ค้นหา :

ผลการค้นหา "ผบตร"

สังคม-อาชญากรรม
26 พ.ค. 61

ทนายเผย 'พุทธะอิสระ' รับสารภาพปลอมพระปรมาภิไธย - 'จักรทิพย์' ยันตร.บุกจับทำตามยุทธวิธี

ความคืบหน้าหลังศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร ร่วมทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาล 2 นายบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส และคดีปลอมพระปรมาภิไธยและใช้พระปรมาภิไธยที่ปลอมขึ้น ลงองค์พระเครื่องนาคปรกอุดปรอทนั้น     ล่าสุด นายธีรยุทธ วรรณเกษร ทนายความ อดีตพระพุทธะอิสระ เปิดเผยว่า ขั้นตอนการประกันตัวนั้นจะรอทางพนักงานสอบสวนรวบรวมสำนวนคดีก่อน จึงจะยื่นประกันตัว ซึ่งยังระบุเวลาไม่ได้ ในส่วนของคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่นั้น ทางหลวงปู่จะต่อสู้ในคดีนี้ แต่ในส่วนของคดีการแอบอ้างพระปรมาภิไธยนั้นทางหลวงปู่หรือนายสุวิทย์จะรับสารภาพ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาแอบอ้าง เพราะหลวงปู่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ดุจชีวิต ซึ่งจะต้องขอพบหลวงปู่เพื่อดูรายละเอียดการรับสารภาพอีกครั้งต่อไป     ด้าน นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ตรวจร่างกายอดีตพระพุทธะอิสระอย่างละเอียดพบว่ามีโรคประจำตัวเล็กน้อยที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ แต่ไม่มีโรคที่เป็นอันตราย ไม่มีท่าทีความรู้สึกที่เป็นกังวลในการต้องถูกคุมขังภายในเรือนจำ ซึ่งทางเรือนจำได้อนุญาตให้ญาติหรือบรรดาลูกศิษย์เข้าเยี่ยมได้แล้ว   ขณะที่ นายประทีป เหิมพยัคย์ หัวหน้าสายตรวจสัตว์ป่าสำนักบริหารพื้นที่ 3 บ้านโป่ง ราชบุรี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่วัดอ้อน้อย เบื้องต้นพบหมีขอสีดำ 2 ตัว เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 1 ตัว ปรากฏว่ามีใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราวถูกต้อง      ส่วน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพว่า ท่านได้ฝากไปยังลูกศิษย์ว่าหลวงปู่สบายดี และจากการถูกดำเนินคดีนี้ ทางหลวงปู่ถือว่ายังไม่ปาราชิกเลยยังคงถือพระวินัยอยู่   ส่วนกรณี่ที่มีคลิปการบุกจับจากกองปราบนั้น ตนเห็นแล้วไม่สบายใจ อยากจะให้ทางผบ.ตร.ทำหนังสือชี้แจงนายกรัฐมนตรี แต่ทางหลวงปู่บอกตนว่า อย่าทำและได้ห้ามไว้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ถือว่าดีแล้ว เป็นชะตากรรมของท่านซึ่งเห็นว่าดีที่สุดแล้วในการถูกดำเนินคดี ถือเป็นความจำเป็นของเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อดำรงไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และชำระวงการสงฆ์ให้บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงจะอยู่ในเรือนจำต่อไป ไม่ขอประกันตัว ต้องการปลีกวิเวกในช่วงเวลาหนึ่ง ขอลูกศิษย์ไม่ต้องห่วงใย แม้สุขภาพจะมีปัญหาแต่ก็ไม่ต้องนำยามาให้ เหตุการณ์นี้ถือเป็นคุณของแผ่นดินแล้ว ตามเจตจำนงที่ท่านสู้มาตลอดชีวิต ตอนนี้จิตใจหลวงปู่หนักแน่นดั่งภูผา หนักแน่นไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด   ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีตำรวจเข้าจับกุมอดีตพระพุทธะอิสระ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุนั้น ยืนยันว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการถูกต้องเป็นไปตามยุทธวิธี แต่ประชาชนอาจยังไม่ชินกับการจับพระ จึงกระทบความรู้สึกของพี่น้องประชาชนบ้าง เพราะเป็นการดำเนินการกับพระ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าพระสงฆ์ก็มีทั้งพระดีและพระไม่ดี   โดยการปฏิบัติการของตำรวจก็ต้องระมัดระวังตัวเอง การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน เหมือนกรณีการจับกุมเสก โลโซ และ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เลือกปฏิบัติ แค่ประชาชนไม่ชินกับการควบคุมตัวหรือดำเนินการกับพระเท่านั้น ทั้งนี้ในคดีนี้ตนไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย     ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงกรณีชาวเน็ตแชร์ภาพที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี , พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และรวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ ถ่ายรูปร่วมกับอดีตพระพุทธอิสระ นั้น ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานมากแล้ว ช่วงที่ตนเกษียณอายุราชการ และได้ไปร่วมงานบุญ ซึ่งไม่ควรนำภาพดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับคดีที่เกิดขึ้น             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/uj2XBklY0pw

 10,155
สังคม-อาชญากรรม
21 เม.ย. 61

ส่อบานปลาย! ผบ.ตร.ไม่หวั่นม็อบพระปมทุจริตเงินทอนวัด - พศ.จ่อแจ้งความเพิ่มอีก 7 วัด

ความคืบหน้าจากกรณีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเปิดเผยถึง กรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) รับร้องทุกข์จาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) กล่าวโทษคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพฯ มีชื่อพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปนั้น   ล่าสุด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงภายหลังการประชุมมหาเถรสมมาคม(มส.)ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยการร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่และพระ เป็นการกล่าวหาตามหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อมูล โดยไม่ได้มีอคติ และการร้องทุกข์กล่าวโทษไม่ได้ทำให้ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งเจ้าหน้าที่หรือพระ เป็นผู้กระทำผิดในทันที เนื่องจากขณะนี้อยู่ในระหว่างชั้นการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัย อีกทั้งยังไม่มีความเห็นลงมา จึงยังไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก ขณะนี้ยังไม่มีผู้กระทำผิด จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล  โดย ผอ.พศ. ปฏิเสธตอบคำถามกรณีเตรียมจะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับอีก 7 วัดที่เหลือ โดยกล่าวเพียงขอบคุณสื่อมวลชนเท่านั้น และขอให้ไปสอบถามกับหน่วยงานที่ดำเนินการสอบสวนทางกฎหมายทั้ง ปปป.และ ป.ป.ช.     ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกระแสข่าวลือเรื่องม็อบพระว่า ม็อบพระก็ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว ไม่เห็นกฎหมายห้ามจับพระ ทำคดีไม่กังวล จะกังวลถ้าดำเนินคดีกับพระดี แต่พระไม่ดี ก็ไม่เห็นมีอะไร และวันนี้ก็มีการประชุมที่ มส. มีหน่วยที่เกี่ยวข้องไปจับตาดูอยู่แล้ว คดีนี้ต้องถามพระหนักใจหรือไม่ ไปทำอะไรมา ถ้าไม่ทำอะไรมาก็ไม่ต้องหนักใจ ตนไม่หนักใจเลยเพราะบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว ทาง บก.ปปป.รายงานผลการสืบสวนสอบสวนว่าพบอะไรบ้าง แต่ตนไม่บอก ก็มั่นใจ บก.ปปป.ดำเนินการในกรอบกฎหมายอยู่แล้ว โดยทำมาเยอะคดีพระชั้นผู้ใหญ่ คดีวัดพระธรรมกายตนก็ทำ ปกติไม่มีอะไร อย่าไปตื่นเต้นตกใจ อาจเป็นเรื่องใหม่ของผู้สื่อข่าวก็ได้                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/QruzlcC5JS4  

