ค้นหา :

ผลการค้นหา "แถลง"

สังคม-อาชญากรรม
16 ธ.ค. 60

กองทัพไทยแถลง 'น้องเมย' หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ไม่มีใครทำร้าย ชี้มีรอยฟกช้ำเพราะตกบันได

พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง  รองเสนาธิการทหารกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ได้แถลงถึงผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว   โดยระบุว่า คณะกรรมการสอบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเชิญผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 42 คนจาก 4 กลุ่ม มาให้ปากคำด้วยตนเอง ประกอบด้วย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่สาม 22 คน นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่หนึ่ง 9 คน แพทย์จากกองแพทย์โรงเรียนเตรียมทหาร 3 คน แพทย์โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 1 คน แพทย์จากศูนย์การแพทย์พระมงกุฎเกล้า 1 คน นายทหารปกครอง 4 คน อาจารย์ประจำชั้น 1 คน ครูพลศึกษา 2 คน ผู้ช่วยนายทหารยกกระบัตร 1 คน พลขับรถพยาบาล 2 คน เวรประจำวันกองแพทย์ 3 คน พนักงานบริการและเจ้าหน้าที่โรงเรียน 2 คน ซึ่งคณะกรรมการได้สอบข้อเท็จจริงด้วยความละเอียดรอบคอบ และเปิดให้โอกาสให้ผู้ให้ปากคำได้ให้ปากคำด้วยความสมัครใจ เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ   พบว่า ในวันที่นตท.ภคพงศ์เสียชีวิต คือวันที่ 17 ตุลาคมนั้น นตท.ภคพงศ์พักรักษาตัวที่กองแพทย์ และมีเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 พักฟื้นในห้องร่วมกับ นตท.ภคพงศ์อีก 7 คน ในตอนเช้าเวลาประมาณ 9.15 น. นตท.ภคพงศ์ได้เดินออกจากกองแพทย์ไปพร้อมกับเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่ป่วยอยู่ที่กองแพทย์ด้วยกัน เพื่อกลับไปเอาของใช้ส่วนตัวที่อาคารกองพันที่ 2 โดยเดินทางไปเพียง 2 คน จากภาพวงจรปิดที่กองพัน พบว่านตท.ภคพงศ์แต่งกายชุดฝึก มือถือตะกร้าผ้า ซึ่งในวันดังกล่าวเป็นวันฝึกวิชาทหารของนตท.ชั้นปีที่ 1 ในขากลับกองแพทย์ นตท.ภคพงศ์กลับมาคนเดียว เพราะเพื่อนนตท.ที่ไปด้วยกันคิดว่านตท.ภคพงศ์กลับไปแล้ว เขาจึงเดินทางกลับเพียงลำพัง    ต่อมาเวลา 10.23 น. มีนตท.เดินออกจากกองแพทย์หลังรับการตรวจรักษาเสร็จแล้ว พบเห็นว่านตท.ภคพงศ์กำลังวิ่งช้าๆ สวนทางกลับมาทางกองแพทย์ แล้วเกิดอาการเป็นลมล้มลง มีลักษณะอาการคล้ายไฮเปอร์เวนติเลชั่น ซึ่งนตท.ชั้นปีที่ 1 ที่พบเห็นอาการของนตท.ภคพงศ์ก็ทราบดีเพราะตนเองก็เคยเป็นอาการดังกล่าวมาก่อน นตท.คนนี้จึงรีบไปตามเจ้าหน้าที่จากกองแพทย์มาพานตท.ภคพงศ์กลับไปรับการรักษาพยาบาลที่กองแพทย์จนอาการกลับมาเป็นปกติ และรักษาตัวที่กองแพทย์ต่อ   เวลาเที่ยง จากการสอบถามเพื่อน นตท. ที่ป่วยด้วยกัน พบว่านตท.ภคพงศ์ ไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารกองแพทย์ตามปกติ จากนั้นเวลาประมาณ 12.40 น. ผู้บังคับกองพันที่ 2 ขึ้นมาเยี่ยมเพื่อสอบถามอาการ และได้ติดต่อโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของผู้บังคับกองพัน ให้นตท.ภคพงศ์ได้พูดคุยกับคุณแม่ และในเวลาประมาณ 15.13 น. นตท.ภคพงศ์ได้ใช้โทรศัพท์สาธารณะติดต่อกับผู้ปกครอง ภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าเมื่อโทรศัพท์เสร็จขณะเดินกลับที่พัก การเดินของ นตท.ภคพงศ์มีการใช้มือขวากุมที่อกด้านซ้าย จากนั้นก็เดินกลับห้องเพื่อไปพักฟื้นร่วมกับเพื่อนที่ป่วย    ในกรณีนี้คณะกรรมการสอบสวนมีข้อสังเกตว่าในช่วงบ่ายวันนั้น นตท.ภคพงศ์มีลักษณะการเดินที่มือขวากุมที่อกด้านซ้ายอยู่บ่อยครั้ง   นตท.ภคพงศ์ได้มีการพูดคุยปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทอีก 2 คน ซึ่งได้ให้การว่านตท.ภคพงศ์มีอาการเครียดสูง เวลา 15.39 น. ได้มีจ.ส.อ.วัชรินทร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กองแพทย์ที่มีความคุ้นเคยกับนตท.ภคพงศ์และผู้ปกครอง ได้เข้ามาในห้องพักฟื้นเพื่อนำโทรศัพท์มือถือมาให้ นตท.ภคพงศ์ ได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อกลับหาคุณพ่อ เนื่องจากคุณพ่อโทรหา และไหว้วานให้นำโทรศัพท์มาให้ นตท.ภคพงศ์ แต่ก่อนที่ นตท.ภคพงศ์จะได้รับโทรศัพท์จาก จ.ส.อ.วัชรินทร์ นั้น นตท.ภคพงศ์ได้เซและล้มลง มีอาการเกร็งและลักษณะการเกิดไฮเปอร์เวนติเลชั่นที่มีอาการรุนแรง เกร็ง หายใจแรงและถี่ กับมีการพ่นน้ำลายออกมาเป็นระยะต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องจำนวน 4 คน จ.ส.อ.วัชรินทร์ ก็เห็นเหตุการณ์ด้วย เมื่อเห็นดังนั้น จ.ส.อ.วัชรินทร์ก็ได้ตามแพทย์มาให้การรักษา แพทย์เห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น จึงสั่งให้นำส่ง รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า   เวลา 16.24 น. รถพยาบาลของกองแพทย์ นำ นตท.ภคพงศ์มาส่งที่รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อเข้ารับการรักษา แพทย์ได้ทำการรักษาด้วยการทำ CPR แต่อาการไม่ดีขึ้น ระหว่างการทำ CPR ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองแพทย์ได้โทรศัพท์แจ้งผู้ปกครองของ นตท.ภคพงศ์ให้ทราบ ซึ่งผู้ปกครองขอให้ช่วยทำ CPR ไปเรื่อยๆ จนกว่าครอบครัวจะมาถึง เจ้าหน้าที่ รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจึงทำ CPR ไปเรื่อยๆ ตามที่ผู้ปกครองร้องขอ จนกระทั่งผู้ปกครองเดินทางมาถึงเมื่อเวลา 19.39 น. ขณะนั้นมีการทำ CPR รวมเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ใช้เจ้าหน้าที่หมุนเวียนถึง 20 คน   ต่อมาเวลา 20.20 น. แพทย์ได้ยุติการทำ CPR และลงความเห็นว่า นตท.ภคพงศ์เสียชีวิต เมื่อ นตท.ภคพงศ์เสียชีวิตแล้วจึงดำเนินการตามกฎหมาย มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปกครองได้ให้ความเห็นชอบในการชันสูตร โดยมอบให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนเตรียมทหารนำศพส่งสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า ศพถึงสถาบันพยาธิวิทยาเมื่อเวลาประมาณ 1.00 น. ของวันที่ 18 ตุลาคม จากนั้นเป็นการดำเนินการทางการแพทย์ในการชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง   จากการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว ผลการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องและภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่ปรากฎว่าตลอดทั้งวันที่ 17 มีผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้ายร่างกาย นตท.