ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงพาณิชย์"

เศรษฐกิจ
22 ม.ค. 63

กระทรวงพาณิชย์ สรุปตัวเลขการส่งออก จบปี 62 ติดลบ 2.65%

ในเดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี การส่งออกมีมูลค่า 19,154 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ1.28% ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ทั้งปี 62 การส่งออกมีมูลค่ารวม 246,244.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวติดลบ 2.65% เมื่อเทียบกับปี 61 โดยกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า กการส่งออกมีสัณญาณฟื้นตัว สะท้อนจากตัวเลขเดือนธันวาคมที่ติดลบลดลง   ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยตัวเลขการส่งออกรถยนต์เดือนธันวาคม ปี 62 ส่งออกได้ 72,265 คัน ลดลง 24.26% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เหตุจากสงครามการค้า โดยลดลงเกือบทุกตลาด ส่งผลทั้งปี 62 ส่งออกได้ 1,054,103 คัน ลดลง 7.59% จากปี 61 แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้จะส่งออกได้แค่ 1 ล้านคันคัน    ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศ เดือนธันวาคม ลดลง 21.4% ผลจากการเข้มงวดของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ ส่งผลทั้งปียอดขายอยู่ที่ 1,007,552 คัน ลดลง 3.3% จากปี 61 ส่วนการผลิต ที่ปี 62 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,013,710 คัน ลดลง 7.1% จากปี 61 แต่สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะผลิตได้ 2 ล้านคัน

 984
เศรษฐกิจ
20 ม.ค. 63

ก.พาณิชย์เปิดตลาดอาหาร-ผลไม้ในอินเดีย ขยายการค้าในต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ นำนักธุรกิจไทย เปิดตลาดอาหารและผลไม้ในอินเดีย พร้อมแนะผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงอาร์เซ็ป ขยายการค้า-ลงทุนในต่างประเทศ   นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวในงาน ‘ก้าวต่อไปของไทย หลังปิดดีลอาร์เซ็ป’ ที่ เชียงใหม่ ว่า อาร์เซปจะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เข้าไปลงทุนในประเทศสมาชิก ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ ก่อสร้าง ค้าปลีก ธุรกิจด้านสุขภาพ ภาพยนตร์และบันเทิง รวมถึงโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะน้ำตาล อาหารแปรรูป มันสำปะหลัง กุ้ง และข้าว ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารส่งออกที่สำคัญของไทย    ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างหารือจัดตั้งกองทุน FTA เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และพัฒนาปรับโครงสร้างและศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในโลกการค้าเสรีได้   ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำนักธุรกิจไทยกว่า 80 คน เดินทางไปเปิดตลาด ที่ เมืองบังกาลอร์ และไฮเดอร์ราบัด ประเทศอินเดีย ซึ่งประสบความสำเร็จ สามารถเจรจาการค้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ทั้ง ยางพารา มันสำปะหลัง กาวผง เฟอร์นิเจอร์ อาหาร และเปิดตัวสินค้าไทย 200 รายการใน Bigbasket.com เว็บขายของออนไลน์ใหญ่ที่สุดในอินเดีย คาดว่าในปีแรกจะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท    พร้อมกันนี้ ได้จัดเทศกาลอาหารและผลไม้ไทยขึ้นในซุปเปอร์มาร์เก็ต รีไลแอนซ์ 25 สาขา ใน 3 รัฐ เป็นเวลา 1 เดือน เปิดตลาดอาหารไทย และผลไม้ในอินเดียด้วย

 286
เศรษฐกิจ
16 ม.ค. 63

กรมการค้าภายในลุยคุมราคาสินค้า หลังหมูแพง-น้ำมันปาล์มขึ้นราคา

จากปัญหาสินค้าราคาแพง อาทิ น้ำมันปาล์ม เนื้อหมู กระทบกับผู้บริโภค ล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้กรมการค้าภายในดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ให้อยู่ในระดับที่สมดุล ไม่สูงเกินความเป็นจริง แม้ขณะนี้ราคาสินค้าบางชนิดจะขยับขึ้นแต่ก็ยังไม่เกินราคาแนะนำที่กรมการค้าภายในกำหนด   ขณะที่นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ภาวะราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นขณะนี้ มีเพียงสินค้าหมวดอาหาร และ หมวดสินค้าเกษตร เท่านั้น ซึ่งเป็นการปรับราคาขึ้นตามฤดูกาล และเป็นช่วงที่เกษตรกร รวมถึงผู้ผลิตจะสามารถสร้างรายได้ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อได้ ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน จะดูแลภาวะราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่สมดุล และไม่ให้เกิดปัญหากักตุนสินค้า หรือ สินค้าขาดแคลน   ส่วนราคาน้ำมันปาล์ม ที่แตะระดับ 42 บาทต่อลิตร ขณะนี้ราคาเริ่มนิ่งได้ 2-3 วันแล้ว โดยจะประคองราคาไม่ให้สูงกว่านี้จนกว่าจะมีการพิจารณาราคาผลผลิตปาล์มน้ำมัน ฤดูกาลใหม่ ที่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดในช่วง กลางเดือนหน้า (ก.พ.63) โดยล่าสุดพบว่าสต๊อกน้ำมันปาล์มยังอยู่ได้อีก 1 เดือน และ เมื่อมีผลผลิตรอบใหม่ ต้องดูว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด จึงจะกำหนดราคาที่เหมาะสมได้   สำหรับราคาหมูที่ปรับตัวสูงขึ้น มองว่ายังอยู่ในระดับปกติ เพียงแต่ปีนี้หมูส่งออกได้เยอะ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เลี้ยงสร้างรายได้จากการส่งออก แต่ก็ยอมรับว่าอาจกระทบต่อราคาขายในประเทศ จึงได้เจรจากับผู้ผลิตว่าจะประคองราคาไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาหมูเป็น) ขณะที่ราคาหน้าเขียงอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท ซึ่งหากราคาขายเกินกิโลกรัมละ 80 บาท อาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณส่งออก เพื่อป้องกันเนื้อหมูในประเทศขาดแคลน   อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ราคาเนื้อหมูมีโอกาสขยับขึ้นสูงกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท แต่หากถึงเวลานั้น เชื่อว่าจะสามารถเจรจากับผู้ผลิตเพื่อตรึงราคาได้ ก่อนที่จะพิจารณาจำกัดการส่งออกซึ่งเป็นทางเลือกที่สอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_G3zGAV_KoM

