ค้นหา :

ผลการค้นหา "ภูเก็ต"

การเมืองเข้มข้น
20 ส.ค. 62

'สิระ' ขอเคลียร์แจงแค่เสียงดัง ปัดกร่างใส่ ตร.กะรน 'บิ๊กป้อม' ชี้เป็นเรื่องส่วนตัว

จากเหตุการณ์การปะทะคารมกันระหว่าง นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กับรองผู้กำกับการสภ.กะรน ที่ปรากฎเป็นคลิปที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.   นายสิระยอมรับว่าคลิปดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับตนเอง แต่เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไม่ชอบ แจงไม่ได้มีอารมณ์ แต่เป็นคนพูดจาเสียงดังเฉยๆ คลิปที่ออกไปเป็นคนปล่อยเองเป็นเรื่องปกติของตน ขนาดตนแจ้งแล้วว่าจะนำคณะมายังไม่มีคนมาดูแล แล้วหากเป็นชาวบ้านปกติจะเป็นอย่างไร ไม่โดนเหยียบย่ำหรือจับกุมเลยหรือ อยากฝากให้ พ.ต.อ.ประวิทย์ช่วยดูแลปัญหาในโครงการดังกล่าวด้วยว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จริงๆปกติเป็นคนพูดจาเสียงดัง ขนาดวันนี้มาคุย ผกก.ยังพูดเสียงดังตลอด   พ.ต.อ.ประวิทย์ สุทธิเรืองอรุณ ผกก.สภ.กะรน และ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รอง ผกก.(ป.) สภ.กะรน ยืนยันว่ากรณีที่มีการกล่าวหาว่าตนไปนั่งดื่มกาแฟกับผู้บริหารนั้นไม่เป็นความจริง แต่เข้าไปนั่งในร้านดังกล่าวเพื่อพูดคุย สอบถามสถานการณ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติงานในพื้นที่บริเวณนั้น 4 นาย ซึ่งเป็นไปตามปกติ ส่วนที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ดูแลนั้น จริงๆ แล้วได้ส่งชุดเจ้าหน้าที่สายตรวจคอยลาดตระเวนและสังเกตการณ์อยู่แล้ว และพบว่าสถานการณ์ปกติ   ซึ่งลูกน้องตนทำดีที่สุดแล้ว ที่ผ่านมาได้แจ้งให้ลูกน้องทุกคนยึดหลักของความอดทนอดกลั้นในการทำงาน ไม่ว่าจะมีสิ่งยั่วยุหรือถูกกระทำอย่างไรก็ตาม ซึ่งถือว่าทุกคนก็มีความอดทน และการลงพื้นที่ของ ส.ส.ในครั้งนี้ ไม่มีการประสานมาขอกำลังดูแลความปลอดภัยแต่อย่างใด แต่ตำรวจทราบว่า ส.ส.จะลงมาจากสื่อที่มีการลงข่าว ซึ่งไม่มีการระบุเวลาที่แน่นอน   จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมกำลังในพื้นที่ และช่วงที่เกิดเหตุมีการคาดการณ์ว่าคณะจะเดินทางไปยังจุดนั้นในช่วงบ่าย สายตรวจก็ขับรถวนไป แต่ไม่เห็นใคร เมื่อรอง ผกก.เสร็จภารกิจก็ตามไปสมทบ และเข้าไปที่โครงการ และเรียกนายตำรวจไปนั่งคุยเพื่อวางแผนการปฏิบัติงาน ไม่ได้ไปนั่งกินกาแฟกับผู้บริหารโครงการ   ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงคลิปของนายสิระว่า เป็นเรื่องส่วนตัว ยังไม่ได้เจอเขา ยังไม่ได้พูดคุยกัน ยืนยันว่าไม่เกี่ยวหรือกระทบพรรค ส่วนภาพที่ออกมาทำให้มองว่า ส.ส.พรรค พปชร.กร่างทำให้เสียภาพลักษณ์และต้องกำชับ ส.ส.คนอื่นหรือไม่ ขอคุยก่อนถึงจุดประสงค์เป็นอย่างไร   ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐต้องขอโทษสังคม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย นายสิระเป็นคนตั้งใจและทุ่มเททำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง หากได้รับเรื่องร้องเรียนมา เพียงแต่อาจใจร้อนไปหน่อย   ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ได้ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ทุกอย่างเข้าใจกันดีแล้ว ผู้ใหญ่ของพรรคได้พูดคุย สอบถามข้อเท็จจริงกับนายสิระแล้ว ทราบว่าได้มีการขอโทษรอง ผกก.สภ.กะรน จ.ภูเก็ต แล้วด้วย แม้การแสดงออกอาจไม่เหมาะสม แต่อยากให้มองถึงเจตนาที่นายสิระต้องการจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนด้วย ดังนั้น ไม่อยากให้ใครนำเรื่องนี้ไปขยายผล จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9AET6o6BW_0