ภคพงศ์จนเสียชีวิต โดยที่พยานให้การสอดคล้องกันว่าตลอดทั้งวัน เว้นช่วงที่เป็นลมบริเวณทางขึ้นกองแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่ายวันที่ 17 ตุลาคม นตท.ภคพงศ์สามารถพูดและเดินได้ตามปกติทุกอย่างเว้นแต่มีอาการเครียดสูง ภายหลังโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ปกครอง และได้หมดสติไปเองต่อหน้าพยาน ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 รุ่นเดียวกัน จึงเชื่อได้ว่าในวันที่ 17 ตุลาคมตลอดทั้งวัน ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดลงโทษหรือทำร้าย นตท.ภคพงศ์จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต    ส่วนการปรากฎรอยฟกช้ำตามร่างกาย จากการสอบผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดรอยฟกช้ำ ได้ความว่า ในวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 15.51 น. นตท.ภคพงศ์เสร็จจากการเรียนพลศึกษาที่ชั้น 2 อาคารกองพลศึกษา ภาพจากกล้องวงจรปิดที่กองพลศึกษาพบว่า นตท.ภคพงศ์วิ่งผ่านลงไปบันไดเพียงลำพังเพื่อกลับไปที่กองพัน แต่ได้ลื่นเสียหลักลงไปทางชั้น 2 ตกมายังชานพักบันได ซึ่งมีบันไดจำนวน 8 ขั้น ความสูงประมาณ 1.5 เมตร เพื่อนนตท.ชั้นปีที่ 1 ที่ตามมาได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือ ขณะเดียวกันได้มีครูพละสองท่านที่อยู่ด้านล่างได้เดินขึ้นมาดู และพบว่า นตท.ภคพงศ์ นอนตะแคงซ้ายเอามือกุมหน้าอก เพื่อนและครูพละจึงร่วมให้การช่วยเหลือโดยการตรวจการบาดเจ็บบริเวณศีรษะและลำตัว กับได้สอบถามอาการนตท.ภคพงศ์ ซึ่งได้รับคำตอบว่ามีอาการจุกบริเวณหน้าอก ครูพละและเพื่อนนักเรียนจึงใช้รถส่วนตัวของครูพละพาส่งที่กองแพทย์เพื่อตรวจรับการรักษาจากแพทย์ แพทย์ตรวจรักษาภายนอกไม่พบบาดแผล และได้นำส่ง ร.พ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อตรวจหาอาการบาดเจ็บโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ผลการตรวจสอบไม่พบบาดแผล ทำการเอกซ์เรย์ไม่พบว่ามีการบาดเจ็บภายใน จึงจัดให้มาพักที่กองแพทย์   และในวันที่ 12 ตุลาคม นตท.ภคพงศ์ออกจากโรงเรียนเตรียมทหารกลับมาพักที่บ้าน และได้ทราบจากสื่อว่าผู้ปกครองก็นำนตท.ภคพงศ์ไปตรวจร่างกายซ้ำที่รพ.เอกชน ผลการตรวจไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ และได้กลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในเย็นวันที่ 15 ตุลาคม ในเหตุการณ์นี้ข้อมูลที่ได้จากผู้เกี่ยวข้องและกล้องวงจรปิดพบว่า นตท.ภคพงศ์เสียหลักตกบันไดด้วยตนเอง สาเหตุอาจเพราะเร่งรีบลงบันไดเพื่อกลับกองพัน ทำให้มีอาการบาดเจ็บ แพทย์ตรวจไม่พบบาดแผลบริเวณร่างกายหรือศีรษะ มีการตรวจเอกซ์เรย์ทั้งที่ ร.พ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและรพ.เอกชนโดยผู้ปกครอง   ผลการตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ จากพยานและหลักฐานที่คณะกรรมการได้จากทั้งสองเหตุการณ์ โดยเฉพาะจากคำให้การจากเพื่่อนที่อยู่ในเหตุการณ์และภาพวงจรปิด คณะกรรมการจึงสรุปได้ว่าการเสียชีวิตของนตท.ภคพงศ์ ไม่มีผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้าย อันอาจจะเป็นเหตุให้นตท.ภคพงศ์เสียชีวิต และจากการตรวจของสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าสรุปในภาพรวมได้ว่า ไม่พบร่องรอยการฟกช้ำภายนอก    ส่วนกรณีชายโครงด้านขวาซี่ที่ 4 หักนั้น แพทย์ก็ไม่ตัดประเด็นการทำ CPR ที่ต้องใช้แรงกดกึ่งกระแทกนานถึง 4 ชั่วโมง ประกอบกับพบว่าเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนมีขนาดผิดปกติ ซึ่งไม่ค่อยตรวจพบบ่อยนักในคนอายุประมาณ 18 ปี แพทย์ได้สรุปการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงศ์ ว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน   จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าอาการไฮเปอร์เวนติเลชั่นมีอาการอย่างไร พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่า เป็นอาการที่พบบ่อยในนักเรียนเตรียมทหารในช่วงหลังๆ มีอาการเกร็ง ชา หายใจถี่ หายใจเร็วมากจนกระทั่งออกซิเจนในเลือดมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้หมดสติสูญเสียความรู้สึก ขณะนี้ทางกองแพทย์พยายามให้ความรู้แก่นักเรียนเตรียมทหาร ว่าหากเจออาการลักษณะดังกล่าว เช่น สูญเสียความรู้สึก หรือมีอาการมือจีบ ก็จะพยายามหาถุงมาครอบปาก เพื่อลดการนำเข้าออกซิเจนที่อยู่ในกระแสเลือดและทำให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากความเครียด   ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นตท.ภคพงศ์เป็นโรคหัวใจมาก่อนหรือไม่ พล.อ.อ.ชวรัตน์ตอบว่าไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าหากพบตั้งแต่ตอนแรกก็คงไม่สามารถเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารได้ แต่หากพบระหว่างศึกษาก็คงต้องพ้นสภาพนักเรียนไป แต่บางครั้งอาการของโรคนี้ก็ไม่ปรากฎเช่นกัน   ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า การทำลายสิ่งของหลังนตท.ภคพงศ์พูดคุยกับผู้ปกครอง เช่นเตะเตียง ผลักโต๊ะ เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจมากไปหรือไม่ พล.อ.อ.ชวรัตน์ตอบว่าไม่ทราบหัวข้อการสนทนาระหว่างนตท.ภคพงศ์กับผู้ปกครองและไม่ได้ก้าวล่วง แต่ทราบจากเพื่อนสนิทของนตท.ภคพงศ์ว่าหลังการพูดคุยกับผู้ปกครอง นตท.ภคพงศ์มีอาการเครียด ทั้งนี้ยืนยันว่าหลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหารเป็นไปตามมาตรฐานของโรงเรียนทหารทั่วไป เพียงแต่ก็ต้องมีการปรับปรุงเป็นระยะ ซึ่งก็อาจจะต้องปรับปรุงเรื่องการตรวจร่างกายและการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร อาจจะต้องตรวจคัดกรองด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น และการตรวจรักษาเมื่อเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้วอาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้น ส่วนประวัติการรักษาก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารนั้นคงไม่ได้สอบสวนไปถึงเพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวและหากผ่านการคัดเลือกมาได้ก็ถือเป็นผู้มีสุขภาพพร้อมกับการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร   เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากไดอารี่ส่วนตัวของนตท.