ค้นหา :

ผลการค้นหา "ผู้ปกครอง"

แชร์ออฟเดอะเดย์
05 ส.ค. 61

ผู้ปกครองยันพร้อมให้อภัย 'ครู' ตีเด็กนักเรียนเลือดอาบแก้ม ติงอย่าใช้อารมณ์ลงโทษ

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพเด็กนักเรียนชายถูกครูตีจนเลือดตกยางออก เพราะตีกลองเสียดัง พร้อมระบุข้อความว่า “นี่ผลงานของคนที่เรียกตัวเองว่าครูครับตีเด็กขนาดนี้เลยเหรอครับ สาเหตุมาจากปล่อยให้เด็กเล่น แล้วเด็กไปตีกลองดัง เหตุเกิดที่โรงเรียนหนองบัวจังหวัดสุโขทัยครับเด็ก ป.6 ครับ”    จากการสอบถามเด็กที่ถูกตีเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนใน ต.ท่าฉนวน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ครูได้ปล่อยให้เด็กๆ ออกมาเล่นกัน เด็กกลุ่มนี้ 5 คน จึงนำถาดหลุมที่ใส่อาหารมาเล่นตีพร้อมเคาะโต๊ะลักษณะตีกลอง เล่นกันได้ไม่นาน ครูคนดังกล่าวก็ใช้ไม้เรียวที่เป็นหวายตี ทำให้ 4 ใน 5 คนมีแผลตามที่ต่างๆ เช่นแผลแตกที่ใต้ตาซ้ายยาวประมาณ 1 นิ้ว แผลถลอกที่แก้มซ้าย นิ้วโป้งขวาแตกที่บริเวณเล็บ และมีแผลถลอกที่ศีรษะ     ขณะที่ผู้ปกครองระบุว่า ตอนแรกเข้าใจว่าลูกอาจจะเล่นสนุกและส่งเสียงดังเกินไป แต่ครูก็ไม่ควรตีเด็กขนาดนี้ ลักษณะนี้เหมือนการตีด้วยการใช้อารมณ์ ซึ่งหากครูมาขอโทษก็จะยกโทษให้และขอว่าอย่าทำอย่างนี้อีก ถ้าเด็กของตนดื้อหรือไม่เชื่อฟังขอให้บอกตนได้เลย     ส่วนผู้ปกครองอีกคนเปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้รับการประสานจากผู้อำนวยการโรงเรียน นำตัวครูมาพบตนพร้อมขอโทษและได้มอบเงินจำนวน 3,000 บาทไว้เป็นค่าทำขวัญ ตนเห็นว่าครูได้สำนึกผิดแล้วจึงไม่ได้ติดใจเอาความ และขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่ใช้ความรุนแรงในการสั่งสอนลูกศิษย์     ด้านนายพะยอม วงษ์พูล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 กล่าวว่าได้เรียกผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้ก่อเหตุเข้ามาพบในวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคมนี้ พร้อมมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเพื่อดำเนินการสอบสวนให้ได้ความจริงและความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย                         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/aFpIlOS6Hms

 3,692
สังคม-อาชญากรรม
22 ก.ค. 61

ผู้ปกครอง 'ทีมหมูป่า' ขานรับทางการงดให้สัมภาษณ์สื่อ หลังสื่อนอกบุกบ้านทำข่าว

นายสมบูรณ์ ศิริเวช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวกรณีที่มีสื่อต่างประเทศเข้าไปสัมภาษณ์สมาชิกทีมหมูป่าถึงที่บ้านพัก จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมว่า นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้นายอำเภอแม่สาย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย ประชุมส่วนราชการ ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่นและชุดรักษาความปลอดภัย รวมทั้งผู้ปกครองของน้องๆ ทีมหมูป่า โดยจะงดให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน   สำหรับการคุ้มครองตามมาตรา 27 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณา หรือ เผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือ สื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครองโดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ   ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ       

 5,100
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.พ. 61

พ่อร้องปวีณาลูกสาววัย 11 ถูกครูสั่งวิ่งรอบสนามจนเป็นลมเสียชีวิต ร.ร.แจงมาตรการส่งตัวไปรพ.ทำตามขั้นตอน

