ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงสาธารณสุข"

สังคม
29 พ.ย. 62

กระทรวงสาธารณสุขยัน ผลการลงคะแนนใช้สารเคมีไม่เป็นเอกฉันท์!

จากกรณีที่มีการเลื่อนแบนสารพิษ พาราควอต - คลอไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือน และยกเลิกการแบนสารพิษ ไกลโฟเซต     เมื่อวานนี้ (28 พ.ย. 62) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงประเด็นมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวาน โดยมีนายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตราย 2 จากฝั่งกระทรวงสาธารณสุข      ยืนยันว่า มติการประชุมเมื่อวานไม่ได้เป็นการลงคะแนนมติแบบเอกฉันท์ ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้แถลงต่อสื่อ พร้อมระบุว่า เจตนารมณ์ของฝั่งกระทรวงสาธารณสุขยังยืนยันเช่นเดิมว่ายังต้องการให้มีการแบนทั้ง 3 สาร      และยังยังยืนยันว่ามติที่ประชุมเดิม จากเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่จะให้เกิดการแบนทั้ง 3 สาร พร้อมมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีผลการรับรองมติแล้ว โดยหลังจากนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าสร้างการรณรงค์และทำความเข้าใจถึงอันตรายของสารเคมี ทั้ง 3 ชนิด ผ่านเครือข่าย อสม.พื้นที่ทุกแห่งทั่งประเทศกว่า 8 หมื่นคน     ขณะที่ แพทย์หญิง จิราพร ลิ้มปานานนท์ ที่ปรึกษาหน่วยฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์ สังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย อ.ได้โพสต์หนังสือลาออกแล้วก็ระบุว่าไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจนว่าผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นมติเอกฉันท์  และยืนยันว่ามีความชัดเจนมาโดยตลอดในเรื่องการแบน 3 สารพิษ ยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งก็จะต้องติดตามกันต่อไป     ขณะที่นายสุริยะแปลกใจในการกระทำของ น.ส.จิราพร เพราะว่าตนเองให้ที่ประชุมช่วยกันเสนอมติเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ได้ถามย้ำหลายครั้งด้วยว่ามีใครคัดค้านหรือไม่ วึ่งบรรยากาศในที่ประชุมตอนนั้นยืนยันว่าไม่มีใครคัดค้าน โดยเฉพาะน.ส.จิราพร ที่เป็นคนเดินไปให้ฝ่ายเลขานุการเป็นคนแก้ไขข้อมูล    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/k_G6z7lGsXE  

 374
สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 62

เปิดสถิติ 'แม่วัยใส' หญิงไทยตั้งท้องไม่พร้อม มากกว่า 100 รายต่อวัน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยตัวเลขแม่วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ตั้งท้องทั้งที่ยังไม่พร้อม เฉพาะในปีที่แล้วมีมากกว่า 7 หมื่นคน เฉลี่ยมีแม่วัยรุ่นเกิดขึ้นถึงวันละ 199 คน     ในการเสวนา ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่กรมอนามัยจัดขึ้น พบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีมากในปี 2543 หรือ 19 ปีที่แล้ว และเริ่มลดลงในปี 2554  ที่แม่วัยรุ่นเกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 362 คน ทั้งปีก็ประมาณ 1 แสน 3 หมื่นคน  จนปีที่แล้ว มีแม่วัยรุ่น อายุ 10-14 ปี  2,385 คน  อายุ 15-19 ปี  70,181 คน เฉลี่ยวันละ 199 คน    โดย 3 จังหวัดแรกที่พบอัตราการคลอดของแม่วัยรุ่นต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน  คือ ประจวบคีรีขันธ์ 51.4 คน, นครนายก 50.5 คน, ชลบุรี 50.1 คน, แม้ว่าจะลดลงต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายเพราะ ไทยตั้งเป้าปี 2569 แม่วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ไม่ควรเกิน 25 คนต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน  และอายุ10-14ปี ต้องลดลงให้เหลือ 0.5 คน ต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน    และยังพบว่าแม่วัยรุ่นส่วนหนึ่ง มีต้นแบบมาจากแม่ของตนเอง เพราะการอบรมเลี้ยงดูที่อาจจะไม่มีความพร้อมเพียงพอ ซึ่งการลดจำนวนแม่วัยรุ่นลงได้นั้น มี 2 แนวทาง คือ การให้ความรู้ในโรงเรียน และ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ด้วยการจ่ายยาคุมกำเนิดให้กับตัวเด็กเลย     นอกจากนี้ ยังพบว่าทะเบียนบ้านของแม่วัยรุ่น กับจังหวัดที่คลอดเป็นคนละจังหวัด ทำให้การเก็บข้อมูลขาดความแม่นยำ จำเป็นต้องบูรณาการกันทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข 

