ค้นหา :

ผลการค้นหา "ครู"

สังคม-อาชญากรรม
29 ก.ค. 61

โผล่อีก! 2 คุณครูสุดระทม ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้ กยศ. เผยกำลังป่วยแบกรับหนี้แทนไม่ไหวแล้ว

2 คุณครูร้องค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้ลูกศิษย์ แต่ถูกลูกศิษย์เบี้ยวชำระหนี้ ซ้ำรอยกรณีครูวิภา        ครูไกรวิทย์  อายุ 58 ปี อดีตครูโรงเรียนเอกชนย่านหนองแขม เปิดเผยว่า ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งผ่านมากว่า 3 ปี ที่ออกจากอาชีพครู ครอบครัวแตกแยก และยังป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ วอนลูกศิษย์ที่ตนเซ็นค้ำประกันให้ว่า ให้ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและครอบครัว      ด้านครูสรพงษ์ เคล้ากล้า อายุ 59 ปี หรือ "ครูหมี" ครูชำนาญการโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม ต.ห้วยต้อน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ได้เซ็นค้ำเงินกู้จาก กยศ.ให้กับนักเรียน จำนวน 40 คน ปัจจุบันมีอยู่ 15 คนที่มีหมายศาลมาหาตนเมื่อปี 2558 ส่วนตัวไม่ได้คิดโกรธเคืองลูกศิษย์ แต่อยากขอวิงวอนให้ลูกศิษย์ที่ขาดส่งชำระหนี้ให้รีบมาชำระหนี้ เพราะตอนนี้ตัวเองกำลังป่วยหนักไม่สามารถแบกรักหนี้สินแทนได้แล้ว                 ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/H8dNasbVLm8

 2,376
สังคม-อาชญากรรม
17 มี.ค. 61

ศาลยกฟ้อง 'พรชนก' ร่วมฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น ส่วนสามีเจอคุก 33 ปี

เมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ชั้น 2 ศาลจังหวัดสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีดำเลขที่ 4571/60 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ กับ นายสมชาย แก้วบางยาง อายุ 51 ปี จำเลยที่ 1 และนางเพ็ญศรี หรือ พรชนก ทานากะ หรือ ไชยะปะ อายุ 51 ปี จำเลยที่ 2 ข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง     โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายสมชายรับสารภาพในชั้นสอบสวน ว่าก่อเหตุฆ่านายทานากะ เนื่องจากเกิดความหึงหวง เพราะเคยมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากับจำเลยที่ 2 มาก่อน ส่วนข้อต่อสู้ที่ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพนั้นตอนสอบสวนมีทนายนั่งฟังด้วยและไม่ปรากฏว่ามีการเกลี้ยกล่อมแต่อย่างใด     ส่วนเรื่องที่พยานทางฝั่งจำเลย ให้การในชั้นศาลว่า ในวันเกิดเหตุที่นายทานากะเสียชีวิตว่าจ้างให้นายสมชายขับแท็กซี่ไปส่งของที่ต่างจังหวัด เนื่องจากรถของตนเองประสบอุบัติเหตุนั้น ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าในวันดังกล่าวมีเหตุจริง รวมถึงคำให้การดังกล่าวไม่มีในชั้นสอบสวน ทั้งนี้จึงพิเคราะห์ตามหลักฐานดังกล่าวมีความแน่นหนามั่นคง เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่านายสมชายฆ่านายคาซึโตชิ ทานากะ จริง เพราะความหึงหวง ประกอบกับ โจทย์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานให้เชื่อมโยงได้ว่านายสมชายวางแผนฆ่านายคาซึโตชิ ทานากะ เพื่อครอบครองธุรกิจและวางแผนเอาเงินประกัน จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย ศาลจึงพิพากษาตัดสินนายสมชาย ในข้อหาฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อคดีลดลง 1 ใน 3 คงเหลือ จำคุก 33 ปี 4 เดือน โดยให้นับต่อจากคดีแดงเลขที่ 90/2559   ส่วนนางพรชนก จำเลยที่ 2 โจทย์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องและโจทย์ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่านายคาซึโตชิ ทานากะ มีเงินประกันมาก่อน ถึงแม้จะมีข้อพิรุธเรื่องการสั่งไม่ให้คนอื่นบอกว่านายสมชาย อยู่ในที่เกิดเหตุแต่จากการสืบพยานก็เป็นหลังจากนายคาซึโตชิ ทานากะ เสียชีวิตแล้ว จึงไม่มีข้อพิสูจน์ถึงแรงจูงใจในการฆ่าได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย ศาลยกฟ้องนางพรชนก ในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง   ด้าน นางจินตนา ณะสุโห อายุ 63 ปี มารดานางเค็กโกะ เปิดเผยว่า หลังฟังคำพิพากษาแล้วส่วนหนึ่งรู้สึกพอใจ แต่อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกเสียใจ ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินการต่อไปอย่างไรต้องรอพูดคุยปรึกษากับบุตรสาวก่อนเพราะตอนนี้บุตรสาวเดินทางไปต่างประเทศ    ขณะที่ นายจรินทร์ ภิคุปต์ ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับจำเลยทั้ง 2 จึงไม่ทราบว่าทางนายสมชาย จะยื่นอุทธรณ์ ในเรื่องของคำพิพากษาหรือไม่โดยหลังจากนี้จะเข้าพูดคุยอีกครั้ง   สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการหายตัวไปของ นายโยชิโนริ ชิมาโตะ ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น อายุ 79 ปี  ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.57 ทำให้นายเท็ตสึโอะ ชิมาโตะ บุตรชาย เดินทางมาตามหาและแจ้งความไว้ที่ สน.ห้วยขวาง กระทั่งนางพรชนก ไชยะปะ เพื่อนสาวคนสนิท ยอมรับสารภาพว่าตนและนายสมชาย สามี นำร่างของนายโยชิโนริมาชำแหละในบ้านพักที่หมู่บ้านออร์คิด แบ่งชิ้นส่วนบรรจุใส่กระสอบปุ๋ย จำนวน 4 กระสอบ ก่อนจะนำใส่รถแท็กซี่มาทิ้งบริเวณใต้สะพานคลองย่าน อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เพื่ออำพรางคดี โดยศาลอาญารัชดา พิพากษาประหารชีวิต นายสมชาย แก้วบางยาง ส่วนนางพรชนก จำคุก 48 ปี ร่วมซ่อนเร้นศพ ไปเมื่อวันที่ 14 ม.ค.59 ที่ผ่านมา   ขณะเดียวกันจากคดีที่เกิดขึ้นยังทราบอีกว่ายังมี นายญี่ปุ่นคนแรกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับนางพรชนกคือ นายคาซึโตชิ ทานากะ ที่เคยคบหากับนางพรชนกจนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน จนในปี 2546 นายคาซึโตชิ ได้ประสบอุบัติเหตุตกบันไดเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปความเห็นคดีดังกล่าวว่าเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งจากการเสียชีวิตของนายคาซึโตชิ นางพรชนกได้รับเงินประกันชีวิตกว่า 3 ล้านบาท จนนางเค็กโกะ มัตตา ทราบข่าวการตายของนายโยชิโนริ ชิมาโตะ ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น จึงสงสัยว่าบิดาของตนเองอาจจะถูกฆาตกรรม ไม่ได้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุตกบันได ตามที่นางพรชนกที่อยู่ในที่เกิดเหตุกล่าวอ้าง วันที่ 23 ต.ค.2557 จึงได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อขอให้ตำรวจรื้อฟื้นคดี                           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/P9-c1xPfNw4

