันไม่หนักใจในการทำคดีเนื่องจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ค่อนข้างชัดเจน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย    ส่วนกรณีที่ทนายความติดใจสงสัยการสอบปากคำคู่กรณีที่เป็นเยาวชนและบังคับในเซ็นชื่อรับรอง ยืนยันว่าเป็นการสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้น หลังจากนี้ต้องมีการเรียกสอบสวนอย่างเป็นทางการโดยมีสหวิชาชีพ และพนักงานอัยการร่วมสอบด้วย    สำหรับกรณีที่ครอบครัวมีความสงสัยว่าตำรวจที่เข้าไปกอดรัดจะมีการจ่อยิงซ้ำนั้น จากการสอบสวนตำรวจตามภาพที่ปรากฎไม่มีปืน ขณะที่ผลตรวจไม่มีเขม่าปืนที่จะพิสูจน์ว่าเป็นการจ่อยิง แต่เป็นการยิงจากระยะไกล    ยืนยันทุกฝ่ายต่างไม่เคยมีเรื่องหรือมีการบาดหมางมาก่อน พร้อมฝากถึงผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์และนำคลิปไปเผยแพร่ทางโซเชี่ยล ก็ขอให้ระมัดระวังความเหมาะสม ส่วนผู้ที่ไปโพสต์แสดงความเห็นก็ขอให้ระมัดระวังการไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นตามกฎหมาย หากครอบครัวติดใจก็สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีได้  สำหรับคดีนี้เบื้องต้นต้องมีการพิจารณาทั้งหมด 3 คดี โดยคดีแรกในความผิดฐานฆ่าโดยเจตนา และร่วมกันฆ่า // คดีที่ 2 เป็นคดีพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน //คดีที่ 3 เป็นการชันสูจน์การเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง พ่อเห็นกล้องวงจรปิด นาทีลูกชายถูก ตร.ยิง วอน จนท.ให้ความเป็นธรรม ยังสงสัยทำไมต้องยิงจนตาย  

 2,325
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 62

พ่อเห็นกล้องวงจรปิด นาทีลูกชายถูก ตร.ยิง วอน จนท.ให้ความเป็นธรรม ยังสงสัยทำไมต้องยิงจนตาย

ความคืบหน้า กรณี ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวนสอบสนนครบาล 4  ทำการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 5 คน ขณะนำตัวกลับไปสอบสวนที่โรงพัก   เกิดเหตุการณ์ รถจยย.ของเจ้าหน้าที่ ที่ขับประกบรถกระบะควบคุมตัวผู้ต้องหา ระหว่างเดินทาง ยิงปะทะกับกลุ่มนายเอกชัย บุญรัตน์ อายุ 22 ปี นักเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ ซึ่งกลับจากงานเลี้ยงของสถาบัน เหตุเกิดบริเวณซอยร่มเกล้า6 เมื่อช่วงเช้ามึดวันที่11 ที่ผ่านมา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ   เมื่อวานนี้ พ.อ.อ นภัสกร บุญรัตน์ พ่อผู้ตาย กล่าวว่า ได้ดูกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว  ในคลิปชัดเจนมากว่าใครทำอะไรกับลูกตนบ้าง แต่ไม่ขอออกความเห็นขอมอบหมายให้ทนายความดำเนินการต่อสู้คดี ซึ่งพอเห็นคลิปแล้วก็หวั่นใจเรื่องความเป็นธรรมกับลูกชาย ตอนนี้ทางครอบครัวอยากได้รับคำชี้แจงว่า ทำไมต้องยิงลูกชายจนถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งๆที่ ยิงใส่ไปนัดแรก ลูกตนก็ล้มแล้ว และที่สำคัญ ภาพเห็นชัดว่ามีตร.เสื้อสีขาว ทำท่าคล้ายล็อคคอเพื่อนของลูกชาย คืออะไร   เมื่อวานนี้ที่งานศพ พ.ต.อ พรเทพ สูติปัญญา ผกก.สน.มีนบุรี พร้อมพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เดินทางมาพบครอบครัวผู้ตาายเป็นครั้งแรก และมอบเงินช่วยเหลือทำศพ และชี้แจงขั้นตอนการทำคดี และความคืบหน้าคดี โดยบอกกับพ่อผู้ตายว่าจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย อย่ากังวลใจ   สำหรับการดำเนินคดีนั้น ผกก.มีนบุรี กล่าวว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากทั้งการสอบสวนและพยานหลักฐานทางคดีทั้งหมด ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ทีการแจ้งข้อหาใดๆกับตร.และอาสาที่ยิง และไม่มีการควบคุมตัว หากพยานหลักฐานและการสอบปากคำครบสมบูรณ์ก็จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/q7wcSy1WYpE