ภคพงศ์มีการบันทึกการถูกซ่อม จึงอยากให้ขยายความว่าการซ่อมช่วง 2 วันก่อนเสียชีวิตมีผลต่อการเสียชีวิตหรือไม่ พล.อ.อ.ชวรัตน์ตอบว่าเป็นกรณีนักเรียนเดินแถวไปทานอาหารเช้าไม่เรียบร้อยในเวลาประมาณ 07.00 น. นักเรียนทั้งหมดจึงถูกสั่งให้วิ่งรอบโรงอาหารระยะทางราว 600 เมตร และมีการตัดท้ายแถวเพื่อคัดคนที่วิ่งช้า คือนตท.ภคพงศ์และเพื่อนอีก 1 คน จึงถูกสั่งให้กระโดดกบไปประมาณ 20 เมตร เมื่อสั่งเลิกการกระโดดกบปรากฎว่าเพื่อนอีกรายหนึ่งได้แสดงความขอบคุณ แต่ นตท.ภคพงศ์แสดงอาการไม่พอใจ ไม่ขอบคุณนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติของนตท.ทุกครั้งเมื่อนักเรียนบังคับบัญชาอนุญาตให้ทำสิ่งใด นักเรียนบังคับบัญชาจึงนำนตท.ภคพงศ์ไปพุ่งพลัง 1-2 นาที ระหว่างนั้นนักเรียนบังคับบัญชาก็จัดโต๊ะอาหารไปด้วย หลังจากพุ่งหลังได้ไม่ถึง 2 นาที นตท.ภคพงศ์ก็มีอาการฟุบลงไป และหายใจเร็ว ถี่ มีลักษณะมือจีบ หรืออาการไฮเปอร์เวนติเลชั่นอีก จึงมีการไปตามนายตำรวจปกครองและนายทหารยกกระบัตรที่อยู่บริเวณนั้นมาช่วยดูอาการ นายทหารยกกระบัตรจึงสั่งเจ้าหน้าที่โรงอาหารได้โทรตามรถพยาบาลมารับตัว นตท.ภคพงศ์ไปส่ง ซึ่งท่าพุ่งหลังเป็นท่าที่อนุญาตให้ใช้ และเวลาที่พุ่งหลัง 1-2 นาที ไม่น่าอยู่ในข่ายที่เกินกำลัง ส่วนการจำกัดพื้นที่การเดินของนักเรียนแต่ละชั้นปี เป็นการสอนให้รู้จักสิทธิและความรับผิดชอบของตนเอง และมีทุกที่   ส่วนคำถามที่ว่าทำไมไม่เชิญผู้ปกครอง นตท.ภคพงศ์มาฟังผลการสอบสวนพร้อมกับสื่อมวลชน พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่าเนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนไม่ใช่คู่ขัดแย้ง จึงไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันในข้อมูลและข้อซักถามไปมา แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็จะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบพร้อมแสดงหลักฐานเช่นกัน   ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองเชื่อจากผลของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่านตท.ภคพงศ์ถูกทำร้ายและเล่าผ่านสื่อนั้น  พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่านั่นก็เป็นเล่าผ่านสื่อ เป็นเพียงคำพูดผ่านออกมา ซึ่งก็รับฟัง แต่ตรงนี้ยังไม่มีเอกสารโดยตรง เพราะสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่าญาติขอสงวนสิทธิ์ไม่เปิดเผยผลการชันสูตร   ส่วนกรณีวันที่ 15 ตุลาคม ที่มีการระบุว่านตท.ภคพงศ์ถูกซ่อมเดี่ยวโดยเข้าห้องทำกิจกรรมซาวน่านั้น พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่นักเรียนกลับเข้ามาในโรงเรียนเป็นวันแรก ซึ่งนักเรียนบังคับบัญชาปรึกษากันว่านักเรียนกองร้อยนี้ยังวินัยไม่ดี จึงตกลงว่าจะปลุกมาธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน ซึ่งห้องซาวน่าที่ว่าคือห้องพักขนาด 8x8 เมตร เอานักเรียนไปออกกำลังอยู่ในห้องนั้น ซึ่งความร้อนจากตัวจะออกมาแล้วอยู่ในห้องนั้น ทำให้ห้องดังกล่าวมีความอบอ้าวมากกว่าภายนอก ซึ่งมีนตท.ภคพงศ์และเพื่อนอีก 2 คนแจ้งว่าป่วย จึงถูกแยกออกมาทำท่าวิดพื้นท่าเตรียม คือยันแขนไว้กับพื้น ระหว่างที่เพื่อนยังถูกธำรงวินัยต่อไป ดังนั้นจากท่าที่ใช้จึงไม่น่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการต่อเนื่อง และระยะเวลาที่ใช้คือไม่เกินชั่วโมงเศษๆ   ส่วนเรื่องการธำรงวินัยนั้น ยืนยันว่าตัวระบบยังดีอยู่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวบุคคล ซึ่งเรื่องห้องซาวน่าวันที่ 15 ตุลาคมก็ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ซึ่งทางกองพันได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนบังคับบัญชาทั้ง 4 คนและปลดออกจากความเป็นนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นการเสื่อมเกียรติและเป็นการลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งมีการบ่งบอกชัดเจนว่าท่าใดที่ถูกต้องตามหลักการธำรงวินัย ส่วนท่าปักหัวเป็นท่าที่ถูกห้ามมาหลายปี แต่ก็ยังมีการแอบอ้าง แอบทำกันอยู่   ส่วนการกำกับดูแลโดยครูนั้น พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่า ต่อไปจะมีการส่งนายทหารปกครองจากเหล่าทัพต่างๆ เข้ามาดูแลการธำรงวินัยอย่างใกล้ชิด การกำกับดูแลโดยนายทหารปกครองเป็นสิ่งที่เราคาดหวัง และต้องมีคุณภาพ ต่อไปโรงเรียนเตรียมทหารจะต้องฝึกเพิ่มเติมนายทหารปกครองก่อนจะส่งออกไปปกครองนักเรียนตามกองทัพ ซึ่งได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนกรณี นตท.ภคพงศ์แล้ว   ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า หากผลการตรวจสอบของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับของคณะกรรมการของกองทัพ ต้องมีการตรวจสอบใหม่หรือไม่ พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่า ต้องดูว่าการขัดแย้งนั้นเป็นการขัดในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือไม่ ถ้าเป็นการขัดแย้งจริงระหว่างสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าก็เป็นเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งทางกองทัพคงไม่ได้ยุ่งเกี่ยว เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องเข้าไปดู   ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ทางครอบครัวตอบรับการมาฟังผลการสอบสวนหรือยัง พล.อ.อ.ชวรัตน์ตอบว่า ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าครอบครัวน้องเมยจะตอบรับการมาฟังผลในวันที่ 18 พ.ย.หรือไม่ ถ้ามาก็จะอธิบายแบบเดียวกันนี้ ผบ.ทสส.สั่งให้กรมกิจการพลเรือนทหารได้ประสานครอบครัวแล้ว หากญาติยังไม่เชื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการ เมื่อไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ ความเชื่อห้ามกันไม่ได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน้าที่ทางการแพทย์ ซึ่งกองทัพจะไม่ก้าวล่วง                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/M97PClX2Jyc