 5,811
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.พ. 61

แนะปัญหาละเมิดทางเพศครู-ศิษย์ ต้องไม่ทำให้เด็กปิดปาก-สื่อต้องเสนอรอบด้าน-กระบวนการยุติธรรมต้องระวัง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 10” ในหัวข้อ “ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมาภิบาลกับเรื่องเพศในโรงเรียนไทย” โดยเป็นเวทีอภิปรายทางวิชาการถึงประเด็นความสัมพันธ์อันเป็นปัญหาระหว่างครูกับศิษย์ในโรงเรียน ที่ปรากฎเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง     ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำการศึกษาเรื่องความรุนแรงและสิทธิเด็กในโรงเรียน ระบุว่า โรงเรียนคือสังคมจำลอง ดังนั้นภาพของความสัมพันธ์ระหว่างครู ศิษย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น บางครั้งพื้นที่ข่าวก็เงียบหายไปเพราะมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจกว่า หรือการสอบสวนที่เป็นแบบข้าราชการสอบกันเอง   เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในโรงเรียนมีหลายระดับ เช่น นักเรียนชายแซวครูผู้หญิง หรือนักเรียนกลุ่ม LGBT ที่ถูกกระทำจากนักเรียนกลุ่มอื่น หรือการนัดพบกันในมุมลับ หรือบนพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ออนไลน์ระหว่างผู้ที่มีความสัมพันธ์กัน มีงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่าเด็กนักเรียนชายหนึ่งในหก และเด็กหญิงหนึ่งในสี่ล้วนผ่านการล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน โดยเฉพาะเด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มที่จะเงียบเสียงมากกว่าด้วยความคาดหวังของสังคมที่คาดหวังว่าผู้ชายจะไม่เสียหาย   ขณะที่พื้นที่สื่อก็นำเสนอภาพของแม่ของเด็กผู้เสียหายชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงโทษจากสังคมซ้ำ คือการซุบซิบนินทา ทำให้ผู้เสียหายเริ่มเงียบเสียง และอาจเกิดการช่วยเหลือกันระหว่างผู้อำนวยการและครู ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและเงียบหายไป เพื่อรอเหตุปะทุซ้ำอีกครั้ง นำไปสู่การตั้งคำถามว่าโรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่   ดังนั้น เรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับการสอบสวนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนค่านิยมให้ผู้ใหญ่และเด็กเป็นเพื่อนที่เคารพกัน และการทำให้เสียงของเด็ก ซึ่งเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในโรงเรียนได้รับการรับฟัง และทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่รับฟังเด็กมากขึ้น เพื่อทำให้เสียงของเด็กไม่เงียบ และจะเตรียมพร้อมอย่างไรให้เด็กรู้จักสิทธิเหนือร่างกายของตนเอง การอยู่ร่วมกับเพื่อนและผู้ใหญ่ รวมถึงทักษะชีวิตด้านการต่อรองและส่งเสียงเมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้จะต้องตั้งคำถามว่า จะป้องกันเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เช่น เด็กกลุ่มเสี่ยง เปราะบาง เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จะมีกลไกให้เขารับมืออย่างไร หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะดูแลเด็กอย่างไร ส่วนครูเองต้องมองบทบาทตัวเองให้ไกลกว่าวิชาที่ตัวเองสอน เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิด หรือแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ครูต้องรู้ว่าจะปกป้องเด็กอย่างไร หรือรู้ว่าจะทำงานอย่างไรกับนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนมีหน้าที่ถักทอตาข่ายทางสังคมให้เกิดการแก้ปัญหา เช่น การหากลุ่มเพื่อนที่รับฟัง การมีครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญ และการมีเครือข่ายผู้ปกครองที่จะช่วยกันดูแลปัญหาเหล่านี้ สุดท้าย ครูต้องคิดว่าตนเองเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ต้องทำให้คนเห็นสิทธิของตน วิธีการเจรจาต่อรองและปฏิเสธ   ขณะเดียวกันก็ต้องมีการส่งเสริมสุขภาวะทางเพศในโรงเรียน ต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางเพศ เช่น ให้ชายเคารพหญิง ให้หญิงรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ ไม่ทำให้เด็กกลายเป็นวัตถุทางเพศ และเรื่องนี้ก็จะขยายไปถึงการทำสื่อ ซึ่งภาพที่นำเสนอผ่านสื่อ ผ่านละคร ผ่านโฆษณา สังคมก็จะต้องมีการตอบสนองเมื่อมีประเด็นเปราะบางด้วย   นางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าว ระบุถึงการนำเสนอข่าวของสื่อว่า โจทย์ใหญ่ของสื่อคือการเจอกับสถานการณ์รายวันที่มีเรื่องมากมาย จะรับมืออย่างไรกับเรื่องที่ต้องเจาะลึก อธิบายให้รอบด้าน รวมถึงการอธิบายให้ไม่ลำเอียง ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในโรงเรียนเหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากการหลุดออกมาของแชตไลน์ แม้ว่าในการนำเสนอข่าวจะมีการเบลอหน้าผู้เสียหาย แต่ก็ต้องระวังเพราะพัฒนาการของเรื่องไปไกลมาก จนนำไปสู่การเจาะถึงพฤติกรรมของเด็กหญิง และอาจจะละเลยเรื่องอำนาจไป เพราะผู้อำนวยการเป็นผู้ชาย เป็นผู้บริหารโรงเรียน คุณวุฒิ ฐานะต่างๆ ย่อมมีอำนาจเหนือเด็กหญิง ซึ่งเป็นแค่เด็กสาวที่มีความน่ารักความเอ็นดู เด็กแทบไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อมีผู้ใหญ่เข้ามาทำความสนิทสนม ดังนั้นการนำเสนอของสื่อต้องระวังความละเอียดอ่อน จะนำเสนออย่างไรเพื่อไม่ให้ผลิตซ้ำทัศนคติเดิมๆ ว่าเด็กผู้หญิงอาจจะให้ท่ากับฝ่ายชาย ต้องคำนึงว่าผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือเด็กในทุกกรณี   นางสาวณัฏฐายังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีสถานบริการวิกตอเรีย ซีเคร็ท ซึ่งสื่อมักนำเสนอเน้นไปที่ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อ ซึ่งการนำเสนอที่ขาดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็เหมือนสื่อผลิตซ้ำ ข่มขืนซ้ำ กระทำความรุนแรงต่อผู้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ หากสื่อมีเวลาทำงานมากขึ้น ก็อาจทำให้เห็นความจริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ ดังนั้นต้องกลับมาที่ผู้ผลิตสื่อ ที่พอจะเป็นไปได้คือการปรับทัศนคติของสื่อทุกคนทุกหน้าที่ในกระบวนการผลิต ถ้ากองบรรณาธิการเห็นความสำคัญของการผลิตข่าวที่ไม่ผลิตซ้ำ ไม่ลำเอียง ไม่พวกมากลากไป หรือไม่ยึดเรตติ้งเป็นหลัก ก็อาจทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามว่าเราจะทำแบบเดิมจริงหรือ แล้วเราจะปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอได้อย่างไร เราจะมีส่วนเปิดองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปสู่การเคารพบุคคลในข่าว การเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร   ด้าน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ระบุถึงแง่มุมทางกฎหมายว่า เรื่องนี้เป็นตัณหาของมนุษย์ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสังคม เป็นปัญหาทางกฎหมายและปัญหาที่นำกฎหมายไปใช้บังคับไม่ได้ โดยฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศในโรงเรียนก็เช่น ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดฐานกระทำชำเรา การกระทำอนาจาร การพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจาร กฎหมายมีความรุนแรงแต่ละระดับต่างกันไป ซึ่งเมื่อทำกับเด็กอายุไม่เกิน 13 หรือ 15 ปี โทษก็จะหนักขึ้น นอกจากนี้กฎหมายไทยยังคุ้มครองการกระทำชำเราต่อผู้สืบสันดาน ผู้อยู่ในอนุบาล และศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ซึ่งต้องรับโทษเพิ่ม 1 ใน 3 และเป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความได้   อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายมีพร้อม แต่การดำเนินคดีกลับยากมาก เพราะผู้เสียหายอาย หรือกังวลกับการมองของสังคม การปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ ความยากตรงนี้ไม่ใช่แค่กรณีที่เด็กเป็นผู้เสียหาย แต่รวมถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย นอกจากนี้การพิสูจน์ความผิดก็ยาก เพราะเรื่องเกิดในที่รโหฐาน หาพยานหลักฐานยาก กระบวนการที่เกิดขึ้นก็ยาก เช่น การหาทนายต่างๆ นอกจากนี้ยังพบกับศาลที่น่ากลัวที่สุดคือศาลสังคมออนไลน์ เพราะเมื่อนำเสนอไป เขาก็ถูกเปิดเผยตัวเองและถูกข่มขืนซ้ำโดยสังคม สื่ออาจจะต้องช่วยกันปรับทัศนคติทางสังคม รวมถึงภาพของละครที่นำเสนอการข่มขืนก็มีผลต่อความเชื่อของสังคมด้วย   ผศ.ดร.ปารีณายังระบุว่า อีกประการหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดกันคือการปกป้องผู้เสียหายระหว่างการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเห็นใจ ทำอย่างไรเราถึงมีแนวปฏิบัติชัดเจน เช่น เจ้าหน้าที่จะสอบสวนอย่างไร หรือโรงพยาบาลจะตรวจอย่างไรไม่ให้ต้องสอบสวนหรือตรวจซ้ำๆ จนกลายเป็นการทำให้รู้สึกเหมือนถูกข่มขืนซ้ำ แม้ตามกระบวนการทางกฎหมายจะดีเพราะระบุให้มีการสอบสวนโดยสหวิชาชีพ แต่บุคลากรที่พร้อมมีมากเพียงใด มีระยะเวลาให้เขาได้ลงไปทำงานตั้งแต่คดีเริ่มต้นมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้การทำให้เกิดดุลยภาพในการรายงานข่าวของสื่อกับความคุ้มครองเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงไม่มีมาตรการลงโทษสื่อที่ละเมิดแนวปฏิบัติด้วย   นอกจากนี้ยังต้องตั้งคำถามไปถึงการฟื้นฟูเยียวยาว่าจะเป็นอย่างไร เหยื่อจะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างไร หากเขาอายและไม่กล้ากลับมาจะส่งต่อไปยังสถานศึกษาแห่งอื่นได้หรือไม่ ซึ่งในต่างประเทศ ยังมีระบบขึ้นทะเบียนผู้กระทำความผิดทางเพศทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในโรงเรียนได้ ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาได้อีกทางหนึ่งด้วย   ปิดท้ายที่นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้จัดการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ที่ระบุว่า เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็จะพบว่าปัญหาเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วก็เงียบไป สะท้อนว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยแน่นอน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ที่อาจทำให้เรางง หรือไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะมีสัมพันธ์ทางเพศได้, การขาดนโยบายชัดเจนจากกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการปัญหา ขาดแนวปฏิบัติเรื่องการร้องเรียนที่ชัดเจน ซึ่งหากมีเรื่องก็ต้องไปหาสื่อ หรือมูลนิธิที่จะมีสัมพันธ์กับสื่อ ตลอดจนการขาดความรู้ ความเข้าใจของทั้งนักเรียนและครูในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ   ทั้งนี้ ตนมองว่าการทำโรงเรียนให้ปลอดภัย ไม่มีความรุนแรง จะต้องทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องในระบบโรงเรียนให้ได้ จะต้องให้โรงเรียนมีความฉลาดรู้ทางเพศ ซึ่งไม่ใช่แค่ป้องกันปัญหา แต่ทำให้เด็กมีชีวิตทางเพศที่มีความสุขด้วย โดยต้องมีการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่จะเอื้อต่อการไม่ล้อกันในโรงเรียน และเป็นโรงเรียนที่คุ้มครองดูแลในเรื่องเพศ ตัวอย่างเช่น มีการตั้งกล่องรับความเห็นและคำถามที่อยากรู้ให้เด็กมาฝากความเห็นหรือคำถามเอาไว้ นอกจากนี้ ควรจะมีครูที่จะรับฟังเด็ก ไม่ตัดสิน เป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนกับเด็กได้ และโรงเรียนต้องดึงเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชนเข้ามาช่วยด้วย ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน   นางสาวจิตติมายังระบุว่า สังคมต้องไม่ยอมรับต่อความรุนแรงทางเพศ และกระทรวงศึกษาธิการต้องมีความกล้าหาญทางนโยบายที่จะปล่อยมือจากการสั่งการ แล้วให้อำนาจกับโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการได้เองโดยมีกระทรวงเป็นผู้สนับสนุน รวมถึงต้องมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้สุขภาวะทางเพศในโรงเรียน ได้แก่ การสร้างความเท่าทัน เท่าทันตัวเอง เท่าทันสังคมว่าแม้ตนจะมีสิทธิแต่งกายอย่างไรก็ได้ แต่เราอยู่ในสังคมที่ไม่เคารพเนื้อตัวกัน จะทำอย่างไร และเท่าทันความสัมพันธ์ว่าอะไรคือการเอาเปรียบ และมีทักษะในการขอความช่วยเหลือสำหรับเด็ก ทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้เป็นจริง   นางสาวจิตติมาสรุปว่า ปราการที่สำคัญที่สุดที่ขัดขวางการแก้ปัญหาคือทัศนคติที่ตัดสินผู้ที่ประสบปัญหา เพราะจะทำให้เด็กเลือกที่จะปิดปากเงียบ ซึ่งพ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก พ่อแม่จะอยู่กับลูกเสมอ   (ภาพจาก Facebook : Chulalongkorn University)     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bIDNouqwGe4    