 99,473
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.พ. 62

ลูกสาวสงสัยชายจีนฆ่าแม่หมกคอนโด เคยโกงเงินไปแล้วรอบหนึ่ง ก่อนติดต่ออ้างจะคืนเงิน

จากกรณีเหตุฆาตกรรมภายในคอนโด ย่านพหลโยธิน ภายในห้องพบศพ นางสาวอารยา ทรัพย์สวรรค์ อายุ 70 ปี บริเวณลำคอมีร่องรอยเขียวคล้ำ ตรวจสอบภายในห้องพบร่องรอยการรื้อค้น คาดว่าจะเป็นการรื้อหาทรัพย์สินของผู้ตาย   ซึ่งจากการตรวจสองกล้องวงจรปิดของคอนโด พบว่ามีชายต่างชาติสัญชาติจีน อายุประมาณ 40 ปี เข้าไปในห้องพร้อมกับผู้ตาย เมื่อเวลาบ่ายโมง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องเพียงลำพัง ในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา ในมือถือเชือกสีชาวและถุงพลาสติกใส่ของบางอย่างออกมาด้วย   ด้าน น.ส.พรทิพย์ เชื้อสุขศานต์ทอง 41 ปี ลูกสาวคนโตของผู้ตาย เล่าว่า แม่ตนมีอาชีพค้าขายเสื้อผ้าปลีก-ส่ง ย่านสะพานใหม่ ครอบครัวตนมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน โดยก่อนหน้านี้ทางบรรพบุรุษเคยสั่งเสียกับแม่ตนไว้ว่า ครอบครัวเรามาจากประเทศจีน หากมีญาติมิตรคนที่รู้จักเดินทางมาจากประเทศจีน แล้วเดือดร้อนต้องเป็นที่พึ่งคอยช่วยเหลือเขาเหล่านั้น   ซึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน มีชายรายนี้ ทราบชื่อเพียงว่า กุ๊กกู๋ ได้เดินทางมาพบกับแม่ตน ซึ่งเป็นชาวจีนที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย และติดต่อขอเช่าห้อง ก่อนจะมีการขอยืมเงินจำนวน 120,000 บาท อีกทั้งยังได้ขโมยบัตรเอทีเอ็มของผู้ตาย และนำไปกดเงินจำนวน 400,000 บาท ก่อนจะหลบหนีกลับประเทศจีน และขาดการติดต่อไป จึงได้ทำการแจ้งความไว้ที่ สน.บางเขน   กระทั่งเมื่อ 2 วันก่อน ชายรายนี้ได้เดินทางมายังประเทศไทย และติดต่อมาเพื่อขอคืนเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อวานนี้ (11ก.พ.) แม่ได้หายตัวไปตั้งแต่เวลา 12.00 น.โดยบอกว่าจะไปเปิดห้องเช่าให้คนที่มาเช่าห้องที่ดอนโดดังกล่าวและให้พ่อเป็นคนเฝ้าร้านขายเสื้อผ้า   จากนั้นน้องชายตนเดินทางไปที่คอนโดดังกล่าวและพบรถยนต์กระบะ ของผู้ตายจอดอยู่จึงรีบขึ้นไปดูบนห้อง พบว่าถูกล็อกจากด้านใน ก่อนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบจนทราบว่าแม่เสียชีวิตดังกล่าว ทั้งนี้ยังพบว่าสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท สร้อยข้อมือ 2 บาท แหวน 1 สลึง ได้หายไป จึงเชื่อว่าชายผู้นี้ได้ชิงทรัพย์ไป   อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจต้องทำการสอบสวนญาติผู้ตาย ตลอดจนรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ หลังจากนี้จะให้ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน รวมทั้งจะทำการประสานไปยังสตม. เพื่อทำการป้องกันกันและติดตามตัวชาวจีนคนดังกล่าวมาทำการสอบสวนก่อนจะเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vH2Veg2G6kY

