ค้นหา :

ผลการค้นหา "กรมศิลปากร"

แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ส.ค. 62

แจงดราม่าทุบกำแพงวัดไชยฯ อยุธยา เดินสายไฟ แค่รื้อแนวที่บูรณะใหม่ ไม่กระทบโบราณสถาน

เกิดเป็นประเด็นให้มีการถกเถียง หลังสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั้น โพสต์ภาพกำแพงวัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานที่สำคัญใน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกทุบทำลายลง พร้อมระบุข้อความว่า   "กรมศิลป์ฯไปไหน เกิดอะไรขึ้นครับกับวิธีการฝังและเดินสายเคเบิล วัดไชยวัฒนาราม พวกออเจ้ารู้หรือไม่ว่า ทำไม ถึงเลือกที่จะทุบ-ทำลายกำแพงวัด ทำไมช่างรับเหมาถึงไม่เลือกที่จะสกัดอิฐออกทีละก้อน หรือทำไมไม่เจาะอุโมงค์ลอดใต้กำแพง   คนคุมงานกรมศิลปากรหายไปไหน ไกด์ตอบลูกค้าไม่ได้ เห็นทีแรกก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่หรือคือวิธีการทำงานของประเทศไทย ทำไมไม่เคารพโบราณสถานบ้าง ทำลายโบราณสถาน ตอบลูกค้าไม่ได้จริงๆ งงใครตอบคำถามนี้ทีครับ"   ต่อมามีผู้เข้ามาคอมเม้นต์ชี้แจงว่า ในภาพที่เห็นคืองานวางระบบไฟส่องสว่างใหม่ ก่อนการดำเนินงานมีการวางแผนแนวสายไฟให้กระทบโบราณสถานให้น้อยที่สุด   ในภาพ จำเป็นต้องวางแนวสายไฟเข้าด้านในโบราณสถาน จึงตัดสินใจรื้อแนวกำแพงที่เพิ่งก่อบูรณะอายุไม่เกิน 30 ปี โดยไม่กระทบหลักฐานเดิม และเสร็จแล้วจะเร่งบูรณะฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด โดยหน้างานมีเจ้าหน้าที่และนักโบราณคดีดูแลตลอด สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้   ป.ล. ส่วนตัว เดี๋ยวนี้ผู้คนในโลกเสมือนจริงโซเชียล ใช้อารมณ์นำก่อนที่จะหาข้อเท็จจริงกันมากมาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bKAkMVqkdAw

 2,025
การเมือง
27 ก.ค. 62

พบบ่อน้ำโบราณลึก 9 เมตร ภายในกระทรวงกลาโหม แจ้งกรมศิลปากรมาตรวจสอบ

มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า บริเวณลานจอดรถภายในกระทรวงกลาโหม พบบ่อน้ำโบราณ ด้านหน้าศาลเจ้าพ่อหอกลอง เนื่องจากพื้นถนนมีการยุบตัว ทางเจ้าหน้าที่ทหารช่างจึงได้เข้าไปขุดและปรับพื้นถนน ก่อนปูด้วยอิฐตัวหนอนให้กับสู้สภาพเดิม    ช่วงที่ขุดลงไปนั้น อยู่ระหว่างความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ได้พบกับแผ่นแกรนิตหนา 10 เซนติเมตร จำนวน 3 แผ่น จึงได้เปิดออกดูพบเป็นบ่อน้ำ โบราณ ลึกประมาณ 9 เมตร มีน้ำเต็มบ่อเป็นสีขุ่น โดยพบว่าบริเวณบ่อใช้อิฐโบราณก่อขึ้นมา เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร 20 เซนติเมตร   เบื้องต้นได้รายงานให้ทางพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบ โดยได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากรขอความอนุเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ มาตรวจสอบอายุและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บ่อน้ำดังกล่าว และได้นำแผ่นเหล็กและผ้าใบมาคลุมเพื่อรอการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง

 1,848
สังคม-อาชญากรรม
09 ก.ค. 62

'อนันต์' เผย ที่ประชุมมรดกโลกพอใจ การทำงานกรมศิลป์อนุรักษ์แหล่งมรดกโลกไทย

ที่ประชุมมรดกโลก ครั้งที่ ๔๓ พอใจการดำเนินงานของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พร้อมขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ และกลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List)   วันที่ 9 ก.ค. 62 นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก สมัยประชุมที่ ๔๓ ณ เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ มิถุนายน – ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรมศิลปากร 2 เรื่อง ได้แก่   1. การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตามตรวจสอบของศูนย์มรดกโลก โดยในปีนี้มีแหล่งมรดกโลก ๑๑๒ แหล่ง ที่ยังคงต้องส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ตามที่ศูนย์มรดกโลกร้องขอ รวมถึงมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาด้วย โดยกรมศิลปากรได้ส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตามร่างข้อตัดสินใจขององค์กรที่ปรึกษา (ICOMOS ) สรุปผลจากที่ประชุมฯ ดังนี้   1.1 ที่ประชุมรับทราบและชื่นชมความพยายามในการอนุรักษ์และการจัดการ โดยเฉพาะการปรับปรุงแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (พ.ศ.๒๕๖๑ – ๒๕๗๐) รวมถึงยุทธศาสตร์การป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ   1.2 เห็นชอบการปรับระเบียบกฎเกณฑ์การขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อปกป้องคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน   1.3 ร้องขอให้ไทยติดตามแผนการดำเนินการตามคำสั่งรื้อถอนอาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผลกระทบทางลบต่อคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน   1.4 ที่ประชุมพอใจกับการจัดให้มีกิจกรรมการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของงานช่างฝีมือในท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมเฉพาะทาง   1.5 ส่งเสริมให้ไทยเฝ้าระวังพื้นที่โบราณสถานที่มีชื่ออยู่ในบัญชีอย่างสม่ำเสมอและเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการแทรกแซงใดๆ ต่อพื้นที่โบราณสถาน  จะต้องอยู่บนหลักการของการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์และคงไว้ซึ่งโครงสร้างทางกายภาพและเทคนิคแบบดั้งเดิม   1.6 ร้องขอให้ไทยต้องแจ้งต่อศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) ถึงแผนการในอนาคตสำหรับการอนุรักษ์โบราณสถานหรือการก่อสร้างในพื้นที่ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถา   และ 1.7 ร้องขอเพิ่มเติมให้ขยายขอบเขตของพื้นที่โบราณสถานที่เป็นมรดกโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยอันสมบูรณ์และรุ่งเรืองของอยุธยา โดยให้ส่งพร้อมรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ รวมทั้งแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และระเบียบเกณฑ์การขออนุญาตปลูกสร้าง (ปรับปรุง)ให้จัดส่งรายงานต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๓   2. ที่ประชุมมีมติรับรองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย จำนวน ๒ แหล่ง ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด จ.บุรีรัมย์ ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List)   โดยประเทศไทยจะต้องเตรียมจัดทำเอกสารเพื่อนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวเข้าสู่บัญชีมรดกโลกต่อไป         ขอบคุณภาพ : มติชน 