 3,869
แชร์ออฟเดอะเดย์
23 ม.ค. 61

ชาวบ้านเอือมระอา แฉแชท ผอ.เจ้าชู้ แอบคบลูกศิษย์สาว ม.2 เป็นแฟนเรียกที่รัก-พาเข้ารีสอร์ท

โคราช-คณะกรรมการสถานศึกษาและคณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา นำหลักฐานร้องเรียนผู้สื่อข่าว หลังสุดทนกับพฤติกรรมของผู้อำนวยการโรงเรียน อายุ 51 ปี ที่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน มีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ลักษณะคบหากันเป็นแฟนอย่างลับๆ มีการพาเด็กหญิงไปเที่ยวแบบ 2 ต่อ 2 พูดคุยกันทางไลน์ในเชิงชู้สาว ต่างฝ่ายต่างเรียกชื่อว่า “ที่รัก” และมีภาพถ่ายกอดคอกันอย่างสนิทสนม   โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านต่างรู้กิตติศัพท์ของ ผอ.คนนี้ เคยมีประวัติเป็นคนเจ้าชู้ มีนิสัยชอบคบหาเด็กนักเรียนในเชิงชู้สาว จึงมีมติของคณะกรรมการโรงเรียน ทำหนังสือแจ้งความประสงค์ต่อสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 (สพป.นม.6) หน่วยงานต้นสังกัด ไม่ขอรับโอนย้าย ผอ.คนนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล   กระทั่งย้ายมาได้ 3 เดือน ก็มีข่าวแบบเดิมอีก คราวนี้พบหลักฐานเป็นข้อความแชทไลน์ในมือถือของเด็กหญิงวัย 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียน ซึ่งจะได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดร้องเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 เพื่อเอาผิด ผอ.ฉาวคนนี้ให้ถึงที่สุด   หนึ่งในชาวบ้านกล่าวว่า พบเห็น ผอ.คนนี้ชอบพาเด็กนักเรียนสาว ม.2 โดดเรียน แอบไปเที่ยวกัน 2 ต่อ 2 หลายครั้ง มีพฤติกรรมเหมือนคู่รัก พูดคุยกอดคอพลอดรักกันในร้านกาแฟ ชาวบ้านพบเห็นเป็นที่เอือมระอา เช่นเดียวกับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง บอกว่า เพื่อนนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ที่มีเรื่องชู้สาวกับ ผอ.โรงเรียน เป็นคนหน้าตาดี โตเป็นสาวเกินตัว เคยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ผอ.เคยให้เงินครั้งละ 500-1,000 บาท เคยพาไปเที่ยวเขาใหญ่ วังน้ำเขียว และพาเข้ารีสอร์ท 3 ครั้ง เชื่อว่าถูก ผอ.ล่อลวงจนมีความสัมพันธ์เกินเลย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kLpNxE570UU    

 175,296
สังคม-อาชญากรรม
20 ม.ค. 61

ยังไม่จบ! ผลตรวจหวยอลเวง30ล้าน พบแค่ลายนิ้วมืออดีตตร. 'ครูปรีชา' สู้ต่อ แย้มมีหลักฐานเด็ด