 30,422
ต่างประเทศ
13 ต.ค. 60

'ซูจี' แถลงรัฐบาลเมียนมาตั้งคณะทำงานฟื้นฟูรัฐยะไข่ ยันรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ

นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา  กล่าวแถลงการณ์ทางโทรทัศน์แห่งชาติ เกี่ยวกับวิกฤตผู้อพยพโรฮิงญาว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงาน โดยมีภารกิจเพื่อฟื้นฟูรัฐยะไข่ให้กลับมาสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้จะรับชาวโรฮิงญาที่อพยพไปบังกลาเทศกลับมาอีกด้วย หลังมีชาวโรฮิงญามากกว่า 5 แสนคนอพยพไปยังบังกลาเทศ          

 2,997
ข่าวภูมิภาค
25 มิ.ย. 60

จนท.แถลงความคืบหน้าคดีทุจริตเงินทอนบูรณะวัด ยันวัดตกเป็นเหยื่อ

ความคืบหน้ากรณีทุจริตเงินอุดหนุนบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด 12 แห่ง ความเสียหาย 60 ล้านบาทนั้น      พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ รอง ผบก.ปปป. ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าทางคดี โดยเชิญ พระราชวิจิตรปฏิภาณ เจ้าคณะจังหวัดชุมพร , พระอธิการทวี ธมมทินโน เจ้าอาวาสวัดเล็บกระรอก และ พระปลัดประมวล ฐิตธมโม เจ้าอาวาสวัดดอนสะท้อน มาร่วมรับฟังด้วย ระบุว่า      จากการตรวจสอบพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของ พศ.จำนวนหนึ่ง ได้ใช้วิธีการให้วัดเป็นเหยื่อ โดยการตั้งงบประมาณสำหรับบูรณปฏิสังขรณ์วัดทั่วประเทศ จำนวน 60 ล้านบาท ซึ่งมีวัดตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก สำหรับที่ จ.ชุมพร มีวัด อยู่ 26 วัดที่ได้รับงบประมาณดังกล่าว แต่มีอยู่ 4 แห่ง คือ วัดราชบุรณ พระอารามหลวง ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร วัดเล็บกระรอก วัดดอนสะท้อน วัดท้องตมใหญ่ ต.ด่านสวี อ.สวี จ.ชุมพร ตกเป็นเหยื่อหลายปีต่อเนื่องกัน     โดยเจ้าหน้าที่ของ พศ.จากส่วนกลาง มีพฤติกรรมทำทีเป็นโอนเงินงบประมาณมาให้วัด แล้วให้วัดโอนคืนให้กับบัญชีของ จนท.พศ.ทั้งหมด และเสนอให้วัดรับเงินบางส่วน แต่วัดใน จ.ชุมพร ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเงินส่วนแบ่งและออกมาเปิดเผย ซึ่งการแถลงในวันนี้เพื่อยืนยันต่อสังคมว่า วัดเป็นเพียงเหยื่อ ของการทุจริต ส่วน รายชื่อของ จนท.พศ.ส่วนหนึ่งได้เปิดเผยไปแล้ว ในขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดี และ การติดตามยึดทรัพย์คืนกลับสู่แผ่นดิน                       พระราชวิจิตรปฎิภาณ เจ้าคณะ จ.ชุมพร กล่าวว่า “เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี โดย จนท.พศ.และ ผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นด้านเอกสารหรือ การก่อสร้าง และ การตรวจรับมอบงาน รวม ถึงการรับโอนเงิน การโอนเงินออกกลับคืนไปยัง บุคคลต่างๆ จนท.พศ.มีการกลอุบายต่างๆ โดยที่ วัดหรือ ตัวพระสงฆ์ไม่สามารถล่วงรู้ ว่าจะเป็นการทุจริตเงินงบประมาณ ที่จ่ายให้วัด เนื่องจาก เห็นว่าเป็น จนท.ของ พศ. มารู้เมื่อ มี ข่าว และ มี จนท.พศ.ที่ดี มาบอก และ มีตำรวจ ปปป.เข้ามาดำเนินการ   ส่วนนายมิตร สุวรรณรัตน์ ผอ.สำนักตรวจสอบพิเศษภาค 15 สตง. เปิดเผยว่า ได้ติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณของ จนท.พศ.มาหลายปี จนตรวจพบว่า จนท.พศ.เหล่านั้นได้ใช้งบประมาณไปในทางที่ผิดกฏหมาย ผิดระเบียบปฏิบัติ ของราชการ มี จนท.ระดบสูง และ จนท.ระดับล่างลงมา เป็นผู้ที่ต้องถูกดำเนินคดี และ ยังต้องติดตามไปยัง วัดต่างๆ ทั่วประเทศอีกจำนวนมาก หลายหมื่นวัด   พ.ต.อ.คำสิงห์ ศรียาภัย ผกก.สภ.สวี เปิดเผยว่า “สำหรับความปลอดภัย ของพระสงฆ์ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ตำรวจชุมพร ยังคงดูแลความปลอดภัยต่อไป อย่างต่อเนื่อง ในทางด้านลับ และ การข่าว ยืนยันว่าให้คกล้าเอาตำแหน่งเป็นประกันว่า พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยเรื่องทุจริตเงินทอนวัดจะไมได้รับอันตรายแน่นอน             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/VVHDq6bfU0k

 2,951
บันเทิง
03 มิ.ย. 60

7 หนุ่ม got7 แท็กทีมแถลงข่าวก่อนลุยทัวร์คอนเสิร์ต 'nestival' 4 ภาคทั่วไทย

7 หนุ่มวงบอยแบนด์เกาหลี GOT7 นำทีมโดย  แบมแบม เจบี มาร์ค แจ็คสัน จินยอง ยองแจ และยูคยอม เปิดแถลงข่าวทัวร์คอนเสิร์ตทั่วไทย GOT7 THAILAND TOUR 2017 “NESTIVAL” เตรียมขนโชว์สุดพิเศษระดับเวิลด์คลาสไประเบิดความสนุกสนานทั้ง 5 รอบการแสดงใน 4 จังหวัดทั่วประเทศไทย ประเดิมทัวร์แรก 3 มิถุนายนนี้ที่โคราช และต่อด้วยวันที่ 4 มิถุนายน ที่เชียงใหม่ ตามด้วยวันที่ 17-18 มิถุนายน ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และส่งท้ายวันที่ 20 มิถุนายน ณ สนามกีฬาในร่มสะพานหิน จ.ภูเก็ต                 ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/EQ7o2jHZY78  

 17,110
บันเทิง
03 มิ.ย. 60

ส.ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยตั้งโต๊ะแถลง หลังมีคนอ้างตัวเป็นผกก.ลวงเด็กไปทำอนาจาร

