ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศาลปกครอง"

เศรษฐกิจ
28 ธ.ค. 62

'ศาลปกครองสูงสุด' ไม่คุ้มครอง ระงับขึ้นค่าทางด่วนโทลล์เวย์

ความคืบหน้ากรณีค่าโทลล์เวย์ ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งไม่รับคำขอคุ้มครอง บรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิพากษา ในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไปยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราว   โดยศาลให้เหตุผลว่า สามารถใช้เส้นทางอื่นแทน ทางด่วนโทลล์เวย์ได้ และสามารถใช้การเดินทางสาธารณะได้ ดังนั้นจึงไม่คุ้มครอง     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/89QWihz7aBw

 2,069
เศรษฐกิจ
30 ต.ค. 62

ศาลปกครองนัดไต่สวนสืบพยานมติแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร

วันนี้ที่ศาลปกครองมีนัดไต่สวนสืบพยานกรณีมติการแบนสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดของคณะกรรมการวุตถุอันตราย หลัง กลุ่มตัวแทนเกษตรนำรายชื่อกว่า 1100 รายชื่อเข้าร้องศาลขอให้คุ้มครองชั่วคราวมติ ซึ่งวันนี้มีสอบข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องไป 7 ราย   โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีการนัดไต่สวน คดีหมายเลขดำที่ ส.26/2562 จากที่นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จำนวน 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต และ คลอร์ไพรีฟอส ที่ได้ยื่นร้องตอ่ศาลปกครองไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวการอนุญาติใช้สารเคมีทางการเกษตร ทั้ง 3 ชนิด รวมถึง ขอให้มีการเพิกถอนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเนื่องจากมีที่มาของมติโดยไม่ชอบธรรม   โดยในช่วง 10 นาฬิกา ตัวแทนจากทั้ง 2 ฝ่าย กลุ่มผู้ร้องที่มีเกษตรกร พร้อมผู้เชายวชาญ จากนักวิชาการ และตัวแทนของผู้ถูกร้อง คือจากฝั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางมารวมในการไต่สวนครั้งนี้   ครึ่งเช้าเป็นการชี้แจงข้อมูลจากฝั่งผู้ร้อง นั่นคือกลุ่มเกษตรกรมีการสืบพยานทั้งหมด 4 ราย นักวิชาการผู้เชียวชาญ 2รายคือ นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ นายอนันต์ ดาโลดม ซึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมวิชาการกเกษตรทั้งคู่ นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวย ผู้ร้อง และตัวแทนเกษตร 1 ราย ที่เข้าให้ข้อมูลเรื่องสารเคมีทางการเกษตร   ซึ่งนายอนันต์ ดาโลดม อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หนึ่งในผู้เข้าเบิกความกล่าวว่า ที่มาของการแบน 3 สารนี่เป็นการใช้ข้อมูลเพียงด้านเดียว และเชื่อว่ามีการชี้นำคณะกรรมการวัตถุอันตรายทำให้มตินี้ขาดความชอบธรรม   ขณะที่ นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เดินทางมาในฐานะนักวิชาการด้านการเกษตร ระบุว่า ที่มาของการแบนสาร 3 ชนิด ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าคณะกรรมการชุดใดมีการนำสาร3ชนิดมาจัดรวมกลุ่มเดียวกัน ซึ่งข้อมูลที่มีการนำเสนอมานั่นบางอย่างยังขาดแง่มุมทางวิชาการ และมีการบิดเบือน   ขณะที่ช่วงบ่ายเป็นการเบิกความของฝั่งผู้ถูกร้องคือตัวแทนจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย และจากกระทรวงเกษตรกรและสหกรรณืรวม 3 ราย ซึ่งการไต่สวนวันนี้ใช้เวลา กว่า 6 ชั่วโมง จนกระทั่งเวลา 17 นาฬิกาการไต่สวนแล้วเสร็จ แต่ศาลยังไม่มีการตัดสินแต่อย่างไร ครั้งนี้เป็นการเรียกสอบข้อมูลจากพนายหลักฐานที่มี ก่อนจะนำมาพิจารณา และจะนัดแจ้งวันที่จะมาฟังคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง      