 1,647
ข่าวภูมิภาค
12 พ.ย. 61

กรมศิลป์สั่งขูดสีทองโบสถ์วัดไลย์ ลพบุรี แฉอดีต ส.ส.พาพวกมาทา ชาวบ้านเกรงใจห้ามไม่ได้

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่วัดไลย์ ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พบว่าอุโบสถของวัด มีการทาสีทองบริเวณผนังด้านนอกทั้งหมด รวมถึงซุ้มใบเสมา จึงสั่งการให้ขูดสีทองออก และทำการบูรณะอย่างเร่งด่วน   เนื่องจากวัดไลย์ เป็นโบราณสถานที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2479 มีสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมสำคัญ อาทิ วิหารเก้าห้อง สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นบริเวณหน้าบันและฝาผนังเรื่องทศชาติชาดก และปฐมสมโพธิ รวมถึงรูปหล่อพระศรีอริยะ   ทั้งนี้ ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายตระกูล หาญทองกูล ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดแห่งนี้หลังเกิดกระแสข่าวการทาสีทองในวัดหลายแห่งทั่วประเทศ โดยระบุว่าพร้อมที่จะเตรียมทำเรื่องเสนอจังหวัดให้ปรับปรุงกลับสู่สภาพเดิม ซึ่งจากข้อมูลพบว่าชาวบ้านเข้ามาทาสีโบสถ์ใหม่ให้เป็นสีทอง เมื่อ พ.ศ.2555 อุโบสถเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ ในพ.ศ.2554 เมื่อมีเจ้าภาพมีความประสงค์จะบูรณะโบสถ์ให้ทางวัดจึงได้อนุญาตให้ดำเนินการ โดยไม่ทราบว่าต้องแจ้งทางกรมศิลปากรก่อ   ขณะที่นายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ในฐานะอดีตผอ.สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี กล่าวว่าในช่วงที่รับตำแหน่งได้ลงพื้นที่หลายครั้ง และได้ส่งหนังสือถึงเจ้าอาวาสขอให้ระงับการดำเนินการดังกล่าว เพราะพบว่าหลังการทาสีทองครั้งนั้น ยังมีการทาซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เป็นผลเช่นกัน ส่วนตัวอยากให้มีการดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีอาญา ยังไม่หมดอายุความ อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผอ.สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรีคนปัจจุบันว่าจะตัดสินใจอย่างไร   พร้อมระบุว่ากลุ่มคนที่มาทาสีทอง คือ คนมีหน้ามีตาของลพบุรี เป็นอดีต ส.ส. พาพรรคพวกมา วัดกับชาวบ้านเลยเกรงใจ ตอน ปี 2556 ผอ.ศิลปากรคนก่อนหน้า เคยให้นายช่างไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ท่าวุ้ง แต่คนกลุ่มนี้ไม่หยุด ยังทาไปเรื่อย ๆ จนเสร็จ และยังมาทาซ้ำอีกเรื่อยๆ แล้วสีทองที่เอามาทา เป็นสีน้ำมัน สักพักจะเกิดลอก ต้องทาใหม่เรื่อยๆ   ในขณะที่การบูรณะอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ จะต้องทำความสะอาดผิวปูน ส่วนไหนที่ผุกร่อนต้องกะเทาะ แล้วฉาบใหม่ คนโบราณใช้สีน้ำปูน เดิมเป็นสีขาว โบสถ์หลังนี้น่าจะสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่สร้างบนพื้นที่โบสถ์เก่า ใกล้กับวิหารเก้าห้องสมัยอยุธยา วัดนี้เป็นอารามสำคัญ รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จที่นี่ด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sKWvNYMfn0g

 14,271
สรุปข่าว
12 พ.ย. 61

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 12 พ.ย.61 จับสามีสาดน้ำกรดเมีย-พ่อแม่ลูกสลบคารถ-จตุพรบอกเลือกตั้งไม่มีจริง