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดแถลงผลตรวจลายนิ้วมือและ DNA บนลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ที่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของถึงสองราย โดยนายสมณ์ พรหมรส ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า สภ.เมืองกาญจนบุรีได้มีหนังสือพร้อมหมายเรียกเอกสารความอาญาถึงกองสลาก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 ให้ส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 งวดที่ 41 ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ชุดที่ 4,7,14,15 และ 22 หมายเลข 533726 มูลค่ารางวัล 30 ล้านบาท ให้สถาบันฯ ตรวจหาลายนิ้วมือแฝงและ DNA ขณะเดียวกัน สภ.เมืองกาญจนบุรีก็ทำหนังสือถึงสถาบันฯ ให้ตรวจเอกสารพยานบุคคลต่างๆ โดยมีตัวอย่าง DNA ของครูปรีชา ใคร่ครวญ, น.ส.พัชริดา พรมดา และ น.ส.ธนาพร สุธาทิพย์ และลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของ น.ส.พัชริดา พรมดา กับของ น.ส.พัชราพร สุธาทิพย์ และทั้งสองหน่วยงานได้มาส่งมอบสลากกินแบ่งตัวจริงให้สถาบันฯ วันที่ 22 ธันวาคม   ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม มีหนังสือจาก สภ.เมืองกาญจนบุรี ขอส่งตรวจพยานบุคคลมาให้ตรวจใหม่หมดทั้ง 5 คน ทั้ง DNA และลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งสถาบันฯ ได้ตรวจเมื่อ 27 ธันวาคม โดยสถาบันได้ดำเนินการตั้งกรรมการ 2 ชุดเป็นคณะกรรมการด้านลายพิมพ์นิ้วมือ 1 ชุด ผู้เชี่ยวชาญด้าน DNA 1 ชุด ซึ่งคณะกรรมการชุดตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือและฝ่ามือแฝง ได้ตรวจพิสูจน์ด้วยวิธีการทางเคมีและทางแสง ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ถึง 3 มกราคม 2561 จากนั้นจึงสลากที่ตรวจเสร็จแล้วส่งไปตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธีสกัดจากสารพันธุกรรม และเพิ่มสารด้วยเทคนิค PCR ระหว่างวันที่ 4 ถึง 11 มกราคม 2561    โดยผลการตรวจสารพันธุกรรม พบว่ามีสารพันธุกรรมหลายคนปะปนกันอยู่ มีปริมาณสารพันธุกรรมน้อย ไม่สามารถแยกแยะสารพันธุกรรมที่ชัดเจน ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรมที่เก็บจากบุคคลได้ ขณะที่ผลการตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือพบลายนิ้วมือแฝง พบลายนิ้วมือและฝ่ามือมากกว่า 2 รอย แต่มีเพียง 2 รอยเท่านั้นที่ใช้ยืนยันตัวบุคคลได้ ซึ่งพบบนสลากชุดที่ 7 และ 22 ไปตรงกับลายพิมพ์หัวแม่มือซ้ายและนิ้วก้อยซ้าย ของ ร.ต.ท.จรูญ วิมล ส่วนลายนิ้วมือนอกเหนือจากนั้นมีลายเส้นน้อยมากจนไม่สามารถนำไปยืนยันตัวบุคคลได้ และไม่สามารถตรวจได้ด้วยวิธีอื่นแล้ว   จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าลอตเตอรี่ชุดดังกล่าวเป็นของ ร.ต.ท.จรูญ ใช่หรือไม่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตอบว่า ผลการตรวจระบุได้แค่ว่าปรากฎลายนิ้วมือแฝงของ ร.ต.ท.จรูญ แต่การจะบอกว่าร.ต.ท.จรูญ จะเป็นเจ้าของลอตเตอรี่หรือไม่นั้น น่าจะอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนมากกว่า ไม่ใช่ประเด็นเรื่องลายนิ้วมือแฝงเพียงประเด็นเดียว   ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระบวนการหาลายนิ้วมือ และการตรวจสอบผลซ้ำเพื่อความแม่นยำ พ.ต.ท.หญิง วิวรรณ สุวรรณสัมฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านลายพิมพ์นิ้วมือ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า ได้หาลายนิ้วมือด้วยสารเคมี แล้วนำมาเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของทั้ง 5 คน ซึ่งผู้ตรวจพิสูจน์ได้ลงความเห็นไปแล้ว และมีการทวนสอบ ตรวจซ้ำ โดยผู้ตรวจคนอื่นเพิ่มอีก รวมมีผู้ตรวจทั้งหมด 3 คน ซึ่งลอตเตอรี่นี้มีลายนิ้วมืออยู่ที่ขอบทั้งด้านกว้างและด้านแคบ แต่ไม่มีลายนิ้วมือที่ทับกันเลย ซึ่งลายนิ้วมือของนิ้วหัวแม่มือซ้ายที่พบ อยู่ตรงกลางฉบับและเป็นรอยกด ขณะที่ลายนิ้วก้อยที่พบอีกรอยหนึ่งอยู่บริเวณขอบซ้ายบนด้านหลังของลอตเตอรี่และเป็นรอยจับ    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการอ้างว่าลอตเตอรี่ถูกส่งมานานแล้ว จะมีผลต่อการปรากฎของรอยนิ้วมือหรือไม่ พ.ต.ท.หญิง วิวรรณ ระบุว่า ถ้าอ้างว่านานแล้วรอยนิ้วมือหายก็เป็นไปได้ ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านไปอาจจะมีผลต่อลายนิ้วมือ แต่ในกรณีนี้ล็อตเตอรี่ยังคงสภาพเดิม ไม่ได้ฉีกขาด ยับยู่ยี่ ดังนั้นผลการตรวจน่าจะมีความคลาดเคลื่อนน้อย และต่อคำถามที่่ว่ารอยนิ้วมืออาจจะไปอยู่ที่ซองหรือไม่ พ.ต.ท.หญิง วิวรรณตอบว่าไม่ทราบ เพราะไม่มีการส่งซองมา มีแต่ตัวลอตเตอรี่ นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการเอามือไปจับสลากทุกครั้งไม่ได้หมายถึงว่ารอยนิ้วมือจะติดบนสลากทุกครั้ง ถ้าคนที่มือเปียก มีเหงื่อ จะติดได้ง่ายกว่าคนที่มือแห้ง    ด้านนายแพทย์วรวีร์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า DNA ที่พบบนสลากนั้นมีของหลายคน แต่ปรากฎน้อยจนไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ ซึ่งการตรวจของสถบันฯ ใช้วิธีการเป็นมาตรฐานสากล และเป็นวิธีเดียวกับที่ FBI ใช้ ทั้งนี้ผลการตรวจในวันนี้ไม่ได้บอกว่าใครเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ แต่บอกแค่ว่ามีการจับและใครจับเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดที่สำคัญคือเรื่องระยะเวลาที่จะมีผลปริมาณสารพันธุกรรมที่ปรากฎอยู่บนล็อตเตอรี่   จากนั้นผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กล่าวปิดการแถลงข่าวระบุว่า ขณะนี้ถือว่าจบภารกิจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ต่อจากนี้จะได้ส่งเอกสารและหลักฐานต่างๆ มอบกองสลากและสภ.เมืองกาญจนบุรีดำเนินการต่อไป ซึ่งทางพนักงานสอบสวนไม่ได้ร้องขออะไรจากสถาบันฯ เพิ่ม ส่วนเรื่องการแจ้งผลการตรวจสลากต่อคู่กรณีเป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน พร้อมทั้งยืนยันว่าสถาบันฯ ตรวจพิสูจน์ด้วยมาตรฐานสากล มีใบรับรองจากหน่วยงานภายนอก ได้แก่ ISO 17025 และ 17022 ซึ่งบังคับมาจากต่างประเทศ จึงขอให้มั่นใจในผลการตรวจว่าถ้าใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ ไม่แน่ใจคือไม่แน่ใจ   จากนั้นนายสมณ์ได้ส่งมอบเอกสารผลการตรวจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรอทางกองสลากฯ มารับสลากกินแบ่งชุดดังกล่าวคืนต่อไป     ขณะที่ ร้อยตำรวจโทจรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ และนางวาวัลย์ วิมูล ภรรยา พร้อมด้วย นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ภายหลังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แถลงผลการเปรียบเทียบลายนิ้วมือบนสลากกินแบ่งรัฐบาล พบลายนิ้วมือของ ร.ต.ท.จรูญ บนสลาก   โดย ร.ต.ท.จรูญ บอกว่า ตนไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะตนมั่นใจอยู่แล้วว่าตนเป็นคนซื้อสลากกินแบ่งชุดที่ถูกรางวัล แต่แปลกใจผลตรวจที่ออกมาไม่ปรากฎลอยนิ้วมือของครูปรีชา เพราะตอนให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ตนได้ถามครูปรีชาว่าได้จับสลากกินแบ่งหรือไม่ ครูปรีชาก็ยืนยันว่าจับ หลังจากนี้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย   ขณะที่ ทนายษิทรา บอกว่า ผลตรวจที่ออกมาไม่ได้บอกว่าใครเป็นเจ้าของสลากชุดที่ถูกรางวัล แต่บอกได้ว่าครูปรีชา และแม่ค้าสลาก ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสลากชุดนี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีแม่ค้าออกมาบอกว่านำสลากออกมานับทีละใบ ซึ่งหากเป็นอย่างที่แม่ค้าพูดก็น่าจะมี DNA หรือลายนิ้วมือ ของแม่ค้า แต่การที่ไม่มีแสดงว่าไม่ใช่ความจริง   ส่วนที่ผลตรวจพบมีลอยนิ้วมืออื่นที่ไม่ชัดเจน ทนายษิทรา บอกว่า ทางสถาบันบอกว่ามีลายนิ้วมืออื่น แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นลายนิ้วมือของคนอื่น แต่ไม่สามาถตรวจสอบได้ว่าเป็นของใคร ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นลอยนิ้วมือของ ร.ต.ท.จรูญ กับของภรรยา   แต่ประเด็นที่มีข่าวว่าจะให้เจ้าหน้าที่นำซองใส่สลากมาตรวจสอบหาลอยนิ้วมือนั้น ทนายษิทรา บอกว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อวันที่ 28 พ.ย.60 ร.ต.ท.จรูญ ได้หลักฐานต่างๆรวมถึง นำสลากที่อยู่ในซองไปให้พนักงานสอบสวนดู แล้วพนักงานสอบสวนก็ส่งให้ครูปรีชาจับ ซึ่งมันก็ต้องปรากฎลอยนิ้วมือของ ร.ต.ท.จรูญ พนักงานสอบสวน และครูปรีชา อยู่แล้ว ซึ่งตอนนั้นตนก็มีคลิปที่บันทึกไว้   ขณะที่ครูปรีชายังยืนยันว่าสลากที่ถูกรางวัลเป็นของครูปรีชานั้น ทนายษิทรา บอกว่า ครูปรีชาจะยืนยันอย่างไรก็ได้ เพราะขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ จะให้ออกมาบอกว่าโกหก ครูปรีชาก็คงต้องโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์อีก เลยต้องยื้อสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ต้องตายตอนจบอยู่ดี เพราะหลักฐานของครูปรีชาไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำสลากหายจริงๆ เช่น พยานบุคคล ที่มีแม่ค้าคนหนึ่งออกมาบอกว่า ‘เห็นครูปรีชามาซื้อ แต่เงินไม่พอเลยไปกดเงิน’ แต่ทางกองปราบไปตรวจสอบก็ไม่พบการกดเงินแต่อย่างใด   ตนมั่นใจว่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการแน่นอน เพราะตั้งแต่ต้นครูปรีชา มั่นใจว่ามี DNA หรือลอยนิ้วมือบนสลาก ขอให้ตำรวจเป็นผู้ตรวจสอบ แต่มีคนติดต่อตนมาว่าอย่าให้ทางตำรวจเป็นผู้ตรวจ หากตรวจไปก็ต้องเจอลอยนิ้วมือของครูปรีชา ตนเลยขอให้ส่งไปตรวจที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พอก่อนผลจะออกครูปรีชากลับมาให้ข่าวว่าตัวเองไม่ได้จับสลาก ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมตอนแรกถึงมีความมั่นใจ   ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่นั้น ยืนยันว่าฟ้องกลับแน่นอน แต่ต้องรอให้ตำรวจสรุปสำนวนคดีเสียก่อน แล้วมาดูว่าจะดำเนินการกับใครบ้าง   ประเด็นที่ครูปรีชาบอกว่ามีหลักฐานเด็ดที่จะนำใช้ในชั้นศาลนั้น ทนายษิทรา บอกว่า ตนมองว่าทางฝั่งครูปรีชาไม่มีจริง หากครูปรีชามีหลักฐานจริงทำไมถึงไม่เอามาเปิดเผย ปล่อยให้คนในประเทศออกมาต่อว่าทำไม เพราะถ้าหากมีหลักฐานยืนยันว่าครูปรีชาทำสลากหาย แล้ว ร.ต.ท.จรูญ เป็นผู้เก็บได้จริง ตนก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่แล้ว   ด้านครูปรีชาได้กล่าวว่า ตนไม่แปลกใจที่ผลการตรวจไม่พบ DNA ของตนอยู่บนลอตเตอรี่ เนื่องจากลอตเตอรี่ใส่อยู่ในซองพลาสติก และยืนยันว่าตนมีพยานหลักฐานอื่นๆ พร้อมต่อสู้กันในชั้นศาล   ตนมั่นใจในขบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายว่าจะได้รับความยุติธรรม หากผลการตรวจ DNA จะพบหรือไม่พบ DNA ของตนบนล็อตเตอรี่ ตนก็ยังมีพยานหลักฐานอื่นที่จะใช้ในขบวนการของศาลได้ ศาลเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครเป็นคนผิดหรือถูก หากผลการตรวจในวันนี้ไม่พบ DNA ของตน ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะ DNA เป็นเพียงหลักฐานเพียงชิ้นเดียว แต่ตนยังมีหลักฐานชิ้นอื่นๆอีกที่จะใช้สู้กันในศาลต่อไป    นอกจากนี้ยังขอฝากไปถึงประชนชนให้รอผลการตัดสินของศาลก่อนแล้วถึงฟันธงว่าตนเป็นคนอย่างไร ไม่ใช้เพียงเพราะฟังความจากสื่อ และฝากถึงสื่อทุกช่องทุกแขนงว่า เวลาจะฟันธงว่าใครเป็นคนยังไง ขอให้สอบถามก่อน หรือถ้าสอบถามไม่เจอตัว ก็ขอให้ลงกลางๆไว้ก่อน ตนรักษาชื่อเสียงมากล่าว 25 ปี เป็นครูดีเด่นของ สพฐ. แต่กลับมาเจอสื่อ กล่าวหาตนในทางลบมากกว่าทางบวก    ด้าน นางปณัญชญา สุขพูล หรือ “เจ๊เกียว” เพื่อนของ นางรัตนาภรณ์ สุพาทิพย์ ซึ่งมีอาชีพขายลอตเตอรี่ กล่าวว่า ตนไม่หวั่นไหวกับผลการตรวจในวันนี้ หลังจากเป็นข่าวครูปรีชาติดต่อตนโดยส่งข้อความทางไลน์เพียงครั้งเดียว ตนบอกตามตรงว่าครูปรีชาไม่ใช่ลูกค้าของตน และไม่ได้สนิทเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาตนโดนโซเชียลกล่าวหาว่าเข้ามาเพราะผลประโยชน์ ซึ่งหากผลการตรวจในวันนี้ไม่พบ DNA ของครูปรีชา ก็มีความเป็นไปได้ เพราะไม่รู้ว่าครูปรีชาได้หยิบลอตเตอรี่ออกมาจากถุงพลาสติกมานับหรือไม่ เท่าที่ทราบครูปรีชาหยิบลอตเตอรี่ออกมานับเพียงชุดเดียวแต่ตนไม่ทราบว่าเป็นชุดไหน ส่วนทางด้านร.ต.ท.จรูญ วิมล อดีตนายตำรวจต้องมี DNA ติดบนลอตเตอรี่อยู่แล้ว เพราะเป็นคนถือไปขึ้นเงินรางวัล ในส่วนของแม่ค้าลอตเตอรี่ ตนมั่นใจว่าต้องมี DNA ติดอยู่แน่นอน ไม่ว่าผลการตรวจในวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ตนก็ไม่กลัวเพราะคือความเป็นจริง จะให้ตนชึ้นศาลหรือหน่วยงานไหนจะมาสอบปากคำก็ได้ ตนมีพร้อมทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐาน             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/7vNZQFyFaR4

