ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศานิตย์"

สังคม-อาชญากรรม
22 ก.ย. 60

รวบ 2 เด็กเทคโนยิงอริต่างสถาบัน อ้างแค่ขู่ขอหัวเข็มขัดตามธรรมเนียมแล้วปืนลั่น

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว เพื่อร่วมสอบปากคำนายพิสุทธิ์ จารบุญก่อ หรือเล๊าะ อายุ 19 ปี และนายแดง (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี นักเรียนเทคโนโลยีแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ หลังได้ร่วมกันก่อเหตุเมื่อวันที่ 19 กันยายน เวลา 19.00 น.   ใช้อาวุธปืนยิงนายศิวกร สะอิ้งรัมย์ นักเรียนเทคโนโลยีย่านบางนา ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์มาพร้อมเพื่อน จากแยกบางกะปิ มุ่งหน้าถนนเสรีไทย ขณะถึงจุดเกิดเหตุบริเวณตรงข้ามสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ นายพิสุทธิ์ และเพื่อน ได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่ เพื่อให้ถอดหัวเข็มขัด และใช้อาวุธปืนยิงใส่ นายศิวกร 1 นัด เสียชีวิตทันที ขณะที่นายพิสุทธิ์ และนายแดง ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี   หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจนสามารถขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองได้ ขณะหลบหนีไปกบดานในชุมชนร่มไทร ภายในซอยเสรีไทย 42 -โดยนายพิสุทธิ์ ให้การรับสารภาพว่าตนเองเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงจนมีผู้เสียชีวิต โดยก่อนเกิดเหตุเข้าใจผิดว่าเป็นคู่อริ และเพียงต้องการข่มขู่เอาหัวเข็มขัดเท่านั้น แต่เกิดปืนลั่น ไม่ได้ตั้งใจที่จะยิงแต่อย่างใด   พร้อมฝากกล่าวขอโทษพ่อแม่ผู้เสียชีวิต เนื่องจากตนเองไม่ได้ตั้งใจ และขอให้เพื่อนสถาบันอื่น อย่าได้ทำเป็นเยี่ยงอย่าง ภายหลังการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายพิสุทธิ์ไปชี้จุดเกิดเหตุโดยไม่ได้นำตัวนายแดงมาร่วมชี้จุด เนื่องจากยังเป็นเยาวชน และจะได้เร่งติดตามหาอาวุธปืนที่ผู้ต้องหาอ้างว่าได้โยนทิ้งระหว่างหลบหนี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KUE2Yzn5L6c    

 8,272
สังคม-อาชญากรรม
18 ก.ย. 60

'ศานิตย์' พบเบาะแสวงจรปิด เชื่อมีคนช่วยมือระเบิด atm กรุงเทพกรีฑา

พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุถึงความคืบหน้าคดีที่คนร้ายก่อเหตุวางระเบิด ตู้กดเงินสด ธนาคารกรุงเทพสาขาโลตัสกรุงเทพกรีฑา 35 ได้เงินสดกว่า 3 แสนบาท   ล่าสุด จากตรวจสอบกล้องวงจรปิดเชื่อได้ว่าคนร้ายรายนี้ไม่ได้ลงมือเพียงคนเดียว เนื่องจากพบรถต้องสงสัยเป็นรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมขบวนการ ผู้ขี่สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ และมาจอดหน้าจุดเกิดเหตุก่อนขับออกไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นการดูลาดเลาก่อนส่งสัญญาให้มือระเบิดเข้ามาก่อเหตุ   ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเร่งตรวจกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อหารถจักรยานยนต์ทั้ง2 คัน ให้พบเพื่อนำมาเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ในส่วนของกล้องวงจรปิดที่ตู้เอทีเอ็มซึ่งกองพิสูนจ์หลักฐานไม่สามารถกู้ภาพได้นั้น ได้มีการส่วนไปตรวจสอบโดยบริษัทเอกชนแล้ว ซึ่งหากกู้ภาพได้สำเร็จคาดว่าจะทำให้เห็นภาพคนร้ายชัดเจน   ขณะเดียวกันมีการสอบปากคำพยานไปแล้วหลายปากและมีการนำผู้ต้องสงสัยมาตรวจสอบเปรียบเทียบดีเอ็นเอแต่ยังคงไม่พบตัวคนร้าย ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เชื่อว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในทุกประเด็น     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_w2OdwdQrm0    

 1,810
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.ย. 60

แม่เครียดจัด ลงมือสังหารลูกสาวออทิสติกทั้งน้ำตาในวันเกิด พบประวัติเคยรักษาโรคประสาท