 983
ข่าวภูมิภาค
17 ส.ค. 62

เปิดร้านข้าวแกงบังหน้า จัดปาร์ตี้บุฟเฟ่ต์น้ำกระท่อม ดื่มไม่อั้น แถมเอากลับบ้านก็ได้

ภูเก็ต - ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ตจับกุมนางมา อายุ 50 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมข้อกลางใบกระท่อมสด 2,275 ใบ /น้ำกระท่อมบรรจุถุงพร้อมดื่มจำนวน 40 ถุงน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม /ยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมบรรจุขวด /ถุงและหลอดพสาสติกพร้อมอุปกรณ์สำหรับบรรจุแบ่งขาย ที่บริเวณร้านขายข้าวแกง ถนนนาใน ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด พืชกระท่อม ให้ประชาชน    พลตำรวจโทสมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งว่าที่ร้านข้าวแกงดังกล่าวมีการลักลอบขายยาเสพติด พืชกระท่อม ทั้งชนิดใบสด และ น้ำให้ประชาชนทั่วไปทั่วไปทั้งชาวไทยและคนต่างด้าว ตรวจสอบร้านแห่งนี้ถูกเปิดเป็นร้านบุฟเฟต์ใบกระท่อม โดยผู้ซื้อจ่ายเงินเพียงครั้งเดียว 300-500 บาทสามารถกินได้ไม่อั้น หากต้องการซื้อกลับบ้านคิดถุงละ 100 บาท ใบสด 1 มัด 100 บาท    ด้านพันตำรวจเอกคธาธร คำเที่ยง ผู้กำกับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ขณะจับกุมนางมาให้การปฎิเสธอ้างเพียงเป็นผู้ดูแลร้าน ก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในร้านพบหลังร้านมีของกลางใบกระท่อมจำนวนมาก และ คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาได้อีกจำนวน 7 ราย ที่เข้ามาในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตกำลังร่วมปาร์ตี้ใบกระท่อมอยู่ ทำให้นางมาจำนนต่อหลักฐาน และจากการสอบสวนทราบว่านางมา ขายข้าวแกงมา 3-4 เดือนแล้ว โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่โดยรอบซึ่งเป็นแคมป์คนงาน โดยผู้ต้องหา 7 ราย ที่จับได้ในร้านข้าวแกงจะดำเนินคดีในความผิดเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต   ขณะที่นางมา สัญชาติเมียนมา ตำรวจได้แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ใบกระท่อม) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะผลักดันออกนอกประเทศต่อไป       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/X9YEr-jibAQ

 970
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ส.ค. 62

วิจารณ์คลิป ชายวัยกลางคนตำแหน่งใหญ่ โวยหาเรื่องยาม ฉุนถูกเตือนขี่รถย้อนศรที่ภูเก็ต

ภูเก็ต-เพจเฟซบุ๊ก โซเชียล ฮันเตอร์ โพสต์คลิปวิดีโอวงจรปิดภายในซอยแห่งหนึ่งที่ อ.ป่าตอง เผยภาพเหตุการณ์ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง พยายามขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรเข้าไปในซอย แต่ได้ถูก รภป.เข้าตักเตือน แต่ก็พยายามขัดขืนเพื่อเข้าไปให้ได้ จน รปภ.ต้องปล่อยเข้าไป   เมื่อเข้าไปแล้ว ชายคนดังกล่าวยังเดินกลับมาหาเรื่องที่ป้อมยามอีก โวยวายเสียงดัง ใช้คำพูดไม่สุภาพ โต้เถียงกับ รปภ. และให้ตามผู้จัดการที่ดูแลสถานที่ดังกล่าวมาคุย   ทั้งนี้จากคลิปจะได้ยินว่า รปภ.ได้พยายามแล้วว่าทางเส้นดังกล่าวเป็นวันเวย์ แต่ชายในคลิปก็เถียงว่าจะเข้าไปจอดแค่ตรงนี้ ก่อนจะบอกให้ตามผู้จัดการมาเคลียร์ อ้างว่าจะนั่งรอในโรงแรม อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ชายวัยกลางคนดังกล่าวมีตำแหน่งเป็นถึงระดับผู้อำนวยการของหน่วยงานหนึ่งของ จ.ภูเก็ต     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rMGd3c5JLUo

