ค้นหา :

ผลการค้นหา "ห้องฉุกเฉิน"

สังคม
11 พ.ย. 62

หมายจับ! แก๊งวัยรุ่นยกพวกตีกันในห้องฉุกเฉินในรพ.อ่างทอง

วันที่ 11 พ.ย. 62 – เกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นจำนวนประมาณ 20 คนก่อเหตุทะเลาะวิวาทในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลอ่างทอง โดยเจ้าหน้าที่การห้ามปรามเพื่อระงับเหตุแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงเหตุการณ์จึงสงบลง สาเหตุเกิดจากทะเลาะกันในสถานบันเทิงและนำคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาลแต่ก็เจอกันอีก จึงทำให้เกิดเหตุดังกล่าว ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วจำนวน 3 คน คือ นาย นันทวัช สร้างเขต, นาย บุญประสิทธิ์ วีระพงศ์ และ นาย ธนาธิป มุรินทร์จันทร์ โดนแจ้งจับข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรื จิตใจและร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โทษคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี จำคุก ไม่เกิ 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทางเจ้าหน้าที่กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนรอบรวมพยานหลักฐานและอาจมีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม ญาติของผู้เจ็บได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เหตุเกิดจากวัยรุ่นคนหนึ่งเดินสะดุดข้างอีกคนในบริเวณสถานบันเทิง ไม่มีการยอมความกัน ตีกันจนได้รับบาดเจ็บตั้งแต่สถานบันเทิงจนถึงห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล นพ.ประภาส ลี้สุทธิพรชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง ได้ออกมาแถลงการณ์ ได้มีการแจ้งความเอาผิดกับผู้กระทำความผิด อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิด เอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ต้องได้การลงโทษอย่างหนัก ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ช่วยกันจัดให้หนัก เราควรจะทำอย่างไร กับอันธพาลกระจอก ที่ชอบยกพวกมาก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาล “กี่ครั้งแล้ว ที่ห้องฉุกเฉิน และโรงพยาบาล ต้องเสียหาย แพทย์ เจ้าหน้าที่ ต้องเสี่ยงบาดเจ็บ ทำงานไม่ได้ ทรัพย์สินโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ เสียหาย ผู้ป่วยคนอื่นๆ เดือดร้อน” นายอนุทิน บอกว่า ขอแบบเอาให้เข็ดหลาบ ไม่แสดงสันดานหยาบช้าป่าเถื่อนแบบนี้อีก เพราะในสงคราม ยังเว้นพื้นที่ปลอดภัยให้โรงพยาบาล แพทย์ และ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ แต่ในหัวใจอันธพาลกระจอกพวกนี้ ไม่มีอะไรเลย รวมทั้งคำสอนของพ่อแม่ แย่จริงๆ กระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างเลวร้าย อีกต่อไป พร้อมติด แฮชแท็ก #saveโรงพยาบาล  

 68
ข่าวภูมิภาค
08 ต.ค. 62

2 โจ๋อ่วม โดน 6 ข้อหา รุมทำร้ายคู่อริในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด

วันที่ 8 ต.ค. เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ร่วมกับ นพ.ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ นายจำรัส กังน้อย ปลัดจังหวัด ร่วมแถลงผลคดีกลุ่มวัยรุ่นบุกรุกทำร้ายคู่อริที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ พร้อมตั้ง 6 ข้อหา กับ 2 วัยรุ่นที่เข้าไปทำร้ายร่างกายอริในห้องฉุกเฉิน ซึ่งสามารถติดตามตัวทั้ง 2 คนมาดำเนินคดีได้แล้ว พร้อมกับนำตัวส่งอัยการฝากขัง และคัดค้านการประกันตัว    ซึ่งจากดุลพินิจของอัยการให้ประกันตัวไปแล้ว 1 รายในวงเงิน 100,000 บาท หลังจากแถลงผลคดีเสร็จสิ้น ได้ร่วมประชุมกับหัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่งในท้องที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ   พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ กล่าวว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ก่อเหตุโดยไม่ยำเกรงต่อกฏหมาย ถือเป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เรื่องนี้ทางตำรวจได้ให้ความสำคัญภาพที่ออกสื่อไปครั้งแรกปรากฏว่ามีการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดไป ขอชี้แจงว่านั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการดำเนินการ ณ ปัจจุบันนี้ทางตำรวจและโรงพยาบาลจะดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดนี้จำนวน 6 ข้อหา  คือ   1. ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายผู้อื่นในเวลากลางคืน  2. ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย  3. ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ  4. ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ  5. ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย 6. ร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัว ก่อความเดือดร้อนรำคาญ    ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุให้ผู้ที่บาดเจ็บที่มารอรับการรักษาเกิดความตกใจและไม่ได้รับการรักษา พิจารณาว่าการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 2 คนค่อนข้างรุนแรง เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างกับกลุ่มบุคคลอื่น จึงได้ดำเนินคดีในขั้นเด็ดขาด ซึ่งทาง สภ.ปากคาด ได้เรียกตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตาม 6 ข้อหานี้ และได้นำตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลจังหวัดบึงกาฬฝากขัง โดยคัดค้านการประกันตัว ซึ่งก็ขอให้พี่น้องประชาชนให้ความสบายใจได้ว่าตำรวจเราเอาจริง และจะไม่ยินยอมให้การกระทำลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อีกแล้ว! วัยรุ่นยกพวกตีกันในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด พอสืบสวนถึงรู้เป็นเพื่อน ม.6 ไม่ติดใจเอาความ        

 3,960
ข่าวภูมิภาค
07 ต.ค. 62

อีกแล้ว! วัยรุ่นยกพวกตีกันในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด พอสืบสวนถึงรู้เป็นเพื่อน ม.6 ไม่ติดใจเอาความ