-ชาวบ้านบางสะพานน้อยและเด็ก 21 คนติดค้างบนภูเขา 3 วัน สภาพหิวโซ จนท.ขี่เจ็ทสกีไปรับทีละคน ทั้งหมดปลอดภัยใช้เวลารวม 7 ชม. บางสะพานน้ำลดแล้ว ชุมพรยังท่วมสูงเสียหายหนัก 120 ล้าน ชี้น้ำท่วมหนัก 3 จังหวัดภาคใต้เสียชีวิต 3 ราย (ภาคเหนือยังมีฝนฟ้าคะนอง แต่อีสาน-กลาง-ตะวันออก-ใต้ ฝนลดลง)   -จับแล้วสามีหึงโหดสาดน้ำกรดใส่ภรรยาเสียชีวิต หนีไปอยู่กับเพื่อนที่นครสวรรค์ ตร.เตรียมแถลงข่าวบ่ายนี้ ครอบครัวแห่โลงศพประท้วงหน้า รพ.พระราม2 ปมปฏิเสธการรักษา ปล่อยให้นั่งแท็กซี่ไปรักษา รพ.ที่มีประกันสังคม จนทนไม่ไหวเสียชีวิตในที่สุด รพ.แจงไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน ดูแผลแล้วไม่สาหัส บอกถ้าจะรักษาต้องเสียส่วนต่าง ผู้ป่วยเลยขอย้ายเอง อัจฉริยะพาญาติเข้าเจรจากับหมอ เดือดถึงขั้นชี้หน้าตบโต๊ะ (รวบสามีหึงโหดสาดน้ำกรดใส่เมียดับ ครอบครัวแห่โลงศพสาวถูกสาดน้ำกรดร้อง รพ.หลังปัดรักษาจนตาย อัจฉริยะปะทะเดือดกลางวงเจรจา)   -อุบัติเหตุสยองที่สุพรรณบุรี เสี่ยเจ้าของร้านทองขับเก๋งออดี้ป้ายแดง พุ่งชนรถพ่วง ก่อนที่พ่วงของรถบรรทุกจะกระเด็นไปทับกระบะที่ขับผ่านมาพอดีจนหลังคาเปิด ทำให้คนในรถกระบะตาย 5 ศพ คนขับรถพ่วงยืนรอ จนท.เล่าเหตุการณ์ (เสี่ยร้านทองขับเก๋งป้ายแดง ชนรถพ่วงกระเด็นใส่กระบะ ดับสยอง 5 ศพ เจ็บ 1 )   -จตุพร จี้ กกต.และคสช.บอกความจริงให้ ปชช.ว่าเลือกตั้ง 24 ก.พ.ไม่มีจริง  จะถูกเลื่อนออกไป 100% เพราะยังมีพรรคการเมืองรอจดทะเบียนกับ กตต. เชื่อว่าอีกไม่กี่วัน กกต.จะออกมายอมรับว่าไม่ทัน ขอให้ ปชช.อดทน วิษณุชี้หากไม่ทันก็เป็นอำนาจของ กกต.ไม่ใช่ คสช. แต่เลขา กกต.ยืนยันว่า พร้อมจัดเลือกตั้ง 24 ก.พ.62 แน่นอน ตอนนี้เร่งพิจารณาจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่อีกเพียง 12 พรรคเท่านั้น (กกต.โต้ 'จตุพร' ยันจดทะเบียนพรรคทัน ได้เลือกตั้ง 24 ก.พ.62 แน่)   -วิษณุบอกนายกฯต้องวางตัวเป็นกลาง หากถูกพรรคการเมืองเสนอชื่อให้เป็นนายกฯอีกครั้ง ไม่สามารถพูดโน้มน้าวให้พูดเลือกพรรคนั้นๆได้ แม้จะอยู่นอกเวลาราชการก็ตาม เพราะถือเป็น จนท.ของรัฐ และไม่สามารถขึ้นเวทีปราศรัยกับพรรคการเมืองได้ แม้จะเดินสายลงพื้นที่ในฐานะนายกฯได้ก็ตาม ทำได้เพียงพูดเชิญชวนให้คนมาเลือกตั้ง   -พรรคพลังประชารัฐเตรียมเปิดรับสมัครสมาชิกพรรควันแรก 13 พ.ย.61 สี่ รมต.จะมาประเดิมสมัคร ก่อนไปประชุม ครม. สนธิรัตน์บอกมีคนสนใจจะลง ส.ส.ให้ พปชร.จำนวนมาก จนเกิดปัญหาทับซ้อนกันหลักร้อยเขต ทางพรรคต้องใช้วิธีทำโพล เพื่อดูคะแนนนิยมแต่ละคน   -พรรคประชาธิปัตย์จัดประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหารพรรค 41 คน อภิสิทธิ์นั่งหัวหน้าพรรคตามผลการหยั่งเสียง หมอวรงค์-อลงกรณ์ขอถอนตัวหลังมีคนเสนอชื่อ เลือกจุติเป็นเลขาพรรค อภิรักษ์เป็น ปธ.สรรหาผู้รับสมัคร ส.ส. อภิสิทธิ์บอกการหยั่งเสียงแค่ปีนภูเขา แต่การไปถึงยอดเขาคือต้องชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำรบ. (ที่ประชุม ปชป.เลือก 'อภิสิทธิ์' เป็นหัวหน้าอีกสมัย เตรียมเปิดตัวสมาชิกพรรคคนรุ่นใหม่)   -สุดารัตน์ลงพื้นที่ห้างแพลทตินั่ม ประตูน้ำ ชวน ปชช.สมัครสมาชิกพรรค เผย ปชช.สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ ยอดขายตก บอกการที่สมาชิกพรรคนย้ายไปพรรคไทยรักษาชาติเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิทธิของแต่ละคน ('คุณหญิงหน่อย' ควง 'น้องจินนี่' ลูกสาวลงพื้นที่ประตูน้ำ โลกออนไลน์แซวสังกัดพรรคเพื่อเธอ)   -คลังเลื่อนคืนภาษี VAT ผ่านบัตรคนจนออกไปอีก 1 เดือน ไปเริ่ม ธ.ค. เพราะยังวางระบบคอมพิวเตอร์ยังไม่เสร็จ (คลังเลื่อนคืนภาษี vat ผ่านบัตรคนจน เริ่ม ธ.ค. เหตุวางระบบคอมฯยังไม่เสร็จ )   -กรมศิลปากรสั่งขูดทองทิ้ง โบสถ์สีทองวัดไลย์ จ.ลพบุรี เพราะชาวบ้านทาสีกันเองโดยไม่ได้ขออนุญาต ซ้ำยังเป็นสีน้ำมัน ทำให้อากาศถ่ายเทไม่ได้ ส่งผลเสียต่อโบราณวัตถุ พอเกิดความชื้นก็จะลอกต้องทาใหม่ ผิดหลักการบูรณะ แฉคนที่มาทาสีทองเป็นกลุ่มคนมีหน้ามีตาในลพบุรี เป็นอดีต ส.ส.วัดกับชาวบ้านเลยเกรงใจ นายช่างศิลปากรเคยไปแจ้งความแล้ว แต่คนกลุ่มนี้ยังไม่หยุดทา กรมศิลป์เร่งสำรวจวัดทั้งจังหวัด สั่งระงับการทาแล้ว (กรมศิลป์สั่งขูดสีทองโบสถ์วัดไลย์ ลพบุรี แฉอดีต ส.ส.พาพวกมาทา ชาวบ้านเกรงใจห้ามไม่ได้ )   -3 ชีวิต พ่อแม่ลูก สลบคารถบนทางด่วนบูรพาวิถี หลังขับรถไปเที่ยวบางแสน ระหว่างทางได้กลิ่นเหม็นเหมือนท่อไอเสีย จนเวียนหัวขับต่อไม่ได้ ต้องจอดข้างทาง หมดสติทั้งคัน จนท.เคาะกระจกเรียกจนพ่อรู้สึกตัวเปิดกระจกรถ พบลูกสลบ ส่วนเมียนอนน้ำลายฟูมปาก ส่งรพ.รอดตายหวุดหวิด ตร.ตั้งประเด็นจากท่อไอเสียรั่ว ควันเลยเข้าภายในรถ (พ่อแม่ลูกสลบคาเก๋ง บนทางด่วน ชักเกร็ง-น้ำลายฟูมปาก คาดควันจากท่อไอเสียเข้ารถ )   -แค้นสาวตีจาก ยิงหัวหนุ่มติวเตอร์ที่มาติดพันแฟนเก่า ก่อนนำศพยัดใต้รถแท็กซี่ย่านประชาชื่น ทำท่าทางเหมือนซ่อมรถ พยานเห็นผิดสังเกต นอนท่าเดียวผิดปกติ ผู้ต้องหาซิ่งกระบะหนี แล้วเกิดรถชน ตร.นำกำลังบุกจับทันควัน ผู้ต้องหาสารภาพวางแผนก่อเหตุเพราะความหึงหวง ด้านฝ่ายหญิงบอกแฟนเก่าเคยอาฆาตไว้ ถ่ามีแฟนใหม่จะฆ่าให้ตาย   -เปิดใช้แล้ว สะพานเข้าอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมือง ขยับแนวทางขึ้นสะพานไม่ให้ขวางช่องทางหลัก ช่วยลดปัญหารถติดบน ถ.วิภาวดี (เปิดใช้สะพานเข้าสนามบินดอนเมือง แก้ปัญหารถติด ถ.วิภาวดี)   -แหลม ศรีสะเกษ แชมป์โลก เข้าพิธีวิวาห์น้องจ๊ะจ๋าหวานชื่น หอบเงิน 3 ล้าน ทองคำ 20 บาท จัดงานที่บ้านเจ้าสาว จ.ชุมพร บอกตื่นเต้นกว่าขึ้นชกมวย หลังแต่งแรงไม่ตกแน่นอน จะขยันฟิตซ้อมกว่าเดิม ขอมีลูก 3 คนหญิงก็ได้ชายก็ดี ('แหลม ศรีสะเกษ' หอบสินสอด 3 ล้าน-ทอง 20 บาทแต่ง 'น้องจ๊ะจ๋า' ลั่นแต่งแล้วแรงดี ขอมีลูก 3 คน)   -วงการนักเขียนสูญเสีย คัทลียา นุดล เจ้าของคอลัมน์ คัทลียาจ๊ะจ๋า ในหน้าสตรี นสพ.ไทยรัฐ หลังล้มป่วย 8 ปีจากโรคอัลไซเมอร์และเบาหวาน รวมอายุ 67 ปี ญาติจัดพิธีทางคริสต์ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/q0uxK9OLp50

