ค้นหา :

ผลการค้นหา "กรมทรัพย์สินทางปัญญา"

สังคม
06 พ.ย. 62

รมช.พาณิชย์ ถก กรมทรัพย์สินฯ หาแนวทางป้องกันแอบอ้างลิขสิทธิ์

จากกรณีการล่อซื้อแล้วเรียกค่าปรับกรณีละเมิดลิขสิทธิ์การค้า  กรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า การล่อซื้อหรือหลอกให้กระทำผิดเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐาน อาจเข้าข่ายได้พยาน หรือหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ทางด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการป้องกันการแอบอ้างประโยชน์จากงานลิขสิทธิ์   นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา เชิญบริษัทซึ่งเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ รวมถึงตำรวจกองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หารือเพื่อหามาตรการป้องกันการแอบอ้างหาประโยชน์จากงานลิขสิทธิ์ หลังจากเกิดกรณีล่อซื้อกระทงลายการ์ตูน จากเด็กหญิง 15 ปี โดยกำชับแนวทางปฎิบัติของผู้รับมอบอำนาจ และผู้รับมอบช่วง ให้ดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกฏหมาย คำนึงถึงความเป็นธรรม และมอบอำนาจแก่บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม   โดย ตัวแทนบริษัทเวอริเซค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทถือลิขสิทธิ์ รายงานว่า บริษัทว่าจ้างตัวแทนผู้รับมอบช่วงหลายราย จึงขอตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน ก่อนจะแถลงต่อสื่อมวลชน แต่ผู้แทนลิขสิทธิ์ทุกรายยืนยันว่า การดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย   ทางด้าน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงว่า เจ้าของงานลิขสิทธิ์มีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ในการทำซ้ำหรือดัดแปลง แต่กรณีการทำกระทงรูปการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งนี้ อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และหากพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะพบว่าคนที่โทรศัพท์สั่งให้ทำกระทงรูปการ์ตูน เป็นผู้มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย โดยการล่อให้ผู้อื่นทำความผิด ดังนั้น หลักฐานที่ได้มา อาจถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฏหมาย    โดย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุด้วยว่า ได้ขอความร่วมมือเจ้าของสิทธิ์ส่งรายชื่อตัวแทน หรือผู้รับช่วงมาลงทะเบียนกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่ถูกต้อง แม้ทางกฎหมายไม่ได้บังคับ โดยกรมฯ จะพยายามขจัดอุปสรรคทางกฎหมายให้

 195
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ค. 62

'ลุงชื่น' ยันเครื่องปั่นไฟ ของจริง ไม่ลวงโลก กฟผ.แจงไม่พบชื่อเป็น พนง.การไฟฟ้า

จากกรณีนายชื่น ฝันเมฆ อายุ 75 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ อดีตพนักงานจ้างชั่วคราว การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย คิดค้นเครื่องปั่นไฟฟ้าด้วยมือ แต่สามารถใช้ไฟฟ้าได้นานถึง 6-8 ชั่วโมง เพียงใช้ระบบเฟืองเข้ามาช่วยขับเคลื่อน   สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 500 วัตต์ ได้เหมือนกระแสไฟฟ้าใช้งานทั่วไป พร้อมระบุว่าได้จดสิทธิบัตรเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาคนไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีบริษัทต่างชาติสั่งจองนับล้านเครื่อง ราคาต้นทุนการผลิตเพียง 16,000 บาท แต่มีบางคนวิจารณ์และตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และตั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับการใช้แรงในการผลิตไฟฟ้า   ล่าสุด ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูลบุคคล กฟผ. ตั้งแต่ปี 2539 ไม่พบว่า นายชื่น ฝันเมฆ เคยเป็นอดีตพนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่อย่างใด   ด้านลุงชื่นเปิดใจว่า ตนเองเรียนจบ ป.4 ปี 2512 ไปเรียนต่อช่างกลปทุมวัน จากนั้นได้ไปดูงานที่เมืองชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อฝึกเรื่องเครื่องจักรกล กลับมาทำงานการไฟฟ้า เป็นลูกจ้างชั่วคราว ติดตั้งหม้อแปลง และลาออกไปทำงานเขียนแบบ และมาศึกษาเรื่องระบบเฟือง และคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะผลิตเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ จนผลิตเครื่องนี้ออกมา   สำหรับเครื่องที่ผลิตขึ้นนี้ราคาไม่แพง ต้นทุนกว่า 10,000 บาท เท่านั้น บนดอยที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ก็เอาไปใช้ได้ พร้อมยืนยันว่า ปั่นด้วยมือเพียง 15 นาที ใช้งานไฟฟ้าได้ 6-8 ชั่วโมง ทั้งนี้ เรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นว่าเครื่องจะใช้ได้จริงหรือไม่นั้น ตนขอเชิญมาตรวจสอบ และท้าพิสูจน์ได้ เครื่องใช้งานได้จริง ถ้าไม่จริงตนคงโดนจับติดคุกไปแล้ว   ขณะเดียวกัน มีคนติดต่อเข้ามาขอให้ผลิตเครื่องปั่นไฟฟ้าด้วยกำลังมือเป็นจำนวนมาก ประมาณ 1 ล้านเครื่อง โดยตนเองได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้ว จะขายสิทธิบัตรให้บริษัทแห่งหนึ่งที่ประเทศไต้หวัน เพื่อผลิต และกำลังจะเปิดให้บริษัทที่สนใจกว่า 100 บริษัท เข้ามาประมูลเพื่อสร้างและต่อยอดผลงานนวัตกรรมเครื่องปั่นไฟฟ้าด้วยกำลังมือต่อไป   ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.)  กล่าวชื่นชมลุงชื่นว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่คนไทยให้ความสำคัญในการคิดค้นสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งกรมฯเอง ก็มีจุดยืนในการสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และยังได้ช่วยเพิ่มช่องทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ด้วย   สำหรับสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว ขณะนี้ได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์กับกรมฯไว้แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยังเป็นขั้นตอนการตรวจสอบเบื้องต้น โดยยังไม่มีการประกาศโฆษณา ซึ่งตามข้อกฎหมาย กรมฯ ไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดของการประดิษฐ์ได้ แต่ในระหว่างนี้ หากท่านใดสนใจอยากทราบข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อไปยังเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ได้โดยตรง          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/3tfKfLM-Oe8