บึงกาฬ-โลกโซเชียลได้เผยแพร่ภาพกลุ่มวัยรุ่น ได้ตามไปทะเลาะวิวาทชกต่อยทำร้ายร่างกายกันถึงในหน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลอำเภอปากคาด จนเกิดเสีงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อเช้าวันที่ 4 ตุลาคม ได้มีนายสุริวัฒน์ พลขันธ์ อายุ 22 ปี  ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับตนว่า เมื่อประมาณตี 1 ผ่านมาขณะที่ไปเที่ยวดูงานคอนเสิร์ตที่งานประเพณีแข่งเรือยาวของเทศบาลอำเภอปากคาด ได้มีกลุ่มวัยรุ่นหลายกลุ่มชกต่อยกันขึ้น และตนเองถูกลูกหลงขณะเข้าไปห้ามเพื่อน โดยโดนเตะที่ชายโครงทำให้บาดเจ็บจึงได้ไปพบหมอ   ขณะกำลังจะขึ้นเตียงให้หมอดูอาการ ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากได้กรูกันเข้ามาในห้องฉุกเฉินชี้หน้าตนว่าเป็นคนทำร้ายเพื่อนให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ตนปฏิเสธจึงถูกชกแต่ไม่โดนเพราะดึงตัวหลบ พร้อมกับเหวี่ยงหมัดชกกลับคืนแต่ก็ไม่ถูกใคร จากนั้นได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกับคู่กรณีจนล้มลงที่พื้นห้อง จึงถูกเพื่อนคู่กรณีที่ตามมาด้วยเตะเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้งตามคลิปจนได้รับบาดเจ็บเลือดไหลอาบใบหน้า     ต่อมาตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 คน ทราบชื่อนายศิวกร เทพจำปา อายุ 21 ปี และนายยศพล บุญหล่อ อายุ 19 ปี ผู้ที่เตะใบหน้าผู้เสียหาย 2 ที โดยนายยศพล ให้ผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายแทน แต่จะมามอบตัวภายหลัง ส่วนนายศิวกร เมื่อพบหน้านายสุริวัฒน์ พลขันธ์ จึงรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่าที่เคยเรียน หนังสือจบ ม.6 มาด้วยกัน ได้พูดคุยจนเป็นที่เข้าใจกันต่างฝ่ายไม่ติดใจเอาความ พนักงานสอบสวนจึงได้ลงบันทึกประจำวันแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านไป   ด้านเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่งของวันที่ 4 ต.ค.ได้มีกลุ่มวัยรุ่นถูกทำร้ายร่างกายกันได้รับบาดเจ็บเข้ามาจำนวนมาก มีทั้งเพื่อนและญาติผู้ติดตามมาประมาณ 40 คน   ขณะที่นายสุริวัฒน์ กำลังจะขึ้นเตียงตรวจอาการป่วย ก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้ามาทำร้ายและกอดรัดจนล้มลง และถูกเตะเข้าที่ใบหน้าจนได้รับบาดเจ็บ พวกตนจึงได้ตะโกนไปว่าจะทะเลาะก็ต้องไปที่อื่นที่นี่เป็นที่รักษาคนป่วยอย่างเดียว พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งได้หยิบเอาเสาน้ำเกลือขึ้นมาถือขู่ เป็นจังหวะตำรวจได้เข้ามาระงับเหตุทำให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้หนีกระเจิงออกจากโรงพยาบาลไป ในส่วนทรัพย์สินไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนคดีขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะเอาเรื่องหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/j04OBt_2ers

 1,319
สังคม
07 ต.ค. 62

อีกแล้ว! วัยรุ่นยกพวกตีกันในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด พอสืบสวนถึงรู้เป็นเพื่อน ม.6 ไม่ติดใจเอาความ

บึงกาฬ-โลกโซเชียลได้เผยแพร่ภาพกลุ่มวัยรุ่น ได้ตามไปทะเลาะวิวาทชกต่อยทำร้ายร่างกายกันถึงในหน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลอำเภอปากคาด จนเกิดเสีงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อเช้าวันที่ 4 ตุลาคม ได้มีนายสุริวัฒน์ พลขันธ์ อายุ 22 ปี  ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับตนว่า เมื่อประมาณตี 1 ผ่านมาขณะที่ไปเที่ยวดูงานคอนเสิร์ตที่งานประเพณีแข่งเรือยาวของเทศบาลอำเภอปากคาด ได้มีกลุ่มวัยรุ่นหลายกลุ่มชกต่อยกันขึ้น และตนเองถูกลูกหลงขณะเข้าไปห้ามเพื่อน โดยโดนเตะที่ชายโครงทำให้บาดเจ็บจึงได้ไปพบหมอ   ขณะกำลังจะขึ้นเตียงให้หมอดูอาการ ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากได้กรูกันเข้ามาในห้องฉุกเฉินชี้หน้าตนว่าเป็นคนทำร้ายเพื่อนให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ตนปฏิเสธจึงถูกชกแต่ไม่โดนเพราะดึงตัวหลบ พร้อมกับเหวี่ยงหมัดชกกลับคืนแต่ก็ไม่ถูกใคร จากนั้นได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกับคู่กรณีจนล้มลงที่พื้นห้อง จึงถูกเพื่อนคู่กรณีที่ตามมาด้วยเตะเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้งตามคลิปจนได้รับบาดเจ็บเลือดไหลอาบใบหน้า     ต่อมาตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 คน ทราบชื่อนายศิวกร เทพจำปา อายุ 21 ปี และนายยศพล บุญหล่อ อายุ 19 ปี ผู้ที่เตะใบหน้าผู้เสียหาย 2 ที โดยนายยศพล ให้ผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายแทน แต่จะมามอบตัวภายหลัง ส่วนนายศิวกร เมื่อพบหน้านายสุริวัฒน์ พลขันธ์ จึงรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่าที่เคยเรียน หนังสือจบ ม.6 มาด้วยกัน ได้พูดคุยจนเป็นที่เข้าใจกันต่างฝ่ายไม่ติดใจเอาความ พนักงานสอบสวนจึงได้ลงบันทึกประจำวันแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านไป   ด้านเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่งของวันที่ 4 ต.ค.ได้มีกลุ่มวัยรุ่นถูกทำร้ายร่างกายกันได้รับบาดเจ็บเข้ามาจำนวนมาก มีทั้งเพื่อนและญาติผู้ติดตามมาประมาณ 40 คน   ขณะที่นายสุริวัฒน์ กำลังจะขึ้นเตียงตรวจอาการป่วย ก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้ามาทำร้ายและกอดรัดจนล้มลง และถูกเตะเข้าที่ใบหน้าจนได้รับบาดเจ็บ พวกตนจึงได้ตะโกนไปว่าจะทะเลาะก็ต้องไปที่อื่นที่นี่เป็นที่รักษาคนป่วยอย่างเดียว พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งได้หยิบเอาเสาน้ำเกลือขึ้นมาถือขู่ เป็นจังหวะตำรวจได้เข้ามาระงับเหตุทำให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้หนีกระเจิงออกจากโรงพยาบาลไป ในส่วนทรัพย์สินไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนคดีขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะเอาเรื่องหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/j04OBt_2ers