 134
สังคม
31 ต.ค. 62

เปิดสถิติ 'แม่วัยใส' หญิงไทยตั้งท้องไม่พร้อม มากกว่า 100 รายต่อวัน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยตัวเลขแม่วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ตั้งท้องทั้งที่ยังไม่พร้อม เฉพาะในปีที่แล้วมีมากกว่า 7 หมื่นคน เฉลี่ยมีแม่วัยรุ่นเกิดขึ้นถึงวันละ 199 คน     ในการเสวนา ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่กรมอนามัยจัดขึ้น พบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีมากในปี 2543 หรือ 19 ปีที่แล้ว และเริ่มลดลงในปี 2554  ที่แม่วัยรุ่นเกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 362 คน ทั้งปีก็ประมาณ 1 แสน 3 หมื่นคน  จนปีที่แล้ว มีแม่วัยรุ่น อายุ 10-14 ปี  2,385 คน  อายุ 15-19 ปี  70,181 คน เฉลี่ยวันละ 199 คน    โดย 3 จังหวัดแรกที่พบอัตราการคลอดของแม่วัยรุ่นต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน  คือ ประจวบคีรีขันธ์ 51.4 คน, นครนายก 50.5 คน, ชลบุรี 50.1 คน, แม้ว่าจะลดลงต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายเพราะ ไทยตั้งเป้าปี 2569 แม่วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ไม่ควรเกิน 25 คนต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน  และอายุ10-14ปี ต้องลดลงให้เหลือ 0.5 คน ต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน    และยังพบว่าแม่วัยรุ่นส่วนหนึ่ง มีต้นแบบมาจากแม่ของตนเอง เพราะการอบรมเลี้ยงดูที่อาจจะไม่มีความพร้อมเพียงพอ ซึ่งการลดจำนวนแม่วัยรุ่นลงได้นั้น มี 2 แนวทาง คือ การให้ความรู้ในโรงเรียน และ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ด้วยการจ่ายยาคุมกำเนิดให้กับตัวเด็กเลย     นอกจากนี้ ยังพบว่าทะเบียนบ้านของแม่วัยรุ่น กับจังหวัดที่คลอดเป็นคนละจังหวัด ทำให้การเก็บข้อมูลขาดความแม่นยำ จำเป็นต้องบูรณาการกันทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข 

 134
การเมือง
22 ต.ค. 62

‘อนุทิน’ ดีใจ กรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมี

‘อนุทิน’ ดีใจ กรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมี ยืนยันไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องรับดูแลสุขภาพของประชาชน   วันที่ 22 ต.ค. 62 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกรู้สึกดีใจหลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไฟริฟอส ซึ่งถือว่าข้าราชการ และนักวิชาการมีสำนึกต่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งไม่อยากให้มองว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ตลอดจนไม่เกี่ยวข้องกับที่เคยระบุไว้ว่ารัฐมนตรีของพรรคจะลาออกหากการผลักดันให้แบนสารเคมีไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการเมือง อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นหน้าที่การกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน   สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่มีสารเคมีทั้ง 3 ชนิดในครอบครองยังสามารถใช้ได้ไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคมนี้ และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ก็ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลเยียวยา กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ในการดูแลผู้ที่เจ็บป่วยจากการได้รับสารเคมีเท่านั้น   ส่วนกลุ่มที่คัดค้านการแบนสารเคมีจะยื่นศาลปกครองเพื่อขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราว นายอนุทินกล่าวว่าเป็นสิทธิ์ ที่สามารถทำได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตา คกก.วัตถุอันตราย ลงมติแบน 3 สารเคมีวันนี้ ฝ่ายหนุน-ต้านกดดันหนักเคลื่อนไหววุ่น      