 17,236
เศรษฐกิจ
04 ก.ค. 62

กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงยังไม่ได้อนุมัติสิทธิบัตร ลุง 75 ยื่นจดเครื่องผลิตไฟฟ้า

จากกรณีคุณลุงชื่น ฝันเมฆ อายุ 75 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าสามารถประดิษฐ์เครื่องปั่นไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ใช้มือปั่นเพียง 15 นาที แล้วสามารถใช้ไฟฟ้าได้นานถึง 6-8 ชั่วโมง ช่วยประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี จนมีคนสนใจซื้อจำนวนมาก นับล้านเครื่อง   พร้อมระบุด้วยว่าเครื่องปั่นไฟฟ้าดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจากวิศวกร และจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว    ล่าสุดกองสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยทางกรมฯ ได้ให้ข้อมูลว่า คุณลุงชื่นได้มายื่นขอจดสิทธิบัตรจริง และทางกรมฯ ก็ได้รับเรื่องไว้แล้ว  แต่ในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา ยังไม่ได้มีการออกสิทธิบัตรให้แต่อย่างใด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jku6InaKgik

 3,418
สังคม-อาชญากรรม
13 พ.ย. 61

กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงปมต่างชาติจดสิทธิบัตรกัญชา หลังแพทย์ประสานเสียงค้าน

จากกรณีที่มีนักวิจัยแสดงความกังวลต่อการเข้ามายื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติของบริษัทต่างชาติในประเทศไทย   ต่อมากรมทรัพย์สินทางปัญญา แถลงชี้แจงว่า การยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเป็นสิทธิที่ผู้ประดิษฐ์จะพึงดำเนินการได้ตามกฎหมายสิทธิบัตร หากคำขอสิทธิบัตรมีเอกสารครบถ้วนถูกต้อง เจ้าหน้าที่ก็จะต้องรับคำขอไว้ส่งให้ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรพิจารณาต่อไป   ไม่สามารถปฏิเสธการรับคำขอไปตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคำขอที่ได้รับไว้นั้นจะได้รับการจดสิทธิบัตร เนื่องจากคำขอดังกล่าวจะต้องถูกพิจารณาตามเงื่อนไขและขั้นตอนของกฎหมายสิทธิบัตรก่อนว่าสามารถจะรับจดทะเบียนได้หรือไม่ และคำขอรับสิทธิบัตรจะยังไม่ได้รับความคุ้มครองจนกว่าจะได้รับการจดทะเบียนนั้น   ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ออกมาตอบโต้กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า   1.ไม่ควรรับจด เพราะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายในประเทศไทย ตราบใดที่ พ.ร.บ.ยังไม่ได้แก้ไขเป็นอย่างอื่น   2.พ.ร.บ.สิทธิบัตร ม.9(1) ระบุว่า “สารสกัดจากพืชรับจดสิทธิบัตรไม่ได้” การรับจดจึงผิดกฎหมายนี้ด้วย   3.เมื่อกรมฯไปรับการยื่นขอจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้ว จะมีทางออกอย่างไร แนะนำให้ใช้อำนาจอธิบดียกเลิกในขั้นตอนขอจดทะเบียนไปก่อน แทนที่จะปล่อยให้ไหลไปตามกระบวนการขั้นตอน   ด้าน ภญ.อัจฉรา เอกแสงศรี นักวิชาการอิสระและนักวิจัยด้านสิทธิบัตร Evergreening กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า แม้ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะยังไม่ให้สิทธิบัตรกัญชา แต่ข้อเท็จจริง คือผู้ที่ยื่นขอได้รับสิทธิความคุ้มครองไปแล้วตั้งแต่วันที่ยื่นจด และยังมีช่องว่างใหญ่อีก 5 ปี ในการให้เวลาตรวจสอบว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่หรือไม่ ตรงนี้เท่ากับตัดทางให้ผู้วิจัยหรือผลิตสารสกัดจากกัญชารายอื่นไม่กล้าที่จะดำเนินการ ทำให้เอกชนไม่มีใครกล้าผลิตออกมา เพราะไม่อยากเสี่ยงด้านกฎหมาย   ขณะที่นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงว่า การยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเป็นสิทธิที่ ผู้ประดิษฐ์จะพึงดำเนินการได้ตามกฎหมายสิทธิบัตร โดยที่สารสกัดจากกัญชาตามธรรมชาติเป็นสารสกัดจากพืช เป็นสิ่งที่กฎหมายสิทธิบัตรของไทยไม่ให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับสิทธิบัตร   ดังนั้น ข้อกังวลที่ว่าบริษัทต่างชาติจะได้รับสิทธิบัตรในสารสกัดกัญชาธรรมชาติจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ นั่นหมายถึง จะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใด เป็นเจ้าของสิทธิในสารสกัดจากกัญชาตามธรรมชาติตามกฎหมายสิทธิบัตร ทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิที่จะวิจัยและนำมาใช้ประโยชน์ได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PD3kecGQM1s