 4,276
ข่าวภูมิภาค
11 ก.พ. 62

เห็นชัด หนุ่มใส่ชุดกีฬา เก็บกระเป๋าสตางค์มีเงิน 2 หมื่นได้ เจ้าของวอนส่งคืนจะไม่เอาความ

อ่างทอง-ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ พรพรรณ คงยอดดี ได้โพสต์ข้อความพร้อมด้วยภาพคลิปวงจรปิดที่จับภาพชายอายุระหว่าง 18-25 ปี ขับขี่รถจักยานยนต์ สวมเสื้อกีฬาสีน้ำเงินแขนสีขาว นุ่งกางเกงกีฬาสีดำ ใส่รองเท้าแตะ โดยจอดรถจักรยานยนต์ บริเวณจุดกลับรถแยกเรือนจำ ก่อนที่จะเดินข้ามถนนไปหยิบสิ่งของที่ตกอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม แล้วเดินกลับมาขึ้นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขี่ออกไป   ซึ่งเจ้าของเฟซบุ๊กรายดังกล่าวคาดว่าน่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ของลูกสาว ที่ภายในเก็บเงินสดไว้จำนวนกว่า 20,000 บาท พร้อมด้วยเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ทำตกไว้ขณะที่ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากหมู่บ้าน เพื่อที่จะไปทำธุระในตัวเมือง   จากการสอบถาม นางสาวพรพรรณ คงยอดดี อายุ 39 ปี ผู้โพสต์เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 8 ก.พ. 62 ที่ผ่านมา ขณะที่ลูกสาวของตนเองขับขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากบ้านพร้อมคุณครูสอนพิเศษ ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ โดยนำกระเป๋าสตางค์ที่ภายในมีเงินอยู่ประมาณ 20,000 บาท พร้อมด้วยเอกสารสำคัญที่เหน็บไว้ที่รักแร้แล้วหล่นหายไป   พอทราบว่ากระเป๋าสตางค์หายตนเองจึงได้เข้าไปแจ้งความที่ สภ.เมืองอ่างทอง พร้อมขอภาพวงจรปิดจากศูนย์ควบคุมและอำนวยความปลอดภัยการท่องเที่ยวจังหวัดอ่างทอง และศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้รอบเมือง   พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวบริเวณแยกเรือนจำ จับภาพชายขับขี่รถจักรยานยนต์ ในชุดกีฬา จอดรถจักรยานยนต์ตรงจุดกลับรถ แล้วเดินไปเก็บสิ่งของที่ตกอยู่ที่พื้นถนนฝั่งตรงข้าม ก่อนที่จะนำมาเปิดดูแล้วเก็บไว้ที่ตัวก่อนที่จะขี่รถจักรยานยนต์ออกไป ตนเองจึงได้ปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำตนเองว่า หากบุคคลที่กล้องวงจรปิดนำไปจริง ก็จะมีหลักฐานสามารถเอาผิดได้   เบื้องต้นทราบแล้วว่าเป็นรถยี่ห้อใด สีใด และชุดกีฬาที่สวมใส่ พร้อมหมายเลขทะเบียน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสามารถที่จะติดตามตัวมาดำเนินคดีได้ไม่ยาก เพียงแต่ยังไม่ทราบเจตนาของผู้ที่เก็บได้ว่าจะนำมาคืนให้หรือไม่ เนื่องจากในกระเป๋าสตางค์นอกจากจะมีเงินแล้วยังมีเอกสารสำคัญหลายอย่าง   แต่ถ้าหากยังไม่นำมาคืนภายในวันจันทร์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตนเองและลูกสาวมาแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว โดยตนเองหวังว่าคนที่เก็บกระเป๋าสตางค์ของลูกสาวได้คงจะต้องนำมาคืน จึงได้โพสต์ข้อความดังกล่าวทางสื่อออนไลน์ให้นำมาคืน จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนที่นำมาคืน จะดีกว่าที่จะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vGzEEaYPjqU

