ค้นหา :

ผลการค้นหา "มหาวิทยาลัย"

เศรษฐกิจเข้มแข็ง
07 พ.ค. 62

มหาวิทยาลัยไทยแห่เปิดหลักสูตรออนไลน์ ปรับตัวสู้ศึกชิง นศ.

มหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทย ปรับตัวสู้กับการแข่งขันที่สูงขึ้นในวงการการศึกษา ด้วยการเปิดหลักสูตรออนไลน์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน เพื่อลดเวลาการเดินทางและค่าใช้จ่ายให้กับนักศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยครีนครินทรวิโรฒ (มศว), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.), มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SwGjuc1xTNE

 3,867
สังคม-อาชญากรรม
05 พ.ย. 61

มหาวิทยาลัยป่วน นายก-กรรมการสภา จ่อชิงลาออก หลัง ป.ป.ช.บังคับยื่นแจ้งบัญชีทรัพย์สิน

นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยปั่นป่วน เตรียมชิงลาออกจากตำแหน่ง หลัง ป.ป.ช.ออกระเบียบให้ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน   ด้าน ศ.นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่าประกาศฉบับดังกล่าว มีผลกระทบแน่นอนกับมหาวิทยาลัยเกรงจะเกิดสูญญากาศ ชี้นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยแค่ดูนโยบาย ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงบประมาณ ป.ป.ช.ไม่ถามความคิดเห็นมหาวิทยาลัย ต่อไปอาจไม่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยแนะนำพัฒนาการศึกษาเพื่อให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตตรงกับความต้องการของตลาด   ส่วนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บอกระบบการศึกษาปั่นป่วนแน่ เชื่อว่ามีกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกินครึ่งลาออกก่อนสิ้นเดือนนี้ เพราะรำคาญ ทั้งที่เสียสละเพื่อส่วนรวม ถ้าแจ้งไม่ครบหรือเผอเรอยังตัองเจอคดีอาญา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sWpTSAdF5_g

 5,669
สังคม-อาชญากรรม
07 มิ.ย. 61

tcas ยังวุ่น! อ.มหาวิทยาลัยโพสต์ได้ผลกระทบ ไร้เงาเด็กยืนยันสิทธิ์

ความคืบหน้าการแก้ปัญหาระบบการคัดเลือกการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2561 ใช้ชื่อว่า Thai University Central Admission System หรือ TCAS 61 ที่ล่าสุดดำเนินการรอบ 3/2 แต่ยังพบปัญหามีนักเรียนที่ยืนยันสิทธิ์ในรอบ 3/1 ไปแล้ว มีชื่อติดมหาวิทยาลัยแห่งอื่นอีก ทำให้มีเสียงสะท้อนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่าน ที่พบว่าทางคณะไม่มีนักศึกษามายืนยันสิทธิ์   โดยเฟซบุ๊กของอาจารย์เจษฎา  เด่นดวงบริพันธ์ อาจารณ์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ถึงผลกระทบจากการยืนยันสิทธิ์ TCAS ในรอบที่ 3 โดยระบุว่า จากจำนวนนิสิตที่คณะประกาศรับได้ในรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน 298 คน ประกาศชื่อ 300 คน แต่มีการยืนยันสิทธิ์เพียง 33 คนเท่านั้น ซึ่งเกิดจากปัญหาการกั๊กที่นั่งของนักเรียนที่ผลการเรียนดี ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่เด็กสามารถทำได้ เพราะระบบเปิดโอกาสให้ พร้อมตั้งความหวังว่าในการยืนยันสิทธิ์รอบ 3/2 จะมีนักเรียนยืนยันสิทธิ์ถึงครึ่งหนึ่ง   นอกจากนี้ ผศ.ธนา หงษ์สุวรรณ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า TCAS 3/1 ดาเมจรุนแรงมาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ พระนครเหนือ ยืนยันสิทธิ์ 4 คน / วิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับ 80 ยืนยัน 23 คน ส่วน วิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ พระจอมเกล้า ลาดกระบัง มีนักเรียนยืนยันสิทธิ์ 1 คน พร้อมบอกว่า คนคิดระบบเจ๋งมาก ที่สร้างความปั่นป่วนขนาดนี้   ขณะเดียวกัน ยังมีอาจารย์มหาวิทยาลัยบางส่วนแล้วแจ้งว่า การประกาศผลรอบ 3/2 มีปัญหานักเรียนที่ยืนยันสิทธิในรอบ 3/1 แล้ว กลับมามีชื่อติดในรอบ 3/2 อีก ทั้งที่ควรนำชื่อออกจากการประมวลผล   ด้านนายประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่าทาง ทปอ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เร่งจัดการแก้ปัญหาแล้ว เนื่องจากขั้นตอนการส่งข้อมูลกันไปมาระหว่าง ทปอ. และมหาวิทยาลัย คือ ทปอ.ส่งข้อมูลรายชื่อผู้ยืนยันสิทธิรอบที่ 3/1 ไปให้ทุกมหาวิทยาลัย แล้วทางมหาวิทยาลัยจะทำการเคลียร์ที่นั่งว่างเพื่อส่งจำนวนที่นั่งว่างให้ทปอ.สำหรับใช้ในการยืนยันสิทธิรอบที่ 3/2 ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้ยืนยันสิทธิรอบ 3/2 ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือข้อมูลไม่ตกผลึกหรือข้อมูลกำลังเดินทางอยู่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VFwsZlQ7Q7A    

 4,040
สังคม-อาชญากรรม
30 พ.ค. 61

รวมทุกมุมดราม่าเดือดสอบ tcas โวย! กั๊กที่นั่ง-คะแนนเฟ้อ ทปอ.สั่งเปิดรอบ 3/2 ให้ นร.เลือกใหม่

