ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงสาธารณสุข"

เศรษฐกิจเข้มแข็ง
10 ก.ย. 62

รพ.ชลบุรี นำร่องใช้แอปจองคิวหมอ ดูได้แบบเรียลไทม์ ลดความแออัด รพ.

เปิดตัวแอปพลิเคชั่น CBH PLUS เป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชลบุรีและธนาคารกสิกรไทย ช่วยเพิ่มความสะดวกประชาชนผู้รับบริการ อาทิ ระบบจองคิวและบอกคิวที่อัพเดทสถานะแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ป่วยใช้เวลาไปทำภารกิจอื่นก่อนถึงเวลาตรวจได้ แจ้งเตือนนัดหมายพบแพทย์ ระบบชำระเงิน ข่าวสารทางสุขภาพ ระเบียนสุขภาพเข้าถึงประวัติทางการแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา   นับเป็นแอปพลิเคชันโรงพยาบาลแห่งแรกที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งผู้ป่วยตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาล ได้ทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) สิทธิ์ประกันสังคม และสิทธิ์สวัสดิการ การรักษาพยาบาลของข้าราชการ   โดยแอปนี้จะนำร่องใช้ในโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของภาคตะวันออก ในอนาคตจะสามารถเชื่อมต่อเพื่อรองรับ การให้บริการที่ครอบคลุมโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดชลบุรีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GFtBfOzPE9A

 1,913
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ย. 62

กรมอนามัย เตือน ผงชูรส กินมากแพ้ ชา ปาก-ลิ้น คนท้องไม่ควรกิน ส่งผลต่อทารกในครรภ์

วันที่ 3 ก.ย. 62 นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึง กรณีที่มีผู้โพสต์ภาพแม่ค้าส้มตำร้านหนึ่งใส่ผงชูรสในครกที่กำลังตำเป็นจำนวนมาก และอาจจะส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภค ว่า    ความนิยมในการใส่ผงชูรสในอาหาร โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้นนั้น ความจริงแล้วผงชูรสมีชื่อเรียกว่า ‘โมโนโซเดียมกลูตาเมต’ ซึ่งมีส่วนประกอบของโซเดียมด้วยผงชูรสจะละลายไขมันให้ผสมกลมกลืนกับน้ำ ทำให้มีรสเหมือนน้ำต้มเนื้อและกระตุ้นปุ่มปลายประสาทของลิ้นกับคอทำให้อาหารมีรสหวานอร่อย แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้    โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการแพ้ผงชูรสทำให้รู้สึกชาที่ปาก ลิ้น ปวดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ต้นคอหน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ ส่วนผู้ที่แพ้ผงชูรสมากๆ จะเกิดอาการชาบริเวณใบหน้า หู วิงเวียน หัวใจเต้นเร็ว จนอาจเป็นอัมพาตตามแขนขาชนิดชั่วคราวได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายเองภายในเวลา 2 ชั่วโมง รวมถึงไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อีก โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ไม่ควรกินผงชูรสเด็ดขาดเพราะอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้    สำหรับทารกแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้น หากได้กินผงชูรสเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองในเด็กวัยนี้ ยังไม่รวมถึงภาวะที่ได้รับเกลือโซเดียมมากเกินไปทำให้ไตเกิดการทำงานมากขึ้นอีกด้วย   ทั้งนี้ แม่ค้าร้านอาหารที่มีฝีมือในการปรุงอาหารหรือมีเมนูชูสุขภาพประจำร้านและใช้น้ำเคี่ยวกระดูกสัตว์ อยู่แล้ว ผงชูรสก็ไม่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงประกอบอาหาร แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ผงชูรสจริงๆ ควรใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย และควรเพิ่มความพิถีพิถันในการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสดสะอาดมีคุณค่าทางโภชนาการและการปรุงที่ถูกสุขลักษณะ    หากจะใช้ให้เลือกซื้อผงชูรสโดยการสังเกตหีบห่อหรือกระป๋องบรรจุขอบผนึกต้องไม่มีรอยตำหนิ ฉลากพิมพ์เป็นตัวหนังสือภาษาไทยชัดเจน ไม่เลอะเลือน และต้องระบุชื่ออาหารแสดงคำว่า ‘ผงชูรส’ ตลอดจนมีเลขทะเบียนตำรับอาหาร (อย.) ระบุชื่อที่ตั้งของผู้ผลิต เดือนปีที่ผลิต รวมทั้งน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันผงชูรสปลอม   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : แม่ค้าส้มตำรับพลั้งมือไปหน่อย เทชูรสหมดถุง ยันทำตามสูตรดั้งเดิมจากแม่ ตำครกใหญ่ทีเดียวได้ 50 ถุง        

 2,039
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
28 ส.ค. 62

ดีเดย์ 1 ต.ค.ผู้ป่วยบัตรทอง รับยา 4 โรคจากร้านยา ลดความแออัด รพ. นำร่อง 50 รพ. - 500 ร้านยา