จากกรณีแม่รัดคอลูกสาววัย 15 ปี ที่เป็นเด็กออทิสติก ภายในหอพัก ย่านถนนงามวงศ์วาน ก่อนจะซื้อเบียร์มากินพร้อมกับยานอนหลับจำนวนหลายเม็ด หวังฆ่าตัวตายตาม แต่เกิดอาเจียนออกมา และหมดสติ พอตื่นขึ้นมาก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ อีกทั้งยังอ้างว่ามีความเครียดสะสม ตามที่รายการได้นำเสนอไปแล้วนั้น   ล่าสุดวานนี้(12 ก.ย.) พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางไปสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่า เอาผ้ามัดคอลูกจริง เนื่องจากมีอาการเครียด เพราะต้องเลี้ยงดูบุตรสาวที่เป็นออทิสติกเพียงคนเดียว และไม่นานนี้ก็เพิ่งออกจากงาน จึงไม่อยากให้เป็นภาระของคนอื่น   ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ก่อเหตุเคยได้รับหารรักษาที่โรงพยาบาลประสาทเมื่อปี 2557 ส่วนยาระงับประสาทที่พบในที่เกิดเหตุ เป็นยาที่รับมาจากโรงพยาบาล ตอนนี้ตัวผู่ก่อเหตุยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประสาท เพื่อรอดูอาการ หลังพยายามกินยาฆ่าตัวตาย   พลตำรวจโทศานิตย์ บอกอีกว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะต้องเชิญแพทย์มาวินิจฉัยอาการว่า ขณะก่อเหตุมีอาการประสาทหรือไม่ ถ้าระหว่างที่ก่อเหตุมีอาการทางประสาท จะถูกละเว้นการดำเนินคดีตาม ป วิอาญามาตรา 65 วรรคแรก แต่ตำรวจเชื่อว่า น่าจะรู้ตัวในระหว่างการก่อเหตุ แต่ในชั้นสอบสวนและพิจารณาจะต้องให้แพทย์ลงความเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนอกจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องนำจดหมายลาตายของผู้ก่อเหตุ ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบ ว่าเป็นลายมือของผู้ก่อเหตุหรือไม่ และต้องพิสูจน์ว่าเขียนก่อนหรือหลังการก่อเหตุ   ด้าน พ.ต.อ.ดร.มานะ เผาะช่วย ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า ตอนเกิดเหตุได้รับว่าขอความช่วยเหลือ เนื่องจากทานยาเกินขนาด แต่พอไปถึงที่เกิดเหตุพบว่ามีผู้เสียชีวิต ซึ่งตัวผู้ก่อเหตุก็ยอมรับว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุเอง แต่ซักถามได้ไม่นาน ก็ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ก่อเหตุไม่ได้สติ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประสาท เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยพี่สาวของผู้ก่อเหตุยังให้ข้อมูลอีกว่า น้องสาวต้องสูญเสียสามี ทำให้ต้องมาเป็นเสาหลักของครอบครัว อีกทั้งล่าสุดยังออกจากงาน จึงน่าจะมีอาการเครียด   ผู้กำกับ ยังบอกกับทีมข่าวอีกว่า ในวันที่เกิดเหตุ เป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 15 ปี ของเด็กผู้หญิงที่เสียชีวิตอีกด้วย   ขณะที่ผู้ดูแลหอพักดังกล่าว ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ผู้ที่ก่อเหตุมาอยู่ที่หอพักได้ประมาณ 3 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะชำระค่าเช่าห้องตรงตามเวลา ไม่เคยมีปัญหาใดๆ ซึ่งเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาก็ยังได้พูดคุยกันอยู่ ก็ไม่มีอาการผิดปกติหรือเครียดแต่อย่างใด ส่วนลูกสาวของผู้ก่อเหตุปกติแล้วจะอยู่ที่ดูแลเด็กพิเศษ จะกลับมาอยู่ที่หอพักอาทิตย์ละครั้ง แต่ล่าสุดกลับมาอยู่ที่หอพักเกือบ 2 อาทิตย์แล้ว เนื่องจากลูกสาวมีอาการป่วย   ซึ่งจากการสังเกต ผู้ก่อเหตุเป็นคนที่รักลูกสาวมาก เวลาออกไปทำงาน ช่วงกลางวันก็จะกลับเอาอาหารมาให้ และช่วงเย็นก็จะซื้ออาหารมาฝากลูกสาวจำนวนมาก ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น   ด้านแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุอาจมีความเครียดสะสมจากหลายปัจจัย ซึ่งจากข่าวก็พอทราบได้ว่า มีความเครียดจากการที่ลูกเป็นออทิสติก สูญเสียสามี และเพิ่งจะออกจากงาน จึงทำให้เครียดจนคิดจะลงมือทำร้ายตัวเอง แต่อาจคิดว่าหากตัวเองตายแล้ว ลูกจะเป็นภาระของคนอื่น จึงต้องตัดสินใจฆ่าลูกสาวด้วย   ส่วนที่ว่าโรคซึมเศร้าจะส่งผลถึงขั้นที่ไม่มีสติเลยหรือไม่นั้น แพทย์หญิงอัมพร บอกว่า โรคซึมเศร้าอาจส่งผลรุนแรงจนมีอาการหลอน แต่อาจมีส่วนน้อย บางคนอาจมีสติ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้   แพทย์หญิงอัมพร ยังฝากบอกประชาชนว่า หากใครกังวลว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือมีเรื่องเครียดที่ไม่สามารถบอกใครได้ สามารถโทรมาที่เบอร์ 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิต เพื่อปรึกษาและขอคำแนะนำได้     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/q9kAzqkeKOs    