 3,339
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ต.ค. 61

กรมศิลป์ชี้ทาสีทองวัดเก่า ผิดพ.ร.บ.โบราณสถาน-ทำลายของดั้งเดิม ชาวเน็ตย้อนถามทามา 2 ปีแล้วทำไมเพิ่งขยับ

จากกรณีที่ทางบริษัทสีแห่งหนึ่งได้ทำการบูรณะวัดที่โดยการใช้สีทาทับโบราณสถาน วัดโพธาราม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นสีทองเหลืองอร่ามทั้งหลัง จนทำให้ในโลกออนไลน์มีการตั้งข้อสังเกต และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่า การกระทำดังกล่าวเป็นทำลายโบราณสถาน โดยไม่มีการศึกษาข้อมูลการอนุรักษ์ก่อนนั้น   ก่อนที่ทางสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี จะมาโพสต์ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการบูรณะโบราณสถานดังกล่าวที่ดำเนินการโดยเอกชน โดยโพสต์หลังจากมีภาพปรากฏไปแล้ว 2 ปี จนทำให้ชาวเน็ตถามกลับว่า หากภาพดังกล่าวไม่เป็นกระแส ทางกรมศิลป์ฯคงไม่เคลื่อนไหว   ด้านคณะกรรมการวัดโพธาราม อ.อู่ทอง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์มหาอุตม์ที่มีอายุเก่าแก่ ในอดีตชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ปิดตายไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว ห้ามประชาชนเข้าไปโดยเด็ดขาด เพราะทางวัดเกรงว่าโบสถ์หลังนี้จะพังทลายลงมา   กระทั่งพระครูอนุกูลปัญญาวุธ (ปรีชา ปญฺญาวุโธ) พธ.บ. มารับตำแหน่งเจ้าอาวาส จนมาถึงปี พ.ศ.2558 มีกลุ่มจิตอาสาชื่อคนร่วมทาง กับพนักงานของธนาคารกรุงไทย เข้ามาติดต่อกับทางวัดเนื่องจากเห็นว่าโบสถ์หลังนี้ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จะขออนุญาตเข้ามาบูรณะเจ้าอาวาสจึงได้ปรึกษากับชาวบ้าน และประชุมลงความเห็นว่า การที่เขามาช่วยบูรณะก็เป็นเรื่องดี เพราะโบสถ์หลังนี้ใกล้พังแล้ว   ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร สุพรรณบุรี ที่ 2 เข้ามาแจ้งว่าโบสถ์หลังนี้มีอายุเกิน 100 ปี หน่วยงานเอกชน วัด ไม่สามารถมาบูรณปฏิสังขรณ์ได้ เนื่องจากผิดระเบียบของกรมศิลปากร ซึ่งหากจะทำอะไรต้องขออนุญาตผ่านกรมศิลปากรเสียก่อน อย่างไรก็ตามทางวัดและชาวบ้านก็ไม่ทราบว่าโบสถ์หลังนี้ มีอายุเท่าไหร่ และที่สำคัญทางกรมศิลปากรไม่เคยเข้ามาสำรวจ หรือแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับกฎหมายหรือระเบียบโบราณสถานแต่อย่างใด จนกระทั่งมีหน่วยงานเอกชนมาขอบูรณะโบราณสถานแห่งนี้ แล้วมีการแชร์ในโลกโซเชียลกลับกลายเป็นปัญหาขึ้นมา   ส่วนที่วัดลาวทอง ต.สนามชัย อ.เมือง ที่มีการทาสีทองเช่นเดียวกัน จากจิตอาสากลุ่มเดียวกัน เนื่องจากโบสถ์มีสภาพทรุดโทรมมาก สีต่าง ๆ ที่ทาไว้เริ่มหลุดร่อนออกมา ทางชาวบ้านและวัด ตกลงกันว่าให้เขาร่วมกันบูรณะ เปลี่ยนกระเบื้อง อุดรูรั่ว มุงหลังคา และโครงไม้ที่ผุเก่า ก่อนทาสีเป็นสีทอง   แต่ได้บอกให้ช่างเว้นหน้าบรรณโบสถ์ไว้ ไม่ให้ทาสีเนื่องจากเป็นสีชาด สีดั่งเดิมให้อนุรักษ์เอาไว้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเข้ามาดูแล หรือแจ้งให้ทราบว่าผิดระเบียบของกรมศิลปากร เพิ่งทราบเมื่อมีชาวบ้านมาบอกว่าเพจของกรมศิลปากร มีคำสั่งห้ามทำอะไรกับโบราณสถานแห่งนี้ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาติดต่อเลย   ด้านนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการแชร์ภาพการทาสีทับโบราณสถาน เช่น วัดโพธารามและวัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีกลุ่มบุคคลอ้างว่าได้บริจาคให้วัดด้วยความศรัทธานั้น ขณะนี้ทางกรมศิลปากรได้ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากผิดหลักการอนุรักษ์ และเป็นการทำลายความเป็นของแท้ดั้งเดิมของโบราณสถาน อีกทั้งยังไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕   ​ทั้งนี้ อธิบดีกรมศิลปากร ได้สั่งการให้สำนักศิลปากรทั่วประเทศ ตรวจสอบข้อมูลโบราณสถานที่มีการกระทำลักษณะดังกล่าวและประสานกับวัดต่างๆ โดยเร่งด่วน ขอให้ยุติการดำเนินการทั้งหมดและหากเป็นการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ ผู้ดำเนินการจะต้องรับผิดชอบและเข้าหารือกรมศิลปากรเพื่อดำเนินการแก้ไขทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9992kIN2uiI