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมออกมาตรการแก้ปัญหาลดความแออัดในโรงพยาบาล ด้วยการให้ผู้ป่วยในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองนำใบสั่งยาจาก รพ.ไปรับยาที่ร้านขายยาคุณภาพที่มีเภสัชกรประจำเข้าร่วมโครงการแทนการรอรับยาที่รพ. เป็นทางเลือกให้กับประชาชนได้เข้าถึงบริการสะดวกมากขึ้น เพราะเป็นการรับยาจากร้านยาในชุมชนใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งจะเป็นยาแบบเดียวกันกับรพ.ทุกอย่าง   อีกทั้ง มีเวลามากขึ้นในการที่จะให้เภสัชกรได้อธิบายการใช้ยากับผู้ป่วย โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค.2562 ในโรงพยาบาล 50 แห่งที่ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) / โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.)ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวนมาก และ 500 ร้านยาทั่วประเทศ   เบื้องต้นจะดำเนินการในส่วนของโรคที่ป่วยต้องรับยาต่อเนื่องและโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวช และหอบหืด ประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยเลือกมารับยาที่ร้านยาราว 2 ล้านครั้ง จากที่มีการใช้บริการที่รพ.7 ล้านครั้ง โดยคาดว่าจะผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาร้านละ 15 คนต่อวัน เริ่มดำเนินการ 1 ต.ค.2562 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/imRqACfEUUk

 11,993
การเมืองเข้มข้น
16 ส.ค. 62

'อนุทิน' ยัน สารสกัดกัญชาใช้ฟรีในบัตรทอง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตั้งเป้าผลิต 1 ล้านขวด

'อนุทิน' ยืนยัน สารสกัดกัญชาเป็นยาในบัญชี ใช้ร่วมกับบัตรทองไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขณะนี้อยู่ระหว่างทดลอง ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 1 ล้านขวดให้เพียงพอกับผู้ป่วย   วันที่ 16 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการใช้สารสกัดจากกัญชาในโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ขณะนี้เริ่มมีการใช้แล้ว หลังได้รับสารสกัดจากกัญชามา 4,500 ขวด ซึ่งจะใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะถือว่าอยู่ในบัญชียา เพราะเป็นยาที่ผลิตจากองค์การเภสัชกรรม    และขณะนี้อยู่ในขั้นของการทดลอง แต่ในอนาคตจะผลิตให้เพียงพอ โดยตั้งเป้าอยู่ที่ 1 ล้านขวด และคาดว่าภายใน 3-4 เดือนนี้ จะผลิตได้ 3.5 แสนขวด ทั้งนี้เชื่อว่าการใช้สารสกัดจากกัญชาเป็นยาน่าจะได้ผลดี โดยจะต้องหวังผลไว้ก่อน            

 6,042
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
06 ส.ค. 62

'อนุทิน' เชิญ 'หมอเลี๊ยบ' ถกบอร์ด สปสช. จ่อลดความแออัด รพ.รัฐ ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ. เข้าร่วมประชุมบอร์ด สปสช.ครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง   ทั้งนี้นายอนุทินกล่าวว่า ได้เชิญ นพ.สุรพงษ์ เป็นที่ปรึกษาในส่วนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง หรือโครงการ 30 บาทในอดีต เปรียบเสมือนเป็นประธานคณะทำงานของ สปสช. เนื่องจาก นพ.สุรพงษ์ เปรียบเหมือนคนทำคลอดโครงการ 30 บาท   โดยได้หารือถึงปัญหาการลดความแออัดของโรงพยาบาล จะทำอย่างไรให้ประชาชนรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยได้พบแพทย์ 10-15 นาที และไม่ต้องรอคิวรับยาที่โรงพยาบาล แต่สามารถกลับไปเบิกยาที่ร้านขายยาแถวบ้าน และโรงพยาบาลจ่ายค่ายาให้ร้านขายยา หากทำได้ก็จะลดจำนวนคนรอคิวได้ โดยเร่งทำระบบเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและร้านขายยากว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NSLATLxXjbk

 8,264
ข่าวประชาสัมพันธ์
30 ก.ค. 62

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยกระดับสมุนไพรไทยเตรียมส่งออกสู่ตลาดโลก ด้วยโครงการ thailand kiss the world

               กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันผู้ประกอบการไทยที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย น่าสนใจและทำการตลาดให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น โดยคาดการณ์ว่าในปี 2562-2565 มูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะเพิ่มขึ้น 3.6 แสนล้านบาท                        เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ (รางน้ำ) นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ร่วมพิธีเปิด โครงการสมุนไพรไทย ตำรับไทย มรดกโลก (Thailand Kiss The World) ซึ่ง “KISS” ความหมายของโครงการคือ Kick-off (ริเริ่ม) Improvement (พัฒนา) Sales (สร้างรายได้) และ Sustainable (ยั่งยืน) เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดตลาดในระดับสากลสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน                     โดยนายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อมุ่งเน้นให้สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับให้สมุนไพรไทยเป็นสินค้าที่ขายสู่ตลาดโลก โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่มีคุณภาพ จากการประกวดผลิตภัณฑ์คุณภาพในระดับ Prime Minister Herbal Awards (PMHA), Premium Products, Quality Thai Herbal Products (QTHP) จำนวน 350 ผลิตภัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้เชิญตัวแทนจากกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ร่วมเสวนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยของผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกได้มีพื้นที่ในการเปิดตลาดผ่านจุดจำหน่ายของคิง เพาเวอร์ นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของโลกต่อไป                สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกได้ที่ www.dtam.moph.go.th  

 655
สังคม-อาชญากรรม
15 ก.ค. 62

รอง ปลัด สธ.เผยผลตรวจสอบ กรณี 4 ครอบครัว ร้อง ลูกน้อยขาซ้ายอ่อนแรงหลังพาฉีดวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการตรวจสอบเด็ก 4 เคส ที่ฉีดวัคซีนจนขาซ้ายอ่อนแรง และเสียชีวิต ระบุเด็ก 2 คน ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีน ส่วนอีก 2 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล พร้อมช่วยเหลือเต็มที่   วันทที่ 15 ก.ค. จากกรณี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำผู้เสียหาย 4 ครอบครัวใน 4 จังหวัด คือ ลพบุรี กาญจนบุรี ร้อยเอ็ด และนนทบุรี ที่นำลูกเข้ารับวัคซีน และหยอดโปลิโอ ในสถานบันสุขภาพเด็ก และโรงพยาบาล จนทำขาซ้ายของเด็ก 3 คน อ่อนแรง และเสียชีวิต 1 ราย เพื่อเข้าพบนายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง   ล่าสุด นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีการตรวจสอบ และวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงในแต่ละเคส โดยเคสแรกเด็กหญิงวัย 2 เดือน จังหวัดลพบุรี พบว่าไม่ได้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน แต่เสียชีวิจจากโรคปอดอัดเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือกทำให้ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ซึ่งยังต้องรอผลชันสูตรจากโรงพยาบาลตำรวจเพื่อยืนยันกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข   ขณะที่เด็กชายอายุ 4 ขวบ ได้เข้าฉีดวัคซีน และหยอดโปลิโอโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนางงาม จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี 2558 ขณะอายุ 2 เดือนเศษ ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีน แต่เกิดจากเชื้อไวรัสค๊อกซากี ที่ทำให้ไขสันหลังอักเสบ ให้เกิดอาการอ่อนแรงของแขนขา ซึ่งขณะนี้ได้วางแผนในการดูแลทำกายภาพบำบัดกับสาธารณสุขตำบล เพื่อให้น้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และกลับมาได้ปกติมากที่สุด   ส่วนเด็กหญิงที่ขณะนี้อายุ 6 เดือน ฉีดวัคซีนที่หน้าขาซ้ายและหยอดโปลิโอขณะอายุได้ 2 เดือน ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเบ็ญพาค จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เกิดอาการผิดปกติที่ขาซ้ายขยับไม่ได้ ซึ่งในเคสนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อเข้าคณะกรรมการจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอาการดังกล่าวมาจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ เนื่องจากมีการหยอดวัคซีนโปลิโอผ่านทางปากด้วย ซึ่งปกติจะมีข้อผิดพลาดจากการหยอดโปลิโอ 1 ใน 6 ล้านคน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็จะพยายามเปลี่ยนให้เป็นแบบฉีดทั้งหมด แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายยังสูง แต่คาดว่าในอนาคตจะสามารถทำได้ เบื้องต้นก็ได้ประสานกับสาธารณสุขจังหวัดในการวางแผนดูแล และเงินชดเชยจากผู้ป่วยบัตรทอง    เคสที่ 4 เด็กชายที่ขณะนี้ 1 ขวบ 3 เดือน ที่ได้ฉีดวัคซีนหน้าขาซ้าย และหยอดโปลิโอทางปากที่โรงพยาบาลชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ประมาณ 2 สัปดาห์ ขาซ้ายไม่มีแรงขยับไม่ได้ อยู่ระหว่างประสานข้อมูล เนื่องจากโรงพยาบาลไม่ได้สังกัดอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงยังไม่สามารถสรุปข้อมูลได้    เบื้องต้นจะให้การดูแลอย่างเต็มที่ทุกเคสไม่ว่าจะเกิดจากการฉีดวัคซีนหรือไม่  