 1,430
เศรษฐกิจ
22 ต.ค. 62

‘อนุทิน’ ดีใจ กรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมี

‘อนุทิน’ ดีใจ กรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมี ยืนยันไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องรับดูแลสุขภาพของประชาชน   วันที่ 22 ต.ค. 62 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกรู้สึกดีใจหลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไฟริฟอส ซึ่งถือว่าข้าราชการ และนักวิชาการมีสำนึกต่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งไม่อยากให้มองว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ตลอดจนไม่เกี่ยวข้องกับที่เคยระบุไว้ว่ารัฐมนตรีของพรรคจะลาออกหากการผลักดันให้แบนสารเคมีไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการเมือง อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นหน้าที่การกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน   สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่มีสารเคมีทั้ง 3 ชนิดในครอบครองยังสามารถใช้ได้ไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคมนี้ และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ก็ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลเยียวยา กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ในการดูแลผู้ที่เจ็บป่วยจากการได้รับสารเคมีเท่านั้น   ส่วนกลุ่มที่คัดค้านการแบนสารเคมีจะยื่นศาลปกครองเพื่อขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราว นายอนุทินกล่าวว่าเป็นสิทธิ์ ที่สามารถทำได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตา คกก.วัตถุอันตราย ลงมติแบน 3 สารเคมีวันนี้ ฝ่ายหนุน-ต้านกดดันหนักเคลื่อนไหววุ่น      

 1,430
การเมือง
17 ต.ค. 62

ศึกแบนสารเคมีการเกษตรระอุดุเดือด! กลุ่มหนุนใช้สาร จ่อฟ้องศาลคุ้มครองฉุกเฉิน - สธ.ประชุมวอร์รูมซัดกลับ

กระทรวงเกรษตรฯส่งหนังสือแจ้งมติคณะทำงาน 4 ฝ่าย แบน 3 สาร  คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นที่เรียบร้อย โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ บอกว่าได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อย ยืนยันให้มีผล 1 ธ.ค.นี้   ด้านกลุ่มหนุนใช้สารจ่อฟ้องศาลปกครองคุ้มครองฉุกเฉิน นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย บอกว่า สารใหม่ที่แจ้งว่าจะให้เอามาใช้ทดแทน มันทำให้ต้นทุนของชาวสวนปาล์มสูงขึ้นถึง 12-14 เท่า ต้นทุนที่มากขึ้นใครจะรับผิดชอบ ถ้าพูดถึงเรื่องสารเคมีตกค้าง หากมีตกค้างจริงป่านนี้คนไทยตายกันหมดแล้ว   ด้านกระทรวงสาธารณะสุข ประชุมวอร์รูมซัดกลับ หมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ถามกลุ่มหนุนใช้สาร ใช้ข้อมูลที่มาตรฐานหรือไม่ ถึงกล้ามาแย้งกลับหน่วยงานระดับประเทศ ย้ำสารพิษทำภูมิคุ้มันต่ำ ก่อมะเร็ง อัลไซเมอร์ เด็กสมาธิสั้น สารเคมีตกค้างไปถึงในรกเด็ก   ด้าน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย โพสต์เดือด "อย่ามาทำอะไรน้องผม"(นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรฯ) โดยสรุปข้อความจวกกลับไปที่กระทรวงเกษตรฯ บอกว่ามีบางหน่วยของกระทรวงเกษตร ทำตัวเป็นเอเย่นต์ขายสารเคมีปัดความรับผิดชอบ มันมีผลประโยชน์ที่ฝังลึกอยู่ในระบบราชการกับการแบน 3 สารพิษนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NuQteQ_ERGk  

 1,287
เศรษฐกิจ
16 ต.ค. 62

รัฐเดินหน้าหารือ เก็บภาษีความเค็มตามปริมาณโซเดียม ในกลุ่มอาหารสำเร็จรูป ชี้ประเทศอื่นก็ทำ!