นายณัฐพล วัชรมณเฑียร พ่อของ ด.ญ.ภัทราพร อายุ 11 ปี นักเรียนโรงแรงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ชั้น ป.5 เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจาก นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าครูพละสั่งลงโทษนักเรียนทั้งห้องให้วิ่งรอบสนาม 4 รอบ จนเสียชีวิต   นายณัฐพล บอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ลูกสาวได้ไปเรียนตามปกติ จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.45 น. ทางโรงเรียนได้โทรศัพท์ติดต่อมาแจ้งตนว่าให้มารับตัวลูกสาวกลับ เนื่องจากไม่สบาย ตัวร้อนมาก ต่อมาเวลา 15.30 น. ตนและยายได้เดินทางไปรับตัวลูกสาวที่ห้องพยาบาล ตนสังเกตเห็นว่าลูกสาวมีอาการนอนตัวสั่น หายใจแรง ไม่ลืมตา และลูกสาวบอกว่าในตัวรู้สึกร้อนมาก อาสาพยาบาลก็ได้บอกอีกว่า เด็กขอน้ำดื่มอยู่ตลอดเวลา   ตนเห็นว่าอาการแย่แล้ว จึงรีบอุ้มบุตรสาวออกจากห้องพยาบาลและนำส่ง โรงพยาบาลตากสิน ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลลูกสาวมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และเริ่มพูดคุยไม่รู้เรื่อง ร่างกายมีอาการเกร็ง จากนั้นก็หมดสติไป เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉิน หมอแจ้งว่าลูกสาวได้เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลแล้ว   จากนั้นตนจึงได้เข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อขอนำศพบุตรสาว ส่งชันสูตรที่สถานบันนิติเวช รพ.ศิริราช แล้ว ซึ่งจะต้องรอผลชันสูตรอีก 45 วัน และหลังจากที่บุตรสาวเสียชีวิตทางพยาบาลอาสาได้โทรศัพท์ติดต่อมาสอบถามกับยายว่า ลูกสาวเป็นอย่างไรบ้าง ยายก็แจ้งว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว และก็ไม่มีใครติดต่อมาอีกเลย   วันต่อมา (24 ม.ค.) ตนเข้าไปติดต่อกับทางโรงเรียน และพบผู้อำนวยการโรงเรียน จึงได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าผู้อำนวยการ แจ้งว่ายังไม่ทราบเรื่องและยังไม่ได้รับรายงานใดๆ เพิ่งจะทราบรายละเอียดที่ผู้ปกครองแจ้ง ณ ขณะนั้น โดยจะขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นผู้อำนวยและคณะครูได้มาร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพบุตรสาวในคืนที่ 3 พร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือทางครอบครัวจำนวนหนึ่งเท่านั้น   แต่จากการสอบถาม เพื่อนสนิท ของลูกสาวที่เป็นคนพาไปส่งห้องพยาบาล บอกว่า ในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ลูกสาวเข้าเรียนในคาบที่ 4 ซึ่งเป็นวิชาพละศึกษาโดยนักเรียนทุกได้ลงไปเรียนในวิชาดังกล่าวบริเวณสนามของโรงเรียน ขณะที่ที่ครูกำลังสอน มีนักเรียนชายเล่นกันในเวลาเรียน ครูประจำวิชาจึงได้ลงโทษนักเรียนทุกคน โดยการสั่งให้ไปวิ่งรอบสนาม จำนวน 4 รอบ แล้วอยู่ๆ ลูกสาววิ่งแล้วล้มลงกับพื้นสนาม เพื่อนๆเห็นจึงได้นำตัวส่งห้องพยาบาลของโรงเรียน ซึ่งมีครูอาสาพยาบาล ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยการเช็ดตัวให้ และลูกสาวพอรู้สึกตัวอยู่บ้างและพยายามที่จะเดินมากดน้ำดื่ม แต่ก็ได้ล้มลงอีก   จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางครอบครัวติดใจในประเด็นที่ ลูกสาวเป็นลมตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น.ถึง เวลา 14.45 น. ทำไมทางโรงเรียนถึงไม่แจ้งผู้ปกครองทราบ หรือนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งหากนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีลูกสาวอาจจะไม่เสียชีวิต และทำไมผู้อำนวยการโรงเรียน หรือ ครู ไม่ได้เข้ามาดูแลลูกสาวเลย ตอนที่ไม่สบาย   เบื้องต้น นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ประสาน พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมต่อไป   ทางทีมข่าวได้พูดคุยกับครูฝึกสอนวิชาพละ เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ในวันที่เกิดเหตุตนเป็นผู้สอน โดยมี ครูไชยยันต์ นาคทิม ครูพี่เลี้ยงหรือครูเจ้าของวิชา คอยกับดูแล   โดยก่อนที่จะเริ่มการเรียนการสอน ด.ญ.ภัทราพร ได้เดินมาบอกว่าตัวเองไม่สบาย ตนจึงบอกให้ไปพัก แต่ ด.ญ.ภัทราพร ไม่ไป ขอร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ซึ่งการสอนในวันดังกล่าวตนได้ให้นักเรียนยืดเส้นยืดสาย ด้วยท่าทางออกกำลังกาย และให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งรอบสนาม 4 รอบ เพื่อเป็นการวอร์ม ตนยืนยันว่าการวิ่ง 4 รอบ ไม่ได้เป็นการลงโทษแต่อย่างใด และเวลาสอนก็ได้ให้เด็กทุกคนวิ่งรอบสนามอยู่แล้ว ซึ่ง 1 รอบสนาม มีระยะทางทั้งหมด 100 เมตร   ครูฝึกสอน บอกอีกว่า ตลอดเวลาในคาบเรียน ด.ญ.ภัทราพร ก็ร่วมทำกิจกรรมโดยตลอด และไม่ได้มีอาการใดๆ หรือเป็นลมล้มลงไปกับพื้น แต่หลังจากนั้นนักเรียนทั้งหมดก็ไปเรียนคาบอื่นต่อไป   ด้าน นายระวัง ลี้วิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทุ่งครุ เปิดเผยว่า หลังจากทราบเรื่องจากผู้ปกครอง ตนก็ได้ไปสอบถาม พยาบาลอาสา จากศูนย์บริการสาธารณสุข ที่เข้ามาประจำที่โรงเรียนในวันดังกล่าว ทราบว่าตอนที่ ด.ญ.ภัทราพร มาห้องพยาบาล ก็มีอาการป่วย ตัวร้อน ทางพยาบาลก็ได้ดูแลเช็ดตัว และติดต่อผู้ปกครองให้มารับ ซึ่งก่อนหน้าที่จะออกไปพยาบาลอาสาได้ทำการแนะนำให้ไปที่ศูนย์พยาบาลก่อน แต่ทางผู้ปกครองบอกว่าไม่เป็นไรจะนำตัวเด็กไปโรงพยาบาลเลย จนวันต่อมาผู้ปกครองมาบอกว่าเด็กเสียชีวิตขณะเดินทางไปโรงพยาบาล   ซึ่งหลังจากทราบเรื่องตนและครูที่โรงเรียนก็ได้รวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเดินทางไปร่วมงานศพทุกวัน จนกระทั่งวันฌาปนกิจศพ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา ทางครอบครัวได้ขอคุยกับตน และขอให้ช่วยเหลือค่าประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพิ่ม ซึ่งทางตนก็ได้บอกไปว่าให้ทางครอบครัวไปคุยกันมาก่อนว่าต้องการเท่าไหร่ แต่ทางครอบครัวก็ยังไม่ได้ติดต่อกลับมา จนกระทั่งวันนี้                               แต่จากการสอบถามเพื่อนสนิทของ ด.ญ.ภัทราพร ทราบว่า ด.ญ.ภัทราพร มีอาการป่วยตั้งแต่เช้าของวันที่เกิดเหตุแล้ว   ทั้งนี้ทางโรงเรียนมีมาตราการที่จะส่งนักเรียนไปโรงพยาบาล คือหากนักเรียนเกิดอุบัติเหตุก็จะให้อาจารย์ในโรงเรียนพาไปส่ง รพ. หากบาดเจ็บสาหัสก็จะติดต่อรถกู้ภัยหรือรถพยาบาลรับ ส่วนนักเรียนที่มีอาการเจ็บป่วยพื้นฐาน เป็นไข้ ทางโรงเรียนก็จะให้นักเรียนไปห้องพยาบาลเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็จะโทรตามให้ผู้ปกครองมารับ เบื้องต้นทางพยาบาลอาสาก็ได้ปฎิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง   ส่วนที่ผู้ปกครองบอกว่า ด.ญ.ภัทราพร ไม่สบายตั้งแต่เวลา 11.00 น. แล้วเพิ่งโทรแจ้งประมาณ 15.00 น. นั้น ความจริงแล้ว ด.ญ.ภัทราพร เรียนวิชาพละในคาบที่ 4 ตั้งแต่เวลา 12.30 -13.30 น. หลังจากนั้นจึงมาห้องพยาบาล แล้วดูอาการ ก่อนจะติดต่อให้ผู้ปกครองมารับ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XQFuMwDFO48    

 9,910
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ม.ค. 61

คลิปเดือดหมอ vs คนไข้วางมวยกลางคลินิก ฝ่ายคนไข้เผยโดนไล่ไปรักษาที่อื่น เหตุแค่ถามอาการลูก