 736
เศรษฐกิจ
06 ม.ค. 63

ก.พาณิชย์ห่วงสถานการณ์ลุกลาม ปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบส่งออก

กระทรวงพาณิชย์ จับตา ห่วงสถานการณ์ลุกลาม จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบการส่งออกไทย     โดยน.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หากเกิดการตอบโต้ระหว่างกัน และมีการปิดเส้นทางเดินเรือ ราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก      เนื่องจากน้ำมันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านเป็นประเทศที่มีบทบาทหลักในการควบคุมเส้นทางดังกล่าว ซึ่งการขนส่งสินค้าก็มีความเสี่ยง ที่จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยการเดินเรือกว่า 20% ของโลก ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากมีการปิดเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้า จะไม่สามารถใช้ช่องแคบเพื่อเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียได้      ขณะที่ไทยก็ใช้ตลาดส่งออกในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรักและอิหร่าน เป็นช่องทางการค้าไปสู่ตลาดอาฟริกาโดยในช่วง 11 เดือนแรก ปี 62 การค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลางมีมูลค่ารวม 25,683 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.8% ของการค้ารวม

 869
เศรษฐกิจ
21 พ.ย. 62

พาณิชย์แถลง การส่งออกเดือน ต.ค.ของไทยยังหนัก ติดลบ 4.5%

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยภาวะการส่งออกเดือนตุลาคม ติดลบ 4.54 % มีมูลค่า 2.08 หมื่นล้านดอลลาร์    โดยเป็นผลจากส่งออกน้ำมัน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลดหนัก มากกว่า 25% และสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังหดตัวหลายรายการ เช่น ข้าว ยางพารา ที่ยังคงส่งออกได้น้อยกว่าปีก่อน ส่งผล10 เดือนแรกของปี มีมูลค่า 2.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบ 2.4 %    แต่ก็พอมีข่าวดี สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มฟื้นตัวจากสงครามการค้า และคาดเดือนพฤศจิกายน จะยังติดลบ และเดือนธันวาคมน่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกไตรมาส 4 น่าจะขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 0.1 และทั้งปีจะติดลบเพียงร้อยละ 1.5 - 2 %  

 578
ประชาสัมพันธ์
08 พ.ย. 62

t mark ลุยให้ความรู้ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย พาแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก ผ่านโครงการอบรมหลักสูตร neo exporter

‘Thailand Trust Mark’ (T Mark) โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าจัดบูทให้ความรู้ผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพ และเตรียมความพร้อมนำสินค้าแบรนด์ไทยเข้าสู่ตลาดสากล พร้อมแนะเคล็ดลับเพิ่มโอกาสการขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark ผ่านโครงการอบรมหลักสูตร NEO Exporter โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXAC) วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ณ ห้องอัญชัน ชั้น 24 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) สำหรับการเข้าร่วมจัดตั้งบูทในครั้งนี้ T Mark จัดเต็มให้ความรู้ผู้ประกอบการไทย เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ T Mark ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดและเป้าหมายของโครงการให้มากขึ้น พร้อมแนะเทคนิคในการเพิ่มโอกาสการรับตราสัญลักษณ์ T Mark เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ประกอบการไทย เตรียมพร้อมส่องออกสินค้าไทยไปด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่บริการให้คำปรึกษาและแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจหลักเกณฑ์การพิจารณาของโครงการ T Mark แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ     นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเพิ่มศักยภาพด้านการส่งออกให้สินค้าและบริการของตนเอง โดย T Mark คือตราสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้า ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมระดับโลกรวมไปถึงมีความรับผิดชอบด้านแรงงาน สังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ T Mark ผู้ซื้อสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่ดีมีคุณภาพที่ประเทศไทยคัดสรรมาให้ โดย T Mark ก่อตั้งขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ และเพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพที่ทั่วโลกมั่นใจ   สำหรับโครงการอบรมหลักสูตร NEO Exporter โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXAC) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)  เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะ พร้อมต่อยอด Business Matching ให้กับผู้ประกอบการไทยที่สนใจด้านการส่งออกสินค้า วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการส่งออก ตลอดหลักสูตรผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ครบทุกมิติด้านการทำธุรกิจส่งออก  ไม่ว่าจะเป็นความรู้เบื้องต้นด้านการส่งออก การวางโมเดลธรุกิจเพื่อการส่งออก กลยุทธ์การจัดการเพื่อสร้างยอดขาย เทคนิคการบริหารต้นทุนและงบประมาณสำหรับผู้ประกอบการส่งออก รวมถึงการสร้างมาตรฐานสินค้าและการจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญา และช่วงท้ายของการอบรมผู้ประกอบการจะต้องนำเสนอโมเดลธุรกิจเพื่อการส่งออกต่อคณะกรรมการ การันตีผู้ที่ผ่านหลักสูตรจะได้เรียนรู้การสร้างโมเดลและแผนธุรกิจเพื่อการส่งออก สิทธิ์ในการโพสต์สินค้าบน E-Platform และร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้สร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออกอีกด้วย หลักสูตร NEO Exporter ถือว่าเป็นหลักสูตรที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจด้านการส่งออก และยิ่งไปกว่านั้นการได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาศักยภาพด้านส่งออก เพื่อยกขีดความสามารถสู่ความเป็นเลิศในตลาดโลก เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดสินค้าและบริการของตนเองและมั่นใจได้ว่าหากได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark จะช่วยการันตีคุณภาพและพาธุรกิจให้มีศักยภาพก้าวไกลในตลาดส่งออกมากขึ้น   สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเพิ่มโอกาสทางการค้าและบริการ สามารถสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thailandtrustmark.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-507-8266

