ค้นหา :

ผลการค้นหา "ในหลวง"

การเมือง
11 ก.พ. 63

นายกฯแถลง ในหลวง-พระราชินี ทรงรับศพผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิง ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดคำแถลงจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมา ใจความว่า   “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ก.พ. 2563 และพระราชทานกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียและเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรับศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ   อีกทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากสำนักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียทุกราย ตลอดจนการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการพิสูจน์หลักฐานและทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อยจนกว่าจะจบภารกิจ   พร้อมกันนี้ ทรงรับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน"   ขณะที่รัฐมนตรีและข้าราชการ จะร่วมกันแต่งชุดดำไว้ทุกข์ให้กับผู้เสียชีวิต ในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ที่เสียสละชีวิตจากเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมา และเพื่อเป็นการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เป็นเวลา1วัน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NhAfoMhP-AQ

 1,321
สังคม
10 ก.พ. 63

นายกฯ แถลง ในหลวง-พระราชินี แสดงความเสียพระราชหฤทัยเหตุกราดยิงโคราช

พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ดังนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 และพระราชทานกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียและเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรับศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ    อีกทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากสำนักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียทุกราย ตลอดจนการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการพิสูจน์หลักฐานและทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อยจนกว่าจะจบภารกิจ   พร้อมกันนี้ ทรงรับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน

 4,729
พระราชสำนัก
09 ก.พ. 63

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯ นำสิ่งของเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิง จ.นครราชสีมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยต่อการเกิดเหตุการณ์รุนแรง คนร้ายกราดยิงประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา     โดยวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข , พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ , พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เชิญแจกันดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ คนร้ายนำอาวุธไล่ทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย      เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 30 คน ซึ่งรวมถึงผู้ก่อเหตุ และผู้ได้รับบาดเจ็บ 55 คน ซึ่งเข้าพักรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 30 คน ดังนี้ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา จำนวน 20 คน , โรงพยาบาลกรุงเทพ-นครราชสีมา จำนวน 4 คน , โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จำนวน 2 คน , โรงพยาบาล ป.แพทย์ จำนวน 1 คน และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี จำนวน 4 คน ซึ่งมีผู้บาดเจ็บสามารถกลับบ้านได้แล้ว 25 คน      โดยพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข ได้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-นครราชสีมา และโรงพยาบาลเซ็นต์แมรี่ และพลอากาศเอกจอม รุ่งสว่าง เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล ป.แพทย์ และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี      ในการนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวกับผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ อีกทั้ง ทรงชื่นชมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครกู้ภัย ตลอดจนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์      ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้ที่เสียชีวิต ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย ยังความปลื้มปีติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่ผู้บาดเจ็บและญาติ ตลอดจนครอบครัวของผู้เสียชีวิต อย่างหาที่สุดมิได้