 1,319
แชร์ออฟเดอะเดย์
06 ต.ค. 62

อีกแล้ว! แชร์สนั่นคลิปวัยรุ่นตีกันในห้องฉุกเฉิน รพ. ปากคาด

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวัยรุ่นยกพวกตีกันในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารย์ถึงการกระทำดังกล่าว    ล่าสุด วันที่ 6 ต.ค. 62 ที่ สภ.ปากคาด ร.ต.อ.อมรินทร์ วงศ์ตาแสง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี วันที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 4 ต.ค. 62 นายสุริวัฒน์ พลขันธ์ อายุ 22 ปี  ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความว่า เมื่อประมาณตี 1 ขณะที่ไปเที่ยวดูงานคอนเสิร์ตที่งานประเพณีแข่งเรือยาวของเทศบาล อ.ปากคาด ได้มีกลุ่มวัยรุ่นหลายกลุ่มชกต่อยกันขึ้น และตนเองถูกลูกหลงขณะเข้าไปห้ามเพื่อน โดนเตะที่ชายโครงทำให้บาดเจ็บ จึงได้ไปพบหมอ    ขณะกำลังจะขึ้นเตียงให้หมอดูอาการ ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกรูกันเข้ามาในห้องฉุกเฉิน ชี้หน้าตนว่าเป็นคนทำร้ายเพื่อนให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ตนปฏิเสธจึงถูกชกแต่ไม่โดนเพราะดึงตัวหลบ พร้อมกับเหวี่ยงหมัดชกกลับคืนแต่ก็ไม่ถูกใคร  จากนั้นได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกับคู่กรณีจนล้มลงที่พื้นห้อง จึงถูกเพื่อนคู่กรณีที่ตามมาด้วยเตะเข้าที่ใบหน้า 2 ทีตามคลิปจนได้รับบาดเจ็บเลือดไหลอาบใบหน้า   ต่อมา ตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 คน ทราบชื่อนายศิวกร เทพจำปา อายุ 21 ปี และนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ผู้ที่เตะใบหน้าผู้เสียหาย 2 ที โดยเอ ให้ผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายแทน แต่จะมามอบตัวภายหลัง    ส่วนนายศิวกร เมื่อพบหน้านายสุริวัฒน์ พลขันธ์ จึงรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่าที่เคยเรียนหนังสือจบ ม. 6 มาด้วยกัน ได้พูดคุยจนเป็นที่เข้าใจกันต่างฝ่ายไม่ติดใจเอาความ พนักงานสอบสวนจึงได้ลงบันทึกประจำวันแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านไป   ด้านเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด ได้เปิดเผยว่า ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่งของวันที่ 4 ต.ค. ได้มีกลุ่มวัยรุ่นถูกทำร้ายร่างกายกันได้รับบาดเจ็บเข้ามาจำนวนมาก มีทั้งเพื่อนและญาติผู้ติดตามมาประมาณ 40 คน ขณะที่นายสุริวัฒน์ กำลังจะขึ้นเตียงตรวจอาการป่วย ก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้ามาทำร้ายและกอดรัดจนล้มลง และถูกเตะเข้าที่ใบหน้าจนได้รับบาดเจ็บ พวกตนจึงได้ตะโกนไปว่าจะทะเลาะก็ต้องไปที่อื่นที่นี่เป็นที่รักษาคนป่วยอย่างเดียว   พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งได้หยิบเอาเสาน้ำเกลือขึ้นมาถือขู่ เป็นจังหวะตำรวจได้เข้ามาระงับเหตุทำให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้หนีกระเจิงออกจากโรงพยาบาลไป ในส่วนทรัพย์สินไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนคดีขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะเอาเรื่องหรือไม่   ขอบคุณคลิป : ราชสีห์ จิตอาสา   คลิป      

 6,666
ข่าวโซเชียล
06 ต.ค. 62

อีกแล้ว! แชร์สนั่นคลิปวัยรุ่นตีกันในห้องฉุกเฉิน รพ. ปากคาด

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวัยรุ่นยกพวกตีกันในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารย์ถึงการกระทำดังกล่าว    ล่าสุด วันที่ 6 ต.ค. 62 ที่ สภ.ปากคาด ร.ต.อ.อมรินทร์ วงศ์ตาแสง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี วันที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 4 ต.ค. 62 นายสุริวัฒน์ พลขันธ์ อายุ 22 ปี  ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความว่า เมื่อประมาณตี 1 ขณะที่ไปเที่ยวดูงานคอนเสิร์ตที่งานประเพณีแข่งเรือยาวของเทศบาล อ.ปากคาด ได้มีกลุ่มวัยรุ่นหลายกลุ่มชกต่อยกันขึ้น และตนเองถูกลูกหลงขณะเข้าไปห้ามเพื่อน โดนเตะที่ชายโครงทำให้บาดเจ็บ จึงได้ไปพบหมอ    ขณะกำลังจะขึ้นเตียงให้หมอดูอาการ ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกรูกันเข้ามาในห้องฉุกเฉิน ชี้หน้าตนว่าเป็นคนทำร้ายเพื่อนให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ตนปฏิเสธจึงถูกชกแต่ไม่โดนเพราะดึงตัวหลบ พร้อมกับเหวี่ยงหมัดชกกลับคืนแต่ก็ไม่ถูกใคร  จากนั้นได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกับคู่กรณีจนล้มลงที่พื้นห้อง จึงถูกเพื่อนคู่กรณีที่ตามมาด้วยเตะเข้าที่ใบหน้า 2 ทีตามคลิปจนได้รับบาดเจ็บเลือดไหลอาบใบหน้า   ต่อมา ตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 คน ทราบชื่อนายศิวกร เทพจำปา อายุ 21 ปี และนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ผู้ที่เตะใบหน้าผู้เสียหาย 2 ที โดยเอ ให้ผู้ปกครองมาพบพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายแทน แต่จะมามอบตัวภายหลัง    ส่วนนายศิวกร เมื่อพบหน้านายสุริวัฒน์ พลขันธ์ จึงรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่าที่เคยเรียนหนังสือจบ ม. 6 มาด้วยกัน ได้พูดคุยจนเป็นที่เข้าใจกันต่างฝ่ายไม่ติดใจเอาความ พนักงานสอบสวนจึงได้ลงบันทึกประจำวันแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านไป   ด้านเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในห้องฉุกเฉิน รพ.ปากคาด ได้เปิดเผยว่า ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่งของวันที่ 4 ต.ค. ได้มีกลุ่มวัยรุ่นถูกทำร้ายร่างกายกันได้รับบาดเจ็บเข้ามาจำนวนมาก มีทั้งเพื่อนและญาติผู้ติดตามมาประมาณ 40 คน ขณะที่นายสุริวัฒน์ กำลังจะขึ้นเตียงตรวจอาการป่วย ก็ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้ามาทำร้ายและกอดรัดจนล้มลง และถูกเตะเข้าที่ใบหน้าจนได้รับบาดเจ็บ พวกตนจึงได้ตะโกนไปว่าจะทะเลาะก็ต้องไปที่อื่นที่นี่เป็นที่รักษาคนป่วยอย่างเดียว   พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งได้หยิบเอาเสาน้ำเกลือขึ้นมาถือขู่ เป็นจังหวะตำรวจได้เข้ามาระงับเหตุทำให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้หนีกระเจิงออกจากโรงพยาบาลไป ในส่วนทรัพย์สินไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนคดีขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะเอาเรื่องหรือไม่   ขอบคุณคลิป : ราชสีห์ จิตอาสา   คลิป      

 6,666
ข่าวภูมิภาค
29 ส.ค. 62

จนท.อาสาขอโทษที่บันดาลโทสะ ปิดม่านต่อยเด็กแว้นคาเตียง รพ. ฉุนเมาขี่ จยย.ย้อนศรชนเพื่อนอาการโคม่า