 22,347
ประชาสัมพันธ์
05 พ.ย. 62

เจาะลึกมาตรฐานแรงงานไทย หนึ่งในคุณสมบัติ t mark

                ในการผลิตสินค้าและบริการใด ๆ นั้น แรงงานเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าประสงค์ ด้วยเหตุนั้นเองผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามกำลังสำคัญเหล่านี้ อีกทั้งปัจจุบันทั่วโลกได้ให้ความสนใจการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อแรงงาน ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ และการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค                   หน่วยงานรัฐบาลอย่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีหน้าที่ในการกำกับดูแล คุ้มครอง ให้ความรู้ ให้สวัสดิการ และให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานเสมอมา โดยนายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติกับแรงงานด้วยความเป็นธรรม มีสวัสดิการที่เหมาะสมให้กับแรงงาน กระทรวงแรงงานจึงออกข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2553) ขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติกับแรงงานอย่างเป็นธรรม                   ประกอบกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้นำข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2553) มาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับตราสัญลักษณ์แห่งคุณภาพอย่าง T Mark                   Thailand Trust Mark หรือ T Mark เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลก โดยใช้ตราสัญลักษณ์ T Mark เพื่อเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้าไทยอันมีมาตรวัดจากเกณฑ์มาตรฐานที่น่าเชื่อถือ T Mark เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่าสินค้าและบริการจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับ ‘คุณภาพ’ มากกว่าคำโฆษณา                   คุณภาพของสินค้าและบริการของไทยที่ T Mark ให้ความสำคัญนั้นจะต้องประกอบด้วยการผลิตสินค้าและบริการที่มีมาตรฐานที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความไว้วางใจ  มีขั้นตอนการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีการดำเนินงานตามมาตรฐานแรงงานไทย ทั้งหมดนี้คือที่มาของสินค้าและบริการที่มีคุณภาพนั่นเอง                   โดยหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ขอรับตรา T Mark ระบุไว้ว่า สถานประกอบการต้องมีการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2553) อยู่ในระดับขั้นพื้นฐานเป็นอย่างน้อย แล้วมาตรฐานแรงงาน คืออะไร ทำอย่างไรถึงจะได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงาน วันนี้เรามีคำตอบ   มาตรฐานแรงงานไทยแท้จริงคืออะไร                 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ให้ความหมายของมาตรฐานแรงงานไทยว่าเป็นมาตรฐานในการบริหารจัดการแรงงานที่ยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมาย การปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ยอมรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อคุณภาพชีวิตแรงงานและธุรกิจที่ยั่งยืน   มาตรฐานแรงงานไทยมีการรับรองกี่ระดับ                 มาตรฐานแรงงานไทยมีการรับรองทั้งหมด 3 ระดับด้วยกัน แบ่งออกเป็น                 ระดับพื้นฐาน คือ มีค่าล่วงเวลาให้กับแรงงาน และทำงานในวันหยุดไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  ซึ่งระดับนี้จะมีอายุการรับรองมาตรฐานแรงงาน 2 ปี                 ระดับสมบูรณ์ คือ มีค่าล่วงเวลาให้กับแรงงาน และทำงานในวันหยุดไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยระดับสมบูรณ์นี้มีอายุการรับรอง 3 ปี                 ระดับสมบูรณ์สูงสุด คือ มีค่าล่วงเวลาในการทำงาน และทำงานในวันหยุดไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยระดับสมบูรณ์สูงสุดนี้มีอายุการรับรอง 3 ปี             5 ขั้นตอนง่ายๆ กับการขอรับรองมาตรฐานแรงงานไทย                 ศึกษา ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนรับการประเมิน โดยการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานไทยจากเว็บไซต์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ( https://www.labour.go.th/ )                   สอบถาม ปรึกษาขอคำแนะนำ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ได้ที่สายด่วน สายด่วน 1506 กด 3 ซึ่งปัจจุบันก็มีการว่าจ้างที่ปรึกษาเฉพาะทางมาให้คำปรึกษาเรื่องแรงงานโดยเฉพาะเลยทีเดียว                   ขอแบบคำขอ-ยื่นแบบคำขอ หลังจากที่ศึกษาและสอบถามเกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานไทยแล้ว ดาวน์โหลดเอกสารแบบคำขอการรับรอง มรท.8001-2553 (กรร.03) จากลิงก์http://tls.labour.go.th/2018/index.php/vchakan/downloads/2011-09-07-00-47-20 หรือสามารขอแบบคำขอเพื่อกรอกข้อมูลและยื่นขอการรับรองได้ตามสถานที่ดังต่อไปนี้                 - ภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่                 - หน่วยรับรองเอกชน ได้แก่ บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เพื่อสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ และบริษัท โกลบอล เซอร์ติฟิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด                 - หน่วยตรวจเอกชน ได้แก่ บริษัท ทูฟ ชูด (ประเทศไทย) จำกัด   รับการประเมิน                 หลังจากที่กรอกข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สามารถยื่นคำขอตามสถานที่ที่กล่าวไปข้างต้น หลังจากนั้นหน่วยงานที่มีหน้าที่ประเมินสถานประกอบการ จะมีการจัดทำแผนและประเมินภายใน 120 วัน ในกรณีที่ไม่พบข้อบกพร่อง หน่วยงานจะสรุปผลการประเมินและจัดทำรายงานภายใน 30 วัน ตัวอย่างข้อบกพร่องที่พบจากการประเมินมาตรฐานแรงงานไทย เช่น กำหนดวันหยุดตามประเพณีไม่ถูกต้อง นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยไม่ถูกต้อง ไม่มีระบบน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิง ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟ เป็นต้น หากพบข้อบกพร่องเหล่านั้น หน่วยงานจะแจ้งข้อบกพร่องนั้นให้ดำเนินการแก้ไขภายใน 180 วัน ก่อนจะติดตามผลและสรุปผลการประเมินต่อไป                  ได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงาน                      กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานตามมาตรฐานISO/IEC 17021 จากคณะกรรมการรับรองหน่วยรับรอง สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ จะเป็นผู้พิจารณาให้คำรับรองและจัดทำใบรับรองเป็นลำดับถัดไป เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการของการขอใบรับรองมาตรฐานแรงงานไทยแล้ว   ประโยชน์ของการรับรองมาตรฐานแรงงาน                 การรับรองมาตรฐานแรงงานแน่นอนว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือนายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจกับแรงงาน หรือลูกจ้างจะมีกำลังใจในการทำงาน มีความมั่นคงเพราะสิทธิมนุษยชนของพวกเขาได้รับการคุ้มครอง มีสิทธิในการเจรจาต่อรอง มีความเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติแม้ต่างชาติต่างภาษา อีกทั้งยังมีความปลอดภัยและมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ในขณะเดียวกันเจ้าของธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากภาพลักษณ์ของการปฏิบัติกับแรงงานอย่างเป็นธรรม ด้วยภาพลักษณ์นี้จะทำให้สินค้าและบริการเป็นที่น่าเชื่อถือ และไว้วางใจ เพราะองค์กรมีการบริหารจัดการกับแรงงานที่เป็นธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงออกถึงคุณภาพของการดำเนินงานอย่างมีมาตรฐานของสถานประกอบการ นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องหมายทางการตลาดที่ทำให้แข่งขันทัดเทียมในเวทีการค้าทั้งในและนอกประเทศอีกด้วย                   อีกแง่หนึ่งก็ส่งผลต่อดีประเทศ เมื่อใดก็ตามที่สินค้าและบริการของไทยผ่านการผลิตที่มีการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม มีการบริหารจัดการเรื่องแรงงานอย่างเป็นธรรม ย่อมทำให้ภาพลักษณ์ของการส่งออกสินค้าของประเทศดำเนินไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น                   จะเห็นว่า มาตรฐานแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการให้มีความน่าเชื่อถือและผู้บริโภคไว้วางใจ ซึ่งแน่นอนว่าการดำเนินการตามมาตรฐานแรงงานนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง และยังส่งผลต่อการผลิตสินค้าและบริการอันเป็นกำลังในการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกอีกด้วย                   ผู้ประกอบการท่านใดสนใจสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtrustmark.com หรือโทร. 02 507 8266   เรียบเรียงข้อมูลจาก http://tls.labour.go.th/2018/ http://tls.labour.go.th/2018/attachments/article/628/Book_Thai.pdf  