 3,606
สังคม-อาชญากรรม
11 พ.ย. 61

'หมอจุฬา' จวกกรมทรัพย์สินฯปล่อยต่างชาติจดสิทธิบัตร 'กัญชา' อภ.ช็อกเตรียมทำวิจัยแต่โป๊ะแตก เตรียมรวมตัวฟ้องศาลปกครอง

หลังจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษมีมติเลื่อนการยกระดับ กัญชา จากยาเสพติดประเภท 5 เป็นประเภท 2 ออกไปก่อน เพื่อรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความทางกฎหมายให้ชัดเจนว่า สามารถทำได้หรือไม่นั้น   ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการพิจารณาการนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า การเลื่อนออกไปก่อนก็ถือว่าดี ตรงที่หากรอร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็จะครอบคลุมมากกว่า และจากไทม์ไลน์ก็คิดว่าน่าจะทันในรัฐบาลชุดนี้   แต่ที่กังวลคือ กลัวว่าที่ทำกันมาหมดจะไม่สามารถใช้ได้จริง เนื่องจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา กลับทำบางสิ่งที่อาจส่งผลให้ประเทศเสียหายได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่ต้องแจ้งนายกรัฐมนตรีด่วน เพราะที่ผ่านมากรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับเรื่องจากบริษัทต่างชาติ ที่เข้ามาขอยื่นจดสิทธิบัตรสารจากกัญชา ทั้ง ๆ ที่ทำไม่ได้ เพราะสารที่บริษัทต่างชาติมาจดเป็นสารในธรรมชาติของกัญชา ตามกฎหมายสิทธิบัตรไม่ได้ให้จด แต่จะจดได้ก็ต่อเมื่อเป็นสารสังเคราะห์ ถือว่าผิดพลาดมาก   ที่สำคัญเมื่อบริษัทนั้นมายื่นเรื่องขอสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญากลับรับเรื่อง และตามขั้นตอนได้ประกาศในเว็บไซต์เพื่อให้มีคนมาคัดค้าน ซึ่งให้ระยะเวลาคัดค้าน คือ 90 วัน ปรากฏว่าผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังเหลือขั้นตอนคัดค้านได้อีก ปัญหาคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กรมทรัพย์สินฯ จะยืนฝั่งคนไทย เพราะการกระทำแบบนี้ถือว่าผิดพลาดมาก   ที่กังวลคือ หากบริษัทต่างชาติได้สิทธิบัตร สิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งการเดินหน้าปลดล็อกกฎหมายเพื่อผู้ป่วย ทั้งการเดินหน้าขององค์การเภสัชกรรม ทั้งโรงงานกึ่งอุตสาหกรรม และการพัฒนาสายพันธุ์ การสกัดสารใช้งบ 120 ล้านจะทำได้อยู่หรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่น่าห่วง   โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ระบุว่า เรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องนี้ต้องแจ้งนายกฯรัฐมนตรีด่วนครับ เดี๋ยวจะเสียกัญชาให้ต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องสอบถามไปยังอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรงในเรื่องการปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาถือสิทธิพืชสมุนไพรกัญชา ทั้ง ๆ ที่มีการทักท้วงจากทางกระทรวงสาธารณสุขและองค์การเภสัชกรรมหลายครั้ง   ประเด็นคือยังไม่ได้สิทธิบัตร แต่อยู่ในกระบวนการ และได้รับการคุ้มครองแล้ว!!!!! ร้ายกว่าเรื่องที่เราพยายามจะเอามาใช้ในคนไทยด้วยซ้ำ   เรื่องสำคัญที่สุดคือการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาปล่อยให้ต่างชาติได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตรกัญชา แม้ทางกรมจะบอกว่ายังไม่ออกเลขสิทธิบัตรให้ แต่แง่ของกฏหมายถือว่าได้รับการคุ้มครองแล้ว ประเด็นคือ คำขอคุ้มครองนับตั้งแต่วันยื่นคำขอแล้ว ไม่สามารถใช้ความเข้มข้นตามอัตราส่วนดังกล่าว หรือการรักษาโรคดังกล่าวได้   แม้ยังไม่ได้เลขสิทธิบัตรก็ตาม ทั้งที่ขัด พรบ.สิทธิบัตร ม. 9(1), 9(4), 17(4) ดังนั้นกรมทรัพย์สินต้องไม่ควรปล่อยให้มันคาราคาซัง สรุปแล้วหนทางที่ดีที่สุดกับทุกฝ่ายคือ กรมฯต้องดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. โดนถอนคำขอมิชอบออกไปให้หมด