เกิดเป็นเรื่องราวดราม่าในแวดวงการศึกษาของไทย สำหรับระบบการคัดเลือกการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2561 ใช้ชื่อว่า Thai University Central Admission System หรือ TCAS 61 ที่มีการแบ่งออกเป็น 5 รอบ แต่ละรอบก็จะมีเงื่อนไขที่ต่างกัน ถ้าสอบติดในรอบไหนแล้วก็จะไม่สามารถสมัครในรอบต่อไปได้ โดยทั้ง 5 รอบประกอบไปด้วย   รอบที่ 1 รอบใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) รอบที่ 2 รอบรับแบบโควตา รอบที่ 3 รอบรับตรงร่วมกัน เลือกได้ 4 สาขาวิชา แบบไม่มีลำดับ Clearing House (กดเลือกคณะ) รอบที่ 4 รอบแอดมิชชั่น เลือกได้ 4 สาขาวิชา แบบมีลำดับ Clearing House (กดเลือกคณะ) รอบที่ 5 รอบรับตรงอิสระ (เก็บตก)   ซึ่งขณะนี้อยู่ในการคัดเลือกรอบที่ 3 พบปัญหาที่นักเรียนที่มีคะแนนสูง สอบติดคณะที่เลือกไว้ทั้ง 4 อันดับ ซึ่งจะต้องกดยืนยันสิทธิเพียง 1 คณะ หรือ 1 อันดับเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามการติดทั้ง 4 อันดับ จะเป็นการกั๊กที่นั่งสำหรับนักเรียนอื่นนที่คะแนนน้อยลงมา จนอาจจะทำให้ใครหลายคนพลาดโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้   นายมนัส อ่อนสังข์ หรือลาเต้ เว็บ DekD.com แนะนำให้เปิดรอบย่อย โดยใช้คะแนนเกณฑ์เดิม และไม่อยากให้มีปัญหากั๊กที่ซ้ำซ้อน พร้อมทั้งขอให้คงระบบแอดมิชชั่นไว้ แต่เลื่อนเวลาออกไปอีกสักนิด   ขณะที่อ.ปิง ดาว้องก์ ติวเตอร์ชื่อดัง ระบุขอเป็นตัวแทนเด็กปี 61 ออกมาพูด รู้สึกสงสารเด็กที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แต่ไม่มีใครออกมากล้าพูด ชี้ตัวเด็กไม่ผิด แต่ผิดที่ระบบที่ไม่เป็นไปตามที่คิด ทำให้เด็กที่ติดแพทย์ถูกเพื่อนต่อว่า ว่ากั๊กที่เพื่อน ทั้งที่เด็กไม่ได้ผิดอะไร   ด้านครูลูกกอล์ฟ ติวเตอร์ภาษาอังกฤษชื่อดัง โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่า "คนที่คิดระบบนี้ขึ้นมา ต้องเข้ามาใน Twitter ลองอ่าน #dek61 #TCAS หรือรับฟังปัญหาจากที่หลายๆเพจเริ่มแชร์ แล้วท่านต้องคิดแล้วว่าจะหาทางออกยังไง ถ้าอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จากระบบของท่าน ต้องเข้ามาอ่าน ส่งตัวแทนมาเก็บข้อมูล ส่วนผู้ปกครองทั้งหลาย ก็ลองทำความเข้าใจระบบไปก่อน"   นอกจากนี้ กลุ่มเด็กๆที่ได้รับผลกระทบ ได้ร่วมกันลงชื่อเรียกร้องสิทธิในการแก้ไขปัญหาคนที่ได้รับผลกระทบจากระบบ TCAS รอบ 3 ผ่านทาง change.org ให้ทางทปอ.จัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วนที่สุด โดยให้ยังคงใช้เกณฑ์เดิมในการรับเข้าศึกษา และขอร้องอย่างที่สุดว่าอย่าผลักปัญหา โดยให้เด็กๆรอไปยื่นรอบ4 เพราะเกณฑ์มันไม่เหมือนกัน พร้อมขอให้เยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างระบบที่ผิดพลาด   และนัดรวมพลคนเดือดร้อน TCAS3 วันที่ 31 พค.นี้ 10.00น ที่หน้า สกอ. 328 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ชั้น 3 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี   ทั้งนี้มีรายงานว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้หารือเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว    เบื้องต้น ทปอ. เปิดรอบ 3/2 เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยในรอบนี้จะดำเนินการหลังจากเคลียร์ริ่งรอบแรกเสร็จในวันที่ 3 มิ.ย. โดยไม่ต้องสมัครใหม่ ทปอ.จะใช้ 4 ตัวเลือกที่เลือกเดิม   ซึ่งผู้ที่จะได้สิทธิ์ในรอบนี้ จะต้องไม่ได้สิทธิ์ในรอบแรก คือผู้ที่ไม่ติดเลยสักอันดับ หรือผู้ที่ติดแต่ขอสละสิทธิ์ที่ได้ในการเคลียร์ริ่ง ทั้งนี้หากสละสิทธิ์แล้วจะไม่สามารถขอสิทธิ์รอบแรกกลับมาอีกครั้งได้     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eI8OwZqAG1c

 20,783
ข่าวต่างประเทศ
08 พ.ค. 61

ดราม่า! นศ.ผิวสีถูกดึงลงจากเวทีหลังเต้นตอนรับปริญญาที่สหรัฐฯ ชาวเน็ตจวกเลือกปฏิบัติ

สำนักข่าว metro เผยแพร่ภาพเหตุการณ์เรียกเสียงฮือฮา ขณะเหล่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยฟลอริดาถูกดึงตัวลงจากเวทีระหว่างการรับมอบปริญญาบัตรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหลังพวกเขากระโดดโลดเต้นแสดงความดีใจที่สำเร็จการศึกษา      คลิปวิดีโอหลายคลิปได้ถูกโพสต์ในโซเชียลมีเดีย จับภาพของบัณฑิตหลายคนถูกเจ้าหน้าที่ดึงตัวออกไปโดยเฉพาะนักศึกษาผิวสี ทำให้ความคิดเห็นส่วนใหญ่กล่าวโจมตีมหาวิทยาลัยว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่วนบัณฑิตที่ถูกดึงตัวออกไปก็มองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องน่าอับอาย เพราะการเต้นรำถือเป็นการแสดงออกถึงความสุข แต่พวกตนกลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปจากบัณฑิตผิวขาว     ด้านอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟลอริดาได้ออกมาขอโทษผ่านทวิตเตอร์ในเช้าวันอาทิตย์ โดยยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่เป็นการจัดระเบียบให้พิธีการจบตามกำหนดเวลา ทั้งยังให้คำมั่นว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เหล่าบัณฑิตเชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยรู้สึกภาคภูมิใจและร่วมเฉลิมฉลองกับการสำเร็จการศึกษาของพวกเขาเช่นเดียวกัน                 

 4,567
ข่าวต่างประเทศ
16 มี.ค. 61

สะพานข้ามถนนถล่มในสหรัฐฯ ทับรถที่แล่นด้านล่าง คนเสียชีวิตแล้ว 4 บาดเจ็บ 9

เกิดเหตุสะพานข้ามถนนขนาดใหญ่ถล่มใกล้กับมหาวิทยาลัยนานาชาติ รัฐฟลอริด้า ในเมืองไมอามี่ ของสหรัฐฯ ทำให้มีเสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 9 คน จนท.ต้องรื้อซากปรักหักพังของสะพาน เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม   ทั้งนี้สะพานดังกล่าว มีน้ำหนัก 950 ตัน มีความยาว 200 ฟุต ถูกนำมาติดตั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการปีหน้า แต่กลับเกิดโศกนาฎกรรมเสียก่อน โดยได้ทับรถยนต์ที่กำลังแล่นอยู่บนถนน 8 คัน จนมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทก่อสร้างจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุ   เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม We will conduct a full investigation to determine exactly what went wrong and will cooperate with investigators on scene in every way. เราจะทำการสืบสวนอย่างเต็มที่ถึงเหตุที่เกิดขึ้น และร่วมมือกับฝ่ายสืบสวนทุกด้าน  

 6,060
ข่าวประชาสัมพันธ์
28 ก.พ. 61

งาน university expo มหกรรมอุดมศึกษา

งาน University Expo มหกรรมอุดมศึกษา วันที่ 2-4 มีนาคม 2561 เวลา 10.30-18.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ลงทะเบียนได้ที่ http://unixpo.cupt.net 

 1,726
ข่าวภูมิภาค
13 ก.พ. 61

คนร้ายซิ่งกระบะปาดหน้ายิงหนุ่ม นศ. ก่อนฉุดสาวรุ่นน้องไปข่มขืน ก่อนปล่อยตัวบนเข้าภูพานและหลบหนี

