ค้นหา :

ผลการค้นหา "สุพรรณบุรี"

ข่าวภูมิภาค
24 ส.ค. 62

รถบัส นร.กลับจากทัศนศึกษา คว่ำเจ็บระนาวกว่า 10 คน คนขับให้การจู่ๆบังคับรถไม่ได้

สุพรรณบุรี - ตำรจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุรถบัสนักเรียนพลิกคว่ำมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ที่ถนนสาย 321 อู่ยา-ดอนเจดีย์ หมู่ 8 ต.บ้านโพธิ์ ที่เกิดเหตุพบรถบัสรับส่งผู้โดยสารพลิกตะแคงอยู่ข้างทาง มีเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลและครูเกือบ 40 คน ร้องให้กันระงมภายในรถมีผู้คนได้รับบาดเจ็บเป็นครูและนักเรียนกว่า 10 คน เจ้าหน้าที่จึงนำออกมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนรีบลำเลียงส่ง รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช    จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรถคันดังกล่าวมีอุปกรณ์ส่วนควบคือคันส่งพวงมาลัยหลุด ที่ไหล่ทางมีรอยรถเบรคจนหญ้าข้างทางลู่เป็นทาง เกือบจะชนเสาไฟฟ้าแรงสูงข้างทาง    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเหตุ คณะครูนักเรียนจาก โรงเรียนเขาหินตั้ง ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี รวมกว่า 100 คนไปชมงานวิทยาศาสตร์ ที่เมืองทองธานี    โดยมีรถบัสทั้งหมดจำนวน 3 คันระหว่างทางกลับคณะได้พาเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 อนุบาล 3 ชั้นปฐม และมัธยม ได้แวะกราบสักการะขอพรหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จากนั้นได้คณะได้เดินทางไปที่อุทยานมังกรสวรรค์ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แต่ศาลเจ้าพ่อปิดคณะจึงพากันขึ้นรถกลับโดยรถคันเกิดเหตุได้ขับตามหลังถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักพลิกตะแคงลงข้างทางทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนักเรียน 8 คนครู 4 ศีรษะแตกและเจ็บชายโครงซึ่งทั้งเด็กนักเรียนและครูทั้งหมดปลอดภัย    ทางด้านคนขับให้การว่าระหว่างทางที่ขับรถกลับจากชมงานวิทยาศาสตร์ รถยังมีอาการปกติ ผ่านทางโค้งมาหลายโค้งกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางตรงขณะที่ตนโยกพวงมาลัยก็ใจหายเมื่อพวงมาลัยเกิดอาการว่างไม่สามารถบังคับรถได้เมื่อตนตั้งสติได้จึงปล่อยให้รถวิ่งไหลไปตามถนนแต่ทันใดนั้นรถเกิดเสียการทรงตัวพุ่งลงข้างทางตนจึงตัดสินใจเหยียบเบรคเพื่อให้รถหยุดก่อนจะพลิกตะแคงลงข้างทางโชคดีที่ตนขับรถไม่เร็วรถจึงวิ่งไปไม่ถึงเสาไฟฟ้าแรงสูงซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตรไม่เช่นนั้นอาจมีการสูญเสียมากกว่านี้   อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้เรียกตัวคนขับมาสอบสวนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/VBCtSm80V6c

 38,925
ข่าวภูมิภาค
16 ส.ค. 62

ทอมแสบหลอก 2 ยายทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ก่อนจับขังห้องน้ำ เชิดเงินทองหนี

สุพรรณบุรี-ตำรวจรับแจ้งเหตุ  2 แม่เฒ่าถูกคนร้ายหลอกเอาเงินไปว่า 5,000 บาท ตรวจสอบพบนางสนิท ดิษฐบรรจง อายุ 78 ปี ชาว อ.สองพี่น้อง เล่าว่าก่อนเกิดเหตุได้นั่งคุยอยู่กับนางอี๊ด ผิวบัวคำ อายุ 77 ปี มีศักดิ์เป็นหลานสะใภ้ สักพักมีสาวทอม อายุประมาณ 30-40 ปีลักษณะอ้วนท้วม ขี่จักรยานยนต์แบบผู้หญิง สีขาว เข้ามาพูดคุยตีสนิทบอกให้ไปรับของแจก เช่นข้าวสาร กะปิ น้ำปลา ที่โรงเจในตลาดบางลี่   จากนั้นทอมแสบได้หันไปถามนางอี๊ดว่า เป็นใครทำไมหน้าดำจัง สงสัยเจ้ากรรมนายเวรจะมาเอาชีวิต ให้ไปเอาธูปมา 16 ดอก และบอกให้นางสนิท นำเงินแบงค์ 1,000 มาสองใบพันที่ก้านธูป และให้นางอี๊ด ไปจุดธูปกลางบ้าน ตนจึงทำตาม หลังจากนั้นสาวทอมได้นำสายสิญจน์ มาพันรอบคอและให้นางอี๊ด ถอดต่างหูทองที่สวมใส่อยู่วางไว้ และให้ตนทั้งคู่ไปอาบน้ำในห้องน้ำ โดยให้นั่งเรียงกัน   จากนั้นคนร้ายได้ตักน้ำราดที่ศีรษะของตนทั้งสองพร้อมหยิบยาสระผมเทให้ตนเพื่อให้สระผม จากนั้นคนร้ายได้ตักน้ำราดศีรษะของตนอีกครั้ง พร้อมกับให้ตนขยี้จนฟองยาสระผมเต็มหัว เนื่องจากคนร้ายมีความประสงค์ให้ฟองของยาสระผมเข้าตาทำให้แสบตา เมื่อสบโอกาสสาวทอมแสบได้ปิดประตูห้องน้ำขังพวกตนไว้ ก่อนที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์และต่างหูหนีไปอย่างรวดเร็ว   ยายสนิทเล่าอีกว่า เมื่อตนรู้ว่าเสียรู้คนร้ายจึงพยายามช่วยกันพังประตูห้องน้ำ พอออกมาได้พบว่าทรัพย์สินของตนมีเงินสด 540 บาท สมุดบัญชีธนาคารมียอดเงินจำนวนหนึ่ง และเอกสารต่างๆ เงินที่ติดธูปอีก 2,000 บาท ส่วนของนางอี๊ด มีเงินสด 1,700 บาท และต่างหู ที่ใส่ไว้ในประเป๋าเสื้อรวมกันทั้งหมดมูลค่าประมาณ 6,000 บาทถูกคนร้ายคือทอมแสบรายนี้เอาไป จึงแจ้งกำนันช่วยประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ   ยายสนิท เล่าเพิ่มเติมอีกว่าก่อนหน้านี้ ตนเคยถูกคนร้าย 3 คน ขับรถเก๋งหลอกว่าให้ช่วยพาไปทำบุญที่วัด ก่อนที่จะพาไปที่ธนาคารแห่งหนึ่งในตลาดบางลี่ ถามยายว่ามีเงินฝากไว้เท่าไหร่ตอนนั้นยังมีสติจึงตอบไปว่าไม่มีไม่รู้จักธนาคาร คนร้ายจึงหลงเชื่อพายายกลับมาส่งที่บ้าน   หลังเกิดเหตุ ตำรวจสภ.สองพี่น้อง ได้นำกำลังตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบชาวบ้านใกล้เคียงเพื่อสืบหาข้อมูลพร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ที่คาดว่าคนร้ายจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี ไว้เป็นหลักฐานในการติดตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CzNKUV1KAFk