 1,515
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 62

สธ.โต้คู่รักออสซี่ อ้างกินผัดไทยป่วย 2 ปี ชี้เชื้อปรสิตตัวนี้ ในออสเตรเลียก็มี

จากกรณีคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วอ้างว่า ติดเชื้อปรสิตไดเอนตามีบา ฟราจิลิส จากการกินผัดไทยที่ฟู้ดคอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต เมื่อ 2 ปีก่อน จนประกาศว่าจะไม่กลับมาที่ประเทศไทยอีก จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก ทำให้ทางการไทยต้องเร่งตรวจสอบจ้อเท็จจริง   ล่าสุด นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่มีเชื้อไดเอนตามีบา ฟราจิลิสเลย เพราะเชื้อนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อม แม้แต่ประเทศออสเตรเลียก็ยังมีเชื้อนี้ อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียในประเทศไทย ยังไม่เคยพบการติดเชื้อตัวนี้มาก่อน   นอกจากนี้ เชื้อดังกล่าวสามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอันตรายกับเราได้ ยิ่งอาหารที่ปรุงสุกอย่างผัดไทยที่ใช้ความร้อนสูงจึงไม่น่าเป็นไปได้ ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการตรวจติดตามเชื้อ ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร นอกจากนี้ ไทยยังมีมาตรการอาหารปลอดภัย เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของคนไทยและต่างชาติ อาหารไทยเป็นที่ยอมรับว่ามีความอร่อยปลอดภัย มีการดูแลทุกขั้นตอน   นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เชื้อตัวนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อม สามารถพบได้ทุกทวีป การรับเชื้ออาจได้มาจากหลายสาเหตุ การบอกว่าไม่ป่วยคงไม่ใช่ ที่สำคัญคือต้องพิสูจน์ว่าได้รับเชื้อจากตรงไหนต่างหาก อย่างไรก็ตาม เชื้อนี้จะก่อโรคได้จะต้องได้รับเชื้อซ้ำๆ จำนวนมากๆ จึงไม่แน่ใจว่ารับเชื้อมาจากที่อื่นหรือไม่ เพราะประเทศไทยก็ไม่เคยมีรายงานตรวจพบเชื้อดังกล่าวในห้องปฏิบัติการมาก่อนในรอบ 20 ปี   เมื่อถามว่าหากมีเชื้ออยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ปัจจัยใดทำให้เกิดโรคหรืออาการขึ้น นพ.สุขุม กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เชื้อในร่างกายก่อโรค คือ เมื่อได้รับเชื้อซ้ำ หากร่างกายอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนที่กินยาสเตียรอยด์ เมื่อภูมิต้านทานลดลงก็ทำให้เชื้อที่มีอยู่แล้วในร่างกายเกิดอาการขึ้นได้   อย่างไรก็ตาม ปัญหาท้องร่วงในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อโรตาไวรัส แต่ก็มีมาตรการป้องกัน อย่างโรตาไวรัสก็มีวัคซีนป้องกัน เป็นต้น แต่ย้ำว่าไม่เคยมีโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไดเอนตามีบา ฟราจิลิส นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยในออสเตรเลียถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dwlm-Eebnd8

 1,805
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ค. 62

'บิ๊กตู่' สั่งตรวจสอบ ปมคู่รักออสซี่ อ้างกินผัดไทยจนป่วย 2 ปี รู้พิกัดร้านในห้างดังภูเก็ต

พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีสื่อต่างชาติรายงานข่าว นางสเตซีย์ บาร์นส์ และ ไรอัน พริกก์ สองสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย แล้วล้มป่วยนานกว่า 2 ปี ซึ่งสาเหตุมีการระบุว่าได้รับเชื้อปรสิต มาจากการทานผัดไทย เมื่อ ปี 2560 พร้อมกับลูก ๆ 2 คน   แต่เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองเพิร์ธ ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย หมดเรี่ยวแรงจนลุกจากเตียงหลังตื่นนอนยังลำบาก หลังจากสองสามีภรรยา ชาวออสเตรเลีย เดินทางไปพบแพทย์และรับการตรวจหลายต่อหลายครั้ง แพทย์ก็พบว่าพวกเขาได้รับปรสิต ไดแอน อะมีบา ฟราจิลิส (Dientamoeba Fragilis) ปรสิตเซลล์เดียวตัวอันตรายที่พบได้ในลำไส้ของมนุษย์, หมู และกอริลลา   โดยทางนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ ว่ามันเกิดจากอะไร กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีบอกว่า เราก็ทาน ก็ไม่เห็นเป็นอะไรซึ่งไม่รู้ว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนนั้นไปทานที่ไหน กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสอบสวนถึงข้อเท็จจริง เพราะตอนนี้มีเพียงการพูดถึงในสื่อ ยังตรวจสอบอะไรไม่ได้เลยซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อีกครั้ง   ด้านกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยประสานไปยังสำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัย และคณะกรรมการเครือข่ายความปลอดภัยด้านอาหารระหว่างประเทศ (INFOSAN) ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักเรื่องอาหารปลอดภัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานไปยังเครือข่ายระหว่างประเทศ และประชุมหารือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าว   สำหรับเชื้อโรคตามที่ถูกอ้างถึงในเว็บไซต์นั้น เป็นโปรโตซัวในลำไส้สกุลหนึ่ง โดยทั่วไปเชื้อนี้ไม่ก่อโรคในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง เชื้อจะไม่ทนต่อความร้อน และกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งผัดไทยปรุงสุกด้วยความร้อน จึงไม่น่าจะใช่สาเหตุดังกล่าว   ทั้งนี้ทราบมาว่าพิกัดร้านผัดไทยที่คู่รักชาวออสเตรเลียไปรับประทาน อยู่ที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ที่มีความสะอาด ขายในราคาจานละร้อยกว่าบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dmp20N79s90