 3,504
ข่าวภูมิภาค
11 ส.ค. 62

นั่งร้านก่อสร้างถล่ม ที่ จ.ภูเก็ต เสียชีวิต 1 เจ็บ 8 เร่งช่วยคนงานติดใต้ซากอีก 2

วันที่ 11 ส.ค. 62 เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. เกิดเหตุนั่งร้านถล่มระหว่างก่อสร้าง อาคารบริเวณ ถ.วิเศษ ทางไปสวนสาธารณะหนองน้ำในหาน ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต เป็นเหตุให้มีคนงานก่อสร้างหลายรายได้รับบาดเจ็บ    หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลราไวย์, กู้ภัย, เจ้าหน้าที่ ปภ., เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องนำเครื่องจักรลงพื้นที่เร่งให้การช่วยเหลือ   ขณะนี้ตรวจสอบเบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 8 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว และพบผู้เสียชีวิตในที่ เกิดเหตุ 1 ราย สูญหาย 2 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงงานชาวเมียนมา โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา ร่างคนงาน 2 รายที่ยังสูญหายซึ่งคาดว่าถูกทับอยู่ใต้โครงสร้างอาคารที่ถล่ม   อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าอาคารดังกล่าวกำลังก่อสร้าง ก่อนเกิดเหตุได้มีการเทปูนใส่โครงสร้างของอาคารซึ่งเป็นโครงเหล็กและเกิดถล่มลงมา คาดว่าเกิดจากตัวฐานโครงสร้างรองรับน้ำหนักปูนไม่ไหวทำให้เกิดเหตุการดังกล่าวขึ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง     

 2,999
ข่าวภูมิภาค
08 ส.ค. 62

ไฟไหม้เรือซุปเปอร์ยอร์ชหรู กลางทะเลภูเก็ต เสียหาย 300 ล้าน

ภูเก็ต-เกิดเพลิงไหม้เรือซุปเปอร์ยอร์ชหรู ชื่อ LADY D ซึ่งจอดอยู่ภายในท่าเทียบเรืออ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า บ้านอ่าวปอ ม.6 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.ภูเก็ต เทศบาลตำบลป่าคลอก เจ้าหน้าที่ทหารทัพเรือภาคที่ 3 ตำรวจน้ำ และ เจ้าหน้าที่ของท่าเรือฯ ไม่สามารถทำการสกัดเปลวเพลิงไว้ได้   จนกระทั่งในช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ต้องทำการลากเรือลำเกิดเหตุออกจากท่าเรือไปยังกลางทะเลใกล้ชายฝั่งเกาะทะนาน ห่างจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 1 ไมล์ทะเล เพื่อป้องกันอันตรายกับเรือลำอื่น และทำการฉีดน้ำเลี้ยงไว้ต่อเนื่อง   จากนั้นได้มีการประสานเรือดับเพลิงของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจ.พังงามาช่วยฉีดน้ำสกัด แต่ปรากฏว่า ระบบปั๊มของเรือดับเพลิงทำงานหนักจนไหม้ได้รับความเสียหาย จึงต้องยุติภารกิจชั่วคราวเพื่อรออุปกรณ์ชุดใหม่จาก จ.พังงามาเปลี่ยนทดแทน ส่งผลให้เปลวไฟยังคงลุกไหม้ต่อเนื่อง แต่ก็ค่อนข้างเบาบางลง   ซึ่งระหว่างที่รออุปกรณ์ดับเพลิง เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (สบทช.9)ได้นำทุ่นกันน้ำมัน ไปวางในทะเลโดยรอบ เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันน้ำมันจากเรือรั่วไหลและไม่ให้กระจายเป็นวงกว้าง   ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พังงา พร้อมอุปกรณ์ปั๊มชุดใหม่เดินทางมาถึง และเตรียมนำอุปกรณ์ชุดใหม่ลงไปเปลี่ยน ก่อนเริ่มดำเนินการในส่วนอื่นตามลำดับต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวเรือถูกความร้อนเป็นเวลาหลายชั่ว ถึงแม้ว่าตัวเรือจะเป็นโลหะ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิด จากน้ำมันที่อยู่ภายใน และสามารถดับเพลิงได้ทั้งหมดในช่วงค่ำ   สำหรับเรือ LADY D นั้นจากการตรวจสอบข้อมูล ทราบว่าเป็นเรือซุปเปอร์ยอร์ชขนาดใหญ่ ที่มีขนาดความยาว 49 เมตร มูลค่าตัวเรือสูงกว่า 100 ล้านบาท เป็นเรือสัญชาติเคย์แมนไอร์แลนด์(Cayman Islands) ประจำการอยู่ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands) และเข้ามาจอดเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อ เดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยตัวเรือมีอายุยาวนานกว่า 41 ปี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/z8E5vw5oqAc

 8,741
การเมืองเข้มข้น
18 ก.ค. 62

นายกฯ ห่วงท่องเที่ยวภูเก็ต-ภาพลักษณ์ประเทศ เหตุพฤติกรรมเอาเปรียบ นทท.

นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงการท่องเที่ยวภูเก็ต และภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหาย สาเหตุจากพฤติกรรมเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และขอร้องภาคประชาสังคมเป็นหูเป็นตาอย่าปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้ทำลายชื่อเสียงประเทศไทย   วันที่ 18 ก.ค. พลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบกรณีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียร้องเรียน กรณีคนขับรถรับจ้างเรียกเก็บค่าโดยสารแพงเกินความเป็นจริง โดยนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 2 คนเดินทางมาถึงท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ต และได้เรียกรถตู้โดยสารเพื่อให้ไปส่งที่โรงแรมที่พักเมื่อเดินทางถึงที่หมาย คนขับรถเรียกค่าบริการ 3,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราสูงมากทำให้นักท่องเที่ยวดังกล่าวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ    นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพยายามใช้ทุกมาตรการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงลำดับต้น ๆ ของโลก ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการจำนวนมาก มีรายได้จากการท่องเที่ยว    อย่างไรก็ตามหากยังคงมีพฤติกรรมฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวในลักษณะนี้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังส่งผลลบต่อชื่อเสียงของคนไทย และประเทศไทยอีกด้วย จึงอยากขอร้องให้ผู้ประกอบการช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตาป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้อีก   ทั้งนี้ประเทศไทยนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแล้ว น้ำใจไมตรีของคนไทยยังเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกชื่นชมทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความประทับใจ จึงอยากขอร้องให้ตนไทยทุกคนรวมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย   นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกำชับให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองคอยสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

 1,772
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
18 ก.ค. 62

นายกฯ ห่วงท่องเที่ยวภูเก็ต-ภาพลักษณ์ประเทศ เหตุพฤติกรรมเอาเปรียบ นทท.

นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงการท่องเที่ยวภูเก็ต และภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหาย สาเหตุจากพฤติกรรมเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และขอร้องภาคประชาสังคมเป็นหูเป็นตาอย่าปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้ทำลายชื่อเสียงประเทศไทย   วันที่ 18 ก.ค. พลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบกรณีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียร้องเรียน กรณีคนขับรถรับจ้างเรียกเก็บค่าโดยสารแพงเกินความเป็นจริง โดยนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 2 คนเดินทางมาถึงท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ต และได้เรียกรถตู้โดยสารเพื่อให้ไปส่งที่โรงแรมที่พักเมื่อเดินทางถึงที่หมาย คนขับรถเรียกค่าบริการ 3,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราสูงมากทำให้นักท่องเที่ยวดังกล่าวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ    นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพยายามใช้ทุกมาตรการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงลำดับต้น ๆ ของโลก ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการจำนวนมาก มีรายได้จากการท่องเที่ยว    อย่างไรก็ตามหากยังคงมีพฤติกรรมฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวในลักษณะนี้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังส่งผลลบต่อชื่อเสียงของคนไทย และประเทศไทยอีกด้วย จึงอยากขอร้องให้ผู้ประกอบการช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตาป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้อีก   ทั้งนี้ประเทศไทยนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแล้ว น้ำใจไมตรีของคนไทยยังเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกชื่นชมทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความประทับใจ จึงอยากขอร้องให้ตนไทยทุกคนรวมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย   นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกำชับให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองคอยสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

 1,772
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ค. 62

'บิ๊กตู่' สั่งตรวจสอบ ปมคู่รักออสซี่ อ้างกินผัดไทยจนป่วย 2 ปี รู้พิกัดร้านในห้างดังภูเก็ต

พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีสื่อต่างชาติรายงานข่าว นางสเตซีย์ บาร์นส์ และ ไรอัน พริกก์ สองสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วล้มป่วยนานกว่า 2 ปี ซึ่งสาเหตุมีการระบุว่าได้รับเชื้อปรสิต มาจากการทานผัดไทย เมื่อ ปี 2560 พร้อมกับลูก ๆ 2 คน   แต่เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองเพิร์ธ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย หมดเรี่ยวแรงจนลุกจากเตียงหลังตื่นนอนยังลำบาก หลังจากสองสามีภรรยา ชาวออสเตรเลีย เดินทางไปพบแพทย์และรับการตรวจหลายต่อหลายครั้ง แพทย์ก็พบว่าพวกเขาได้รับปรสิต ไดแอน อะมีบา ฟราจิลิส (Dientamoeba Fragilis) ปรสิตเซลล์เดียวตัวอันตรายที่พบได้ในลำไส้ของมนุษย์, หมู และกอริลลา   โดยทางนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ ว่ามันเกิดจากอะไร กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีบอกว่า เราก็ทาน ก็ไม่เห็นเป็นอะไรซึ่งไม่รู้ว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนนั้นไปทานที่ไหน กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสอบสวนถึงข้อเท็จจริง เพราะตอนนี้มีเพียงการพูดถึงในสื่อ ยังตรวจสอบอะไรไม่ได้เลยซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อีกครั้ง   ด้านกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยประสานไปยังสำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย และคณะกรรมการเครือข่ายความปลอดภัยด้านอาหารระหว่างประเทศ (INFOSAN) ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักเรื่องอาหารปลอดภัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานไปยังเครือข่ายระหว่างประเทศ และประชุมหารือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าว   สำหรับเชื้อโรคตามที่ถูกอ้างถึงในเว็บไซต์นั้น เป็นโปรโตซัวในลำไส้สกุลหนึ่ง โดยทั่วไปเชื้อนี้ไม่ก่อโรคในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง เชื้อจะไม่ทนต่อความร้อน และกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งผัดไทยปรุงสุกด้วยความร้อน จึงไม่น่าจะใช่สาเหตุดังกล่าว   ทั้งนี้ทราบมาว่าพิกัดร้านผัดไทยที่คู่รักชาวออสเตรเลียไปรับประทาน อยู่ที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ที่มีความสะอาด ขายในราคาจานละร้อยกว่าบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dmp20N79s90