"อ๊อด บัณฑิต" นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย พร้อมด้วย 2 ผู้กำกับชื่อดัง พชร์ อานนท์ และ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน เปิดแถลงข่าวหลังเกิดกรณีผู้ปกครองแจ้งจับผู้กำกับภาพยนตร์หลอกลูกสาวไปล่วงละเมิดทางเพศ  โดยชี้แจงว่า บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้กำกับชื่อ นายเอก สุรเดช ความจริงไม่ใช่ผู้กำกับไม่เคยทำภาพยนตร์มาก่อน แต่เป็นโมเดลลิ่ง สตั้นแมนและคนสอนการแสดงเท่านั้น       โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นทางสมาคมอยากจะเป็นสื่อกลางในการตรวจสอบให้ทุกคนที่อยากจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงมาตรวจเช็คก่อนหลงเชื่อ ตอนนี้ทางสมาคมได้หารือกันว่าอยากจะขึ้นทะเบียนผู้กำกับกำภาพยนตร์ไทยร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อเก็บข้อมูลของผู้กำกับแต่ละคนไว้    พร้อมทั้งฝากเตือนถึงผู้ปกครองและน้องๆ ที่อยากจะเข้าวงการบันเทิงด้วยว่าต้องมีสติและเช็คข้อมูลให้ดีก่อนหลงเชื่อ                  ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/geo9kG0eSXw

 9,500
บันเทิง
06 พ.ค. 60

'ดีเจเชาเชา' แถลงข่าวทั้งน้ำตา แจงคู่กรณีขับจยย.ตัดหน้า ยันเป็นเหตุสุดวิสัย พร้อมรับผิดชอบ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ค.) นายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม อายุ 41 ปี หรือ ดีเจเชาเชา พร้อมทนายความ แถลงข่าวเปิดใจถึงอุบัติเหตุขับรถชนรถจักรยานยนต์ จนเป็นเหตุให้หนุ่มวัย 18 ปี เสียชีวิต  ซึ่งล่าสุดถูกแจ้งข้อหา 3 ข้อหา คือ ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ใบขับขี่ขาดอายุนานกว่า 1 ปี และไม่มี พ.ร.บ.ประกันภัยภาคบังคับ   ดีเจเชาเชา เปิดใจทั้งน้ำตาว่ารู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เห็นแล้วว่ามีกลุ่มมอเตอร์ไซค์อยู่ ตนขับรถทางตรงมาดีๆ มั่นใจว่าไม่เกิน 80 แต่อยู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันนึงตัดหน้า ตนเบรกไม่ทัน ก็ไปจอดทางฝั่งซ้ายและลงจากรถมาช่วยเหลือคนเจ็บก่อน แต่ตอนนั้นไม่มีเพื่อนๆ ของคนเจ็บอยู่เลย ตนก็พยายามช่วยคนเจ็บอย่างสุดความสามารถ พยายามเรียกรถกู้ภัย และพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล  ยืนยันพยายามทำดีแล้ว ตนไม่ได้เป็นฝ่ายไปชน แถมยังลงไปช่วยอีก เชื่อในการทำดีของตัวเอง แต่ตลอดตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นตนนอนไม่หลับเลย แต่ก็ยังต้องทำงานตลอด   ดีเจเชาเชา ยังกล่าวยืนยันอีกว่าได้ติดต่อแม่ผู้เสียชีวิตตลอด ส่งกระเช้าไปและให้เงินไป 2,000 บาท พร้อมกับจ่ายค่ารักษาไปให้หมดแล้ว 30,000 กว่าบาท ทำให้รู้สึกงงว่าทำไมทางแม่ผู้เสียชีวิตถึงออกมาพูดอีกอย่าง ยืนยันจะช่วยเหลือเยียวยาตามหลักมนุษยธรรม ส่วนประเด็นเรื่องใบขับขี่ที่หมดอายุไปปีกว่าและไม่ได้ต่อพรบ.นั้น ยอมรับว่าเป็นความเผลอเรอ เพราะบางทีไม่ได้ขับรถเอง ให้คนขับรถขับ ยืนยันไม่ได้เมา ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่งทำงานเสร็จ โดยหลังจากนี้เตรียมจะบวชให้น้องหลังจากเสร็จเรื่องทั้งหมด เป็นเวลา 15 วัน และวันนี้จะไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพตอน 6 โมงเย็น วัดบึงทองหลาง   ขณะที่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ดีเจเชาเชา ได้เดินทางมาที่ศาลา 1 วัดบึงทองหลาง เขตบางกะปิ เพื่อเป็นเจ้าภาพและร่วมงานศพของคู่กรณี โดยได้เข้าไปจุดธูปไหว้ที่ศพพร้อมทั้งเคาะโลง เพื่อพูดคุยกับน้องผู้เสียชีวิต หลังจากนั้นจึงเดินเข้าไปนั่งพูดกับนางสมควร ธงอาษา แม่ผู้เสียชีวิต หลังสามารถพูดคุยตกลงกันได้แล้ว             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/KkVc4_jDuHY

 38,703
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.พ. 60

ตร.ภาค5 แถลงจับยาเสพติดล็อตใหญ่ ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 150 กก.

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และคณะ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน คือ นายพิสิษฐ์  อายุ 41 ปี ยึดของกลางยาบ้า 2,000,000  เม็ด ไอซ์ 150 กิโลกรัม  เงินสด 100,000 บาท และของกลางรายการอื่นๆ                 ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Gryivepnp-A

 31,119
สังคม-อาชญากรรม
18 ธ.ค. 59

สภานิสิตจุฬาฯ แถลงข้อห่วงใย กรณี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์  เรื่อง ข้อห่วงใยกรณีร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่…) พ.ศ. … และร่างประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งสองฉบับ กรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในวาระสาม ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากประชาชนและผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ห่วงใยว่าหากมีการบังคับใช้อาจมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ระบุว่า สภานิสิตจุฬาฯ ตระหนักถึงความกังวลของนิสิตและประชาชนต่อกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิและเสรีภาพ อันเป็นหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตลอดจนพันธกรณีระหว่างประเทศที่มี ตามที่รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/1KUS-_FzQPM  

 4,665
สังคม-อาชญากรรม
17 ธ.ค. 59

ตร.แถลงจับแก๊งค้ายาเสพติด ยึดยาไอซ์ล็อตมหึมา 500 กก.