 2,522
ข่าวภูมิภาค
07 ส.ค. 62

ระทึกไล่จับ 'ตั้ม ดอนมะเกลือ' นักค้ายาบ้าเมืองสุพรรณ เร่งล่าเอเย่นต์ที่หนีอีก 1

สุพรรณบุรี-เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนำกำลังจับกุมนายวิชญ์พิพงศ์ ยอยรู้รอบ หรือฉายา ตั้ม ดอนมะเกลือ อายุ 30 ปี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 200 เม็ด ยาไอซ์ จำนวน 111.46 กรัมยึดรถจักรยานยนต์ 1 คันไว้เป็นของกลาง   สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายอาทร หรือถึก เซ็งเล็ง ชาว จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นเอเยนต์ค้ายาเสพติดรายสำคัญ ได้นำยาเสพติดมาขายให้ลูกค้าทั้งวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงาน ในพื้นที่ อ.อู่ทอง จึงวางแผนล่อซื้อยาบ้าจำนวน 200 เม็ดราคา3,000 บาทและยาไอซ์ 10 กรัม ราคา 3,000 บาท   โดยนัดส่งยาเสพติดกันที่ถนนทางหลวงชนบท หมู่ 9 ต.ดอนมะเกลือ เมื่อถึงเวลานัดหมายนายวิชญ์พิพงศ์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์นำยาบ้ามาส่งเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุมแต่ผู้ต้องหาพยายามเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนี เจ้าหน้าที่จึงขับรถติดตามเมื่อผู้ต้องหาเห็นจวนตัวจึงทิ้งรถวิ่งหนี แต่ไม่รอดเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ตรวจค้นในตัวพบของกลางดังกล่าวจึงยึดไว้เป็นหลักฐาน   สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของนายอาทร ตนทำหน้าที่รับจ้างส่งก่อนถูกจับ ส่วนนายอาทร ไหวตัวหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ซึ่ง จนท.จะดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมกับจะได้ขยายผลจับกุมนายอาทร เอเยนต์ยาเสพติดที่หลบหนีได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yjLJkJvYwGA

 1,647
ข่าวภูมิภาค
21 ก.ค. 62

สวนนงนุช เปิดโครงการเที่ยวฟรี 1 เดือน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับคน 'ฉะเชิงเทรา-สุพรรณบุรี'

สวนนงนุชพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เปิดโครงการเที่ยวฟรี 1 เดือน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง สำหรับคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่ 1-31 สิงหาคมนี้ เพียงแสดงบัตรประชาชนเท่านั้น        ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3cpUfU5Hk1s

 793
ข่าวภูมิภาค
20 ก.ค. 62

3 รมช.เกษตรฯ ลุยตรวจสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล - 'วราวุธ' ลงพื้น จ.สุพรรณบุรี

ตาก - นายประภัตร โพธสุธน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เขื่อนภูมิพล โดยทั้ง 3 คน พูดตรงกันว่า ตอนนี้วิฤกตและน่าเป็นห่วงแล้ว   ร.อ.ธรรมนัส บอกว่า เดี๋ยวจะหารือกับรองนายกฯ ที่ดูแลเรื่องฝ่ายความมั่นคง เพื่อขอกำลังจากทหาร โดยจะเอากำลังมาช่วย จัดรอบเวรเพื่อเป็นทางรอด   ขณะที่ จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ที่บ้านห้วยม้าลอย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/1agYlT3VYQg

 1,327
ข่าวภูมิภาค
19 ก.ค. 62

ลูกสาวปัดทำร้ายแม่ชราป่วยติดเตียง แจงต้องฉีดน้ำล้างอึ-พูดเสียงดังเพราะแม่หูไม่ดี

สุพรรณบุรี-จากกรณีที่โลกโซเชียลแชร์คลิป หญิงวัยกลางคนทำร้ายหญิงชรา ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงด้วยการใช้ถังน้ำสาด ใช้สายยาง ฉีดใช้มือตีที่หัวไหล่และพูดเสียงดังใส่ ทำให้ผู้ที่เข้าไปดูคลิปดังกล่าวต่างวิพากษ์วิจารณ์    จากการตรวจสอบพบผู้ที่อยู่ในคลิปคือนางมล (นามสมมติ) อายุ 50 ปี ชี้แจงว่า ไม่ได้ทำร้ายแม่อายุ 80 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงมากว่า 3 ปี ที่มีภาพตนใช้น้ำสาด และใช้สายยางฉีดน้ำใส่แม่นั้น เนื่องจากเนื้อตัวของแม่เปื้อนอุจจาระทั้งตัว จึงต้องใช้น้ำสาด ส่วนที่เห็นภาพตนใช้มือตีแม่นั้น ตนไม่ได้ตีทำร้ายแต่ตีเพื่อบอกแม่ ซึ่งหูไม่ค่อยได้ยินจึงใช้มือตีแปะๆ บอกให้แม่รู้ ว่ามีอุจจาระเปื้อนตรงไหนบ้างเพราะแม่ เริ่มมีอาการหลงลืมตนขอยืนยันและสาบานได้ว่าไม่เคยทำร้ายแม่   ที่ผ่านมา 10 กว่าปีตนดูแลแม่เป็นอย่างดี กระทั่งเมื่อเมื่อประมาณ 1 เดือนก่อน ตนได้ไปผ่าตัดหลังทำให้ยกของหนักไม่ได้ แต่ก็ต้องดูแลแม่อย่างดีและเต็มความสามารถที่มี ทุกวันนี้มีตนกับสามี ซึ่งอยู่กินกันมา 10 กว่าปี และพี่ชายซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน อยู่ต่างหมู่บ้านได้ช่วยกันดูแลแม่ ไม่เคยรังเกียจแม่ เพิ่งมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตนใช้ถังน้ำสาดแม่ แต่ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่ทำร้ายแม่ แม่ก็รู้ รวมทั้งเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องซึ่งอยู่ใกล้กันและเห็นเหตุการณ์ เห็นตนดูแลแม่ว่าเป็นอย่างไร   ส่วนที่มีคลิปภาพไปปรากฏบนโลกโซเชียลนั้นเป็นเพราะลูกชายแท้ๆ ของตนอายุ 32 ปี ร่วมมือกับผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ประมาณ 20 กว่าปีที่มาอยู่กินกับลูกชายของตนแต่ไม่เคยช่วยทำมาหากินอะไรเลย ทั้งลูกชายตนและผู้หญิงคนดังกล่าว นอกจากไม่ทำงานแล้วตัวผู้หญิงคนนี้ยังเคยทะเลาะตบตีกับตนซึ่งเป็นแม่ผัว ลูกชายก็เข้าข้างผู้หญิงคนนี้รุมด่าทอตนด้วยถ้อยคำหยาบคาย   ที่ผ่านมา ลูกชายนอกจากไม่ช่วยทำมาหากินแล้วยังเอาหลานวัย 5 ขวบและ 11 ขวบ มาทิ้งให้ตนเลี้ยง แต่ไม่เคยส่งเสีย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนรู้เสียใจมาก เนื่องจากคนที่ทำร้ายตนด้วยวิธีนี้ คือลูกชายที่ตนเป็นคนให้กำเนิดรวมหัวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มากินอยู่บนบ้านตน ทั้งที่คนอื่นซึ่งเป็นเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องต่างก็เข้าใจและรู้ความจริงทุกอย่าง ตนขอยืนยันว่าตนไม่ได้ทำร้ายแม่บังเกิดเกล้า แม้กระทั่งคิดก็ไม่เคยคิด   ด้านคุณยาย วัย 80 ปีกล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า นางมล ลูกสาวไม่ได้ทำร้ายตนที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำร้าย เลี้ยงดูตนอย่างดี คอยหาข้าวหาน้ำให้ตนกิน ส่วนที่นางมล ใช้น้ำสาดเป็นเพราะว่าตนเนื้อตัวของตนสกปรก เปื้อนอุจจาระของตนเอง รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวซึ่งคนดี อย่างไรก็ตามทาง จนท.ได้ว่ากล่าวตักเตือนนางมล ซึ่งได้รับปากว่าต่อไปจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-b8ZxfodkMw