 4,139
สังคม-อาชญากรรม
01 ต.ค. 61

บวงสรวงเจดีย์วัดพระยาทำ ชาวบ้านห่วงวัตถุโบราณเก่าแก่ถูกมือดีขโมย

เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) วัดพระยาทำวรวิหาร มีพิธีบวงสรวงเจดีย์หอระฆังยักษ์ ที่เกิดเหตุทรุดตัวลงมาขณะที่ทำการบูรณะ ส่งผลให้มีคนงานเสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 11 ราย โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้จัดพิธีบวงสรวงขึ้น เพื่อปัดเป่าอาถรรพ์ ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของคนงานตามความเชื่อโบราณ เพื่อให้การบูรณะซ่อมแซมเจดีย์หอระฆังยักษ์สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่นต่อไป โดยมีนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีบวงสรวง   โดยนายอนันต์ กล่าวว่า ขั้นตอนการบูรณะหลังจากนี้จะต้องทำการค้ำยันเพื่อให้ไม่เกิดเหตุการณ์ถล่มลงมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ และอาจจะต้องใช้เวลาอีกซักระยะ ซึ่งหลังจากทำการค้ำยันเสร็จจะต้องมีการหารือกันใหม่ถึงเรื่องการบูรณะทั้งหมดเพราะบางส่วนเสียหายไปหมดแล้ว จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาแกะลายและออกแบบ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะบูรณะเสร็จได้สิ้นเมื่อไหร่   และระหว่างการก่อสร้างนั้นหากมีการขุดพบทรัพย์สินใดๆ ทางกรมศิลปากรจะเก็บรักษาเอาไว้ก่อน ซึ่งหลังจากนี้จะสั่งการให้ผู้อำนวยการกองโบราณคดีเป็นผู้รับผิดชอบสำรวจบัญชีวัตถุโบราณที่ขุดพบระหว่างบูรณะเจดีย์ยักษ์ทั้งหมด จากนั้นจะชี้แจงให้ทางคณะกรรมการชุมชนวัดพระยาทำทราบ เพื่อสั่งการต่อไปว่าจะนำวัตถุโบราณทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ ณ ที่ที่เหมาะสมต่อไป   โดยระหว่างที่พิธีกำลังเสร็จสิ้นนั้น ได้มีชาวบ้านชุมชนวัดพระยาทำ ประมาณ 30 คน รวมตัวกันเข้าพบ นายอนันต์ เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการเก็บรักษาวัตถุโบราณของทางวัด ที่พบระหว่างการปฏิสังขรณ์เจดีย์ยักษ์ และศาสนสถานอื่นๆ ภายในบริเวณวัด เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวลืออย่างหนาหู ว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน เช่น ช่างก่อสร้าง ผู้ดูแลควบคุมการก่อสร้าง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เก็บสมบัติชาติจากภายในกรุนำไปไว้เป็นสมบัติส่วนตัว   ขณะที่ตัวแทนกรรมการชุมชนวัดพระยาทำ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์วัดพระยาทำวรวิหารนั้น เชื่อว่าเป็นวัดที่สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีการบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ดังนั้นแต่เดิมที่วัดแห่งนี้จึงมีวัตถุโบราณ พระเครื่อง ถ้วยชามสังคโลก เก็บรักษาเอาไว้มากมาย ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เมื่อก่อนที่มีการบูรณะวัดมักจะพบพระพิมพ์ต่างๆ ตามเพดานโบสถ์ และเจดีย์ในวัดจำนวนมาก เมื่อคนร้ายทราบข่าวก็แอบมาขโมยออกไปนั่งเรือไปขายที่ฝั่งท่าพระจันทร์จนสมบัติต่างๆ เหล่านี้ไม่มีหลงเหลือให้เห็นอยู่ในวัด   กระทั่ง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทางกรมศิลปากรว่าจ้างบริษัทเข้ามาบูรณะเจดีย์ยักษ์ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีชาวบ้านพบว่าช่างก่อสร้างขุดฐานเจดีย์ลงไปพบถ้วยชามสังคโลกสมัยรัชกาลที่ 3 จำนวนหนึ่ง สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่น่าเสียดายที่ทีมช่างไม่มีความรู้เรื่องการนำวัตถุเหล่านี้ออกจากกรุ จึงเกิดการแตกเสียหายไปบางส่วน   แกนนำชาวบ้านกล่าวอีกว่า ที่สำคัญชาวบ้านก็สามารถถ่ายภาพเป็นหลักฐานเอาไว้ได้ แต่หลังจากนั้นทางกรมศิลปากรก็มีคำสั่งให้ล้อมรั้วรอบเจดีย์ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเกี่ยว กระทั่งเจดีย์เกิดการทรุดตัวมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว   ทั้งนี้เชื่อว่าใต้ฐานเจดีย์ยักษ์ต้องมีสมบัติชาติฝังอยู่จำนวนมากกว่าที่พบเห็นเป็นแน่ เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีคนได้ยินว่าช่างบูรณะเจดีย์บางคนแอบนำวัตถุโบราณกลับบ้าน จึงทำให้เกิดอาถรรพ์เรื่องเลวร้ายขึ้นมา   จนเหล่าชาวบ้านที่เป็นคนพื้นที่เกิดความหวงแหนอยากได้พระเครื่อง และโบราณวัตถุเหล่านี้กลับคืน จึงรวมตัวกันมาเพื่อสอบถามอธิบดีกรมศิลปากรว่า วัตถุต่างๆ ที่ขุดพบในกรุไปอยู่ที่ไหน และใครจะเป็นผู้ดูแลรักษาเอาไว้ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และชาวบ้านกลัวว่าสมบัติชาติทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/5B4GkTKNtC4

 835
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.ย. 61

'กรมศิลปากร' ยันหน่วยงานใดเข้าบูรณะซ่อมแซมอนุสาวรีย์ชัยฯ ต้องได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำ-ปรับ

 ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ กรมศิลปากร ยืนยันอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นโบราณสถานตาม พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 หน่วยงานใดจะเข้าบูรณะซ่อมแซม ต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ    นางสาวมาลีภรณ์ คุ้มเกษม ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ กรมศิลปากร กล่าวถึงแนวคิดการบูรณะซ่อมแซมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่กำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ล่าสุดจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าอนุสาวรีย์ 2 แห่ง ทั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถือเป็นโบราณสถาน แม้จะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ตาม เนื่องจากทั้ง2แห่ง มีหลักเกณฑ์ตรงตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ที่ระบุว่า โบราณสถาน หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย ซึ่งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ให้คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ เพื่อระลึกถึงหลักฐานทางการทหาร     ดังนั้นการจะเข้าไปบูรณะซ่อมแซม ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากรเป็นหนังสือเสียก่อน หากผู้ใดเข้าไปบุกรุก ทำลาย หรือสร้างความเสียหายให้กับโบราณสถาน จะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ผู้บุกรุกทำร้าย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  สำหรับโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ผู้บุกรุกทำลาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    สาเหตุที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นโบราณสถาน เนื่องจากรัฐบาลที่ดำริให้สร้างในยุคนั้น ไม่ได้ระบุว่าหน่วยงานเป็นผู้ดูแลครอบครองอนุสาวรีย์ทั้ง 2 แห่ง ทำให้ไม่มีหน่วยงานต้นเรื่องยื่นขอจดทะเบียนเป็นโบราณสถาน ทั้งทีกรมศิลปากรเตรียมข้อมูลไว้ทั้งหมดแล้ว เพราะการจดทะเบียนกรมศิลปากร จะต้องทำหนังสือถึงเจ้าของผู้ครอบครอง ให้สิทธิ์ว่าเห็นด้วยหรือว่าจะคัดค้านการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาทั้ง2อนุสาวรีย์ ไม่มีเจ้าของ และกรมศิลปากร ก็ไม่รู้ว่าหน่วยงานใดคือผู้ครอบครอง รู้เพียงว่ารัฐบาลในสมัยนั้นมีดำริให้สร้างขึ้น จึงไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานได้ แต่โดยนิยามแล้วทั้ง 2 แห่ง มีคุณค่าเป็นโบราณสถานตามกฎหมาย แต่กรมศิลปากร ไม่มีสิทธิ์กล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดว่าจากนี้ จะให้หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพดูแล โดยมีหนังสือสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะกรมศิลปากร เพิ่งจะได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างอนุสาวรีย์เมื่อปี 2520 แต่อนุสาวรีย์ทั้ง 2 แห่งสร้างมาก่อนที่กรมศิลปากรจะได้รับมอบหมาย ซึ่งอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เมื่อจะบูรณะซ่อมแซม ล้วนแล้วแต่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าของแจ้งขออนุญาตมาที่กรมศิลปากรทั้งสิ้น   ทั้งนี้หากจะมีการบูรณะซ่อมแซม หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำหนังสือขออนุญาต จากกรมศิลปากร และต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกรมศิลปากรก่อนจึงจะดำเนินการได้ เพราะหากเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว อธิบดีกรมศิลปากร สามารถสั่งระงับและให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากโบราณสถานได้ ถ้าครบกำหนดไม่รื้อถอน อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจเข้ารื้อถอนเองได้ทันที / ส่วนโบราณสถานตามนิยามของ พรบ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากพบการบุกรุกทำร้าย กรมศิลปากร สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกได้    สำหรับขั้นตอนการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานต่างๆของประเทศไทยนั้น ผู้ครอบครองหรือเจ้าของ ต้องทำหนังสือแจ้งมายังคณะกรรมการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ว่าจะเข้าไปซ่อมแซม บูรณะส่วนใด บริเวณไหน จากนั้นคณะกรรมการที่ประกอบด้วย สถาปนิก วิศวกร นักโบราณคดี พันธรักษ์ และอดีตผู้บริหารกรมศิลปากร จะร่วมกันตรวจสอบรายละเอียด เมื่อตรวจสอบวางแนวทางบูรณะแล้ว จากนั้นกรมศิลปากรจะส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักช่าง 10 หมู่ เข้าดูแลบูรณะซ่อมแซมตามรายละเอียดที่กำหนดไว้

 1,978
สังคม-อาชญากรรม
12 เม.ย. 61

อธิบดีกรมศิลปากร ชื่นชมละคร 'บุพเพสันนิวาส' ปลุกกระแสคนไทยสนใจประวัติศาสตร์

กรมศิลปากร บวงสรวงสมโภชพระบรมธาตุ และเทพนพเคราะห์ เนื่องในเทศกาลมหาสงกรานต์ อธิบดีกรมศิลปากร เชิญชวนแต่งชุดไทยเข้าชมฟรี พร้อมชื่นชมละครบุพเพสันนิวาส ปลุกกระแสคนไทยสนใจประวัติศาสตร์   นายอนันต ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสมโภชพระบรมธาตุ และเทพนพเคราะห์ เนื่องในเทศกาลมหาสงกรานต์ ประจำปี 2561 ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยกรมศิลปากรจัดพิธีบวงสรวงสมโภชพระบรมธาตุและเทพนพเคราะห์ เพื่อนำเทพนพเคราะห์ 9 องค์ ที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมธาตุ ที่พบในพระกรัณฑ์ก้านพระรัศมีพระพุทธสิหิงค์ มาจัดกิจกรรมให้ประชาชนได้สรงน้ำเนื่องในเทศกาลมหาสงกรานต์ และกราบไหว้บูชาขอพรจากเทพนพเคราะห์ ซึ่งถือเป็นเทพที่ปกป้องรักษาชีวิตของคนตั้งแต่เหิดจนตาย แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะมีอายุตามกำลังของเทพแต่ละองค์ จะส่งผลร้ายหรือดีต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับประเภทของเทพนพเคราะห์ว่าเป็นฝ่ายบาปเคราะห์ หรือ ศุภเคราะห์ หรือความเข้ากันได้หรือไม่กับเทพประจำวันเกิด ดังนั้นในวันสงกรานต์จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กราบไหว้บูชา เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยสิริมงคลตามแบบแผนประเพณีที่ดีงาม อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การบวงสรวงก็เป็นอีกประเพณีอีกอย่างในเทศกาลสงกรานต์ สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งแม้ว่าในช่วงวันหยุดสงกรานต์วันที่ 12-17 เมษายน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะปิดให้เข้าชม แต่ประชาชนสามารถแต่งชุดไทยเข้ามาสรงน้ำพระบรมธาตุและเทพนพเคราะห์ ทั้ง 9 องค์ ภายในศาลาสำราญมุขมาตย์ นอกจากนี้กรมศิลปากรยังได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมอุทยาน ประวัติศาสตร์ ทั่วประเทศ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้า ชมสำหรับผู้ที่แต่งกายด้วยชุดไทย ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายนนี้    อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่ากระแสของละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่ออกอากาศช่อง 3 เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้มีผู้เข้าชมประวัติศาสตร์ตามสถานที่ต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งทางกรมศิลปากรก็ได้มีการต่อยอดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนไทยอนุรักษ์สิ่งที่ดีงามไว้ และสิ่งที่น่าภูมิใจคือเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในด้านของการศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากเวลาที่มีการเปิดอบรมให้เรียนรู้ หรือไปตามสถานที่ประวัติศาสตร์จะมีเยาวชนอยู่เป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากละครบุพเพสันนิวาสที่สร้างขึ้นมาอิงประวัติศาสตร์ แต่ตัวละคร ทำให้เข้าใจเนื้อหา ทำให้ผู้ชมละครเมื่อดูละครแล้วก็หันมาศึกษาตัวละครจากในอดีตทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้น ทางด้านประชาชน รู้สึกดีใจที่ชุดไทยกลับมานิยมอีกครั้ง ตั้งแต่ที่มีการจัดงานอุ่นไอรัก และต่อมายังกระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ทำให้มีการใส่ชุดไทยโดยไม่ต้องอายใคร อีกทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีชุดประจำชาติที่งดงาม    ดาวน์โหลดเพลงประกอบละครได้ที่ https://apple.co/2qZGLKB    