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ  ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. นำคณะร่วมแถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 500 กิโลกรัมและทรัพย์สินอื่นรวมมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท                                            พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจบริเวณริมถนนเพชรเกษม ได้พบรถกระบะต้องสงสัยที่มีนายอนุชาเป็นคนขับ ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ระหว่างตรวจค้นนายอนุชามีอาการพิรุธ  ประกอบกับมีสายโทรศัพท์โทรเข้าหลายสายแต่ไม่ยอมรับ และพบกระเป๋าเป๋เดินป่าแบบสะพายหลังที่กลุ่มผู้ขนยาเสพติดนิยมใช้ในการขนยาเสพติดตามแนวชายแดน จำนวน 2 ใบ อยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว   ทางเจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังออกตรวจสอบค้นหารถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนเพชรเกษมทั้งขาขึ้นและขาล่อง จนพบรถยนต์กระบะสีบอร์นต้องสงสัยจอดอยู่ริมถนนเพชรเกษมฝั่งขาขึ้น จึงตรวจค้นพบนายเอกลักษณ์ แดงสูงเนิน เป็นคนขับรถ พร้อมด้วย น.ส.กรรณิการ์ เหว่าแว่ว และ น.ส.สุรัตนา เจตบุตร แต่ตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นได้ขอตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ พบว่าโทรศัพท์มือถือของนายเอกลักษณ์ และของ น.ส.กรรณิการ์ ได้โทรติดต่อกับนายอนุชา จึงซักถามก่อนจะยอมรับว่าได้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาจากทางภาคเหนือ เพื่อไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยใช้รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ซุกซ่อนขนยาเสพติด มี นายเสกสรร อินแถลง ซึ่งเป็นสามีของ น.ส.กรรณการ์ เป็นคนขับ เจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังค้นหา กระทั่งพบรถยนต์พ่วง 18 ล้อ จอดอยู่ในปั๊มน้ำมันริมถนนเพชรเกษมฝั่งขาขึ้นกรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นพบไอซ์ จำนวน 500 ก้อน ซุกซ่อนอยู่ใต้ซังข้าวโพดท้ายรถบรรทุกคันดังกล่าว      ต่อมาวันที่ 15 ธ.ค.59 เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจนทราบว่า นายไข่  ชาว จ.เชียงราย ได้ว่าจ้างกลุ่มผู้ต้องหาจำนวนเงิน 2,000,000 บาท ให้ขนยาเสพติดจาก จ.พะเยา ไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หากไปถึงแล้วจะมีนายอาซาฮา หรือโชติ  อาแว เป็นผู้มารับยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงนัดส่งมอบยาเสพติดกันบริเวณทางไป อ.สะเดา ต่อมา นายอาซาฮา และนายอีลียะ  บินอารง ได้ขับรถยนต์มาทำการขนไอซ์บนรถบรรทุกพ่วงไปใส่รถกระบะ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Lb7qkXtD9fk  

 10,568
สังคม-อาชญากรรม
12 ธ.ค. 59

ศิษย์วัดธรรมกายเตรียมถวายฎีกา กรณี 'พระธัมมชโย' - โพลชี้ปชช.ไม่มั่นใจจับได้ภายใน 3 เดือน

ความคืบหน้าปฏิบัติการเข้าควบคุมตัว พระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ล่าสุด นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ออกมาแถลงแสดงจุดยืนของเครือข่ายฯ ระบุว่า เนื่องด้วยขณะนี้ สถานการณ์ส่อว่าจะบังเกิดเหตุรุนแรง ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับสถาบันพระพุทธศาสนา อันเนื่องมาจากการดำเนินการโดยไม่เป็นธรรม ดังนี้ 1. การดำเนินการของพนักงานสอบสวนในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และคดีอื่นที่เกี่ยวโยงกัน มีความไม่เป็นธรรมหลายประการ อาทิ มีการแจ้งความดำเนินคดี และพนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหาคณะศิษยานุศิษย์ที่ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อเยียวยาแก่สหกรณ์ฯคลองจั่น ว่ามีความผิดข้อหาเรี่ยไร ทั้งที่เงินนั้นก็เป็นเงินของศิษยานุศิษย์แต่ละท่าน และเสียสละมาเยียวยาแก่สหกรณ์ฯตามข้อตกลงในศาล และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องทั้งวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนี อีกทั้งสหกรณ์ฯ มีหนังสือขอบคุณแก่คณะศิษยานุศิษย์ เจ้าหน้าที่ของรัฐแทนที่จะมอบรางวัลแสดงความชื่นชมในน้ำใจเสียสละให้กับศิษยานุศิษย์ แต่คณะศิษยานุศิษย์กลับถูกดำเนินคดีตกเป็นผู้ต้องหา แสดงถึงเจตนาในการหาเรื่องกลั่นแกล้ง ไม่เป็นธรรม 2. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) ได้ดำเนินคดีพระเทพญาณมหามุนี ข้อหาบุกรุกป่า และข้อหาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทับลำรางสาธารณะ ที่สวนป่าหิมวันต์ อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์ พีซ จังหวัดนครราชสีมา ตามลำดับ โดยอ้างอิงความเห็นของนายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของศาล ทั้งที่นายวิฑูรย์ฯ ซึ่งเคยเป็นอดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เพราะทำความผิดฐานวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศบิดเบือนความจริง สร้างความเสียหายต่อราชการหลายกรรมหลายวาระ และสำนักงานศาลยุติธรรมไม่ต่อทะเบียนการเป็นผู้เชี่ยวชาญฯของศาล นายวิฑูรย์ฯ จึงมิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญฯของศาลแล้ว ซึ่งทางวัดพระธรรมกายได้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญฯของศาลที่แท้จริง วิเคราะห์ตรวจสอบด้วยแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร ปรากฏผลการตรวจสอบว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตป่า และไม่มีลำรางสาธารณะแต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปทส. กลับเลือกที่จะเชื่อผลการวิเคราะห์ฯของนายวิฑูรย์ฯ ซึ่งมีพฤติกรรมมัวหมองร้ายแรงจนถูกไล่ออกจากราชการ ไม่เชื่อผลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญฯของศาลที่แท้จริง และไปขอออกหมายจับพระเทพญาณมหามุนี 3. กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ขอให้ กสทช.สั่งหยุดการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DMC โดยไม่มีการไต่สวน ทั้งที่เนื้อหามีแต่การสวดมนต์ นั่งสมาธิ สอนธรรมะให้ประชาชนเป็นคนดี 4. พฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปทส.โดยการนำของพลตำรวจเอกศรีวราห์ฯ ทำให้คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายพิจารณาแล้วเห็นว่าพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม สร้างความรู้สึกทุกข์ร้อนคับแค้นใจอย่างแสนสาหัส 5. ขณะนี้มีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนว่าทางดีเอสไอและตำรวจได้สนธิกำลังกับทหารและฝ่ายปกครองรวมกว่า 3,000 คน พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ สุนัขตำรวจ รถคลื่นเสียงแรงสูงทำลายแก้วหู รถฉีดน้ำความดันสูง หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด เตรียมบุกเข้าวัดพระธรรมกายต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยได้ประสานสั่งการให้โรงพยาบาลใกล้เคียงทุกแห่งเตรียมแพทย์พยาบาลไว้ให้พร้อม ส่อให้เห็นว่าจะใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามจับกุมคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่มาสวดมนต์นั่งสมาธิอยู่ในวัดจำนวนหลายหมื่นคนด้วยความเป็นห่วงพระเทพญาณมหามุนี ซึ่งจะทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จะกลายเป็นข่าวอื้อฉาวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศชาติในสายตาชาวโลกอย่างยิ่ง และจะเป็นบาดแผลความขัดแย้งอย่างลึกซึ้ง ระหว่างสถาบันชาติกับสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย 6. ทำไมเจ้าหน้าที่ต้องยกกำลังกันหลายพันคนราวกับจะทำสงคราม เพียงเพื่อจะจับกุมพระภิกษุชราที่อาพาธหนัก และทำความดีมาทั้งชีวิต เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ได้ไม่เท่าเสีย เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือไม่ ทั้งที่ไม่ใช่คดีร้ายแรง แต่เวลาพระใน 4 จังหวัดภาคใต้ถูกฆ่า วัดถูกเผา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและตำรวจเคยทุ่มเทกำลัง 3,000 นาย เพื่อเข้าคลี่คลายคดีหรือไม่ 7. ในช่วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาพิเศษที่ชาวไทยทั้งประเทศรวมถึงคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ร่วมใจกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นประจำทุกวัน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นโอกาสมหามงคลอันประเสริฐที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย ควรจะเป็นห้วงเวลาที่ชาวไทยทุกคนได้สมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกัน รักษาสังคมบ้านเมืองที่สงบสันติสุขเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเสริมพระบรมเดชานุภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้ปรากฏแก่ชาวโลก ไม่ควรที่จะมีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น 8. คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายนับล้านคน คณะสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลก ได้จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด องค์กรพุทธนานาชาติจำนวนมากได้ทำหนังสือทักท้วงไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีขอให้ระงับยับยั้งการใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์ ชาวพุทธ และวัดในพระพุทธศาสนา 9. เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนหมู่ใหญ่หลายล้านคน โดยเฉพาะเป็นเรื่องความเชื่อศรัทธาทางศาสนา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ขอให้เจ้าหน้าที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแสดงออก อย่าให้มีลักษณะข่มขู่คุกคาม แต่แสดงให้เห็นถึงความเป็นกลาง ยุติธรรมอย่างแท้จริงจนได้รับความเชื่อถือจากประชาชน ปัญหาก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยดีในที่สุด แม้จะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็เป็นทางออกที่ส่งผลดีที่สุดสำหรับประเทศชาติและพระพุทธศาสนา การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นายองอาจ ยังระบุอีกว่า ได้ขอพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลถวายฎีการ้องทุกข์ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อันเปรียบประดุจพระบิดาของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ เพื่อขอพึ่งพระบารมีให้ยุติการดำเนินคดีที่มิชอบ และมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ความรุนแรงทำร้าย ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายต่อประชาชนผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงและคนชรา   ขณะที่นิด้าโพลได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กรณีการดำเนินคดีพระธัมมชโย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่า พระธัมมชโยควรมอบตัวด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธ์ รองลงมาระบุว่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจ ควรรีบบุกจับกุมพระธัมมชโยโดยเร็วเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ร้อยละ 16.80 ระบุว่า คสช. ควรใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปรับเปลี่ยนผู้บริหารวัดพระธรรมกาย และผู้บริหารของมูลนิธิที่อิงวัดพระธรรมกาย     เมื่อถามถึง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีภายใน 3 เดือน พบว่าประชาชนร้อยละ 36.08 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ  ร้อยละ 16.40 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.40 ระบุว่า มั่นใจมาก         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Mai4db7i478