 22,276
ประชาสัมพันธ์
05 พ.ย. 62

t mark เดินหน้าผลักดันการส่งออก

            ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันและปรับเปลี่ยนแผนการตลาดของตนเองเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาด้านการค้าที่อาจเกิดขึ้น ด้านรัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมุ่งมั่นที่จะผลักดันการส่งออกให้เติบโตมากยิ่งขึ้น โดยปี 63 นี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมแผนการส่งออกของไทย เน้นการเร่งรัดการส่งออกสินค้าและบริการ เพื่อขับเคี่ยวการส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก                               เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ประชุมมอบนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงบประมาณ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานขอกระทรวงพาณิชย์               หนึ่งในนโยบายนั้นคือการเร่งรัดการส่งออกสินค้าและบริการ นายจุรินทร์ ระบุว่า การเร่งรัดนี้จะเน้นส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ อาทิ OTOP สินค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ  โดยมีการทำยุทธศาสตร์รักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าจากที่เคยสูญเสียไปและเร่งรัดการค้าชายแดน เพิ่มมูลค่าการส่งออกหลังเศรษฐกิจโลกชะลอตัว (มติชน, 7 สิงหาคม 2562)                   และแน่นอนว่านโยบายผลักดันการส่งออก ถือเป็นพันธกิจหลักของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  โดยจะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ ขยายช่องทางตลาดแก่สินค้าและบริการไทยส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการไทย รวมถึงยกระดับคุณภาพการให้บริการสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง                   ด้วยเหตุนี้เอง Thailand Trust Mark หรือ T Mark ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพของสินค้าและบริการจากประเทศไทยจึงได้ถือกำเนิดขึ้น จากการดำเนินงานเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดประตูความสำเร็จสู่ผู้ประกอบการมากกว่า    800 บริษัท ครอบคลุม 8 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร อุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมอื่น ๆ ธุรกิจบริการรักษาพยาบาล (โรงพยาบาล/คลินิก) ธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ (สปา) และธุรกิจบริการการศึกษานานาชาติ โดย T Mark ได้ยกระดับสินค้าและบริการผ่านคอนเซ็ปต์ The Sign of Heartmade Quality from Thailand to the World ใส่ใจต่อการผลิต ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และได้รับการรับรองที่มีมาตรฐาน                   ในแง่ของการส่งออกสินค้าไทยสู่นานาชาติ การมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าอย่าง T Mark ถือเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับทั้งตัวสินค้า เจ้าของแบรนด์หรือผู้ประกอบการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง ซึ่งสัญลักษณ์นี้จะทำให้ตลาดโลกไว้วางใจในด้านการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า ความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม และมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า และก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย                   นโยบายการรักษาตลาดเก่า และขยายตลาดใหม่นั้นจะยิ่งเสริมสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการได้ปรับปรุงสินค้าของตนให้ตรงตามมาตรฐาน และได้ขยายโอกาสทางค้าไปสู่ตลาดสากล ขณะเดียวกันยังช่วยตอกย้ำให้เกิดการจดจำภาพลักษณ์แหล่งกำเนิดสินค้าให้กับผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าและบริการเหล่านี้มาจากแหล่งกำเนิดที่เชื่อถือได้และผ่านการพิจารณาคัดเลือกตามคุณสมบัติของ T Mark และกระตุ้นให้เกิดการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ขยายตัวเพิ่มมาขึ้นทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า                   นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการไทยจะได้ขยายตลาดของตนเองไปสู่สายตาผู้บริโภคต่างชาติ โดยนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทยที่ผ่านมาตรฐานระดับสากลและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยการรับรองจากรัฐบาลไทย                   ปัจจุบัน Thailand Trust Mark (T Mark) ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกิจกรรม T Mark Clinic ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการสมัครขอรับตรา T Mark และแนะนำช่องทางพาแบรนด์ไทยออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งยังมีการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายอย่าง นักท่องเที่ยว นักลงทุนชาวจีนที่สนใจสินค้าของไทย และประชาสัมพันธ์สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ผ่านกิจกรรมนิทรรศการส่งเสริมการขายสินค้าที่ได้รับตรา T Mark (T Mark Festival) ที่เต็มไปด้วยสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกสรรภายในศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่ของประเทศ พร้อมด้วยกิจกรรม Workshop อีกมากมาย                   T Mark ถือว่าเป็นสนามเฟิร์สคลาสระดับประเทศที่จะส่งเสริมสินค้าและบริการของบ้านเราให้ทัดเทียมกับต่างชาติ โดยสนับสนุนและผลักดันการส่งออกเพื่อนำสินค้าไทยให้ก้าวไกลสู่สากล                   ติดตามข่าวสารกิจกรรมหรือต้องการทำความรู้จักกับสัญลักษณ์  T Mark ให้มากขึ้น สามารถสอบถามหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtrustmark.com/th หรือ โทร. 02-507-8266  