ผู้ใช้ facebook รายหนึ่ง โพสต์คลิปวีดีโอ เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างคนไข้ กับ นายแพทย์คนหนึ่งในคลินิก โดยคลิปเป็นฝ่ายสามีภรรยาที่พาลูกมารักษา เป็นผู้ถ่ายเอาไว้ ตอนที่กำลังมีปากเสียงกับหมอจับใจความได้ว่า ฝ่ายสามีภรรยาถามอาการของลูกตน แต่แพทย์กลับบอกว่า หากไปถามคนอื่นมา แล้วเชื่อคนอื่น ก็ให้ไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องมารักษาที่นี่  สามีภรรยาไม่พอใจที่แพทย์ใช้คำพูดไม่เหมาะสม จึงเกิดการปะทะคารม จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันตามที่ปรากฎในคลิป   ทีมข่าวเดินทางไปพูดคุยกับ สามี-ภรรยา ผู้ถ่ายคลิปดังกล่าว โดยฝ่ายภรรยาเปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ตนพาลูกไปหาหมอที่คลินิกที่เกิดเหตุ ย่านสะพานสูง เนื่องจากลูกชายวัย 3 ขวบ มีผื่นแดงขึ้นที่แก้มทั้งสองข้าง  ที่ตัดสินใจไปที่คลินิกแห่งนี้เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน และเห็นว่าลูกไม่ได้เจ็บป่วยรุนแรง จึงไปใช้สิทธิ 30 บาท (ประกันสุขภาพถ้วนหน้า)  โดยตอนที่พาลูกเข้าไปตรวจ สามีนั่งรออยู่นอกห้องตรวจ   ตอนที่เข้าไปตรวจ ก็เล่าอาการให้หมอฟังว่าลูกมีผื่นขึ้น ตนหาข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต สงสัยว่าจะเป็นกลากน้ำนม จึงถามหมอว่า ใช่กลากน้ำนมหรือไม่  ตอนนั้นหมอไม่ได้มองผื่นที่หน้าลูกแม้แต่นิดเดียว กลับหันมาตะคอกใส่ตนว่า “ถ้าถามคนอื่นมาแล้วเชื่อคนอื่น ก็ไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องมารักษาที่นี่  ไป !!”   ตอนนั้นตกใจที่หมอพูดแบบนี้ออกมา แต่ก็ยอมออกมาจากห้องโดยไม่ได้โต้ตอบอะไร แต่หมอยังตามออกมานอกห้อง พูดอีกว่า “นี่มันสิทธิ 30 บาท ถ้าจะรักษาตามอำเภอใจ ให้ไปรักษาที่อื่น”  สามีซึ่งรออยู่ข้างนอกได้ยินเข้า จึงเข้ามาถามว่าทำไมต้องพูดแบบนี้ จนลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์ในคลิป   ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อหลายเดือนก่อน ตนเคยพาลูกไปรักษาไข้หวัดที่คลินิกนี้ กับหมอคนนี้มาแล้ว ตอนนั้นหมอหยิบเครื่องมือตรวจลำคอขึ้นมา แต่ไม่ได้บอกให้ลูกของตนอ้าปาก และไม่ได้บอกอะไรกับตน พอเห็นว่าเด็กไม่อ้าปาก ก็ด่าตนอย่างหยาบคายว่า “ถ้าผู้ปกครองเข้ามายืนทื่อแบบนี้ จะเข้ามาทำ..(คำหยาบ)..อะไร”  ตอนนั้นตนเข้าใจว่าหมออาจจะเหนื่อย จึงแสดงอารมณ์ออกมา ไม่ได้ติดใจอะไร แต่พอมาเจอเหตุการณ์ซ้ำสองอีก ยอมรับว่าทนไม่ไหวจริงๆ   หลังเกิดเหตุเมื่อวานนี้ พยาบาลที่คลินิกก็เข้ามาขอโทษ และบอกกับตนว่า หมอรายนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ประจำ และมีกรณีพิพาทกับคนไข้ในลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว   ด้านสามี ซึ่งลงไม้ลงมือกับหมอในคลิป เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนยอมรับผิดที่ใช้อารมณ์รุนแรง ยืนยันว่ายังไม่ได้ต่อยหมอ แค่กระชากเสื้อแล้วเกิดการชุลมุนเท่านั้น  ในมุมของตนมองว่า ไม่ว่าใครมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็คงควบคุมอารมณ์ไม่ไหว ตอนแรกตนพยายามบอกหมอให้ออกไปคุยกันนอกคลินิก เพราะเกรงใจคนไข้คนอื่นๆที่นั่งรออยู่ แต่หมอไม่ยอมออก  และหมอยังบอกว่าตัวเองมีคลิปเหตุการณ์ทั้งหมด  ตนก็อยากให้หมอเอาคลิปที่ว่าออกมาเผยแพร่ เพื่อให้สังคมได้ฟังความทั้งสองข้าง และตัดสินกันไปเลยว่าใครถูกใครผิด อย่าฟังจากตนแค่ฝ่ายเดียว หรือไปถามจากคนไข้รายอื่นๆที่เคยมารักษากับหมอคนนี้ก็ได้ ว่าเคยเจอเหตุการณ์อะไรมาบ้าง   หลังเกิดเหตุ ฝ่ายหมอบอกว่าจะแจ้งความ ดำเนินคดีกับตน ซึ่งฝ่ายตนก็พร้อม อยากให้เรื่องดังกล่าวไปตัดสินกันด้วยกระบวนการยุติธรรม   ทีมข่าวพยายามติดต่อไปยังนายแพทย์คู่กรณี ทั้งทาง facebook และทางโทรศัพท์ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ เบื้องต้นทราบว่า นายแพทย์ได้ไปแจ้งความเอาผิด สองสามีภรรยาไว้แล้ว ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/H5OXLbIB710

 44,532
สังคม-อาชญากรรม
17 ม.ค. 61

ผลสอบ ผอ.สามเสนวิทยาลัยรับเงินแปะเจี๊ยะ ชี้ผิดวินัยร้ายแรง ส่อโดนไล่ออก

การสอบสวนวินัยร้ายแรง จากกรณีมีคลิปกล่าวอ้างว่าผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยรับเงินแปะเจี๊ยะ 4 แสนบาท จากผู้ปกครอง ล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ได้สรุปผลสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเบื้องต้นนายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย พร้อมรองผู้อำนวยการ และผู้เกี่ยวข้องอีก 1 คน   โดยในส่วนของนายวิโรฒ ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการพิจารณาว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพราะมีการรับเงิน แต่ไม่นำเข้าคลัง ซึ่งไม่ใช่แค่กรณีที่เปิดเผยในคลิปรายเดียว รวมประมาณ 7-8 ล้านบาท   ส่วนรองผู้อำนวยการและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวม 2 รายนั้น จะเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ ต้องให้ทางคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสรุปผลอีกครั้งหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ได้เชิญทั้ง 3 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหากมีข้อโต้แย้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะไปทำสำนวนใหม่ แต่ถ้าไม่มีข้อโต้แย้ง ภายใน 15 วัน คณะกรรมการก็จะสรุปผลทันที ก่อนเสนอให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กรุงเทพมหานคร พิจารณา โดยคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์นี้   ขณะที่ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเบื้องต้นทราบว่าผู้อำนวยการโรงเรียนมีมูลความผิดวินัยร้ายแรง แต่อย่างไรก็ตามต้องรอคณะกรรมการพิจารณาจนสิ้นสุดเสียก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งนี้ ความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออกหรือปลดออก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/A2c_uTgu6ns    

 7,710
สังคม-อาชญากรรม
12 ม.ค. 61

หอการค้าไทยเผยโพลรับวันเด็ก ชี้หนูๆอยากให้พ่อแม่เลิกเล่นหวย-อยากเจอพี่ตูน-ขอเมืองไทยไร้โกง-หมอยังเป็นอาชีพฮิต