 2,635
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.พ. 62

ตร.โคราชรวบคนร้ายบุกเดี่ยวใช้มีดแทงชิงทรัพย์พนักงานร้านสะดวกซื้อ วงจรปิดจับภาพพฤติกรรมโหดชัด

ตำรวจโคราชรวบคนร้ายใช้มีดแทงชิงทรัพย์พนักงานร้านสะดวกซื้อ วงจรปิดจับภาพพฤติกรรมโหดชัด สารภาพก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง   วันนี้ (2 ก.พ. 2562) ที่สถานีตำรวจภูธรสีดา อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา พลตำรวจตรี วัชรินทร์ บุญคง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประทาย ได้ร่วมกันแถลงการจับกุม นายสมร ทองนาเมือง อายุ 28 ปี คนร้ายที่บุกเข้าไปใช้มีดแทงพนักงานสาวร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สีดา เพื่อหวังชิงทรัพย์ จนพนักงานสาวได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะเกิดเหตุกล้องวงจรปิดภายในร้านสามารถจับภาพพฤติกรรมของคนร้ายได้อย่างชัดเจน โดยล่าสุดอาการผู้บาดเจ็บปลอดภัยแล้ว ขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสีดา   ทั้งนี้จากการสอบสวนนายสมร ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ตระเวนก่อเหตุใช้มีดจี้ชิงทรัพย์มาแล้วหลายครั้งในหลายพื้นที่ เช่น กระชากกระเป๋าชาวบ้าน กระชากสร้อยคอทองคำ และล่าสุดบุกเข้าไปใช้มีดแทงพนักงานร้ายสะดวกซื้อจี้ชิงทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดของกลางที่ผู้ต้องหาก่อเหตุมาได้หลายรายการ อาทิ สร้อยคำทองคำหนัก 1 บาท อาวุธมีด เสื้อผ้า หมวกกันน็อก หมวกไหมพรม รถจักรยานยนต์ และหน้ากากปิดปากที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ ส่วนที่ต้องก่อเหตุนั้นเพราะไม่มีงานทำ และต้องการเงินไปใช้จ่ายผ่อนค่ารถจักรยานยนต์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่   

 3,673
สังคม-อาชญากรรม
15 ม.ค. 62

แกะรอยไล่ล่าเขยโหดฆ่ายกครัว 5 ศพ เผยปมใหม่แค้นให้บ้านเมียปล่อยกู้ 30 ล้านแล้วไม่ได้คืน