 638
พระราชสำนัก
08 ก.พ. 63

ในหลวงและพระราชินี ทรงประกอบพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน - พระราชทานเพลิงศพ นายแก้วขวัญ วัชโรทัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ดังนี้     วันนี้ เวลา 16 นาฬิกา 17 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ บริเวณด้านหน้า พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงประกอบพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2563 หลังจากที่ทรงวางพวงมาลัย ถวายสักการะพระพุทธรูปสำคัญ, พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลต่างๆ รวมถึงทรงจุดธูปเทียน เครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรแล้ว      ในการนี้ ทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน และธูป ที่โต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหาง ปักที่เครื่องสังเวย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์      ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจ ที่ทรงปฏิบัติสืบต่อมา เพื่อถวายราชสักการะแด่ดวงพระวิญญาณ ของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน โดยพระป้ายที่พระที่นั่งอัมพรสถาน มีลักษณะเป็นเทวรูปทรงเครื่องกษัตริยาธิราช พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายจีบเสมอพระอุระ เหมือนกับพระสยามเทวาธิราช แต่พระพักตร์ลักษณะเหมือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานในซุ้มเรือนแก้วแบบเก๋งจีน     จากนั้น เวลา 16 นาฬิกา 39 นาที เสด็จพระราชดำเนิน ไปในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา ประจำปี 2563 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง โอกาสนี้ ทรงจุดเทียนรุ่ง และธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ , พระพุทธเลิศหล้านภาไลย และทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่ที่หน้าธรรมาสน์ศิลา      จากนั้น ทรงจุดไฟเทียนชนวน และพระราชทานให้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธี เชิญไปถวายเจ้าอาวาสพระอารามหลวง 5 พระอาราม เพื่อจุดเทียนรุ่งที่ทรงพระราชอุทิศพระราชทาน เมื่อพระสงฆ์ 30 รูป เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงโปรยดอกมะลิที่ธรรมาสน์ศิลา แล้วทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระเทพเจติยาจารย์ วัดโสมนัสวิหาร ถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนา จบแล้ว ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา แล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์      วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ เป็นวันสำคัญ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำใจให้บริสุทธิ์ และเป็นวันที่เกิด 'จาตุรงคสันนิบาต' หรือเหตุอัศจรรย์ 4 ประการ คือเป็นวันที่พระสงฆ์ 1 พัน 250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือได้รับการอุปสมบท โดยตรงจากพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ เหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6 วันนี้จึงได้ชื่อว่า เป็นวันพระธรรมด้วย     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพนาย แก้วขวัญ วัชโรทัย อดีตเลขาธิการพระราชวัง     เวลา 18 นาฬิกา 29 นาที วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ในการพระราชทานเพลิงศพนายแก้วขวัญ วัชโรทัย โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จไปในการนี้ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน      นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เกิดวันที่ 3 กันยายน 2471 เป็นบุตรพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (ก๊าด วัชโรทัย) และท่านผู้หญิงอนุรักษ์ ราชมณเฑียร (พัว วัชโรทัย) สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เป็นนักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากเดินทางกลับประเทศไทย ในปี 2493 เริ่มรับราชการที่สำนักพระราชวัง ในหน้าที่มหาดเล็ก และนายเวรห้องบรรทม รวมทั้งเป็นช่างถ่ายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ จากนั้นได้รับทุนพระราชทานไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา "Advanced Management Programme" ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา      เมื่อกลับประเทศไทยได้ปฏิบัติงานสนองเบื้องพระยุคลบาทในตำแหน่งสำคัญต่างๆ และได้ตามเสด็จพระราชดำเนิน ไปถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ตามจังหวัดต่างๆ และต่างประเทศ จนกระทั่งในปี 2530 ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง และประธานกรรมการอำนวยการพระคลังข้างที่ ประธานกรรมการอำนวยการวัดพระศรีรัตนศาสดาราม      นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในงานบูรณะหมู่ปราสาทราชมณเฑียรสถาน พระที่นั่ง พระตำหนัก และปูชนียสถานในเขตพระราชฐาน ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ตลอดจนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ซึ่งได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ด้วยความจงรักภักดี ซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิตการทำงาน ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย (หม่อมหลวงเพ็ญศรี ศรีธวัช) มีบุตร-ธิดา 3 คน นายแก้วขวัญ วัชโรทัย ถึงแก่อสัญกรรม เนื่องจากปอดติดเชื้อ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 สิริอายุ 88 ปี

 94
พระราชสำนัก
01 ก.พ. 63

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ส่งข้อความพระราชสาส์นถึง 'สี จิ้นผิง' ทรงห่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบ จากเชื้อไวรัสโคโรนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์น แสดงความห่วงใยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรณีเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย และพื้นที่อื่น ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน   ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ​กรุงปักกิ่ง   ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งจากการระบาดอย่างกว้างขวางและรุนแรง ของไวรัสโคโรนาในนครอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายไปสู่จังหวัดและมณฑลต่าง ๆ ทั่วประเทศ   ประชาคมโลกย่อมเกิดความประทับใจในความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ อย่างเต็มที่ของทางการจีน รวมทั้งมาตรการรอบด้านที่นำมาใช้ต่อสู้กับโรคระบาด ซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อเราทุกคน ข้าพเจ้าและประชาชนชาวไทยขอยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กับประชาชนชาวจีนทั้งมวล ทั้งขออำนวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จทุกประการในการต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด   พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าในนามของประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านประธานาธิบดีและประชาชนชาวจีน ทั้งขอแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ที่ต้องประสบความทุกข์และความโศกเศร้าแสนสาหัสจากเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้   ​(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/C4snFu3aIq4

 401
พระราชสำนัก
01 ก.พ. 63

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชสาส์น แสดงความห่วงใยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรณีเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ส่งข้อความพระราชสาส์น แสดงความห่วงใยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรณีเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย และพื้นที่อื่น ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ความว่า   “ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งจากการระบาดอย่างกว้างขวางและรุนแรง ของไวรัสโคโรนาในนครอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายไปสู่จังหวัดและมณฑลต่าง ๆ ทั่วประเทศ   ประชาคมโลกย่อมเกิดความประทับใจในความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ อย่างเต็มที่ของทางการจีน รวมทั้งมาตรการรอบด้านที่นำมาใช้ต่อสู้กับโรคระบาด ซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อเราทุกคน ข้าพเจ้าและประชาชนชาวไทยขอยืนยันถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กับประชาชนชาวจีนทั้งมวล ทั้งขออำนวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จทุกประการในการต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด   พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าในนามของประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่านประธานาธิบดีและประชาชนชาวจีน ทั้งขอแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ที่ต้องประสบความทุกข์และความโศกเศร้าแสนสาหัสจากเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้”   (พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yI5nFHJntoY