 30,976
สังคม-อาชญากรรม
19 ม.ค. 61

ลุ้น! ผลตรวจ dna คดีหวยอลเวง 'ครูปรีชา' เปิดใจไม่กังวล พร้อมสู้ถึงชั้นศาล ด้านอดีต ตร.เก็บตัวเงียบ

ความคืบหน้าคดีหวยอลเวง 30 ล้านที่กาญจนบุรี ระหว่างครูปรีชา ใคร่ครวญ และร้อยตำรวจโทจรูญ วิมูล อดีตตำรวจ   ล่าสุดมีการยืนยันว่าในวันที่ 19 มกราคม 2561 จะมีการแจ้งผลการตรวจสอบดีเอ็นเอ ที่อยู่ในลอตเตอรี่ ฉบับที่ถูกรางวัล ที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาทนั้น   โดยครูปรีชา กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ และไม่ได้ตื่นเต้นต่อผลการตรวจที่จะออกมา เพราะถึงยังไง เรื่องนี้ก็คงจะต้องถึงกระบวนการในชั้นศาล เป็นผู้ไต่สวนพิจารณา ซึ่งตนเองก็เป็นคนที่พูดความจริง จึงเชื่อว่า ศาลจะให้ความเป็นธรรมกับตนเองได้อย่างแน่นอน   ขณะที่ในส่วนของร้อยตำรวจโทจรูญ ซึ่งเป็นผู้ที่นำลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 ไปขึ้นเงินนั้น ยังคงเก็บตัวเงียบ และไม่ยอมรับโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9vQCCWUvvd0    

 74,152
สังคม-อาชญากรรม
16 ม.ค. 61

เผยยอดหนี้ครูเป็นสัดส่วนมากสุดของขรก.ไทย ยังไม่ปิดบัญชีกว่า 4 แสนล้าน สช.หามาตรการช่วยครูเอกชน