 2,208
ข่าวภูมิภาค
11 ก.ค. 62

รุ่นพี่ ม.ดังสุพรรณ รับน้องโหดยามวิกาล บังคับกลิ้งกับพื้น-เตะขาเขียวช้ำ พ่อแม่เดือด "ส่งลูกไปเรียน ไม่ใช่ส่งไปโดนซ้อม"

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สามชุก  จ.สุพรรณบุรี ว่าถูกกลุ่มรุ่นพี่ในคณะรับน้องโหดยามวิกาลนอกมหาวิทยาลัย ด้วยการให้นอนกลิ้งเอาน้ำราดตัว ทำร้ายร่างกาย เตะบริเวณขาอ่อนเป็นรอยฟกช้ำ ปล่อยนั่งให้ยุงกัด บางคนแพ้ยุงผื่นขึ้นตามตัว แถมพูดจาหนาบคายข่มขู่ทำร้ายห้ามบอกใคร รุ่นน้องหวาดกลัวไม่กล้าไปเรียน   นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 คนดังกล่าวเผยว่า ขณะนี้หวาดกลัวไม่กล้าให้ข้อมูลใด ๆ หลังก่อนหน้านี้ผู้ปกครองพาร้องเรียนสื่อแล้วโดนรุ่นพี่ข่มขู่ ซึ่งนักศึกษาหญิงคนดังกล่าวได้ลงบันทึกประจำวันที่ สภ.สามชุก ให้การกับตำรวจว่า เวลาประมาณ 23.00 น.ของวันที่ 4 ก.ค.รุ่นพี่ได้เรียกรุ่นน้องปี 1 และชั้นปีที่ 2 จำนวน 20 กว่าคน เข้าไปหาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพื่อจะไปรับน้องในระบบของรุ่นพี่   เมื่อไปถึงได้แยกชายหญิง โดยให้รุ่นน้องผู้ชายถอดเสื้อและกางเกงออก ให้นอนลงกับพื้นกลิ้งทับกันจนครบทุกคน ส่วนรุ่นน้องผู้หญิงก็ให้นอนกลิ้งทับกันเช่นกัน รุ่นพี่ถามว่ายุงกัดมั้ย แล้วถามว่าเตะได้ไหม และกระซิบว่า “อย่าไปบอกใครนะไม่งั้นจะโดน” จากนั้นก็ปล่อยรุ่นน้องกลับที่พัก   โดยผู้ปกครองของนักศึกษาหญิงคนนี้หวั่นลูกสาวไม่ปลอดภัย จะให้ลาออกไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่น ระบุว่า  “ส่งลูกไปเรียนไม่ใช่ส่งไปโดนซ้อม” ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ลูกใคร ใครก็รัก อยากให้มหาวิทยาลัยจัดการอย่างถึงที่สุด มันเป็นความเชื่อรับน้องแบบผิด ๆ ผ่านมาอาจมีกิจกรรมแปลก ๆ แต่ไม่มีใครกล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราว   นอกจากนี้มีนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 2 ก็ถูกรุ่นพี่เรียกไปรับกิจกรรมรับน้องเช่นกัน  บอกว่า ตนยินดีร่วมกิจกรรม แต่ไม่ใช่ลงไม้ลงมือทุบตีจนบาดเจ็บ อยากออกจากระบบรับน้องแบบนี้ เพื่อนคณะอื่นก็ไม่มีการรับน้องรุนแรงแบบนี้ ตนตั้งใจมาเรียนหาความรู้ แต่รุ่นพี่มีวิธีการรับน้องแบบไม่สร้างสรรค์มันเกินไป ตนไม่เห็นด้วย โดนมาตั้งแต่ปี 1 ขณะนี้เรียนอยู่ปี 2 ก็ยังโดนอีก   นักศึกษาชายชั้นปีที่ 2 อีกคน กล่าวว่า หากไม่เข้าระบบก็จะเป็นแกะดำโดนข่มขู่จากรุ่นพี่ วิงวอนให้มหาวิทยาลัยสอบสวนเรื่องดังกล่าว เพื่อหาแนวทางหรือมาตรการแก้ไข ไม่ใช่เฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น นี่คือสถานศึกษา หากไม่ดำเนินการรุ่นน้องปีต่อ ๆ ไป ก็จะถูกรุ่นพี่ริดรอนสิทธิเสรีภาพรับน้องด้วยความรุนแรงอีก  รุ่นน้องเป็นอะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ   ผู้สื่อข่าวได้ไปคุยกับรุ่นน้องชั้นปีที่ 2 คนหนึ่ง เรียนอยู่สาขาที่มีการจัดกิจกรรมรับน้องดังกล่าว บอกว่า ข่าวที่ออกไปว่ารับน้องโหด จริง ๆ รุ่นพี่ไม่ได้ทำรุนแรงขนาดนั้น ไม่มีการขู่บังคับ รับน้องปกติเหมือนคณะอื่น ๆ อยู่ในกรอบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ถ้าถึงขั้นทำร้ายร่างกายพวกตนก็คงไม่ยอม เรื่องที่เกิดขึ้นอาจมีเพื่อนหรือรุ่นน้องบางคนไม่พอใจกับกิจกรรมที่รุ่นพี่จัด ทำให้คณะ สาขาที่ตนเรียนเสื่อมเสีย อย่างนี้ใครจะกล้ามาเรียน   ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวิทย์ วงษ์ยืน รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (วิทยาเขตสุพรรณบุรี) กล่าว จากการตรวจสอบพบว่าเป็นนักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา โดยแอบพารุ่นน้องชั้นปีที่ 1 และ 2 ไปจัดกิจกรรมรับน้องนอกมหาวิทยาลัยในบ้านหลังหนึ่งช่วงกลางคืน โดยไม่แจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยทราบ   ทั้งนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวน โดยวันนี้ (11 ก.ค.) จะเรียกรุ่นพี่และรุ่นน้องที่ทำกิจกรรมดังกล่าวทั้งหมดมาสอบถามข้อเท็จจริงพิจารณาลงโทษทางวินัยต่อไป ทางมหาวิทยาลัยจะไม่ปกป้องคนผิดอย่างแน่นอน ถ้าคนไหนผิดต้องลงโทษตามระเบียบเบื้องต้นทราบว่ารุ่นน้องที่โดนทำร้ายเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ส่วนจำนวนกี่คนนั้นยังไม่ชัดเจน ซึ่งต้องตรวจสอบว่ามีปัญหาส่วนตัวกันหรือไม่   ยอมรับว่ารุ่นพี่ทรุนแรงเกินกว่าเหตุ มีบางคนเท่านั้นที่หัวรุนแรง พร้อมแสดงความเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงนี้เป็นช่วงรับน้อง หลังเกิดเรื่องทางมหาวิทยาลัยสั่งให้งดทำกิจกรรมรับน้องทุกคณะไว้ก่อน แต่จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเน้นย้ำตลอดให้จัดกิจกรรมภายในมหาวิยาลัยฯ อย่างสร้างสรรค์  ไม่ให้ใช้ความรุนแรง โดยกำหนดให้ทำกิจกรรมรับน้องในช่วงเย็นเท่านั้น   ขณะที่นายไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ สั่งการให้เข้าไปดูนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบแล้ว รวมถึงคุยกับผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว หากรุ่นพี่ทำผิดจริง ต้องถูกลงโทษแน่นอน กรณีทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ มีโทษตั้งแต่ตัดคะแนนความประพฤติ พักการเรียน และถึงขั้นไล่ออก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cpRFBBN6NxU