 2,858
บันเทิง
18 พ.ย. 59

gdh ยอมรับผิดพลาด ปมดราม่าโปสเตอร์ 'พรจากฟ้า' คล้ายซีรีส์ญี่ปุ่น

ค่าย GDH999 ออกมาแจงกรณีดราม่าโปสเตอร์หนัง 'พรจากฟ้า' คล้ายกับโปสเตอร์ซีรีส์ญี่ปุ่น อามะจัง สาวน้อยแห่งท้องทะเล และโปสเตอร์ซีรีส์เกาหลี  Wonderful Days ว่า โปสเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เป็น 1 ใน 7 แบบที่อยู่ในซีรีส์โปสเตอร์ชุดนี้ ซึ่งโปสเตอร์แบบดังกล่าวได้มีการหลุดออกไปก่อนที่จะมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ซึ่งในกระบวนการสร้างสรรค์โปสเตอร์นี้มีคอนเซปท์ไอเดียคือ สิ่งล้ำค่าจากฟ้า จึงนำไปสู่ภาพที่นักแสดงทุกคนในโปสเตอร์ยืนเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน และเนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักแสดงรับเชิญหลายท่าน เราจึงมีความตั้งใจที่จะให้เกียรตินักแสดงทั้ง 16 ท่านได้ขึ้นโปสเตอร์ในใบเดียวกัน   ทั้งนี้ ยอมรับว่าประมาทเลินเล่อที่ไม่ได้ตรวจเช็คผลลัพธ์ภาพสุดท้ายที่ออกมาว่ามีความใกล้เคียงกับโปสเตอร์ที่เคยมีมาก่อน ทำให้เกิดเรื่องราวดังกล่าวขึ้น แต่ขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาไปคัดลอกผลงานของใคร โดยเราจะลดทอนการใช้งานโปสเตอร์ใบดังกล่าวลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากมีชิ้นงานบางส่วนถูกส่งไปให้โรงภาพยนตร์และสื่อแขนงต่างๆ บ้างแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4TYdkzX7GvA      

 2,043
การเมือง
22 ต.ค. 59

'ยิ่งลักษณ์' เผยจะเปิดแถลงในเวลาอันควร ปมถูกเรียกจ่ายค่าเสียหายจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้าน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมทนาย เดินทางมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขึ้นสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 5 ในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังส่งคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 35,000 ล้านบาทว่า ในช่วงที่คนไทยกำลังโศกเศร้าจะยังไม่ขอแถลงการณ์ใดๆ จนกว่าจะถึงเวลาอันควร เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับตนเป็นอย่างมาก โดยยืนยันจะใช้สิทธิทุกช่องทาง ทางกฎหมายที่มีในการต่อสู้ครั้งนี้ และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ รวมถึงการใช้คำสั่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรม     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cLIwI8sVAb4

 1,853
การเมือง
16 ต.ค. 59

นายกฯ แถลง สมเด็จพระบรมฯ ทรงพระราชปรารภให้ช่วยผู้ประสบอุทกภัย และขอประชาชนอย่ากังวลเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์