 4,788
สังคม-อาชญากรรม
15 มิ.ย. 62

สธ.เตือนปีนี้โรคไข้เลือดออกจะรุนแรงกว่าทุกปี- แจกฟรียาป้องกันไข้เลือดออก ป้องกันได้ร้อยละ 89.9 %

วันที่ 15 มิ.ย.เป็นวันไข้เลือดออกอาเซียน สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทยยังยน่าเป็นห่วง นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ตอนนี้ต้องร่วมมือกับกลุ่มอาเชียนทั้ง 10 ประเทศ กำจัดโรคไข้เลือดออก หลังปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ชึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 50 ถึง 100 ล้าน ทั่วโลก    สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้ม ผู้ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว มากกว่า 2 เท่าตัว โดยปีนี้มีผู้เสียชีวิต 43 รายแล้ว    นพ.สรรพงศ์ ฤทธิรักษา ประธานศูนย์ข้อมูลยาสมุนไพรการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน ออกมาแนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยตำรับยาโฮมีโอพาธีย์ ยูพาโทเรียม ผลิตจากสมุนไพรยูพาโทเรียม เพอร์ฟอเลียทุม (Eupatorium perfoliatum) วิธีใช้คือเจือจางด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์สลับกับการกระแทก ซึ่งผลการวิจัยประสิทธิผลของยาโฮมีโอพาธีย์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ร้อยละ 89.9      มีการผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ 2 รูปแบบ คือ ชนิดเม็ด และ ชนิดน้ำ โดยชนิดเม็ดใช้อมใต้ลิ้นครั้งละ 1-2 เม็ด ประมาณ 10-30 วินาทีแล้วกลืน ส่วนชนิดน้ำใช้หยดใส่ปาก 2-3 หยด อมไว้ประมาณ 10-30 วินาทีแล้วกลืน ซึ่งเมื่อใช้ยานี้จะป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ประมาณ 3-4 เดือน   การใช้ยาดังกล่าวต้องขอย้ำว่า เป็นการป้องกันโรคเท่านั้น ซึ่งก็ต้องระวังไม่ให้ยุงกัดและต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และข้อห้าม คือ ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้มีอาการไข้ ไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา สำหรับผู้ที่มีความไวต่อยานี้จะเกิดอาการบางประการ เช่น ไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการจะเกิดขึ้นทันทีหลังทานยาเข้าไป แต่จะหายได้เองภายใน 2 ชั่วโมง    สามารถติดต่อรับได้ฟรีที่กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/7DKQDJALriY  

 1,906
ข่าวภูมิภาค
23 พ.ค. 62

กระทรวงสาธารณสุข เผยปีนี้ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีแนวโน้มสูงขึ้น คาดทั้งปีพุ่งทะลุ 1 แสนราย

กระทรวงสาธารณสุขคาดปีนี้ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีแนวโน้มสูงขึ้น หลัง 5 เดือนพบผู้ป่วยแล้วกว่า 2 หมื่นราย คาดทั้งปีพุ่งทะลุ 1 แสนราย เร่งรณรงค์ควบคุมป้องกันโรค   (23 พ.ค. 62) ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดกิจกรรม Big Cleaning Week เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา ตื่นตัวในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เป็นการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก หลังจากที่ช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนพฤษภาคมปี 2562 ที่ผ่านมา ในประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วกว่า 20,000 ราย   นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่าปี 2562 อาจจะพบผู้ป่วยมากถึง 100,000 ราย โดยจากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงขณะนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วจำนวน 20,733 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิต 25 ราย โดยจังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ สมุทรสาคร ตราด นครปฐม ลพบุรี และราชบุรี ตามลำดับ โดยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกในกลุ่มนักเรียนสูงที่สุด    กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกแก่สถานบริการสาธารณสุข 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม และวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 2.ป้องกันผู้เสียชีวิต โดยการจัดตั้ง Dengue Corner ทุกโรงพยาบาล เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และการใช้ Dengue Chart ในการติดตามรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออก 3.ควบคุมยุงลายโดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกสัปดาห์ และ 4.พัฒนาความรอบรู้ของประชาชนให้เกิดความตระหนักว่า การจำกัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เป็นหน้าที่ของทุกคน     