สรรพสามิต เดินหน้าหารือ กระทรวงสาธารณสุข เตรียมจัดเก็บภาษีความเค็ม ในกลุ่มสินค้า อาหารแช่แข็ง-อาหารกระป๋อง-บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตามปริมาณโซเดียม คาดสิ้นปีนี้จะส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ ชี้ภาษีนี้มีในหลายประทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว   นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการเร่งศึกษาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในการขยายฐานการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าความเค็ม เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในการบริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ โดยจะมีการเก็บภาษีตามสัดส่วนของความเค็ม หรือปริมาณโซเดียม หากเค็มมากก็จะเสียภาษีในอัตราสูง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อเสนอให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง พิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้   สำหรับภาษีความเค็ม แม้จะเป็นภาษีตัวใหม่ที่กรมกำลังคิดจะจัดเก็บ แต่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วก็มีการจัดเก็บ และหากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเก็บภาษีความเค็ม กรมฯก็จะไม่ได้จัดเก็บในอัตราเดียวในทันที แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพื่อลดปริมาณความเค็มในสินค้า หรือปรับสูตรผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพก่อน โดยจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัวประมาณ 1-2 ปี แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ระบุอัตราการจัดเก็บที่ชัดเจน   สำหรับสินค้าที่จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีความเค็ม เบื้องต้น จะคำนวนจากปริมาณโซเดียมต่อความต้องการบริโภค และจะจัดเก็บจากกลุ่มสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น แต่จะยังไม่มีการจัดเก็บภาษีความเค็มในสินค้าปรุงรส เช่น น้ำปลา เกลือ รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็ก เนื่องจากมองว่าขนมเป็นอาหารที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ที่ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้เอง   นอกจากนี้ในการประชุมองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รวมถึงกลุ่มสหประชาชาติ หรือ UN ได้พยายามผลักดันให้หลายประเทศมีการออกนโยบายภาษีเพื่อลดการบริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ อาทิ โรคไต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิต   ส่วนการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือเบียร์ 0% ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน ซึ่งมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการมีเบียร์ 0% เป็นทางเลือกให้ผู้ทื่ดื่มเบียร์อยู่แล้วหันมาดื่มเบียร์ 0% ได้ ที่จะช่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์ได้ กับอีกทางที่มองว่าเป็นโทษ เพราะจะเป็นการชักจูงให้ผู้ดื่มหน้าใหม่มีเพิ่มมากขึ้น จากการดื่มเบียร์ 0% มาเป็นดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ขึ้นได้   อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีเบียร์ 0% ยังกระทบกับหลักการการจัดเก็บภาษีของกรมด้วย เพราะที่ผ่านมา กรมจัดเก็บภาษีจากฐานของปริมาณแอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่ม แต่หากจะต้องเก็บเบียร์ 0% จริง ก็จะต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจัดเก็บส่วนนี้ด้วย ซึ่งจะได้ข้อสรุปในปีนี้เช่นกัน     ขอบคุณข้อมูล : MisterBan   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ห่วงสุขภาพ ปชช.ชงรัฐเก็บภาษีความเค็ม ดูปริมาณเกลือในอาหาร-ขนม-ของกึ่งสำเร็จรูป  

 11,915
เศรษฐกิจ
10 ก.ย. 62

รพ.ชลบุรี นำร่องใช้แอปจองคิวหมอ ดูได้แบบเรียลไทม์ ลดความแออัด รพ.

เปิดตัวแอปพลิเคชั่น CBH PLUS เป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชลบุรีและธนาคารกสิกรไทย ช่วยเพิ่มความสะดวกประชาชนผู้รับบริการ อาทิ ระบบจองคิวและบอกคิวที่อัพเดทสถานะแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ป่วยใช้เวลาไปทำภารกิจอื่นก่อนถึงเวลาตรวจได้ แจ้งเตือนนัดหมายพบแพทย์ ระบบชำระเงิน ข่าวสารทางสุขภาพ ระเบียนสุขภาพเข้าถึงประวัติทางการแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา   นับเป็นแอปพลิเคชันโรงพยาบาลแห่งแรกที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งผู้ป่วยตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาล ได้ทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) สิทธิ์ประกันสังคม และสิทธิ์สวัสดิการ การรักษาพยาบาลของข้าราชการ   โดยแอปนี้จะนำร่องใช้ในโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของภาคตะวันออก ในอนาคตจะสามารถเชื่อมต่อเพื่อรองรับ การให้บริการที่ครอบคลุมโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดชลบุรีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GFtBfOzPE9A