 406
เศรษฐกิจ
30 ต.ค. 62

ลุ้น! ศาลปกครอง​ไต่สวนแบน 3 สารเคมีเกษตร

ความคืบหน้ากรณีมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ประกาศการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรสามชนิดจนเกษตรกรได้รวมตัวกันยื่นร้องต่อศาลปกครองวันนี้ศาลปกครองนัดไต่สวนผู้ที่เกี่ยวข้อง   วันนี้ที่ศาลปกครองกลาง มีการนัดไต่สวน คดีหมายเลขดำที่ ส.26/2562 จากที่นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จำนวน 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต และ คลอร์ไพรีฟอส   ซึ่งมีตัวแทนกลุ่มเกษตรกร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้ถูกฟ้อง 3 ราย และตัวแทน เดินทางเข้าให้ข้อมูล   โดย นายอดิศักดิ์  ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  ที่เดินทางมาในฐานะนักวิชาการด้านการเกษตร ได้ให้สัมภาษเบื้องต้นว่า ขณะนี้ได้พยายามหาข้อมูลที่มาของการแบนสาร3 ชนิด ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าคณะกรรมการชุดใดมีการนำสาร 3 ชนิด มาจัดรวมกลุ่มเดียวกัน ซึ่งข้อมูลที่มีการนำเสนอมานั่นบางอย่างยังขาดแง่มุมทางวิชาการ และมีการบิดเบือน

 378
เศรษฐกิจ
27 ส.ค. 62

ซีพีเอ็นยื่นศาลปกครอง คุ้มครองชั่วคราว ปมพิพาทเซ็นทรัลวิลเลจกับ ทอท.

ประเด็นข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ระหว่างท่าอากาศยานไทย กับศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ที่ก่อสร้างใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ มีกำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 31 สิงหาคม 2562 นี้   ล่าสุดมีรายงานข่าวจากเซ็นทรัล แจ้งว่า ได้ยื่นคำร้องให้ศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวโดยศาลได้นัดไต่สวนฉุกเฉินในวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562 นี้   โดยซีพีเอ็น ชี้แจงว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ ทอท. นำสิ่งกีดขวางบริเวณทางเข้า-ออกหน้าโครงการ ทำให้พนักงานคู่ค้า รวมทั้งการดำเนินงานทางด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น โดยขอให้ศาลปกครองพิจารณาห้าม ทอท.ให้ยุติการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่เป็นอุปสรรค ขัดขวาง และรื้อถอนสิ่งกีดขวางต่างๆ ออกจากทางเข้า-ออก หรือทางหลวงแผ่นดิน 370 บริเวณด้านหน้าโครงการ   ทั้งนี้ การก่อสร้างโครงการเซ็นทรัลวิลเลจ ที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการตามกระบวนการขออนุญาตจากหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการก่อสร้างก่อนเปิดบริการตามแผนงานที่กำหนดไว้ในวันที่ 31 ส.ค.นี้   บริษัทได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นให้ก่อสร้างตามแผนงานที่วางไว้มาโดยตลอด โดยที่โครงการตั้งอยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 เป็นทางหลวงแผ่นดินที่มีประชาชนทั่วไปใช้ผ่านทางจำนวนมาก แต่ระหว่างดำเนินการโครงการบริษัทไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ จึงต้องขอความคุ้มครองจากศาลปกครองเป็นการชั่วคราวและพิจารณาขอความเป็นธรรมจากนายกรัฐมนตรี   ด้าน ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. จะทำหนังสือไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ให้ช่วยตรวจสอบการก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบิน ประกอบด้วย   1. ศูนย์การค้าฯ ปล่อยคลื่นสัญญาณต่างๆ รบกวนเครื่องช่วยการเดินอากาศหรือไม่   2.แสงไฟจากศูนย์การค้าฯ จะกระทบต่อนักบินหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีกรณีของสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ห่างจาก ทสภ. ประมาณ 2 กม. ปรากฏว่ามีแสงไฟแยงตานักบิน และนักบินคิดว่าเป็นไฟรันเวย์ จึงอยากให้ช่วยตรวจสอบ เพราะศูนย์การค้าฯแห่งนี้อยู่ใกล้สนามบินมากกว่า สนามกอล์ฟ   3.มีกิจกรรมที่อาจเกิดควันหรือไม่   4.มีกิจกรรมที่ดึงดูดนกหรือไม่ เช่น เศษอาหาร   5.การปล่อยแสงเลเซอร์ขึ้นไปสู่อากาศ   6.ระบบเข้าและออกศูนย์การค้าฯ ต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด เพราะหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน รถฉุกเฉินจะได้ใช้เป็นทางเข้าออกได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ยอมรับว่าประเด็นเหล่านี้ ไม่สามารถลงไปตรวจสอบได้ทันที ต้องรอให้ศูนย์การค้าฯ เปิดให้บริการแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zblf9mQcYEw

 1,588
สังคม-อาชญากรรม
06 ส.ค. 62

‘วราวุธ’ ชี้ หากศาลปกครองไม่คุ้มครอง ‘รีสอร์ท 88 การ์มองเต้’ กรมอุทยานฯ จะเข้ารื้อถอนทันที