 20,022
ประชาสัมพันธ์
05 พ.ย. 62

การันตี t ‘mark’ ให้ ‘มาก’ กว่าที่คิด

              เมื่อมีภาวะแห่งการแข่งขันทางธุรกิจสูง เหล่าผู้ผลิตไม่เพียงแต่จะสร้างเอกลักษณ์ของสินค้าและบริการให้โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังต้องคิดค้นกลยุทธ์การตลาด รวมถึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อให้ธุรกิจเติบโตในหนทางธุรกิจที่มากล้นไปด้วยคู่แข่งทางการค้า                   ทว่าเท่านั้นพอแล้วหรือ...ที่จะกุมความสนใจและความต้องการของผู้บริโภค เพราะความเชื่อมั่นของผู้ซื้อต่อสินค้าและบริการจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีหลักประกันที่ทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าสินค้านั้นมีคุณภาพดีเยี่ยมเพียงพอ และยังมีความน่าเชื่อถือด้านอื่น ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ                   หลักประกันที่ว่าคือ T Mark หรือ Thailand Trust Mark ตราสัญลักษณ์แห่งคุณภาพที่จัดทำโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้าและบริการจากประเทศไทยมีความเป็นเลิศอย่างแท้จริงด้วยการคัดสรรจากเกณฑ์การคัดเลือกที่เป็นมาตรฐาน เรียกได้ว่าผู้บริโภคจะได้สินค้าคุณภาพคับแก้วอย่างแน่นอน อีกทั้งหลักประกันนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มคุณค่าของสินค้าไทยสู่สายตานานาประเทศอีกด้วย                   ผู้ประกอบการที่เป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการ Thailand Trust Mark จะได้รับสิทธิประโยชน์จากตราสัญลักษณ์เหลืองทองและอักษรตัว T บนสินค้าและบริการ ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ มากด้วยโอกาส-มากมูลค่า-มากการพัฒนา สมกับชื่อสัญลักษณ์     มากด้วยโอกาส                   T Mark จะเพิ่มโอกาสแก่ผู้ประกอบการในการก้าวไปสู่ตลาดสากลและได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลก เนื่องจาก T Mark เป็นตราสัญลักษณ์ที่การันตีได้ว่า นี่เป็นสินค้าและบริการจากประเทศไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล มีกระบวนการผลิตที่ดี ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และยังใช้แรงงานที่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และนั่นจะทำให้สินค้าและบริการของผู้ประกอบการไทยก้าวเข้าสู่ตลาดการส่งออกอย่างเต็มภาคภูมิ นอกจากนั้นยังช่วยยกระดับและส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็นเลิศอีกด้วย                   โอกาสที่สอง ผู้ประกอบการที่ได้รับตรา T Mark จะมีโอกาสเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าและหน่วยงานผ่านสื่อต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศซึ่งช่วยผลักดันและสนับสนุนสินค้าและบริการของไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพรวมทั้งความใส่ใจต่อทุกกระบวนการผลิตสู่สายตาต่างชาติ โดยกรมฯ มีแผนประชาสัมพันธ์ตรา T Mark ในต่างประเทศ โดยเน้นไปที่ตลาดสากล อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดอาเซียน โดยใช้สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อดิจิทัล รวมถึงการลงโฆษณาในสื่อนอกบ้านที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาค อาทิ บิลบอร์ดในสนามบิน บิลบอร์ดใหญ่ในเมืองต่าง ๆ และป้ายสื่ออิเลคทรอนิคส์                   โอกาสที่สาม คือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเครือข่ายกระจายสินค้าหรือโครงการพันธมิตรคู่กระจายสินค้าในต่างประเทศ รวมถึงได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมของกรมฯ ทั้งกิจกรรมในประเทศและต่างประเทศ เช่น งานแสดงสินค้าคณะผู้แทนการค้า ฯลฯ โอกาสนี้จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการ และขยายการประชาสัมพันธ์ให้กับตลาดโลกอย่างกว้างขวางอีกด้วย     มากมูลค่า                   การประชาสัมพันธ์ผ่านตราสัญลักษณ์ T Mark ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการมากยิ่งขึ้น เพราะการตีตราการันตีจากรัฐบาลไทยยิ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพอย่างเต็มเปี่ยม เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างไม่ลังเล นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาการถูกต่อรองราคา และปัญหาย้ายฐานการสั่งซื้อสินค้า ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับช่องทางจัดจำหน่าย ไม่ถูกกำหนดโดยผู้ซื้อเพียงผู้เดียวอีกด้วย   มากการพัฒนา                   อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น ว่าด้วยเกณฑ์ที่ Thailand Trust Mark กำหนดไว้เพื่อคัดเลือก ผู้ประกอบการอย่างมีมาตรฐาน การคัดเลือกหรือการกำหนดคุณสมบัติเป็นสิ่งที่จะช่วยตอกย้ำ ‘คุณภาพ’ ของสินค้าและบริการไทยมากยิ่งขึ้น โดยคุณสมบัติหลักที่ประกอบการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการนั้นมีดังนี้ 1.ผู้ประกอบการจะต้องเป็นนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกผู้ส่งออกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 2.มีการรับรองมาตรฐานในประเทศและ/หรือมาตรฐานสากล 3.เป็นสินค้าและบริการที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย 4.ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)  จากกระทรวงอุตสาหกรรมในระดับที่ 2 เป็นอย่างน้อย 5.มีการรับรองมาตรฐานแรงงานไทยจากกระทรวงแรงงาน (มรท.8001 - 2553) ในระดับพื้นฐานเป็นอย่างน้อย 6.ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ตามหลักปฏิบัติของ CSR-DIW ของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่น้อยกว่า 4 ข้อ จาก 7 ข้อ 7.ด้านมูลค่าการค้า โดยมีมูลค่าการส่งออกหรือมูลค่าการขายภายในประเทศ 3 ปีย้อนหลัง เฉลี่ยต่อปี ไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท                   สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ประกอบการที่ผ่านการพิจารณาในครั้งแรกแล้ว ต้องมาดำเนินการต่ออายุทุก 3 ปี ซึ่งหลักเกณฑ์ต่างๆ จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความตื่นตัว เตรียมพร้อมที่พัฒนาและผลักดันการผลิตสินค้าและบริการของตนเองให้เป็นที่ยอมรับและมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อสังคมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย                   ร่วมยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการไทยสู่สากล โดยเป็นส่วนหนึ่งกับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark เพราะ T ‘Mark’ ให้ ‘มาก’ กว่าที่คุณคิด หากต้องการทำความรู้จักกับตราสัญลักษณ์  T Mark ให้มากขึ้น สามารถสอบถามหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtrustmark.com/ หรือโทร.02 507 8266    