กรณีนายธีรพล ปิ่นอมร หรือนายปุ๊  อายุ 39 ปี เขยโหดก่อเหตุฆ่ายกครัว 5 ศพ  โดยกล้องวงจรจับภาพเหตุการณ์ขณะลงมือลั่นไกได้อย่างชัดเจน โดยทำทีเดินเข้ามาเคลียร์ปัญหาที่บ้านภรรยา จากนั้นได้จุดบุหรี่สูบ ก่อนจะชักปืนออกมาไล่ยิงทีละคนจนร่วงกองกับพื้น โดยเริ่มยิงพ่อตาก่อน ตามด้วยภรรยาตนเอง ขณะที่ญาติฝั่งภรรยาวิ่งหนีตาย แต่ก็ยังวิ่งตามไล่ยิงภรรยาที่ยังไม่สิ้นใจพยายามคลานไปกอดร่างพ่อ นายธีรพลเดินเข้ามาดูแล้วจ่อยิงหัวซ้ำจนแน่นิ่ง   โดยก่อนหน้านี้ได้ใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงแม่ยาย, พี่สาวฝาแฝดของแม่ยาย และพี่สาวแม่ยาย หลังก่อเหตุได้ขับเก๋งคัมรี่ หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน คาดชนวนเหตุหึงหวงเมียขอบอกเลิกเนื่องจากผู้ก่อเหตุเสพยาเสพติด   คนในพื้นที่เผยว่า นายธีรพลเคยนำเงินก้อนใหญ่มาให้กลุ่มญาติพี่น้องฝั่งภรรยาที่ อ.พิชัย เพื่อนำมาออกดอกเงินกู้ในพื้นที่หลายครั้ง แต่ไม่ได้เงินคืนจึงเกิดความโกรธแค้น มีการขู่อาฆาตกลุ่มพี่น้องหลายครั้ง ผู้ก่อเหตุเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่า ซื้อรถยนต์เกือบ 10 คัน อ้างว่าเล่นหุ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีการตรวจสอบประวัติ เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นเครือข่ายค้ายา   เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ มีนิสัยมุทะลุ ใจร้อน ทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้ง ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเคยหายไป 1 เดือน และมีการนำรถทั้งหมดออกไป กลับมาอีกครั้งบวชอยู่ 2–3 วัน ก็สึกออกมาประมาณปลายเดือน ธ.ค.61 ผู้ก่อเหตุเคยขู่อาฆาตฆ่ายกครัว รวม 7 หลัง มาก่อนหน้านี้ จนกระทั่งก่อเหตุสลดดังกล่าว   ด้านเพื่อนบ้านใกล้บ้านหลังที่แม่ยายถูกยิง กล่าวว่า หลังก่อเหตุตนเห็นนายธีรพล ถือปืนขับรถผ่านหน้าบ้านไป แต่ตอนเหนี่ยวไกได้ยินแต่เสียงปืน เห็นนางกนกวรรณ นอนจมกองเลือดอยู่หน้าบ้านจึงวิ่งไปดูขณะนั้นยังไม่สิ้นใจ เข้าไปดูในบ้านพบนางน้ำผึ้งและนางน้ำผา ถูกยิงอยู่ในห้องนอนซึ่งกำลังนั่งดื่มเบียร์กัน   ก่อนที่นายธีรพลจะลงมือก่อเหตุไม่ได้ยินเสียงทะเลาะกัน โดยขับรถมาจอดบริเวณบ้านในช่วงเย็นแล้วก็ลั่นไกยิงทันที นายธีรพล เป็นคนเกรี้ยวกราด ใครพูดไม่ถูกหูจะวางมาดนักเลงใส่ ข่มขู่ตลอดเวลาบอกไม่กลัวมีเงินเคลียร์ได้ทุกที่ ในวันเกิดเหตุนายธีรพล มาที่บ้านหลังดังกล่าว  4 ครั้ง ครั้งแรกประมาณ 09.00 น.มากับภรรยาไม่มีท่าทีทะเลาะกัน ก่อนหน้านี้แม่ยายเคยมาเล่าให้ฟังว่าผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาบ่อยไม่อยากอยู่บ้านมีเงินก็ไม่มีความสุข   ความคืบหน้าทางคดี เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยาน พร้อมเรียกประชุมชุดสืบสวนสั่งการให้ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเส้นทางการหลบหนี เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย   วันเดียวกัน เวลา 08.00 น. ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งพบรถเก๋งต้องสงสัย คันที่ผู้ก่อเหตุขับหลบหนี จอดไว้ภายในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ใน ต.ไผ่ขอดอน อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งจอดไว้หน้าห้องพักหมายเลข 9 สภาพรถถูกล็อคประตูไว้   พนักงานของโรงแรม เผยว่า นายธีรพลได้ขับรถเก๋งเข้ามาเปิดห้องพัก ก่อนขอยืมรถ จยย. อ้างไปรับแฟนสาวที่ห้างแห่งหนึ่งในตัวเมืองห่างจากโรงแรมประมาณ 10 กิโลเมตร  แล้วก็ไม่กลับเข้ามาที่โรงแรมอีก โดยสังเกตเห็นผู้ก่อเหตุสะพายกระเป๋าสีดำ ไม่แน่ใจในกระเป๋ามีปืนหรือไม่ ก่อนขี่ จยย.ได้ดื่มเบียร์ 1 กระป๋องอย่างใจเย็น ตนติดตามข่าวจำทะเบียนรถได้จึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ขณะที่โรงแรมมีวงจรปิดกว่า 20 ตัว แต่เสียทั้งหมด   ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 ได้เข้าตรวจสอบภายในรถเก๋งของผู้ก่อเหตุ พบกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 6 นัด ตกอยู่ใต้เบาะนั่งฝั่งคนขับ และพบกระเป๋าเดินทางจำนวน 2 ใบ พร้อมสัมภาระอยู่กระโปรงหลังรถ จึงเก็บรวมรวบวัตถุพยานแวดล้อมรวมถึงรอยนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์   จากนั้น จนท.พบรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายยืมไป โดยไปจอดทิ้งไว้หน้าบ้านพักคณะลิเก ริมถนนพิษณุโลก -นครสวรรค์ ใกล้ปั๊มน้ำมัน PT ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ห่างจากโรงแรมประมาณ 20 กิโลเมตร  ชุดสืบสวนได้ไปตรวจสอบส่งคืนเจ้าของแล้ว   ทั้งนี้กล้องวงจรปิดจับภาพขณะที่นายธีรพล ขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว มาจอดทิ้งไว้ริมทาง โดยมีรถยนต์กระบะ สีขาว แบบมีคอกและรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีขาวขับตามมา จากนั้นนายธีพลได้วิ่งไปขึ้นรถกระบะคันแรกหลบหนีไป โดยกล้องวงจรปิดตัวดังกล่าวไม่ได้ตั้งเวลาเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดสกัดและตรวจสอบเส้นทางหลบหนี   ขณะที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. เดินทางไปที่ สภ.พญาแมน เพื่อเร่งรัดคดีก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ บอกว่า ขณะนี้ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในข้อหาฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่า จากประวัติพบว่ามีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คดีฉ้อโกง และเรื่องเมาสุรา   ส่วนด้านธุรกิจสีเทา รวมไปถึงการฟอกเงิน กำลังเช็กรายละเอียดอยู่ สาเหตุคดีนี้เกิดจากความหึงหวงและความแค้น ขณะเดียวกันยังมีเรื่องเงิน30 ล้านบาท ที่นำมาปล่อยกู้ มีการนําเงินจากยาเสพติดมาฟอกด้วย จึงเป็นผู้กว้างขวางที่มีลูกน้องจำนวนมาก มีรายงานว่าหลังจากที่นายธีรพล เผ่นขึ้นรถกระบะได้หลบหนีไปที่ จ.ปทุมธานี ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามตัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BK5dBeqW7zc