วันที่ 6 ส.ค. 62 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรณ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ รีสอร์ต 88 การ์มองเต้ ว่า    ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังไม่ทราบว่า ผู้ประกอบการขอคุ้มครองชั่วคราวด้วยวิธีใด แต่หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาไม่คุ้มครอง กรมอุทยานฯก็จะต้องดำเนินการตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติอุทยานแห่งชาติพ.ศ 2504 คือ ดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ททันที   ขณะเดียวกัน ได้เปิดเผยถถึงสถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ จ.นครศรีธรรมราช ว่า    กรมป่าไม้ ได้รับความร่วมมือจากกองทัพและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระดม เฮลิคอปเตอร์ บรรทุกน้ำเข้าไปทิ้งน้ำดับไฟแล้ว แต่ยังเข้าไปไม่ถึงจุดไฟป่า เนื่องจากไม่สามารถบรรทุกน้ำเข้าไปในจุดที่เกิดไฟป่าได้ เพราะแหล่งน้ำอยู่ไกล ประกอบกับพื้นที่มีความแห้งแล้งมาก ท่อดับเพลิงและท่อส่งน้ำมีความยาวไม่เพียงพอ รวมถึงอุปกรณ์ดับไฟป่าหลายอย่างไม่เพียงพ่อเช่นกัน    ส่วนตัวจึงได้สั่งการให้อธิบดีกรมป่าไม้ และหน่วยงานราชการที่มีโดรน ติดกล้องบินสแกนพื้นที่ หาจุดความร้อน เพื่อให้ทราบถึงต้นเพลิง พร้อมทั้งได้สั่งการไปยังกรมอุทยานแห่งชาติทรัพยากรสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หางบจัดซื้อเครื่องบินโดรนเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ในการตรวจหาไฟป่า เพราะปัจจุบันใช้วิธีการตรวจจับจากจีพีเอส  นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบเห็นจุดใดที่เสี่ยงเกิดไฟป่า ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่   ข่าวที่เกี่ยวข้อง กรมอุทยานจ่อลุยปิดประกาศ รื้อรีสอร์ท 88 การ์มองเต้ ชี้ไม่ใช่ที่ดิน ส.ป.ก.        

 1,053
การเมือง
12 พ.ค. 62

‘เรืองไกร’ เตรียมร้องศาลปกครอง เพิกถอนประกาศ ส.ส. บัญชีรายชื่อ

วันที่ 12 พ.ค. 62 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวถึง การประกาศรายชื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อของ กกต. จำนวน 149 คน ว่า กกต. คำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ถูกต้อง เพราะผลการจัดสรรดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายที่บัญญัติไว้ ว่าการจัดสรรจะต้องไม่ทำให้ได้ ส.ส. เกินกว่าค่าที่พึงมี    พรรคการเมืองที่มีค่าพึงมีต่ำกว่า 1 คน จึงไม่มีทางจะได้ ส.ส. แต่ กกต. กลับไปหาวิธีการมาทำให้พรรคการเมืองที่มีค่าพึงมีต่ำกว่า 1 คน ได้ ส.ส. 1 คน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด   เรื่องนี้พิสูจน์ได้โดยการนำค่าเฉลี่ยของจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมี 1 คน คือ 71,168 คะแนนมาเทียบกับคะแนนของพรรคเล็กทั้ง 11 พรรค จะทำให้เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า ถ้าพรรคเหล่านี้ได้ ส.ส. 1 คน ก็จะต้องมีคะแนนสูงกว่าหรือเท่ากับค่าพึงมี   การได้ ส.ส. 1 คน จึงเท่ากับมีการเพิ่มคะแนนค่าพึงมีให้พรรคเหล่านี้ โดยรวมทั้ง 11 พรรคมีคะแนนเพิ่มมา 234,640 เสียง ซึ่ง กกต. อธิบายไม่ได้ว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากหน่วยใดเขตใด หรือไปเอาของพรรคใดมาเติมให้พรรคเล็กๆ    ดังนั้น การประกาศรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ผ่านมาจึงไม่ถูกต้อง ตนในฐานะผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการกระทำของ กกต. จึงจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองในวันจันทร์ ที่ 13 พ.ค. นี้ เวลา 10.00 น. เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนประกาศ กกต. ดังกล่าว และขอให้ศาลสั่งให้ กกต. จัดสรรใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย    

 1,000
การเมือง
12 เม.ย. 62

'บก.ลายจุด' ไม่อุทธรณ์ หลังศาลปกครองพิพากษา ไม่สามารถใช้ชื่อพรรคเกรียนได้ เผยไม่อยากเป็นภาระศาล