 7,096
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 60

จับแล้ว 2 คนงานเมียนมาฆ่าข่มขืนเพื่อนร่วมชาติ หมกท่อย่านสุขุมวิท 77

พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกับ พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 แถลงข่าวจับกุม นายจ่วย หรือ จ่วยจี้ และนายอ่อง ตินวิน 2 ผู้ต้องหาชาวพม่า ที่ร่วมกันฆ่านางสาวทูน แล้วนำศพไปหมกในท่อบริเวณถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช-ลาดกระบัง)   โดยผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพและอ้างว่า วันเกิดเหตุเมื่อกลางดึกวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ชักชวนผู้ตายที่คุ้นเคยกัน มาดื่มสุราและเสพยาบ้ากันใต้สะพานใกล้วัดกระทุ่มเสือปลา เขตประเวศ จากนั้นนายจ่วยพยายามข่มขืน แต่ผู้ตายขัดขืน ผู้ต้องหาจึงร่วมกันใช้มีดแทงผู้ตาย และนายจ่วยได้ลงมือข่มขืน   จากนั้นนายอ่องได้นำศพไปหมกในท่อใกล้ที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นนายจ่วยได้ให้เงินนายอ่องจำนวน 1,500 บาทให้หนีกลับบ้านในประเทศพม่าทางด้านจังหวัดตาก ก่อนที่ตัวเองทำตัวไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น และไปทำงานในโรงงานคัดแยกขยะในซอยอ่อนนุช 86 ตามปกติ จนตำรวจมาสอบสวนกลับให้การซัดทอดว่านายอ่อง เป็นผู้ก่อเหตุ ต่อมาตำรวจฝ่ายสืบสวนไปตามจับนายอ่องได้ที่อำเภอแม่สอด ขณะกำลังจะหนีกลับพม่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงนำตัวมาสอบสวนและเข้าจับกุมนายจ่วย   เบื้องต้นตำรวจตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ร่วมกันข่มขืนผู้อื่นในลักษณะโทรมหญิง ก่อนนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีประวัติร่วมกันฆ่าคนตายในประเทศพม่า ก่อนหนีเข้ามาทำงานในกรุงเทพนานถึง 7 ปีแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3GNn9BYOiXc    

 2,885
สังคม-อาชญากรรม
23 ส.ค. 60

ทหารยศสิบเอกเข้ามอบตัว ปฏฺิเสธยิงวิน จยย.ในแฟลตทหารเจ็บสาหัส

เกิดเหตุการณ์ทหารยศสิบเอกใช้อาวุธปืน ขนาด 9 มม. ยิงคู่อริเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในแฟลตทหาร   ล่าสุดพลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าโดย โดยล่าสุดทางต้นสังกัดได้นำผู้ก่อเหตุมามอบตัวแล้ว ซึ่งได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทางตำรวจยังต้องสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป   ส่วนมูลเหตุจูงใจการก่อเหตุในครั้งนี้ จากการสวบสวนทราบว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัว เรื่องพื้นที่ค้าขาย และทั้งสองมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และเชื่อว่าผู้ก่อเหตุขาดสติ จากฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้อาการยังน่าเป็นห่วง อยู่ระหว่างรักษาภายในห้องผู้ป่วยวิกฤต หรือ ไอซียู โรงพยาบาลวชิระ เรื่องจากถูกกระสุนยิงเข้าที่คอ และลำตัว รวม 4 นัด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QImxdnEe56o    