 3,011
ข่าวภูมิภาค
23 พ.ค. 62

ศาลพิพากษาให้ สธ.เยียวยา 'น้องปาล์ม' เหยื่อถูกรถ รพ.ชนขาพิการ 2.8 ล้าน

ขอนแก่น-ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นัดฟังคำพิพากษาความแพ่ง คดี ด.ช.ปราบปราม เจิมขุนทด หรือน้องปาล์ม เป็นฝ่ายโจทก์ ที่พิการเนื่องจากถูกรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านใหม่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ขับชนเมื่อปี 2558 เป็นเหตุให้ ด.ช.ปราบปราม ขณะนั้นอายุเพียง 3 ขวบ มีอาการชาตั้งเเต่ราวนมมาถึงช่วงล่าง ไม่มีความรู้สึก และเดินไม่ได้ อีกทั้งเวลาขับถ่ายไม่มีความรู้สึกต้องใส่แพมเพิสและปัสสาวะทางสายยาง   ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลแขวงขอนแก่น ได้มีคำพิพากษาให้นายเกต นาถมทอง อายุ 68 ปี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของโรงพยาบาลดังกล่าวและเป็นคนขับรถ ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 3,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี   แต่คดีแพ่ง ทางผู้เสียหายมีนายศราวุฒิ เจิมขุนทด พ่อของน้องปาล์ม ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ร่วมกับน้องปาล์มเป็นโจทก์ที่ 1 น้องปาล์มเป็นโจทก์ที่ 2 และนางสาวปวีณา หาทรัพย์ แม่ของน้องปาล์ม เป็นโจทก์ที่ 3 ร่วมกันฟ้องกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์ได้ยื่นฟ้องค่าเสียหาย 3 ส่วน ประกอบด้วย   โจทก์ที่ 1 คือพ่อน้องปาล์มเป็นเงินจำนวน 21,500 บาท โจทก์ที่ 2 คือน้องปาล์ม เป็นเงินจำนวน 8,371,324 บาท และโจทก์ที่ 3 คือแม่น้องปาล์ม เป็นเงินจำนวน 1,944,000 บาท และมีการไกล่เกลี่ยกันมาหลายครั้ง ลดหย่อนมาต่อเนื่อง จนฝ่ายโจทก์ยื่นขอเงินชดใช้เป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งทางจำเลยได้ไกล่เกลี่ยขอจ่ายเป็นเงินจำนวน 900,000 บาท   แต่ฝ่ายโจทก์ปฏิเสธจึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ กระทั่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำพิพากษาความแพ่งให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ที่ 2 เป็นเงินทั้งหมด 2,935,700 บาท และยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และ 3 โดยจำเลยทั้ง 2 ได้ขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาล   ล่าสุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำเลยทั้ง 2 คือกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 1 และ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 2 ว่าสมควรกำหนดค่าเสียหายสำหรับการสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพของโจทก์ที่ 2 จำนวนเท่าใด โดยศาลเห็นว่า   ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า นายเกตเป็นผู้กระทำโดยประมาทยิ่งกว่าโจทก์ที่ 1 และสมควรกำหนดให้จำเลยทั้ง 2 ซึ่งต้องรับผิดชอบในการกระทำของนายเกตดังกล่าวรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 แปดในสิบส่วน ฉะนั้นเมื่อโจทก์ที่ 2 เรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้มา 4,302,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้ง 2 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่เป็นค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพเป็นระยะเวลา 40 ปี ตั้งแต่อายุ 20 ปี ถึง 60 ปี เป็นเงิน 2,000,000 บาท นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น   ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเกต นาถมทอง นำเงินค่าเสียหายจำนวน 104,300 บาท มอบให้แก่โจทก์ที่ 2 เพี่อเยียวยาค่าเสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดค่าเสียหายอันเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,834,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ก.ค.2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ที่ 2   ด้านนายศราวุฒิ พ่อของน้องปาล์มยังบอกอีกว่า ในส่วนหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้พูดคุยกับทางนิติกรของฝ่ายจำเลย ที่คาดว่าจะไม่ยื่นฎีกา ส่วนตัวอยากจะขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้กับครอบครัว ไม่อยากจะให้ยื่นฎีกาเพราะเป็นเวลามานานร่วม 5 ปีแล้ว ครอบครัวของเราเป็นเพียงประชาชนธรรมดาไม่ได้คิดอยากจะสู้กับใครขอใช้ชีวิตเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวเลี้ยงดูลูก สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็อยากจะให้จบไป   ทางด้าน นางปวีณา หาทรัพย์ แม่ของน้องปาล์ม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า อาการของน้องปาล์มตอนนี้ดีขึ้น มีการพัฒนาระบบไขสันหลัง เริ่มมีการทรงตัวได้ แต่ยังอ่อนแรงอยู่ ไปไหนมาไหนต้องใช้รถเข็นตลอดเวลา   ขณะนี้เรียนที่ศูนย์พิเศษ นนทบุรี ปากเกร็ด โดยช่วงนี้ไปบ้างไม่ไปบ้างเนื่องจากระยะทางที่ไกล โดยหลังจากเกิดเรื่องขึ้นตนเองก็ได้ลาออกจากงานมาดูแลลูกเพียงอย่างเดียว ตอนนี้ภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ว่าน้องปาล์มจะสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติอีกครั้ง ซึ่งจะดูอาการประมาณ 6-10 ปี หากนานกว่านี้จะต้องเป็นผู้พิการตลอดชีวิต ซึ่งยังมีความหวังเล็กๆ อยู่บ้าง โดยทางครอบครัวก็ได้ทำการกายภาพให้น้องปาล์มทุกวัน   ขณะที่น้องปาล์ม พูดคุยกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนี้ต้องใช้รถเข็นตลอดเวลา อยากเดินได้ อยากวิ่งได้เหมือนเพื่อน และโตขึ้นมาอยากเป็นหมอรักษาคนไข้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NuoZ1U5dN14