โซเชียลมีการแชร์คลิปฉาวเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลบูรพา อ.เมือง จ.ชลบุรี ความยาว 1.37 นาที โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 5-6 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจป้องกันปราบปราม 3 นาย ยืนล้อมเตียงชายคนหนึ่งคาดว่าเป็นผู้ต้องหา     จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้รูดปิดผ้าม่านเพื่อปิดบังไม่ให้ใครเห็น โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่าย ปกครอง 3 คน ตำรวจ 2 นาย ยืนล้อมเตียงอยู่ด้านใน และมี จนท.นายหนึ่งได้รัวหมัดกระหน่ำชกต่อยชายคนดังกล่าวนับ 10 ครั้ง เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะที่สังคมออนไลน์วิจารย์การทำงานของเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่       ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายภิภัฎก์ษัตยา ถิรวิวัฒน์กุล อายุ 42 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดราชสีห์พิทักษ์ราษฏร์ ซึ่งเป็นคนที่ปรากฎในคลิปรัวหมัดทุบผู้ต้องหาที่นอนบาดเจ็บอยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉินเล่าว่า วันเกิดเหตุได้ไปปฏิบัติงานช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.เมืองชลบุรี ซึ่งได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.เสม็ด ตั้งด่านความมั่นคงที่ถนนข้าวหลาม ฝั่งขาออก ตรวจจับกุมเด็กแว้นที่ออกมาแข่งบนท้องถนน   ระหว่างนั้นมี มีเด็กแว้นขี่ จยย.มา 2 คัน คันแรกขี่สวนเลนหนีไป ส่วนอีกคันเห็นว่าด้านหน้ามีด่านจึงพยายามขี่รถ จยย. จะหลบหนี แต่เสียหลักพุ่งชนนายขวัญชัย ช่างเหล็ก หรือที่เรียกกันว่าน้าหมอ อายุ 57 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) อ.เมืองชลบุรี รุ่นพี่ของตนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้นจนล้มลงบาดเจ็บ ขาหัก 2 ข้าง กระดูกหน้าอกแตก ศีรษะฟาดพื้น ลมหายใจรวยริน เจ้าหน้าที่พยายามปั๊มหัวใจนานถึง 10 นาที  จึงเรียกรถกู้ชีพนำส่งโรงพยาบาลบูรพา โดยสัญญาณชีพต่ำมาก อาการล่าสุดโคม่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านตรวจทุกคนไปรอเฝ้าสังเกตอาการบาดเจ็บของคนเจ็บ บริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน   ตนทราบว่าคนขับขี่รถจักรยานยนต์ที่พุ่งชนถูกจับกุม และถูกส่งตัวมารักษาที่ห้องฉุกเฉินของ รพ.บูรพา เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครองและอาสาสมัคร บางส่วนก็เข้าไปสอบถามเด็กแว้นวัยรุ่นชายอายุ 20 ปี ที่นอนเจ็บอยู่บนเตียงในฉุกเฉิน พอตนเจอเด็กแว้นทำให้ไม่พอใจควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงพยายามทุบผู้ต้องหาหลายครั้งด้วยความโมโห “การกระทำของผม ผมขออภัย ยอมรับว่าผิดจริง ๆ ผมก็เสียใจที่ทำแบบนั้น พยายามปรับปรุงแก้ไขไม่อยากให้ใครเดือดร้อนในการกระทำของผม”   นายภิภัฎก์ษัตยา ยอมรับได้กระทำจริงไม่ได้ต่อยปางตาย และได้ยกมือไหว้ขอโทษในสิ่งที่ทำลงไปอาจจะเกินเลย ขอร้องอย่าโทษองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ  เป็นเพราะความบันดาลโทสะของตนเอง เนื่องจากตนกับน้าหมอทำงานร่วมกันมานานเปรียบเสมือนญาติ   ยืนยันตนไม่ได้เตรียมการมาก่อน หรือสั่งให้ใครรูดปิดผ้าม่านเพื่อจะทุบผู้ต้องหา ไม่รู้ด้วยซ้ำใครเป็นคนรูดม่าน ซึ่งตนเข้าไปยืนอยู่ข้างเตียงไม่ได้บอกใคร ปลัดอำเภอที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็ไม่รู้ ว่าตนจะก่อเหตุดังกล่าว นาทีนั้นได้ยินเสียงปลัดอำเภอพูดว่า “พอแล้ว พอแล้ว” และได้ตำหนิไม่ให้ทำแบบนี้เพราะไม่สมควรอยู่ในเขตโรงพยาบาล หลังจากที่ทุบเสร็จก็มีคนพาตนเดินออกจากห้องฉุกเฉิน ส่วนเด็กแว้นไม่ได้สลบคาเตียง เขายังเดินลงจากเตียงได้ปกติแล้วไปให้การที่ สภ.แสนสุข ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ตอนนี้เครียดมากถูกรุมด่า   ขณะที่นายประกาศิต ศึกสงคราม  ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี (ฝ่ายความมั่นคง) ซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง ขณะเกิดเหตุกล่าวว่า ตนได้ไปสอบถามเด็กแว้นที่บาดเจ็บพร้อมต่อว่า ขับขี่รถ จยย. ลักษณะนี้ทำให้คนดี ๆ ต้องบาดเจ็บสาหัสจนเกือบจะเสียชีวิต แต่เด็กแว้นตอบมึน ๆ ว่าไม่ได้ตั้งใจตั้งใจ และมีกลิ่นสุรายอมรับว่าดื่มแอลกอฮอล์  โดยระหว่างที่ตนเองกำลังต่อว่าอยู่นั้นไม่ทันสังเกตว่า ใครเป็นคนรูดผ้าม่านปิดรอบเตียง       ที่แรกคิดว่าปิดม่านเพราะเสียงดังอาจรบกวนคนอื่น แต่จู่ ๆ นายภิภัฎก์ษัตยา ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่าย ปกครองที่มาช่วยปฎิบัติงานตั้งด่านตรวจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ได้เข้า ไปกระหน่ำทุบคนขับขี่รถ จยย.ที่บาดเจ็บ  เข้าใจว่าเป็นเพราะมีอารมณ์โกรธแทนเพื่อนร่วมงาน ที่ถูกเด็กแว้นขี่รถ จยย.ชนจนเกือบจะเสียชีวิต  บางคนน้ำตาคลอจะร้องไห้ อารมณ์รักพี่รักน้อง เพราะว่าสงสารเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ เขาเป็นคนดี จากนั้นเหตุการณ์ก็เป็นไปตามคลิปที่ปรากฎ   นายปกาสิต “ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวตนเองก็มีส่วนผิด ขอโทษสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยไม่มีข้อแก้ตัวใดใด ในฐานะที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาตนขอรับผิดชอบทุกอย่าง และหากจะโดนลงโทษทางวินัย ตนก็ยินดี ส่วนตำรวจที่ปรากฏในคลิปไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่ทำงาน  ด้วยกันเขาเป็นห่วงจึงไปอยู่ตรงนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วตำรวจไม่สามารถห้ามได้ทัน อย่างไรก็ตามผู้ว่าฯ จ.ชลบุรี ให้ทำรายงานชี้แจงแล้ว”        ทางนายแพทย์ ผอ.สุริยา โปร่งน้ำใจ  ผอ.โรงพยาบาลบูรพา เผยว่า หลังเกิดเหตุทราบว่า จนท.ห้องฉุกเฉินพยายามเข้าไปห้ามปรามแล้วสำหรับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เห็นเป็นข้าราชการคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุขึ้นมาแล้วในฐานะผู้บริหารก็ต้องรับผิดชอบหามาตรการป้องกันต่อไป เหตุที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเสียขวัญเช่นกันเพราะเป็นเขตโรงพยาบาล   นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ไปคุยกับนายภัทรศักดิ์ ทิมทอง ญาติของ อส. ที่ถูกรถ จยย.ชน เผยว่า เหตุที่เกิดขึ้นในห้องฉุกเฉินนั้น เชื่อว่านายภิภัฎก์ษัตยา คงโมโหจริง ๆ ถ้าเป็นตนก็คงต้องทำแบบนี้เหมือนกัน หากเด็กแว้นไม่ขี่แหกด่านยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ อย่างมากก็เสียค่าปรับ  ส่วนอาการของนายขวัญชัย รักษาอาการอยู่ในห้องไอซียูยังโคม่า ปอดติดเชื้อ หายใจเองไม่ได้ ประสาทการรับรู้ช้า       ทางนายภัครธรณ์  เทียนไชย ผู้ว่าราชการ จ.ชลบุรี ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว โดยคนที่ลงมือทุบผู้ต้องหานั้นเป็น อส.ประเภทสำรอง คล้ายจิตอาสาที่เข้ามาช่วยงานฝ่ายปกครองเท่านั้น ไม่มีเงินเดือน แต่ก็ควรยับยั้งชั่งใจไม่ควรกระทำตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นสั่งให้นายอำเภอ ปลดการทำหน้าที่ของคนก่อเหตุแล้ว หากผู้ต้องหาที่ถูกทำร้ายจะเอาเรื่องแจ้งความข้อหา ทำร้ายร่างกาย ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจจะแจ้งข้อหาดำเนินคดี   ด้าน พ.ต.อ.เทียนชัย เลิศมณีทวีทรัพย์ ผกก.สภ.แสนสุข ว่าจากการสอบปากคำ นายศรศักดิ์ ขอคนสำโรง อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาที่ขี่รถ จยย.หนีด่านพุ่งชนนายขวัญชัย อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ยอมเปิดปากพูดถึงเรื่องที่ถูกซ้อมใน รพ. เลยไม่รู้ว่าจะแจ้งความเอาเรื่องคนก่อเหตุหรือไม่ ทั้งนี้ได้ส่งตัวฝากขังต่อศาล จ.ชลบุรี ไปแล้ว ขณะนี้ตัวถูกส่งควบคุมอยู่เรือนจำกลางชลบุรี    ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นยืนยันว่าชายที่ทำร้ายผู้ต้องหาไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานหนึ่งในพื้นที่ที่ร่วมปฏิบัติงานกับตำรวจ พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีตำรวจเกี่ยวข้อง เพราะจากภาพในกล้องวงจรปิดแม้ตำรวจจะอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เนื่องจากได้รับการประสานให้มารับตัวผู้ต้องหาที่โรงพยาบาล แต่ขณะเกิดเหตุถูกกันให้อยู่ด้านนอกม่านเตียงผู้ป่วย อย่างไรก็ตามหากทางโรงพยาบาลเห็นว่าถูกบุกรุก สามารถแจ้งความได้ และมองว่าแม้ผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกาย จะเป็นผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปทำร้าย   นอกจากนี้นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @mhorteeofficial ถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า "เรื่องที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอนั้นน่าสะเทือนใจมาก ชายในเครื่องแบบกลุ่มหนึ่งได้เข้าทำร้ายร่างกายผู้ป่วยโดยการชก ซึ่งอีกฝ่ายไม่มีท่าทางต่อสู้หรือขัดขืน ผมไม่สนับสนุนความรุนแรงและขอเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกครับ"   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KdiA8wZVIwI