 24,223
เศรษฐกิจ
27 ต.ค. 62

ก.พาณิชย์ ยันสหรัฐฯตัดสิทธิ gsp ไทย ไม่เกี่ยวแบน 3 สารพิษ 'แอ๊ด คาราบาว' ซัดสหรัฐฯ บอกรัฐบาลไทยอย่าไปยอม

จากกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) ประเทศไทย ส่งผลคิดเป็นมูลค่ากว่า 39,000 ล้านบาทนั้น   กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงเบื้องต้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าสหรัฐฯตอบโต้ไทยที่แบน 3 สารพิษ แต่มีการร้องเรียนมา 3-4 ปีแล้ว ว่าไทยไม่ให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานตามมาตรฐานสากล และผลการพิจารณาเพิ่งออกมา   ด้าน สภาอุตสาหกรรม มองว่า ไทยควรเร่งเปิดเจรจากับสหรัฐฯทันที เพราะไม่แน่ใจว่านี่เป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ ตั้งข้อสังเกตว่าเวลาคาบเกี่ยวกับการแบน 3 สารพิษ      ขณะที่ แอ๊ด คาราบาว โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "เห็นสันดานอเมริกาหรือยังครับพี่น้อง มันหาได้คำนึงถึงชีวิตของคนอื่นเลย มุ่งแต่จะเอาประโยชน์เพื่อตนฝ่ายเดียว รัฐบาลไทยอย่าไปยอมมันนะครับ มันจะเเบนสินค้าเราก็ช่างแม่ง เวลานี้คุณสมคิด คุณจุรินทร์ ได้ออกเดินสายหาคู่ค้ารายใหม่ๆในประเทศต่างๆ ที่มีคุณธรรม เเละไม่เอาเปรียบข่มเหงรังแกเรา   ขอให้พวกเราต้องร่วมกันสู้นะครับ เพื่อเห็นเเก่ประโยชน์สุขของประชาชนคนไทย ถ้าไม่สู้เราก็ตายผ่อนส่งต่อไปเรื่อยๆ ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งภาครัฐและเอกชน สู้ๆๆๆๆ ถึงเวลาที่ต้องทิ้งประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้วละครับพี่น้อง"     

 7,071
เศรษฐกิจ
27 ต.ค. 62

พาณิชย์ ประเมิน ไทยถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ gsp กระทบส่งออก 0.01%