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยว่า ได้ทำผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในวันเด็ก พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 59.6% ไม่มีหรือไม่ไปทำกิจกรรมในช่วงวันเด็ก ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 13 ม.ค.นี้ เพราะติดงาน สถานที่ไกล เป็นต้น   อีก 40.4% มีหรือไปทำกิจกรรม เช่น พาไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปเช้าเย็นกลับ ใช้เงิน 2,348 บาท, พาไปเที่ยวต่างจังหวัดค้างคืน ใช้เงิน 6,528 บาท, กินข้าวนอกบ้าน ใช้เงิน 1,025 บาท, พาไปร่วมกิจกรรมตามสถานที่จัดงาน ใช้เงิน 926 บาท และพาไปซื้อของขวัญ 489 บาท   ทั้งนี้คาดว่ามีเงินสะพัดในช่วงวันเด็กปี 2561 ประมาณ 2,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากปี 2560 โดยประมาณ จะเห็นอัตราการขยายตัวการใช้เงินไม่สูงนัก สะท้อนผู้ปกครองยังระมัดระวังการจับจ่าย ยังไม่ใช้จ่ายเต็มที่ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะฟื้นตัว   สำหรับสิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่ เช่น อยากให้พ่อแม่สุขภาพแข็งแรง รักพ่อแม่มากๆ กอด อยากให้มีเงินมากๆ มีเวลาให้ลูกมากขึ้น ไม่อยากให้พูดเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่อยากให้บ่น ไม่อยากให้ทำงานหนัก และให้พ่อแม่เลิกเล่นหวย เป็นต้น   ขณะที่ของขวัญที่เด็กอยากได้จากรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการในปีนี้ได้แก่ ทุนการศึกษาและพัฒนาระบบการเรียนการสอน, เงินหรือทุนสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายค่าอาหาร ค่าเดินทาง, อุปกรณ์เล่นเกมส์และของเล่นเด็ก เป็นต้น   ส่วนของขวัญที่เด็กอยากมอบให้นายกรัฐมนตรี ได้แก่ ความรักและสามัคคี, ดอกไม้, การ์ดอวยพร, ขนม และกระเช้าเพื่อสุขภาพ   นักการเมืองที่เด็กอยากเจอมากที่สุด อันดับแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองลงมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ   ส่วนนักร้องหรือนักแสดงที่อยากเจอ อันดับแรก ตูน บอดี้สแลม รองลงมา ณเดชน์ คูกิมิยะ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ และเสก โลโซ   ขณะที่บุคคลที่เด็กจะยึดเป็นแบบอย่าง (ไอดอล) อันดับแรก คุณพ่อคุณแม่ ในเรื่องความมุ่งมานะ อดทนรับผิดชอบต่อหน้าที่ครอบครัว รองลงมา นายกฯ ในเรื่องมีความสามารถในการปกครองประเทศให้มีระเบียบวินัย ตูน บอดี้สแลม ในเรื่องเสียสละ และก้อย รัชวิน เรื่องเชื่อมั่นในความรักเป็นแบบอย่างที่ดีต่อการใช้ชีวิตคู่   สิ่งที่เด็กวาดฝันอยากเห็นประเทศไทยในอนาคต อันดับแรก ได้แก่เป็นเมืองที่ไม่โกง รองลงมา เป็นเมืองที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน เป็นเมืองที่ไม่ทะเลาะกัน เป็นเมืองที่สะอาดปราศจากยาเสพติด เป็นเมืองที่ไม่มีปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น   ส่วนสิ่งที่เด็กต้องการให้นายกฯ ช่วยดำเนินการ ได้แก่ต้องการให้ช่วยเหลือคนจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ให้ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องการเทคโนโลยีเพื่อการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งด้านวิชาการและความบันเทิง ต้องการให้ไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นและเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ และต้องการให้ประเทศไทยมีความรักและสามัคคีกัน เป็นต้น   ปิดท้ายที่อาชีพในฝันของเด็ก อันดับแรก แพทย์และนักร้องหรือดารารองลงมา ครูและนักธุรกิจ ทหารและตำรวจวิศวกร นักการทูตและนักบิน พยาบาล นักคอมพิวเตอร์ แอร์โฮสเตส นักกีฬาโดยเฉพาะนักฟุตบอล และผู้ประกาศข่าว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RLYaJDcJJmk

 3,872
ข่าวภูมิภาค
24 ธ.ค. 60

แม่ร้องครูลงโทษลูกสาว ป.3 ทำการบ้านไม่ครบ สั่งลุก-นั่งจนเข่าอักเสบ ด้านเด็กยันไม่โกรธครู

แม่วัย 37 ปี ร้องลูกสาวอายุ 9 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถูกครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ลงโทษสั่งให้ลุกนั่ง 180 ครั้ง เพราะทำการบ้านหาคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ครบ จนได้รับบาดเจ็บทำให้หัวเข่าอักเสบ และไม่สามารถเดินได้เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่ทางโรงเรียนรับปากว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก สำหรับตนเองอยากฝากถึงคุณครูที่จะทำโทษน้อง ขอให้คิดก่อนว่าน้องมีโรคประจำตัวหรือไม่ สมควรจะทำโทษประมาณไหน เพื่อความเหมาะสมมากกว่านี้ เพราะในความคิดของตนตอนนี้ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพ่อแม่ที่จะต้องมาดูแลน้อง     ด้านเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ระบุว่า อยากกลับไปเรียนหนังสือกับเพื่อนเร็ว และก็ไม่ได้โกธรคุณครูที่ทำโทษ เผยในวันที่เกิดเหตุครูให้ตนเองลุกนั่ง 150 ครั้ง แต่เนื่องจากตนเองและเพื่อนลุกนั่งไม่พร้อมกันจึงได้เพิ่มเป็น 180 ครั้ง ปกติแล้วครูเป็นครูที่อารมณ์ดีไม่เคยตีเด็กคนไหนเลย หากเด็กคนไหนทำผิดก็จะใช้วิธีให้ออกกำลังกายแทน                 ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/tCnv0YB0V4g

 22,609
แชร์ออฟเดอะเดย์
01 ธ.ค. 60

คลิป 'น้องอ้อมกอด' โดนแม่ทำโทษด้วยวิธีน่ารัก ให้เข้ามุมนับเลขภาษาอังกฤษ พ่อแม่เผยให้ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเอง

เป็นอีกหนึ่งคลิป ที่ชาวเน็ตพากันกดไลค์ และแชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก เป็นภาพน่ารักของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่กำลังถูกคุณแม่ดุ และสั่งทำโทษ เพราะทำความผิดมา ซึ่งคุณแม่ก็สั่งทำโทษโดยการให้หนูน้อยไปยืนหันหน้าเข้ามุมห้อง แล้วนับเลข 1-20 เป็นภาษาอังกฤษ ต้องนับให้ครบ จึงจะกลับมาเล่นกันต่อได้   หนูน้อยในคลิปร้องไห้ และบอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว แต่คุณแม่ก็ยืนยันว่า ทำผิดก็จะต้องถูกลงโทษ สุดท้ายหนูน้อยก็ยอมเดินเข้ามุม นับเลขตามที่คุณแม่บอก ซึ่งคุณแม่ก็ต้องช่วยบอกเลข จนกระทั่งเด็กหญิงนับได้จนครบ พบนับครบก็ปรากฎว่า หนูน้อยหันมากระโดดดีใจสุดๆ   คลิปดังกล่าวเป็นที่ชื่นชอบ และได้รับคำชื่นชมจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ที่ครอบครัวนี้มีวิธีสอนลูกที่ดีมากๆ สอนให้เด็กรู้จักยอมรับผิด และมีการอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน ถือเป็นแบบอย่างสำหรับครอบครัวอื่นๆ น่าจะนำวิธีนี้ไปใช้บ้างเช่นกัน   ทีมข่าวได้พูดคุยกับครอบครัวดังกล่าว นายสุทธิรักษ์ สกุลรัตน์ (คุณพ่อ) นางสาววิภารัตน์ รัตนเจริญไพศาล (คุณแม่) และ น้องอ้อมกอด ด.ญ.รักษ์วิภา สกุลรัตน์ วัย 3 ขวบ เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า เหตุการณ์ตอนที่อัดคลิป เริ่มจากน้องอ้อมก้อดไปหยิบของเล่นมาเล่น ระหว่างที่ทำการบ้าน คุณแม่ก็ปล่อยให้เล่นไปสักพัก พอเห็นว่าเล่นนานเกินไปแล้วจึงบอกให้น้องเอาของเล่นไปเก็บ แต่น้องอ้อมกอดไม่พอใจ เอาของเล่นทุบลงบนโต๊ะเสียงดัง คุณแม่จึงต้องลงโทษตามในคลิป   โดยวิธีการลงโทษโดยการให้เข้ามุมนับเลข ทำมานานแล้ว ตั้งแต่น้องยังเด็ก โดยทุกครั้งจะอธิบายเหตุผลให้น้องเข้าใจเสมอ เพื่อให้น้องรู้ตัวว่าทำผิด  ทางครอบครัวมองว่าวิธีนี้ดีกว่าการทำโทษด้วยการตี เพราะลูกยังเด็ก ตีลูกไปก็คงจะเจ็บตัวเปล่าๆ คิดว่าการสอนด้วยเหตุผล ให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเองมีประโยชน์มากกว่า   อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เวลาที่ลูกทำผิด เด็กจะหายโกรธเร็วกว่าผู้ใหญ่ บางครั้งลูกกลับมาอารมณ์ดีแล้ว แต่พ่อ-แม่ยังโกรธอยู่ อาจจะทำอะไรที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ การลงโทษวิธีนี้ ก็จะทำให้ตัวพ่อแม่เองใจเย็นลงได้ด้วย   หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป มีคนเข้ามาให้ความสนใจกันเยอะ มีหลายครอบครัวขอนำวิธีนี้ไปใช้บ้าง พวกตนก็ดีใจที่คลิปนี้จะเป็นประโยชน์กับครอบครัวอื่นๆต่อไปด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/c4zNjCntoAg    