 9,389
แชร์ออฟเดอะเดย์
03 ก.ค. 62

ผอ.รพ.แม่สอด แจงอีกมุม ยันญาติคนไข้ไม่ตั้งใจทุบกระจกห้องฉุกเฉิน-ด่าหมอเพราะรอนาน

ตาก-แพทย์หญิงอภิชาญา สุขประเสริฐ แพทย์แผนกอุบัติเหตุและเวชศาสตร์ โรงพยาบาลแม่สอด ได้โพสต์เรื่องราวกรณีมีญาติคนไข้คนหนึ่งไม่พอใจ คนไข้มีโรคประจำตัวเดิม ครั้งนี้มีอาการหลายวัน จึงมาตรวจช่วงดึก แต่ต้องรอคิวนานทำให้ไม่พอใจ บันดาลโทสะ ทุบประตูกระจกของ รพ.แตก และเข้ามาด่ากราดเจ้าหน้าที่ภายใน ทำให้เจ้าหน้าที่เสียกำลังใจในการปฏิบัติงาน   จากการตรวจสอบพบว่า เหตุเกิดช่วงเที่ยงคืนเศษ มีคนไข้ฉุกเฉินถูกทำร้ายร่างกาย จำนวน 3 ราย มาไล่เลี่ยกัน ทางทีมแพทย์ พยาบาล ก็ต้องรีบรักษาคนไข้ฉุกเฉินกลุ่มนี้ก่อน ซึ่งก็คงสร้างความไม่พอใจให้กับญาติผู้ป่วยรายนี้ ล่าสุด ทางโรงพยาบาลแม่สอด ได้ว่าจ้างช่างกระจกมาทำการเปลี่ยนประจกใหม่แล้ว   ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่หมดกำลังใจ ขณะนี้มีคนไข้มาที่ฉุกเฉินจำนวนมาก เนื่องจากโรคไข้ชิคุนกุนย่าและไข้เลือดออกกำลังระบาดคู่กัน ในขณะที่แพทย์และเจ้าหน้าที่มีเท่าเดิม คนไข้บางคนทนรอไม่ไหว จึงโวยวายขึ้นและขอแซงคิว และทุบกระจกแตก พร้อมทั้งด่ากราดเจ้าหน้าที่   ด้าน นพ.ธวัชชัย เศรษฐศุภพนา ผอ.รพ.แม่สอดชี้แจงว่า วันเกิดเหตุห้องฉุกเฉินมีเคสทำร้ายร่างกาย 3 ราย ระหว่างนั้นมีคนป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเองและความดันสูงมาหาหมอ เกิดอาการเกร็ง ญาติจึงเข้าไปบอกเจ้าหน้าที่ แล้วได้ดันประตูกระจกห้องฉุกเฉินด้วยความแรงจึงทำให้แตก ซึ่งไม่ใช่ความตั้งใจที่จะอาละวาดและทุบกระจกแต่อย่างใด ทางรพ.ไม่ได้เอาเรื่องญาติคนไข้คนนี้แต่อย่างใด ตอนนี้ได้ให้ช่างมาเปลี่ยนกระจกใหม่แล้ว จากวงจรปิดจะเห้นชัดว่าญาติคนไข้ไม่มีเจตนาทำลายทรัพย์สิน   อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ประจำแผนกฉุกเฉิน รพ.แม่สอด ต้องประกาศให้ผู้ป่วยรับทราบว่า ขณะที่มีคนไข้จำนวนมาก แผนกฉุกเฉินมีแพทย์เพียง 2 คน เท่านั้น ไม่สามารถรับรักษาได้ทันที ต้องให้ผู้ป่วยอาคารโคม่ารับรักษาก่อน ผู้ป่วยโรคทั่วไป อาจต้องใช้เวลานาน 4-6 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่มาแล้วให้ลงรายชื่อและรออยู่ที่แผนกคัดกรอง   ล่าสุดเมื่อเวลา 19.00 น. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า บริเวณอาคารฉุกเฉินอยู่ในภาวะวิกกฤตหนัก มีคนไข้ล้นมากกว่า 150-200 ราย ทยอยมาต่อเนื่อง ทั้งคนไทยและชาวเมียนมา อาการต่างหนักเบาตามสภาพการณ์ ต่างเดินทางเข้ามารับการรักษา รถกู้ภัย รถฉุกเฉิน ก็ขนผู้ป่วยมาแทบทุก 20-15 นาที ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมากได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oYNtRBxdefc

 1,945
ข่าวภูมิภาค
17 เม.ย. 62

วัยรุ่นประจวบฯตีกันหน้าห้องฉุกเฉิน รพ.บางสะพานน้อย คว้าพระพุทธรูปตีหัว จนเศียรเปื้อนเลือด