 592
พระราชสำนัก
19 ม.ค. 63

'ในหลวง' พระราชทานพระราชดำรัส แก่ทหาร-ตำรวจ ในพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณ

วานนี้ เวลา 16.05 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปในพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณของทหาร ตำรวจ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และวันกองทัพไทย    ทั้งนี้ กำลังพลสวนสนามจำนวน 6,812 นาย กล่าวคำปฏิญาณตน    ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัส แก่เหล่าทหาร ตำรวจ ความว่า "ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความชื่นชมยิ่งนัก ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางเหล่าทหารและตำรวจ ในพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งนี้ ขอขอบใจในคำอำนวยพรและไมตรีจิตของทุก ๆ คน และขอสนองพรกับทั้งน้ำใจไมตรีนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน ประเทศชาติจะเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ ก็ด้วยคนไทยทุกหมู่เหล่า พร้อมเพรียงกันปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยมีอุดมคติและจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือประโยชน์สุขของทุกคนในชาติ   ข้าพเจ้าจึงยินดีมากที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงของทหารและตำรวจในวันนี้ ทั้งได้ฟังคำปฏิญาณแสดงความจงรักภักดีและเจตนาอันแน่วแน่ที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอให้นายทหาร นายตำรวจทุกคน รักษาคำปฏิญาณที่ได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรง เข้มแข็ง และเสียสละ พร้อมทั้งหมั่นศึกษาและฝึกฝนตนเองให้มีความจัดเจนคล่องแคล่วในหน้าที่ และในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น ฝ่ายอื่นอยู่เสมอ ทุกคน ทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ความวัฒนาผาสุกให้แก่ประชาชนและประเทศชาติได้ตามอุดมคติที่ตั้งมั่นไว้ตลอดไป   ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมทั้งอำนาจแห่งความภักดีโดยบริสุทธิ์ใจต่อบ้านเมือง จงบันดาลให้ท่านทั้งหลายประสบแต่ความสุข ความเจริญ และความสามัคคี สวัสดีมีชัยโดยทั่วกัน"       ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/U3P5s7nYzv4

 2,733
พระราชสำนัก
02 ม.ค. 63

ในหลวงพระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2563

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท สำหรับลงพิมพ์หนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2563 ซึ่งตรงกับ วันเสาร์ที่ 11 ม.ค. ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะแจกจ่ายหนังสือวันเด็กให้กับเด็กทุกคนผ่านโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี ระบุว่า   "ความรู้​ และคุณ​ธรรม​ เป็นรากฐาน​สำคัญ​ของความดีความเจริญ​ทุกอย่าง.​ เด็กทุกคนจึงต้องหมั่นศึกษา​อบรมให้ถึงพร้อมด้วยความรู้​และคุณ​ธรรม​ เพื่อจะได้เติบโต​ขึ้น​เป็น​ผู้​ใหญ่​ที่มีคุณภาพ​ ผู้สามารถ​สร้าง​สรรค์​ความดีความเจริญ​ให้แก่ตนและสังค​มส่วนรวม" ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/RZKrRNAu9EQ

 1,475
พระราชสำนัก
02 ม.ค. 63

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานปฏิทินหลวง ๒๕๖๓ จำนวน ๖๐,๐๐๐ ชุด ครั้งแรกในสมัย ร.๑๐

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2563 พระราชทานสำหรับความสุขปีใหม่ พระราชทานแก่ประชาชนภายหลังลงนามถวายพระพร จำนวน 60,000 ชุด ถือเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ 10 โดยมีประชาชนจากทุกสารทิศพร้อมครอบครัว ใช้โอกาสวันหยุดเทศกาลขึ้นปีใหม่ มาลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์กันจำนวนมาก   สำหรับปฏิทินหลวง เป็นรูปเล่มเป็นหน้าปกสีเหลือง ด้านบนมีพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และมีข้อความว่า “ปฏิทินหลวง พุทธศักราช ๒๕๖๓ พระราชทานสำหรับความสุขปีใหม่” เปิดเข้ามาข้างในหน้าที่ 2 มีข้อความว่า ปฏิทินหลวง พุทธศักราช ๒๕๖๓ อธิกวาร อธิกสุรทิน เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัตนโกสินทรศก ๒๓๘   ภายในมีเนื้อหา 21 เรื่อง อาทิ พระปฐมบรมราชโองการ ปีและศักราชทางจันทรคตินิยมอย่างไทย กาลโยค ประกาศสงกรานต์ ตารางปฏิทินย่อ ตารางวันเดือนปี อุปราคา วันหยุดราชการประจำปี การชักและประดับธงชาติในวันสำคัญ วันพระราชสมภพพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระราชินีนาถ และวันสำคัญของประเทศที่มีความสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย   วันประสูติสมเด็จพระสังฆราช วันพระบรมราชสมภพและวันพระราชสมภพพระบรมวงศ์ วันประสูติพระบรมวงศ์ พระอนุวงศ์ วันสำคัญทางศาสนาคริสต์ วันสำคัญทางศาสนาอิสลาม วันสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณีจีน ตารางเทียบปีต่างๆ เป็นต้น     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/HIQlzesjdo8