 2,216
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ย. 62

กรมอนามัย เตือน ผงชูรส กินมากแพ้ ชา ปาก-ลิ้น คนท้องไม่ควรกิน ส่งผลต่อทารกในครรภ์

วันที่ 3 ก.ย. 62 นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึง กรณีที่มีผู้โพสต์ภาพแม่ค้าส้มตำร้านหนึ่งใส่ผงชูรสในครกที่กำลังตำเป็นจำนวนมาก และอาจจะส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภค ว่า    ความนิยมในการใส่ผงชูรสในอาหาร โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้นนั้น ความจริงแล้วผงชูรสมีชื่อเรียกว่า ‘โมโนโซเดียมกลูตาเมต’ ซึ่งมีส่วนประกอบของโซเดียมด้วยผงชูรสจะละลายไขมันให้ผสมกลมกลืนกับน้ำ ทำให้มีรสเหมือนน้ำต้มเนื้อและกระตุ้นปุ่มปลายประสาทของลิ้นกับคอทำให้อาหารมีรสหวานอร่อย แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้    โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการแพ้ผงชูรสทำให้รู้สึกชาที่ปาก ลิ้น ปวดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ต้นคอหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ ส่วนผู้ที่แพ้ผงชูรสมากๆ จะเกิดอาการชาบริเวณใบหน้า หู วิงเวียน หัวใจเต้นเร็ว จนอาจเป็นอัมพาตตามแขนขาชนิดชั่วคราวได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายเองภายในเวลา 2 ชั่วโมง รวมถึงไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อีก โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ไม่ควรกินผงชูรสเด็ดขาดเพราะอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้    สำหรับทารกแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้น หากได้กินผงชูรสเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองในเด็กวัยนี้ ยังไม่รวมถึงภาวะที่ได้รับเกลือโซเดียมมากเกินไปทำให้ไตเกิดการทำงานมากขึ้นอีกด้วย   ทั้งนี้ แม่ค้าร้านอาหารที่มีฝีมือในการปรุงอาหารหรือมีเมนูชูสุขภาพประจำร้านและใช้น้ำเคี่ยวกระดูกสัตว์ อยู่แล้ว ผงชูรสก็ไม่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงประกอบอาหาร แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ผงชูรสจริงๆ ควรใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย และควรเพิ่มความพิถีพิถันในการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสดสะอาดมีคุณค่าทางโภชนาการและการปรุงที่ถูกสุขลักษณะ    หากจะใช้ให้เลือกซื้อผงชูรสโดยการสังเกตหีบห่อหรือกระป๋องบรรจุขอบผนึกต้องไม่มีรอยตำหนิ ฉลากพิมพ์เป็นตัวหนังสือภาษาไทยชัดเจน ไม่เลอะเลือน และต้องระบุชื่ออาหารแสดงคำว่า ‘ผงชูรส’ ตลอดจนมีเลขทะเบียนตำรับอาหาร (อย.) ระบุชื่อที่ตั้งของผู้ผลิต เดือนปีที่ผลิต รวมทั้งน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันผงชูรสปลอม   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : แม่ค้าส้มตำรับพลั้งมือไปหน่อย เทชูรสหมดถุง ยันทำตามสูตรดั้งเดิมจากแม่ ตำครกใหญ่ทีเดียวได้ 50 ถุง        

 2,244
เศรษฐกิจ
28 ส.ค. 62

ดีเดย์ 1 ต.ค.ผู้ป่วยบัตรทอง รับยา 4 โรคจากร้านยา ลดความแออัด รพ. นำร่อง 50 รพ. - 500 ร้านยา