ประจวบคีรีขันธ์-ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 15 เมษายน 62 เวลา 23.00 น. ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ร.พ.บางสะพานน้อย มีกลุ่มวัยรุ่น ประมาณ 20 คน ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เดินทางมาระงับเหตุ สร้างความตกใจให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ และชาวบ้านที่ไปหาหมอ   โดยลักษณะการก่อเหตุมีวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทำร้ายร่างกายกันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บในร้านอาหารที่เปิดขายชั่วคราวริมถนนสายบางสะพาน จากนั้นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บชื่อนายสมยศ ทองรักษ์ อายุ 20 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลบางสะพานน้อย จากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 2 กลุ่มได้เดินทางมาที่โรงพยาบาล และเข้าทำร้ายกันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ อีก 5 คน   นายคงศักดิ์ ศรีสุนทรโวหาร เจ้าหน้าที่ประจำห้องฉุกเฉิน ร.พ.บางสะพานน้อย เปิดเผยว่า ขณะกำลังให้การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บมา โดยมีแพทย์ พยาบาล พร้อมเจ้าหน้าที่รวม 5 คน ร่วมปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วยตนเองได้ยินเสียงเอะเอะโวยวาย จึงเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมาดูพบว่ามีกลุ่มบุคคลกำลังเข้าตีกันอย่างเมามันโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารช่วยกันห้ามปราม ยอมรับว่าไม่มีความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉิน   สำหรับบรรยากาศที่โรงพยาบาลบางสะพานน้อย ยังเปิดให้บริการตามปกติ ตรวจสอบภายในโรงพยาบาลไม่พบทรัพย์สินเสียหาย แต่พบว่า หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นที่ตีกัน ได้คว้าเอาพระพุทธรูปที่ทางโรงพยาบาลตั้งไว้ให้ประชาชนได้สรงน้ำพระเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ มาเป็นอาวุธในการตีกันด้วย จนเลือดเลอะพระและพระองค์ดังกล่าวได้กระเด็นตกบ่อน้ำกลางโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ต้องไปงมเอาพระขึ้นมาล้างทำความสะอาดคราบเลือดออก พบว่าที่เศียรพระมีรอยหักชำรุดจากการตีกันด้วย   ด้านนางสาวดารณี ครองบุญ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน โรงพยาบาลบางสะพานน้อย เล่านาทีเกิดเหตุให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุเข้าเวรตามปกติ ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่พึ่งออกมารับคนไข้เข้าไปทำแผล ไม่นานกลุ่มวัยรุ่นก็ตามมา และชกต่อยกัน   แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจ2คนจะพยายามห้ามแล้ว ก็หยุดเพียงแป๊บเดียวก็ตีกันอีก รวม 3 ครั้ง ถึงยอมแยกย้าย ที่น่าเศร้าใจคือ วัยรุ่นที่ตีกัน คว้าเอาพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่มาตีกัน จนเลือดอาบหัวแตก และพระเปื้อนเลือด เป็นเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย ยอมรับว่าตัวเองกลัว แม้จะเคยเห็นเหตุตีกันมาบ้างแต่ครั้งนี้รุนแรงมาก   ล่าสุดตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว 9 คน และจะนำไปฝากขังต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VCYvuXBwoNI

 4,425
ข่าวภูมิภาค
06 ธ.ค. 61

แพทย์แจง จนท.ห้องฉุกเฉิน ไม่ได้ชกลุงวัย 65 หลังญาติเอะใจเจอแผลที่คิ้วหลังเสียชีวิต

ขอนแก่น-นางสาวศรินทิพย์ อิ่มใจ อายุ 45 ปี ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ ประเคนทอง อายุ 65 ปี ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว พร้อมด้วยนางขวัญใจ เกิดเดช อายุ 76 ปี ภรรยาของนายพินันท์ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น หลังพบว่ามีบุคคลที่คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ชกใบหน้าผู้ตาย ขณะเข้ารับการรักษาภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 28 พ.ย.2561 ต่อเนื่องวันที่ 29 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา   ทางญาติเล่าว่าหน้ามืดอยู่ในบ้าน จึงได้ประสานโรงพยาบาล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นำรถกู้ชีพไปรับพ่อมาที่รพ.ซึ่งแพทย์และเจ้าหน้าที่ ที่รพ.บ้านไผ่ ทำการตรวจร่างกายในเบื้องต้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร เพราะเครื่องมือไม่ครบสมบูรณ์ จึงทำการส่งตัวบิดารักษาต่อที่รพ.ขอนแก่น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อยู่รพ.บ้านไผ่ และช่วงการนำส่งตัวผู้ป่วยนั้น ยังสามารถพูดคุยกับแม่ได้ตามปกติ มีสติพูดจารู้เรื่องทุกอย่าง พอเจ้าหน้าที่มาส่งถึงโรงพยาบาลขอนแก่น ก็นำตัวพ่อขึ้นบนเปลและเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันที โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าไปด้วย   สักพักแม่ของตนได้ยินเสียงดังโคลม ก็คิดว่าอาจมีใครตกเตียงแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพ่อของตนเอง และก็ไม่ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่เพราะกลัวจะถูกต่อว่า กระทั่งตนเองเดินทางมาถึงโรงพยาบาลและพบกับแม่ แต่สิ่งที่เห็นคือภาพที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมอและพยาบาลช่วยทำปั๊มหัวใจพ่ออยู่ และแจ้งตนเองว่าหากทำการปั๊มหัวใจอีกสักพักถ้าไม่ฟื้นคงต้องปล่อย ซึ่งตนเองก็ได้ทำใจไว้ กระทั่งพ่อของตนได้เสียชีวิตลง และได้ทำเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตจนเสร็จสิ้นและเดินทางกลับบ้านพร้อมแม่   ระหว่างทางตนนึกขึ้นได้ว่าเห็นบาดแผลที่คิ้วของพ่อมีรอยเย็บ จึงสอบถามกับมารดาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่ไม่ทราบว่ารอยเย็บนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด เนื่องจากไม่กล้าสอบถามทางเจ้าหน้าที่กลัวว่าจะถูกต่อว่า และแม่ยืนยันว่าขณะนำส่งมาที่ รพ.ขอนแก่น พ่อไม่มีบาดแผลบนใบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ตนจึงได้สอบถามไปทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ ซึ่งทางโรงพยาบาลบ้านไผ่ยืนยันว่า ขณะที่ไปรับผู้ป่วยจากบ้านกระทั่งนำส่งถึง รพ.ขอนแก่น ผู้ป่วยไม่มีบาดแผลเย็บที่คิ้วแต่อย่างใด   จึงสอบถามไปทางโรงพยาบาลขอนแก่น ได้คำตอบครั้งแรกว่า ผู้ป่วยหกล้มในห้อง หัวไปฟาดกับของแข็ง ตนเองจึงติดใจว่าทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่แจ้งกับญาติผู้ป่วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลโทรกลับมาบอกอีกครั้งว่า ผู้ป่วยพลัดตกเตียง ตนจึงถามกลับว่าทำไมทีแรกถึงบอกว่าหกล้ม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เป็นเพราะพยาบาลเห็นใบลงความเห็นของแพทย์วาดภาพบาดแผลที่เกิดขึ้น จึงคิดเองว่าเป็นเพราะหกล้ม แต่พอดูกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บิดาของตนเองพลัดตกเตียงจริง ซึ่งข้างเตียงไม่มีการนำราวเหล็กขึ้นมากั้นเอาไว้ซึ่งเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างชัดเจน   นอกจากนี้ยังพบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกล้องวงจรปิดอีกอย่างคือ หลังจากที่พ่อตนเองพลัดตกเตียงไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็นำตัวออกจากห้องฉุกเฉินไป โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พาไปเอ็กซเรย์สมอง ก่อนจะนำตัวกลับมา โดยได้มัดแขนของพ่อตนไว้กับราวเหล็กข้างเตียงด้วย   และยังมีชายคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เดินมาหาพ่อตนที่เตียง ก่อนจะลงทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งลักษณะเหมือนกับการชกเข้าที่ใบหน้าของพ่อตนเอง ก่อนจะบังคับให้พ่อตนเองนอนลง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าและพูดบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งตนคาดว่าจะเป็นการด่าทอพ่อของตนเอง จึงได้พูดคุยกับทางโรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมพูดคุยได้เจรจาขอร้องกับทางญาติว่า อย่าเอาเรื่อง อย่าแจ้งความเด็ดขาด และห้ามบันทึกภาพในคลิปด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะจัดการกับคนก่อเหตุเอง   หลังจากบำเพ็ญกุศลศพพ่อเรียบร้อย ก็มีโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ รพ.ศูนย์ซึ่งเป็นระดับหัวหน้า โทรศัพท์ไปบอกว่า เรื่องการทำร้ายร่างกายนั้น คนก่อเหตุยอมรับว่าได้ทำร้ายร่างกายพ่อจริงและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฝากขอโทษญาติๆ ด้วย และในช่วงกลางคืนวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนเดิมก็โทรศัพท์มาหาอีก แต่ครั้งนี้บอกว่า อย่าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ เพราะไม่มีใครทำร้ายคุณพ่อ คุณพ่อตกเตียงเอง ทางผู้บริหารขอโทษกับสิ่งที่เกิดความเข้าใจผิดขึ้น และอยากพบกับญาติๆ ในวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคมนี้   ทางญาติเกรงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ลมปาก ส่วนคนที่ลงมือทำร้ายพ่อก็ยังลอยนวล จึงเข้าแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน เอาตัวผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายพ่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะเข้าพบผู้บริหาร รพ.ศูนย์ขอนแก่น ตามคำเชิญ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้ผู้บริการแก้ไข เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและประชาชนที่เข้ามารับการรักษาใน รพ.ของรัฐ หากไม่มีการแก้ไขเชื่อว่าต้องเกิดเหตุขึ้นกับคนอื่นๆ อีก   ด้าน นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ถึงกรณีดังกล่าว ทราบว่า ทางรพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พอทราบเรื่องก็มีการประสานกับญาติ และพูดคุยกันมาโดยตลอด และมีการดูกล้องวงจรปิดด้วยกันมาแล้ว แต่ดูผ่านจอขนาดเล็ก ซึ่งในขณะนั้นดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่ทำร้ายคนป่วยจริง แต่เพื่อความเป็นธรรมกับทุกๆ คน ทั้งญาติคนตายและเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาจึงได้ดูคลิปดังกล่าวจากจอขนาดใหญ่ ปรากฏภาพที่ชัดเจนกว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลชาย รายดังกล่าวไม่ได้ทำร้าย หรือชกใบหน้าของคนป่วย แต่ได้ยื่นมือไปดึงมือคนป่วยออก เพราะคนป่วยจะดึงผ้าปิดแผลออกจากคิ้วข้างซ้าย ซึ่งกรณีที่มีการเข้าใจผิดเช่นนี้ เกิดขึ้นได้เสมอ   แต่ในฐานะผู้บริหาร หากเจ้าหน้าที่ทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินการเอาผิดตามระเบียบ และเพื่อความเป็นธรรมและกระจ่างในความสงสัยที่ค้างคาในใจของญาติผู้ป่วย จึงได้ประสานให้ญาติมาดูกล้องวงจรปิด ส่วนการที่ญาติเข้าแจ้งความนั้น สามารถทำได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มาดูคลิป   ซึ่งเมื่อดูคลิปเชื่อว่าทุกฝ่ายจะพบความชัดเจนของเรื่องดังกล่าวทั้งหมด เพราะผู้ป่วยรายนี้ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง จะมีอาการกดทับเส้นประสาท ทำให้หน้ามืดบ่อย จนพลัดตกเตียง ซึ่งในกรณีคนป่วยตกเตียงก็ถือเป็นความบกพร่องที่เจ้าหน้าที่ ดูแลไม่ทั่วถึง ในจุดนี้ รพ.ต้องขอโทษญาติผู้ป่วยด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/ltKZvZwKsaA  