นายเอกศักดิ์ คงตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. เปิดเผยถึงภาระหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ที่มอบสินเชื่อให้กับข้าราชการครูในวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้รวม 390,000 บัญชี ในวงเงินปล่อยกู้ 760,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ ยังคงเหลือบัญชีผู้กู้ที่ไม่ปิดบัญชีเป็นจำนวนเงินกว่า 420,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นวิชาชีพที่มีหนี้สินมากที่สุดคิดเป็น 80 % ของข้าราชการไทย   ทั้งนี้รองเลขาธิการ สกสค. ยอมรับว่า จำนวนหนี้สินของครูดังกล่าวถือเป็นปัญหาเพราะเป็นภาระของรัฐบาล ซึ่งมาจากปัญหาการปล่อยวงเงินสินเชื่อที่สูงทำให้จูงใจข้าราชการครู แต่เมื่อต้องผ่อนชำระจึงทำให้เกิดปัญหาและการค้างชำระหนี้ ซึ่งล่าสุด สกสค. ร่วมกับธนาคารออมสิน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว รวมถึงการชะลอโครงการเพื่อลดภาระของรัฐบาลด้วย   ด้านนายพะโยม ชินวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่าครูที่เป็นครูโรงเรียนเอกชนมีกว่า 120,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในโรงเรียนหลากหลายประเภท ทั้งโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนจีน โรงเรียนคาทอลิก โรงเรียนการกุศล โรงเรียนการศึกษาพิเศษ หรือแม้แต่โรงเรียนสามัญทั่วไป ซึ่งแม้รัฐจะให้การอุดหนุนผ่านเงินเดือนส่วนหนึ่ง และมีกองทุนสงเคราะห์เป็นสวัสดิการที่ให้ครูส่งเงินสมทบ 3%, โรงเรียนสมทบ 3% และรัฐบาลสมทบอีก 6% เพื่อให้ครูไว้ใช้ยามเกษียณ รวมถึงรายได้จากกองทุนดังกล่าวยังมาเป็นสวัสดิการส่วนอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล แต่เมื่อเทียบกับของรัฐก็ยังพบว่ามีข้อจำกัดอยู่   ดังนั้นภาคเอกชนก็ต้องพัฒนาอีกหลายเรื่อง ในการทำให้ครูเอกชนมีความยั่งยืน แต่ส่วนภาครัฐเองก็มีความพยายามเพิ่มสวัสดิการ แนวคิดที่มีการนำเสนอก็เช่น การประกันสุขภาพ หรืออาจจะมีการจัดทำวิทยฐานะของครูเอกชนเพื่อให้มีผลตอบแทนมากขึ้น ผู้ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญก็จะได้รับการดูแลมากขึ้น   (ภาพ : มติชน)

 11,074
ต่างประเทศ
16 ม.ค. 61

รัสเซียระทึก! โจ๋ดวลมีดกลาง ร.ร. ครู-นักเรียนเจ็บ 15

เด็ก 14 คน และครู 1 คน ได้รับบาดเจ็บ เมื่อเกิดการดวลมีดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเมืองเปียร์ม (Perm) ห่างจากกรุงมอสโก นครหลวงของรัสเซีย ไปทางตะวันออกประมาณ 1 พันกิโลเมตร หรือ 620 ไมล์   พนักงานสอบสวนเปิดเผยเหยื่อทั้ง 15 ราย ถูกมีดบาด ส่วนใหญ่ถูกมีดบาดที่ศีรษะและลำคอ โดยมี 4 คนเจ็บสาหัส ต้องได้รับการผ่าตัด เมื่อพวกเขาพยายามแยกเด็กชายวัยรุ่น 2 คน ที่กำลังต่อสู้กัน ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนถูกตำรวจควบคุมตัว   ทั้งนี้มีข้อมูลไม่ตรงกัน 2 กระแส ระบุว่าเด็ก 2 คน เข้ามาในห้องเรียน ก่อนแทงครูและนักเรียน ขณะที่อีกกระแสหนึ่งระบุว่ามีชายสวมหน้ากากเข้ามาโจมตีเด็กนักเรียนในห้อง อย่างไรก็ตามผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งเป็นอดีตนักเรียนของโรงเรียนโรงนี้ เขาเคยเข้ารับการรักษาทางจิตเวชศาสตร์มาก่อน     เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม There are conflicting reports about what happened. มีรายงานที่ไม่ตรงกันกับเหตุที่เกิดขึ้น conflicting (adj.) ซึ่งขัดแย้งกัน อ่านว่า เขิ่นฟลิคทิง

 4,289
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ม.ค. 61

แม่ค้าโพสต์ขอความเป็นธรรม หลังครูสาวถอยรถชน ก่อนตามแฟน ตร.พาพวกกระทืบพ่อค้าดั้งแตกกลาง ร.ร.

เพจ facebook ที่ใช้ชื่อว่า ‘เมือง ทุ่งสง’ แชร์ข้อความจากผู้ใช้ facebook ชื่อ Kinnika Kitsawat ที่โพสต์คลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ ขณะที่ชายหญิง 2 คน เจรจากับชาย 3 คน ที่แต่งกายคล้ายชุดตำรวจครึ่งท่อน ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี แต่ขณะเจรจาปรากฎว่าหนึ่งในชาย 3 คน เข้ามาชกชายที่มากับผู้หญิงเข้าที่ใบหน้าและลำตัว ก่อนจะเกิดการต่อสู้จนล้มลงไปกับพื้น ท่ามกลางสายตาของเด็กนักเรียน และผู้ปกครอง   โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า "ทะเลาะกันในโรงเรียน ระหว่างคนมีสีกับประชาชนทำกิน คุณคิดว่าทำถูกหรือเปล่า คุยกันดีๆๆก็ได้ ไม่ต้องรุมทำร้ายกันหรอก คนเหมือนกันจะใหญ่จากไหนกันเชียว เหตุเกิดในโรงเรียน"   นายยงยศ โกสุม อายุ 37 ปี พ่อค้าที่ถูกทำร้าย มีสภาพบาดแผลถูกชกใบหน้า เป็นรอยช้ำที่ขอบตาทั้ง 2 ข้าง ดั้งจมูกแตก เล่าเหตุการณ์ว่า เริ่มต้นมาจากครูสาวคนหนึ่ง ถอยรถยนต์มาชนรถ จยย.ของตนล้ม หลังครูสาวลงมาจากรถเก๋ง ตนได้เข้าไปดูรถ จยย. พร้อมพูดคุยกับครูสาวถึงเรื่องการรับผิดชอบ แต่ครูสาวบอกว่าจะให้สามีมาพูดคุยตกลงแทน โดยขอนำรถยนต์ออกไปก่อน ต่อมาไม่นานสามีของครูได้มาพร้อมกับชายอีก 2 คน พูดคุยกับตนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว พร้อมกับอวดอ้าง ไม่เกรงกลัวใคร   พอสบโอกาส หนึ่งในชายกลุ่มดังกล่าว ได้ชกต่อยตนเองจนล้มลง ก่อนเกิดการชุลมุนกันขึ้น โดยสามีของครูซึ่งแต่งกายคล้ายกับตำรวจ ไม่ได้เข้าห้ามปราม ต่อมาภรรยาของตนจึงโทรศัพท์ไปบอกญาติให้มาช่วย   นายยงยศ กล่าวอีกว่า ที่ตนนำคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงในโซเชียล ก็เพื่อทวงถามความถูกต้อง ตนและครอบครัวยืนยันจะเอาเรื่องคู่กรณีถึงที่สุด แม้จะทราบว่าคู่กรณีที่เป็นสามีของครูสาว เป็นข้าราชการตำรวจสังกัดพิสูจน์หลักฐาน จ.จันทบุรี สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจก็ตาม เพราะถือว่าคนเป็นข้าราชการ ยิ่งเป็นตำรวจ ทำร้าย รังแกประชาชน หาเช้ากินค่ำ แต่จนขณะนี้ ยังไม่การติดต่อมาจากทางฝั่งคู่กรณีแต่อย่างใด   ขณะที่ นายภูริวัต ขุนสุนทร ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 บอกว่า ตอนนั้นที่ทราบว่า ครูวรรณิสา มาอินท์ ครูหญิงของโรงเรียน ถอยรถชน จยย. นั้น ก็ได้สั่งการให้ รองผู้อำนวยการโรงเรียนลงไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย เบื้องต้นตกลงค่าเสียหายได้ในราคา 1,500 บาท แต่ทางฝ่ายครูวรรณิสา บอกว่าขอคุยกะสามีก่อน หลังจากนั้นสามีคือ ดต.ภิญโญ มาอินท์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐาน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรีได้เดินทางพร้อมกับลูกน้องอีก 2 คนแต่ไม่ใช่ตำรวจ ระหว่างการเจรจาอยู่นั้น หนึ่งในลูกน้องของ ดต.ภิญโญ ได้กระโดดเข้าชกต่อยทำร้ายร่างกายจนกระทั่ง นายยงยศ ได้รับบาดเจ็บ   ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่สำนักงานตำรวจกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐาน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ปรากฎว่าไม่พบกับ ดต.ภิญโญ มาอินท์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า อยู่ระหว่างพักเวร   ขณะที่ พ.ต.ท.ติ พานิช รอง ผกก.สส.(สอบสวน) สภ.เมืองจันทบุรี บอกว่า คดีดังกล่าวแยกออกเป็น 2 คดี คือคดีจราจร ที่ครูสาวแฟนของดาบตำรวจขับรถถอยชนจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ส่วนอีกคดี เป็นคดีทำร้ายร่างกาย ขณะนี้อยู่ระหว่ารอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหาย ซึ่งจะทราบผลในวันจันทร์นี้ และหลังจากได้รับผลการตรวจร่างกาย ก็จะเชิญตัวครูสาวและดาบตำรวจมาให้ปากคำ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/E3AnGUbzaq4    