ศาลปกครองพิพากษาไม่สามารถใช้ชื่อ พรรคเกรียน เป็นชื่อพรรคได้ ล่าสุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคเกรียน โพสต์เฟชบุ๊ก“สมบัติ บุญงามอนงค์”ระบุว่า สละ ร.เรือ ออกทะเล   วันนี้ศาลปกครองได้ตัดสินคำร้องที่ผมได้ร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่องปฏิเสธการจดแจ้งใช้ชื่อพรรคเกรียน โดยศาลได้ตัดสินว่าหนังสือปฏิเสธของนายทะเบียนพรรคการเมืองนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงไม่สามารถใช้ชื่อพรรคเกรียนได้ตามความตั้งใจเดิม แต่ยืนยันว่าจะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปในนามพรรคเกียน ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างความพยายามในการจัดตั้งพรรคต่อไป   ผมตัดสินใจที่จะไม่อุทธรณ์ แม้ศาลจะได้ให้คำแนะนำว่าสามารถอุทธรณ์ได้ก็ตามที เพราะเห็นว่าชื่อพรรคเกียนก็เป็นสิ่งที่พวกเราเองยอมรับได้แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ รวมถึงไม่อยากให้เป็นภาระต่อศาลในการพิจารณาคดีอื่นๆ ที่มีความสำคัญกว่า

 1,824
เศรษฐกิจ
16 ก.พ. 62

'วอยซ์ทีวี' รอดจอดำ หลังศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เมื่อเวลา 21.00 น. ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ กสทช.ที่พักใช้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ ช่องรายการวอยซ์ ทีวี ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และสื่อมวลชนไว้อย่างชัดแจ้ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะใช้อำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตของผู้ฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์หรือการกระทำความผิดตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และปรากฏด้วยว่า มีความเสียหายอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำดังกล่าว หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ย่อมไม่อาจออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตของผู้ฟ้องคดีได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้เสนอว่าการออกรายการของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่อย่างไร และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาในประเด็นความเสียหายอย่างร้ายแรงก่อนมีมติออกคำสั่งกำหนดโทษทางปกครองให้พักใช้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลของผู้ฟ้องคดี เช่นกัน ในชั้นนี้จึงเห็นว่าคำสั่งกำหนดโทษทางปกครองดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากให้คำสั่งกำหนดโทษทางปกครองดังกล่าวมีผลต่อไป อาจเกิดความเสียหายทางธุรกิจของผู้ฟ้องคดีที่มีการสั่งสมฐานผู้ชมและความเชื่อมั่น ซึ่งไม่อาจเรียกคืนได้ จึงเป็นการยากแก่การเยียวยาภายหลัง อีกทั้ง การทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยังคงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลรวมทั้งผู้ฟ้องคดีตามกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งกำหนดโทษทางปกครองให้พักใช้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบกับข้อ 72 วรรคสาม แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับแล้ว หากฝ่าย กสทช. ถูกฟ้องไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทุเลาดังกล่าว ก็สามารถที่จะใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/XqrsLgG597c

 1,676
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 62

ศาลปกครอง รับคำร้องไต่สวนฉุกเฉิน หลัง ‘วอยซ์ทีวี’ ยื่นอุทธรณ์คุ้มครองชั่วคราว

ศาลปกครอง รับคำร้องไต่สวนฉุกเฉิน หลัง ‘วอยซ์ทีวี’ ยื่นอุทธรณ์คุ้มครองชั่วคราว กรณี กสทช. มีคำสั่งทางปกครองให้สถานีฯ งดออกอากาศ 15 วัน   วันที่ 14 ก.พ. 62 นายประทีป คงสิบ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ช่อง 21 พร้อมด้วยฝ่ายกฏหมาย เดินทางไปยังศาลปกครอง ยื่นฟ้องระงับคำสั่งฉุกเฉินให้คุ้มครองสถานีฯกลับมาออกอากาศได้ หลัง กสทช. พักใบอนุญาตทั้งช่อง 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 13-27 กุมภาพันธ์นี้ โดยให้เหตุผลว่าออกอากาศรายการที่ขัดกับหลักกฏหมาย กระทบความมั่นคงของรัฐ โดยล่าสุดศาลปกครองรับคำร้องไต่สวนฉุกเฉินคุ้มครองชั่วคราวในวันพรุ่งนี้ (15 ก.พ.62) เวลา 10.00 น.   นายประทีป ระบุว่า มี 3 ประเด็นที่ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฯ คือ การปิดสถานีสร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างรุนแรง และเมื่อมี พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญสื่อควรได้ทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลหลายด้านแก่ประชาชน พร้อมมั่นใจว่า วอยซ์ทีวี มีการนำเสนอเนื้อหาเป็นไปตาม พ.ร.บ.กสทช.   ขณะเดียวกัน มองว่า วอยซ์ทีวี ได้รับการปฏิบัติด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรม เพราะมีการใช้ประกาศคำสั่งของคสช. 2 ฉบับ ที่จำกัดการรายงานข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านมาสถานีฯ ถูกเรียกชี้แจงการทำงานในฐานะสื่อมวลชนตลอดเวลาตั้งแต่มีการรัฐประหารปี 2557 ทั้งที่สถานีฯทำรายการเชิงวิเคราะห์ข่าวมาตั้งแต่ปี 2552 แล้ว   ดังนั้นจึงเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งของ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 เพราะหัวหน้า คสช.ที่เป็นผู้ออกคำสั่งขณะนี้ได้เข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว   นายประทีป ระบุด้วยว่า การสั่งปิดสถานีฯ 15 วันครั้งนี้ สร้างความเสียหายต่อองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจมูลค่ากว่า 76 ล้านบาท ซึ่งในกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจะดำเนินในลำดับถัดไป  

 1,666
การเมือง
02 พ.ค. 61

ศาลปกครองยกฟ้องคดีถอนพาสปอร์ต 'ทักษิณ' ด้าน 'จาตุรนต์' เฮได้คืนเล่มพาสปอร์ต

ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ยกฟ้องกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการกงสุลและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีคำสั่งยกเลิกพาสปอร์ต ของนายทักษิณ ชินวัตร 2 ฉบับโดยมิชอบ   โดยศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทาง ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย สืบเนื่องจากการที่อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของประเทศเกาหลี เมื่อปี 2558 มีเนื้อหาพาดพิงต่อองคมนตรี ในทางการเมืองและมีถ้อยคำเป็นปรปักษ์ กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง   ดังนั้นการยกเลิกหนังสือเดินทางถือเป็นการไม่รับรองให้นายทักษิณสามารถเดินทางโดยอ้างสิทธิการอนุญาตของประเทศไทยอีกต่อไป ซึ่งศาลมีอำนาจแปลความหรือวินิจฉัยถ้อยคำ การให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณว่าเข้าหลักเกณฑ์ข้อห้ามที่กำหนดไว้หรือไม่   ส่วนกรณีที่นายทักษิณอ้างว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมนั้น ศาลเห็นว่าการที่จะอ้างว่าเป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมนั้น หากผู้ร้องเป็นผู้กระทำความผิดเอง ก็ไม่สามารถอ้างว่าหน่วยงานผู้ใช้อำนาจเรื่องการเลือกปฎิบัติได้ จึงถือว่า คำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางนั้นชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลางที่มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว   นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง กระทรวงการต่างประเทศกรณียกเลิกหนังสือเดินทางของนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทยด้วย โดยเห็นว่า คำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหลังจากที่มีคำสั่งห้ามนายจตุรนต์ออกนอกประเทศ ก็ไม่มีการหลบหนีอยู่แล้ว   ส่วนการยกเลิกหนังสือเดินทาง หลังการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่าคำสั่งของกรมการกงสุล โดยอธิบดีกรมการกงสุลที่ยกเลิกหนังสือเดินทางตามความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของ ศาลปกครองกลางที่เพิกถอนคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของนายจาตุรนต์   ซึ่งภายหลังจากฟังคำพิพากษาของศาล นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เชื่อว่าคำพิพากษา ครั้งนี้จะมีผลทำให้หน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญกับการที่จะต้องไม่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ ในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐบาล   ทั้งนี้ยังเห็นว่า ต้นเหตุที่สำคัญของการยกเลิกหนังสือเดินทาง ไม่ใช่เรื่องที่จะกลัวว่าตัวเองจะหลบหนีไปต่างประเทศ แต่มาจากกรณีที่รัฐบาลไม่พอใจที่วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำสั่งทั้งหมดถือเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการอ้างถึงสถานการณ์พิเศษ ไม่เข้าเงื่อนไขของการยกเลิกหนังสือเดินทางด้วย พร้อมย้ำว่า จะยังไม่ฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการยกเลิกหนังสือเดินทางในขณะนี้ เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ โดยจะพิจารณาหลังการเลือกตั้งต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nbXmTt5pOGs  

 5,541
เศรษฐกิจ
10 เม.ย. 61

ด่วน! ศาลปค.คุ้มครองชั่วคราวสั่งขสมก.ห้ามรับรถเมล์ ngv จาก "ช.ทวี"-จ่ายค่าเสียหาย "เบสท์ริน" 1,100 ล้าน

ศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวแก่ "บ.สยาม สแตนดาร์ด เอนเนอจี้" โดยสั่ง ขสมก.ห้ามรับรถเมล์เอ็นจีวีจากบริษัท ช.ทวี และห้ามนำออกมาวิ่งให้บริการ พร้อมให้จ่ายค่าเสียหายบอกเลิกสัญญา "เบสท์ริน" โดยมิชอบกว่า 1,100 ล้านบาท   ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท สยามสแตนดาร์ด เอนเนอจี้ จำกัด ฟ้อง ขสมก.ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครอง กรณีที่ขสมก.มีมติโหวตจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจากบริษัท ช.ทวี เป็นเท็จ ซึ่งศาลพิพากษาคุ้มครองชั่วคราวว่าการลงมติโหวตอนุมัติจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี จากช.ทวี เป็นไปโดยมิชอบ ไม่มีความชอบธรรม และสั่งทุเลาบังคับใช้สัญญา โดยไม่ให้ ขสมก.ตรวจรับรถและรับมอบรถเมล์เอ็นจีวีจาก ช.ทวี    ทั้งนี้ ทางขสมก.เพิ่งจะนำรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 100 คันมาวิ่งให้บริการประชาชนเมื่อปลายมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งคำสั่งของศาลปกครองอาจส่งผลให้รถเมล์ทั้งหมดต้องหยุดให้บริการและเดินหน้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ โดยระหว่างนี้ทางขสมก.จะกลับไปพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และจะแก้ไขปัญหาในช่วงระหว่างนี้อย่างไร   ส่วนกรณีที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ขสมก. กรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวี โดยเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาทนั้น ศาลปกครองกลางพิพากษาว่าการบอกเลิกสัญญาของ ขสมก.เป็นไปโดยมิชอบ และสั่งให้ขสมก.ชำระค่าเสียหายมูลค่า 1,100 กว่าล้านบาทให้บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป    ผู้บริหารของ บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป ระบุว่าบริษัทชนะการประมูลอย่างถูกต้อง และขสมก.ได้ส่งคนมาตรวจสอบและรับมอบรถเพื่อนำรถไปทดสอบวิ่งรวมทั้งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ขสมก.ไปบางส่วนแล้ว แต่กลับมายกเลิกสัญญาภายหลังซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรถเมล์ที่นำเข้ามาจำนวนมากก็ยังจอดอยู่ที่ลานจอดรถย่านบางนา โดยไม่มีการใช้งานจึงทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก จากนี้ จะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้หาทางออกที่เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย โดยอาจมีคำสั่งให้ขสมก.ซื้อหรือเช่ารถเมล์ที่จอดทิ้งที่ลานจอดบางนาเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น  

 10,434
เศรษฐกิจ
19 มี.ค. 61

อ่วมหนัก! ราคาปาล์มตกต่ำสุดในรอบ 30 ปี เหลือ 2 บาทต้นๆ เกษตรกรเตรียมฟ้องศาลปกครอง

อ่วมหนัก ราคาปาล์มดิ่งเหวตกต่ำสุดรอบ 30 ปี เหลือ 2 บาทต้นๆ เกษตรกรชาวสวนปาล์มเตรียมฟ้องศาลปกครองและยื่นหนังสือนายกรัฐมนตรีช่วย ชี้ เป็นการกดขี่ข่มเหงเกษตรกรอย่างหนัก   วันที่ 19 มี.ค.61 นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันได้ตกต่ำอย่างหนัก โดยบางพื้นที่เช่น จ.ระนองเหลือแค่ 2 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ จ.กระบี่ แหล่งผลิตรายใหญ่ของประเทศเหลือราคาแค่ 2.30-2.70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี และสวนทางกับภาวะของผลปาล์มที่ขณะนี้ออกสู่ตลาดน้อย ควรที่จะปรับราคาสูงขึ้นตามภาวะของน้อยราคาสูง แต่ของน้อยกลับยิ่งตกต่ำ ส่วนน้ำมันในสต็อคของประเทศก็ลดลง จึงยิ่งสวนทางอย่างหนัก   นายชโยดม กล่าวอีกว่า ทางตนพร้อมด้วยนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันในภาคใต้ ได้มีการหารือกันและเตรียมยื่นฟ้องอธิบดีกรมการค้าภายใน ที่ปล่อยปละละเลยไม่บังคับใช้กฎหมายต่อศาลปกครองในสัปดาห์นี้ นอกจากนั้นวันที่ 21 มี.ค.61 ได้นัดหมายยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเสนอไปถึงนายกรัฐมนตรีให้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร เพื่อให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะขณะนี้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก   ส่วนสาเหตุที่ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำอย่างหนักในรอบ 30 ปี นั้น จากการตรวจสอบพบว่า น่าจะเกิดจากการปั่นราคาของโปรกเกอร์รับซื้อน้ำมันปาล์มที่นำไปเสนอขายให้กับผู้ผลิตปลายน้ำ เพราะพบว่าราคาส่วนต่างอยู่หลายสิบบาทต่อกิโกกรัมสำหรับน้ำมันปาล์มดิบในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรต้องเผชิญกับราคาผลปาล์มอีกรูปแบบหนึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาโรงงานสกัด กดราคาและยังไม่สามารถแก้ไขได้เลย ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าไม่เกินสิ้นเดือนนี้ เกษตรกรจะออกมารวมตัวกันประท้วงแน่นอน