 5,455
ปากท้องร้องทุกข์
19 ต.ค. 61

สาวสระแก้วโวย ปวดหัวกลางดึกไปหาหมอ โดนไล่ นี่ รพ.ไม่ใช่เซเว่นฯ

สระแก้ว-นางสาวเยาวลักษณ์ นาศทอง อายุ 24 ปี เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่า ตนเองมีอาการปวดศีรษะอย่างมาก ไปซื้อยาจากร้านขายยามาทานแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงได้เดินทางไปโรงพยาบาลอรัญประเทศ จ.สระแก้ว   แต่พอตนเองถูกส่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน กลับถูกแพทย์เวรซึ่งเป็นผู้ชายไล่ตะเพิดว่า นี่มันโรงพยาบาลนะ ไม่ใช่เซเว่น ให้มาใหม่ในวันพรุ่งนี้ นางสาวเยาวลักษณ์ บอกว่า ตนเองมีอาการปวดศีรษะมาก มาเจอหมอไล่อีกจึงไม่รู้จะไปไหน   ด้านผู้ที่เห็นเหตุการณ์บอกว่า เห็นหญิงสาวคนดังกล่าวเดินร้องไห้ออกมา แล้วพูดว่า ถ้ามีคลินิกเปิดตนเองก็คงไม่มาโรงพยาบาล แต่นี่มันดึกแล้วคลินิกปิดไปหมดแล้ว พร้อมด้วยหน้าตาแดงกล่ำ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้พยายามที่จะเข้าสอบถามแพทย์เวรคนดังกล่าว แต่ทางแพทย์เวรได้ทำการปฏิเสธ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rbuZ0vx-nS4

 87,301
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ค. 61

แพทย์สนามพร้อมรับตัวเด็กๆหลังออกจากถ้ำ พาขึ้น ฮ.ส่ง รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์

ทีมแพทย์เตรียมโรงพยาบาลสนาม ของกรมการแพทย์ทหารบก เพื่อรอรับเด็กๆเมื่อออกจากปากถ้ำ โดยเป็นลักษณะของห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่มีอุปกรณ์ครบครัน มีเครื่องปรับอากาศ รองรับผู้ป่วยได้ 20 คน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่   สีแดง-ผู้ป่วยเร่งด่วน / สีเหลือง-ผู้ป่วยปานกลาง / สีเขียว-ผู้ป่วยเล็กน้อย ซึ่งมี จนท.พร้อมให้บริการเต็มอัตรา   จากนั้นจะนำตัวผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาล เพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยัง รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งจากการซักซ้อมใช้เวลาจากจุดที่ ฮ.ลงจอดเพียง 5 นาที ก็ถึงโรงพยาบาลทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/I3D1oa8tB2A

 2,072
แชร์ออฟเดอะเดย์
28 พ.ค. 61

เปิดคลิปคนไข้หัวร้อน เตะหน้าบุรุษพยาบาลกลางห้องฉุกเฉิน

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง ได้โพสต์คลิปเฟซบุ๊ก คนไข้เตะเข้าที่หน้าของบุรุษพยาบาลจนล้มลง พร้อมระบุข้อความว่า   “เห็นใจคนทำงานในห้องฉุกเฉินกันบ้างนะคะ เราทุกคนก็อยากจะให้ทุกคนดูแลได้ทั่วถึงนะคะ บางทีอาจต้องรอบ้าง แต่ก็ไม่ควรมาทำร้ายเจ้าหน้าที่แบบนี้นะคะ #ห้องฉุกเฉินคือด่านหน้าแต่ไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์นะคะ #มันใช่หรอคนไข้เตะหน้าพยาบาล”   ด้านแพทย์หญิงที่โพสต์คลิป ระบุว่าไม่ได้มีเจตนาให้คนไข้เสื่อมเสีย แต่อยากให้เห็นใจ จนท.ทำงานในห้องฉุกเฉิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นได้บั่นทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทุกวันนี้ยังมีรอยช้ำที่หน้าอยู่เลย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/w1FmiBcG2jI      