 1,508
พระราชสำนัก
01 ม.ค. 63

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ 2563 แก่ปวงชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานบัตรพระราชทานพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2563 แก่ปวงชนชาวไทย     พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระราชทานบัตรพระราชทานพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2563 แก่ปวงชนชาวไทย     ด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่กึ่งกลาง ด้านล่างเป็นตราพระปรมาภิไธย วปร. และตราพระนามาภิไธย สท. เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร ด้านขวา มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ ระบุพระปรมาภิไธย "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และพระนามาภิไธย "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี" ส่วนด้านซ้าย มีข้อความว่า "พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ. 2563" พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย

 183
พระราชสำนัก
29 ธ.ค. 62

'ในหลวง-พระราชินี' ทรงเปิดโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทรงเยี่ยมผู้ต้องขังป่วย

วานนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการดำเนินงาน โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ณ ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์     ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เฝ้ารับเสด็จ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเครื่องมือแพทย์ และรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ แก่ผู้แทนอาสาสมัครสาธารณสุขในเรือนจำ โอกาสนี้ทรงพระราชดำเนินเยี่ยม และพระราชทานถุงพระราชทานแก่ผู้ต้องขังป่วยติดเตียง     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/zQjscy1jjv8

 2,326
พระราชสำนัก
16 ธ.ค. 62

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ส่งพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล ไปยังสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล ไปยังสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรน และพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน     วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคล ไปยังสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบาห์เรน ในโอกาสวันชาติ ของราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ความว่า     "สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อัลเคาะลีฟะฮ์ แห่งบาห์เรน กรุงมานามา ในโอกาสวันชาติของราชอาณาจักรบาห์เรน หม่อมฉันมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะขอถวายพระพรชัยมงคล และความปรารถนาดี เพื่อฝ่าพระบาททรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ และทรงพระเกษมสำราญ ทั้งเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประชาชน และความวัฒนาถาวรยิ่งขึ้น ของราชอาณาจักรบาห์เรน- หม่อมฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ไมตรีจิตมิตรภาพ และความร่วมมือในกิจการด้านต่าง ๆ ระหว่างประเทศของเราทั้งสอง จะเจริญรุดหน้าต่อไปในภายภาคหน้า เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย" พระปรมาภิไธย มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว      วันเดียวกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน ในโอกาสวันเอกราช ของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ความว่า     "ฯพณฯ นายคาซีม-โยมาร์ต เค. โตคาเยฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน กรุงนูร์-ซุลตัน ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพร และความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์ และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความผาสุก และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และประชาชนชาวคาซัคสถาน ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ฉันมิตร และความร่วมมือในกิจการทุก ๆ ด้าน อันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างประเทศของเราทั้งสอง จะทวีเพิ่มพูนยิ่งขึ้นสืบไป" พระปรมาภิไธย มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