 58,636
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 พ.ย. 60

จบด้วยดี! วิน จยย.จับมือยอมความเด็กอาชีวะ หลังคลิปรุมยำว่อนเน็ต

โลกออนไลน์แชร์คลิปเหตุการณ์ กลุ่มชาย 4-5 คน หนึ่งในนั้นสวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ รุมทำร้ายนักเรียนชายอาชีวะย่านศรีย่านคนหนึ่ง กลางถนนที่พื้นที่ สน.สามเสน กรุงเทพฯ   โดยจากสาเหตุเกิดจากความไม่พอใจที่มีการขับรถปาดหน้ากัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีปากเสียง และลงมือก่อเหตุทะเลาะวิวาท โดยทางเด็กนักเรียนได้ไปตามเพื่อนมาอีก 4 คน ในทางกลุ่มวินก็ตามเพื่อนมาช่วยเช่นกัน ก่อนที่เด็กนักเรียนจะวิ่งหนี เหลือเพียงตัวเด็กคู่กรณีตามที่เห็นในคลิป   ในเวลาต่อมา ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาตกลงกันไปแล้วว่าจะไม่เอาเรื่องกับอีกฝ่ายตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพื่อเห็นแก่อนาคตของเด็กนักเรียน ไม่ติดใจเอาความใดๆ รวมถึงเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายหลังจากนี้   ด้านตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าเรื่องนี้ลูกของตนเป็นฝ่ายผิดด้วย ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว หลังจากนี้ก็จะอบรมลูกของตนเองไม่ให้ก่อเหตุ และให้คำนึงถึงอนาคต ไม่สร้างความลำบากใจให้กับพ่อและแม่อีก   ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเทคนิคแห่งหนึ่ง ระบุว่า ได้สั่งพักการเรียนเด็กนักเรียนทั้ง 5 เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างการหาทางออกให้กับปัญหา ซึ่งหลังจากนี้จะนำเด็กนักเรียนที่ก่อเหตุไปทำบันทึกประวัติไว้ และหารือเรื่องการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กและกลุ่มวินรถจักรยานยนต์ ยืนยันว่าที่ผ่านมากลุ่มวินรถจักรยานยนต์ไม่ใช่กลุ่มที่เคยมีปัญหากับเด็กนักเรียน ซ้ำยังคอยช่วยเหลือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบัน   เชื่อว่าเหตุการณ์นี้มาจากเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิดกัน อีกทั้งที่ผ่านมาก็เคยมีมาตรการอบรมให้เด็กนักเรียนมีความประพฤติดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะเชิญตำรวจ สน.สามเสน ไปอบรมให้ความรู้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน รวมถึงการทำกิจกรรมเสริมสร้างความรักความสามัคคีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/EPhH3vUYdDw    

 15,118
แชร์ออฟเดอะเดย์
16 พ.ย. 60

ฉาว! ครูตีเด็ก 300 ครั้ง ส่งคลิปโป๊ขอมีเซ็กซ์กับลูกศิษย์ ต้นสังกัดสั่งสอบวินัยร้ายแรง

ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ นำหลักฐานข้อความบทสนทนาผ่านไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาลามกอนาจาร รวมถึงคลิปโป๊ที่สนทนากับลูกสาว และรูปถ่ายร่องรอยที่ลูกถูกครูตีก้นจนเขียวช้ำ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้สอบเอาผิดกับครูสอนวิชาสุขศึกษา และพละศึกษา   โดยมีข้อมูลว่า ครูคนดังกล่าวได้ทำโทษเด็กนักเรียนเกินกว่าเหตุด้วยการใช้ไม้เรียวตีก้นเด็กนักเรียนชั้น ม.2 เกือบทั้งห้อง คนละตั้งแต่ 100–300 ครั้ง เพียงเพราะเด็กลืมเอาสมุดหนังสือวิชาของครูมาโรงเรียน บางคนไม่ได้ห่อปกสมุดหนังสือมา และพฤติกรรมที่ผู้ปกครองยอมรับไม่ได้ที่สุด คือ ครูส่งคลิปโป๊ และข้อความลามกอนาจารมาในไลน์ ทั้งยังขอมีเพศสัมพันธ์กับนักเรียนหญิง ชั้น ม.2   ในเวลาต่อมา จนท.เขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงนักจิตวิทยา ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงยังโรงเรียนที่เกิดเหตุ จากการสอบปากคำนักเรียนหญิงที่ครูส่งคลิปโป๊ให้ และขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย รวมถึงหลักฐานบทสนทนาทางไลน์ พบว่าครูที่ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกศิษย์จริง ทั้งนี้จากการสอบพยานแวดล้อมและนักเรียนอีกหลายคนที่ถูกครูคนดังกล่าวทำโทษด้วยการใช้ไม้เรียวตี ก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าได้ถูกครูใช้ไม้เรียวตีคนละ 100–300 ครั้งจริง สาเหตุเพราะไม่ได้เอาสมุดหนังสือมา และไม่ได้ห่อปกสมุดหนังสือตามที่ครูสั่ง ครูจึงทำโทษตามจำนวนหน้าหนังสือ ซึ่งผลการสอบเบื้องต้นพบมีมูลความจริงตามที่มีการร้องเรียน   ทาง สพม.ฐานะต้นสังกัดจึงสั่งตั้งกรรมการสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงกับครูคนดังกล่าว พร้อมทั้งให้ออกหนังสือคำสั่งย้ายครูออกจากพื้นที่โดยให้มีผลภายในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ซึ่งการออกคำสั่งย้ายเพื่อความสบายใจและเป็นธรรมกับฝ่ายผู้ร้อง โดยการตั้งกรรมการสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงจะให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และหากพบข้อมูลหลักฐานกระทำผิดชัดเจนก็จะพิจารณาโทษสถานหนักคือไล่ออก เนื่องจากพฤติกรรมคุกคามทางเพศลูกศิษย์ถือเป็นความผิดร้ายแรง   ส่วนครูที่ถูกกล่าวขณะนี้ยังไม่ได้ทำการสอบปากคำ เนื่องจากหลังที่ผู้ปกครองเข้าร้องเรียน ก็ไม่พบครูมาที่โรงเรียน ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงจัดแข่งขันกีฬาภายโรงเรียนด้วย ส่วนเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ยังมาโรงเรียนตามปกติ แต่มีอาการวิตกกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lqbLK0FLTBg    

 32,359
ข่าวภูมิภาค
14 พ.ย. 60

ฮือไล่ครู รร.อนุบาลที่กระบี่ ระบุขังเด็กล็อกในห้อง ทุบตีจนช้ำและมีปากเสียงกับผู้ปกครอง