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเวลา 01.00 น. ตำรวจ สภ.นามน จ.กาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีว่า มีเหตุยิงกันบนถนนทางเข้ามหาลัยวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บริเวณหน้าวัดอรัญญิกาวาส หรือวัดบ้านหนองโพนสูง หมู่ที่ 5 โดยในที่เกิดเหตุพบนายเสมา แสงฤทธิ์ อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์นอนจมกองเลือด ห่างกันมีรถจักรยานยนต์และพบปอกกระสุนปืนขนาด  9 มม. ตกอยู่ โดยพบว่านายเสมาถูกยิงเข้าที่บริเวณใบหน้า ทีมกู้ภัยได้เร่งทำการปฐมพยาบาลแล้วนำตัวส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ แต่เนื่องจากยังมีสติจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีน้องเป็นผู้หญิงเป็นนักศึกษารุ่นน้องในคณะที่มาด้วยกัน ถูกคนร้ายฉุดตัวขึ้นรถกระบะยี่ห้อวีโก้ สีดำ ไม่ทราบทะเบียนไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังออกค้นหา         ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. น.ส.เอ (นามสมมุติ) 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่อยู่ในสภาพอิดโรยได้เข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพาน จ.สกลนคร โดยแจ้งว่าถูกคนร้ายขับรถกระบะปาดหน้าก่อนที่จะใช้อาวุธปืนยิงนายเสมาฯ รุ่นพี่นักศึกษาและฉุดตัวเองขึ้นรถไปในรถก่อนจะทำการข่มขืนแล้วปล่อยตัวออกมา ภายหลังตำรวจ สภ.นามน จึงได้แจ้งให้มารับตัวและไปตรวจร่างกาย        จากนั้นในเวลา 15.00 น. พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ได้เข้าเยี่ยม นายเสมา ซึ่งอาการปลอดภัย โดยแพทย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ได้ทำการสแกนสมอง ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเนื่องคมกระสุนปืน เจาะเข้าที่บริเวณแก้มด้านซ้ายทะลุขวา        โดยนายเสมา  บอกว่า เมื่อช่วงกลางดึกตนได้ขับรถจักรยานยนต์มากับ น.ส.เอซึ่งเป็นน้องในคณะเดียวกัน โดยก่อนเกิดเหตุได้เข้าไปซื้ออาหารที่ร้านสะดวกซื้อในปั้มน้ำมัน จากนั้นก็ได้ขับรถจักรยานยนต์กลับ ตนได้สังเกตเห็นรถกระบะขับตามมา แต่ก็ไม่ได้สนใจ จนมาถึงในชุมชน รถกระบะดังกล่าวได้ขับปาดหน้าจากนั้นมีชายฉกรรจ์ ได้เดินเข้ามาใช้อาวุธปืนจ่อยิงเข้ามาที่หน้า แต่ตนขัดขืนกระสุนกระสุนปืนจึงยิงเข้าที่แก้มก่อนที่ตนจะแกล้งตาย จากนั้นคนขับรถกระบะก็ได้ฉุดกระชาก น.ส.เอ นักศึกษารุ่นน้องขึ้นรถกระบะไป จึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากพลเมืองดี โดยตนยืนยันว่า น.ส.เอ เป็นน้องนักศึกษาในคณะเดียวกัน และเมื่อคืนนี้ก็กำลังทำงานตัดต่อ รู้สึกหิวจึงพากันออกมา ซึ่งตนและรุ่นน้องไม่รู้จักคนร้ายแต่อย่างใด        ด้าน นายธนากรณ์ แสงฤทธิ์ อายุ 48 ปี บิดาของ นายเสมา กล่าวว่า จากการสอบถามลูกชายทราบว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับรุ่นน้อง และไม่เคยมีเรื่องกับใครจึงไม่รู้สาเหตุ จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ด้วย        ขณะที่ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน จังหวัดกาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ติดตามแล้ว เบื้องต้นได้ตั้งประเด็นชู้สาว แต่ในส่วนของนักศึกษาหญิงนั้น จะต้องตรวจร่างกายก่อนว่ามีร่องรอยการข่มขืนหรือไม่ และอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งผู้เสียหายยังไม่สามารถให้การได้มากนัก เนื่องจากอยู่ในอาการตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลา และตำรวจจะต้องดูแลสภาพจิตใจของผู้เสียหายอย่างดีไปด้วย แต่ก็ได้สั่งการให้เช็คกล้องวงจรปิดและเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากจะเป็นช่วงวันวาเลนไทน์ก็ขอเตือนให้ผู้ปกครองเตือนบุตรหลานเพื่อป้องกันเหตุร้ายด้วย

 19,765
แชร์ออฟเดอะเดย์
06 ก.พ. 61

สั่งสอบรุ่นพี่หยดน้ำตาเทียนใส่แขนน้อง ยันไม่ใช่รับน้อง แต่ทำพิธีผูกข้อมือแล้วเล่นกัน ด้านน้องปี1 บอกไม่เอาเรื่อง งง คนแชร์จนบานปลาย

กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรง เกี่ยวกับเรื่องการรับน้อง ในสถาบันศึกษา หลังจากเพจ God of war3 แชร์ภาพแขนของนักศึกษาชายคนหนึ่ง มีร่องรอยบาดแผลผุพอง คล้ายถูกความร้อนลวก และมีสายสิญจน์ผูกที่ข้อมือ  พร้อมข้อความว่า   "ตูจะเป็นแผลเป็นมั่ยนี่" ฝากลงทีครับแอด ผมเรียนมหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์นนทบุรี เมื่อวันที่1กพ. ที่ผ่านมา มีการรับรุ่น อล้วรุ่นพี่เอาเทียนพลาสติกหยดที่ข้อมือ  เพื่อนผมเลยโพสต์ขำๆ แต่โดนรุ่นพี่แคปรูปไปประจาน ในกลุ่ม แถมมีการโพสต์ข่มขู่เพื่อนด้วย"   โดยในโพสต์นี้ ยังมีคอมเม้นต์ ประชดประชัน นักศึกษาชายคนนี้ และข่มขู่   ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน   ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า เหตุที่เกิดขึ้น ผู้เสียหาย เป็นนักศึกษาสาขา วิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จ.นนทบุรี  ชั้นปี 1 ถูกรุ่นพี่ใช้น้ำตาเทียนหยดใส่ที่แขน ในงานวันทำบุญประจำปีของสาขา และจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์รุ่นพี่และรุ่นน้อง เมื่อวันที่ 1ก.พ.ที่ผ่านมา   โดยน้องหญิง นามสมมติ รุ่นพี่ปี 3 เล่าว่า น้องที่ถูกกระทำนั้นชื่อ น้องกุ้ง นามสมมุติ เป็นน้องที่สนิทของตน โดยทางสาขา ทำบุญ ในช่วงเช้า ช่วงบ่ายมีกิจกรรมแนะนำตัวรุ่นพี่รุ่นน้อง จากนั้นก็มีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญผูกข้อมือกัน โดยมีการเขิญพราหมณ์มาทำพิธีด้วย ให้รุ่นน้องนั่งล้อมวงกันที่หน้าอาคารของสาขา จากนั้นจะจุดเทียนหน้าที่นั่งของรุ่นน้อง แล้วรุ่นพี่ก็จะเวียนกันผูกข้อมือให้น้อง ระหว่างที่ผูกก็เล่นหยอกล้อกันกับน้อง ด้วยการเอาน้ำตาเทียน มาป้ายที่สายสิญจน์เพื่อให้ผูกง่าย แต่บางคนก็ใช้น้ำตาเทียนหยดลงที่แขนน้องเลย มันคือการแกล้งกัน เมื่อน้องร้อน รุ่นน้องก็เอาน้ำตาเทียนหยดคืนใส่พี่   ไม่ได้เป็นการบังคับหรือจงใจหยดน้ำตาเทียนใส่แขนน้องตามที่โซเชียลกล่าวหา หลังเกิดเรื่องน้องกุ้งก็ไม่ได้โกรธอะไรรุ่นพี่เพราะรู้ว่านี่คือแกล้งขำๆ ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก พอกุ้งโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ก็มีคนแคปภาพไปกล่าวหาและด่าทอกันในคอมเมนต์ ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่ได้ติดใจจะเอาเรื่องเอาราวกับรุ่นพี่ แต่ทีคนแคปภาพและไปด่าทอกัน เป็นรุ่นพี่ที่ไม่ถูกกัน สองฝ่าย จนเรื่องลุกลามบานปลาย ตนในฐานะรุ่นพี่ก็เคยโดนน้ำตาเทียนมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นแผลเป็น และเข้าใจว่าคือการหยอกล้อไม่ใช่รับน้อง   ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์สัญญา คำจริง รองคณบดี ด้านกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ กล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่การรับน้องแต่เป็นการทำบุญสาขา ทางมหาลัยมีการกำหนดกฎระเบียบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด จากการสอบถามน้องกุ้งนักศึกษาที่ถูกกระทำยืนยันว่า ไม่ได้โกรธรุ่นพี่ และเข้าใจว่าคือการหยอกกันขำๆ หลังเสร็จพิธีก็มีการคุยกับรุ่นพี่ปกติ โดยวันนี้ น้องกุ้งจะเดินทางกลับจาก ตจว. ทางคณะกรรมการจะเรียกสอบถาม ก่อนจะมีการพิจารณาลงโทษรุ่นพี่ แต่จากการสอบถามรุ่นพี่แล้ว ทุกคนไม่มีเจตนาทำร้ายน้องแต่ยอมรับว่าเป็นการหยอกล้อกัน แต่อาจจะไม่เหมาะสม   จากนั้น อาจารย์สัญญา เปิดห้องให้ผู้สื่อข่าวได้คุยกับรุ่นพี่ที่ก่อเหตุนี้ โดยนายเค นามสมมติตัวแทนรุ่นพี่ที่ก่อเหตุ กล่าวขอโทษผู้ปกครองและน้องกุ้ง ที่ทำให้น้องต้องบาดเจ็บ แต่ทุกคนไม่มีเจตนา แค่เป็นการหยอกกัน และน้ำตาเทียนที่ใช้ ไม่ใช่รุ่นพี่คนเดียวหยดลงแขนน้องแต่บางทีเป็นการสะบัดน้ำตาเทียน ทำให้กระจายหลายจุด เป็นแผลผุพอง หลังเกิดเหตุขอโทษน้องแล้วและไม่ติดใจเอาความกัน แต่งง ว่ามีการแชร์ภาพออกไปโลกโซเชียลได้อย่างไร   ทางด้านนายชาติ นามสมมติ รุ่นพี่อีกคนชี้แจงว่า ตนก็เคยถูกน้ำตาเทียน เมื่อปีที่แล้วตอนนี้ยังมีรอยแผลนิดหน่อยที่แขน  ไม่ได้เจ็บมากมายอะไร เรื่งที่เกิดขึ้น ไม่มีการบังคับ และหากน้องทรมานหรือไม่พอใจ สามารถบอกรุ่นพี่และตอบโต้ได้ หรือลุกออกจากพิธี แต่น้องเข้าใจจุดนั้น   ส่วนการที่มีการกล่าวหาว่ารุ่นพี่ข่มขู่น้องไม่ให้โพสต์ภาพลงโซเชียลไม่เป็นความจริง แต่บอกน้องว่า ลบโพสต์ออกดีกว่าเดี๋ยวจะดูไม่ดี น้องก็ลบออกขำๆไม่มีอะไร แต่คนที่แคปภาพแล้วเอาไปโพสต์ต้องเป็นรุ่นพี่ด้วยกัน เพราะภาพนี้หลุดจากห้องแชทกลุ่มรุ่นพี่ แล้วการด่าทอตอบโต้กันในคอมเม้นก็เป็นพวกรุ่นพี่ด้วยกัน ไม่เข้าใจรุ่นพี่พวกนี้มากกว่าต้องการอะไรทำให้มหาลัยเสื่อมเสีย   วันนี้ทางน้องกุ้ง นักศึกษาปี 1 จะเข้าให้ข้อมูลกับอาจารย์และทางอาจารย์จะพิจารณา ลงโทษรุ่นพี่ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่างกรรมต่างวาระ และจากนี้ทางมหาวิทยาลัยจะประชุมวางมาตราการเข้มงวดในการจัดกิจกรรมของทุกคณะ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/V_v9JVl7tGI    