 17,699
เศรษฐกิจ
17 พ.ค. 61

กรมทรัพย์สินทางปัญญายัน จีนยังไม่ได้เพิกถอนคำว่า 'จินเจิ่นโท' หรือ 'หมอนทอง' ในภาษาไทย

มากรณีจีนจดเครื่องหมายการค้าในชื่อ จินเจิ่นโท หรือ หมอนทอง ในภาษาไทย ซึ่งไทยได้ยื่นคัดค้าน และขอให้เพิกถอน  ล่าสุด ยังไม่มีการเพิกถอนชื่อดังกล่าว เนื่องจากการเพิกถอน ต้องมีผู้เสียหาย และต้องไปร้องต่อศาล   นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ทางการจีนรับทราบเรื่องที่ไทยแสดงความกังวลการจดทะเบียนการค้าในชื่อหมอนทองแล้ว และจะช่วยป้องกันไม่ให้มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก แต่การเพิกถอนต้องดำเนินการผ่านกระบวนการร้องขอต่อศาล โดยผู้ที่ได้รับความเสียหายต้องเป็นผู้ยื่นคำร้อง ซึ่งขณะนี้สำนักงานทูตพาณิชย์ไทยในจีน ได้ติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังไม่พบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการไทยในการนำเข้าสินค้าไทยที่ใช้คำว่า หมอนทอง ในจีน แต่ก็เตือนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกขนมขบเคี้ยว ผลไม้อบแห้ง หรือทุเรียนอบแห้ง หากใช้คำว่า  จินเจิ่นโท เป็นส่วนหนึ่งของชื่อแบรนด์ หรือ ปรากฏบนบรรจุภัณฑ์แบบเด่นชัด และส่งออกไปขายในจีน อาจเป็นประเด็นให้เกิดการฟ้องร้องได้     หากมีผู้ส่งออกหรือกลุ่มเกษตรกรรายใดได้รับผลกระทบ หรือ เสียประโยชน์จากการจดเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจีน ก็สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายอย่างเต็มที่   

 3,465
สังคม-อาชญากรรม
13 ธ.ค. 60

กรมทรัพย์สินฯ ตรวจสอบ “ราเมงข้อสอบ”แล้ว ยันยังไม่พบการจดสิทธิบัตรในไทย อิชิรันญี่ปุ่นเปิดร้านในไทยได้

       ​นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่าสื่อมวลชนประเทศญี่ปุ่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการลอกเลียนร้านอิชิรัน ร้านราเมงชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในหมู่คนไทยในชื่อ “ร้านราเมงข้อสอบ” เนื่องจากมีร้านราเมงแห่งหนึ่งในประเทศไทยถูกกล่าวหาว่า ลอกเลียนเอกลักษณ์ วิธีการตกแต่งร้าน และวิธีการสั่งอาหารจากร้านอิชิรันมาใช้ดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก               ​จากกรณีดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว พบว่าร้านราเมงอิชิรันได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร “Shop System” ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงเป็นระบบสำหรับการตรวจสอบจำนวนลูกค้า ที่นั่งว่าง และการสั่งอาหาร เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2546 และได้รับสิทธิบัตรหมายเลข JP 4267981 B2 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552  แต่ไม่ได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรดังกล่าวในประเทศไทย ทั้งนี้ หากวันนี้ มีผู้ใดนำอุปกรณ์และระบบข้างต้น มายื่นขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทยอีกก็จะมีประเด็นพิจารณาเรื่องความใหม่   ซึ่งถ้าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้เปิดเผยรายละเอียดแล้ว ก็จะขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการจดทะเบียน            ในส่วนของชื่อร้าน ผู้ประกอบการญี่ปุ่นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “ICHIRAN” เป็นภาษาญี่ปุ่นกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้ว ซึ่งทำให้ผู้อื่นไม่อาจใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ สำหรับรูปแบบการตกแต่งร้านอันเป็นเครื่องหมายรูปลักษณ์ (trade dress) ไม่อาจขอรับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยดังนั้น หากร้านอิชิรันต้นตำรับจากญี่ปุ่นจะมาเปิดสาขาในประเทศไทย ก็สามารถดำเนินการได้   โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้า “ICHIRAN” มาใช้หรือนำสิทธิบัตร “Shop System” มายื่นขอจดทะเบียนเป็นของตน           ​ ทั้งนี้ อธิบดีกรมท รัพย์สินทางปัญญากล่าวทิ้งท้าย เชิญชวนนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการชาวไทยให้สร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญารวมทั้งอัตลักษณ์ที่เป็นของตนเองซึ่งมีความแปลกใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าหรือผู้รับบริการ โดยควรยื่นขอรับความคุ้มครองในไทยและ ในประเทศที่จะไปประกอบธุรกิจด้วย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตามกฎหมาย หากมีข้อสงสัย  กรมทรัพย์สินทางปัญญายินดีให้คำแนะนำโดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1368   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 7,592
การเมือง
01 ก.พ. 60

'สุภัฒ' ส่งหนังสือลาออก อ้างขโมยเพราะเมาขาดสติ กรรมการสอบชี้เข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง

นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกแถลงการณ์กรณีที่ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับในข้อหาลักทรัพย์ภาพเขียนจำนวน 3 ภาพ โดยตนเองยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และประเทศไทย เสื่อมเสียชื่อเสียง ขณะเดียวกันชี้แจงว่า ในคืนดังกล่าวหลังเสร็จสิ้นภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนสมัยเรียนชาวญี่ปุ่น และดื่มสุรามากไปจนขาดสติ โดยได้กระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ทั้งนี้ นายสุภัฒ ได้แสดงความจำนงที่จะลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ ส่วนการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดทางวินัยที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ตนก็พร้อมน้อมรับและปฏิบัติตาม ในเวลาต่อมานางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีความเห็นว่ามีมูลเข้าข่ายความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทำให้เสียภาพลักษณ์ที่ดีต่อข้าราชการไทย และประชาชนไทยทั้งประเทศ ซึ่งขั้นตอนต่อไปกระทรวงพาณิชย์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงาน และมี ผู้แทนจากกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานคณะกรรมการสอบทางวินัยดังกล่าว ซึ่งผลสรุปดังกล่าวจะมีออกมาในเร็วๆนี้ ซึ่งบทลงโทษขึ้นอยู่กับฐานความผิดที่ได้พิจารณาออกมา โดยหากเป็น ให้ปลดออก นายสุภัฒยังสามารถรับบำเหน็จ บำนาญตามระเบียบข้าราชการได้เหมือนเดิม เช่นเดียวกับการลาออก แต่หากผลการพิจารณาออกมาเป็น ไล่ออก จะไม่สามารถรับบำเหน็จหรือบำนาญได้   ด้านผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับหนังสือการลาออกจากราชการของนายสุพัฒน์อย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่ตามระเบียบราชการนั้น การขอลาออก จะต้องกรอกแบบฟอร์มเพื่อขอลาออกจากราชการ และได้รับการเซ็นอนุมัติก่อนถึงจะมีผลอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า แม้นายสุภัฒจะขอลาออกแล้ว หรือหากการลาออกมีผลแล้ว แต่ยังต้องรับการพิจารณาโทษ โดยคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงยังต่อไปจนกว่าจะจบเสร็จสิ้นกระบวนการ เพราะการพิจารณาเรื่องดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะสอบสวนก่อนที่นายสุภัฒจะได้ส่งหนัวสือขอลาออกอย่างไม่เป็นทางการ และขอยืนยันว่าการพิจารณาต่างๆเป็นไปด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JlDuAgasSzU    

 7,402
สังคม-อาชญากรรม
27 ม.ค. 60

คุมตัวรองอธิบดีฯฉกรูป 10 วัน โรงแรมญี่ปุ่นมีท่าทียอมความ สื่อเผยภาพที่ขโมยเป็นภาพวิว

จากที่มีการนำเสนอข่าวนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุมในข้อหาลักทรัพย์ เป็นภาพในโรงแรมที่พักจำนวน 3 ภาพ มูลค่า 15000 เยน หรือ 4500 บาท ล่าสุดกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า อัยการญี่ปุ่นได้ส่งฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลแล้ว ซึ่งเบื้องต้นรองอธิบดีฯได้ยอมรับผิดในข้อหาดังกล่าวกับทางการญี่ปุ่นแล้ว แต่ไม่ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว หรือสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า ขณะนี้ทางการไทยจึงยังไม่ได้เข้าพบกับนายสุภัฒ ซึ่งหลังจากอัยการญี่ปุ่นส่งฟ้องแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาและตัดสินอย่างไร แต่เบื้องต้นมี 2 แนวทาง คือ รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาญี่ปุ่น จำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับไม่เกิน 5 แสนเยน (ประมาณ 1.5 แสนบาท) หรือ พิจารณาจากกรณีเป็นข้าราชการระดับสูง ที่ปรึกษาพาณิชย์ระหว่างประเทศ และเป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่น กฎหมายญี่ปุ่นอาจเปิดทางให้ได้รับโทษสถานเบา คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือสามารถจ่ายค่าปรับแทนการจำคุกได้ และได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ ทางการญี่ปุ่นจะแจ้งข้อมูลมายังสถานทูตและสถานกงสุลไทยในกรณีที่ศาลตัดสินให้มีความผิดทางอาญาเท่านั้น ทั้งนี้ล่าสุดรองสุภัฒถูกควบคุมตัวนายสุภัฒเป็นเวลา 10 วัน เพื่อรอการไต่สวนคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเกียวโตได้พานายสุภัฒกลับไปควบคุมตัวต่อที่สถานีตำรวจนากาเงียว เมืองเกียวโต โดยตำรวจเกียวโตแจ้งว่าผู้บริหารของโรงแรมที่เกิดเหตุมีท่าทีค่อนข้างเป็นบวก และไม่อยากให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต อาจจะส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวของเมือง ดังนั้น อัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเกียวโต พร้อมด้วยผู้บริหารโรงแรมดังกล่าว จะไปพูดคุยกับนายสุภัฒ ที่สถานีตำรวจนากาเงียว ยินยอมให้เจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซากา เข้าร่วมฟังการหารือดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่กงสุลไทยจะได้ถือโอกาสนี้พูดคุยสอบถามรายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้นจากตัวนายสุภัฒด้วย ทั้งนี้ หากนายสุภัฒยินยอมขอโทษแสดงความสำนึกผิดต่อเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมกับยอมชดใช้ค่าเสียหาย ก็จะมีการเจรจาพร้อมร้องขอต่อศาลให้ปล่อยตัวนายสุภัฒเพื่อส่งกลับประเทศไทยก่อนที่วีซ่าของนายสุภัฒจะหมดอายุ ขณะเดียวกันมีการยืนยันว่าภาพที่ถูกขโมยในโรงแรมเป็นภาพวิวทิวทัศน์ ไม่ใช่ภาพวาบหวิวของนักแสดง AV ตามที่มีกระแสในโลกออนไลน์ สำหรับบรรยากาศภายในกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีรายงานว่า ข้าราชกรมทรัพย์สินทางปัญญาบางส่วนมองว่าการนำเสนอข่าวเหตุดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ ทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งชื่อเสียงของข้าราชการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา หลังจากรับทราบเรื่องจากสื่อแล้วก็รู้สึกสงสารผู้บริหารท่านนี้อย่างมาก โดยบางรายระบุว่า ไม่ว่ารองอธิบดีจะทำผิดหรือไม่อย่างไร แต่สังคมไทยจะไม่ให้อภัยเลยหรือ ในเมื่อไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย และน่าจะให้โอกาสข้าราชการระดับสูงท่านนี้กลับมาชี้แจงข้อเท็จจริงกันก่อน ไม่ใช่มาตัดสินโทษทางสังคมจนอาจทำให้ข้าราชการระดับสูงคนดังกล่าวเกิดความเครียด จนนำไปสู่การคิดสั้นได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wC8kbgaSxvg  