 89
พระราชสำนัก
13 ธ.ค. 62

ก้องเกียรติองค์ราชา แสนยานุภาพเหนือพื้นน้ำ พยุหยาตราทางชลมารค

วันนี้ เวลา 16 นาฬิกา 3 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรอง บริเวณท่าวาสุกรี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย   โอกาสนี้ เจ้าพนักงานราชูปโภค อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ไปประดิษฐานในบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชที่สะพานฉนวนท่าวาสุกรี แล้วเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเคลื่อนออกจากท่าวาสุกรี เพื่อเข้าริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค   จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงพระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา คณะองคมนตรี, และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ แตรเดี่ยวเป่ากระทั่งตรง พลฝีพายเตรียมถวายบังคม โอกาสนี้ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือ ซึ่งมีเรือจำนวน 52 ลำ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย และกำลังพล 2,399 นาย   ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยเสด็จลงผ่านเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระแสงขรรค์ชัยศรี ขณะนั้น ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา โดยมีเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง   จากนั้น ผู้ควบคุมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานบัญชีกำลังพลประจำเรือ นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเคลื่อนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากท่าวาสุกรี ไปตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยาไปยังท่าราชวรดิฐ เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เคลื่อนเข้าริ้วขบวน ชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่และกลองชนะประจำเรือพระราชพิธีประโคมขึ้นพร้อมกัน ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล     สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น พระราชพิธีเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย พระราชพิธีเบื้องต้น ได้แก่ พิธีพลีกรรมตักน้ำ จากแหล่งน้ำสำคัญทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร รวม 108 แห่ง ก่อนจะนำมาประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษก สำหรับใช้เป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ในพระราชพิธีเบื้องกลาง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งมีพระราชพิธีสำคัญ คือ การสรงน้ำพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน และทรงรับน้ำอภิเษกจากทั้ง 8 ทิศ บนพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ภายหลังทรงรับน้ำอภิเษก และทรงรับนพปฏลมหาเศวตฉัตร จากพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ตามโบราณราชประเพณี นอกจากนี้ ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสถาปนาสมเด็จพระราชินีสุทิดา ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี, การเสด็จออกมหาสมาคม, การเสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก แล้วถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า, ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเถลิงพระแท่นบรรจถรณ์ ตามโบราณราชประเพณี, การเฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เฉลิมพระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์, การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เพื่อให้ประชาชนได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมทั้งการเสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคล จากพสกนิกรชาวไทย และเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะทูตาทูต ผู้แทนฝ่ายกงสุล และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล    และในพระราชพิธีเบื้องปลาย คือ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือพระราชพิธี 52 ลำ กำลังพลฝีพาย 2,200 นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือประดิษฐานพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้ง 2 พระองค์ การจัดรูปแบบขบวนเรือ แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย คือ ริ้วสายกลาง เป็นเรือพระที่นั่ง ทั้ง 4 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเรืออีเหลือง ซึ่งเป็นเรือของรองผู้บัญชาการขบวนเรือพระราชพิธี เป็นเรือกลองนอก และเรือแตงโม ซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือพระราชพิธี เป็นเรือกลองใน พร้อมด้วยเรือตำรวจนอก และเรือตำรวจในส่วนริ้วสายใน ขนาบริ้วสายกลางเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือประตูหน้า, เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือพิฆาต, เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพน์ เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร และปิดท้ายเรือสายใน คือ เรือเอกชัยเหินหาว และเรือเอกชัยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก ส่วนริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้ง และเรือแซง   สำหรับการพาย เรือพระที่นั่ง จะใช้ท่าพายนกบิน ส่วนเรือลำอื่น ๆ จะใช้ท่าพายพลราบ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ การเห่เรือ หรือ การเห่เรือหลวง ซึ่งเป็นการขับร้องเพื่อให้จังหวะแก่พลฝีพาย ซึ่งมีทำนองแตกต่างกัน 3 แบบ คือ ขณะเริ่มออกเรือ และพายเรือตามน้ำ จะใช้ทำนอง "ช้าลวะเห่" , หากต้องการให้พายหนัก จังหวะเร็วจะใช้ทำนอง "มูลเห่" และเมื่อเรือใกล้ถึงที่ประทับจะใช้ทำนอง "สวะเห่" โดยบทเห่เรือ นิยมประพันธ์เป็นร้อยกรอง หรือในรูปของกลอนสด ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีการประพันธ์กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติขึ้นใหม่ โดยนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ประกอบด้วย บทที่ 1 สรรเสริญพระบารมี สื่อถึงพระบุญญาบารมีพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย , บทที่ 2 ชมเรือกระบวน กล่าวถึงความงดงามของเรือพระราชพิธีศิลปกรรมอันล้ำค่าของไทย, และบทที่ 3 ชมเมือง กล่าวถึงเมืองไทยแหล่งศีลธรรมที่งามด้วยน้ำใจ โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ร้อยดวงใจไทยทั้งแผ่นดิน มีนาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ ทำหน้าที่พนักงานเห่เรือ   ระหว่างที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนผ่านไปตามท้องน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายหลัก สายสำคัญของประเทศ มีพระบรมวงศานุวงศ์ รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในเส้นทางตามจุดต่าง ๆ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ พลับพลาที่ประทับบริเวณสวนสันติไชยปราการ , พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตร ณ บริเวณสวนหลวงพระราม 8 ส่วนตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีประชาชนจำนวนมาก รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ เพื่อชื่นชมพระบารมี และชมความวิจิตรงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ และนับเป็นภาพประวัติศาตร์ของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562เมื่อเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ เจ้าพนักงานราชูปโภค อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 จากบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ไปประดิษฐานบนพระราชยานถม เตรียมเข้าริ้วขบวนราบยาตราไปยังพระบรมมหาราชวัง   จากนั้น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงาน ก่อนจะเสด็จเข้าพลับพลาที่ประทับรับรอง   เวลา 17 นาฬิกา 44 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมาลาเส้าสูง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เสด็จออกจากพลับพลาที่ประทับรับรอง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เพื่อประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนราบ กลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปยังพระบรมมหาราชวัง   เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชยานพุดตานทอง ที่เกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐ พันโท สมชาย กาญจนมณี ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ในฐานะผู้อำนวยการริ้วขบวนราบ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยาตราริ้วขบวนราบ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองค์รักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวา เข้าพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร ใช้กำลังพลประมาณ 800 นาย ประกอบด้วย ข้าราชบริพารในพระองค์ จากหน่วยราชการในพระองค์ ได้แก่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักพระราชวัง และกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนเตรียมทหาร เดินในท่าเดินกึ่งสวนสนามประกอบจังหวะเพลงมาร์ชในเพลงพระราชนิพนธ์ ประกอบด้วย เพลงมาร์ชราชวัลลภ มาร์ชธงชัยเฉลิมพล เพลงยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์    ริ้วขบวนราบมี เลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้อำนวยการ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" เป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตาม โดยขบวนหน้า ประกอบด้วย ตำรวจม้านำ วงดุริยางค์วงนำ กองบังคับการกองผสม และกองพันทหารเกียรติยศนำขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนนำริ้ว กับส่วนพระราชยาน ซึ่งส่วนนำริ้ว แบ่งเป็น 3 ตอน การเดินประกอบด้วย ตอนนำริ้ว ได้แก่ เจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้ว เจ้าพนักงานพระราชพิธีประตูหน้าและธงสามชาย ต่อด้วยตอนเครื่องประโคม ประกอบด้วย หมู่กลองมโหระทึก ริ้วกองชนะ ริ้วแตรฝรั่ง แตรงอน และสังข์ ตามด้วยตอนพระนำ อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลที่ 9 ที่อัญเชิญมาในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มาประดิษฐานบนพระราชยานถม จากนั้น เป็น ส่วนพระราชยาน ประกอบด้วย 3 ตอนการเดิน ได้แก่ ตอนเครื่องสูงหักทองขวางหน้า แบ่งเป็นสองสาย โดยเชิญพระแสงศาสตราวุธสำคัญ 6 องค์ เรียกว่า "ริ้วพระแสงหว่างเครื่องหน้า" ตอนพระราชยาน เป็นริ้วขบวนเชิญพระราชยานพุดตานทอง ซึ่งเป็นพระราชยานทรง ตามด้วยริ้วพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์นำเสด็จ 16 นาย จากนั้นเป็นหมู่พระราชยาน มีข้าราชบริพารในพระองค์ปฏิบัติหน้าที่เป็นริ้วคู่เคียงพระราชยาน และแถวแซงเสด็จทั้งสองฝั่ง สายในสุดของทั้งสองข้าง เป็นมหาดเล็กคู่เคียงพระราชยาน ถัดออกมาเป็นราชองครักษ์ในพระองค์คู่เคียงพระราชยาน สายนอกสุด เป็นแถวมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ แซงเสด็จ ในหมู่พระราชยานได้เชิญพระกลด พัดโบก บังพระสูรย์ และพระทวย เป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ เคียงข้างพระราชยาน และเชิญพระแสงรายตีนตอง ซึ่งเป็นพระแสงสำคัญ คู่เคียงพระราชยาน ได้แก่ พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงดาบอัษฎาพานร และพระแสงดาบนาคสามเศียรลายมงคล 8 ส่วนตอนเครื่องสูงหักทองขวางหลัง เป็นริ้วเชิญฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางประกอบพระบรมราชอิสริยยศ อยู่ด้านหลังพระราชยาน และริ้วเชิญพระแสงสำคัญประจำรัชกาลต่าง ๆ ปิดท้ายขบวนด้วยวงดุริยางค์วงตาม และกองพันทหารเกียรติยศ   การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับราษฎรมาอย่างยาวนาน สืบสานโบราณราชประเพณี รักษาขนบธรรมเนียมไทย และต่อยอดให้คงอยู่สืบไป และในวันนี้เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ที่ทุกคนจะช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบต่อไป