 4,590
การเมืองเข้มข้น
09 ก.ค. 62

'ลุงตู่' รักสัตว์ ป้อนนมพะยูนน้อย 'ยามีล' อวยพรให้เติบโตแข็งแรง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ภูเก็ต พร้อมเดินทางไปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล พื้นที่อนุบาลและฟื้นฟู เพื่อแวะเยี่ยมและให้นมลูกพะยูนที่มาเกยตื้น   โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานชื่อให้ว่า 'ยามีล' เป็นภาษายาวี แปลว่าชายรูปงามแห่งท้องทะเล และรับไว้ดูแลในโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระราชดำริฯ   โดยนายกฯได้ป้อนนมสอบถามถึงการอนุบาล พร้อมให้กำลังใจและขอบคุณคณะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอย่างดี ทำให้มีพะยูนไทยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่นายกฯได้พูดกับลูกพะยูนยามีลว่า “ขอให้หายเร็วๆ เติบโตเป็นพะยูนที่แข็งแรงต่อไป” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mzs39Q0axqE

 768
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
08 ก.ค. 62

ผู้ประกอบการโอด นทท.หาย ภูเก็ตเงียบเหงาในรอบ 10 ปี โรงแรมแห่ทำสงครามราคา

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า การท่องเที่ยวไทยซบเซา นักท่องเที่ยวจ่างชาติลดลง โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต ที่ผู้ประกอบการชี้ว่ามีบรรยากาศเงียบเหงาในรอบ 10 ปี มีอัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงค่อนข้างมาก   เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยว3 ตลาดหลัก คือ จีน ยุโรป และสแกนดิเนเวียชะลอการเดินทางเข้าภูเก็ตอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรมหันมาเล่นสงครามราคาอย่างหนักในทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ระดับ 5-6 ดาวลงมาถึง 3 ดาว รวมถึงโรงแรมขนาดเล็ก   โดยโรงแรม 5 ดาว ต้องขยับลงมาอยู่ในระดับ 2,500-3,000 บาท/ห้อง/คืน และมีบางแห่งจะใช้กลยุทธ์อื่น ๆ เข้ามาเพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า อาทิ ขายเฉพาะห้องพักไม่รวมอาหารเช้า, ขายห้องพักรวมอาหารเช้า, ขายห้องพักแถมนวดสปา หรือให้ส่วนลดร้านอาหารในโรงแรม รวมถึงให้วันพักเพิ่มสำหรับลูกค้าที่จองห้องพักตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไป เป็นต้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bO1Z62FRk94

 19,489
ข่าวภูมิภาค
03 ก.ค. 62

รวบสามีหึงโหด บีบคอ-เชือกมัดคอเมียซ้ำ ให้แน่ใจว่าตาย เหตุระแวงมีชู้ โมโหไม่ให้ดูเฟซบุ๊ก