 1,967
ข่าวภูมิภาค
05 ก.ค. 62

ส่งทองให้ลูกค้าที่เกาหลี เปิดกล่องสร้อยหายไป 3 เส้น จี้ไปรษณีย์ไทยตรวจสอบ

สุพรรณบุรี-เจ้าของร้านทองแห่งหนึ่งกลางใจเมืองสุพรรณบุรี เปิดเผย กรณีส่งขายสร้อยคอทองคำรูปพรรณ 1 เส้น น้ำหนัก 1 บาท และสร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น น้ำหนัก 3 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 80,000 บาท ซึ่งได้ส่งเป็นพัสดุไปให้ลูกค้ารายหนึ่งที่เป็นเพื่อนกันอยู่ที่ประเทศเกาหลี โดยได้แพ็คใส่กล่องส่งพัสดุ ลงทะเบียนอีเอ็มเอส ส่งผ่านทางไปรษณีย์ อ.เมืองสุพรรณบุรี   แต่เมื่อกล่องพัสดุทองคำรูปพรรณ ไปถึงลูกค้าปลายทางที่ประเทศเกาหลี เมื่อลูกค้าเปิดกล่องพัสดุออกมาพบเพื่อสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท เพียง 1 เส้น แต่ไม่พบสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 เส้น ทางลูกค้าปลายทางที่ประเทศเกาหลี จึงติดต่อกลับมาแจ้งว่าได้รับทองคำรูปพรรณ เป็นสร้อยคอทองคำ 1 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือ 1 เส้นน้ำหนัก 3 บาท ที่ได้สั่งเอาไว้ 2 เส้น น้ำหนักรวม 4 บาท แต่ได้เพียงสร้อยคอทองคำ 1 เส้น หนัก 1 บาท เท่านั้น   เจ้าของร้านทองเปิดเผยว่า ก่อนแพ็คทองรูปพรรณใส่กล่องพัสดุ ได้ถ่ายคลิปวีดีโอเก็บเอาไว้และได้ ส่งคลิปไปให้ลูกค้าปลายทางที่ประเทศเกาหลีด้วย จากนั้นจึงได้ติดต่อไปยังไปรษณีย์ อ.เมืองสุพรรณบุรี ว่าตามที่ส่งพัสดุเป็นทองคำหนัก 4 บาท ไปให้ลูกค้าปลายทาง แต่ลูกค้ารับของไม่ครบ จึงขอให้ทางไปรษณีย์ช่วยเร่งตรวจสอบว่าได้เกิดความผิดพลาดจุดไหน   เนื่องจากทราบว่าจุดส่งพัสดุต้นทางที่ไปรษณีย์ อ.เมืองสุพรรณบุรี ผ่านไปยังไปรษณีย์เขตที่ จ.ราชบุรี จากนั้นจะไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งไปยังปลายทางประเทศเกาหลี ซึ่งขอให้ทางบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้ช่วยเร่งตรวจสอบหาจุดบกพร่องว่าเป็นที่ไหน และช่วยหาคนที่กระทำความผิดออกมารับผิดชอบด้วย   ที่ผ่านมาทางร้านได้ส่งทองรูปพรรณให้ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศมาได้ประมาณ 1 ปี ผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย แต่ก็ไม่เคยมีของสูญหาย กระทั่งมาครั้งนี้ส่งทองรูปพรรณไปให้ลูกค้าที่ประเทศเกาหลี ปรากฏว่าทองหายไปถึง 3 บาท เป็นเงินราว 60,000 บาท   ต่อมาไปรษณีย์ไทยได้ออกหนังสือชี้แจงว่า พัสดุดังกล่าวเป็นสิ่งของที่ฝากส่งในบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ (EMS WORLD) จากต้นทางที่ทำการไปรษณีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ไปยังปลายทางประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2562   โดยผู้รับปลายทางได้รับสิ่งของวันที่1กรกฎาคม 2562 ทั้งนี้ผู้รองเรียนได้รับแจ้งจากผู้รับปลายทางว่าทองรูปพรรณที่จัดส่ง สูญหายเหลือ 1 บาทดังนั้นจึงได้ทำการขอสอบสวนไปยังที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดสุพรรณบุรี ในเบื้องต้น ไปรษณีย์ไทยได้ชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรฐานที่ไปรษณีย์กำหนดให้กับผู้ฝากส่งในเบื้องตันแล้ว และจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายให้เหมาะสมโดยเร็วที่สุดต่อไป   จากกรณีดังกล่าวไปรษณีย์ไทยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าพบผู้ร้องเรียนเพื่อรับทราบ ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เนื่องจากการส่งระหว่างประเทศได้คาบเกี่ยวในหน้าที่ของหลายหน่วยงาน ดังนั้น ปณท จะทำการสืบหาข้อมูลต่อไป และหากพบการผิดพลาดในกระบวนการของไปรษณีย์ไทยพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อไปและขออภัยผู้ใช้บริหารมา ณ ที่นี้   พร้อมกันนี้ไปรษณีย์ไทยได้กำชับให้ทุกหน่วยงาน ทุกสังกัดกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงาน ลูกจ้างทุกคนอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้มีมาตรฐานเดียวกันเพื่อสร้างความพึง พอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการควบคู่ไปกับการพัฒนาเครือข่ายการขนส่งให้มีมาตรฐานในระดับสากล ทั้งนี้ผู้ใช้บริการ          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/4yYo52YxGrc

 1,837
แชร์ออฟเดอะเดย์
26 มิ.ย. 62

แชร์ว่อน คลิปคนขับรถตู้สุพรรณฯ บรรทุกคนเกินกำหนด ปะทะคารมไล่ผู้โดยสาร ขนส่งสั่งปรับใช้คำหยาบคาย-รับผู้โดยสารเกิน