รวมตัวขับไล่ครูโรงเรียนอนุบาลคนหนึ่งที่ จ.กระบี่ หลังขังเด็กไว้ในห้อง ตีจนแขนช้ำและมีปากเสียงกับผู้ปกครองที่ไปพบ ด้านเขตพื้นที่รับเรื่องสอบสวน   วันที่ 14 พ.ย. 60 ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.กระบี่ นางรัตนาพร เรือทอง อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 ม.7 ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ พร้อมด้วยผู้ปกครองของเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อนายสมปอง รัตนะ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.กระบี่ โดยมีนายส่งเสริม เม่งบุตร รอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ร่วมรับเรื่อง ซึ่งทางผู้ร้องได้นำป้ายเขียนข้อความต่างๆ เรียกร้องให้ย้ายครูหญิงคนหนึ่งออกจากพื้นที่ เนื่องจากมีพฤติกรรมข่มขู่ทำร้ายร่างกายเด็กและยังมีปากเสียงกับผู้ปกครอง ซึ่งทางเขตพื้นที่ฯ ได้รับเรื่องเพื่อไปทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริง     นางรัตนาพรกล่าวว่าตนให้ลูกไปเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนดังกล่าว วันหนึ่งได้ไปพบว่าช่วงเที่ยงวัน ครูไม่อยู่ แต่ได้ล็อคกุญแจห้องเรียนไว้ทั้งๆที่มีเด็กอยู่ภายใน จากนั้นก็มีผู้ปกครองคนอื่นๆมาพบ เมื่อสอบถามครูก็ชวนหาเรื่อง พูดจาไม่ดีจนถึงขั้นมีปากเสียงกัน ต่อมาครูรายนี้ยังได้ทุบตีเด็กจนมีร่องรอยช้ำ นักเรียนคนหนึ่งต้องออกจากโรงเรียนเพราะกลัวครูที่ข่มขู่ทุบตี ส่วนลูกของตนก็ถูกทุบที่แขนจนช้ำด้วย จึงได้ปรึกษากับทางผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่และรวมตัวกันมาร้องเรียนให้ย้ายครูรายนี้ออกจากโรงเรียนดังกล่าว เพราะไม่เหมาะที่จะเป็นครู   ด้านนายส่งเสริม เม่งบุตร รอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ กล่าวว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นเคยรับเรื่องมาแล้วรอบหนึ่งแต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอีก หลังจากนี้จะรับเรื่องไปทำการสอบสวนและจะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป   (ภาพ : มติชน)

 11,991
สังคม-อาชญากรรม
05 ต.ค. 60

แม่ร้องปวีณา ลูกชายถูกเพื่อน-รุ่นพี่ จับขังในห้องเก็บของ ก่อนฉีดยาฆ่าแมลง-จุดไฟเผาเจ็บสาหัส

นางสาวกชพรรณ บุญทอง อายุ 42 ปี พร้อมด้วยญาติ เข้ามาร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จากกรณี ด.ช.เอิร์ธ ลูกชาย ถูกเพื่อนกับรุ่นพี่ โรงเรียนเดียวกันจำนวน 3 คน แกล้งปิดประตูในห้องเก็บของ แล้วฉีดยาฆ่าแมลงเข้าไปจนไม่มีอากาศหายใจ จากนั้นก็จุดไฟแช็ค ทำให้เกิดเสียงดังคล้ายระเบิด แล้วก็เกิดไฟลุกท่วมห้องเก็บของที่ลูกชายอยู่ข้างใน ทำให้ลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานกว่า 15 วันแล้ว   ทางผู้ปกครองเปิดเผยกับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า หลังเกิดเหตุตนได้รับแจ้งจากครูที่โรงเรียนบอกว่า ลูกชายเกิดอุบัติเหตุถูกไฟคลอก ตอนนี้ส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล พอตนไปถึงพบว่าลูกชายที่ยังอยู่ในอาการไม่ได้สติ คาดว่าน่าจะเกิดจากฤทธิ์ยาฆ่าแมลง โดยแขนทั้งสองข้าง ขาข้างขวา และตามลำตัวเป็นแผลไหม้ พุพอง   ด้านลูกชายเล่าว่า ตอนนั้นกำลังจะนำหนังสือเรียนไปเก็บในช่องเก็บของ พบว่ามีรุ่นพี่และเพื่อนจำนวน 3 คน นั่งเล่นหมากเก็บอยู่  โดย 1 ใน 3 คน เอาหนังสือมาตีที่ศีรษะ แต่ลูกชายไม่เล่นด้วย จึงเดินหนีเข้าไปในช่องเก็บหนังสือ เด็กคนหนี่งก็ได้เดินมาปิดประตู แล้วเอากุญแจคล้องไว้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงมีคนตะโกนบอกให้ไปเอายาฆ่าแมลงมา เพื่อฉีดยาฆ่าแมลงเข้ามาให้ช่องเก็บของ ซึ่งทำให้ลูกชายหายใจไม่ออก ก่อนที่จะจะการจุดไฟแช็ก ทำให้มีไฟพุ่งเข้ามาตามช่องประตู และมีเสียงระเบิด หลังจากนั้นเพื่อนจึงรีบเปิดประตู ฉีดน้ำดับไฟ   เบื้องต้นมีการตกลงกับผู้ปกครองของเด็กทั้ง 3 คน ให้ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท แต่ตนพึ่งได้รับมาเพียง 3 พันกว่าบาท โดยผู้ปกครองของเด็กอีกสองคนแจ้งว่าไม่มีเงิน และทางโรงเรียนก็ไม่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือแต่อย่างใด   พร้อมบอกว่าทาง ผอ. ขอไม่ให้ไปแจ้งความและจะช่วยเหลือเรื่องที่เกิดขึ้น หากไปแจ้งความทางโรงเรียนจะไม่ช่วย ซึ่งตอนแรกตนไม่ติดใจเอาความ เพราะตอนนั้นเป็นห่วงแต่ลูกชาย แต่ต่อมา ผอ.ยังมีการพูดถึงจำนวนเงิน 10,000 บาท ประมาณว่าเจ็บแค่นี้ จะเอาอะไรหนักหนา ซึ่งทำให้ตนไม่พอใจอย่างมาก เพราะอาการของลูกชายยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะยังเดินไม่ได้ และแขนข้างหนึ่งก็อาจจะพิการ จึงต้องแจ้งความ และเข้ามาร้องเรียนที่มูลนิธิปวีณาฯ   ด้านผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า ตนได้รับแจ้งจากครูหอนอนว่า ด.ช.เอิร์ธ ได้เข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้า แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งเรียกให้ออกมาแต่ไม่ยอมออก เพื่อนอีกคนจึงใช้ยาฆ่าแมลงฉีดเข้าไป ก่อนจะจุดไฟแช็ก ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ ด.ช.เอิร์ธ หลังจากนั้นเพื่อนๆและครูก็ช่วยกันนำตัวไปส่งโรงพยาบาล   ซึ่งหลังเกิดเหตุทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และไปเยี่ยมเด็กที่โรงพยาบาล พร้อมให้กำลังใจเด็กว่า ‘ไม่เป็นไรประเมินดูแล้วเดี๋ยวก็หาย’ แต่ผู้ปกครองเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน หาว่า ผอ.ดูถูกเรื่องบาดแผล   ขณะที่ได้พบกับผู้ปกครองที่โรงพยาบาล ผู้ปกครองบอกว่า ผอ.อย่าดุว่าเด็กนะ ผู้ปกครองไม่ติดใจเอาเรื่องใดๆทั้งสิ้น ทำให้ตนรู้สึกสบายใจ แต่พอมาอีกวัน ผู้ปกครอง ด.ช.เอิร์ธ กลับไปแจ้งความ   ซึ่งทางโรงเรียน ได้เชิญทั้งสองฝ่ายเข้ามาเจรจากัน และได้ข้อสรุปว่าทางคู่กรณีจะจ่ายชดใช้เป็นเงิน 10,000 บาท ทุก 15 วัน จนกว่าแผลจะหาย แต่มีผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุ 2 คน ไม่สามารถหาเงินมาได้ทันเวลา ตนจึงคุยกับครอบครัวผู้เสียหายว่า 10,000 บาท มันมากเกินไปไหม สำหรับผู้ปกครองที่ไม่มีเงินมาก โดยเจตนาคือพยายามไกล่เกลี่ย และทุกวันที่ทางโรงเรียนไปเยี่ยม ก็ได้นำเงินที่รวบรวมจากครูและนักเรียนบางส่วนไปมอบให้ แต่ผู้ปกครองของ ด.ช.เอิร์ธ กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับ   ผอ. ยังบอกอีกว่า จริงๆแล้วเด็กกลุ่มนี้มีความสนิทกันมาก เป็นเพื่อนรักกัน แต่หลังเกิดเหตุกลับมาบอกว่าไม่รู้จักกัน ทั้งๆที่เขาอยู่หอนอนเดียวกัน เล่นด้วยกันตลอด ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเจตนาจริงๆ ของผู้ปกครองต้องการอะไร ตนสงสัยว่าทำไปผู้ปกครองไม่ยอมรับเงิน ตามข้อตกลง และผู้ปกครองของ ด.ช.เอิร์ธ ได้พูดขู่ว่าเดี๋ยวเจอกัน   ด้าน นายวีรภัทร ราโช ครูประจำเรือนนอน บอกว่า ตนเองเป็นครูหอ จะให้เข้าข้างใครคงไม่ได้ ทุกคนเป็นเหมือนลูกเรา ดูแลเขาทุกวัน รักเขาเหมือนลูก คนก่อเหตุก็เหมือนกัน ถามแล้วไม่มีเจตนาจะทำร้ายเพื่อน แม่เขาเข้าใจว่าเราเข้าข้าง ลำเอียง ว่าเด็กเจ็บขนาดนี้ทำไมไม่สนใจ ตนยืนยันว่าสนใจดูแลตลอด เลิกงานเที่ยงคืนตีหนึ่งก็ไปเยี่ยม เพราะสงสาร ด.ช.เอิร์ธ   ส่วนเด็กที่ก่อเหตุก็ยอมรับว่าเขาผิด ได้ไปขอขมาผู้ปกครองเด็กที่บาดเจ็บแล้ว เด็กๆไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ พวกเขาเครียดมากตอนนี้ หลังเกิดเหตุเด็กๆยังโมโหตัวเองเอาหัวโขกเสา หากผู้ปกครองมองว่าเป็นการเจตนาฆ่า ผมเถียงเด็ดขาดว่าไม่ใช่ 100% แต่ถ้าเรื่องกระทำเกินกว่าเหตุ ตนยอมรับ   ขณะที่ ร.ต.อ.พิสิฐ บุญมี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยนาท ที่เดินทางเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ทางผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับความเสียหาย เข้าไปแจ้งความเรื่องที่คู่กรณีไม่ชดใช้ค่าเสียหายตามที่ตกลง ไม่ได้มีการแจ้งความข้อหาพยายามฆ่าแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/80_MDSQLPsY  