 1,731
สังคม-อาชญากรรม
07 ก.พ. 61

คดีหวย 30 ล้าน ส่อพลิกอีก หลัง ผบ.ตร. สั่งโอนย้ายคดีให้กองปราบปราม

คดีหวย 30 ล้าน อลเวงพลิกอีกแล้ว หลังจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งโอนย้ายคดีจากตำรวจภูธรภาค 7 มาให้กองปราบปรามดำเนินการแทน   รตท.จรูญ วิมูล อดีตตำรวจ พร้อมครอบครัวและทีมทนายความ มาที่กองปราบปรามอีกครั้ง เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ท. ฐิติราช หนองพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และผู้บัญชาการตำรวตกองปราบปราม ช่วยทำคดีนี้ให้กระจ่าง โดย รตท.จรูญ กล่าวว่า วันนี้ตนสบายใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะคดีนี้ที่ผ่านมาตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จากตำรวจภูธรภาค 7 เพราะยืนยันเสมอว่า เป็นคนซื้อลอตเตอรี่นี้มา และนำไปขึ้นเงิน ไม่ได้ไปเก็บของใคร มาถึงตอนนี้ตนมั่นใจ และเชื่อมั่นการทำงานของตำรวจกองปราบปราม และหากผลการพิจรณาคดีแล้วผลตัดสินออกมาเช่นไรตนก็พร้อมยอมรับ   ส่วนหลักฐานที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ออกมาระบุว่ามีคลิปเสียงและข้อความแชทไลน์ ตนไม่เคยรู้มาก่อน และให้ตำรวจตรวจสอบ    ทางด้านพล.ต.ท ฐิติราช ระบุว่า คดีนี้ เจ้าหน้าที่จะรื้อคดีเริ่มนับหนึ่งใหม่ และเรียกพยานทั้งหมดมาสอบปากคำ ส่วนจะมีใครเข้าเครื่องจับเท็จหรือไม่ก็จะพิจรณาเป็นรายบุคคล และใครมีพยานหลักฐานอะไรนำมาให้ตำรวจได้เลย ซึ่งคดีนี้ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน น่าจะจบตั้งแต่แรกแล้ว แต่ดันยืดเยื้อบานปลาย โดยคดีแบบนี้ทางคณะทำงานจัดทีมสืบสวนเบอร์หนึ่งเข้ามาดำเนินการ ตนเชื่อว่าไม่นานก็จบแล้ว   ส่วนแนวทางการสืบสวนไม่ได้ตั้งธงเรื่องไหนไว้ ทุกอย่างยึดจากพยานหลักฐานมาพิจารณา เพราะคดีนี้มีตัวแปร สามส่วน แม่ค้า คนซื้อ และคนได้ผลประโยชน์ โดยทั้งสามส่วนนี้ มีทั้งความเข้าใจผิด เข้าใจว่าตัวเองถูกหวย  หรือโรคมโนมาเกี่ยวข้อง เอาความเชื่อกับความจริงมาปนกัน ต้องแยกให้ออก อะไรข้อเท็จจริง อะไรเป็นความเชื่อ    ทางด้านนายอัจฉริยะ กล่าวว่า คดีนี้ตนไม่ได้รู้จักทั้งครูปรีชา และรตท.จรูญ แต่ที่ออกมาเพราะมีหลักฐานเด็ดที่สามารถน็อคครูปรีชาได้ และอยากบอกถึงครูปรีชาว่า หมดเวลาแล้ว   ขณะที่แม่ค้า คุณรัตนาภรณ์ หรือเจ๊บ้าบิ่น คนขายหวยให้ครูปรีชา ซึ่งเป็นพยานคนสำคัญคดีนี้ พอทราบเรื่องตร.กองปราบรื้อคดีก็ไม่หนักใจ ที่ผ่านมาก็เคยให้การกับ ตร.กองปราบไปแล้ว ถ้าจะต้องให้ปากคำอีกขอตำรวจมาสืบที่เมืองกาญ เพราะจะไม่ต้องเสียเวลาทำมาหากิน และหากตำรวจจะให้เข้าเครื่องจับเท็จก็พร้อมเสมอ   คดีหวยอลเวงนี้ ถือเป็นเรื่องที่สังคมจับตามองและสงสัยว่า หวยงวดวันที่ 1 พ.ย.2560 จริงๆ แล้วมีคนถูกรางวัลที่1 กี่คน เพราะมีกระแสข่าวว่าหวยชุดที่ถูกรางวัลนี้ อาจจะเป็นหวยที่ค้างแผง หรือขายไม่หมด เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนวรรธน์ พลวิชัย  โฆษกกองสลาก ชี้แจงว่า สลากรางวัลที่ 1 ในแต่ละงวด จะมีทั้งหมด 80 ใบ รางวัลใบละ 1 ล้านบาท งวดวันที่ 1 พ.ย.ที่มีปัญหากันนี้ ไม่มีสลากค้างแผงหลงเหลือ มีผู้มาขึ้นรางวัลทั้งหมดแล้ว ซึ่งหนึ่งผู้ที่ขึ้นรางวัลก็คือ รตท.จรูญ   โดยตามหลักกฎหมายทางกองสลากจะให้รางวัลกับผู้ครอบครองสลาก โดยไม่ได้สนใจว่าสลากนั้นจะหล่นหายมา หรือมีที่มาเช่นไร เพราะพิจรณาในส่วนของกองสลากเป็นของแท้  ผู้รับรางวัลมีหลักฐานยืนยันตัวตนชัดเจน และทางตำรวจ หรือศาล ไม่ได้มีคำระงับเงินรางวัล หรือขออายัดไว้ ทางกองสลากก็มอบรางวัลให้ รตท.จรูญ เพราะถือว่าเป็นผู้ครองครองโดยชอบธรรม ส่วนสลากใบนี้จะมายังไง ตร.ก็ไปพิสูจน์   ส่วนเรื่องต้นขั้วของสลาก ยืนยันว่า แม่ค้าปลีกไม่ได้มีต้นขั้วสลากแน่อน เพราะคนที่มีต้นขั้วคือคนที่รับโควต้าจำหน่ายจากกองสลากโดยตรง แต่กรณีนี้แม่ค้าไปรับมาจากยี่ปั๊วอีกที เป็นไปไม่ได้ที่จะมีต้นขั้ว นอกจากแม่ค้า เขียนบันทึกสลากที่ขายไปว่าเลขอะไร ซึ่งจากข้อมูลที่พบแม่ค้าส่วนใหญ่ไม่ทำบันทึกไว้   ทางด้านนายปรเมศ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักคดีอาญา กล่าวว่าคดีนี้มีหลายอย่างที่แปลก การครอบครองลอตเตอรี่ของ รตท.จรูญ ชัดเจนว่าเป็นผู้ครอบครอง แต่ครูปรีชา ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าหวยชุดนี้ครอบครองได้มาอย่างไร แต่วันนี้ครูปรีชาจะพูดเสมอว่า ซื้อมาแล้วทำหาย ฉะนั้นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าซื้อมาจริง ทำหายจริง ถ้ามีพยานเห็น พยานนั้นมาจากไหน ก็ต้องชัดเจน    ส่วนพยานที่บอกว่ามีมากกว่า 40 ปากนั้นไม่ใช่สาระสำคัญในการพิจารณาคดี พยานเหล่านี้เวลาขึ้นศาลศาลจะพิจรณาว่า ใครเห็นกับตา ใครได้ยินกับหู ไม่ใช่เพราะคำเล่า กล่าวอ้าง แล้วการที่พยานยิ่งเยอะไม่ใช่เรื่องดี เพราะเวลาทนายฝั่งนั้นเขาซักแล้วเสียงแตกจะเละเทะกัน แล้วจะถูกแจ้งข้อหาตามมาได้ ส่วนพยานนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานที่มาสนับสนุนตัวพยานบุคคล   สำหรับคดีหวยอลเวงในลักษณะนี้ เคยขึ้นสู่กระบวนการศาลมาแล้วเมื่อช่วงปี 47 เป็นคดีที่พ่อค้าขายหวยกับลูกค้า ซึ่งต่างฝ่ายระบุว่าหวยเป็นของตัวเอง โดยลูกค้าบอกซื้อหวยจากแผง แต่ไม่ได้รับหวย ด้านพ่อค้าบอกไม่ได้ขายหวยให้ หวยอยู่ที่แผง   ต่างฝ่ายต่างนำพยานหลักฐานมาสู้กัน สุดท้ายจบที่ศาลอุธรณ์ ศาลพิจรณาให้คนที่ครอบครองหวย คือเจ้าของโดยชอบธรรม ใช้เวลาในการพิจรณาคดีนี้รวมแล้ว 6 ปี ส่วนคดีครูปรีชาและรตท.จรูญ จะเป็นเช่นคดีนี้หรือไม่ตนเชื่อว่าอีกไม่นานตร.คงมีคำตอบแล้ว      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7xgohXJcJ8g    