 2,011
แชร์ออฟเดอะเดย์
16 ส.ค. 60

วิศวกรยันตึกย่านเพลินจิต เอียงตามแบบดีไซน์ 'ศานิตย์' จ่อเอาผิดคนโพสต์ทำแตกตื่น

เกิดเป็นกระแสตื่นตระหนกในโลกออนไลน์เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.) เมื่อมีชาวเน็ตจำนวนหนึ่ง โพสต์ภาพผ่านทวิตเตอร์ เป็นภาพตึกแห่งหนึ่งที่กำลังก่อสร้าง  โครงสร้างมีลักษณะลาดเอียงอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เกิดความกังวลว่าตึกจะถล่มลงมา   นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ภาพ และคลิป ที่แสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนงานก่อสร้างที่ทำงานอยู่บนตึก ต่างก็พากันลงมาที่พื้นด้านล่างเป็นจำนวนมาก จนมีการเข้าใจกันว่า มีคำสั่งให้อพยพคนงานออกจากไซท์งาน เพราะตึกกำลังจะถล่มจริงหรือไม่   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตึกดังกล่าว เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 32 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 6 ชั้น ก่อสร้างเป็นโรงแรม Rose Wood Bangkok Hotel โดยเจ้าของโครงการคือ บริษัทเรนด์ เพลินจิตโฮเทล จำกัด โดยผู้รับเหมางานหลักบริษัทฤทธา จำกัด ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต ตรงข้ามอาคารมหาทุนพลาซ่า ตอนที่ผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบ พบว่ามีคนงานจำนวนมากออกมายืนอออยู่เต็มถนน รวมทั้งประชาชนในบริเวณดังกล่าว ต่างก็มายืนสังเกตการณ์อยู่ด้วย   โดยวิศวกรผู้ควบคุมงาน ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน รวมทั้งประชาชนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ว่า  ตึกดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 2 ปี จะแล้วเสร็จช่วงกลางปี2561 โดยที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตึกลาดเอียง จนกลัวว่าจะถล่มลงมา จริงๆแล้วเป็นการออกแบบรูปทรงของตึก เป็นรูปทรงพนมมือ ทำให้มองจากบางมุม จะเห็นว่าตึกเอียง แต่ยืนยันว่าตึกไม่ได้ทรุด หรือกำลังจะถล่มอย่างที่มีการลือกันในโลกออนไลน์ พร้อมขอให้หยุดแชร์ข้อความที่ไม่เป็นความจริง   ส่วนที่คนงานมีการออกมายืนรวมตัวกันริมถนนเบื้องล่าง เนื่องจากสังเกตเห็นว่ามีประชาชนมายืนมุงดูอยู่เบื้องล่างจำนวนมาก ทำให้คนงานก็ตกใจ รีบลงมาจากตึก เพราะเข้าใจว่ามีเหตุการณ์ไม่ปกติ แต่เมื่อมีการทำความเข้าใจกันทุกฝ่ายแล้ว คนงานก็กลับเข้าไปทำงานตามปกติ   ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปตรวจสอบที่ตึกดังกล่าว และมีการพูดคุยกับตัวแทนของโครงการ ทราบว่ารูปทรงตึกที่เอียง เป็นการออกแบบของสถาปนิกชาวต่างชาติ มีการขออนุญาตและก่อสร้างตามแบบและตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ทุกประการ มีความแข็งแรงมั่นคง   ผบช.น.ระบุว่า ทางตำรวจเตรียมจะหาตัวผู้โพสต์ภาพ สร้างข่าวลือในโลกออนไลน์ มาดำเนินคดี เนื่องจากถือว่าเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สร้างความเดือดร้อนและตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วไป โดยผู้กระทำผิดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   การติดตามดำเนินคดีในครั้งนี้เพื่อต้องการเตือนใจและป้องปรามคนที่อาจจะกระทำผิด  ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนที่จะเผยแพร่ เพื่อไม่สร้างความเดือดร้อนหรือแตกตื่นอย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้น  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/og4Co4tMYbA    

 10,631
สังคม-อาชญากรรม
11 ส.ค. 60

นศ.ปทุมวัน มือแทงอุเทนถวาย เข้ามอบตัว ฝากคนที่เรียนอย่ามีเรื่องกัน

นศ.ปทุมวันมือแทงอุเทนถวายมอบตัว วอนสองสถาบันยุติความรุนแรง ขณะที่อีก 3 คนยังหลบหนี   ตำรวจประสานผู้ปกครองและตัวแทนศิษย์เก่า สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน นำตัวนายศราวุทธ โซะประสิทธิ์ อายุ 25 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุม ผู้ต้องหาตามหมายจับร่วมกับพวกใช้อาวุธมีดแทงคู่อริต่างสถาบันเสียชีวิต บริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ ย่านมาบุญครอง เข้ามอบตัวกับ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจนครบาลปทุมวัน   เบื้องต้น นายศราวุธ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพส่วยรายละเอียดทางคดีจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมฝากไปยังคนที่เรียนอยู่ขออย่ามีเรื่องกันถ้าเจอกันก็พยายามออกห่างกัน หลีกเลี่ยงการทำร้ายกันเพราะจะเกิดความสูญเสียขึ้น   เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เสียชีวิต ร่วมกันทำร้ายร่างผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายบาดเจ็บสาหัส และพกพาอาวุธไปในเมืองหรือหมู้บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 3 ข้อหา ส่วนจะได้รับการประกันหรือไม่เป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน   ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติ นายศราวุธ พบว่าถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาฆ่าผู้อื่นเมื่อปี 51 ในพื้นที่ สน.บึงกุ่ม ส่วนอีก 3 ราย ไม่มีประวัติก่อเหตุอาชญากรรม โดยตำรวจได้ขอให้ทั้ง 3 ที่ยังหลบหนีเข้ามอบตัว เพราะรู้ตัวหมดแล้ว และได้ประสานไปยังครอบครัวให้พาเข้ามอบตัว   ขณะที่ตัวแทนศิษย์เก่ากล่าวว่า อยากให้ศิษย์เก่าและปัจจุปัน หยุดการกระทำในทางที่เสื่อมเสีย หลีกการกระทำรุนแรง ควรมีสติรักสถาบันในทางที่ถูก ตนในฐานะรุ่นพี่เห็นว่าเมื่อน้องทำผิดก็จะนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายและหลังจากนี้จะพูดคุยหารือทำความเข้าใจเพื่อให้น้องมีความรักในสถาบันและชื่อเสียง พยายามควบคุมดูแลป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก   ด้านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่ามาตรการป้องกันการก่อเหตุระบะสั้นว่า ได้กำชับให้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลก่อนและหลังเลิกเรียนในพื้นที่เสี่ยงจุดต่างๆ ตรวจค้นตามสถานที่เสี่ยงป้องกันการซุกซ่อนอาวุธไว้ก่อเหตุ ตลอดจนดำเนินการด้านการปกครอง  ส่วนมาตรการระยะยาว นำเด็กทั้งสองสถาบันมาทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อละลายพฤติกรรมต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yiILZKIUlvA

 3,742
สังคม-อาชญากรรม
10 ส.ค. 60

น้องชาย 'ธวัชชัย' ขอบคุณ 'ศานิตย์' เร่งรัดคดีถูกทำให้ตายในห้องขัง dsi ตั้งสอบ จนท.-รปภ.วันเกิดเหตุ