 18,318
ข่าวภูมิภาค
21 ธ.ค. 61

โจรมารยาทดีไหว้ พนง.ร้านสะดวกซื้อก่อนชิงทรัพย์ บอกขอยืม 1 พัน เดี๋ยวจะมาคืน

อุดรธานี-เกิดเหตุคนร้ายบุกชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ โลตัสเอ็กซ์เพรส สาขาบ้านถ่อน เขตเทศบาลเมืองหนองสำโรง อ.เมือง โดยพนักงานร้านบอกว่า ในช่วงที่กำลังยืนบริการลูกค้าอยู่ตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน ได้มีคนร้ายเป็นชายสวมหมวกกันน็อกเต็มใบปิดบังหน้า เดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้ บอกว่าขอยืมเงิน 1,000 บาท เดี๋ยวจะเอามาคืน   โดยในมือข้างขวาถือมีดปลายแหลมยาวครึ่งฟุต พร้อมทั้งพยายามถลกเสื้อขึ้นขู่ว่ามีอาวุธปืนอยู่ที่เอว ด้วยความกลัว พนักงานจึงเปิดลิ้นชักแล้วหยิบธนบัตร 1,000 บาทส่งให้คนร้าย ซึ่งคนร้ายก็ยกมือไหว้ เหมือนขอบคุณ โดยบอกว่าเดี๋ยวผมจะเอามาคืน ก่อนที่จะเดินถอยหลังออกไปจากประตู ไปขึ้นรถ จยย.ที่มีเพื่อนจอดติดเครื่องรออยู่ฝั่งตรงข้าม หลบหนีมุ่งหน้าไปทางสี่แยกสถานบันการพลศึกษา วิทยาเขตอุดรธานี   ทั้งนี้ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าสามารถบันทึกภาพของคนร้ายขณะเข้ามาก่อเหตุ ลักษณะเป็นชายสูงประมาณ 160-165 ซม. สวมหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายขาวด นุ่งกางเกงยีนขายาว สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว เข้ามายกมือไหว้พนักงาน แล้วยืนพูดคุยกับพนักงาน เมื่อพนักงานส่งเงินให้ หลังจากคนร้ายได้เงินก็ยกไหว้ขอบคุณ แล้วเดินถอยหลังออกจากร้านไป  ใช้เวลาปฏิบัติการเข้ามาก่อเหตุประมาณ 15 วินาที   ตร.ไล่เช็คกล้องวงจรปิดที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนี คาดว่าจะเป็นวัยรุ่นแถวละแวกชุมชนบ้านเลื่อม และเชื่อว่าน่าจะไม่ใช่โจรอาชีพ แต่ทำไปเพราะความคึกคะนองและขาดเงินในการใช้จ่าย จากพฤติกรรมของคนร้ายน่าจะเป็นรายเดียวกันที่บุกชิงเงินร้านสะดวกซื้อที่บ้านวัวข้อง ต.เชียงพิณที่ห่างจากห้างโลตัสไม่ถึง 3 กม.เมื่อสัปดาห์ก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/82Y3OMnQMW4