 698
พระราชสำนัก
08 ธ.ค. 62

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ พระราชทานเพลิงศพ 'พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์'

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ     วันนี้ เวลา 17 นาฬิกา 29 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปพระราชทานเพลิงศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งถึงแก่อสัญกรรม เนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 สิริอายุ 99 ปี      ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ณ ที่นั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรอรับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดผ้าไตร จำนวน 10 ไตร พระสงฆ์บังสุกุล เสร็จแล้ว ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก      พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โท หลวงวินิจทัณฑกรรม(บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา แล้วเข้าศึกษาต่อที่แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จากนั้น ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ที่โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก ปัจจุบัน คือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อปี 2481 โดยเข้ารับการศึกษาเป็นรุ่นที่ 5      นอกจากนี้ ได้เข้าศึกษาเป็นนายทหารฝึกหัดราชการ โรงเรียนนายทหารม้า และอีกหลายสถาบัน รวมทั้ง วิทยาลัยการทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 9 เริ่มรับราชการเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกรมรถรบ เมื่อปี 2484 และได้ไปปฏิบัติราชการสนามในสงครามอินโดจีน ตลอดจนสงครามโลกครั้งที่สอง พลเอกเปรม เคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2, ผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 22, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย ซึ่งได้ดำรงตำแหน่ง 3 วาระ ระหว่างปี 2523 ถึง 2531      และภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี พร้อมกับมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศยกย่องพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษ ซึ่งนับเป็นรัฐบุรุษคนที่ 2 โดยคนแรกคือ นายปรีดี พนมยงค์ ต่อมาในปี 2541 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559      จากนั้น ได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2559 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 จนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2562      พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ และจงรักภักดี จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณนพรัตนราชวราภรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นเครื่องหมายแห่งความจงรักภักดี และเป็นบำเหน็ดความชอบในราชการแผ่นดิน นับเป็นสามัญชนคนที่ 4 ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ จึงเป็นปูชนียบุคคลของแผ่นดิน ที่เป็นแบบอย่างในการทำความดี ให้กับสังคมและชนรุ่นหลัง     ต่อมา เวลา 19 นาฬิกา 21 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รักษาการประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการพระราชทานเพลิงศพจริง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส      เมื่อรถพระประเทียบ เทียบที่หน้าเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ ผู้แทนพระองค์ขึ้นเมรุ ทอดผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์ 10 รูปบังสุกุล เสร็จแล้ว ผู้แทนพระองค์หยิบธูปเทียนดอกไม้จันทน์จากเจ้าพนักงานพระราชพิธี จุดชนวนพระราชทานเพลิง เมื่อเจ้าหน้าที่เผาศพเสร็จ ผู้แทนพระองค์ขึ้นเมรุ ทอดผ้าไตร 3 ไตร ครั้งละ 1 ไตร พระสงฆ์ 3 รูปบังสุกุล และวันพรุ่งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รักษาการประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลเก็บอัฐิ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส     อนึ่ง เมื่อเวลา 10 นาฬิกา 25 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รักษาการประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลออกเมรุ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม      ในการนี้ ผู้แทนพระองค์จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระราชาคณะให้ศีล พระสงฆ์ 10 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพรพระ จบแล้ว ผู้แทนพระองค์ ประเคนสำรับภัตตาหารแด่ผู้เป็นประธานสงฆ์ สำรับภัตตาหารนอกนั้น ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประเคนตามลำดับ เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จ ผู้แทนพระองค์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม แล้วกรวดน้ำ พระสงฆ์อนุโมทนา และถวายอดิเรก      จากนั้น เวลา 13 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รักษาการประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการเชิญโกศศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ จากพระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ไปพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อผู้แทนพระองค์ถึงยังพระที่นั่งทรงธรรม พระสงฆ์ 10 รูป สวดมาติกา จบแล้ว เจ้าพนักงานภูษามาลาลาดภูษาโยง ผู้แทนพระองค์ทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 10 รูปบังสุกุล กรวดน้ำ ผู้แทนพระองค์ กราบที่หน้าเครื่องนมัสการ และที่หน้าโกศศพ      ต่อจากนั้น เจ้าพนักงานเชิญโกศศพ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ไปตามถนนศรีอยุธยา เลี้ยงซ้ายเข้าถนนราชดำเนินนอก เมื่อถึงสะพานมัฆวาน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกรุงเกษม ผ่านหน้าโรงเรียนเทพศิรินทราวาส ถึงแยกนพวงศ์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนหลวง และเลี้ยวขวาเข้าไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส      เมื่อถึงเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ ได้เวียนรอบเมรุ 3 รอบ เสร็จแล้ว ตำรวจหลวงเชิญโกศศพตั้งบนจิตกาธาน เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ ผู้แทนพระองค์ทอดผ้าไตร สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม บังสุกุล 

 488
พระราชสำนัก
06 ธ.ค. 62

ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดนิทรรศการ 'ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์'