 4,427
สังคม-อาชญากรรม
05 เม.ย. 61

นักอ่านมีเฮ! กรมศิลป์ฯ สั่งพิมพ์จินดามณี เพิ่มอีก 1 หมื่นเล่ม หลังกระแสละครบุพเพสันนิวาสฟีเวอร์

ปรากฎการณ์กระแสความแรงละครบุพเพสันนิวาสที่ได้รับความนิยมสูงสุด แม้จะใกล้อวสาน ล่าสุดกรมศิลปากรก็ได้สั่งให้จัดพิมพ์หนังสือจินดามณีเพิ่มอีก 1 หมื่นเล่ม เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้สนใจจำนวนมาก   หลังจากที่กรมศิลปากรผลิตหนังสือจินดามณี แบบเรียนไทยเล่มแรกสมัยกรุงศรีอยุธยาออกมาจำหน่าย ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปรากฎว่าประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก หนังสือขายไม่พอ ขนาดสั่งจองยังได้แค่ปกอ่อน ซึ่งปกแข็งผลิตไม่ทัน โดยส่วนใหญ่อยากซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก   ล่าสุดนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร จึงสั่งการให้จัดพิมพ์หนังสือจินดามณีเพิ่มอีก 1 หมื่นเล่ม เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่ต้องการมีไว้เพื่ออ่านและศึกษา ส่วนหนังสือย้อนรอยโกษาปานใน"ต้นทางฝรั่งเศส" นิราศสยามต่างแดนเล่มแรก ของนายปรีดี พิศภูมิวิถี ซึ่งกรมศิลปากรเป็นผู้จัดพิมพ์ ก็ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านบทความเชิงนิราศกาพย์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย ของคณะราชทูตไทยที่ต้องจากบ้านเรือนและนางอันเป็นที่รัก สลับกับบรรยากาศบ้านเมืองของฝรั่งเศส ที่ปรากฎหลักฐานอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งฉากในละคร เมื่อคืนนี้ช่วงหนึ่งสมเด็จพระนารยณ์มหาราชได้สอบถามคณะราชทูตที่กลับมาจากฝรั่งเศสถึงสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของคณะราชทูต นายดอกรัก พยัคศรี นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่า มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ขณะเดินทางของคณะราชทูตหลายอย่างที่สื่อผ่านกาพย์สุรางคนางค์ 28 และกาพย์ยานี 11 และกาพย์ฉบัง ในลักษณะนิราศ บอกเล่าเรื่องราวผ่านคำประพันธ์ที่โดดเด่นและเห็นชัดมากตลอดทั้งเรื่อง ตั้งแต่เดินทางไปและกลับ ทั้งสภาพอากาศขณะเดินทางและบางช่วงบางตอนรำพึงถึงนางอันเป็นที่รัก ซึ่งผู้เขียนมีหลักฐานเชื่อได้ว่า ออกขุนศรีวิสารวาจา ซึ่งเป็นตรีทูตเป็นผู้เขียนนิราศนี้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง     ดาวน์โหลดเพลงประกอบละครได้ที่ https://apple.co/2qZGLKB  

 2,761
สังคม-อาชญากรรม
30 มี.ค. 61

นักอ่านแห่จับจอง 'จินดามณี' ฉบับพระโหราธิบดี ตามรอยบุพเพสันนิวาส เกลี้ยงงานสัปดาห์หนังสือ

กรมศิลปากรนำหนังสือจินดามณี ฉบับพระโหราธิบดี กรุงศรีอยุธยา ที่จัดพิมพ์ใหม่ปี 2561 จำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 ณ ศูนย์ประช เป็นครั้งแรก   ปรากฏว่าหนังสือจินดามณีได้รับความนิยมจากนักอ่านและแฟนละครบุพเพสันนิวาสเป็นอย่างมาก เพียงชั่วโมงแรกขายหมดแล้ว 400 เล่ม ต้องให้ผู้ที่ต้องการลงชื่อจอง คาดว่าอาจไม่เพียงพอต่อยอดพิมพ์ 4,500 เล่ม ขณะที่นวนิยายบุพเพสันนิวาส และผลงานเรื่องอื่นๆของรอมแพง ก็ได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3NwQYy8L-hY      

 4,470
สังคม-อาชญากรรม
12 มี.ค. 61

วธ.ชื่นชม 'บุพเพสันนิวาส' ปลุกกระแสประวัติศาสตร์ไทย เตรียมจัดทัวร์ตามรอยละคร

ความแรงของละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ทางช่อง 3 ที่โด่งดังทั่วพระนคร ล่าสุด นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ได้ชื่นชมทางผู้สร้าง ผู้จัดละครและทีมงานทุกคน ที่สร้างสรรค์ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ให้เป็นละครที่สร้างสรรค์ มีเนื้อหาละครที่ดี อีกทั้งยังช่วยปลุกกระแสและส่งเสริมให้คนไทยได้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติ และหันมาสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลประวัติศาสตร์เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งหนังสือ ตำรา สื่อโซเชียล ตลอดจนเดินทางตามรอยละครไปสัมผัสกับสถานที่จริงด้วย    โดยวันที่ 15 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดและทีมสร้างละคร บุพเพสันนิวาส รวมถึงผู้สร้างละครส่งเสริมการเรียนประวัติศาสตร์ จัดสัมมนาวิชาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่สำคัญต่อการส่งเสริมให้คนเข้าใจประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้น รวมถึงจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องอาหารไทย มรดกภูมิปัญญา เรื่องผ้าไทย การแต่งกายของคนไทยด้วย   อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางกรมศิลปากร ได้แจ้งว่า พร้อมจะจัดเส้นทาง ตามรอยละคร บุพเพสันนิวาส ในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ เพื่อนำมัคคุเทศก์หรือไกด์ที่สนใจไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในสถานที่จริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ มาบรรยายและถ่ายทอดความรู้ เพื่อนำไปในการอธิบายให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบและเข้าใจอย่างถูกต้อง ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเมืองรองและการเชื่อมโยงแหล่งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่นเดียวกับกรณีประเทศเกาหลีใต้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/c1CL8AzJ5K4  