แฟ้มภาพ ขอบคุณภาพ : มติชนออนไลน์   วันที่ 27 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง กรณีที่สหรัฐฯ มีประกาศจะตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรทางการค้า (GSP) ที่เคยให้ไทยบางรายการ ว่า จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยประมาณ 0.01% ของการส่งออกรวมของไทยเฉลี่ยรายปี โดยจะมีสินค้าบางรายการที่ใช้สิทธิมาก ก็อาจได้รับผลกระทบมากกว่ารายการอื่น    ทั้งนี้ สินค้าที่จะถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ์ GSP จะมี 573 รายการ หรือคิดเป็น 40% จากจำนวนสินค้าที่ไทยใช้สิทธิในปี 61 รวม 1,485 รายการ มีผลบังคับใช้ 25 เม.ย. 63 และมีการคืนสิทธิให้ไทย 7 รายการ    แต่ที่ผ่านมา ในปี 61 ไทยมีการใช้สิทธิ GSP เพียง 355 รายการ (จาก 573 รายการ) มูลค่า 1,279.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการใช้สิทธิเฉลี่ย 66.7% อาทิ อาหารทะเลแปรรูป พาสต้า ถั่วชนิดต่างๆ แยมผลไม้ น้ำผลไม้ ซอสถั่วเหลือง เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์เครื่องครัวและของใช้ในบ้าน มอเตอร์ไฟฟ้า เหล็กแผ่นและสเตนเลส เครื่องดนตรี และอุปกรณ์ตกปลา    ดังนั้นการถูกตัดสิทธิ GSP ทำให้ต้นทุนส่งออกไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50.33 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากสินค้าไทยกลุ่มนี้จะถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 4.5% (อ้างอิงจากอัตรา MFN rate ของสหรัฐฯ ปี 61)    สนค. ประเมินว่า การถูกตัดสิทธิ GSP ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยอย่างจำกัด อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจทำให้ มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ สำหรับสินค้ากลุ่มที่โดนตัดสิทธิในปี 63 (เมื่อมาตรการมีผลบังคับใช้) ลดลงมูลค่า 28.8 – 32.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.01 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ขณะที่ผู้ส่งออกควรกระชับสัมพันธ์กับผู้นำเข้าพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการส่งเสริมการส่งออกและการตลาดเชิงรุก เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด   กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด (มีการพึ่งพาสิทธิ GSP มากกว่าร้อยละ 50 และส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่าร้อยละ 10) ได้แก่ คอนโซล โต๊ะและฐานรองอื่นๆ ที่ติดตั้งด้วยเครื่องอุปกรณ์, รถจักรยานยนต์, แว่นสายตาหรือแว่นกันลม/กันฝุ่น, หลอดหรือท่ออ่อนทำจากยางวัลแคไนซ์, อ่างล้างหน้า, เครื่องสูบของเหลว, สารเคลือบผิว Epoxy Resin, เครื่องสูบลมหรือสูบสูญญากาศ, อาหารปรุงแต่งที่ทำจากธัญพืช, ยางนอกชนิดอัดลม หากไทยสามารถกระจายความเสี่ยงส่งออกสินค้าที่ถูกตัดสิทธิไปยังตลาดอื่นๆ ได้ จะช่วยลดกระทบต่อการส่งออกไทยได้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.พาณิชย์ ยันสหรัฐฯตัดสิทธิ gsp ไทย ไม่เกี่ยวแบน 3 สารพิษ 'แอ๊ด คาราบาว' ซัดสหรัฐฯ บอกรัฐบาลไทยอย่าไปยอม    

 2,556
เศรษฐกิจ
22 ต.ค. 62

พาณิชย์ถอดใจ ส่งออกปี 62 ติดลบ 1% ลุ้นใหม่ปีหน้า

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า การส่งออกปีนี้ จะติดลบราว 1% หลังตัวเลขเดือนกันยายนทำได้แค่ 20,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 1.39% แม้ว่าจะเป็นการติดลบในอัตราที่ชะลอตัว แต่ถ้าจะให้ตัวเลขทั้งปีเป็นบวก ต้องทำให้ได้ 21,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อเดือน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 19,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 4.24% เกินดุล 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   ส่งผลให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกมีมูลค่ารวม 186,571 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 2.11% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่ารวม 179,190.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 3.68% แต่ยังเกินดุลการค้า 7,381.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   โดยปัจจัยที่ทำให้การส่งออกไม่ขยายตัว เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงของความผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า / สถานการณ์เบร็กซิทที่ยังไม่ชัดเจน และเงินบาทที่แข็งค่า เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/d5CgWVXbqP4

 2,291
ประชาสัมพันธ์
22 ต.ค. 62

เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ‘style bangkok 2019’ งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ หลากหลายดีไซน์สุดล้ำ ครบครันทุกเทรนด์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

    เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ‘STYLE Bangkok 2019’ งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ หลากหลายดีไซน์สุดล้ำ ครบครันทุกเทรนด์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่   กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) ตอกย้ำความสำเร็จ พร้อมสานต่องานแสดงสินค้า ‘STYLE Bangkok October 2019’ งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมผู้ประกอบการกว่า 1,800 บูธ พร้อมผลักดันและยกระดับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ไทยในระดับนานาชาติ ระหว่างวันที่ 17 – 21 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา              นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ประธานพิธีเปิดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok October 2019 กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย ตั้งเป้ารับนักธุรกิจจากทั่วโลกกว่า 70 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เยอรมนี อังกฤษ จีน เกาหลี เวียดนาม สวีเดน และกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท มั่นใจสามารถช่วยขับเคลื่อนการส่งออกและยกระดับภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ไทย     ภายในงาน ‘STYLE Bangkok October 2019’ นอกจากจะได้พบกับสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ไทยและต่างชาติชั้นนำแล้ว ยังรวบรวมสินค้าสุดสร้างสรรค์ สินค้ารางวัล สินค้านวัตกรรม และสินค้า Niche Market ได้แก่ แม่และเด็ก สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง สินค้าสำหรับผู้สูงอายุ สินค้า OTOP นอกจากนี้‘STYLE Bangkok October 2019’ ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้และอัปเดตเทรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อเพิ่มศักยภาพ เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ตลาดโลกอย่างแข็งแกร่ง           ทั้งนี้กรมฯ มุ่งหวังที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในภูมิภาคอาเซียน และผลักดันให้งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายในอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยเฉพาะการตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจประเภทใหม่ ๆ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวอีกต่อไป แต่รวมหลายผลิตภัณฑ์ไว้ด้วยกันเป็นคอลเล็กชั่นภายใต้กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนเข้าถึงผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น     STYLE Bangkok October 2019 เปิดเป็นวันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม เวลา 10.00 – 18.00 น. และเปิดสำหรับประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 20 – 21 ตุลาคม เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา      