 17,111
การเมือง
26 ม.ค. 60

นายกฯรอผลสอบปม รองอธิบดีฯขโมยภาพวาดที่ญี่ปุ่น เชื่อคำทำนายดวงปี 60 คนไม่ดีจะถูกเปิดโปง

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ข้าราชการระดับรองอธิบดีขโมยภาพวาดและถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่น นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยังไม่ทราบข่าว แต่จะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ และขอทุกฝ่ายอย่างเพิ่งขยายความให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อประเทศ ขอให้คำนึงถึงผลดีและผลเสีย ตอนนี้มีทุกเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งการติดสินบนการทุจริต พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวเชื่อในโหราศาสตร์ที่คนไม่ดีในปีนี้จะถูกจัดการ คนที่อยู่ได้คือคนดีมีคุณธรรมไม่ทุจริตโกงกิน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Rs-rITRrX7E  

 8,203
สังคม-อาชญากรรม
26 ม.ค. 60

จิตแพทย์ชี้ 'โรคอยากขโมย' มีจริง ไม่รู้ 'รองอธิบดี’ ป่วยหรือไม่

จากกรณีที่มีข่าวระบุว่ารองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาขโมยภาพวาด3 ภาพ มูลค่า 15,000 เยนจากโรงแรมที่ประเทศญี่ปุ่น ระบุชื่อนายสุภัฒ สงวนดีกุล อายุ 60 ปี  ด้าน นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า มีข้อมูลทางแพทย์ระบุถึงโรคอยากขโมย (Kleptomania) เกิดจากภาวการณ์ป่วยเป็นโรคที่มีปัญหาในการควบคุมการขโมย บุคคลในกลุ่มนี้จะมีลักษณะอาการเกิดขึ้นทันทีที่เห็นสิ่งของที่อยากได้ และจะรู้สึกทุกข์ทรมานใจ หากไม่ได้นำของผู้อื่นไป ซึ่งเมื่อหยิบไปแล้วความทุกข์ทรมานในใจจะหายไป และอาจนำสิ่งของที่หยิบไปมาคืน หรืออาจนำมาแอบซ่อนไว้เป็นของตัวเองก็ได้ แต่พฤติกรรมนี้จะแตกต่างกับผู้มีนิสัยชอบขโมย ที่จะมีการวางแผนล่วงหน้าไม่รู้สึกทุกข์ทรมานใจหากไม่ได้ขโมย เพื่อตอบสนองการนำมาใช้ประโยชน์ ของตัวเอง ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่ารองสุภัฒ มีอาการป่วยจากโรคดังกล่าวหรือไม่     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xp2x4yUdleE  

 4,563
สังคม-อาชญากรรม
26 ม.ค. 60

ฉาว! รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยถูกควบคุมตัว หลังขโมยภาพวาดในโรงแรมญี่ปุ่น