น้องชายอดีตที่ดินพังงาที่เสียชีวิตในห้องขัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าขอบคุณผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ช่วยเร่งรัดคดี พร้อมหารือข้อกฏหมายว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร หลังศาลสั่งว่าการเสียชีวิตมีผู้ทำให้ตาย   นายชัยณรงค์ อนุกูล น้องชายของนายธวัชชัย อนุกูลเข้าพบ พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายชัยณรงค์บอกว่า ส่วนตัวมีข้อสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รับการประสานหรือ ข้อมูลการติดตามคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่หรือไม่ ยังอยู่ระหว่างปรึกษากับทนายความ   พลตำรวจโทศานิตย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนที่ทำคดี ยังไม่ได้รับสำนวนจากอัยการ จึงยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ว่าจะต้องเรียกใครมาสอบปากคำบ้าง แต่ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เมื่อได้รับสำนวน ก็จะเร่งสืบสวน สอบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ศาลสั่ง เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป หรือเจ้าพนักงาน ซึ่งคดีนี้เป็นคดีได้รับความสนใจจากประชาชน จึงต้องทำอย่างรอบคอบ   ด้าน DSI ระบุตั้งกรรมการสอบสวนวิรับความผิด จนท.ที่เกี่ยวข้องและ รปภ.ที่เข้าเวร รวม 5 คน พร้อมให้ความร่วมมือกับ ตร.ทุ่งสองห้อง ยันไม่มีความขัดแย้งกัน     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RHc8HXWmhZo    

 850
สังคม-อาชญากรรม
10 ส.ค. 60

'ศานิตย์' สอบพลเมืองดี-ตร.นอกเครื่องแบบไล่ล่าโจ๋กระชากสร้อยตกสะพาน เจ้าทุกข์เข้าแจ้งความแล้ว

จากกรณีคนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ก่อเหตุกระชากสร้อย แถว ถ.วุฒากาศ แต่มีพลเมืองดี และจนท.อาสาฯ เห็นเหตุการณ์จึงขับรถไล่ติดตาม จนกระทั่งขี่ขึ้นสะพานเกือกม้ากลับรถด้วยความเร็ว เมื่อถึงทางโค้งวนลงสะพานจึงเสียหลักชนขอบทาง ทำให้ร่างหลุดลอยกระเด็นตกลงมาใต้สะพานบน ถ.พระราม 2 ขาออก เลยทางขึ้นทางด่วนดาวคะนองเล็กน้อย ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย นั้น   ล่าสุด พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ได้เรียกทุกฝ่ายมาสอบถามข้อเท็จจริง โดย ด.ต.เอกปพน ภากรเพิ่มทวี ผบ.หมู่ จร.สน.บางมด ซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบขี่รถ จยย.ของทางราชการ ออกมาธุระพอดี ซึ่งทางวิน จยย.พลเมืองดี ได้แจ้งกับ ด.ต.เอกปพน ว่ากำลังติดตามผู้ต้องหาคดีพยายามวิ่งราวทรัพย์ ทั้งคู่จึงช่วยกันขับรถติดตามผู้ต้องหา มาจนถึงกล้องตัวสุดท้ายที่สามารถหาได้บริเวณหน้าโรงแรมมดอินน์ ถนนพระราม 2 ขาออกซึ่งอยู่ห่างจากจุดกลับรถที่เกิดเหตุประมาณ 300 เมตร   กระทั่งถึงช่วงขึ้นสะพานกลับรถ รถของผู้ต้องหาก็เสียหลักกระแทกกับขอบปูนกั้นทางตกลงไปเอง ตอนนั้นจึงหยุดรถและบอกให้ นายอภิชาติ ช่วยรักษาสภาพที่เกิดเหตุเอาไว้ เพราะตัวเองไม่ได้เข้าเวร ไม่มีทั้งวิทยุสื่อสารและโทรศัพท์มือถือติดตัวออกมาจากที่พัก จากนั้นจึงขี่รถลงจากสะพาน แล้วมุ่งหน้าไปแจ้งเหตุที่ศูนย์วิทยุสุขสวัสดิ์ ซึ่งอยู่ห่างจุดเกิดเหตุไปประมาณ 1 กิโลเมตร   เช่นเดียวกับผู้เสียหายที่เล่านาทีการโดนกระชากสร้อย แต่ทางคนร้ายไม่ได้ทรัพย์สินไป แต่ได้ให้พลเมืองดีช่วยตามจับคนร้าย ซึ่งจำลักษณะของรถที่ใช้ก่อเหตุได้   โดยทางพล.ต.ท.ศานิตย์ ระบุจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเฉพาะร่องรอยการเฉี่ยวชน ซึ่งหากมีหลักฐานว่าตำรวจไปถีบรถคนร้ายจนเกิดอุบัติเหตุตกสะพานดังกล่าว ก็จะถือเป็นความผิด ขณะเดียวกันทางได้มอบเงินส่วนตัวให้กับทางวิน จยย.พลเมืองดีด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/c1FHY6hl0f0  