 46,179
สังคม-อาชญากรรม
29 ม.ค. 61

ผบ.ตร.ชี้กรณีนักร้องสาวโวยตร.อยุธยา ยันตั้งด่านตามยุทธวิธีแม้มีอุบัติเหตุ ขอความเห็นใจตั้งด่านกันอาชญากรรม

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยืนยัน ตำรวจทางหลวงอยุธยาตั้งด่านตรวจตามยุทธวิธีแม้จะเกิดอุบัติเหตุ พร้อมขอความเห็นใจการทำงานของตำรวจในการตั้งด่านตรวจป้องกันอาชญากรรม     พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทางหลวงพระนครศรีอยุธยาในการตั้งด่านตรวจบริเวณถนน 347 ช่วงกิโลเมตรที่ 25 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นไปตามยุทธวิธี แม้จะเกิดอุบัติเหตุจนทำให้มีผู้เสียหายและมีการเผยแพร่ข้อความพร้อมคลิปวีดิโอผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ยอมรับว่าต้องมีการปรับปรุงยุทธวิธีเพื่อลดการเกิดอุบติเหตุบนท้องถนน ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้เข้าข้างผู้ใต้บังคับบัญชา และเห็นว่ากรณีนี้ผู้บังคับการตำรวจทางหลวงได้มีคำสั่งให้ตำรวจทางหลวงพระนครศรีอยุธยา 2 นาย ไปช่วยราชการ พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขณะที่ส่วนตัวยังยืนยันด้วยว่าการตั้งด่านลอยของตำรวจลดน้อยลง และที่ผ่านมาหากพบข้อร้องเรียนก็มีการดำเนินการเอาผิดทางวินัยไปแล้วหลายนาย   ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนช่วยกันตรวจสอบดูแลการปฏิบัติงานของตำรวจ แต่ก็ความเห็นใจเพราะการตั้งด่านตรวจเป็นหน้าที่ในการป้องกันอาชญากรรม จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของตำรวจด้วย

 35,782
สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 61

สิ้นข้อสงสัย! ผบ.ตร.ยันเอง 'ณิชา' เป็น 'แพะ' ไม่ใช่ 'แกะ' ไม่มีเอี่ยวแก๊งโรแมนซ์สแกม