จากกรณีที่มีข่าวระบุว่ารองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาขโมยภาพวาด3 ภาพ มูลค่า 15,000 เยนจากโรงแรมที่ประเทศญี่ปุ่น ระบุชื่อนายสุภัฒ สงวนดีกุล อายุ 60 ปี  ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่าขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว อยู่ระหว่างการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเข้าเยี่ยมคนไทยดังกล่าว ทั้งนี้หากข้าราชการคนดังกล่าวเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หากพบว่ามีมูลเข้าข่ายการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎระเบียบของทางราชการต่อไป ซึ่งโทษสูงสุดคือให้ออกจากราชการ ทั้งนี้รู้สึกตกใจที่ได้ยินข่าวว่ารองอธิบดีกระทำความผิด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นคนตั้งใจทำงาน เป็นนักเรียนทุนญี่ปุ่น ที่ผ่านมาไม่มีประวัติด่างพร้อย ด้านสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ยืนยัน นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจเมืองเกียวโต นครโอซากา ตามกฎหมาย 24 ชั่วโมง เพื่อสอบสวน ทำให้ยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ ตามข่าวที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้ อีกทั้ง นายสุภัฒร้องขอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ให้ทางกงสุล เข้าไปดูแล ทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าพบ หรือทำการช่วยเหลือนายสุพัฒน์ได้ ทั้งนี้คดีลักทรัพย์ถือเป็นคดีอุฉกรรจ์ มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ปรับสูงสุด 5 แสนเยน(ราว 1 แสน 5 หมื่นกว่าบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมส่งตัวกลับประเทศรวมถึงห้ามเข้าประเทศญี่ปุ่นภายใน 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นโทษที่รุนแรงกว่าโทษของประเทศไทย ขณะเดียวกันมีสื่อต่างชาติหลายสำนักรายงานข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ว่าข้าราชการระดับอาวุโสของไทย ก่อเหตุลักขโมยภาพวาดจากโรงแรมในญี่ปุ่น หลังรื้อกระเป๋าสัมภาระ และค้นพบภาพวาดที่หายไป ด้านประวัติของ นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีประวัติการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษา High School attached to Gakugei University กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ผ่านการอบรมหลักสูตรนานาชาติจากหลายสถาบัน และสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sxwx5zDRoHU ข่าวที่เกี่ยวข้อง อัยการญี่ปุ่นสรุปสำนวนส่งฟ้อง 'รองอธิบดี' ขโมยรูปภาพ ต่อศาลแล้ว  

 4,976
ต่างประเทศ
25 ม.ค. 60

กต.รับทราบเรื่องรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถูกจับฐานขโมยรูปภาพ รร.ที่ญี่ปุ่น

กระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับ ทราบเรื่องรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถูกจับที่โตเกียวเนื่องจากขโมยรูปภาพของโรงแรมแล้ว เตรียมแถลงวันนี้ แต่ขอรวบรวมข้อมูลก่อน   หลังจากที่สื่อท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมืองเกียวโตได้เข้าควบคุมตัวชายไทยต้องสงสัยเป็นผู้ขโมยภาพวาด 3 ภาพมูลค่า 15,000 เยน ที่ติดอยู่ในโรงแรม หลังจากพนักงานโรงแรมดังกล่าวพบว่ามีภาพวาดที่ตกแต่งอยู่บริเวณชั้น 9-10ได้หายไป จึงได้เข้าแจ้งความ โดยการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบชายไทยผู้ต้องสงสัยที่เข้าพักในโรงแรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอตรวจค้นกระเป๋าระหว่างการเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมจึงพบภาพวาดดังกล่าว   โดยตำรวจได้สอบสวนชายไทยคนดังกล่าว ระบุเพียงว่า ทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ของไทย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวชายคนดังกล่าวไปควบคุมที่สถานีตำรวจในเมืองเกียวโตและเตรียมส่งดำเนินคดี โดยจะถูกนำตัวส่งฟ้องศาลต่อไป รายงานข่าวแจ้งว่า คนไทยที่ถูกจับกุมครั้งนี้เป็นข้าราชการระดับรองอธิบดีคนหนึ่งในกระทรวงพาณิชย์  