 9,455
การเมืองเข้มข้น
03 ก.พ. 61

จับตา! ขบวนพาเหรดล้อการเมืองงานบอล จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ คสช.ยันไม่ได้ห้ามล้อปมนาฬิกา

บรรยากาศที่บริเวณสนามศุภชลาศัย (สนามกีฬาแห่งชาติ) สถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรามศาสตร์ ครั้งที่ 72 ล่าสุดหุ่นล้อการเมืองทั้ง 5 ตัวได้เดินทางมาถึงแล้ว ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย สำหรับขบวนหุ่นล้อการเมืองจะเริ่มเดินในช่วง 14.00 น.เป็นต้นไป     ขณะที่ พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ออกมาชี้แจงกระแสข่าวที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จะเข้าตรวจหุ่นล้อการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำงานฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 ว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบพูดคุยในทุกๆปี เพื่อดูแลพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าไม่แตกต่างจากเดิม และเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับการจัดงานอื่นๆ ที่มีกิจกรรมการแสดงออกต่างๆในทุกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยและขอความร่วมมือให้นำเสนอในมุมมองที่สร้างสรรค์    พร้อมขอให้ระมัดระวังในการแสดงออกเพราะเรื่องบางเรื่องนั้น อาจจะกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสิ่งที่แสดงออกอาจขยายผลนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคม โดยในทุกๆปีก็จะได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาเป็นอย่างดี  ทั้งนี้โฆษกคสช. ยืนยันว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมาตรการการบังคับแต่เป็นเพียงขอความร่วมมือเท่านั้น   ด้าน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้สั่งห้ามใดๆ เป็นเพียงการไปดูแลอำนวยความสงบ รักษาความปลอดภัยเพื่อให้งานจัดไปได้อย่างราบรื่น โดยจะดูเรื่องความปลอดภัย นำเครื่องสแกนวัตถุระเบิด และวัตถุต้องสงสัยมาตั้งไว้ก่อนเดินเข้าพื้นที่อัฒจันทร์ ในสนาม ศุภชลาศัย ซึ่งเรารู้ว่าทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดขบวนพาเหรดล้อการเมือง ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมีขบวนล้อเลียนปัญหาสังคม จึงไม่ใช่เรื่องตื่นตระหนกอย่างใด เพราะคณะกรรมการจัดงานได้มีการตรวจสอบเรื่องหุ่นล้อการเมืองอยู่แล้ว และมีวิจารณญาณในการวิเคราะห์ก่อนที่จะนำออกมาเดินขบวนพาเหรด ยืนยันไม่ได้สั่งห้ามอะไร แต่ขอให้มีความเหมาะสม ดังนั้นขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการห้าม เพราะรู้อยู่ว่าจะมีขบวนพาเหรดล้อการเมือง และสังคมทุกปี ทางเจ้าหน้าที่เพียงดูแลในเรื่องการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้งานนั้นผ่านไปได้ด้วยความราบรื่น   ขณะที่ศาสตราจารย์แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจุดยืนและเสรีภาพทางวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ได้มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษา กรณีมีข่าวในบางสื่อระบุว่าฝ่ายความมั่นคงได้หารือ กับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้นักศึกษาไม่ล้อการเมืองในบางประเด็นและไม่ทำหุ่นล้อผู้นำนั้น จึงไม่เป็นความจริง    โดยข้อเท็จจริงที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของชาวธรรมศาสตร์ คือการจัดแสดงในขบวนล้อการเมือง การจัดทำหุ่นในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 คือการเคารพในคุณค่าของเสรีภาพทางวิชาการและสปิริตแห่งธรรมศาสตร์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน และย้ำว่ากิจกรรมจะอยู่บนข้อตกลงอันสำคัญ คือไม่ปิดกั้นความเห็นและกระตุ้นเตือนให้สังคมเห็นปัญหาของสังคมและขบคิดร่วมกัน โดยจะอยู่ในขอบเขตของกฏหมาย สิทธิเสรีภาพการแสดงออกภายใต้รัฐธรรมนูญ   ที่สำคัญตราบใดที่พลังหนุ่มสาวและเยาวชนยังอยู่ในกฎหมาย การจัดแสดงต่างๆย่อมได้รับการคุ้มครองด้วยถือประโยชน์แห่งสาธารณะ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติ เป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่เราชาวธรรมศาสตร์เชื่อมั่นและยึดถือสูงสุด               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/1xq0jO9wmUk

 4,972
สังคม-อาชญากรรม
31 ม.ค. 61

เมื่อ "ประยุทธ์" สั่งเพิ่มทุนอาจารย์วิทยาศาสตร์ แล้วประเทศชาติยังเหลียวแลศาสตร์อื่น...หรือไม่?