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวกรณี น.ส.ณิชา ถูกนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดบัญชีเพื่อฉ้อโกง โดยระบุว่า แก๊งโรแมนซ์สแกมมีพฤติการณ์คล้ายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่จะหลอกลวงประชาชน ส่วนกรณีของณิชาเหตุเกิดครั้งแรกที่ สภ.บ้านตาก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์   อีกด้านหนึ่ง สำหรับคดีที่ น.ส.ณิชา มีการแจ้งความว่าบัตรประชาชนหายที่ สน.ห้วยขวางนั้น ก็ถือว่า น.ส.ณิชาเป็นผู้เสียหาย พร้อมทั้งขอร้องไม่ให้มีการสื่อสารในลักษณะชี้นำจนสังคมอาจสับสน   ด้านพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวระบุว่า ผู้ที่นำบัตรประชาชนของน.ส.ณิชาไปเปิดบัญชีถึง 10 บัญชีประกอบด้วย น.ส.ปวีณา, น.ส.เจรติ และ น.ส.พรหมพร ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง และน.ส.ณิชาตกเป็นเหยื่อในกรณีนี้ ส่วนเรื่องบัตรประชาชนของน.ส.ณิชาที่มีการทำใหม่หลายครั้งพบว่า น.ส.ณิชาทำบัตรประชาชนเพียงสองครั้ง ไม่ได้ทำถึงสี่ครั้งอย่างที่มีข่าว โดยการทำบัตรครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ น.ส.ณิชามีอายุ 15 ปีและใช้จนหมดอายุ ส่วนบัตรใบที่สองเป็นบัตรที่ทำหายที่ร้านสะดวกซื้อและมีการแจ้งหายไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่นายไซม่อนได้ให้น.ส.ปวีณาหาบัตรประชาชนมาใช้เปิดบัญชีแอบอ้าง ซึ่งก็ได้บัตรของน.ส.ณิชาจากร้านสะดวกซื้อที่พนักงานร้านไม่ได้ตรวจสอบให้ดีจนนำไปเปิดบัญชีได้สำเร็จ ทางตำรวจได้สอบสวนพนักงานร้านสะดวกซื้อไว้แล้ว ส่วนประเด็นอื่นๆ ผบ.ตร.ได้สั่งขยายผลและยังไม่พบการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องในคดี   เมื่อถามว่าตำรวจสิ้นสงสัยในตัว น.ส.ณิชาแล้วหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์เป็นผู้ตอบว่าเรื่องราวกระจ่างขึ้น ยังไม่พบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงมายัง น.ส.ณิชาและครอบครัว และจริงๆ แล้วเรื่องที่สภ.บ้านตากก็เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินที่ขบวนการโรแมนซ์สแกมนำบัตรของน.ส.ณิชาไปเปิดบัญชี และหลอกลวงให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของ น.ส.ณิชากับพวกสามแสนบาท ซึ่งคดีที่ สภ.บ้านตากนี้ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องก็อยู่ที่พยานหลักฐาน   ส่วนเรื่องเงินในบัญชีของ น.ส.ณิชาที่มีข่าวว่ามีถึง 6 ล้านบาท แท้จริงๆ แล้วเป็นเงินหมุนเวียน ไม่ใช่เงินก้อน และมีการหมุนเวียนมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเฉลี่ยแล้วมีการหมุนเวียนเดือนละราว 3 แสนบาท เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำความผิดและไม่ได้เชื่อมโยงกับแก๊งโรแมนซ์สแกมหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร.ก็ได้สั่งให้ขยายผลในเรื่องนี้เพิ่มเติม หากพบการกระทำความผิดทางอาญาก็สามารถดำเนินคดีได้   ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า น.ส.ปวีณา หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเปิดบัญชีแอบอ้างในชื่อ น.ส.ณิชา ได้เปิดบัญชีและมีการโอนเงินเข้าบัญชี น.ส.ณิชาตัวจริงนั้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ระบุว่า น.ส.ปวีณาได้เปิดบัญชีจำนวน 5 บัญชี และคาดว่าจะได้ค่าจ้างบัญชีจากนายไซม่อน บัญชีละ 2,000 บาท แต่เนื่องจากนายไซม่อนไม่ได้ให้เงินจริงตามสัญญา น.ส.ปวีณาจึงหักเงินออกจากเงินของนายไซม่อนเอง และด้วยความกลัวว่านายไซม่อนจะทราบ จึงรีบโอนเงินที่หักไว้เข้าอีกบัญชีหนึ่ง แต่พลาดไปเข้าบัญชีน.ส.ณิชาตัวจริง   และเนื่องจาก น.ส.ปวีณาได้ไปสมัครใช้บริการ Mobile Application ในชื่อ น.ส.ณิชาไว้ด้วย ทำให้เกิดการปนกันระหว่างบัญชีแอบอ้างและบัญชีจริง และเมื่อน.ส.ปวีณารู้ตัวว่าโอนผิดเข้าบัญชีน.ส.ณิชาตัวจริง จึงขอรหัสผ่านจากธนาคารเพื่อโอนเงินออกโดยบริการโอนเงินไม่ใช้บัตร และใช้การโอนแบบไม่ใช้บัตรโอนเงินทั้งหมดออกจากบัญชี น.ส.ณิชาทันที สรุปว่าเป็นการโกงกันเองระหว่าง น.ส.ปวีณาและนายไซม่อน ซึ่ง น.ส.ณิชาไม่ทราบเรื่องการโอนเข้าออกนี้เพราะไม่ได้สมัครบริการ SMS แจ้งเตือนเงินเข้าออกบัญชีไว้ ถือว่าไม่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้จึงไม่ถูกดำเนินคดี   ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็ระบุเพิ่มเติมว่าอาจเป็นความบกพร่องของระบบ หรือของธนาคาร ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำตามขั้นตอนทางกฎหมายมาโดยตลอดทั้งในพื้นที่ สภ.บ้านตาก และในพื้นที่นครบาล ส่วนธนาคารจะต้องรับผิดชอบหรือไม่เป็นเรื่องที่ น.ส.ณิชาต้องไปคุยกับธนาคาร ส่วนขั้นตอนต่อไปก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย น.ส.ณิชายังเป็นผู้ต้องหาที่ สภ.บ้านตาก และเป็นผู้เสียหายในกรณีถูกนำบัตรไปสวมรอย ผู้ถูกกล่าวหาที่ยังหลบหนีอยู่ก็ต้องตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป   ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน น.ส.ณิชาได้ไปทำธุรกรรมการเงินเพื่อจะขอเปิดใช้ Internet Banking และมีการขอรหัสความปลอดภัยเนื่องจาก น.ส.ณิชาโอนเงินไม่ได้ และต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน น.ส.ณิชาก็ได้มีการโอนเงินจากบัญชีที่ถูกแอบอ้างไปให้กับเพื่อนนั้น ตำรวจได้สืบสวนขยายผลแล้ว น.ส.ณิชาระบุว่าไม่ทราบว่าเป็นบัญชีแอบอ้าง เพราะเมื่อเปิดแอปฯ เพื่อจะโอนเงินขึ้นมาก็ปรากฎหน้าบัญชีแอบอ้างขึ้นมาก่อนเพราะมีเลขที่บัญชีเรียงขึ้นก่อนตามลำดับ แต่ไม่ได้สังเกตว่ามีอีกหน้าหนึ่งซึ่งเป็นของบัญชีจริงของตน จึงกดโอนเงินไปให้เพื่อน   และกรณีที่มีข่าวว่า 1 ใน 4 เบอร์โทรศัพท์ที่กลุ่มคนร้ายใช้ผูกไว้กับบัญชีแอบอ้างของน.ส.ณิชา กลายเป็นเบอร์ของน้องชาย น.ส.ณิชาเองนั้น ทางตำรวจระบุว่าเป็นความเข้าใจผิดของ น.ส.ณิชา ซึ่งไม่ได้สื่อสารกับน้องชาย เพราะเบอร์มือถือดังกล่าวเป็นเบอร์ที่ น.ส.ณิชาเคยใช้สมัยมัธยม แล้วก็เลิกใช้ไป น้องชายซึ่งยังเด็กมากจึงนำซิมดังกล่าวมาเติมเงินแล้วนำมาใช้ต่อ ซึ่งประเด็นนี้มีพยานหลักฐานชัดเจน และน.ส.ณิชาเข้าใจแล้วว่าให้ข้อมูลผิด   นอกจากนี้ ทีมสอบสวนยังเผยว่าเมื่อ น.ส.ณิชารับทราบว่ามีการเปิดบัญชีแอบอ้าง จึงได้โทรศัพท์ไปขออายัดและปิดบัญชี เมื่อคนร้ายทราบว่าถูกอายัดบัญชีก็มีความเดือดร้อน จึงได้โทรศัพท์ไปหาณิชาโดยแสร้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อถามว่าเป็นผู้อายัดและปิดบัญชีจริงหรือไม่ด้วย   และหลังการแถลงข่าว น.ส.ณิชา เกียรติไพบูลย์ พร้อมพี่สาวได้นำดอกไม้มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่าขอโทษกับการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดบางส่วนของน.ส.ณิชา และขอบคุณตำรวจที่ดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว พร้อมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระบุว่าดีใจที่คดีคลี่คลาย ตนเชื่อว่าความจริงจะต้องปรากฎและได้รับความเป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นบทเรียนใหญ่มากสำหรับชีวิต ขอให้เป็นกรณีตัวอย่างกับสังคมว่าถ้าเกิดเหตุแล้วควรปฏิบัติตนอย่างไร ซึ่งตนอยากให้ผู้ที่เคยทำบัตรประชาชนหายไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ได้รับกำลังใจจากครอบครัวที่เข้าใจตนมาตลอด นอกจากนี้ยังระบุว่าตั้งแต่เกิดเรื่องชีวิตของตนก็เปลี่ยนไป ซึ่งตนต้องการชีวิตปกติของตนกลับคืนมา ขอขอบคุณทุกความช่วยเหลือด้วย   ด้าน ตร.สภ.บ้านตาก จ.ตาก ระบุว่า จะสั่งขอยกเลิกคำร้องผัดฟ้องและฝากขัง พร้อมยืนคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัว น.ส.ณิชา ทันที เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุฉ้อโกงผู้เสียหาย แต่ในกระบวนของศาล น.ส.ณิชา ยังคงต้องเดินทางมารายงานตัวยังศาลจังหวัดตาก ในวันที่ 18 ม.ค. ตามหมายนัดเดิม เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขอคืนเงินประกันตัว จำนวน 80,000 บาท รวมทั้งพิจารณาการเยียวยาให้ น.ส.ณิชา ที่ถูกการควบคุมในเรือนจำ 3 วัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jWedERs_HL0    

 43,608
สังคม-อาชญากรรม
17 ม.ค. 61

ผบ.ตร.แถลง 'ณิชา' ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำบัตรปชช.แค่สองครั้ง-คนร้ายโอนเข้าบัญชีจริงณิชาเพราะโอนผิด

เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. วันนี้ (17 มกราคม 2561) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการเปิดแถลงข่าวกรณี น.ส.ณิชา ถูกนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดบัญชีเพื่อฉ้อโกง   โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แก๊งโรแมนซ์สแกมมีพฤติการณ์คล้ายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่จะหลอกลวงประชาชน ส่วนกรณีของณิชาเหตุเกิดครั้งแรกที่ สภ.บ้านตาก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์    อีกด้านหนึ่ง สำหรับคดีที่น.ส.ณิชามีการแจ้งความว่าบัตรประชาชนหายที่ สน.ห้วยขวางนั้น ก็ถือว่าน.ส.ณิชาเป็นผู้เสียหาย พร้อมทั้งขอร้องไม่ให้มีการสื่อสารในลักษณะชี้นำจนสังคมอาจสับสน   ด้านพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวระบุว่า ผู้ที่นำบัตรประชาชนของน.ส.ณิชาไปเปิดบัญชีถึง 10 บัญชีประกอบด้วย น.ส.ปวีณา, น.ส.เจรติ และ น.ส.พรหมพร ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง และน.ส.ณิชาตกเป็นเหยื่อในกรณีนี้ ส่วนเรื่องบัตรประชาชนของน.ส.ณิชาที่มีการทำใหม่หลายครั้งพบว่า น.ส.ณิชาทำบัตรประชาชนเพียงสองครั้ง ไม่ได้ทำถึงสี่ครั้งอย่างที่มีข่าว โดยการทำบัตรครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ น.ส.ณิชามีอายุ 15 ปีและใช้จนหมดอายุ ส่วนบัตรใบที่สองเป็นบัตรที่ทำหายที่ร้านสะดวกซื้อและมีการแจ้งหายไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่นายไซม่อนได้ให้น.ส.ปวีณาหาบัตรประชาชนมาใช้เปิดบัญชีแอบอ้าง ซึ่งก็ได้บัตรของน.ส.ณิชาจากร้านสะดวกซื้อที่พนักงานร้านไม่ได้ตรวจสอบให้ดีจนนำไปเปิดบัญชีได้สำเร็จ ทางตำรวจได้สอบสวนพนักงานร้านสะดวกซื้อไว้แล้ว ส่วนประเด็นอื่นๆ ผบ.ตร.ได้สั่งขยายผลและยังไม่พบการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องในคดี   เมื่อถามว่าตำรวจสิ้นสงสัยในตัว น.ส.ณิชาแล้วหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์เป็นผู้ตอบว่าเรื่องราวกระจ่างขึ้น ยังไม่พบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงมายัง น.ส.ณิชาและครอบครัว และจริงๆ แล้วเรื่องที่สภ.บ้านตากก็เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินที่ขบวนการโรแมนซ์สแกมนำบัตรของน.ส.ณิชาไปเปิดบัญชี และหลอกลวงให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของ น.ส.ณิชากับพวกสามแสนบาท ซึ่งคดีที่ สภ.บ้านตากนี้ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องก็อยู่ที่พยานหลักฐาน    ส่วนเรื่องเงินในบัญชีของ น.ส.ณิชาที่มีข่าวว่ามีถึง 6 ล้านบาท พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ระบุว่าจริงๆ แล้วเป็นเงินหมุนเวียน ไม่ใช่เงินก้อน และมีการหมุนเวียนมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเฉลี่ยแล้วมีการหมุนเวียนเดือนละราว 3 แสนบาท เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำความผิดและไม่ได้เชื่อมโยงกับแก๊งโรแมนซ์สแกมหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร.ก็ได้สั่งให้ขยายผลในเรื่องนี้เพิ่มเติม หากพบการกระทำความผิดทางอาญาก็สามารถดำเนินคดีได้   ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า น.ส.ปวีณา หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเปิดบัญชีแอบอ้างในชื่อ น.ส.ณิชา ได้เปิดบัญชีและมีการโอนเงินเข้าบัญชี น.ส.ณิชาตัวจริงนั้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ระบุว่า น.ส.ปวีณาได้เปิดบัญชีจำนวน 5 บัญชี และคาดว่าจะได้ค่าจ้างบัญชีจากนายไซม่อน บัญชีละ 2,000 บาท แต่เนื่องจากนายไซม่อนไม่ได้ให้เงินจริงตามสัญญา น.ส.ปวีณาจึงหักเงินออกจากเงินของนายไซม่อนเอง และด้วยความกลัวว่านายไซม่อนจะทราบ จึงรีบโอนเงินที่หักไว้เข้าอีกบัญชีหนึ่ง แต่พลาดไปเข้าบัญชีน.ส.ณิชาตัวจริง  และเนื่องจาก น.ส.ปวีณาได้ไปสมัครใช้บริการ Mobile Application ในชื่อ น.ส.ณิชาไว้ด้วย ทำให้เกิดการปนกันระหว่างบัญชีแอบอ้างและบัญชีจริง และเมื่อน.ส.ปวีณารู้ตัวว่าโอนผิดเข้าบัญชีน.ส.ณิชาตัวจริง จึงขอรหัสผ่านจากธนาคารเพื่อโอนเงินออกโดยบริการโอนเงินไม่ใช้บัตร และใช้การโอนแบบไม่ใช้บัตรโอนเงินทั้งหมดออกจากบัญชี น.ส.ณิชาทันที สรุปว่าเป็นการโกงกันเองระหว่าง น.ส.ปวีณาและนายไซม่อน ซึ่ง น.ส.ณิชาไม่ทราบเรื่องการโอนเข้าออกนี้เพราะไม่ได้สมัครบริการ SMS แจ้งเตือนเงินเข้าออกบัญชีไว้ ถือว่าไม่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้จึงไม่ถูกดำเนินคดี    ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็ระบุเพิ่มเติมว่าอาจเป็นความบกพร่องของระบบ หรือของธนาคาร ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำตามขั้นตอนทางกฎหมายมาโดยตลอดทั้งในพื้นที่ สภ.บ้านตาก และในพื้นที่นครบาล ส่วนธนาคารจะต้องรับผิดชอบหรือไม่เป็นเรื่องที่ น.ส.ณิชาต้องไปคุยกับธนาคาร ส่วนขั้นตอนต่อไปก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย น.ส.ณิชายังเป็นผู้ต้องหาที่ สภ.บ้านตาก และเป็นผู้เสียหายในกรณีถูกนำบัตรไปสวมรอย ผู้ถูกกล่าวหาที่ยังหลบหนีอยู่ก็ต้องตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป   ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน น.ส.ณิชาได้ไปทำธุรกรรมการเงินเพื่อจะขอเปิดใช้ Internet Banking และมีการขอรหัสความปลอดภัยเนื่องจาก น.ส.ณิชาโอนเงินไม่ได้ และต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน น.ส.ณิชาก็ได้มีการโอนเงินจากบัญชีที่ถูกแอบอ้างไปให้กับเพื่อนนั้น ตำรวจได้สืบสวนขยายผลแล้ว น.ส.ณิชาระบุว่าไม่ทราบว่าเป็นบัญชีแอบอ้าง เพราะเมื่อเปิดแอปฯ เพื่อจะโอนเงินขึ้นมาก็ปรากฎหน้าบัญชีแอบอ้างขึ้นมาก่อนเพราะมีเลขที่บัญชีเรียงขึ้นก่อนตามลำดับ แต่ไม่ได้สังเกตว่ามีอีกหน้าหนึ่งซึ่งเป็นของบัญชีจริงของตน จึงกดโอนเงินไปให้เพื่อน   และกรณีที่มีข่าวว่า 1 ใน 4 เบอร์โทรศัพท์ที่กลุ่มคนร้ายใช้ผูกไว้กับบัญชีแอบอ้างของน.ส.ณิชา กลายเป็นเบอร์ของน้องชาย น.ส.ณิชาเองนั้น ทางตำรวจระบุว่าเป็นความเข้าใจผิดของ น.ส.ณิชา ซึ่งไม่ได้สื่อสารกับน้องชาย เพราะเบอร์มือถือดังกล่าวเป็นเบอร์ที่ น.ส.ณิชาเคยใช้สมัยมัธยม แล้วก็เลิกใช้ไป น้องชายซึ่งยังเด็กมากจึงนำซิมดังกล่าวมาเติมเงินแล้วนำมาใช้ต่อ ซึ่งประเด็นนี้มีพยานหลักฐานชัดเจน และน.ส.ณิชาเข้าใจแล้วว่าให้ข้อมูลผิด   นอกจากนี้ ทีมสอบสวนยังเผยว่าเมื่อ น.ส.ณิชารับทราบว่ามีการเปิดบัญชีแอบอ้าง จึงได้โทรศัพท์ไปขออายัดและปิดบัญชี เมื่อคนร้ายทราบว่าถูกอายัดบัญชีก็มีความเดือดร้อน จึงได้โทรศัพท์ไปหาณิชาโดยแสร้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อถามว่าเป็นผู้อายัดและปิดบัญชีจริงหรือไม่ด้วย   และหลังการแถลงข่าว น.ส.ณิชา เกียรติไพบูลย์ พร้อมพี่สาวได้นำดอกไม้มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่าขอโทษกับการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดบางส่วนของน.ส.ณิชา และขอบคุณตำรวจที่ดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว พร้อมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระบุว่าดีใจที่คดีคลี่คลาย ตนเชื่อว่าความจริงจะต้องปรากฎและได้รับความเป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นบทเรียนใหญ่มากสำหรับชีวิต ขอให้เป็นกรณีตัวอย่างกับสังคมว่าถ้าเกิดเหตุแล้วควรปฏิบัติตนอย่างไร ซึ่งตนอยากให้ผู้ที่เคยทำบัตรประชาชนหายไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ได้รับกำลังใจจากครอบครัวที่เข้าใจตนมาตลอด นอกจากนี้ยังระบุว่าตั้งแต่เกิดเรื่องชีวิตของตนก็เปลี่ยนไป ซึ่งตนต้องการชีวิตปกติของตนกลับคืนมา ขอขอบคุณทุกความช่วยเหลือด้วย  