 9,994
สังคม-อาชญากรรม
06 มี.ค. 61

กรมศิลป์แจงดราม่า รื้ออิฐวัดไชยฯ ยันไม่กระทบแนวโบราณสถาน

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพวัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมระบุข้อความว่า เจ้าหน้าที่กำลังรื้อแผ่นอิฐเก่า แล้วทำทางเดินใหม่รอบวัด ดูแล้วไม่เหมาะสม ขอแรงชาวเน็ตช่วยกันยับยั้งโครงการดังกล่าว โดยระบุ   “ถึงแม่หญิงการะเกด   ออเจ้ารู้หรือไม่ว่า ออเจ้าโด่งดังจนชาวพระนครต่างเฮละโลมาแต่งไทยตามรอยออเจ้าที่วัดไชยวัฒนารามกันยกใหญ่ หมายใจจะเป็นแม่หญิงการะเกดกันทั้งสิ้น ข้าจึงต้องบอกออเจ้าให้แจ้งแก่ใจว่าประเดี๋ยวนี้ที่วัดไชยวัฒนาราม เขารื้อเอาพื้นอิฐเก่าออกเสียสิ้น แล้วทำเพิ่มทางเดินอิฐใหม่รอบวัดน่าเกลียดน่าชังเหลือทน ถ้าออเจ้ารักวัดไชยวัฒนารามจริงดังปากว่า ขอแรงออเจ้าช่วยกันยับยั้งการทำลายวัดอย่าให้วินาศวิปลาศไปกว่านี้   ออเจ้าจงเร่งไปแจ้งให้คุณพี่เดชพาออเจ้าพายเรือมาเห็นด้วยตาออเจ้าเองเถิด ประเดี๋ยวจะหาว่าข้ามุสา ถ้าออเจ้ามาก็อย่ามัวแต่ตั้งหน้าโพสท่าถ่ายรูปลงเฟสลงไอจีโดยไม่สนใจอี๋แอดใดๆทั้งสิ้น ออเจ้าต้องเคารพสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้จงหนัก แลตระหนักคุณค่าความสำคัญ ช่วยกันดูแลเอาใจใส่สมบัติแผ่นดินสยามให้คงเดิมสืบไป เห็นอะไรผิดอะไรไม่ควรไม่ถูกต้องก็ต้องเข้ายับยั้ง มิใช่เห็นว่าธุระไม่ใช่ หาไม่แล้วคุณพี่เดชอาจเอ็ดเจ้าได้ว่า ออเจ้าดีแต่แต่งตัวนั่งชม้อยชายตาหน้าขาว น่ารำคาญ”   ในเวลาต่อมา ทางสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ได้ชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า   จากการที่มีผู้โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงเรื่องการบูรณะโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม โดยเป็นการเข้าใจผิดว่ามีการรื้ออิฐเก่านั้น ทางสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ขอชี้แจงว่า ในโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาวัดไชยวัฒนารามในปีพ.ศ.2561 ไม่ได้ดำเนินการรื้ออิฐเก่าจนทำให้โบราณสถานเสื่อมค่า อย่างที่มีการเป็นห่วงแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการในลักษณะสองส่วนคือ   ส่วนที่หนึ่ง ได้นำอิฐที่ผลิตสำหรับการบูรณะเมื่อปี 2534 และ 2535 ที่ชำรุดเสื่อมสภาพออก แล้วเสริมแทนที่ด้วยอิฐใหม่ที่มีคุณภาพและลักษณะเหมือนเดิม   ส่วนที่สอง ได้ดำเนินการทำทางเดินสำหรับผู้เยี่ยมชมโบราณสถานตามเส้นทางที่เหมาะสม โดยทั้งนี้ เป็นทางเดินที่จะทำการวางอิฐที่มีลักษณะให้แตกต่างจากอิฐโบราณ   อย่างไรก็ตามในบริเวณที่เป็นทางเดินนั้นได้ดำเนินการสำรวจและศึกษาทางโบราณคดีแล้วไม่มีผลกระทบต่อแนวโบราณสถานแต่อย่างใด   ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวทางสำนักฯ ได้มีการตรวจสอบสภาพอิฐโบราณที่มีการชำรุดทรุดโทรมที่เกิดจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ซึ่งอาจมีการดำเนินการซ่อมแซมอิฐโบราณโดยวิธีทดแทนอิฐเดิมด้วยอิฐใหม่ที่มีลักษณะคล้ายเดิมให้มากที่สุด เพื่อเป็นการปกป้องและรักษาสภาพความเป็นโบราณสถานให้คงอยู่และยั่งยืน ตามกระบวนการอนุรักษ์แบบสากล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ISVvH8-X0FQ    

 2,537
ข่าวภูมิภาค
13 พ.ย. 60

กรมศิลป์เข้าตรวจสอบ พระพุทธรูปโบราณขุดพบใต้ดินสุรินทร์ ใกล้ชายแดนเขมร อายุ 237 ปี

สุรินทร์-ชาวบ้านใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ขุดพบพระเนื้อสำริดนาคปรกโบราณอายุหลายร้อยปี พร้อมกำไลนาค และกริช ที่หน้าบ้านหลังฝันเห็น   เจ้าหน้าที่จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ กรมศิลปากรเข้าตรวจสอบ พบเป็นพระสมัยรัตนโกสินทร์ ราวปี 2323-24 อายุราว 237 ปี และมอบให้เจ้าของบ้านเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน ในขณะที่ผู้คนทราบข่าวยังคงไปกราบไหว้ขอโชคลาภและความเป็นศิริมงคลกับตนเองจำนวนมากต่อเนื่อง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-kgeyq5zwMo  

 33,135
สังคม-อาชญากรรม
03 พ.ย. 60

สั่งปิดไม่ให้ขึ้นชมพระเมรุมาศ ชั้น1-2 หลังพบพฤติกรรมไม่สำรวม-เซลฟี่ชู 2 นิ้ว-หยิบสิ่งของกลับบ้านไปบูชา

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่าคณะกรรมการฝ่ายจัดการนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร   ได้มีมติไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นชมพระเมรุมาศ บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 โดยอนุญาตให้ประชาชนเดินชมความงดงามได้เฉพาะโดยรอบพระเมรุมาศ และอาคารประกอบต่างๆ เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และทุกคนสามารถถ่ายภาพได้ตามความเหมาะสม   ซึ่งสาเหตุการปิด พระเมรุมาศ ไม่อนุญาตให้ขึ้นชม ชั้น 1 และชั้น 2 อาจเนื่องมาจากความไม่มีวินัย และเพื่อป้องดันความเสียหายต่อองค์พระเมรุมาศ อีกทั้งวานนี้ (1 พ.ย.) ขณะทดสอบระบบให้ประชาชนเข้าชม 3 รอบนั้น มีประชาชนบางส่วนกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่สำรวม เช่นการถ่ายภาพชูสองนิ้วกับพระเมรุมาศ นำมือไปสัมผัสประติมากรรม หยิบเอาก้อนหิน ก้อนดิน ดอกไม้ ข้าวของในภายในพื้นที่พระเมรุมาศกลับบ้านเป็นที่ระลึกและบูชา ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ   ด้านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวมีประชาชนเก็บหินที่พระเมรุมาศไปเป็นของที่ระลึกว่า ตนทราบว่ามีการเก็บหินบริเวณที่จัดสร้างพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ไปเป็นของที่ระลึก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีขอให้เลิกการกระทำดังกล่าว เพราะไม่เช่นนั้นคนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสได้ชม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8kCjs6_Gkq8    

 40,545

Top