 28,701
สังคม-อาชญากรรม
03 ส.ค. 60

รวบ 2 โจ๋ ฟันแขน นร.เกือบขาด ทั้งที่ไม่รู้จักกัน อ้างโดนหยาม ปมแค้นพ่นสีสเปรย์ทับตราสถาบัน

จากเหตุเด็กนักเรียนไล่ทำร้ายกันที่ปากซอยอ่อนนุช 7/1 นักเรียนโรงเรียนปทุมคงคาวัย 19 ปี ถูก 2 คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มาฟัน จนเป็นแผลฉกรรจ์ ล่าสุดตำรวจ ควบคุมตัว 2 วัยรุ่นที่ก่อเหตุตามคลิปได้แล้ว   โดยพลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มาสอบสวนด้วยตัวเอง พบผู้ก่อเหตุเป็นวัยรุ่นชายคือนายไอซ์ อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นแค่อดีตนักศึกษา เพราะลาออกจากสถาบันมาแล้ว 6 เดือน ส่วนอีกคนอายุ 16 ปี ได้พร้อมของกลางคือมีดและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ หลังศาลจังหวัดพระโขนงอนุมัติหมายจับกุม ในข้อหา ร่วมกันทำร้ายร่างกายและพกพาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร เบื้องต้นชุดสืบสวนระบุว่าทั้ง 2 คนรับสารภาพ   ซึ่งปมก่อเหตุเนื่องจากทะเลาะระหว่างสถาบันบ่อยครั้ง อ้างแค้นที่โรงเรียนคู่กรณี พ่นสีสเปรย์ทับตราสถาบัน ทำให้เกิดการหยามศักดิ์ศรี ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่รู้จักผู้เสียหายมาก่อน ทั้งนี้ จยย.ที่ใช้ก่อเหตุก็ไม่ใช่ของตัวเอง แต่ไปยืมคนอื่นมา อีกทั้งสภาพครอบครัวไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกทางกัน   สำหรับแนวทางแก้ไขผู้กำกับการ สน.พระโขนงบอกว่า จะประสานสถาบันจัดรถรับส่ง โดยมีรถตำรวจนำไปส่งที่ปลายทาง ปรับเวลาช่วงเลิกเรียน ไม่ให้เด็ก 2 สถาบันพบกัน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0rGb2faGkmE    

 16,441
สังคม-อาชญากรรม
19 ก.ค. 60

'ศานิตย์' แจงเหตุส่งตัว 'บอส อยู่วิทยา' ล่าช้า ติดขัดเรื่องแปลเอกสาร ไม่รู้ตอนนี้หนีไปอยู่ไหน

จากกรณีการตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดัง ผู้ต้องหาขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อดีต ผบ.หมู่ ป. สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ซึ่งอยู่ในระหว่างทำเคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามเเดนมาดำเนินคดี   ล่าสุด พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า ในส่วนของเอกสารทางกองการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้ จะเป็นอะไรที่สะดวก หากไม่พร้อมหรือไม่สะดวก ตนจะลงไปขับเคลื่อนเร่งรัดด้วยตนเอง หรือตำรวจท้องที่ไปหาคนแปล การแปลเอกสารต้องได้รับการรับรอง จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ต้องขออภัยด้วยที่ล่าช้าเพราะเป็นเรื่องของเอกสารแปลไม่แปล แต่จะพยายามเร่งรัดให้ได้ผล หรือบางทีทางกองการต่างประเทศอาจไม่พร้อม คงจะต้องคุย ถือว่าเราเป็นหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยกัน ไม่อยากให้คนมองว่าเพราะเป็นคดีนี้หรือเปล่าจึงล่าช้า โยกโย้ไปมา ขอยืนยันว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นเช่นนั้น คิดว่าเป็นงานลูกทีมแล้วผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการ หากล่าช้าจะลงไปกำชับด้วยตนเอง   ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางตำรวจเพิ่งส่งเอกสารให้บริษัทเอกชนแปลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวน 33 หน้า จะใช้เวลาดำเนินการเท่าใด พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า จะประสานบริษัทเอกชนให้เป็นของขวัญให้ทุกคน เรื่องจะได้จบ แค่เพียงเรื่องเอกสารนิดหน่อยก็ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นบางอย่างอาจจะมีปัญหาไปบ้าง ยืนยันว่าจะลงไปขับเคลื่อนด้วยตนเอง   เมื่อแปลเสร็จและก็จะดำเนินการไปยังกระทรวงต่างประเทศ แล้วส่งไปยังประเทศที่ผู้ต้องหามีถิ่นพำนักอยู่ตามสนธิสัญญา ทางอัยการของประเทศนั้นจะพิจารณาสมควรทำเรื่องเสนอศาลประเทศนั้นว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่ แล้วประเทศที่ผู้ต้องหาไปพำนักนั้นต้องมีข้อตกลงร่วมกับเราด้วย   ส่วนทราบตัวว่าผู้ต้องหาอยู่ที่ไหนหรือไม่นั้น จากการติดตามไม่ได้อยู่ในประเทศ หรืออาจจะเป็นทางยุโรป ตนจะพยายามทุกวิถีทางที่จะได้ตัวผู้ต้องหามา เชื่อว่าคดีนี้ไม่ได้ใหญ่โตเพียงแค่ประมาท หากได้รับการเยียวยาชดเชยศาลท่านคงปรานี จะได้เป็นบรรทัดฐานว่ากฎหมายมีใช้สำหรับทุกคนเสมอภาคกัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/73q5s-M-J7o      