          เป็นเรื่องที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อมีหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 ส่งตรงถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุข้อสั่งการจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาควบคุม ลด หรือไม่ให้เงินอุดหนุนสำหรับสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ หรือจบมาแล้วไม่มีงานทำ ในโครงการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอุดมศึกษาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ทุนพัฒนาอาจารย์” ที่เป็นทุนสำหรับผลิตและพัฒนาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย                ผู้ที่ออกมากล่าวถึงหนังสือฉบับนี้เป็นคนแรกๆ คือผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดแบบ “เอาตลาดเป็นที่ตั้ง” ต้องการเห็นผลทันใจ มองประโยชน์ระยะสั้น ไม่เห็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาสังคม พร้อมแสดงความเห็นว่า สาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์ อาทิ ปรัชญา วรรณคดี จะได้รับผลกระทบจากข้อสั่งการนี้อย่างหนัก ทั้งที่ยังมีจำเป็นต่อสังคมอยู่     เปิดข้อมูล "ทุนพัฒนาอาจารย์" เน้นปั้นคนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ             ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์สำรวจข้อมูลพบว่า โครงการทุนพัฒนาอาจารย์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้วในหลายรูปแบบ และกำลังจะจบการจัดสรรทุนในรุ่นที่ 2 ทำให้การจัดสรรทุนขาดช่วง แต่สถาบันอุดมศึกษายังมีอาจารย์ที่ต้องได้รับการพัฒนา และต้องมีการผลิตอาจารย์ใหม่ทดแทนอาจารย์ที่จะเกษียณอายุราชการ               สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จึงเสนอให้ทุนพัฒนาอาจารย์ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2580 จำนวน 5,000 ทุน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2559 ได้อนุมัติโครงการดังกล่าวภายใต้งบประมาณ 15,014 ล้านบาท และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 แต่คณะรัฐมนตรีให้ถอนเรื่องกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม โดยทุนดังกล่าวมีเป้าหมายจะจัดสรรให้กับผู้ที่จะไปศึกษาในสาขาที่ตอบสนองกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้แก่ 1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, 3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, 4) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, 5) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร, 6) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, 7) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, 8) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, 9) อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 10) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร นั่นหมายถึงสาขาเหล่านี้ก็จะได้รับการส่งเสริมแน่นอน            แต่ในทางกลับกัน ตามข้อมูลที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยช่วงปลายปี 2560 อาชีพที่อาจตกงาน มีทั้งอาชีพด้านวารสารศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ... แล้วสาขาวิชาเหล่านี้จะเป็นสาขาแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการโดนปรับทุนพัฒนาอาจารย์หรือไม่?      ผู้เปิดประเด็นระบุ เน้นวิทยาศาสตร์ได้ แต่อย่าทอดทิ้งศาสตร์อื่น     (ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล)           ทีมข่าวพูดคุยกับผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้ที่ออกมาเปิดประเด็นเกี่ยวกับข้อสั่งการดังกล่าว ซึ่งระบุว่า ถ้ารัฐบาลต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมบางประเภทที่เห็นว่าจำเป็นในอนาคต เช่น ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลก็ควรจะจัดลำดับความสำคัญลงไปในแผนให้ชัดเจน เช่น ต้องมีการส่งไปเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาใดบ้าง ซึ่งอันนี้ทำได้เลยและควรทำด้วย เพื่อจะได้ตอบโจทย์ประเทศ หรือถ้าจะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนก็ต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เสียสมดุล แต่ไม่ใช่การบอกว่าหากสาขาไหนจบมาแล้วยังไม่มีงานทำทันทีหรือเป็นคณะที่ไม่ควรมีการผลิตเพิ่มก็ไม่ส่งอาจารย์ไปเรียนเลย               “ถ้าอย่างหลังนี่มันจะเป๋ไง เพราะคุณลองนึก อย่างรัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์ คือมันไม่ได้จบปุ๊บมันมีตลาดงานเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนน่ะ เพราะคณะวิชาเหล่านี้มันเป็นคณะที่ต้องใช้ความรู้ไปประยุกต์เอาเวลาไปทำงาน ไม่ใช่คณะที่เป็นวิชาชีพชัดเจนเหมือนวิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ซึ่งถามว่าคณะเหล่านี้สำคัญ จำเป็นมั้ย ก็สำคัญและจำเป็น เพราะถ้าเกิดไม่มีการเรียนการสอนอยู่ ก็จะทำให้มหาวิทยาลัยก็ไม่ต่างกับโรงฝึกอาชีพ” ผศ.อรรถพลกล่าว “คุณก็บอกไปเลยให้ชัดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนี่ยคุณจะเน้นอะไร แล้วก็ประกาศจูงใจไปว่ามาเรียนอันนี้กันเพราะมีตำแหน่งอาจารย์จูงใจรองรับอยู่ จะได้มาเป็นกำลังสำคัญในการผลิตบัณฑิตรุ่นต่อไป”             “แต่ตอนนี้นัยยะที่เห็นมันกำกวม ซึ่งเราไม่รู้ไอเดียเบื้องหลังหนังสือชิ้นนี้ไงว่าเขาคุยอะไรกัน แต่พอมันออกมาดื้อๆ แบบนี้มันแปลว่าอะไร มันแปลว่าคณะวิชาที่เขาไม่ได้ผลิตบัณฑิตออกไปตอบโจทย์ตลาด เขาจะไม่สนับสนุนให้คนไปเรียนไหม ถ้าเช่นนั้นมันก็จะมีปัญหาแล้ว เพราะปกติสาขาวิชาเหล่านั้นคนก็จะไม่ได้มีแรงจูงใจในการไปเรียนโท-เอกเองอยู่แล้ว” ผศ.อรรถพลระบุ               เมื่อทีมข่าวถามถึงประโยคที่ ผศ.อรรถพลโพสต์ลงไปในเฟซบุ๊กว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ผศ.อรรถพลอธิบายกับเราว่า ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยจำนวนมากอยู่ได้ด้วยการช่วยอุดหนุนเงินรายหัวสำหรับนักศึกษา จนเกิดมีการแย่งผู้เรียนกัน ดังนั้นเมื่อจะจูงใจให้คนมาเรียนจึงมีการเปิดคณะวิชาที่ตลาดกำลังต้องการแรงงานสูง สาขาที่เป็นวิทยาศาสตร์บางสาขา เช่น เคมี, ฟิสิกส์, ชีววิทยา ฯลฯ ก็จะหาคนเรียนยากมาก และหากมีการเทสัดส่วนทุนพัฒนาอาจารย์ไปยังสาขาใดมากเกินไปก็จะทำให้มหาวิทยาลัยแห่ไปเปิดสาขานั้นมากขึ้นไปอีก             “แต่ถามว่าคุณไม่มีอาจารย์จบฟิสิกส์มาเนี่ย คุณจะไปยังไง (หัวเราะ) คือเทคโนโลยีมันต้องมีฐานทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ด้วยถูกรึเปล่า เราจะเรียนอะไรที่มันใช้งานเลย เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ โดยที่ละเลยศาสตร์พื้นฐาน มันก็ไม่สมดุลในมหาวิทยาลัย แล้วก็ทำให้หลายคณะวิชาถูกลดความสำคัญลง แล้วพอคุณไม่ลงทุนในการพัฒนาอาจารย์ในศาสตร์นั้น ศาสตร์ก็จะยิ่งอ่อนแอ” ผศ.