 11,198
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 61

คดีพลิก! ทหารเกณฑ์รับแล้ว เป็นคนยิงหนุ่มดับคาด่านแม่สรวย หลังญาติบุก สตช. ร้อง 'ศรีวราห์'

ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ พาญาตินายศรชัย สถิตย์รักษ์ดำรง อายุ 35 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะขับรถผ่านด่านที่จังหวัดเชียงราย เข้าร้องเรียน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ขอให้เร่งรัดคดี และโอนคดีมายังส่วนกลาง เหตุไม่ปักใจเชื่อมีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว ด้าน รอง ผบ.ตร.สั่งเร่งตรวจเปรียบเทียบหัวกระสุนกับอาวุธปืนต้องสงสัยที่ยึดมาจากเจ้าหน้าที่ พร้อมให้สอบสวนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเพิ่ม   ล่าสุดทหารเกณฑ์นายหนึ่ง ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านตรวจในวันเวลาที่เกิดเหตุ รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ใส่รถ ขณะที่นายศรชัย ขับรถผ่านด่าน โดยด่านตรวจดังกล่าวในวันเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ประจำด่าน 14 คน เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และมีทหาร 2 นาย เป็นทหารยศนายสิบ และทหารเกณฑ์ 1 นาย ซึ่งเจ้าตัวได้มอบตัวกับแม่ทัพภาค3แล้ว โดยทางผู้บังคับบัญชาเตรียมนำเข้ามอบตัวกับตำรวจ ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค5 จ.เชียงใหม่ ในวันที่ศุกร์ ที่12 ม.ค.นี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vn8fIKwQw0A    

 88,503
สังคม-อาชญากรรม
08 ม.ค. 61

ผบ.ตร.เปิดสนามยิงปืนวังกานนท์โฉมใหม่ โชว์ยิงเข้าเป้าแม่นเป๊ะทุกนัด

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นประธานเปิดสนามยิงปืนวังกานนท์โฉมใหม่ หลังจากที่ไม่ได้มีการพัฒนามานานกว่า 29 ปี โดยงบประมาณจำนวนกว่า 20 ล้านบาท ภายในคอมมานโดกองปราบปราม โชคชัยสี่ พร้อมโชว์ลีลายิงปืนสุดแม่น เข้าทุกนัด โชว์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เข้าร่วมพิธีเปิด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2dUXFaMpHZ8

 38,399
สังคม-อาชญากรรม
07 ม.ค. 61

ผบ.ตร.แถลงจับแก๊งค้ายาบ้า ยึดของกลางล็อตใหญ่เกือบ5ล้านเม็ด

พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวจับกุม นายเกรียงศักดิ์ วงษ์สุวรรณ หรือ "ใหม่ ดอนซ่าส์" และ นายวิเชียร เนตรทอง หรือเจ พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 4,950,000 เม็ด ยึดรถยนต์เก๋ง 1 คัน รถยนต์กระบะห้องเย็น 1 คัน และรถจยย.1 คัน   สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ได้ของกลางกว่า 4 ล้านเม็ดที่กรุงเทพมหานคร และได้ขยายผลทราบว่ามีผู้ร่วมขบวนการค้ายาคือแก๊งของ นายเกรียงศักดิ์ ซึ่งเป็นชาว อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี มีนายเจเป็นหัวหน้าแก๊ง ได้มาเช่าตึกแถวในเขต อ.อู่ทอง เป็นที่พักยาเสพติดเพื่อรอส่งต่อลูกค้า โดยยาเสพติดทั้งหมดที่จับได้ลำเลียงมาจากทางภาคเหนือ                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/wCfREY-drwA

 9,193
สังคม-อาชญากรรม
19 ธ.ค. 60

เปิด 10 ฉายานายตำรวจประจำปี 2560 'จักรทิพย์' เก้าอี้เหนียวแน่นคว้า 'ผบ.ตร.สายแข็ง'

สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทยเผยฉายาตำรวจประจำปี 2560 ตั้งฉายา 10 บิ๊กตำรวจ ประกอบด้วย   1.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) ฉายา ผบ.ตร สายแข็ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาได้มีข่าวลือออกมาเป็นระยะว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา จะถูกปลดจาก ผบ.ตร.รวมทั้งล่าสุดก็มีกระแสข่าวว่า "พล.ต.อ.จักรทิพย์" จะถูกบังคับให้ "ลาออก" เพื่อไปรับตำแหน่ง "รัฐมนตรี" ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ประยุทธ์ 5” ดังกระหึ่มสั่นสะท้าน "กรมปทุมวัน" แต่สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาดับกระแสข่าวดังกล่าว โดยให้เหตุผลพล.ต.อ.จักรทิพย์ ทำงานดีอยู่แล้วจะไปปรับทำไม อีกทั้งที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆผบ.ตร.จะลงไปกำกับดูแลคดีด้วยตนเอง เช่นคดีฆ่ายกครัว 8 ศพ ที่จังหวัดกระบี่ นอกจากนี้ยังนำเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมทั้งการจัดระเบียบไม่ให้ข้าราชการตำรวจออกนอกลู่นอกทาง ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนสายอาชญากรรมจึงให้ฉายาว่า “ผบ.สายแข็ง”   2.พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ โฆษก ตร.ที่ได้รับฉายาว่า “มือปราบพระกาฬ” พล.ต.อ.วิระชัย เป็นนายตำรวจที่สื่อมวลชนมองว่าเป็นตำรวจน้ำดี มือสะอาด ที่ผ่านมาได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ลงไปลุยปราบปรามคดีสำคัญๆมาอย่างมากมายส่วนใหญ่เป็นปัญหาระดับประเทศ เช่น คดียูฟัน ซึ่งมีผู้เสียหายกว่า 2,000 ราย ผู้ต้องหาโดนจำคุกกว่า 12,255 ปี ซึ่งถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังลงไปจับกุมนายทุนเงินกู้ยึดบ้านและที่ดิน ทรัพย์สิน คืนให้กับลูกหนี้ คดีแก๊งโคลัมเบีย คดีหมอยอร์น ครูจอมทรัพย์ ล่าสุดได้ลงไปทวงคืนพื้นที่วนอุทยานบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ซึ่งถูกนายทุนบุกรุกพื้นของโรงพัก งานนี้หลายฝ่ายจับตามองดูอยู่ว่าจะสำเร็จหรือไม่   3.พล.ต.ท.สมหมาย กองวิศัยสุข ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส) ฉายา “มือปราบหมื่นล้าน” เจ้าของวลีเด็ด “ผมจะทำให้มันจนยิ่งกว่าขอทาน” เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการกวาดล้างจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะคดีของ “นายไซซะนะ” พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ ชาวสปป.ลาว ซึ่งปรากฏมีชื่อ “เบนซ์ เรซซิ่ง” สามีดาราสาวเข้ามาเกี่ยวข้องในการฟอกเงินให้กับขบวนการดังกล่าว นอกจากนี้ยังทำการขยายผลในทางลับทำให้ล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญๆ ที่เป็นเจ้าของบัญชีรับโอนเงินจากเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในประเทศไทย ก่อนโอนไปยังโรงงานผลิตยาในประเทศเมียนมา โดยพบมีพฤติการณ์รับโอนเงินให้กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดมากว่า 10 ปี มีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารต่อปีมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท จึงได้รีบ ฉายา “มือปราบหมื่นล้าน”   4.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น) ฉายา “น.1 ไม่บึ่งแล้ว” เนื่องจากก่อนหน้านี้ในยุดที่ พล.ต.ท.ศานิต มหถาวร เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น) เวลาเกิดเหตุการณ์หรือเกิดคดีสำคัญๆไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือคดีใหญ่ จะเช้าตรู่หรือค่ำมืดขนาดไหนผู้สื่อข่าวจะเห็นอดีต (ผบช.น) เดินทางไปยังที่เกิดเหตุหรือสน.ต่างแทบจะทุกคดี ทำให้ประชาชนอุ่นใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับปัจจุบันที่เวลาเกิดเหตุไม่เคยเห็น (ผบช.น) ตามสถานที่เกิดเหตุเลย นอกจากการแถลงข่าวที่ (บช.น) เท่านั้นจึงเป็นที่มาของ ฉายา “น.1 ไม่บึ่งแล้ว”   5.พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ฉายา “ฉลามตาฟาง” เนื่องจากว่าพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ติดชายทะเล และตลอดระยะเวลาที่ พล.ต.ท.จิตติ มาดำรงตำแหน่ง ณ พื้นที่แห่งนี้ มีชาวบ้านร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องอบายมุขหรือสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ก็ดูเหมือนมักจะไม่ได้รับการแก้ไขหรือขจัดปัดเป่าให้ดีขึ้น แถมยังปล่อยให้ปัญหาอาชญากรรมผุดขึ้นอย่างมากมาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของ ฉายา “ฉลามตาฟาง”   6.พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ฉายา “นายพลศูนย์เหรียญ” เนื่องจากว่าที่ผ่านมา ได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนร่วมกันทลายและบุกเข้าตรวจค้น บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว จนมีการอายัดรถบัสนำเที่ยว 2,086 คัน และอายัดบัญชีเงินสดกว่า 90 บัญชี มูลค่ากว่า 13,000 ล้าน เพื่อดำเนินตรวจสอบเอาผิดกับผู้ที่เป็นเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่สุดท้ายศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องผู้ต้องหาเท่ากับว่าที่ทำมานั้นสูญเปล่าจึงเป็นที่มาของ ฉายา “นายพลศูนย์เหรียญ”   7.พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) ฉายา “มือพิฆาตมารศาสนา” เนื่องจากว่าที่ผ่านมาท่านเดินหน้าตรวจสอบการทุจริต“เงินทอนวัด”โดยเปิดปฏิบัติการ บุกค้นบ้าน นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา หลังพบเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องการทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งพบทรัพย์สินที่คาดว่าจะได้มาจากการทุจริตหลายรายการ และจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงดำเนินการสืบสวนเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการดังกล่าวอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของ ฉายา “มือพิฆาตมารศาสนา”   8.พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล ฉายา “แมนไทยลีก” เนื่องจากว่าที่ผ่านมาท่านผู้การมีชื่อเล่นว่า แมน และได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตามสืบสวนคดี “ล้มบอลไทยพรีเมียร์ลีก” อย่างลับๆ จนสามารถหาข้อมูลและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการล้มบอลเพื่อผลประโยชน์ จนกระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในคดีได้เป็นจำนวนมากทั้งนักบอล กรรมการตัดสิน รวมทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และขณะนี้ก็ยังคงดำเนินการสืบสวนหาผู้บงการที่เกี่ยวข้องอีกแบบถอนรากถอนโคนจึงเป็นที่มาของ ฉายา “แมนไทยลีก”   9.พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล ฉายา “นักสืบโลกลืม” เนื่องจากว่าเป็นนายตำรวจที่อยู่เบื้องหลังการปิดคดีสำคัญหลายๆที่เกิดขึ้นในนครบาล ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือคดีใหญ่ จะต้องเห็นนายตำรวจท่านนี้ไปนั่งเฝ้าหาข้อมูลเพื่อคลี่คลายคดีจนกระทั่งจับคนร้ายได้จึงถอนกำลังกลับที่ตั้ง แต่กลับกันการแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาจะเห็นแต่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาแถลงข่าวส่วนพ.ต.อ.นพศิลป์ ไม่เห็นแม้แต่เงา เรียกได้ว่าท่านเป็นผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังจนสำเร็จแทบทุกคดี จึงเป็นที่มาของ ฉายา “นักสืบโลกลืม”   10.พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.5 บก.ป.) ฉายา “เอ็ม5บ้าพลัง” จากเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาคดีโจรกรรมรถยนต์ กระโดดหนีจากห้องสอบสวนกองปราบปราม ซึ่งในขณะนั้นพ.ต.อ.ภูมินทร์ ได้ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ จึงได้วิ่งไล่ตามคนร้ายจนกระทั่งจับกุมตัวไว้ได้ แล้วได้จับผู้ต้องหาแบกขึ้นบ่านำตัวกลับมาส่งให้พนักงานสอบสวน จนปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆจึงที่เป็นที่ของฉายา “เอ็ม5บ้าพลัง”   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/W-GW4_qRB_o    

 7,312
สังคม-อาชญากรรม
18 ธ.ค. 60

มาอีกแล้ว! ปชช.วิจารณ์นโยบาย ผบ.ตร. ห้ามนั่งท้ายกระบะช่วงปีใหม่

ประชาชนวิจารณ์นโยบายที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เตรียมออกมาตรการดูแลความปลอดภัยและอำนวยการด้านการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ซึ่งจะเน้นย้ำกวดขันระเบียบวินัยจราจร เป้าหมายเพื่อลดการสูญเสีย จะกวดขันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการนั่งท้ายรถกระบะ และเมาไม่ขับ   ซึ่งนโยบายห้ามนั่งท้ายรถกระบะเป็นอีกมาตรการที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เคยเข้มงวดมาแล้วตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากชาวบ้านที่เดินทางกลับภูมิลำเนาต่างได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ผู้มีรายได้น้อยต่างต้องจับกลุ่มกับเดินทางกลับด้วยกัน เพื่อลดค่าใช้จ่าย การที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดห้ามนั่งท้ายรถกระบะ จึงถูกมองว่าเป็นการซ้ำเติมคนจน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/467DR3wWnGI  