 1,520
สังคม-อาชญากรรม
18 ก.ค. 60

จับ 'ทนายพิสิษฐ์' โกงเงินน้องบีม อ้างเอาไปเรียนต่อ จ่อดำเนินคดีคนให้ที่พักพิง

จากกรณีที่นางสาวพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี และลูกสาว เด็กหญิงภัทรดา แก้วผ่อง หรือ น้องบีม อายุ 14 ปี ถูกทนายความยักยอกค่าสินไหมทดแทน หลังเกิดอุบัติเหตุถูกรถชน เป็นเงินถึง 5 ล้านบาท ทำให้ต้องเข้าร้องทุกข์ต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ช่วยเหลือนั้น   ล่าสุด พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงหลังเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 เวลา 02.50 น.สามารถจับกุมตัวนายพิสิษฐิ์ สัมมาเลิศ ผู้ต้องหาฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ พร้อมกับ นางสาวฐิตาภา สวัสดี ผู้ต้องหาฐานร่วมกันฉ้อโกงและสนับสนุนยักยอกทรัพย์สิน ที่ร่วมกันฉ้อโกงยักยอกเงินค่าสินไหมทดแทนในคดีของน้องบีม   จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาทั้งสอง หลบหนีไปพักอาศัยอยู่ที่อาคารแห่งหนึ่ง ย่านมีนบุรี โดยระหว่างผู้ต้องหาทั้งสองลงจากคอนโดกำลังจะขึ้นรถนั้น เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว และแจ้งข้อกล่าวหา เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ   ส่วนผู้ต้องหาอีกรายหนึ่งคือ นางสาวพรปวีณ์ ชูแก้ว ผู้ต้องหาฐาน ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารปลอม และสนับสนุนยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้น ถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจับกลางจังหวัดชุมพร ในข้อาเกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ไปอายัดตัวไว้แล้ว   พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายพิสิษฐิ์ให้การรับสารภาพว่าได้รับเงินจากบริษัทประกัน ที่เป็นคู่กรณีที่ชดใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนเรียบร้อยแล้ว จํานวน 4 ล้านบาท โดยนายพิสิษฐิ์หักไว้จํานวน 5 แสนบาท เป็นค่าทนาย ส่วนอีก 3,500,000 บาท ทางบริษัทประกันได้จ่ายเป็นเช็คใบละ 1 แสนบาท จํานวน 35 ใบ โดยผู้ต้องหาอ้างว่า นางสาวพรปวีณ์ เป็นผู้รับเงินก้อนดังกล่าว เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ จะให้พนักงานสอบสวนไปสอบปากคำ นางสาวพรปวีณ์ ภายในเรือนจํา   พร้อมกันนี้จะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาทั้ง 2 โดยโทษดังกล่าวมีอัตราโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ไปขออํานาจศาลจังหวัดตลิ่งชันฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนี และจะเร่งให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนคดีให้เสร็จ ภายในฝากขังผัดแรก พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ได้มอบเงินส่วนตัวจำนวนนึง ให้กับครอบครัวของน้องบีม เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเบื้องต้น   จากการสอบถามว่านำเงินที่ได้ไปทำอะไรนั้น นายพิสิษฐ์ บอกว่า นำเงิน 5 แสนบาท ที่ได้ไปใช้จ่ายส่วนตัว และศึกษาต่อระดับปริญญาเอก แต่ทางตํารวจและครอบครัวผู้เสียหายยังไม่ปักใจเชื่อ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าเงินดังกล่าวนำไปใช้ทําอะไรบ้าง พร้อมกันนี้ยังสั่งการให้ไปสืบทรัพย์ของผู้ต้องหา เพื่อติดตามเอามาคืนให้กับครอบครัวน้องบีม แต่จาการตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการผ่านชำระ   ด้านนางสาวพรทิพย์ แม่ของน้องบีม ที่เดินทางเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมกับชี้ตัวผู้ต้องหา และร่วมแถลงข่าว ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนพร้อมน้ำตาว่า รู้สึกดีใจ และเป็นวันที่ครอบครัวรอคอย พอมาเจอกับนายพิสิษฐ์ ก็ได้ยกมือไหว้ขอโทษตนเอง ซึ่งตนคิดว่าคงจะไม่ได้เงินที่ถูกยักยอกไปคืน พร้อมบอกอีกว่า น้องบีมได้มากระซิบ บอกว่าอย่าให้แม่ใจอ่อน สงสารนายพิสิษฐิ์ ทั้งนี้ก็ต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย ก่อนหน้านี้เคยพูดกับลูกว่าให้คิดเสียว่าเงินก้อนดังกล่าวไม่ใช่ของเรา แต่เมื่อมาถึงวันนี้ก็รู้สึกขอบคุณทางเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนที่ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่                  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WFOWxyNWgP8  