 3,601
แชร์ออฟเดอะเดย์
18 พ.ย. 61

วงจรปิดจับภาพกลุ่มวัยรุ่นนับ 10 รุมกระทืบหนุ่มปางตาย อาการโคม่าอยู่ไอซียู แม่ยันเอาเรื่องถึงที่สุด

นายเชิดชัย เฉิดจินดา อาจารย์ของวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ นำภาพเหตุการณ์ของคืนวันที่ 17 พ.ย.61 เวลาประมาณ 01.25 น. โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพของชายหนุ่มกำลังสิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต จากสถานบันเทิงชื่อดังผ่านมาตรงตลาดเกษตร เนื่องจากถูกกลุ่มวัยรุ่นวิ่งทำร้ายร่างกาย ตามภาพเกือบ 5 นาที มีวัยรุ่นเกือบ 10 คน ที่ขี่จักรยานยนต์และขับรถยนต์ไล่ตามมากระทบ หลังจากนั้นเพื่อนได้พานำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัสต้องส่งห้องไอซียู   นายเชิดชัย กล่าวว่า ช่วงสายวานนี้ (17 พ.ย.) ได้รับการติดต่อจากผู้ปกครองของนายจักรพงษ์ สมวิลัย ชื่อเล่นแจ๊ค ว่าเด็กคนนี้เป็นอดีตลูกศิษย์ของตน ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายอย่างป่าเถื่อน และในขณะนี้ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ด้วยอาการโคม่า ตนจึงได้เข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ ซึ่งแพทย์ระบุว่าคนไข้รายนี้ได้รับเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 17 พ.ย. ด้วยอาการถูกทำร้ายร่างการสาหัส ในสภาพเลือดท่วมตัว และแพทย์ทำการเอกซเรย์พบลำตัวช้ำซี่โครงร้าว และมือด้านขวานิ้วแตกละเอียด โดยเฉพาะที่ศีรษะมีอาการสมองบวมเหมือนถูกของแข็งตีมาอย่างหนัก จึงได้ขอเข้าไปติดต่อขอดูกล้องวงจรปิดของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ตรงตลาดเกษตร สามารถจับได้ภาพความทารุณโหดร้ายของกลุ่มวัยรุ่นที่มีประมาณเกือบ 10 คน ไล่ทุบตีอย่างป่าเถื่อน   โดยพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าไปแจ้งความไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ไว้แล้ว นางพิศมัย สมวิลัย แม่ของผู้ถูกทำร้าย กล่าวว่า ลูกชายโทรมาบอกว่าถูกทำร้าย จากนั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อน ๆ ลูกบอกว่าให้รีบพาส่งโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ตนจึงรีบเดินทางมาหาลูกที่โรงพยาบาลก็ทราบว่าแพทย์ พยาบาล ได้นำตัวบุตรชายเข้าห้องไอซียูด้วยอาการสาหัส และในขณะนี้ก็ดูอาการอยู่ ทั้งนี้ทราบว่าลูกชายได้เข้าไปเที่ยวที่สถานบันเทิงชื่อดัง และเพื่อนลูกบอกว่าเหมือนกับไปมีเรื่องกับนักเที่ยวเจ้าถิ่น จนถูกทำร้ายร่างกายส่วนเกิดจากอะไรยังไม่รู้สาเหตุ แต่ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด    ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/dEIzoc8HfVw

 7,149

Top