สุพรรณบุรี-โลกออนไลน์แชร์คลิปคนขับรถตู้โดยสารสาย 483 วิ่งระหว่างสุพรรณบุรี-อู่ทอง – บ้านไร่ หมายเลข 483-18 หมายเลขทะเบียน 10- 2474 สุพรรณบุรี ทะเลาะกับผู้โดยสารและไล่ผู้โดยสารลงรถกลางทาง   จากเหตุการณ์ดังกล่าวผู้สื่อข่าวได้พบนายประดิษฐ์ วิจิตศรี อายุ 63 ปีและนางสำราญ รัตนปัญญา อายุ อายุ 41 ปีสองสามีภรรยา ซึ่งเป็นผู้โดยสารซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และเป็นผู้ที่โพสต์คลิปดังกล่าว จากการสอบถามทั้งคู่เล่าว่าก่อนเกิดเหตุได้โบกรถตู้โดยสารคันดังกล่าวที่ปากซอยหน้าบ้าน ซึ่งมีผู้โดยสารอยู่เต็มรถแต่ยังให้ตนขึ้น ส่วนสาเหตุที่ตนต้องขึ้นเนื่องจากสามีต้องไปหาหมอ ที่ รพ.ธรรมศาสตร์ ตามนัดจึงจำใจต้องขึ้น   แต่ระหว่างทางรถตู้คันดังกล่าวซึ่งมีผู้โดยสารเต็มรถแล้วยังจอดรับผู้โดยสารอีก สามีซึ่งเป็นโรคหัวใจ ความดัน ไขมัน และโรคปอด ทำให้หายใจไม่สะดวกจึงขอลงที่ตลาดสวนแตง พร้อมกับบ่นว่าผู้โดยสารเต็มรถแล้วยังจอดรับผู้โดยสารอีก ทำให้คนขับไม่พอใจและพูดว่าถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องไป ตนทั้งสองจึงขอลงระหว่างที่กำลังลงจากรถคนขับได้เร่งให้ตนลง แต่เนื่องจากผู้โดยสารเต็มคันทำให้เดินลำบาก กระทั่งตนลงจากรถ คนขับได้ทวงเงินค่าโดยสารตนก็จ่าย แต่แทนที่เรื่องจะจบ ทางคนขับไม่จบกลับใช้คำพูดหยาบคายใส่ตนจนเกิดการโต้เถียงกัน และมีการด่าทอท้าทายกัน ตนจึงได้ถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้ คนขับยังพูดท้าทายและใช้มือผลักอกท่ามกลางสายตาผู้โดยสารคนอื่น ตนจึงจ่ายค่าโดยสารแล้วจึงเดินหนีออกมาก่อนที่เรื่องจะบานปลาย   ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวตนอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคนขับรถโดยสารว่าวันนั้นที่มีผู้โดยสารเต็มจนเกินที่กฎหมายกำหนดจนแน่นและเบียดเสียดกันขนาดนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นตนคิดว่าชีวิตผู้โดยสารในรถทั้งหมดใครจะรับผิดชอบ คนขับรับผิดชอบไหวไหมทำไมต้องรับผู้โดยสารเกินขนาดนั้นด้วยทำไมไม่ห่วงความปลอดภัยของผู้โดยสาร   ต่อมา จนท.ขนส่งจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เรียกนายธงชัย สิงห์หา อายุ 56 ปี คนขับรถตู้เข้าพบ เพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางตนขับให้การว่าขับรถออกมาจากท่ารถตู้ที่ อ.อู่ทอง โดยมีผู้โดยสารนั่งมาเต็มคันรถ ถึงบริเวณบ้านโคกยายเกตุ มี 2 ผัวเมียโบกรถจึงจอดถามว่าไปไหน ได้คำตอบว่าจะไปโรงพยาบาล เมื่อเห็นว่าเป็นคนป่วยจึงได้รับขึ้นรถ แต่มีที่ว่างเหลืออยู่เพียงที่เดียว ผู้โดยสารทั้ง 2 คนไม่ยอมนั่ง ยอมยืนทั้ง 2 คนทั้งที่มีที่ว่างเหลืออยู่ 1 ที่   ต่อมาเมื่อขับรถมาถึง ตลาดสวนแตง มีผู้โดยสารจะลงจากรถจึงจอดรถให้ แต่จู่ๆสองผัวเมียได้ตะโกนด่าตนด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ตนจึงได้ให้ลงจากรถ ทำให้เกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนถูกนำไปโพสต์ในโลกโซเชียล ตนยอมรับว่าผิดที่รับผู้โดยสารเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด   เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความผิดพักใบอนุญาตเป็นเวลา 7 วัน ในความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่ง 2522 มาตรา 102 ข้อหาบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด (13 ที่นั่ง) และ ความผิดตาม พรบ.ขนส่งมาตรา 127 แสดงกิริยาไม่สุภาพ ปรับเงินทั้งหมด 7 พันบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/c3_X2nf1aLs

 1,248
ข่าวภูมิภาค
24 มิ.ย. 62

ญาติพาด.ญ.วัย 14 แจ้งจับ ด.ช.วัย 13 ลวงข่มขืนในห้องน้ำวัด-โรงแรม เด็กวัดเผยฝ่ายหญิงกุเรื่อง ทั้งที่สมยอม ขี่จยย.มาหาเอง