 36,675
แชร์ออฟเดอะเดย์
27 ก.ย. 60

ตั้งกรรมการสอบ ครูแปะป้ายไล่ออกเด็กเตรียมอนุบาล เหตุขาดเรียนบ่อย ทำผลประเมิน ร.ร.ต่ำ

จากกรณีมีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้โพสต์ภาพชื่อเด็ก3คน พร้อมข้อความระบุว่า   "โรงเรียนเตรียมอนุบาล ไล่เด็กออกด้วยจ้าาาาาาาาาาาา>>>ข้อหา ทำให้ผลเกณฑ์การประเมินโรงเรียนต่ำลง<<< #นี่เตรียมอนุบาลหรือเตรียมทหารคะครู#บอกรักเด็ก นี่คือรักเด็กหรอคะคุณครู? ไม่มีแจ้งเตือน แปะประกาศ เหมือนประจารคนอื่น ลูกยังไม่โดน หรืออาจอยู่ 1-3 ที่กำลังพิจารณาอยู่ก็ได้"   หลังมีการโพสต์ได้แชร์ไปยังกลุ่มต่างๆจนมีการวิพากษ์วิจารณ์กว้างการกระทำของคุณครู ก่อนที่ผู้โพสต์จะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นภาพที่แคปเจอร์บันทึกบทความสนทนาในกลุ่มของผู้ปกครองและครู กว่า 44 หน้า   ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองป่าตอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกอ้างถึง เพื่อขอเข้าพูดคุยกับครูคนดังกล่าวเพื่อสอบถามถึงปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่ทางโรงเรียนระบุว่า ครูคนดังกล่าวไม่อยู่   ทั้งนี้ เบื้องต้นจะมีการตั้งกรรมการสอบสวนพูดคุยรายละเอียด ในส่วนของเด็กนั้นคงไม่ต้องมีการให้ออกเนื่องจากเป็นเรื่องเล็กๆที่ความจริงคุณครูมีหน้าที่พูดคุยกับผู้ปกครอง ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันช่วยเหลือเด็ก ด้านครูเองถึงเเม้ว่าเด็กจะขาดเรียนบ่อยก็ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการให้เด็กออก เเต่ควรจะพูดคุยกันก่อน ในส่วนของแม่เด็กก็จะมีการประสานเข้าพูดคุยกัน ยันจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้คิดว่าเด็กคงไม่น่าจะต้องออกจากโรงเรียนเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย ยังมีทางที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถพูดคุยหารือกันได้ โดยหลักแล้วทั้งครูเเละผู้ปกครองจะต้องหันหน้าเข้าคุยกันหันหน้าเข้าหากันเมื่อเด็กมีปัญหา   ขณะที่ผู้ปกครองเด็กกล่าวว่า ที่ต้องให้ลูกหยุดเรียนเนื่องจากลูกไม่สบายบ่อย ทั้งโรคภูมิแพ้ ,อิลลินอยส์โต ซึ่งเมื่ออาการกำเริบจะหายใจลำบาก ร่างกายไม่ค่อยเเข็งเเรง ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้ยังมีอาการลำไส้อักเสบ และระบบทางเดินอาหารผิดปกติตั้งแต่เด็ก   จากการพูดคุยเบื้องต้นกับปลัดเทศบาล ได้ตัดสินใจให้ลูกไปเรียนจนถึงวันศุกร์ แต่ขอให้น้องมีการเปลี่ยนห้องไม่ให้เจอกับครูคนดังกล่าว ส่วนในเทอมต่อไปอาจจะให้ลูกย้ายไปเรียนศูนย์พัฒนาเด็กแห่งใหม่ ส่วนแม่ของเด็กอีกคนที่ถูกให้ออกนั้นได้พูดคุยเบื้องต้นพบว่ามีหนึ่งรายซึ่งระบุว่าได้ยื่นหนังสือให้ลูกลาออกมาพักใหญ่แล้ว เพื่อย้ายลูกไปเรียนที่อื่น แต่ทางโรงเรียนไม่ได้ดำเนินการทำเรื่องย้ายออกให้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_dVkFE0FO4M    

 10,621
ข่าวภูมิภาค
21 ก.ย. 60

ผู้ปกครองเมาค้าง ฉวยโอกาสแอบอนาจารเด็กอนุบาล ขณะมาส่งลูกที่ ร.ร.