 51,775
สังคม-อาชญากรรม
28 ธ.ค. 60

ศึกชิงหวยอลเวง 30 ล้าน เร่งเก็บ dna หาเจ้าของตัวจริง รู้ผล 19 ม.ค.61

คืบหน้าคดีหวย 30 ล้านอลเวงที่ จ.กาญจนบุรี ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการเกษียณตำรวจ อายุ 62 ปี และนายปรีชา ใคร่ครวญ อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนเทพมงคลรังษี   ล่าสุดทาง ร.ต.ท.จรูญ พร้อมครอบครัวและทนายความได้เดินทางมายัง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อมาเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในการเก็บหลักฐานที่ใช้ในการตรวจ DNA และลายพิมพ์นิ้วมือ   ในขณะที่ฝั่งของคู่กรณีคือครูปรีชาและแม่ค้าลอตเตอรี่ ได้เดินทางมายังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งขั้นตอน ในการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในวันนี้ จะทำการเก็บหลักฐานที่ให้ในการตรวจ DNAและลายพิมพ์นิ้วมือ เพื่อนำไปใช้ในการเทียบเคียงกับลอตเตอรี่ฉบับดังกล่าว   โดยจะทราบผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือไม่เกินวันที่ 5 ม.ค.61 ส่วนดีเอ็นเอหลังนำสลากกินแบ่งรัฐบาล ไปให้ผู้เชี่ยวชาญสกัดหาลายพิมพ์นิ้วมือแฝงแล้วจะส่งไปตรวจดีเอ็นเอ และจะทราบผลทางการทั้ง 2 เรื่องในวันที่ 19 ม.ค.61   ซึ่งทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจดีเอ็นเอ และเพื่อความแน่นอน ได้ให้ตรวจทั้งแบบออโตเมติกและแบบแมนนวล ควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ ส่วนการตรวจลายนิ้วมือแฝงที่ตัวสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งอาจจะตรวจได้ยาก เพราะสลากฯทำจากกระดาษชนิดพิเศษ ถ้าเป็นกระดาษปกติจะตรวจได้ง่ายกว่า   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Lqhr2k6Wito    

 9,347
สังคม-อาชญากรรม
27 ธ.ค. 60

ศธ.สั่งครูทั่วประเทศลดการบ้าน นร.วันละ 30 นาที

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกคำสั่งเรื่องแนวปฏิบัติการลดการบ้านของนักเรียน ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทุกเขต ตามความห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ ศธ. หาแนวทางลดการบ้านและตั้งเป้าหมายให้ลดการบ้านลงให้ได้ทันที   ดังนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติการลดการบ้านของนักเรียน เพื่อเป็นแนวทางให้สถานศึกษามีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้ สพท. แจ้งสถานศึกษาให้ดำเนินการดังนี้   1.ให้สถานศึกษาวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ครอบคลุมถึงการมอบการบ้านให้นักเรียน โดยเฉพาะครูที่สอนระดับเดียวกันต้องมีการวางแผนร่วมกัน    2.ครูแต่ละกลุ่มสาระเรียนการเรียนรู้ ต้องมีการวางแผนการให้การบ้านแบบบูรณาการร่วมกันการบ้าน 1 ชิ้นสามารถเป็นกิจกรรม/เครื่องมือในการวัดและประเมินผลร่วมกันของหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้   3.คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ทั้งจำนวนสาระการเรียนรู้ ปริมาณของการบ้าน ระยะเวลาการส่งการบ้าน ความประหยัดและคุ้มค่า รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำการบ้าน   4.เวลาที่ใช้ทำการบ้านในแต่ละวันระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ให้ทำการบ้านประมาณ 30 นาทีไม่เกิน 1 ชั่วโมง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ให้ทำการบ้านประมาณ 1 ชั่วโมงไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ให้ทำการบ้านไม่เกิน 2 ชั่วโมง   5.ให้ ผอ.สพท. กำชับผู้บริหารสถานศึกษาให้กำชับติดตามการให้การบ้านของครูเป็นระยะตามความเหมาะสมด้วย ถือเป็นข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dUYuaNCmYRs  

 24,770
แชร์ออฟเดอะเดย์
27 ธ.ค. 60

มือดีป่วนโพสต์รูปสาวเปลือยว่อนเน็ต อ้างเป็นครู-นร.เมืองชัยนาท ผอ.แจ้งความเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ

เกิดเป็นกระแสในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์ ชื่อ 'หมี ตัว M' ได้โพสต์ภาพหญิงสาวเปลือยกาย อ้างว่าเป็นภาพของครูประจำโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชัยนาท ระบุชื่อว่า 'ครูหนิง' โดยภาพดังกล่าวถูกรีทวีตต่อกันไปเป็นจำนวนมาก   เรื่องดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับโรงเรียนอนุบาลชัยนาท ซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลใหญ่ประจำจังหวัด  จนล่าสุด นายสมศักดิ์ จิตรเอื้อตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลชัยนาท ออกมาปฏิเสธว่า ทางโรงเรียนไม่มีครูหน้าตาตามที่ปรากฎในภาพ และไม่มีครูชื่อหนิง ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยผู้อำนวยการโรงเรียน เดินทางไปที่ สภ.เมืองชัยนาท พร้อมกับ นิติกร ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท เพื่อแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของทวิตเตอร์ดังกล่าว   เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการรวบรวมหลักฐาน ส่งต่อให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีกฎหมาย เกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ต่อไป   ในเวลาต่อมาทวิตเตอร์ หมี ตัว M อันเดียวกันนี้ ยังคงก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยมีการโพสต์ภาพ เด็กนักเรียนหญิง ผมสั้นทรงนักเรียน ถ่ายภาพโชว์ลักษณะเปลือยกาย และอ้างว่าเป็นภาพของ 'น้องแก้ม' นักเรียนของโรงเรียนอีกแห่งในจังหวัดชัยนาท ตัวย่อ ชนพ.   ผู้สื่อข่าว จ.ชัยนาท เดินทางไปพูดคุยกับ นายยงยุทธ์ พึ่งละออ รองผู้อำนวยการฝ่ายปกครองโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาประจำจังหวัด ได้รับการเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ ไม่ใช่ภาพของนักเรียนในโรงเรียนชัยนาทพิทยาคมอย่างแน่นอน เชื่อว่าผู้ที่นำไปเผยแพร่ มีเจตนาไม่ดีต่อโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมผู้บริหาร และรายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 เพื่อเตรียมไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท หาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IQ3l1u4C1UQ    

 33,339
ข่าวภูมิภาค
24 ธ.ค. 60

แม่ร้องครูลงโทษลูกสาว ป.3 ทำการบ้านไม่ครบ สั่งลุก-นั่งจนเข่าอักเสบ ด้านเด็กยันไม่โกรธครู