จากกรณีผู้ปกครองพาเด็กหญิงอายุ 14 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อ้างว่าถูกเด็กหญิงเอก(นามสมมติ) อายุ 13 ปี รุ่นน้องต่างโรงเรียน ล่อลวงพาไปเที่ยวบ้าน แต่กลับพาไปล่วงละเมิดทางเพศภายในห้องน้ำวัดดังแห่งหนึ่ง โดยตำรวจได้ติดตามตัวเด็กชายอายุ 13 ปี มาสอบสวนแล้ว   โดยผู้ปกครองของเด็กที่เสียหาย ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง โดยเด็กหญิงอายุ 14 ปี ได้รู้จักกับเด็กชายเอก อายุ 13 ปี ทางเฟซบุ๊กและพูดคุยกันเรื่อยมาแต่ไม่ได้คบหาเป็นแฟนกัน โดยเด็กหญิงเอกเรียนอยู่ชั้น ม.2 รุ่นน้องต่างโรงเรียน  จากนั้นช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ปกครองอ้างว่าเด็กหญิงเอก ได้ล่อลวงเด็กหญิงอายุ 14 ปี เข้าไปบังคับขืนใจในห้องน้ำวัดแห่งหนึ่งถึง 2 ครั้ง จนสำเร็จความใคร่ซึ่งสวมใส่ถุงยางอนามัย   นอกจากนี้ฝ่ายหญิงยังอ้างว่า ถูกล่อลวงไปขืนใจในโรงแรมม่านรูดด้วย 1 ครั้ง และไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัย ระหว่างที่อยู่ในห้องมีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูห้อง เด็กหญิงเอกเดินไปเปิดประตูเรียกชายคนดังกล่าวว่าพี่  ชายคนดังกล่าวเดินเข้ามาในห้องขอร่วมเพศด้วย ตนไม่ยอมจึงวิ่งออกจากห้องมาขอความช่วยเหลือจากพนักงานโรงแรม  ก่อนที่เด็กหญิงเอกจะพาตนส่งกลับบ้าน แม่เห็นได้เค้นถามจึงเล่าความจริงให้ฟัง   ปู่ของเด็กชายวัย 13 ปี เครียดไม่พูดอะไรบอกนักข่าวไม่ต้องมาถาม ส่วนย่าเผยว่า ญาติฝ่ายหญิงได้เรียกค่าเสียหายเป็นทองคำ 2 บาท เงินสดอีก 2 หมื่นบาท ตนไม่มีเงินเจรจาตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายหญิงจึงไปแจ้งความดังกล่าว   ส่วนย่าอีกคนหนึ่ง บอกว่า เพิ่งทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ได้ยินแต่ชาวบ้านพูดกันว่าหลานของตนไปกอดสาวจนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่คิดว่าจะไปทำแบบอะไรแบบนี้ ซึ่งตนก็ยังไม่ได้คุยกับหลาน “มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่น เขาไปทำอะไรกันเราไม่รู้หรอก” อย่างไรก็ตามหลานไม่ใช่เด็กเกเร ที่ผ่านมาเห็นมีแต่เด็กผู้หญิงขี่รถ จยย.มาหาที่บ้านไม่ซ้ำหน้า ตนก็ได้แต่เตือนเพราะเห็นว่ายังเป็นเด็ก   พ.ต.ต.ภาวิต ปรีนคร สารวัตรสอบสวน สภ.สองพี่น้อง เผยหลังรับแจ้งความได้ไปติดตามตัวเด็กชายวัย 13 ปี ขณะเข้าค่ายปฏิบัติธรรมของโรงเรียน พร้อมเชิญสหวิชาชีพมาสอบปากคำเด็กชายวัยคนดังกล่าวเนื่องจากยังเป็นเยาวชน  และนำเด็กหญิงอายุ 14 ปี ไปชี้จุดเกิดเหตุในห้องน้ำวัด ก่อนส่งตัวให้แพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 ทำการตรวจว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศจริงหรือไม่ และได้ไปติดตามตัวเด็กชายวัย 13 ปี ขณะเข้าค่ายปฏิบัติธรรมของโรงเรียน พร้อมเชิญสหวิชาชีพมาสอบปากคำเด็กชายวัยคนดังกล่าวเนื่องจากยังเป็นเยาวชน   ผู้สื่อข่าวไปที่วัดเกิดเหตุ เจอเด็กวัดคนหนึ่งเล่าว่า ตนกับเด็กชายวัย 13 ปี เป็นเพื่อนกัน จริง ๆ แล้วไม่ได้ขืนใจแต่เป็นการสมยอม ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กันในห้องน้ำตามที่เป็นข่าว แต่เป็นห้องนอนของตนบนกุฏิพระ โดยช่วงเดือน พ.ค. หลังจากที่ทั้งสองรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก ฝ่ายหญิงได้ขี่รถ จยย.มาหาฝ่ายชายเอง โดยฝ่ายชายขอใช้ห้องนอนของตน เพื่อมีอะไรกับฝ่ายหญิง ครั้งแรกช่วงกลางวัน ถัดมาอีกหลายวันก็นัดมามีอะไรกันในห้องนอนตนเป็นครั้งที่สองช่วงกลางคืนแต่ตนไม่ได้ร่วมก่อเหตุด้วย   ขณะที่พระบนกุฏิไม่ทราบเรื่องกระทั่งเป็นข่าว ฝ่ายหญิงกุเรื่องว่าโดนข่มขืนในห้องน้ำ แล้วก็พาตำรวจไปชี้จุดเกิดเหตุในห้องน้ำ ทั้งที่เหตุเกิดขึ้นในห้องนอนของเด็กวัด ส่วนครั้งที่ 3 นัดไปมีเพศสัมพันธ์กันที่โรงแรม โดยมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันขี่รถ จยย.ไปส่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YNfrOovRIhs

 19,998
ข่าวภูมิภาค
24 มิ.ย. 62

คนใจบาปบุกยิงหมูป่า วัดดังสุพรรณฯ เลือดไหลน่าเวทนา คาดลอบยิงไปชำแหละ

สุพรรณบุรี-พระอธิการเช้ากมฺมสุทฺโธ อายุ 70 ปีเจ้าอาวาสวัดเขาใหญ่ หมู่ 2 ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช แจ้งว่ามีคนร้ายบุกเข้ามายิงเจ้สบิลลี่ หมูป่าอายุประมาณ 6 ปี ที่ทางวัดเลี้ยงไว้ ได้รับบาดเจ็บ   เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันล้อมจับอย่างทุลักทุเล เพื่อนำตัวไปรักษา ตรวจสอบเบื้องต้นพบเจ้าบิลลี่ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่แก้มซ้ายใกล้ตาเลือดไหลเป็นทางเป็นที่น่าเวทนา เจ้าหน้าที่จึงอาบน้ำทำความสะอาดล้างบาดแผล และฉีดยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เดิมบางนางบวช มาตรวจสอบเพื่อสืบสวนหาตัวคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุ   เจ้าอาวาสบอกว่า ทางวัดได้เลี้ยงหมูป่าไว้ให้อยู่กับธรรมชาติ ครั้งแรกมีไม่กี่ตัวต่อมาได้ออกลูกออกหลานทำให้ปัจจุบันนี้มีหมูป่าทั้งหมดกว่า 20 ตัว โดยทางวัดจะนำข้าวก้นบาตรที่เหลือจากพระฉันแล้วมาเป็นอาหาร   กระทั่งวันนี้ขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจของสงฆ์ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่บริเวณทางเข้าวัดพร้อมกับเสียงหมูป่าที่เลี้ยงไว้ร้องขึ้นเสียงดังจึงรีบลงมาดูก็พบรถยนต์กระบะสีดำ จำทะเบียนไม่ได้ ขับออกไปจากบริเวณวัดอย่างรวดเร็ว จึงรีบไปดูเจ้าหมูป่าก็พบว่าเจ้าบิลลี่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ มีเลือดไหนไหลออกมาที่บริเวณแก้มซ้ายใกล้กับตา จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยกันนำส่งไปรักษา   สำหรับคนร้ายที่ก่อเหตุยิงหมูป่าของวัดครั้งนี้ คาดว่าเป็นพวกที่ใจทรามเห็นว่าที่วัดแห่งนี้มีหมูป่าอยู่จำนวนมาก จึงเข้ามาลอบยิงเพื่อนำไปชำแหละเนื้อขาย หรือยิงไปทำอาหารกิน ก่อนหน้านี้ เจ้าโบ้ หมูป่าเพศผู้ของวัดที่เลี้ยงไว้อายุเกือบ 10 ปีน้ำหนัก ประมาณ 200 กิโลก็เคยถูกคนร้ายลอบยิงได้รับบาดเจ็บรอดตายมาแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CP86f0_zRLA

 1,202
ข่าวภูมิภาค
08 มิ.ย. 62

วิสามัญ 'ไอ้ลอ เขาดิน' เมาอันธพาลขู่ฆ่าญาติ บานปลายยิงปืนใส่ ตร. ลั่น "กูไม่กลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ” ก่อนถูกยิงสวนดับคาที่