 17,262
สังคม-อาชญากรรม
12 มี.ค. 61

เครือข่ายภาคประชาชนรักต้นไม้ ฟ้องศาลปกครอง สั่งห้าม รฟม.- อิตาเลียนไทย ตัดต้นไม้แนวรถไฟฟ้า 11 สายทั่วกทม.

เครือข่ายภาคประชาชนรักต้นไม้ รวมตัวฟ้องศาลปกครอง เพื่อสั่งให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ อิตาเลียนไทย หยุดตัดและย้ายต้นไม้ ตลอดแนวรถไฟฟ้าทั้ง 11 สายทั่วกรุงเทพ หลังพบตัดต้นไม้ผิดวิธีและปล่อยให้ต้นไม้ที่ย้ายไปยืนต้นได้จำนวนมาก   5 เครือข่ายภาคประชาชนที่รักต้นไม้ ประกอบด้วย เครือข่ายต้นไม้ในเมือง กลุ่มบิ๊กทรี กลุ่มจตุจักรโมเดล ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ และเพจกรุงเทพเดินสบาย รวมตัวเพื่อมอบหมายให้นายศรีสุววรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน เป็นผู้ยื่นต่อศาลปกครอง ขอให้ รฟม. และบริษัทอิตาเลี่ยนไทย หยุดการตัด การย้ายหรือกระทำการใดๆต่อต้นไม้ที่อยู่ในแนวการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพมหานคร ทั้ง 11 สาย    เนื่องจากเครือข่ายคนรักต้นไม้ พบว่าการก่อสร้างตัดต้นไม้อย่างผิดวิธีและบางจุดตัดต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งทีก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมกราคม เครือข่ายต้นไม้ในเมืองได้ร้องเรียนว่าพบการตัดต้นไม้ผิดวิธี    จากนั้นนักวิชาการด้านต้นไม้ได้เข้ามาให้ความรู้การตัดและการล้อมย้ายต้นไม้อย่างถูกต้องแก่บริษัทผู้รับเหมาแล้ว แต่ผ่านมา 2 เดือน กลับพบการตัดต้นไม้ผิดวิธี แสดงให้เห็นว่า รฟม. และผู้รับเหมา ยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติต่อต้นไม้ที่ดีพอดังนั้นหากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 11 สาย คาดว่าจะมีต้นไม้ในเมืองถูกตัดถูกย้ายหลายพันต้น จากการไปสำรวจพบว่าต้นไม้ที่ล้อมและถูกย้ายไปทะยอยยืนต้นตายจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีแนวทางที่ความเจริญจากรถไฟฟ้ามีขึ้นได้ ควบคู่กับต้นไม้ที่ถือเป็นปอดของคนกรุงเทพไปด้วยกัน   ดังนั้นการฟ้องศาลปกครองวันนี้ คือต้องการขอให้ศาลสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องกระทำการใดกับต้นไม้ จนกว่าจะมีนักวิชาการมาควบคุมดูแลการตัดและล้อมย้ายต้นไม้อย่างถูกต้อง    นอกจากนั้นทางกลุ่มเครือข่ายคนรักต้นไม้ จะยื่นขอให้ศาลสั่งให้ผู้ได้รับสัปทานหรือคู่สัญญา นำต้นไม้ชนด ประเภทและขนาดเดียวกับต้นไม้ ที่ตัดโค่นหรือล้อมออก แล้วปล่อยให้ยืนต้นตาย ให้จัดซื้อ จัดหาต้นไม้มาปลูกทดแทนให้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 10 เท่า หรือตามที่ศาลเห็นสมควร   ข่าวที่เกี่ยวข้อง </iframe;</div>

 2,747
สังคม-อาชญากรรม
09 มี.ค. 61

ศาลปกครองสั่งให้ มธ. รับอาจารย์ข้ามเพศ กลับไปสอนภายใน 60 วัน เจ้าตัววอนสังคมเคารพทุกเพศสภาพ