ประจวบคีรีขันธ์-ตำรวจทางหลวงประจวบฯ ค้นรถทัวร์รวบผู้ต้องสงสัยบีบคอเชือกรัดเมียสาวภูเก็ต อ้างโมโหเมียแอบคบหนุ่มคนอื่น หลังก่อเหตุพาลูก2คนฝากบ้านแม่ ก่อนโดดขึ้นรถทัวร์หวังหนีเข้ากรุงเทพ สุดท้ายไม่รอด   เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ นำกำลังขึ้นตรวจรถทัวร์โดยสารประจำทาง หลังได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ตว่า ผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมภรรยา ชาว จ.ภูเก็ต หลบหนีการจับกุมขึ้นรถทัวร์มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์เตรียมพร้อมที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ หลักกิโลเมตรที่ 309 ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ตรงข้ามกับสถานีตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์   สำหรับผู้ต้องสงสัยรายนี้คือ นายเอก ท้วมเพชร อายุ 40 ปี ชาวจังหวัดตรัง สามีของ น.ส.ฝนทิพย์ ไชยกุล อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกพบศพถูกทำร้ายจนเสียชีวิตภายในห้องพักแห่งหนึ่งในตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนจึงมั่นใจว่า ผู้ก่อเหตุรายนี้น่าจะเป็นสามีของผู้ตายเอง   โดยตรวจสอบล่าสุดพบว่า นายเอก ขึ้นรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพ-หาดใหญ่ ก่อนรับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายภรรยาจนถึงกับความตายจริง โดยอ้างว่าก่อนหน้านี้ รู้ระแคะระคายว่าภรรยาของตนแอบคบกับชายอื่นโดยรู้จักผ่านทางเฟซบุ๊ก มิหนำซ้ำภรรยายังบล็อกเฟซบุ๊กของตนเองอีกด้วย ซึ่งในวันเกิดเหตุตนได้ขอดูโทรศัพท์ แต่ภรรยายไม่ให้ดู จึงรู้สึกโมโหอย่างมาก จึงใช้มือบีบคอภรรยาอย่างแรงจนแน่นิ่งไป จากนั้นตนจึงใช้เชือกไนลอนขนาดเล็กรัดคอภรรยาซ้ำจนแน่ใจว่าเสียชีวิตแล้ว   ภายหลังเกิดเหตุ ตนได้พาลูกทั้งสองคนจากบ้านที่ภูเก็ต ไปหาแม่ของตนเองที่ จ.ตรัง โดยฝากให้แม่ช่วยดูแลหลานพร้อมทั้งบอกกับแม่ว่าเสียใจ ที่ไม่มีโอกาสดูแลแม่ได้ และลูกๆของตนก็ไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอะไรตนถึงพามาอยู่กับย่า จากนั้นได้ขึ้นรถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ หวังหลบหนีแต่ยังไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ไหนต่อดี ยอมรับว่าเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าอาจจะถูกตำรวจจับและก็มาถูกจับจริงๆ   อย่างไรก็ตาม ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.บ้านมาบอำมฤต จ.ชุมพร มารับตัว เพื่อส่งต่อให้ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต นำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/C7HVI--Tm4w

 2,554
ข่าวภูมิภาค
24 มิ.ย. 62

มอบตัวแล้ว 2 มือยิงคนเชียร์แขก หน้าหาดป่าตองดับ อ้างโดนเหล็กฟาดหน้าก่อน เหตุเข้าไปเตือนอย่าตบทรัพย์ นทท.

ภูเก็ต-เกิดเหตุยิงกันตายบริเวณ ซ.ป่าตองทาวเวอร์ ถนนทวีวงศ์ หาดป่าตอง อ.กะทู้ ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบศพนายปัญญา กิ่งจำปา อายุ 45 ปี ถูกยิงเข้าที่ช่องท้อง 1 นัด   ต่อมานายณรงค์ หรือตั้ม เดินช่วยกิจ กับนายฉัตรชัย หรือบังเลาะ ดำเชื้อ ผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัว พร้อมอาวุธปืนพกสั้น ขนาด.22 ของกลางที่ใช้ก่อเหตุ   จากการสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่า นายตั้ม หรือนายณรงค์ ผู้ก่อเหตุ ได้โต้เถียงกับนายปัญญา กิ่งจำปา จากนั้นนายณรงค์ ได้ไปตามนายฉัตรชัย หรือบังเลาะ ซึ่งมีการพกพาอาวุธปืนมาด้วย เมื่อมาเริ่มแรกก็พยายามห้ามปราม แต่กลับถูกผู้เสียชีวิตทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บก่อน จึงได้ใช่อาวุธปืนที่พกพามายิงไปที่ผู้เสียชีวิต 1 นัด หลังเกิดเหตุก็ได้หลบหนีไป แต่ต่อมาได้รู้สึกนึกผิดและถูกกดดันอย่างหนัก จึงได้ขอมอบตัว    โดยสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ฝ่ายผู้ก่อเหตุแจ้งว่าได้เข้าไปพูดจาตักเตือนคนทางฝั่งของผู้เสียชีวิต เนื่องจากมีพฤติกรรมคล้ายกับจะไปตบทรัพย์นักท่องเที่ยว จึงเกิดความไม่พอใจกันขึ้น จนนำมาสู่การทะเลาะวิวาท และเสียชีวิตในที่สุด ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตไม่ได้เป็นวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างแต่อย่างใด โดยมีอาชีพหาแขกหรือเชียร์แขก   อย่างไรก็ตาม ผู้เสียชีวิตกับผู้ก่อเหตุรู้จักกัน แต่ไม่สนิทสนมกันเนื่องจากมีวินรถตุ๊กตุ๊กอยู่ตรงข้ามกัน และเห็นพฤติกรรมของสาวประเภทสองที่ผู้เสียชีวิตดูแลไปหากินกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีการล่อลวงตบทรัพย์ จึงได้เข้าไปตักเตือนด้วยความหวังดี เนื่องจากการหลอกลวงหรือตบทรัพย์นักท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ไม่ดี ทำให้ฝ่ายของผู้เสียชีวิตไม่พอใจ จนเกิดการชกต่อยและใช้อาวุธยิงกันจนเสียชีวิตดังกล่าว   ส่วนนายฉัตรชัย หรือบังเลาะ หนึ่งได้ผู้เข้ามอบตัว กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาจะให้เกิดเรื่องหรือมีผู้เสียชีวิต แต่พอไปถึงก็ถูกผู้เสียชีวิตไล่ทำร้าย โดยใช้เหล็กตีเข้าที่ใบหน้า ซึ่งบาดแผลก็ยังมีอยู่เหตุที่เข้าไปก็เพื่อที่จะห้ามปราบไม่ให้เกิดเรื่องทะเลาะกันขึ้น   แต่ด้วยผู้เสียชีวิตทำร้ายตนก่อน จึงเกิดอารมณ์โมโหขาดสติและตอบโต้ไป รวมทั้งอยากขอโทษผู้ตายและครอบครัว โดยหลังการให้ปากคำนายฉัตรชัยได้เปิดให้ดูร่อยรอยบาดแผล ที่บริเวณจมูก หลังมือทั้งสองข้าง และหัวเข่า เพื่อยืนยันว่าตนเองถูกทำร้ายก่อนจึงก่อนเหตุสลดขึ้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oMiP8ZjVCNE