 5,494
สังคม-อาชญากรรม
15 ก.ค. 60

พล.ต.ท.ศานิตย์ เร่งล่าตัวเบนซ์ป้ายแดงซิ่งแหกด่าน ชี้อาจขาดส่งค่างวด

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพรถเบนซ์ป้ายแดงซิ่งรถหนีและลาก ดาบตำรวจนิติ อัญชลิสังกาศ ผบ.หมู่งานจราจร สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม จนได้รับบาดเจ็บ   ล่าสุด พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวเชื่อว่าภายใน 1-2 วันนี้คงจะจับตัวได้  หลังศาลแขวงธนบุรีได้อนุมัติหมายจับผู้ที่นั่งและขับขี่  ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ขัดขวางการจับกุมเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ภายในอายุความ 10 ปี เบื้องต้นทราบชื่อชายที่นั่งประกบคนขับ คือ นายบัณฑิต สุวานะวีคิน และนางสาวจุธา ยังไม่ทราบนามสกุล โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้เฝ้าติดตามบริเวณบ้านพักภายในซอยพระรามสอง 42 ปรากฏว่าทั้งคู่ยังไม่กลับเข้ามา   โดยขณะนี้พบข้อมูลในเรื่องของป้ายแดงที่ปรากฏบนรถแล้วพบว่าตรงกับชนิดรถคันในคลิปจริง แต่กำลังตรวจสอบกับทางไฟแนนซ์ว่ารถคันดังกล่าวมีการขาดส่งหรือไม่ เพราะมีข้อมูลว่ารถคันในคลิปเป็นรถที่มีลักษณะการลากป้ายทะเบียน มากกว่า 2-3 ปี และจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้น อาจมาจากการที่ขาดส่งค่างวดรถหรือไม่ ส่วนนี้ต้องตรวจสอบ จึงจะสามารถยืนยันได้ ส่วนร้านอาหารที่พบว่าเปิดที่ราชพฤกษ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบคาดว่าจะได้ความชัดเจนเร็วๆ นี้             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/sovDEVUOHwY

 3,201
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 60

รวบ 'อริส แม็กซิม' แม่เล้าค้ากามเด็กผ่านไลน์ เจ้าตัวทำทีเป็นลม ขอเข้าห้องน้ำทิ้งซิมมือถือ

พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมคณะเร่งขยายผลกลุ่มผู้ใช้บริการ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มไลน์ ที่มีการลักลอบค้าประเวณี โดยมีเด็กสาวอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป เป็นผู้ให้บริการ โดยใช้ชื่อในแอพพิเคชั่นไลน์ว่า “อริส” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการติดต่อล่อซื้อ ซึ่งมีอริส แม็กซิม อดีตนางแบบนิตยสาร เป็นผู้ติดต่อส่งรูปเด็กสาวหน้าตาดี ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนหลายคน หลังทำการวางแผนล่อซื้อค้าประเวณี ในราคา 1 หมื่น 5 พันบาท และได้มีการนัดให้นำเด็กสาวมาส่งยังโรงแรมแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง หลังทำการแสดงตัวและช่วยเหลือเด็กสาวที่ถูกนำมาส่ง และนำเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตาม พรบ.ค้ามนุษย์ฯ   โดยเด็กสาวให้การรับสารภาพว่าได้รับเงินค่าตัวจากนางสาวอริส จำนวน 7 พันบาท โดยได้หักค่านายหน้าไว้จำนวน 8 พันบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขออนุมัติหมายจับ อริส แม็กซิม ในข้อหากระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณี หรือค้ามนุษย์ แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น เป็นธุระจัดหา ล่อลวง หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุเกิน 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี ซึ่งภายหลังศาลอนุมัติหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนพบว่า นางสาวอริสไปเที่ยวที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนสืบทราบว่าจะเดินทางกลับมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ จึงได้ทำการควบคุมตัว   ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งกำชับให้เร่งขยายผลตรวจสอบข้อมูลกลุ่มผู้ใช้บริการ เนื่องจากมีอัตราโทษสูง และคาดว่าจะมีกลุ่มผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะสอบสวนนางสาวอริสได้ทำทีเป็นลม และขอเข้าห้องน้ำ เพื่อไปทำลายหลักฐานซิมโทรศัพท์ และข้อมูลในการติดต่อลูกค้า ขณะนี้ได้เร่งกู้ข้อมูลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และจากการตรวจสอบประวัติพบว่า อริส แม็กซิม เคยถูกจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์เมื่อต้นเดือนมกราคม 2559 และถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี และอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qSFYP271lIk  

 35,318
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 60

จับ 'มาม่าซังต่าย' บังคับหญิงไทยค้าประเวณีที่บาห์เรน

พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยการจับกุมตัวนางสาวอภิญญา ปิดตานัง หรือ มาม่าซัง ต่าย หลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประสานมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาลในการติดตามจับกุมเครือข่าย บังคับหญิงไทยไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรน   โดยการล่อลวงให้ทำสัญญา 2 แสนบาท เพื่อไปทำงาน แต่ได้บังคับค้าประเวณี โดยยึดหนังสือเดินทาง ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ขออนุมัติออกหมายจับเครือข่ายกลุ่มนี้จำนวน 6 คน และจับกุมไปได้แล้ว 3 คน โดยล่าสุดสามารถจับกุมตัวนางสาวอภิญญา ได้ที่เกาะช้าง จังหวัดตราด โดยแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ก่อนส่งตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_lPMKhmNMtE

 4,986

Top