 5,809
ประชาสัมพันธ์
04 ส.ค. 58

10 คำถาม ลิขสิทธิ์ควรรู้

ตอนนี้ผู้คนในประเทศไทยต่างระวังการใช้สื่อออนไลน์กันมากเป็นพิเศษ หลังจากมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ วันนี้ (4 ส.ค. 58) เป็นวันแรก ทุกคนอาจรู้สึกเป็นกังวลและกลัวว่าถ้าทำผิดข้อใดข้อหนึ่งในกฏหมายฉบับนี้จะโดนปรับหรือจับติดคุกหรือเปล่าใช่ไหมคะ งั้นมาลองดู 10 ข้อคำถามและคำตอบในแบบเข้าใจง่ายที่ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำขึ้น เพื่อให้คนธรรมดา ๆ อย่างเราเข้าใจกฏหมายใหม่นี้มากขึ้นกันดูนะคะ   1. ลิขสิทธิ์คุ้มครองอะไรบ้าง มีอะไรที่เราสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือไม่ ตอบ ลิขสิทธิ์คุ้มครองงานสร้างสรรค์ เช่น บทความ หนังสือ ซอฟต์แวร์ เพลง รูปภาพ ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพข่าว ภาพยนตร์ ละคร เป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งข่าวประจำวันทั่วไปในส่วนของข้อเท็จจริงที่รายงานเพียงแค่ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่เข้าข่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ เราจึงสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต   ..............................................................................................................   2. เราสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์หรือเพลงจากอินเทอร์เน็ตมาฟังและแชร์ต่อให้เพื่อนได้ไหม ตอบ การดาวน์โหลดถือเป็นการทำซ้ำที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ กรณีเว็บไซต์ลิขสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ก็สามารถดาวน์โหลดได้ แต่ไม่สามารถแชร์ต่อได้ ส่วนกรณีเว็บไซต์ที่ให้บริการโดยเก็บค่าใช้จ่ายในการดาวน์โหลด เมื่อผู้ใช้เสียค่าบริการแล้ว จึงจะดาวน์โหลดมาเพื่อรับชมหรือรับฟังได้ แต่ไม่สามารถแชร์ต่อได้เช่นกัน   ..............................................................................................................   3. การก๊อปปี้บทความหรือรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่เฟสบุ๊คของเราหรือแชร์ต่อทางไลน์ ทำได้หรือไม่ ตอบ บทความหรือรูปภาพเป็นงานลิขสิทธิ์ การนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการก๊อปปี้หรือแชร์ต่อ ควรพิจารณาประกอบกับเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นๆ ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ถ้านำมาใช้ในปริมาณน้อย เช่น 1 ถึง 2 ภาพที่ไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (economic value) อย่างมีนัยสำคัญและไม่ได้เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือหากำไรโดยมีการแสดงที่มาของบทความหรือรูปภาพ ก็อาจถือว่าเป็นการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม (fair use) ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์   ..............................................................................................................   4. การนำงานมาใช้และเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาหรือให้เครดิตผู้สร้างสรรค์เพียงพอหรือไม่ที่จะไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ตอบ การนำงานมาใช้และเผยแพร่ ต้องอ้างอิงที่มาหรือให้เครดิตเสมอ จึงจะไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และต้องเป็นกรณีที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมทั้งต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรด้วย   ..............................................................................................................   5. การแฮ็กหรือหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงงานลิขสิทธิ์ เช่น รูปภาพหรือคลิปวีดิโอบนอินเทอร์เน็ต และลบลายน้ำดิจิทัลออก และปรับแต่งรูปภาพหรือคลิปวีดิโอและโพสต์ไว้บนเว็บไซต์ของเรา มีความผิดอย่างไร และมีโทษเท่าใด ตอบ การแฮ็กหรือหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงงานลิขสิทธิ์โดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวอาจจูงใจหรือก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง ถือว่ามีความผิดฐานละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี และหากทำการลบลายน้ำดิจิทัลออกโดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำนั้นอาจจูงใจให้เกิด ก่อให้เกิด ให้ความสะดวก หรือปกปิดการละเมิดลิขสิทธิ์ ถือว่ามีความผิดฐานละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ส่วนการปรับแต่งรูปภาพหรือคลิปวีดิโอของผู้อื่นและโพสต์ไว้บนเว็บไซต์ของเราโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงและเผยแพร่งานลิขสิทธิ์นั้นต่อสาธารณชน ​​โทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ปรับ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท ​เพื่อการค้า 100,000 ถึง 800,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนถึง 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษฐานละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยี ปรับ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท ​เพื่อการค้า ปรับ 50,000 ถึง 400,000 บาท หรือจำคุก 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ   ..............................................................................................................   6. การก๊อปปี้ภาพหรือบทความจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ในลักษณะอย่างไรจึงจะต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ และอย่างไรจึงไม่ต้องขออนุญาต ตอบ กรณีที่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น การนำภาพหรือบทความนั้นไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น กรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ ต้องเป็นการใช้ในปริมาณพอสมควร เช่น นำมาใช้ในการวิจัยหรือศึกษางานซึ่งไม่ใช่เพื่อหากำไร ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท ใช้ในการติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น ใช้ในการเสนอข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น และใช้ในการเรียนการสอน เป็นต้น   ..............................................................................................................   7. การทำบล็อกแล้ว embed โพสต์ของยูทูปมาไว้ที่บล็อกของเรา ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ตอบ การทำบล็อกแล้ว embed โพสต์ของยูทูปมาไว้ที่บล็อกของเรา ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำซ้ำงานลิขสิทธิ์ในบล็อกและถือเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย ซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและสิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์ต่อสาธารณชน เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ ในกรณีของการแชร์ลิงค์ (link) เพื่อแนะนำและบอกที่มาของเว็บไซต์ ก็อาจไม่เข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์   ..............................................................................................................   8. หากซื้อซีดีเพลง หนังสือ หรือรูปภาพมาอย่างถูกต้อง เมื่อใช้แล้วจะนำออกขายต่อได้หรือไม่ กรณีซื้อโดยดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ เพลงจากเว็บไซต์ จะขายต่อได้หรือไม่ ตอบ การซื้อซีดีเพลงหรือรูปภาพ ผู้ซื้อได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในแผ่นซีดีหรือรูปภาพนั้น จึงสามารถนำออกขายต่อได้ แต่ผู้ซื้อไม่สามารถทำสำเนางานเพื่อนำออกขายได้ เนื่องจากสิทธิในการทำซ้ำและการนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ สำหรับกรณีการซื้อมาโดยวิธีการดาวน์โหลดนั้น เป็นการที่เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ใช้สิทธิ (License) ดังนั้น ไม่สามารถนำไฟล์งานดังกล่าวออกขายต่อได้   ..............................................................................................................   9. ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISPs) เช่น YouTube Google True DTAC จะมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยหรือไม่ หากผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตอัพโหลดหนังหรือเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ ตอบ ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISPs) ไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์หากให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์ตามคำสั่งศาล   ..............................................................................................................   10. จะทำอย่างไรเมื่อมีคนนำงานลิขสิทธิ์ของเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตอบ เมื่อพบว่ามีการละเมิดเกิดขึ้น เจ้าของลิขสิทธิ์อาจแจ้งเตือนให้ผู้กระทำละเมิดหยุดการกระทำดังกล่าว หรือเจ้าของลิขสิทธิ์อาจไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาล หรืออาจขอให้มีการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทโดยใช้บริการไกล่เกลี่ยของกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือศาล   ..............................................................................................................         ขอบคุณข้อมูลจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา

 9,813

Top