 1,437
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
21 พ.ค. 62

เรียกสอบ รพ.เอกชน หลังโดนร้องเรียน ฟันค่ารักษาท้องเสีย 3 หมื่น

กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์เตรียมฟันโรงพยาบาลเอกชน หลังได้รับการร้องเรียนการเข้ารับการรักษาพยาบาลอาการท้องเสีย แต่ถูกคิดค่าใช้จ่ายรวม 30,000 บาท โดยสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการคิดราคาสมเหตุสมผลหรือไม่ และหากพบว่ามีการค้ากำไรเกินควร ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   โดยจะมีการเรียกให้โรงพยาบาลที่ถูกร้องเรียนมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีโทษตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรณีค้ากำไรเกินควร จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในกำลังอยู่ระหว่างการเชิญโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 70 ราย จากจำนวน 353 ราย ที่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากการให้ส่งข้อมูลการซื้อขายยา พบว่า มีการคิดราคายาแพงเกินจริง ตั้งแต่แพงไม่มากจนสูงถึงระดับ 300% , 500% , 800% และ 900% มาหารือ และจะขอให้ชี้แจงถึงสาเหตุการคิดราคายาว่าที่คิดแพงนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร สมเหตุสมผลหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cwVmHCDAgUw  

 2,408
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ค. 62

'ยูนิเซฟ' จับมือกระทรวงพม. เปิดตัวแคมเปญ หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิตกระตุ้นให้ประชาชนแจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300