     เมื่อเวลา 23.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมด้วยตนเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายรายงานข้อราชการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่ทรงห่วงใยประชาชนชาวไทยในยามที่บ้านเมืองกำลังอยู่ระหว่างช่วงเวลาทุกข์โศก พร้อมกันนั้นประชาชนหลายคนยังกำลังประสบปัญหาอุทกภัย ได้รับความเดือดร้อน         พระราชปรารภสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ขออย่าให้ประชาชนเกิดความสับสน หรือกังวลใจใด ๆ เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่การสืบราชสันตติวงศ์ เพราะเรื่องนี้มีรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาลและจารีตประเพณีกำหนดไว้แล้ว แต่การจะดำเนินการเมื่อใดอย่างไรนั้น มีพระราชบัณฑูรว่าช่วงเวลานี้ทุกคนทุกฝ่าย แม้แต่พระองค์ท่านเอง อยู่ระหว่างความเศร้าโศก โทมนัสอาลัย จึงควรให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้รู้สึกว่าเราผ่านพ้น หรือบรรเทาความวิปโยคอาดูรนี้ไปได้บ้างก่อนเถิด อย่าให้ความรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป ทุกคนควรใช้เวลานี้ รักษาความทรงจำอันงดงามของเหตุการณ์ 70 ปีที่ผ่านมา เมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชพิธีพระบรมศพผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง ก็น่าจะถึงเวลาสมควรดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะกระทบต่อแผนงาน หรือขั้นตอนใด ๆ         รัฐบาลได้ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ขอรับสนองพระราชบัณฑูรใส่เกล้าใส่กระหม่อม จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน ท่านจะได้คลายความกังวลใจ และใช้เวลาในช่วงนี้ถวายสักการะ แสดงความอาลัยให้สมกับที่ท่านรู้สึก อย่างที่หลายคนให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนว่า ชีวิตนี้เกิดมาก็อยู่ในสมัยรัชกาลที่ 9 เติบโตมาก็ในรัชกาลที่ 9 จึงยากจะทำใจว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่เราก็ต้องช่วยกันทำใจ        พร้อมกันนี้รัฐบาลต้องขอขอบคุณ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือน ทุกฝ่าย ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็ง อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีสำคัญนี้ ภาพการเชิญพระบรมศพสู่พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 ต.ค.เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก คลื่นมหาชนสองข้างถนน ตลอดระยะทางหลายกิโลเมตรเป็นพยานถึงความจงรักภักดี และเจตนารมณ์ที่จะรักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างชัดเจน        และเมื่อสำนักพระราชวังมีประกาศให้ประชาชนเข้าถวายสักการะได้ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. ก็ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกเช่นนี้ต่อไป ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแลความปลอดภัย สุขอนามัย และอาหารการกินของประชาชนที่มาถวายสักการะ        โดยตนขอขอบคุณพี่น้องบรรดาวินมอเตอร์ไซค์ที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าโดยสาร เพื่อไปถวายสักการะในการเชิญพระบรมศพ คำพูดของท่านที่ว่า “ขอทำดีเพื่อพ่อ” นั้น ตนฟังแล้วซาบซึ้งใจมาก ขอขอบคุณทุกฝ่าย ที่ช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วประเทศ ตลอดเวลา 2-3 วันที่ผ่านมา และขอให้ท่านรักษาบรรยากาศเช่นนี้ตลอดไป ในส่วนของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขอให้สัญญาต่อพี่น้องทั้งหลายว่า เห็นน้ำใจของประชาชนเช่นนี้แล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความจงรักและภักดียิ่งๆขึ้น เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธานตลอดไป      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gdOXcAkS6sc    

 5,813
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
16 ต.ค. 59

นายกฯ แถลง สมเด็จพระบรมฯ ทรงพระราชปรารภให้ช่วยผู้ประสบอุทกภัย และขอประชาชนอย่ากังวลเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์

     เมื่อเวลา 23.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมด้วยตนเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายรายงานข้อราชการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่ทรงห่วงใยประชาชนชาวไทยในยามที่บ้านเมืองกำลังอยู่ระหว่างช่วงเวลาทุกข์โศก พร้อมกันนั้นประชาชนหลายคนยังกำลังประสบปัญหาอุทกภัย ได้รับความเดือดร้อน         พระราชปรารภสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ขออย่าให้ประชาชนเกิดความสับสน หรือกังวลใจใด ๆ เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่การสืบราชสันตติวงศ์ เพราะเรื่องนี้มีรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาลและจารีตประเพณีกำหนดไว้แล้ว แต่การจะดำเนินการเมื่อใดอย่างไรนั้น มีพระราชบัณฑูรว่าช่วงเวลานี้ทุกคนทุกฝ่าย แม้แต่พระองค์ท่านเอง อยู่ระหว่างความเศร้าโศก โทมนัสอาลัย จึงควรให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้รู้สึกว่าเราผ่านพ้น หรือบรรเทาความวิปโยคอาดูรนี้ไปได้บ้างก่อนเถิด อย่าให้ความรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป ทุกคนควรใช้เวลานี้ รักษาความทรงจำอันงดงามของเหตุการณ์ 70 ปีที่ผ่านมา เมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชพิธีพระบรมศพผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง ก็น่าจะถึงเวลาสมควรดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะกระทบต่อแผนงาน หรือขั้นตอนใด ๆ         รัฐบาลได้ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ขอรับสนองพระราชบัณฑูรใส่เกล้าใส่กระหม่อม จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน ท่านจะได้คลายความกังวลใจ และใช้เวลาในช่วงนี้ถวายสักการะ แสดงความอาลัยให้สมกับที่ท่านรู้สึก อย่างที่หลายคนให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนว่า ชีวิตนี้เกิดมาก็อยู่ในสมัยรัชกาลที่ 9 เติบโตมาก็ในรัชกาลที่ 9 จึงยากจะทำใจว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่เราก็ต้องช่วยกันทำใจ        พร้อมกันนี้รัฐบาลต้องขอขอบคุณ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือน ทุกฝ่าย ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็ง อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีสำคัญนี้ ภาพการเชิญพระบรมศพสู่พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 14 ต.ค.เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก คลื่นมหาชนสองข้างถนน ตลอดระยะทางหลายกิโลเมตรเป็นพยานถึงความจงรักภักดี และเจตนารมณ์ที่จะรักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างชัดเจน        และเมื่อสำนักพระราชวังมีประกาศให้ประชาชนเข้าถวายสักการะได้ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. ก็ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกเช่นนี้ต่อไป ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแลความปลอดภัย สุขอนามัย และอาหารการกินของประชาชนที่มาถวายสักการะ        โดยตนขอขอบคุณพี่น้องบรรดาวินมอเตอร์ไซค์ที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าโดยสาร เพื่อไปถวายสักการะในการเชิญพระบรมศพ คำพูดของท่านที่ว่า “ขอทำดีเพื่อพ่อ” นั้น ตนฟังแล้วซาบซึ้งใจมาก ขอขอบคุณทุกฝ่าย ที่ช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วประเทศ ตลอดเวลา 2-3 วันที่ผ่านมา และขอให้ท่านรักษาบรรยากาศเช่นนี้ตลอดไป ในส่วนของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขอให้สัญญาต่อพี่น้องทั้งหลายว่า เห็นน้ำใจของประชาชนเช่นนี้แล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความจงรักและภักดียิ่งๆขึ้น เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธานตลอดไป      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gdOXcAkS6sc    

 5,813
การเมือง
13 ต.ค. 59

นายกฯลงพื้นที่ชลบุรี ก่อนกลับ กทม.ก่อนกำหนด โฆษก รบ.แนะ ปชช.อย่าตื่นตระหนกตามข่าวลือ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อพบประชาชนที่อ่าวอุดม ชี้แจงการทำงานของรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา สร้างความเชื่อมั่นให้ชาวบ้านว่าจะทำงานตามโรดแมป และไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแน่นอน ที่ทำอยู่เป็นการทำเพื่อประชาชน ตามแผนงานของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และขอทุกฝ่ายอย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤติความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกภารกิจ ประชุม กรอ. เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ โดยกล่าวขอโทษประชาชนว่า มีภารกิจด่วน และมอบหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง แทน   ทั้งนี้ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีงดภารกิจเพื่อเตรียมเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ไม่ได้มีเหตุด่วนอะไรตามข่าวลือในโลกโซเชียล โดยนายกรัฐมนตรีไม่มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวใดๆ เป็นพิเศษในวันนี้ จึงขอประชาชนอย่าให้ความสนใจหรือตื่นตระหนกไปกับข่าวลือในโซเชียลมีเดียที่อาจสร้างความวิตกหวั่นไหว ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ จึงอยากขอให้ประชาชนเปิดรับข่าวในช่องทางการ ที่มีความถูกต้อง เที่ยงตรง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DKUj_HyfHsA    

 1,920

Top