ปราจีนบุรี-ชายวัย 43 เดินทางมาส่งลูกชายที่โรงเรียน แล้วเกิดอารมณ์ทางเพศจากความมึนเมา กระทำการอนาจารเด็กชั้นอนุบาล 2 ขณะที่นั่งอยู่คนเดียว เนื่องจากครูติดภารกิจ   จากการสอบสวนตัวของเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งได้ให้การว่า ก่อนเหตุช่วงเช้าทางโรงเรียนได้จัดให้นักเรียนไปทำกิจกรรมทำบุญที่วัดทุกวันพระ ซึ่งวันนี้ก็ได้นำนักเรียนไปที่วัดทั้งหมด คงเหลือครูเวรที่อยู่โรงเรียน ซึ่งต่อมาผู้ก่อเหตุก็พาบุตรชายที่อยู่ชั้นอนุบาล 1 มาโรงเรียน แต่มาไม่พบใคร ก็นั่งเล่นกับลูกชายอยู่ที่ห้องดังกล่าว และต่อมามารดาของเด็กหญิง ก็พาส่งที่โรงเรียนอีก ซึ่งขณะนั้นครูได้ออกไปกดน้ำร้อนที่ห้องติดกัน เมื่อกำลังเดินกลับมา ได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องไห้อย่างดัง พร้อมได้วิ่งออกไปที่บ้านที่อยู่ติดกับโรงเรียน   จึงได้เข้าไปสอบถาม บอกว่าถูกชายคนดังกล่าวพยายามกระทำล่วงละเมิดทางเพศ จึงได้กลับไปที่ห้องยังพบว่ายังไม่หนีไปไหน นั่งอยู่หน้าห้อง จึงได้สอบถามเป็นอย่างที่เด็กว่าหรือไม่ ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าจริง แต่ได้แค่เอาอวัยวะออกมา แล้วจูบเด็กเท่านั้น จึงแจ้งตำรวจนำตัวมาเพื่อดำเนินคดีดังกล่าว   ซึ่งชายคนดังกล่าวให้การรับสารภาพเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาจริง ยอมรับว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ไปดื่มเหล้าในงานวันเกิด ช่วงเช้าได้พาลูกชายมาส่งที่โรงเรียน แล้วนั่งเล่นอยู่กับลูก ช่วงเวลาดังกล่าว แม่ของเด็กหญิงได้พาลูกมาส่งด้วยเช่นกัน และเป็นช่วงที่ครูออกไปดื่มน้ำ เพียงรู้สึกชั่ววูบก็ได้กระทำล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก โดยเอาอวัยวะเพศตนออกมา แล้วเข้าไปจูบเด็ก แต่เด็กได้ร้องให้แล้ววิ่งหนีออกไป คุณครูก็เข้ามาเจอพอดี   ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเด็กหญิง ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศรเพื่อหาร่องรอยว่ามีการกระทำชำเราอย่างไรบ้าง พร้อมตั้งข้อหาผู้ก่อเหตุพยายามกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และควบคุมตัวไว้ในห้องขังสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสาน อัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบปากคำเด็กหญิง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dluLsQxubeY  

 2,537
แชร์ออฟเดอะเดย์
15 ก.ย. 60

ผอ.อนุบาลขอนแก่น เพิ่มผู้ประกอบการอีก 1 เจ้า แก้ปัญหาอาหารกลางวันบูด

จากกรณี เพจแหม่มโพธิ์ดำ โพสต์เรื่องราว อาหารกลางวันของเด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาล ใน จ.ขอนแก่น ที่บูดเสียติดต่อกันสองวัน ทำให้นักเรียนหลายคนมีอาการท้องเสีย จนกลุ่มผู้ปกครองต้องเข้าร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ทหาร ให้ช่วยเข้ามาตรวจสอบที่โรงเรียนดังกล่าวโดยเร่งด่วย   ล่าสุดวานนี้(14 ก.ย.) โรงเรียนที่เกิดเหตุ คือ โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น มีการประชุม ร่วมกับ ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น รวมทั้ง ผู้ประกอบการ ที่รับผิดชอบเรื่องอาหารของโรงเรียน   โดนนายอภิชาต นาเลาห์ ผอ.โรงเรียน ได้กล่าวขอโทษผู้ปกครองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทางโรงเรียนได้แก้ปัญหาโดยการเพิ่มผู้ประกอบการ จาก 1 ราย เป็น 2 ราย เพื่อแก้ปัญหาทำอาหารไม่ทันเวลาอาหารเที่ยง และลดภาระจากผู้ประกอบการรายแรก ที่ต้องรับผิดชอบอาหารจำนวนมากๆ เชื่อว่าจะทำให้ดูแลเรื่องคุณภาพอาหาร และความสะอาดได้ดีกว่าเดิม หากยังพบปัญหาขึ้นอีกในอนาคต ทางโรงเรียนจะยกเลิกสัญญากับผู้ประกอบการทันที และหาผู้ประกอบการรายอื่นมาทำอาหารแทน   ด้าน นางพิมพ์ณัฐยา จันทวฤทธิ์ ผู้ประกอบการ ที่รับผิดชอบทำอาหารกลางวันให้ทางโรงเรียน ก็กล่าวขอโทษต่อผู้ปกครอง บอกว่าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถตอบกับที่ประชุมได้ว่าอาหารบูดเกิดจากสาเหตุใดกันแน่   ในขณะที่ นางสุภลักษณ์ เมฆินทร์อนุกูล ประธานผู้ปกครอง ร.ร.อนุบาลขอนแก่น ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ตนเชื่อว่าสาเหตุที่อาหารบูด ไม่ได้คุณภาพ น่าจะเป็นเพราะแม่ครัวรีบปรุงอาหารให้ทันเวลา ซึ่งอาหารก็มีปริมาณมาก ไม่สามารถปรุงอาหารให้สุกได้ทั้งหมด สังเกตจากเนื้อไก่ในต้มยำบางชิ้นก็ยังไม่สุก ยังมีเลือดแดง ๆ อยู่ที่ชิ้นไก่ ประกอบกับภาชนะใส่อาหารก็ไม่แห้งสนิท บางอันมีคราบอาหารเก่าติดอยู่จำนวนมาก   นางสุภลักษณ์ ยังกล่าวทั้งน้ำตาอีกว่า ตนมีลูกเพียงคนเดียว หากลูกของตนเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบ รวมทั้งเวลาเกิดเหตุการณ์แต่ละครั้ง โทรมาแจ้งกับทางโรงเรียนก็ไม่มีการแก้ไขอะไร ทางผู้ปกครองจึงยื่นข้อเสนอต่อทางโรงเรียนทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่   1. ขอทราบเมนูอาหารในแต่ละวัน 2. ขออนุญาตให้ผู้ปกครองสุ่มตรวจอาหารทุกสัปดาห์ สับดาห์ละ 1-2 ครั้ง 3.ขอให้ทางโรงเรียนช่วยเหลือเยียวยา ในเรื่องค่ารักษาพยาบาล นักเรียนที่ป่วยจากเหตุการณ์นี้ 4. ขอให้โรงเรียนจัดทำโรงครัวที่เก็บภาชนะ จัดจุดล้างจานให้ดี ให้สะอาด ขอให้เข้มงวดเรื่องการทำความสะอาดภาชนะ ไม่ให้มีคราบอาหารติดอยู่อีก 5 .ช่วยกวดขันเรื่องความสะอาดของห้องน้ำ เพราะเด็กบางคนไม่กล้าเข้าห้องน้ำทำให้เด็กท้องผูกกลับบ้านประจำ   ซึ่งข้อเสนอทั้ง 5 ข้อนี้ นายอภิชาต ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็รับปากว่าจะดำเนินการให้ตามที่ขอ และจะไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นอีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vHCAcmlVTSk  

 5,419

Top