สุพรรณบุรี - จากกรณีเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 5 มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา นายพิเชษฐ์ ปิ่นทอง หรือ “ไอ้ลอ เขาดิน” อายุ 40 ปี นั่งกินเหล้า กระทั่งเมาได้ที่จึงตะโกนส่งเสียงดังสร้างความรำคาญให้กับญาติพี่น้อง ทำให้น้าชาย ได้เดินออกมาจากบ้านเข้ามาดุด่าว่ากล่าวให้เลิกกินกันได้แล้วพร้อมกับขู่ว่าจะแจ้งความที่ส่งเสียงดัง สร้างความไม่พอใจให้กับนายพิเชษฐ์ เป็นอย่างมาก  นายพิเชษฐ์หลานชาย จึงได้เดินไปคว้ามีปลายแหลม เข้ามาล็อกคอน้าชาย ก่อนคำรามขู่ฆ่า จนทำให้น้าชาย ต้องยอมจำนน รับปากว่าจะไม่แจ้งตำรวจ    แต่ระหว่างทางที่น้าชาย ได้เดินกลับบ้านพักที่อยู่ใกล้กันนั้น น้าชายได้โทรศัพท์เข้าศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.ทุ่งคลี อ.เดิมบางนางบวช ให้มาตรวจสอบ เพื่อตักเตือนและระงับเหตุ แต่จู่ๆ นายพิเชษฐ์ กลับคว้ามีดปลายแหลม เล่มเดียวกันกับที่ขู่ฆ่าน้าชาย เดินปรี่ตรงเข้ามาหา ตร. ชกต่อยปลุกปล้ำกันอยู่พักใหญ่  และได้แย่งชิงเอาอาวุธปืนพกสั้นของตำรวจ หลบหนีไป    กระทั่งเช้าวานนี้ (7 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่สืบทราบมาว่า นายพิเชษฐ์  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ จ.145/2562 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2562 หนีมาซุกตัวหลบอยู่ภายในบ้านพักหลังหนึ่งที่ จ.สุพรรณบุรี    ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกว่า 100 นาย นำกำลังเข้าปิดล้อม โดยได้เจรจาเกลี้ยกล่อมให้นายพิเชษฐ์ เข้ามอบตัว แต่นายพิเชษฐ์ กลับถืออาวุธปืนพกสั้นที่แย่งชิงมาจากตำรวจและมีดปลายแหลม วิ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่พร้อมกับยิงปืนเปิดทาง 1 นัด กระสุนพุ่งเข้าใส่กระโปรงหน้ารถตำรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดยิงตอบโต้กลับไป ส่งผลทำให้ร่างของนายพิเชษฐ์ หมุนคว้างกลิ้งล้มลงเสียชีวิตจมกองเลือดในที่เกิดเหตุทันที    หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พฐ.7 ภ.จว.สุพรรณบุรี แพทย์โรงพยาบาลอู่ทอง เข้าตรวจสอบบาดแผลพบถูกยิงที่ลำตัว 2 นัด ข้อมือขวา1 นัด นิ้วโป้งขวา 1 นัด หัวเข่าขวา 1 นัด และหน้าแข้งซ้ายอีก 1 นัด รวม 6 นัด โดยมีอาวุธปืน SIG SAUER รุ่น P 320 SP ขนาด 9 มม.ที่แย่งมาจากตำรวจพร้อมกับปลอกกระสุนอีก 1 ปลอกตกอยู่             พล.ต.ต.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี กล่าวว่า คนร้ายรายนี้มีรถแม็คโครของตัวเอง รับจ้างขุดดินในพื้นที่ อ.เดิมบางนางบวช แต่มีพฤติกรรมก้าวร้าวก่อเหตุอุกอาจมาก แย่งปืนตำรวจแล้วใช้ปืนยิงใส่ตำรวจที่เข้าระงับเหตุโชคดีที่กระสุนพลาดเป้า หลังจากนั้นได้หลบหนีไป เขต อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ยังใช้ปืนของตำรวจที่แย่งไปก่อเหตุยิงปืนขึ้นฟ้าที่หน้า สภ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี 1 นัด และในตลาดสดเทศบาล อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี อีก 1 นัด เพื่อประกาศศักดาว่า “กูไม่กลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ” นอกจากนี้นายพิเชษฐ์ ยังเคยมีประวัติถูกจำคุกในข้อหาครอบครองยาเสพติด ของ สภ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เมื่อปี 2555 อีกด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/KlEcyCBPD3k

 2,287
ข่าวภูมิภาค
04 มิ.ย. 62

สามีเก่าหึงโหด ไล่ยิงถล่มเลขานายก อบต.แฟนใหม่อดีตเมียหวิดดับ

สุพรรณบุรี-เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงที่ร้านบ้านขนม by คุณนุช หมู่ 3 ต.ศรีประจันต์ ริมถนนสายชัยนาท-สุพรรณบุรี ขาเข้าสุพรรณบุรี   ที่เกิดเหตุเดิมเป็นร้านขายขนม กาแฟ เครื่องดื่ม ภายในร้ายพบปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม.ตกกระจายเกลื่อนทั้งในร้านพื้นถนนหน้าร้านและในกระบะท้ายรถอีซูซุ สีบรอนซ์ ทะเบียน ซึ่งบรรทุกข้าวของเครื่องครัวคาอยู่      จากการสอบสวนเจ้าของร้านให้การว่า คนร้ายที่ก่อเหตุเป็นอดีตสามีเก่าซึ่งมีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ระยะหลังสามีเก่าไม่ช่วยทำงานใช้แต่เงิน และมักทะเลาะมีปากเสียงกันประจำ จนตนทนไม่ไหวจึงขอเลิกกันแต่ไม่เป็นทางการ หลังเลิกกันสามีเก่ามักตามมาราวีอยู่ตลอดกระทั่งเมื่อประมาณ 1 เดือนเศษ ตนจึงตัดสินใจเลิกอย่างเด็ดขาดโดยเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่โรงพักว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก   แต่สามีเก่าก็ยังไม่ยอมเลิกยังตามข่มขู่และขู่ฆ่าตนและลูกชาย ตนจึงไปแจ้งความไว้ที่โรงพักอีกรอบต่อมาได้พบกับนายบุญส่ง และคบหากันเป็นคนรู้ใจได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ทำให้สามีเก่าทราบเรื่องยิ่งไม่ยอมเลิกราตามราวีเรื่อยมากระทั่งก่อนเกิดเหตุตนได้ชวน นายบุญส่ง แฟนใหม่ ไปช่วยขนข้าวของเครื่องใช้ในครัว เนื่องจากตนได้ไปเหมาซื้อของไว้ที่ อ.บางใหญ่ เพื่อนำมาใช้เปิดร้านขายอาหาร ซึ่งตนได้เช่าไว้แต่มาเกิดเหตุขึ้น   ทางด้านนายบุญส่ง กล่าวว่าตนเป็นเลขานายก อบต.วังน้ำเย็น และได้คบหากับ น.ส.กฤษดาพร ได้ประมาณ 1 เดือนเศษ เคยเห็นสามีเก่าที่เลิกกันแล้วอยู่ไม่กี่ครั้ง แต่ไม่เคยคุยกันไม่คิดว่าเขาจะหมายเอาชีวิตตน กระทั่งก่อนเกิดเหตุฝ่ายหญิงได้โทรศัพท์ให้ตนมาช่วย ขนของเข้าร้านที่เตรียมจะเปิดขายอาหารป่าที่ร้านเกิดเหตุ   จู่ๆสามีเก่า ได้ขับรถมาจอดหน้าร้าน จากนั้นได้เปิดประตูรถชักอาวุธปืนขึ้นมาหันปากกระบอกปืนมาที่ตนพร้อมลั่นไกทันที โชคดีที่ตนไหวตัวก่อนจึงหลบคมกระสุนได้ทัน ก่อนจะวิ่งหนีตายเข้าไปในร้าน แต่คนร้ายยังวิ่งตามเข้าไปใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ตนอีกหลายนัด เมื่อตนไม่มีทางหนีจึงแกล้งล้มลงและแกล้งตาย   คนร้ายเห็นตนนอนนิ่งกับพื้นจึงยืนดูผลงานและคิดว่าเสียชีวิตแล้ว จึงวิ่งกลับออกไปหน้าร้าน ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงใส่รถฟอร์จูนเนอร์ของตนที่จอดไว้หน้าร้านอีก 2 นัด ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี   หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณใกล้เคียงพบคนร้ายขับรถกระบะตอนเดียวเข้ามาจอดและลงจากรถถือปืนยิงใส่ผู้เสียหาย ตั้งแต่หน้าร้านและไล่ตามเข้าไปยิงถึงในร้านแบบไม่ยั้งจนกระสุนหมดแม็ก จึงรีบกลับไปขึ้นรถขับหนีมุ่งหน้าไปทาง อ.สามชุก   เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังไล่ติดตามไปยังสถานที่ต่างๆที่คิดว่าคนร้ายจะหนีไปกบดาน พร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตคาดว่าสามารถจับตัวมาดำเนินคดีได้ในไม่ช้า ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WfOSsQCKq6s