 4,765
ข่าวภูมิภาค
07 พ.ค. 61

ญาติเศร้าร่วมงานศพ 'น้องกวาง' ช็อกเสียชีวิตเหตุห้องฉุกเฉินปิด แม่ยันไม่เผาศพลูกจนกว่าเรื่องจะเรียบร้อย

จากกรณีโลกโซเชียลมีการแชร์เรื่องราวสะเทือนใจ ของเด็กหญิงญานิศา หรือน้องกวาง ทัดละมัย อายุ 1 ปี 6 เดือน ที่มีอาการป่วยไข้ขึ้นสูงพ่อแม่นำส่ง รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จ.สระแก้ว   แพทย์ระบุผู้ป่วยยังอาการไม่ถึงขั้นช็อกให้กลับไปรอดูอาการที่บ้าน กระทั่งตกดึกวันเดียวกันเด็กมีอาการทรุดหนัก จึงได้นำกลับมา รพ.อีกครั้งเวลาตี 5 แต่ จนท.รพ.เวรเปลได้แจ้งว่าตึกอุบัติเหตุปิด ให้ไปทำประวัติตึกถัดไปและก็ไม่สามารถเข้าไปยังตึกอุบัติเหตุได้ เพราะประตูปิดมีรหัสเข้าประตูด้วย จึงนำตัวน้องกวางมาเช็ดตัวรอนาน 2 ชั่วโมง มีผู้ป่วยรายอื่นเข้าไปยังตึกอุบัติเหตุได้แล้วก็รีบนำน้องเข้าไปรักษา   ต่อมาเด็กเกิดช็อก อาการหนักและแพทย์ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน สร้างความเสียใจและไม่พอใจกับพ่อแม่และญาติของผู้เสียชีวิต จึงได้เรียกร้องขอความเป็นธรรม และทาง รพ.ได้ออกมาแถลงรับผิดกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจากความผิดพลาดของทาง รพ.จริง ซึ่งจะเยียวยาในวงเงิน 4 แสนบาท ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น   ซึ่งบรรยากาศงานศพของน้องกวาง ตั้งไว้ในบ้านพัก มีเหล่าญาติพี่น้องมาอยู่ร่วมพิธีจำนวนมาก และพ่อแม่น้องกวางโดยเฉพาะยายยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้า เนื่องจากเป็นลูกและหลานคนแรกของครอบครัวประกอบกับมีความน่ารักน่าเอ็นดูชอบยิ้มเลี้ยงง่าย   ด้านแม่ของน้องกวางกล่าวว่า จัดงานศพไปตามมีตามเกิด ไม่ได้จัดใหญ่โตทำแบบเรียบง่าย เมื่อ 2 คืนที่ผ่านมามีหมอมาจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว นำพวงหรีดมามอบให้ 1พวง และเงินทำบุญใส่ซองถวายพระ 2,000 บาท จากนั้นก็ไม่มีใครมาอีก ยังยืนยันว่าจะเก็บศพน้องเอาไว้ที่วัดคลองยาง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านพักที่ตั้งศพน้องเอาไว้ก่อน ในวันที่ 7 พ.ค.จะยังไม่ทำการเผาจนกว่าเรื่องจะจบเรียบร้อย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9FD8jAPapi8      

 9,975
สังคม-อาชญากรรม
06 พ.ค. 61

รพ.เมืองสระแก้วแถลงปมแม่พาลูกสาว 2 ขวบป่วยไปหาหมอแต่ห้องฉุกเฉินปิดสุดท้ายเสียชีวิต

จากกรณีชาวเน็ตโพสต์ร้องทุกข์ ด.ญ.วัย 2 ขวบ เสียชีวิตหลังแม่พามาตรวจที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว แต่เจ้าหน้าที่รพ.ไม่ยอมรักษาช่วงตี 5 อ้างว่าแผนกฉุกเฉินปิดทำการ จนทำให้เด็กเสียชีวิต เมื่อไปแจ้งความตำรวจไม่ยอมรับแจ้งนั้น     ล่าสุด นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยเชิญ ครอบครัวของดญ.ญาณิศา นำโดย จ.ส.อ.มารุต คุณมี อายุ 44 ปี พ่อแม่และญาติๆ รวมกว่า 10 มาร่วมรับฟังการแถลงด้วย     นพ.อภิรัต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 เวลา 14.00 น. ด.ญ.ญาณิศา มีอาการไข้สูง หนาวสั่น อาเจียน และถ่ายท้อง ตรวจพบไข้ 40 องศา ชีพจร 110 ครั้งต่อนาที เด็กรู้สึกตัวและตื่นดี แพทย์วินิจฉัยว่า ลำไส้อักเสบ ให้การดูแลรักษาโดยการให้ยาลดไข้ ยาแก้อาเจียน และเกลือแร่ไปรับประทาน พร้อมเช็ดตัวลดไข้จนอาการดีขึ้น ให้คำแนะนำและให้กลับไปรักษาต่อที่บ้าน 4 พ.ค. เวลาประมาณ 6.13 น. คุณแม่เด็กพาผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉินแล้วพบพนักงานที่หน้าห้องฉุกเฉินที่เป็นเวรเปล พูดคุยกับแม่ ซึ่งทำให้เข้าใจว่าห้องฉุกเฉินปิดบริการ และเปิดบริการอีกครั้งตอน 07.00 น. แม่จึงอุ้มลูกไปรับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอก     ต่อมาเวลา 07.02 น. เห็นว่าลูกไม่ดีขึ้น จึงพามาตรวจที่ห้องฉุกเฉิน พบว่าเด็กตัวเขียว ชีพจรเบา ตัวลายและมีภาวะขาดน้ำมาก (sunken eyeball, severe dehydration) แพทย์และเจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือโดยให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะ และใส่ท่อช่วยหายใจ หลังใส่ท่อเด็กมีอาการหัวใจหยุดเต้นและช่วยฟื้นคืนชีพ ซึ่งฟื้นมาเป็นช่วงๆ ทำการช่วยฟื้นคืนชีพทั้งหมด 3 ครั้ง ตั้งแต่ 07.35-08.57 น. และเสียชีวิต 09.35 น.   จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางโรงพยาบาลรู้สึกเสียใจอย่างมาก และน้อมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และจะนำข้อผิดพลาดดังกล่าวไปแก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 41 ทางผู้เสียหายจะได้รับเงินเยียวยา เบื้องต้นในวงเงินไม่เกิน 4 แสนบาท โดยจะเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดคาดว่าไม่เกิน 2 เดือน   โดยทางญาติก็ยอมรับข้อตกลงในกรณีการเสียชีวิตและเซ็นรับทราบ แต่ยืนยันจะยังไม่เผาศพน้องกวาง จนกว่าจะได้รับการเยียวยาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าการดำเนินการจะไม่เกิน 2 เดือน                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/-53r8Sr8f0k

 19,698

Top