อรรถพลระบุ ซึ่งเขายังชี้ด้วยว่า การแห่เปิดสาขาเดียวกันมากๆ ก็ทำให้แรงงานล้นตลาด เช่น 20 ปีที่แล้วมีการแห่มาเรียนนิเทศศาสตร์ ถึงจุดๆ หนึ่งตลาดแรงงานไม่ได้เยอะขนาดนั้น ก็มีคนตกงานจำนวนมาก นี่แสดงว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้มองถึงอนาคต แต่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยการตลาดและไม่รับผิดชอบต่อผู้เรียน                ผศ.อรรถพลยังเสริมว่า การตกงานสำหรับบางสาขาอาชีพไม่ได้ตกจริง แต่ตกเพราะไม่ได้มีตำแหน่งรองรับเป็นรูปธรรม เช่น “เต๋อ-นวพล” ผู้กำกับชื่อดังที่จบสาขาปรัชญา แต่กว่าจะโตตเป็นผู้กำกับที่ได้รับการยอมรับเขาต้องไปเป็นเด็กกองถ่าย ไปทำหนังสั้นสักพักใหญ่ ซึ่งถ้านับช่วงนั้นก็คือเขาตกงาน แต่พอเข้าที่แล้วเขาก็กลายเป็นศิลปินที่มีคนรู้จักและสร้างทุนวัฒนธรรม เป็นตัวแทนประเทศไประดับนานาชาติได้ เป็นต้น ดังนั้นหากคิดว่าจบแล้วต้องได้งานเลยก็จะไม่เข้าใจว่าเรียนมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์แล้วมีประโยชน์อย่างไร เขาย้ำว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่พัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนสร้างความรู้ให้กับสังคม และเป็นสะพานเชื่อมความรู้ระหว่างประเทศไทยกับระดับสากลด้วย     อาจารย์วิทยาศาสตร์ชี้ ควรหาจุดสมดุล ให้ศาสตร์สำคัญอยู่ได้-ประเทศไทยก้าวหน้า              ทีมข่าวไปหาความคิดเห็นอีกด้านกับอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ในคณะที่น่าจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และน่าจะได้รับการส่งเสริมจากทุนพัฒนาอาจารย์มากขึ้น             รศ.เจษฎาระบุว่า ในการปฏิรูปการศึกษา มีการพูดกันมานานแล้วว่าอัตราการผลิตกำลังคนของประเทศไทยไม่ค่อยเหมาะสม เพราะเรามีการผลิตกำลังคนสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ถึงร้อยละ 70 แต่สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงร้อยละ 30 ซึ่งมีความพยายามปรับให้เป็น 50 ต่อ 50 ให้ได้ หรือประเทศที่พัฒนาแล้วหรือเน้นอุตสาหกรรมอาจจะต้องกลับข้างให้เป็นวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีถึงร้อยละ 70 ด้วยซ้ำ แต่ที่ผ่านมาในไทยทำไม่ได้เลย เคยมีความพยายามในการให้ทุนจำพวกที่กำหนดสาขาเลยว่าให้ไปเรียนสาขาใด แต่โครงการดังกล่าวก็กำลังจะถูกยกเลิก ดังนั้นตนจึงไม่แปลกใจที่นายกรัฐมนตรีจะออกแนวคิดที่ต้องการชี้นำไปยังสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า (รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์)               “แต่เรื่องใหญ่ก็คือว่า อย่างจุฬาฯ เองก็พูดประเด็นนี้กันมานานว่า ในสาขาที่แม้จะไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด แต่เป็นสาขาที่มีความสำคัญ แล้วก็มีการเก็บรักษาเอาไว้ แล้วถ้าไม่มีอาจารย์ที่จะมาสอนเนี่ย สุดท้ายหลักสูตรพวกนี้มันก็จะหายไปเลย ตัวอย่างเช่น สาขาที่มีความเป็นมนุษยศาสตร์สูง อย่างเช่นสาขาปรัชญา สาขาทางด้านภาษาที่เป็นภาษาโบราณ สมมติอย่างภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตต่างๆ คือถ้าไม่เก็บคนที่เขามีศักยภาพด้านนี้ไว้ หรือไม่ส่งเสริมให้มีหลักสูตร อยู่ๆ ไปมันจะหายสาบสูญไปเลย ในเชิงของมหาวิทยาลัยเองก็เลยต้องมีการหาสมดุลทั้งสองส่วน คือเพิ่มหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น แต่หลักสูตรทางด้านที่บอกว่าไม่ได้เป็นการสร้างรายได้ แต่มีความจำเป็นต่อวงการการศึกษา ก็ต้องพยายามอนุรักษ์ พยายามส่งเสริมเอาไว้” รศ.เจษฎากล่าว               ทีมข่าวถามถึงความกังวลว่าการที่มีอาจารย์เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยสามารถเปิดสาขาด้านที่รัฐส่งเสริมได้มากขึ้นและจะได้งบจากการมีนักศึกษาในสาขาเหล่านั้นมากขึ้น แต่สาขาอื่นๆ ที่เหลือจะไม่ถูกเหลียวแลหรือไม่ ผศ.เจษฎามองว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่คำถามคือจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหนและมีผลกระทบรุนแรงเพียงใด แต่โดยส่วนตัวมองว่าการกลับขั้วจนสาขามนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ไม่มีพื้นที่เหลือเลยนั้นยากมาก และการผลักดันสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังต้องพยายามอีกมาก             แล้ววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร? คำตอบที่ได้จากรศ.เจษฎาคือ ขณะนี้ถ้าเทียบแล้วประเทศไทยยังอยู่ในระดับ 2.0 หรือ 3.0 คือประเทศที่ยังใช้แรงงานมีฝีมือ และสินค้าเทคโนโลยีอยู่ ดังนั้นเราต้องสร้างคนที่ไปขับเคลื่อนหรือทำงานกับระบบเหล่านี้ได้              “แต่ถ้าเราจะไปไกลกว่านั้น ที่เราชอบพูดเรื่องประเทศไทย 4.0 หรืออะไรก็ตามเนี่ย ความจริงต้องพูดถึงนวัตกรรม เรื่องการสร้างเทคโนโลยีของตัวเองหรือองค์ความรู้ของตัวเอง เกาหลี สิงคโปร์ไปไกลได้เพราะเขาคิดเอง สร้างเองเยอะ ไม่ได้ซื้ออย่างเดียว ซึ่งบ้านเราตอนนี้มันแทบไม่มีเลย บ้านเราจะเป็นการซื้อ ฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถสร้างคนทางสาขานี้ได้ โอกาสที่เราจะเข้าไปสู่ในยุคที่บอกว่าสร้างนวัตกรรมตัวเอง 4.0 เนี่ย มันก็จะต่ำ และรายได้ต่อหัวประชากรก็จะต่ำไปด้วย สมมติถ้าเรายังอยู่ในกรอบเดิมๆ นะ เป็นการใช้แรงงาน ยังไม่สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ เราก็พัฒนาชาติไปแข่งขันกับคนอื่นค่อนข้างลำบาก” รศ.เจษฎาให้ความเห็น               รศ.เจษฎายอมรับว่า ทุกวันนี้มีอาจารย์ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เพียงพอ เพราะสายนี้ใช้สัดส่วนอาจารย์จำนวนมากต่อผู้เรียนที่มีอยู่ เช่น วิชาด้านแพทย์ วิศวกรรม ต้องมีผู้ช่วยสอนด้านปฏิบัติการ และวันนี้การขาดแคลนอาจารย์สาขาเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ ทำให้ไม่สามารถขยายจำนวนผู้เรียนได้ ดังนั้นการเพิ่มปริมาณอาจารย์ให้มากขึ้นและมีคุณภาพขึ้นก็จะช่วยกระตุ้นให้หลักสูตรเปิดมากขึ้นได้ และยังเสริมว่า ถ้าจะทำให้คนสนใจเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ต้องทำให้เห็นภาพชัดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสาขาที่มีเส้นทางอนาคตค่อนข้างชัด มีรายได้ชัดเจน แล้วก็การศึกษาไม่ใช่จำกัดเฉพาะคนที่เราไปสร้างภาพว่าต้องเก่งมากๆ อีกต่อไป       รมช.ศึกษาธิการยัน ยังให้ความสำคัญทุกด้าน แต่ขอพื้นที่ให้สายวิทยาศาสตร์ ยอมรับประเทศไทย "ไม่เคยวางแผนกำลังคน"   (ศ.นพ.อุดม คชินทร)             และเพื่อหาคำตอบของความกังวลทั้งหมด ทีมข่าวพูดคุยกับ ศ.นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อถามหาคำตอบสำหรับข้อสงสัยและความกังวลที่เกิดขึ้น ศ.นพ.อุดม ยืนยันว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่การไม่ให้ทุนในสายสังคมหรือมนุษยศาสตร์ เพียงแต่เป็นการปรับสัดส่วนใหม่ เพราะประเทศต้องการการพัฒนาและขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันกำลังคนในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขาดแคลนมาก รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าเพื่อให้ประเทศพัฒนาไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาสังคมศาสตร์ แค่ต้องการให้สาขาที่ตอบเป้าหมายของประเทศมีเพิ่มขึ้น             “เรายังให้ทุนทุกสาขาเหมือนเดิม แม้แต่สาขาทางวัฒนธรรมเราก็ให้อยู่ เพียงแต่ตอนนี้ส่วนที่มันเกินเนี่ย ถ้าเราดูจำนวนบัณฑิตที่จบตอนนี้ เป็นสายสังคมและมนุษยศาสตร์ถึง 66% เลย เป็นสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแค่ 33% ดังนั้นคนถึงไม่พอ เราก็บอกว่าตอนนี้ขอปรับ ในช่วงที่ประเทศกำลังเดินไปข้างหน้า เพื่อที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้ ในช่วง 5-10 ปีนี้ ขอให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 50%”             อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.อุดมกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขที่ต้องการให้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50% นั้นเป็นเพียงการประมาณการของตนเท่านั้น ส่วนตัวเลขจริงตนยังรอข้อมูลอยู่ว่าจะเป็นเท่าใด ซึ่งก็ต้องประเมินและปรับเป็นระยะทุก 3-5 ปี เพราะบางสาขาก็จะมีความต้องการน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ อาทิ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทนได้ เป็นต้น                แต่สำหรับความกังวลว่ามหาวิทยาลัยจะไปทุ่มทรัพยากรให้สายวิทยาศาสตร์จนละเลยสาขาอื่นๆ หรือไม่คำนึงถึงตลาดแรงงานที่อาจจะล้นในอนาคต ศ.นพ.อุดมระบุว่า เรื่องการละเลยสาขาอื่นนั้นตนไม่กังวล เพราะอาจารย์ที่อยู่ในสายสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ยังมีการเรียนการสอน มีภาระงานเช่นเดิม และงบประมาณก็ยังต้องได้อยู่              “เป็นไปไม่ได้หรอกที่ผู้บริหารจะไปบรีฟเขา บอกเฮ้ย เราจะตัดนะ ไม่ให้คุณเปิด หรือไปตัดจำนวนเกินความเหมาะสม มันทำไม่ได้อยู่แล้ว มันมี Check and Balance กันอยู่ครับ” ศ.นพ.อุดมกล่าว             ส่วนเรื่องการแห่เปิดจนตลาดแรงงานล้นในอนาคต ศ.นพ.อุดมระบุว่าคิดว่าจะมีแนวปฏิบัติออกไป ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่เคยวางแผนกำลังคนล่วงหน้าเลย ไม่มีใครดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ ตนมองว่ากระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงการอุดมศึกษาที่จะเกิดขึ้นใหม่ต้องมีหน้าที่วางแผนกำลังคนให้กับประเทศว่าจะมีอาชีพใดเกิดขึ้น ว่าต้องการเท่าไร กี่ปี และต้องทบทวนหลักสูตรเดิมที่มีอยู่กว่า 9,000 หลักสูตรว่าจะปรับการผลิตคนอย่างไร ซึ่งตนให้สกอ.ดำเนินการอยู่ ให้ไปคุยกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรมให้การช่วยประมาณการเรื่องนี้ แม้แต่สาขาที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายก็ต้องมีการควบคุมด้วย             ส่วนข้อกังวลว่าบางสาขาวิชาเรียนจบแล้วอาจไม่เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่สามารถสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว ซึ่งอาจจะถูกละเลย ศ.นพ.อุดมยืนยันว่ายังคงให้ความสำคัญอยู่ เพราะจากทุนทั้งหมดที่มี ได้จัดสรรให้สาขาที่เกี่ยวกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายไปเพียง 70% ของทุนทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังมีอีก 30% ที่จะให้สาขาอื่นๆ ได้ แม้แต่สาขาด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ยังอยู่ในการให้ทุนครั้งนี้ ฉะนั้นยืนยันว่าสาขาอย่างภาพยนตร์หรือวรรณกรรมก็ยังรวมอยู่ในทุนพัฒนาอาจารย์เช่นเดิม              เมื่อถามว่าประเทศไทยขาดแคลนอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือไม่ ศ.นพ.อุดมตอบว่าขาด และตั้งข้อสังเกตว่าทัศนคติของเด็กไทยมีความแปลก เพราะไม่ชอบเรียนสายวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่ไปทางสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่อาจจะเพราะง่ายกว่า, สายวิทยาศาสตร์เห็นเส้นทางอาชีพไม่ชัดเจน รวมถึงค่านิยมของผู้ปกครองที่นิยมให้ลูกหลานเอนทรานซ์ติดให้ได้ไม่ว่าคณะใด ซึ่งอาจทำให้นักเรียนเลือกเรียนบางคณะที่สอบติดได้ง่ายกว่า                 ปิดท้ายกับคำถามที่ ผศ.อรรถพลตั้งไว้ว่า สถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันมุ่งเป็นเครื่องจักรผลิตคนเพื่อสนองตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ศ.นพ.อุดมตอบว่าจริงๆ แล้วอุดมศึกษามีหน้าที่สร้างคนให้มีทักษะ ประสบการณ์สูงขึ้น เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงภาคอุตสาหกรรม แต่ยังหมายถึงภาครัฐ งานวิจัย นโยบายต่างๆ ด้วย ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาเองก็ต้องปรับตัวกับความท้าทาย ทั้งลักษณะของผู้เรียนยุคใหม่ที่ต่างจากอดีต, จำนวนนักศึกษาที่น้อยลง รวมถึงการศึกษาออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ตลอดเวลาและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า             “มหาวิทยาลัยต้องกลับไปดูตัวเองว่าตัวเองเก่งอะไร มีจุดแข็งคืออะไร และต้องสร้างจุดเด่นให้ได้ ต้องหาตัวตนให้เจอ และรักษาไว้ อย่างบางคณะเก่งประวัติศาสตร์ก็ต้องรักษาไว้ ผมยังเชื่อว่าคนก็จะมีความหลากหลาย บางคนอยากเรียนปรัชญา อยากเรียนสังคม อยากเรียนวิทยาศาสตร์ ผมคิดว่าถ้าใครไม่ปรับตัว ไม่ดึงดูดเด็กให้ได้ อันนั้นแหละคือปัญหา” ศ.นพ.อุดมสรุป   ---------------------------------------------------------             แม้ว่ายังมีความกังวลในแนวทางปฏิบัติ แต่หลักการที่แขกรับเชิญทั้งสามท่านของเราเห็นพ้องต้องกัน คือการ “รักษาสมดุล” ทางวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ ที่มีอยู่ ไปพร้อมๆ กับการ “เสริมจุดเน้น” ในสาขาที่เป็นที่ต้องการและเป็นสาขาสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทุกฝ่ายคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเพิ่มความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำไปสู่การเพิ่มกำลังคนเพื่อมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และจะทำอย่างไรให้วิชาการในแขนงต่างๆ ยังคงถูกรักษาและพัฒนาต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้   (ภาพประกอบ : ช่อง 3 - มติชน)  