 2,946
ข่าวภูมิภาค
09 พ.ค. 62

ด.ญ.วัย 13 โพสต์ให้คนมาช่วย หลังถูกตายายจับล่ามโซ่ในบ้าน ดัดนิสัยชอบหนีเที่ยว

สุพรรณบุรี-ด.ญ.วัย 13 ปี โพสต์เฟสบุ๊ก บอกเพื่อนให้แจ้ง จนท.มาช่วย หลังถูกตายายจับล่ามโซ่ติดไว้กับเตียงในบ้าน ด้านตายายแท้ๆ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ก็ร้องไห้พร้อมกับดุหลานสาวว่า ทำแบบนี้กับตายายได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเจรจาว่าทำแบบนี้ผิดกฎหมาย จากนั้นได้ให้ตานำกุญแจมาไขเอาโซ่ออกจากคอ โดยเด็กหญิงได้ร้องไห้ตลอดเวลา   ด้านนายแดง ผู้เป็นตาเล่าว่า หลานสาวเรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงนี้ปิดเทอมกลับมาอยู่บ้าน พ่อกับแม่แยกทางกัน ส่วนแม่ไปทำงานอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ปีหนึ่งจะกลับบ้านมา 2-3 ครั้ง ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานช่วงเย็น หลานสาวได้ขออนุญาตไปเอาชุดนักเรียนที่บ้านเพื่อน โดยขี่รถจักรยานยนต์ออกไป และก็ไม่กลับบ้าน   ญาติๆจึงออกตามหาแต่ก็ไม่พบ กระทั่งเช้าหลานสาวจึงกลับมา เป็นแบบนี้ประจำโดยอ้างว่าไปนอนบ้านเพื่อนและบางครั้งกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ จนเพื่อนบ้านเอาไปนินทาทำให้ตนเสียหายและอับอาย เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง วันนี้จึงตัดสินใจซื้อโซ่มาล่ามไว้ เพื่อดัดนิสัย แต่ไม่นึกเลยว่าหลานสาวจะแจ้งตำรวจมาที่บ้าน   ด้าน จนท.ได้ให้ตายายและหลานได้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน และจะประสานไปทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ามาดำเนินการต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y34n_h9eIMs

 6,574
ข่าวภูมิภาค
06 พ.ค. 62

วงจรปิดจับภาพพายุพัดถล่ม 30 นาที โบสถ์สแตนเลสที่สุพรรณบุรีพังทั้งหลัง เสียหายกว่า 12 ล้านบาท

สุพรรณบุรี - ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก น.ส.วนิดา เพิ่มเติม อายุ 29 ปี โยมอุปัฏฐากวัดดอนเก้า ต.หัวนา อ.เดิมบางนางบวช ว่าเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุพัดกระโชกอย่างรุนแรงในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ทำให้โบสถ์สแตนเลสของวัดดอนเก้า หมู่ 2 ต.บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช ที่ก่อสร้างไปแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ได้พังถล่มลงมาทั้งหลัง โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนพระประธานซึ่งเป็นพระองค์ปฐมทรงเครื่องพระมหาจักรพรรดิ หน้าตักกว้าง 118 นิ้ว สูง 5 เมตร ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด   ทางด้านหลวงพ่อวิชัย ปัญญาวชิโร เจ้าอาวาสวัดดอนเก้า เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุอาตมาได้นำพระลูกวัดพร้อมกับญาติโยมปฏิบัติศาสนกิจสงฆ์ทำวัตรเย็นอยู่ที่ศาลาการเปรียญภายในวัด ทันใดนั้นได้เกิดมีลมพัดกระโชกเข้ามาอย่างรุนแรงประมาณ 30 นาที แต่ไม่มีฝนตกแต่อย่างใด แรงลมพัดโบสถ์ที่กำลังก่อสร้างไปได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ล้มพังครืนลงมาพังเสียหายทั้งหลัง คิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท แต่โชคดีที่องค์พระประธานซึ่งเป็นพระองค์ปฐมทรงเครื่องพระมหาจักรพรรดิ ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ในเบื้องต้นได้ประสานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาสุพรรณบุรีไปแล้ว เพื่อเข้ามาร่วมตรวจสอบความเสียหายต่อไป   ขณะที่ นายวัฒนา ยั่งยืน นายอำเภอเดิมบางนางบวช เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้เข้าไปตรวจสอบความเสียหายแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากผู้รับเหมาเป็นช่างชาวบ้านทั่วไป ขณะนี้ได้ให้ทางวัดติดตามตัวผู้รับเหมารายนี้เข้ามารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับได้ประสานไปทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีหน้าที่โดยตรงเพื่อหาทางช่วยเหลือทางวัดแห่งนี้ในการดำเนินการก่อสร้างโบสถ์สแตนเลส ให้สำเร็จตามความประสงค์ของท่านเจ้าอาวาสต่อไป ส่วนสาธุชนท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมบริจาคสมทบทุนในการก่อสร้างสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ตน หรือติดต่อท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ได้ตรงที่วัด หรือบริจาคเข้าบัญชี วัดดอนเก้า ธนาคารกสิกรไทย หมายเลขบัญชี 030-8-61667-3 สาขาเดิมบางนางบวช      รับชมผ่านยูทูบ : https://youtu.be/Ly8xZ07owiw

 11,283

Top