แม่วัย 37 ปี ร้องลูกสาวอายุ 9 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถูกครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ลงโทษสั่งให้ลุกนั่ง 180 ครั้ง เพราะทำการบ้านหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ครบ จนได้รับบาดเจ็บทำให้หัวเข่าอักเสบ และไม่สามารถเดินได้เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่ทางโรงเรียนรับปากว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก สำหรับตนเองอยากฝากถึงคุณครูที่จะทำโทษน้อง ขอให้คิดก่อนว่าน้องมีโรคประจำตัวหรือไม่ สมควรจะทำโทษประมาณไหน เพื่อความเหมาะสมมากกว่านี้ เพราะในความคิดของตนตอนนี้ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพ่อแม่ที่จะต้องมาดูแลน้อง     ด้านเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ระบุว่า อยากกลับไปเรียนหนังสือกับเพื่อนเร็ว และก็ไม่ได้โกธรคุณครูที่ทำโทษ เผยในวันที่เกิดเหตุครูให้ตนเองลุกนั่ง 150 ครั้ง แต่เนื่องจากตนเองและเพื่อนลุกนั่งไม่พร้อมกันจึงได้เพิ่มเป็น 180 ครั้ง ปกติแล้วครูเป็นครูที่อารมณ์ดีไม่เคยตีเด็กคนไหนเลย หากเด็กคนไหนทำผิดก็จะใช้วิธีให้ออกกำลังกายแทน                 ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/tCnv0YB0V4g

 22,786
ข่าวภูมิภาค
17 ธ.ค. 60

ระทึก! ครูหนุ่มเมายาซิ่งชนดะ 10 คันรวด ก่อนเสยร้านเวดดิ้งกลางเมืองขอนแก่น

เกิดเหตุครูหนุ่มทราบชื่อคือ นายพงศธร  กันชัย อายุ 28 ปี  เมายาขับรถเก๋งชนระนาว 10 คันรวด บนถนนศรีจันทร์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ก่อนเสียหลักพุ่งชนร้านเวดดิ้งชื่อดัง พบเจ้าตัวตะโกนบอกตำรวจว่า “จะเดินไปที่โรงพักเอง และไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ ขอยืนสลบอยู่ตรงนี้” ตำรวจต้องเข้าเจรจานานกว่าชั่วโมงจึงยอมมอบตัว ก่อนนำตัวส่งตรวจ รพ. เพื่อตรวจหาสารเสพติดและทำการรักษาบาดแผล เบื้องต้นพบสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะต้องตรวจขยายผลต่อไปว่าเป็นสารเสพติดชนิดใด      ด้านพนักงานร้าน เวิร์คทรู สตูดิโอ ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า  ก่อนเกิดเหตุยังคงให้บริการลูกค้าอยู่ภายในร้าน อยู่ๆ รถเก๋งคันดังกล่าวได้พุ่งเข้าชนหน้าร้านอย่างรุนแรง จนกระจกแตกกระเด็นเสียหายทั่วทั้งร้าน ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งออกไปดูพบนายพงศธร เปิดประตูออกมาจากรถด้วยอาการตื่นตระหนก และพูดขอโทษพร้อมกับบอกว่าในตัวมีสารเสพติด ขอยืมโทรศัพท์โทรหาแม่     ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายพงศธรเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม ซึ่งจากการประสานงานไปยังครอบครัว ทราบว่าครอบครัวของนายพงศธรกำลังเดินทางจาก จ.ชัยภูมิมายังจ.ขอนแก่น โดยบอกกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า รถมีประกันอยู่ ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/1d5X_06D1mo

 10,411
สังคม-อาชญากรรม
15 ธ.ค. 60

'ครูปรีชา' เชื่อคดีหวยอลเวง เป็นบททดสอบจากเทวดา ลั่นพร้อมเข้าเครื่องจับเท็จ

ความคืบหน้าคดีหวยอลเวง 30 ล้านที่กาญจนบุรี ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวทางฝั่งของครูปรีชาใคร่ครวญ อายุ 50 ปี ได้เดินทางไปพบ ตร.กองปราบพร้อมกับแม่ค้าลอตเตอรี่ 2 ราย   โดยยืนยันว่าเรื่องที่ตนทำลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 หายไปนั้นเป็นเรื่องจริง โดยก่อนหน้านี้ตนสั่งซื้อเลขชุดไว้กับแม่ค้าลอตเตอรี่ในตลาดเรดส์ซิตี้ ที่สนิทกันและเป็นลูกค้ามาโดยตลอด ส่วนเลขที่ตนสั่งซื้อไว้ในงวดนั้น ก็คือเลข 885-470 ซึ่งเป็นเลขทะเบียนรถ และเลขที่บ้าน ส่วนเลข 726 นั้นก็เป็นเลขมงคลส่วนตัว ที่ตามซื้อมาตลอดหลายงวดแล้ว วันนั้นตนได้หวยชุดมาทั้งหมด 4 ชุด คือชุดละ 4 ใบราคา 500 บาท และชุดที่ถูกรางวัล จำนวน 5 ใบ ราคา 700 บาท   พร้อมกับจ่ายเงินไป จำนวน 2,200 บาท ก่อนเก็บลอตเตอรี่ทั้งหมดใส่กระเป๋าเสื้อ และนำไปเก็บไว้ในกระเป๋าที่มีซิปรูด คาดว่าน่าจะทำตกหายระหว่างหยิบใส่กระเป๋าเสื้อ เนื่องจากลอตเตอรี่ทั้ง 4 ชุดอยู่ในซองพลาสติกเชื่อว่าน่าลื่น เพราะจำได้อีกว่าวันนั้นร้อนมาก ตนมีเหงื่อเต็มตัว ส่วนชุดที่หายก็อยู่ชั้นนอกสุดด้วย หลังจากได้ลอตเตอรี่มาแล้ว ตนก็ไปเดินหาซื้อกับข้าว เสร็จแล้วก็เดินทางกลับบ้าน เมื่อรู้ว่าทำหาย พอวันรุ่งขึ้นก็เลยรีบเข้าไปแจ้งความ ซึ่งตำรวจก็รับเรื่องไว้ เพื่อสอบสวน กระทั่งวันที่ 28 พ.ย. ก็ได้รับแจ้งจากร้อยเวรว่ามีตำรวจนอกราชการใน จ.กาญจนบุรี เป็นผู้นำสลากฯชุดดังกล่าวมาขึ้นเงินรางวัล 30 ล้านบาทไปแล้ว   จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ติดต่อ เพื่อให้ตนเข้าไปหา เนื่องจากติดต่อกับคู่กรณีได้แล้ว โดยให้ตนไปเจรจากันก่อน ก็เลยรีบเข้าไปที่ สภ.เมืองกาญฯ ก็พบกับ ร.ต.ท.จรูญ ซึ่งก็พยายามสอบถามว่าลอตเตอรี่ชุดดังกล่าวหมวดไปซื้อมาจากไหน แต่เขาก็ตอบไม่ได้ว่าไปซื้อมาจากที่ไหน ตนพยายามถามยังไงเขาก็ไม่รับ เมื่อถามถึงเงินรางวัล ร.ต.ท.จรูญ ก็เอาสมุดธนาคารมาให้ดูแบบผ่านๆ แต่พอเห็นยอดตัวเลขประมาณ 29 ล้านบาท ซึ่ง ร.ต.ท.จรูญ ก็ยังบอกด้วยว่าเงินทั้งหมดยังอยู่ครบ แต่การเจรจาในวันนั้นก็ไม่ได้ข้อยุติ จนสุดท้ายพนักงานสอบสวน ก็เลยนำตัวแยกกันสอบคนละห้อง ก่อนจะให้แยกย้ายกันกลับบ้าน   นายปรีชา ให้การอีกด้วยว่า จากนั้นวันรุ่งขึ้น ตนก็ทราบจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไปพบ ร.ต.ท.จรูญ ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งเงินถูกรางวัลดังกล่าว อยู่ในบัญชีของธนาคารแห่งหนึ่ง ทราบต่อมาว่าเขาเดินทางไปเบิกเงินจากบัญชีมาประมาณ 5 ล้านบาท หลังจากนั้นพนักงานสอบสวน จะขออายัดเงินในบัญชีไว้ก่อน เนื่องจากมีการแจ้งความ   เจ้าตัวยังระบุว่าเรื่องนี้คิดว่าเงินรางวัลที่ได้ มีเทวดาให้มา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คิดเสียว่าเป็นการทดสอบ ซึ่งสุดท้ายถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เงินก้อนนี้กลับมาจริงๆ หรือถึงขั้นทำให้ผมถูกดำเนินคดี ก็ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นการทดสอบ เพราะเรื่องจริงมันก็เป็นเรื่องจริง ใครจะบิดเบือนอย่างไร เจ้าตัวก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าทำอะไรลงไปบ้าง และผมเองก็พร้อมที่จะเข้าเครื่องจับเท็จ ถ้าอีกฝ่ายพร้อมก็ขอให้บอกมาเลย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_AI90cZocAo

 83,490

Top