 9,634
ครอบครัวบันเทิง
30 ม.ค. 61

กระชุ่มกระชวยกันหน่อย! 'หนุ่มจุฬา-ธรรมศาสตร์' กระชับมิตร ประชันหล่อ ก่อนคิกออฟงานบอลประเพณี

ใกล้เข้าช่วงเทศกาลงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์ โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 72 ซึ่งนอกจากจะมีการดวลแข้งกันระหว่าง 2 มหาวิทยาลัยเพื่อกระชับมิตรสร้างความสามัคคีแล้ว ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาระหว่างสองสถาบันมากมายเพื่อสร้างสีสันให้กับงาน และยังรวมไปถึง 2 แฟนเพจรวมหนุ่มหล่อของสองมหาวิทยาลัย Chula Cute Boy และ TU Sexy Boy ที่จับมือเฉพาะกิจยกทัพหนุ่มๆพี่น้องจาก‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ มาประชันความหล่อต้อนรับงานฟุตบอลประเพณีฯ ของสองสถาบัน ซ้อมเป็นกองเชียร์อุ่นเครื่องก่อนการแข่งขันสักหน่อย โดยหนุ่มๆ จุฬาฯ ขอพกความน่ารักสดใส ยิ้มหวานจนใจละลาย อาทิ พอร์ช - ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ ปี 4 , มิวซ์ - ณัฐวิทย์ ผิวงาม คณะเภสัชศาสตร์ ปี 2 , บอน์น - มนภัทร เตชะกำพุ บัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี และ ฟลุ๊ค - คณิน สมศิริวัฒนา เฟรชชี่หน้าใสจากคณะแพทยศาสตร์ ปี 1 ทางด้านหนุ่มๆฝั่ง ธรรมศาสตร์ ก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มความหล่อ เท่ สมาร์ท มาคว้าใจสาวๆ ไม่ว่าจะเป็น เกรท - สพล อัศวมั่นคง และ แก๊ป - กิตติชัช เตชาหัวสิงห์ สองหนุ่มบัณฑิตจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) , ต้นน้ำ- เปี่ยมชล ดำรงสุนทรชัย จากคณะนิติศาสตร์ ปี 3 และ ริว - วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ หนุ่มเฟรชชี่ดีกรีนักกีฬาเทเบิลเทนนิสเยาวชนทีมชาติ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ปี 1 สำหรับ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72  ซึ่งปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สนามศุภชลาศัย ภายใต้ธีม "Our Rise ปลุกสปิริตให้สังคม'' เพื่อกระตุ้นให้เกิดความกล้าในกลุ่มนิสิตนักศึกษา ปลุกพลังจิตสาธารณะทำประโยชน์เพื่อสังคม เปลี่ยนแปลงนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยจะสะท้อนแนวความคิดผ่านขบวนพาเหรด การเชียร์ การแปรอักษร รวมทั้งการแสดง และกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย   Chula Cute Boy พอร์ช - ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ (IG: pporschep) คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 4 มิวซ์ - ณัฐวิทย์ ผิวงาม (IG: mmmmmmmuse) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 2 บอน์น - มนภัทร เตชะกำพุ (IG: bonnne) บัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี จุฬาฯ  ฟลุ๊ค - คณิน สมศิริวัฒนา (IG: flukeamy) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 1   TU Sexy Boy เกรท - สพล อัศวมั่นคง (IG : grtsp) บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มธ. แก๊ป - กิตติชัช เตชาหัวสิงห์ (IG : kittigap) บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มธ. ต้นน้ำ- เปี่ยมชล ดำรงสุนทรชัย (IG : tonnaaam) คณะนิติศาสตร์ มธ. ชั้นปีที่ 3 ริว - วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ (IG : ryu_vachirawich) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ชั้นปีที่ 1   ภาพจาก www.facebook.com/TUSexyBoy www.facebook.com/ChulaCuteBoy

 21,467
ข่าวภูมิภาค
26 ธ.ค. 60

แพทย์ มช. ผ่าตัดสาววัย 19 ป่วยมะเร็งกระดูกรอดชีวิตได้สำเร็จ แม้เหลือครึ่งตัว

แพทย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงผลสำเร็จการผ่าตัดผู้ป่วยให้เหลือครึ่งตัว สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งกระดูก โดยได้ทำการผ่าตัดสำเร็จเป็นเด็กหญิง อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งได้รับการผ่าตัดจนเหลือครึ่งตัว ครั้งแรกนั้นทางครอบครัวก็เกิดความลังเล แต่เนื่องจากเห็นว่าลูกสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด ปัจจุบันแม้ว่าจะเหลือครึ่งตัวแต่กำลังใจของผู้ป่วยที่ได้รับจากครอบครัวดีมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่เกิดความย่อท้อแต่อย่างใด   โดยนางสาวสุทธิดา จ่อแก้ว หรือ น้องเอิง อายุ 19 ปี ผู้ป่วยชาว จ.เชียงราย เปิดเผยความรู้สึกหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็งกระดูก ว่าตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งขั้นรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาโดยด่วน จึงถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จึงได้เข้ารับการรักษาตามขั้นตอนจึงได้รู้ว่าตนเองต้องตัดขาทั้งสองข้างออก   จึงเข้ารับการผ่าตัดเพราะคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปสำหรับตนถือว่าดีที่สุดแล้ว จะได้อยู่กับครอบครัว เพราะมีกำลังใจสำคัญในการอยากให้มีชีวิตอยู่ต่อ ในช่วงที่รับการรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัดนั้น มีอาการอาเจียน ไม่สามารถกินข้าวหรือดื่มน้ำได้ แต่ต้องพยายามกินให้ได้มากที่สุดพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยมีคุณแม่คอยดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยที่ระหว่างการรักษานั้นไม่รู้สึกท้อแท้เพราะเชื่อว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปแล้วเราก็จะหาย   ซึ่งหลังจากผ่าตัดมา ช่วงแรกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องให้แม่ช่วยก่อน แต่หลังจากได้รับการส่งตัวไปฝึกแล้วก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น ขึ้นรถเข็นเองได้ เปลี่ยนเสื้อผ้าเองได้ อาบน้ำล้างหน้าเอง ทานข้าวเองได้ และอยากฝากถึงคนที่มีอาการหรือกำลังจะเข้ารับการรักษานั้น ถ้าเริ่มมีการหรือรู้สึกเจ็บ ควรจะพบแพทย์ จะได้รักษาอย่างทันท่วงที อย่ากลัวที่จะได้รับการรักษา ถ้าได้แต่กลัวก็จะไม่หาย พยายามอย่าท้อ ถึงแม้จะทรมานในช่วงที่ได้ฉีดมอร์ฟีน หรือได้รับคีโม แต่ก็ผ่านพ้นไปแล้วจะทำให้หายจากโรคนี้ และมีชีวิตอยู่ต่อไป   เพราะแพทย์สมัยนี้เก่งมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยรักษายังไงก็หาย หนูมีความเชื่อมั่นในตัวแพทย์ว่าสามารถทำให้หายจากโรคร้ายนี้ได้ และหนูคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปสำหรับหนูถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะกำลังใจที่สำคัญในการอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอยากฟื้นตัวจากการผ่าตัด คือ ครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างกันตลอดเวลา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bYed9cnDY5s    

 44,000
สังคม-อาชญากรรม
20 พ.ย. 60

จับแล้ว มือปืนยิงหนุ่มตายคา ม.มหานคร สารภาพเกิดปมแค้นส่วนตัวเรื่องชู้สาว

ความคืบหน้าในการติดตามจับคนร้ายที่ดักยิงนายสมยศ เสือเย๊ะ อายุ 45 ปี อาชีพพนักงานขับรถส่งของ ของบริษัทออฟฟิศเมท จำกัด ภายในหมาวิทยาลัยมหานคร จนนายสมยศ เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ   ล่าสุดญาติได้นำตัวคนร้ายเข้ามอบตัวแล้ว โดยผู้ต้องหาอ้างว่าโกรธแค้นเรื่องส่วนตัว ภายในครอบครัวเนื่องจากเป็นคู่เขยกัน จากปมชู้สาว ก่อนวางแผนนำปืนไปดักรอ ก่อนเปิดฉากยิงใส่ จากนั้นนำปืน .38 ที่ก่อเหตุไปโยนแม่น้ำเจ้าพระยา และหลบหนีไปบ้านญาติ จ.สิงห์บุรี ก่อนจะให้ญาติพามอบตัวดังกล่าว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BgZA7cH3xSM    

 7,233
สังคม-อาชญากรรม
19 พ.ย. 60

คนร้ายก่อเหตุยิงพนักงานส่งของดับคามหาวิทยาลัยมอบตัวแล้ว ตร.เตรียมส่งตัวเข้ากทม.

พนักงานสอบสวน สน.หนองจอก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เข้าตรวจสอบสภาพผู้เสียชีวิตบริเวณหลังอาคาร IST ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ถ.เชื่อมสัมพันธ์ หลังได้รับแจ้งเหตุพบศพ นายสมยศ เสือเย๊ะ อายุ 45 ปี นอนเสียชีวิตในลักษณะนอนหงาย มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน โดยที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนขนาดจุด 22 จำนวน 1 นัด   สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์เผยว่า ผู้ตายได้ขับรถกระบะซึ่งเป็นรถบริษัทแห่งหนึ่ง เข้ามาจอดรถในมหาวิทยาลัย ก่อนมีชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ เดินถือถุงเข้ามาหาผู้เสียชีวิต ก่อนชักปืนยิงบริเวณดังกล่าว และหลบหนีไป ขณะญาติของผู้เสียชีวิตสงสัยเป็นปมชู้สาวที่ทางผู้เสียชีวิตมีปัญหาอยู่    เจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยว่า เบื้องต้นสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้้งนี้เตรียมนำตัวเข้ากรุงเทพฯ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบปากคำ                  ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/shOMyp0ImEU

 7,200

Top