ยูนิเซฟจับมือกระทรวงพม. เปิดตัวแคมเปญ #หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต กระตุ้นให้ประชาชนแจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300     (17 พ.ค. 2562)  ยูนิเซฟจับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัวแคมเปญ หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต สร้างการมีส่วนร่วมของสังคมในการหยุดยั้งความรุนแรงต่อเด็ก โดยขอให้ประชาชนตื่นตัวและรีบแจ้ง ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ซึ่งเป็นสายด่วนของรัฐ เมื่อพบเห็นเด็กถูกกระทำรุนแรงทุกรูปแบบ   ทั้งนี้ กระทรวงพม. ได้ให้บริการสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับแจ้งปัญหาสังคมต่าง ๆ รวมถึงการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก การทอดทิ้งเด็ก และการแสวงประโยชน์จากเด็ก โดยศูนย์ฯ จะรับแจ้งและให้การช่วยเหลือเด็กในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤต การประสานส่งต่อเด็กไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  การให้คำปรึกษาแนะนำแก่เด็กและครอบครัว และการติดตามผล   จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2560 ซึ่งเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล 622 แห่งในประเทศไทย พบว่า มีเด็กเกือบ 9,000 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายและถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเดียวกัน ผลสำรววจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยปี 2558-2559 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีเด็กอายุระหว่าง 1-14 ปี จำนวนร้อยละ 4 หรือคิดเป็นประมาณ 470,000 คน เคยถูกลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรงมากที่บ้าน ในขณะที่แต่ละปี กลับมีผู้แจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300 เพียงแค่ 3,266 ราย    นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ความรุนแรงส่งผลให้เด็กจำนวนมากต้องมีชีวิตอยู่กับฝันร้ายวันแล้ววันเล่า แต่ฝันร้ายเหล่านั้นหยุดได้ ถ้าประชาชนที่สงสัยหรือพบเห็นเด็กถูกกระทำรุนแรงเข้าไปขัดขวางหรือยกหูโทรศัพท์เพื่อแจ้งเหตุ”   การศึกษาทั่วโลกของยูนิเซฟ ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงต่อเด็กเกิดขึ้นในทุกช่วงอายุของเด็กและเกิดในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน ชุมชน หรือสถานที่ที่เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ โดยมักกระทำโดยบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็ก ซึ่งเหตุการณ์ส่วนใหญ่มักไม่เป็นที่รับรู้หรือไม่มีการรายงาน โดยความรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจไปตลอดชีวิต และยังทำลายการพัฒนาโครงสร้างทางสมองของเด็ก บั่นทอนความสามารถในการเรียนรู้ และอาจส่งผลให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การทำร้ายตัวเอง ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย   นายปรเมธี  วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “ความรุนแรงต่อเด็กเป็นประเด็นที่มีผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การจะยุติความรุนแรงต่อเด็กได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกๆคนในสังคม ในการที่จะไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ คือการแจ้งเหตุเมื่อพบเห็นหรือสงสัยว่ามีเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ทั้งนี้เด็กไม่สามารถปกป้องคุ้มครองตนเองได้ และต้องอาศัยทุกคนในสังคมช่วยกันดูแล”     แคมเปญ #หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต เปิดตัวด้วยคลิปวิดิโอความยาว 4 นาที http://bit.ly/evac-2019-01 ซึ่งจำลองเหตุการณ์ในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่พ่อลงโทษลูกสาวอย่างรุนแรง ทั้งด่าทอหยาบคาย และลงมือทำร้ายร่างกายลูกจนมีรอยบาดเจ็บฟกช้ำตามตัว คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นปฏิกิริยาของลูกค้าที่อยู่ในร้าน โดยหลายคนแสดงความเป็นห่วงและกังวลต่อสวัสดิภาพของเด็กอย่างชัดเจน แต่ไม่แน่ใจว่าจะเข้าไปช่วยเหลือเด็กได้อย่างไร    แคมเปญนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ตลอดจนบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของผู้ที่เคยแจ้งเหตุ และเสียงของเด็กที่เคยถูกทำร้าย และยังมี ศิลปินชื่อดัง แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล แห่งวง Got 7 มาร่วมเป็นกระบอกเสียง นอกจากนี้ยังเสนอกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประชาชนสามารถทำได้ เช่น จัดทำสติกเกอร์ โปสเตอร์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความตื่นตัวในชุมชน    นายดาวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “เด็กทุกคนต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองเพื่อให้มีวัยเด็กที่ปลอดภัยและเป็นสุข  โดยไม่ควรมีเด็กคนใดต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว เราอยากเรียกร้องให้ทุกคนตื่นตัวในการปกป้องคุ้มครองเด็กก่อนที่จะสายเกินไป เพราะทุกคนต่างมีส่วนสำคัญในการยุติความรุนแรงต่อเด็กในสังคม”   ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ www.unicef.or.th/endviolence   คลิป ;

 1,400
สังคม-อาชญากรรม
14 พ.ค. 62

เตือนอย่าหลงเชื่อ 'ครีมหน้าขาว' ผสมสารปรอทเพียบ คนท้องใช้เสี่ยงลูกพิการ

กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือน ประชาชนอย่าหลงเชื่อครีมหน้าขาว ที่มีการลักลอบใช้สารปรอทในเครื่องสำอางเพื่อรักษาฝ้า จุดด่างดำ หรือทำให้ผิวขาวกลับมาอีกระลอกหนึ่ง และนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะพิษของสารปรอทนั้นมีผลกระทบหลายระบบของร่างกาย   พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ซึ่งตรวจสารอันตรายในเครื่องสำอางจากที่ผู้ป่วยส่งตรวจและจากที่ได้จากการซื้อขายผ่านตลาดนัดและตลาดออนไลน์ ระหว่างปี 2561-2562 จำนวน 420 ตัวอย่าง พบว่า   ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น (ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ครีมหน้าขาว) มีสารอันตรายถึงร้อยละ 25 นั่นคือ ในทุกๆ 4 ตลับจะพบสารอันตราย 1 ตลับเลยทีเดียว โดยสารปรอทเป็นสารอันตรายที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือ สารไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ สำหรับพิษที่สำคัญของสารปรอทต่อร่างกาย มีดังนี้   1.พิษต่อผิวหนัง แม้ว่าสารปรอทจะมีผลทำให้เม็ดสีลดลง แต่พบว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากใช้ในระยะยาว จะทำให้ผิวบางลง เกิดจุดดำที่ผิวเพิ่มขึ้น เกิดฝ้าถาวร หรือในบางจุดจะทำให้เกิดผิวด่างถาวร   2.พิษต่อระบบประสาท  ทำให้มีอาการสั่น ปลายประสาทอักเสบ การทรงตัวผิดปกติ ชักกระตุก ซึมเศร้าหรือเกิดประสาทหลอนได้   3.พิษต่อตับและไต ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และไตอักเสบได้ในระยะยาว   4.พิษต่อระบบเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง   5.หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์ สารปรอทจะดูดซึมสู่ทารก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกสมองพิการและปัญญาอ่อนได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Hmwxtr0pFYw

 5,575

Top