 847
แชร์ออฟเดอะเดย์
18 มิ.ย. 62

จนท.ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนเสือในภูเก็ต หลังถูกวิจารณ์ล่ามโซ่เสือให้ นทท.เซลฟี่

ภูเก็ต-จากการณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก โพสต์ภาพวีดีโอความยาวประมาณ 20 วินาที ซึ่งเป็นภาพเกี่ยวกับเสือโคร่งขาดใหญ่ถูกล่ามโซ่ไว้กับพื้นที่ก่อฐานขึ้นเป็นวงจำกัด ซึ่งในคลิประบุว่าเป็นสวนสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต โดยเสือที่ล่ามไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมถ่ายรูปเซลฟี่ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทรมานสัตว์โดยมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก   ต่อมาทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงตรวจสอบ พบภายในสวนสัตว์มีเสือ 15 ตัวและเสือตัวที่อยู่ในคลิปมีการล่ามโซ่ไว้จริง ทั้งนี้ผู้จัดการสวนสัตว์ชี้แจงว่าเพื่อป้องกันความปลอดภัย ขณะนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับเสือแต่จากการตรวจสอบพบว่าเสือมีสุขภาพดีไม่มีอาการเครียด และทางเจ้าหน้าที่ได้ให้ทางสวนสัตว์นำเสือไปขังไว้ในกรงตามปกติ ไม่ให้นำออกมาล่ามไว้แบบเดิมเพื่อความเหมาะสม ซึ่งทางสวนสัตว์ก็ได้ทำตามสวนเสือทั้ง 15 ตัวตรวจสอบพบเป็นเสือเลี้ยงถูกต้องตามกฏหมาย   ซึ่งผู้จัดการสวนสัตว์กล่าวว่า สวนสัตว์แห่งนี้เป็นสวนสัตว์ของเอกชน ผู้รับบริการที่เข้ามาท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการมาถ่ายภาพ กับสัตว์ชนิดต่างๆ ผู้ที่ชื่นชอบก็จะถ่ายภาพกับสัตว์ โดยส่วนใหญ่ ไม่ได้มองว่าการล่ามโซ่สัตว์เป็นการทรมานสัตว์ แต่ถือเป็นมาตรการความปลอดภัยให้แก่ตัวนักท่องเที่ยว   โดยเฉพาะเสือเนื่องจากเสือเป็นสัตว์ที่ไว้ใจไม่ได้ มีอารมณ์แปรปรวน ที่ไม่อาจคาดเดาได้โดย ผลกระทบที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องด้านรายได้ เพราะรายได้ของสวนสัตว์มาจาก หลายๆส่วน อาทิ จาก การเก็บค่าผ่านประตู, การขายอาหารสัตว์ และจากการถ่ายรูป เนื่องจากสวนสัตว์เป็นของเอกชนจึงไม่ได้รับการสนับสนุนเงินจากภาครัฐ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uAB484Mbdkw  