สืบเนื่องจากครูเคท หรือคทาวุธ ครั้งพิบูลย์ ที่มักตกเป็นบุคคลในข่าว ในการเป็นผู้เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ผ่านมาได้ถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้ฟ้องเห็นว่ามหาวิทยาลัยใช้ดุลยพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ โดยไม่ดูคุณสมบัติ จึงได้ยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลปกครอง   ล่าสุดศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามที่ครูเคท ยื่นคำร้องฟ้องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ต่อศาลปกครอง ให้อนุมัติกลับเข้าเป็นอาจารย์ หลังศาลพิเคราะห์ว่า พฤติกรรมในการใช้โซเชียลมีเดียนั้น ไม่ได้เป็นการประพฤติที่ชั่วร้ายหรือส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัย และต้องเรียกผู้ฟ้องไปทำสัญญาภายใน 60 วัน หลังจากคดีถึงที่สุด   หลังมีคำพิพากษาออกมาครูเคทได้โพสต์ว่า อยากให้กรณีของตนสร้างบรรทัดฐานให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทุกแห่งให้เคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เลือกเพศสภาพ เพราะความหลากหลายทางเพศเป็นสิทธิเบื้องต้นของมนุษย์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fEN-c_JP4eM  

 5,578
การเมือง
31 ม.ค. 61

'วิษณุ' แจง คลัง-กรมบังคับคดีลุยยึดทรัพย์ 'ยิ่งลักษณ์' ได้เลย

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการนำสืบทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลปกครองยกคำร้องของทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ ในคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวว่า หลังจากศาลปกครองยกคำร้องดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ชี้ทรัพย์ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมที่เป็นผู้มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์ สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยกระบวนการยึดทรัพย์นั้น เจ้าหนี้ต้องเป็นผู้นำยึด แต่หากไม่สามารถนำยึดได้เพราะยังหาไม่เจอ ก็ยังมีระยะเวลาตามอายุความ 10 ปีที่ให้สามารถดำเนินการติดตามยึดทรัพย์ จนกว่าผู้ถูกยึดจะไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์อีกครั้ง ทั้งนี้การยื่นคำร้องของทุเลาสามารถไปทำได้เรื่อยๆ   ส่วนที่มีการระบุในคำสั่งศาลปกครองระบุตอนหนึ่งว่าเป็นเพราะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน คิดว่าหน่วยงานใดจะต้องมีหน้าที่ติดตามทรัพย์สินที่ถูกยักย้ายถ่ายเท นายวิษณุ กล่าวว่า เจ้าหนี้ที่เป็นผู้นำยึดทรัพย์ต้องไปติดตามแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีให้ไปจัดการ โดยหลังจากที่ศาลปกครองยกคำร้องแล้ว ในส่วนของตนจะไม่มีการเรียกหน่วยงานมาหารือ เพราะหน่วยงานเหล่านั้นทำหน้าที่ตามปกติและมีวิธีปฏิบัติอยู่แล้ว รวมถึงอายัดทรัพย์ไปพอสมควรเท่าที่ทำได้มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งตรงนี้เป็นจำนวนที่ยังไม่มากเท่ากับจำนวนที่พึงยึด ทั้งนี้ กรณีของทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้จะถูกส่งเข้าคลังได้ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรซึ่งหมายความว่าไม่มีคดี หรือจบเรื่องแล้ว โดยการอายัดทรัพย์เปลี่ยนเป็นการยึดทรัพย์ได้ตลอด ผลเหมือนกัน   ถ้ามีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์เป็นระยะ ก็อาจทำให้เรื่องไม่จบหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องดูเป็นรายทรัพย์ เพราะเวลาที่มีการยื่นร้องศาลปกครอง ก็ต้องดูว่าร้องขออะไร ถ้าขอให้ทุเลาคำสั่ง แสดงว่าเป็นเรื่องสำหรับอนาคต แต่ถ้าร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกอายัดหรือยึดไปเมื่อครั้งที่แล้ว เนื่องจากถูกอายัดหรือยึดไปไม่ถูกต้อง ก็ต้องพิจารณากันว่าจะทำอย่างไร เพราะบางครั้งไปอายัดหรือยึดทรัพย์ที่เป็นทรัพย์สินรวม อาทิ เป็นทรัพย์สินของสามีภรรยา หรือของพี่น้อง หรือเป็นทรัพย์ที่ใช้ชื่อหลายคน ทำให้ไม่ได้มีแค่ลูกหนี้ แต่มีคนอื่นเข้ามาปะปนได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นศาลฯต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไป ของอย่างนี้อย่าไปตั้งเป็นหลักใช้สำหรับทุกกรณีทั้งหมด

 5,302

Top