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์ และทรงเยี่ยมราษฎรชาวไทยเชื้อสายจีน     วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปวัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์      โอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธทศพลญาณ พระประธานในพระอุโบสถ ทรงกราบ พระพุทธทศพลญาณ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้นลงรักปิดทอง เรียกว่า หลวงพ่อโต หรือ “หลวงพ่อวัดสามจีน” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธทศพลญาณ และได้มีพระราชดำรัสว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก     วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด เดิมชื่อ วัดสามจีน เชื่อกันว่า ชาวจีน 3 คน ร่วมกันสร้างเพื่อเป็นวิหารทานการบุญ ในปี 2482พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดไตรมิตรวิทยารา มีความหมายว่า เพื่อน 3 คน ร่วมกันสร้างวัดนี้     จากนั้นทรงพระดำเนินไปมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงถวายผ้าไตรพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธสุวรรณปฏิมากร หรือ พระสุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุด หน้าตั้งกว้าง 3.01 เมตร สูง 3.91 เมตร ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99%      จากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา วงเวียนโอเดียน ถนนเยาวราช ในการนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาให้ ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีนและประธานจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์” เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว       พร้อมกันนี้นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย ประธานดำเนินการจัดงานฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี       ผู้แทนบริษัทห้างขายทองจินฮั้วเฮง จำกัด เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายมังกรทองคำแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายม้าทองคำแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี       โอกาสนี้ ได้ทอดพระเนตรการแสดงเอ็งกอ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงของชาวจีน ส่วนใหญ่จะแสดงโชว์หรือออกงานประเพณีต่างๆ โดยเป็นเรื่องราวจากตำนานที่เล่าขานกันมาแต่โบราณ เกี่ยวกับชุมโจรเหลียงซันโป๋ มณฑลซานตง ในสมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง ซึ่งเป็นชุมโจรคุณธรรม ช่วยเหลือคนยากจน นักแสดงเอ็งกอได้แต่งหน้าและท่าทางให้เหมือน บู้ซ้ง, พระจีน และการแสดงแต่ละครั้งถ้าเป็นชุดสมบูรณ์ ต้องใช้ผู้แสดงจำนวน 108 คน     จบแล้วทรงเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์ ที่หอการค้าไทย-จีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และองค์กรต่างๆ ของชาวไทยเชื้อสายจีน ร่วมกันจัดขึ้นเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เพื่อร่วมถวายราชสดุดี แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของบูรพมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ที่ทรงครองแผ่นดินและ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวไทยเชื้อสายจีน ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยด้วยความสุข มีความเจริญรุ่งเรืองมาตลอด     โดยนิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบการแสดงแสงสีเสียงในอุโมงค์ LED กว้าง 9 เมตร สูง 4 เมตร ยาว 20 เมตร ไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์สารคดีเฉลิมพระเกียรติ ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์ สำหรับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่จัดแสดงในครั้งนี้ เป็นการแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงมีต่อชาวจีนที่เข้ามาพึ่งพระบารมี      จากนั้นทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรที่มารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ตลอดสองข้างทางของถนนเยาวราช ซึ่งต่างปลื้มปีติที่ได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ตลอดเส้นทางที่ทรงพระดำเนินผ่าน มีผู้แทนบริษัท ห้างร้านบนถนนเยาวราชรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย      ในการนี้ ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดมังกรกมลาวาส ทรงถวายผลไม้มงคล ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระศรีอริยเมตไตรย หรือพระสังกัจจายน์ แล้ว ทรงสักการะพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธเจ้า และพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระประธานประจำอุโบสถ      โอกาสนี้ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม, พระคณาจารย์จีนธรรมวิริยาจารย์ รองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เย็น และพระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส เฝ้าถวายของที่ระลึกและถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย      จากนั้น ทรงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานตามจุดต่างๆ ภายในวัด ได้แก่ วิหารเทพเจ้าประจำวัด, วิหารพระกษิติครรภโพธิสัตว์, , วิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์, วิหารสังฆปริณายกองค์ที่ 6 แห่งจีนนิกายณานวัดมังกรกมลาวาส เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพื้นที่ให้สร้างเมื่อปี 2414 ใช้เวลา 8 ปี จึงสร้างแล้วเสร็จเดิมชื่อวัดเล่งเน่ยยี่ ตั้งตามฮวงจุ้ยของจีน คำว่า เล่ง แปลว่า มังกร เน่ย แปลว่า ดอกบัว และยี่ แปลว่า วัด เป็นสังฆารามนิกายมหายานที่มีศิลปะงดงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อไทยว่า วัดมังกรกมลาวาส วัดนี้วางแปลนตามแบบวัดพุทธนิกายมหายาน การจัดวางวิหารถือตามแบบวัดหลวง มีรูปปั้นเทพเจ้า จำนวน 58 องค์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการศาสนาของวัดมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเสด็จพระราชดำเนินมาทรงถวายผ้าพระกฐิน, ทรงเปิดพิพิธภัณฑ์วัตถุธรรม รวมถึงทอดพระเนตรวิหารภายในวัดกับทรงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 353

Top