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมออกมาตรการแก้ปัญหาลดความแออัดในโรงพยาบาล ด้วยการให้ผู้ป่วยในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองนำใบสั่งยาจาก รพ.ไปรับยาที่ร้านขายยาคุณภาพที่มีเภสัชกรประจำเข้าร่วมโครงการแทนการรอรับยาที่รพ. เป็นทางเลือกให้กับประชาชนได้เข้าถึงบริการสะดวกมากขึ้น เพราะเป็นการรับยาจากร้านยาในชุมชนใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งจะเป็นยาแบบเดียวกันกับรพ.ทุกอย่าง   อีกทั้ง มีเวลามากขึ้นในการที่จะให้เภสัชกรได้อธิบายการใช้ยากับผู้ป่วย โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค.2562 ในโรงพยาบาล 50 แห่งที่ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) / โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.)ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวนมาก และ 500 ร้านยาทั่วประเทศ   เบื้องต้นจะดำเนินการในส่วนของโรคที่ป่วยต้องรับยาต่อเนื่องและโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวช และหอบหืด ประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยเลือกมารับยาที่ร้านยาราว 2 ล้านครั้ง จากที่มีการใช้บริการที่รพ.7 ล้านครั้ง โดยคาดว่าจะผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาร้านละ 15 คนต่อวัน เริ่มดำเนินการ 1 ต.ค.2562 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/imRqACfEUUk

 12,475
การเมือง
16 ส.ค. 62

'อนุทิน' ยัน สารสกัดกัญชาใช้ฟรีในบัตรทอง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตั้งเป้าผลิต 1 ล้านขวด

'อนุทิน' ยืนยัน สารสกัดกัญชาเป็นยาในบัญชี ใช้ร่วมกับบัตรทองไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขณะนี้อยู่ระหว่างทดลอง ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 1 ล้านขวดให้เพียงพอกับผู้ป่วย   วันที่ 16 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการใช้สารสกัดจากกัญชาในโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ขณะนี้เริ่มมีการใช้แล้ว หลังได้รับสารสกัดจากกัญชามา 4,500 ขวด ซึ่งจะใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะถือว่าอยู่ในบัญชียา เพราะเป็นยาที่ผลิตจากองค์การเภสัชกรรม    และขณะนี้อยู่ในขั้นของการทดลอง แต่ในอนาคตจะผลิตให้เพียงพอ โดยตั้งเป้าอยู่ที่ 1 ล้านขวด และคาดว่าภายใน 3-4 เดือนนี้ จะผลิตได้ 3.5 แสนขวด ทั้งนี้เชื่อว่าการใช้สารสกัดจากกัญชาเป็นยาน่าจะได้ผลดี โดยจะต้องหวังผลไว้ก่อน            

 6,365
เศรษฐกิจ
06 ส.ค. 62

'อนุทิน' เชิญ 'หมอเลี๊ยบ' ถกบอร์ด สปสช. จ่อลดความแออัด รพ.รัฐ ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ. เข้าร่วมประชุมบอร์ด สปสช.ครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง   ทั้งนี้นายอนุทินกล่าวว่า ได้เชิญ นพ.สุรพงษ์ เป็นที่ปรึกษาในส่วนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง หรือโครงการ 30 บาทในอดีต เปรียบเสมือนเป็นประธานคณะทำงานของ สปสช. เนื่องจาก นพ.สุรพงษ์ เปรียบเหมือนคนทำคลอดโครงการ 30 บาท   โดยได้หารือถึงปัญหาการลดความแออัดของโรงพยาบาล จะทำอย่างไรให้ประชาชนรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยได้พบแพทย์ 10-15 นาที และไม่ต้องรอคิวรับยาที่โรงพยาบาล แต่สามารถกลับไปเบิกยาที่ร้านขายยาแถวบ้าน และโรงพยาบาลจ่ายค่ายาให้ร้านขายยา หากทำได้ก็จะลดจำนวนคนรอคิวได้ โดยเร่งทำระบบเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและร้านขายยากว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NSLATLxXjbk

 8,469
ประชาสัมพันธ์
30 ก.ค. 62

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยกระดับสมุนไพรไทยเตรียมส่งออกสู่ตลาดโลก ด้วยโครงการ thailand kiss the world

               กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันผู้ประกอบการไทยที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย น่าสนใจและทำการตลาดให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น โดยคาดการณ์ว่าในปี 2562-2565 มูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะเพิ่มขึ้น 3.6 แสนล้านบาท                        เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ (รางน้ำ) นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ร่วมพิธีเปิด โครงการสมุนไพรไทย ตำรับไทย มรดกโลก (Thailand Kiss The World) ซึ่ง “KISS” ความหมายของโครงการคือ Kick-off (ริเริ่ม) Improvement (พัฒนา) Sales (สร้างรายได้) และ Sustainable (ยั่งยืน) เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดตลาดในระดับสากลสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน                     โดยนายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อมุ่งเน้นให้สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับให้สมุนไพรไทยเป็นสินค้าที่ขายสู่ตลาดโลก โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ จากการประกวดผลิตภัณฑ์คุณภาพในระดับ Prime Minister Herbal Awards (PMHA), Premium Products, Quality Thai Herbal Products (QTHP) จำนวน 350 ผลิตภัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้เชิญตัวแทนจากกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ร่วมเสวนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยของผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกได้มีพื้นที่ในการเปิดตลาดผ่านจุดจำหน่ายของคิง เพาเวอร์ นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของโลกต่อไป                สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกได้ที่ www.dtam.moph.go.th  

 926
สังคม-อาชญากรรม
15 ก.ค. 62

รอง ปลัด สธ.เผยผลตรวจสอบ กรณี 4 ครอบครัว ร้อง ลูกน้อยขาซ้ายอ่อนแรงหลังพาฉีดวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการตรวจสอบเด็ก 4 เคส ที่ฉีดวัคซีนจนขาซ้ายอ่อนแรง และเสียชีวิต ระบุเด็ก 2 คน ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีน ส่วนอีก 2 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล พร้อมช่วยเหลือเต็มที่   วันทที่ 15 ก.ค. จากกรณี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำผู้เสียหาย 4 ครอบครัวใน 4 จังหวัด คือ ลพบุรี กาญจนบุรี ร้อยเอ็ด และนนทบุรี ที่นำลูกเข้ารับวัคซีน และหยอดโปลิโอ ในสถานบันสุขภาพเด็ก และโรงพยาบาล จนทำขาซ้ายของเด็ก 3 คน อ่อนแรง และเสียชีวิต 1 ราย เพื่อเข้าพบนายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง   ล่าสุด นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการตรวจสอบ และวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในแต่ละเคส โดยเคสแรกเด็กหญิงวัย 2 เดือน จังหวัดลพบุรี พบว่าไม่ได้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน แต่เสียชีวิจจากโรคปอดอัดเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือกทำให้ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ซึ่งยังต้องรอผลชันสูตรจากโรงพยาบาลตำรวจเพื่อยืนยันกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข   ขณะที่เด็กชายอายุ 4 ขวบ ได้เข้าฉีดวัคซีน และหยอดโปลิโอโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนางงาม จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี 2558 ขณะอายุ 2 เดือนเศษ ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีน แต่เกิดจากเชื้อไวรัสค๊อกซากี ที่ทำให้ไขสันหลังอักเสบ ให้เกิดอาการอ่อนแรงของแขนขา ซึ่งขณะนี้ได้วางแผนในการดูแลทำกายภาพบำบัดกับสาธารณสุขตำบล เพื่อให้น้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และกลับมาได้ปกติมากที่สุด   ส่วนเด็กหญิงที่ขณะนี้อายุ 6 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดโปลิโอขณะอายุได้ 2 เดือน ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเบ็ญพาค จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เกิดอาการผิดปกติที่ขาซ้ายขยับไม่ได้ ซึ่งในเคสนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อเข้าคณะกรรมการจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอาการดังกล่าวมาจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ เนื่องจากมีการหยอดวัคซีนโปลิโอผ่านทางปากด้วย ซึ่งปกติจะมีข้อผิดพลาดจากการหยอดโปลิโอ 1 ใน 6 ล้านคน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็จะพยายามเปลี่ยนให้เป็นแบบฉีดทั้งหมด แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายยังสูง แต่คาดว่าในอนาคตจะสามารถทำได้ เบื้องต้นก็ได้ประสานกับสาธารณสุขจังหวัดในการวางแผนดูแล และเงินชดเชยจากผู้ป่วยบัตรทอง    เคสที่ 4 เด็กชายที่ขณะนี้ 1 ขวบ 3 เดือน ที่ได้ฉีดวัคซีนหน้าขาซ้าย และหยอดโปลิโอทางปากที่โรงพยาบาลชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ประมาณ 2 สัปดาห์ ขาซ้ายไม่มีแรงขยับไม่ได้ อยู่ระหว่างประสานข้อมูล เนื่องจากโรงพยาบาลไม่ได้สังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงยังไม่สามารถสรุปข้อมูลได้    เบื้องต้นจะให้การดูแลอย่างเต็มที่ทุกเคสไม่ว่าจะเกิดจากการฉีดวัคซีนหรือไม่  