 37,087
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ย. 60

ผบ.ตร.ออกคำสั่งให้ตำรวจตัดผมสั้น-แต่งกายให้ถูกระเบียบ ฝ่าฝืนมีโทษทางวินัย

พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ ออกวิทยุในราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติด่วนที่สุด เลขที่ 0007 / 01 ลงวันที่ 15 พ.ย.60 ถึงผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติทุกหน่วยทั่วประเทศ ประกอบด้วย นครบาล ภ.1-9 สอบสวนกลาง และตชด. ใจความระบุว่า อ้างถึงหนังสือศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่อง กำชับการแต่งเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ กรณีให้ข้าราชการตำรวจทุกนาย ติดป้ายชื่อบริเวณหน้าอกด้านขวาเหนือกระเป๋า ทุกครั้งที่แต่งเครื่องแบบทุกชนิด และเพื่อให้การแต่งกายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย   สอดคล้องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแต่งกายและทรงผมของข้าราชการ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงแจ้งกำชับตำรวจฝ่ายปฏิบัติการพื้นที่ทุกนาย ต้องแต่งกายและตัดผมสั้นให้เรียบร้อย โดยเฉพาะขณะแต่งเครื่องแบบและสวมหมวกทุกชนิดต้องมีทรงผมที่แสดงออก ถึงความเป็นผู้มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยทุกระดับ จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง และให้นำไปเพิ่มเติมเป็นหัวข้อประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการควบคุมและเสริมสร้าง ความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจอีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้งนี้ให้จเรตำรวจกวดขันการปฏิบัติตามคำสั่ง หากพบข้อบกพร่องให้พิจารณาดำเนินการตาม อำนาจหน้าที่ จึงเรียนเพื่อทราบและให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lM2IhOVjHrY    

 22,993
การเมือง
16 พ.ย. 60

'ศรีวราห์' ปัดตอบนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่ ยันไร้ม็อบไล่ รบ.

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่า กระแสข่าวก็คือกระแสข่าว ข่าวลือก็คือข่าวลือ ฟังไม่ได้อยู่แล้ว ข่าวลือใช้กับชาวบ้านได้ แต่ใช้กับตำรวจไม่ได้ อีกทั้งตนเป็นข้าราชการประจำ มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายเท่านั้น   ส่วนมีการส่งสัญญาจากทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ก็ตอบไม่ได้ ไม่มีความคิดเห็น เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา คำสั่งออกมาอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้นเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาไม่ใช่เรื่องของตน   นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือด่วนถึงทุกหน่วยในสังกัด ให้ติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคล หลังมีข้อมูลว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเตรียมการปลุกระดมมวลชน เตรียมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ว่า เรื่องนี้เป็นการแจ้งเตือนตามวงรอบ ไม่มีนัยยะอะไรพิเศษ แต่ก็เป็นการเฝ้าระวังตามปกติ ที่ผ่านมาตำรวจก็มีการเฝ้าระวังอยู่ตลอด ส่วนกลุ่มแกนนำหรือม็อบต่างๆ ช่วงนี้ก็ไม่มี ไม่พบความเคลื่อนไหว เพราะถูกจับกุมไปหมดแล้ว ขณะนี้บ้านเมืองเรียบร้อยดีการข่าวยังปกติ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qEMmAW6QGwU    

 5,255
สังคม-อาชญากรรม
02 พ.ย. 60

ผบ.ตร.คุมเข้มความปลอดภัยวันลอยกระทง ยึดหลัก '3 ห้าม 3 ไม่ 3 ควร 3 ระวัง'

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ปล่อยแถวแสดงกำลังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและกวาดล้างอาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญช่วงเทศกาลลอยกระทง   พร้อมกำชับแนวนโยบายการรักษาความปลอดภัยตามมาตรการ 3 ห้าม 3 ควร 3 ไม่ 3 ระวัง   โดย 3 ห้าม คือห้ามยิงปืนขึ้นฟ้าโดยไม่มีเหตุอันควร หากมีผู้ถึงแก่ความตายต้องระวังโทษจำคุก 10 ปี และห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทางในขณะขับขี่ หรือโดยสาร มีโทษปรับจำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท   3 ไม่ คือ 1. ไม่ควรแต่งกายล่อแหลมต่อวิชาชีพ 2. ไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเที่ยวงานตามลำพัง 3. ไม่ควรไปเที่ยวในสถานอโคจรมั่วสุม   3 ควร คือ 1.ควรระมัดระวังการใช้บริการโป๊ะถ้าเทียบเรือโดยเฉพาะในที่ที่มีคนมากๆ 2.ควรกำชับบุตรหลานให้ระมัดระวังการถูกหลอกไปในทางมิชอบ 3.ควรรื่นเริงบนพื้นฐานของการสืบสานประเพณีไทย   และ 3 ระวัง 1.ระวังถูกล้วงกระเป๋า 2 ระวังถูกหลอกลวงพาไปล่วงละเมิดทางเพศและ 3.ระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นเช่นเด็กตกน้ำ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือสถานบริการโรงแรมต่างๆ ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าไปใช้บริการ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lNsXLW38ZLM      

 9,244
แชร์ออฟเดอะเดย์
24 ต.ค. 60

เปิดใจ ‘ผู้กองต๊ะ’ รองสารวัตรสอบสวน สภ.ป่าโมก หลังถูก ผบ.ตร. สั่งดันพื้น

จากกรณีที่มีคลิป พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งให้ตำรวจนายหนึ่งที่มีรูปร่างอ้วนท้วม ใส่เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ ดันพื้น หลังจากไม่ทำความเคารพผู้บังคับบัญชา เพราะสายตาสั้นถึง 400 นั้น   ด้าน ร.ต.อ.กิตติศักดิ์ จันสี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ป่าโมก เปิดเผยว่า ในวันนั้นเป็นวันที่ตนเองไม่ได้เข้าเวร โดยใช้เวลาว่างเข้าไปที่โรงพัก เพื่อเคลียร์งานในคดีต่าง ๆ ที่ประชาชนเข้ามาแจ้งความ เนื่องจากงานสอบสวนเป็นงานที่จะต้องทำต่อเนื่อง ตนเองจึงได้มานั่งทำงานโดยที่ไม่รู้ว่า ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจสอบสภาพน้ำในพื้นที่ ซึ่งในขณะที่ตนเองกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานอยู่นั้น ได้รู้สึกว่ามีใครชะโงกหน้ามาดูจึงได้หันไปมอง   แต่ด้วยความที่ตนเองสายตาสั้นถึง 400 จึงเห็นเป็นภาพลางๆ คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโรงพักเดียวกันเดินเข้ามา จึงไม่ได้ลุกขึ้นทำความเคารพแต่อย่างใด จากนั้น ผบ.ตร. ได้ผลักประตูเข้ามาในห้อง ตนเองจึงเห็นว่าเป็น ผบ.ตร. พร้อมกับสอบถามตนเองว่ามองไม่เห็น ผบ.ตร. หรือ ตนเองจึงได้ตอบท่านกลับไปว่า เห็นครับแต่มองไม่ชัด เนื่องจากตนเองสายตาสั้น   ร.ต.อ.กิตติศักดิ์ บอกอีกว่า หลังจากนั้น ผบ.ตร. จึงได้สั่งให้ตนเองดันพื้น จำนวน 10 ครั้ง พร้อมกับบอกกำชับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้หูไวตาไว เวลาผู้บังคับบัญชาเดินทางมาเยี่ยมจะได้รู้เรื่อง และพูดคุยกับตนเองอย่างเป็นปกติ สำหรับตนเองไม่รู้สึกเครียดแต่อย่างใด เพราะท่าน ผบ.ตร. ได้สอบถามถึงเรื่องทั่วไปอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะเดินทางมุ่งหน้าไปที่หมายอื่นต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/r-uMomn9p9s    

 31,173

Top