 995
ข่าวภูมิภาค
02 มิ.ย. 62

พบศพนิรนามถูกทิ้งในป่า มีเชือกไนล่อนมัดที่ขา คาดถูกฆ่าก่อนนำมาทิ้งอำพราง

วันที่ 2 มิ.ย. 62 ร.ต.อ.ชาตรี ชูวิเชียร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.วิชิต พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิกร สมสุข ผกก.สภ.วิชิต พ.ต.ท.ศิริวัฒน์ อินทร์ยิ้ม รอง.ผกก.สอบสวน สภ.วิชิต พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ หนูผึ้ง รองผกก.พิสูจน์หลักฐานจังหวัดภูเก็ต นายมนัส สามารถผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.วิชิต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณป่าริมถนนเส้น บ่อแร่ – เขาขาด หมู่ที่ 6 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต   หลังจากที่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าพบศพผู้เสียชีวิต สภาพเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูก แต่เนื่องจากเป็นเวลาใกล้ค่ำ จนท.ทำได้แค่ลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น ก่อนนัดหมายลงพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานในวันนี้    เบื้องต้นที่เกิดเหตุอยู่ที่ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี ห่างจากขอบถนนลงไปในหุบเหวประมาณ 10 เมตร เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยเกือบหมด บางส่วนเหลือโครงกระดูก กระโหลกศรีษะโผล่ คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ โดยศพสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีฟ้า มีโล้โกด้านหลัง “ลูกพระมงกุฏ” และสวมกางเกงผ้าสีน้ำตาลสามส่วน ยี่ห้อ Auto sport   ที่ขาพบเชือกไนลอนสีแดงผูกมัดข้อเท้าทั้งสองข้าง ที่นิ้วกลางมือขวาศพสวมแหวนเงินมีหัวเป็นหินสีน้ำตาลของผู้ชาย ในกระเป๋าเสื้อ กางเกงและโดยรอบจุดพบศพไม่พบหลักฐานอื่นๆ จึงให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาที่ด้านบน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบเก็บหลักฐานอีกครั้ง ก่อนส่งให้แพทย์ชันสูตรที่รพ.วชิระภูเก็ต    พ.ต.อ.นิกร สมสุข ผกก.สภ.วิชิต เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต ลงพื้นที่ตรวจสอบและติดตามตัวให้ทราบว่าผู้เสียชีวิตคือใคร ซึ่งขณะนี้พบว่ามีประวัติบุคคลสูญหายซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจะใช่คนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากทราบว่าผู้ตายคือใครก็จะคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว    ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาเบาะแส ส่วนสาเหตุการตายนั้นยังไม่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ว่า ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นชาย ไม่ทราบชื่อ อาจจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิตก่อนนำศพมาทิ้งอำพราง ซึ่งจะต้องรอผลตรวจจากแพทย์และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง    

 2,838
ข่าวภูมิภาค
24 พ.ค. 62

จับ 2 โจ๋หัวร้อนทุบรถกู้ชีพ ฉุนถูกบีบแตรเตือนขณะขับ จยย.เปลี่ยนเลน

ภูเก็ต-ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kaew Detnarong หรือ นายเดชณรงค์ ส่งแสง ซึ่งเป็นทนายความ และเป็นอาสาสมัครมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์จากกล้องหน้ารถและหลังรถ จับภาพ 2 คนร้ายขี่ จยย.ไล่ตาม ก่อนก่อเหตุใช้ขวานฟันกระจกหลังรถและกระจกด้านข้างรถอาสากู้ภัยมูลนิธิ เหตุเกิดในตัวเมืองภูเก็ต     หลังเกิดเหตุ ตร.ได้ติดตามตัวสองวัยรุ่นผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฏหมาย และได้ทำการขออนุมัติออกหมายจับต่อศาลจังหวัดภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยและทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ   ด้านนายเดชณรงค์ ส่งแสง ซึ่งเป็นคนขับรถคันดังกล่าว เปิดเผยว่า ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะกลัวอันตรายจะเกิดขึ้นกับตัวเองและหวั่นจะทำให้รถคันอื่นเกิดความไม่ปลอดภัยด้วย แต่ก็ยังยืนยันว่าที่ไม่ตัดสินขับรถชนผู้ต้องหาทั้งสองเพื่อป้องกันตัวเองนั้น เพราะว่าตนถูกสอนมาให้ช่วยคนจึงไม่ต้องการทำร้ายคู่กรณี   ส่วนรถอาสากู้ชีพคันดังกล่าวกระจกด้านหลังและด้านข้าแตกเสียหายจำนวน 3 บาน หลังเกิดเหตุตนก็ได้ไปเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วซึ่งความเสียหายครั้งนี้ประมาณ 5 หมื่นบาท   ต่อมาตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 รายได้แล้ว คือ นายซากิ๊บ ยอมใหญ่ อายุ 22 ปี และนายสุทธิ ศรีพูลอายุ 29 ปี โดยผู้ต้องหาทั้งสองสารภาพว่าก่อเหตุจริง เนื่องจากขณะขับรถจะแซงขึ้นไปคู่กรณีที่ขับรถกู้ชีพได้บีบแตรใส่จึงเกิดอารมณ์โมโหและก่อเหตุดังกล่าวขึ้น   สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายจับกุมได้ที่บ้านเช่าพื้นที่ ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมตรวจยึดของกลางและสิ่งผิดกฎหมายที่อยู่ภายในบ้านประกอบด้วย อาวุธที่ใช้ในวันเกิดเหตุ คือขวาน 1ด้าม มีด 1 เล่ม เสื่อผ้าที่ใส่วันก่อเหตุ นอกจากนี้ยังตรวจยึดปืนลูกซองพร้อมกระสุน อุปกรณ์เสพกัญชา และรถจักรยานยนต์ โดยหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิชิตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/N9EqkTYONFg

 2,408

Top