 16,037
ประชาสัมพันธ์
16 ต.ค. 62

t mark ยกทัพ 4 แบรนด์ศักยภาพสูง ลุยโค้งสุดท้าย โครงการ ‘passage to mumbai’ ดันผู้ประกอบการเตรียมพร้อมบุกตลาดอินเดีย

                       สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าจัดกิจกรรมช่วงสุดท้ายของโครงการ ‘Passage to Mumbai’ เป็นกิจกรรมการนำเสนอแผนงาน กลยุทธ์แบรนด์และ Road Map การบุกตลาดอินเดียของผู้เข้าร่วมโครงการแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์และตลาดอินเดีย โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark เข้าร่วมนำเสนอแผนงาน จำนวน 4 แบรนด์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ณ ห้องอาหารรางมาฮาลชั้น 26 โรงแรมแรมแบรนดท์                     สำหรับโครงการ  ‘Passage to Mumbai’ เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมแบรนด์สินค้าและธุรกิจสร้างสรรค์สู่สากล (MOC4i : Thai Brand Heroes Program รุ่น 2) นับว่าเป็นโครงการ MOC 4i  ในขั้น 3 และขั้น 4 (Implementation & Internationalization) วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมแบรนด์ศักยภาพสู่ตลาด Luxury-Premium ประเทศอินเดีย ซึ่งคัดเลือกกลุ่มแบรนด์ที่มีศักยภาพสูง อาทิ ผู้ที่ได้รับรางวัล PM Award T Mark และ DEmark เน้นเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านประสบการณ์ในการขยายตลาดสู่อินเดีย การจดเครื่องหมายการค้าในอินเดีย เป็นต้น ตลอดโครงการจะได้รับความรู้ คำแนะนำ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด                 โดยกิจกรรมของโครงการจะแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ กิจกรรมช่วงแรก เป็นการบรรยายเกี่ยวกับข้อมูลศักยภาพตลาดอินเดีย พฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสารเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการให้คำแนะนำด้านการเตรียมความพร้อมพาแบรนด์สู่ตลาดอินเดีย กิจกรรมช่วงที่ 2 เป็นการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านแบรนด์ (One on one Brand Clinic) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์แบรนด์ เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดทำ Brand Bible – Brand Roadmap ในรูปแบบเฉพาะของแต่ละแบรนด์ และช่วงสุดท้าย เป็นการนำเสนอแผนงานของแต่ละแบรนด์หลังจากได้รับคำแนะนำในด้านต่าง ๆ มาอย่างเข้มข้น โดยแต่ละแบรนด์จะต้องนำเสนอกลยุทธ์แบรนด์และ Road Map การบุกตลาดอินเดีย                   โครงการตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark พร้อมผลักดันผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ เข้าร่วมโครงการ ‘Passage to Mumbai’ เพื่อต่อยอดและขยายธุรกิจสู่ตลาดอินเดีย โดยจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง พร้อมสร้างแบรนด์และสามารถร่วมดำเนินการวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด รวมถึงสามารถสร้างเอกลักษณ์ ของแบรนด์ได้ ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับตรา Thailand Trust mark (T Mark) ที่เข้าร่วมโครงการ มีทั้งหมด 4 แบรนด์จาก 11 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ Cruset แบรนด์เรนองที แบรนด์ Wel-B และแบรนด์ Lucaris ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 4 แบรนด์กล่าวว่าการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก ช่วยให้มีความเข้าใจแบรนด์ และทิศทางการทำตลาดในอินเดียมากขึ้น                         จะเห็นได้ว่า ตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark นอกจากจะเป็นตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพมาตรฐานสากล ที่รับรองสินค้าและบริการของไทย ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและการันตีคุณภาพสินค้าไทยที่ทั่วโลกไว้วางใจในทุกด้าน ยังเป็นตราสัญลักษณ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมขยายธุรกิจ สร้างแบรนด์สินค้าไทยในเวทีการแข่งขันสากล ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ สินค้าและบริการของไทยให้มีโอกาสในตลาดการส่งออกเพิ่มมากขึ้น                  สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเพิ่มโอกาสทางการค้าและบริการ พร้อมร่วมติดปีกแบรนด์ไทยให้ดังไกลในตลาดโลกไปพร้อมกัน โดยสามารถสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ ‘T Mark’ และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thailandtrustmark.com/   

 17,868
เศรษฐกิจ
16 ต.ค. 62

พาณิชย์คิกออฟ จ่ายเงินชดเชยส่วนต่าง ประกันราคาข้าวรอบที่ 1

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ชี้แจงและมอบนโยบายโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 62/63 รอบที่ 1 ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคิกออฟจ่ายเงินประกันรายได้ชาวนางวดแรกสำหรับการประกันรายได้ข้าว   โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้กำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 62/63 รอบที่ 1 งวดที่ 1 เพื่อชดเชยส่วนต่างให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว สำหรับผู้ที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ ‪16 ตุลาคม 62   โดยจะจ่ายชดเชยรายได้ให้กับข้าวเปลือก 2 ชนิด คือ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 2,469.64 บาท จากราคาประกันตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละ 30 ตัน และข้าวเปลือกหอมปทุมธานีตันละ 783.45 บาท จากราคาประกัน 11,000 บาท ครัวเรือนละ 25 ตัน   ส่วนอีก 3 ชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ และข้าวเปลือกเหนียว ไม่ชดเชย เพราะมีราคาสูงกว่าราคาประกัน โดยการจ่ายเงินส่วนต่าง จะโอนเข้าบัญชีธนาคาร ธกส.ตรงถึงมือเกษตรกร ส่วนชาวนาที่ขึ้นทะเบียนหลังจากนี้ ก็จะได้รับเงินนในงวดถัดไป ซึ่งจะจ่ายทุกๆ 15 วัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MTawrZ8W4TM

 3,268

Top