 1,813
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 62

สธ.โต้คู่รักออสซี่ อ้างกินผัดไทยป่วย 2 ปี ชี้เชื้อปรสิตตัวนี้ ในออสเตรเลียก็มี

จากกรณีคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วอ้างว่า ติดเชื้อปรสิตไดเอนตามีบา ฟราจิลิส จากการกินผัดไทยที่ฟู้ดคอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต เมื่อ 2 ปีก่อน จนประกาศว่าจะไม่กลับมาที่ประเทศไทยอีก จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก ทำให้ทางการไทยต้องเร่งตรวจสอบจ้อเท็จจริง   ล่าสุด นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่มีเชื้อไดเอนตามีบา ฟราจิลิสเลย เพราะเชื้อนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อม แม้แต่ประเทศออสเตรเลียก็ยังมีเชื้อนี้ อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียในประเทศไทย ยังไม่เคยพบการติดเชื้อตัวนี้มาก่อน   นอกจากนี้ เชื้อดังกล่าวสามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอันตรายกับเราได้ ยิ่งอาหารที่ปรุงสุกอย่างผัดไทยที่ใช้ความร้อนสูงจึงไม่น่าเป็นไปได้ ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการตรวจติดตามเชื้อ ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร นอกจากนี้ ไทยยังมีมาตรการอาหารปลอดภัย เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของคนไทยและต่างชาติ อาหารไทยเป็นที่ยอมรับว่ามีความอร่อยปลอดภัย มีการดูแลทุกขั้นตอน   นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เชื้อตัวนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อม สามารถพบได้ทุกทวีป การรับเชื้ออาจได้มาจากหลายสาเหตุ การบอกว่าไม่ป่วยคงไม่ใช่ ที่สำคัญคือต้องพิสูจน์ว่าได้รับเชื้อจากตรงไหนต่างหาก อย่างไรก็ตาม เชื้อนี้จะก่อโรคได้จะต้องได้รับเชื้อซ้ำๆ จำนวนมากๆ จึงไม่แน่ใจว่ารับเชื้อมาจากที่อื่นหรือไม่ เพราะประเทศไทยก็ไม่เคยมีรายงานตรวจพบเชื้อดังกล่าวในห้องปฏิบัติการมาก่อนในรอบ 20 ปี   เมื่อถามว่าหากมีเชื้ออยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ปัจจัยใดทำให้เกิดโรคหรืออาการขึ้น นพ.สุขุม กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เชื้อในร่างกายก่อโรค คือ เมื่อได้รับเชื้อซ้ำ หากร่างกายอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนที่กินยาสเตียรอยด์ เมื่อภูมิต้านทานลดลงก็ทำให้เชื้อที่มีอยู่แล้วในร่างกายเกิดอาการขึ้นได้   อย่างไรก็ตาม ปัญหาท้องร่วงในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อโรตาไวรัส แต่ก็มีมาตรการป้องกัน อย่างโรตาไวรัสก็มีวัคซีนป้องกัน เป็นต้น แต่ย้ำว่าไม่เคยมีโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไดเอนตามีบา ฟราจิลิส นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยในออสเตรเลียถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dwlm-Eebnd8

 1,876

Top