ค้นหา :

ผลการค้นหา "คนไข้"

สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 61

หมอปลีกวิเวก หลังวางมวยคนไข้กลางคลินิก พยานชี้นิสัยโผงผาง แพทยสภาเตรียมตรวจสอบจริยธรรม

ความคืบหน้ากรณีสองสามีภรรยา พาลูกชายวัย 3 ขวบ ไปรักษาผื่นที่ใบหน้า ที่คลินิก ย่านสะพานสูง แล้วมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับแพทย์ประจำคลินิก ถึงขั้นลงไม้ลงมือ จนกลายเป็นคลิปที่ถูกแชร์อย่างมากในโลกออนไลน์   วานนี้(17 ม.ค.) ทีมข่าวลงพื้นที่คลินิกที่เกิดเหตุ ย่านสะพานสูง พบว่าแพทย์คนดังกล่าวไม่ได้มาทำงาน โดยพยาบาลของคลินิกเปิดเผยได้เพียงว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆได้ ส่วนแพทย์คนดังกล่าว ก็ลางานเป็นเวลา 2 วัน คือเมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) ถึงวันนี้  โดยทางคลินิกเปิดมาได้เป็นเวลา 1 ปี เศษ แพทย์คนดังกล่าวก็ประจำที่คลินิกมาตั้งแต่เริ่มเปิด ซึ่งทางคลินิกก็สถานพยาบาลที่ รับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ 30 บาท ทำให้มีผู้ป่วยมาใช้บริการเฉลี่ยเกือบ 100 คนต่อวัน แพทย์ประจำคลินิกต้องดูแลคนไข้จำนวนมากเป็นประจำทุกวัน   ทีมข่าวได้ไปพูดคุยกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับคลินิกดังกล่าว ชื่อนายศักดิ์ ทองสาย ให้ข้อมูลว่า คลินิกแห่งนี้มีผู้ป่วยมารอรับการรักษาเป็นจำนวนมากทุกวัน จนแถวยาวล้นออกมาด้านนอก และใช้เวลารอคิวตรวจค่อนข้างนาน เนื่องจากมีแพทย์ประจำไม่กี่คน   นายศักดิ์บอกว่า เคยเห็นเหตุการณ์ที่คนไข้มีปัญหากับแพทย์รายนี้หลายครั้ง บ่อยถึงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เนื่องจากแพทย์คนดังกล่าวเป็นคนไม่ยิ้มแย้ม และพูดจาโผงผางตรงไปตรงมา แต่ก็อยากให้สังคมเข้าใจแพทย์ด้วยว่า แต่ละวันต้องรักษาคนไข้จำนวนมาก ก็อาจจะมีความเครียดสะสม จึงทำให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับคนไข้บ่อยครั้ง   ด้าน พันตำรวจโท ปวิช นิลสุวรรณ รองผู้กำกับการสอบสวน สน.บางชัน เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ทั้ง 2 ฝ่ายได้มาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ทางตำรวจได้นัดทั้งคู่มาให้ปากคำเมื่อวานนี้ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนออกไปก่อน โดยทางฝ่ายแพทย์ระบุว่า ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน แล้วจะประสานทางพนักงานสอบสวน สน.บางชันมาให้ข้อมูลต่อไป   ขณะที่แพทยสภา ก็ได้ออกแถลงการณ์ ผ่าน facebook ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุใจความว่า   สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งทางวาจา และการใช้กำลังประทุษร้าย สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  แพทยสภาขอแสดงความเห็นใจและขอให้กำลังใจ ในการปฏิบัติงานที่ยากลำบาก ซึ่งต้องใช้ความพยายาม และอาศัยประสบการณ์ ในการควบคุมอารมณ์ เมื่อประสบกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพึงปฏิบัติตามจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างเคร่งครัด   สำหรับกรณีที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแพทยสภาด้านการตรวจสอบทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาจะได้ดำเนินการต่อไป   ลงชื่อ นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขาธิการแพทยสภา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aqiXS4pj3Yk    

 57,073
สังคม-อาชญากรรม
17 ม.ค. 61

แพทยสภาสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีหมอทะเลาะคนไข้ย่านสะพานสูง

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภาเปิดเผยถึงกรณีคนไข้ทะเลาะวิวาทกับแพทย์กลางคลินิกย่านสะพานสูงว่า เบื้องต้นแพทยสภาสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนของแพทยสภา ขณะที่พลอากาศตรี นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงกรณีนี้ว่า คลิปที่เผยแพร่ออกมาทางเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสาเหตุเกิดขึ้นเพราะอะไร จึงไม่อยากให้สังคมตัดสินไปก่อนว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก ซึ่งแนวทางการตรวจสอบเรื่องนี้ หากผู้ป่วยมองว่าแพทย์คนดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม สามารถร้องเรียนให้แพทยสภาตรวจสอบการทำงานและจริยธรรมของแพทย์คนดังกล่าว   สำหรับความเคลื่อนไหวของแพทย์รายดังกล่าว ทีมข่าวลงพื้นที่คลินิกที่เกิดเหตุ ซึ่งพยาบาลในคลินิกให้ข้อมูลว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ส่วนแพทย์ที่ปรากฎในคลิปก็แจ้งว่าลางานเป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงพรุ่งนี้ พร้อมยอมรับว่าคลินิกแห่งนี้เป็นสถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้แต่ละวันมีผู้ป่วยมาใช้บริการเฉลี่ยเกือบ 100 คน ทำให้แต่ละวันแพทย์ต้องรักษาคนไข้จำนวนมาก สอดคล้องกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ให้ข้อมูลว่า สถานพยาบาลแห่งนี้รักษาผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้แต่ละวันจะมีผู้ป่วยมารอรับการรักษาต่อแถวยาวล้นออกมาด้านนอก และใช้เวลารอค่อนข้างนานเนื่องจากมีแพทย์ไม่กี่ราย   ด้านพันตำรวจโทปวิช นิลสุวรรณ รองผู้กำกับการสอบสวนสน.บางชัน เปิดเผยว่า เบื้องต้นเมื่อวานนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ และได้นัดทั้งคู่มาให้ปากคำวันนี้ แต่ล่าสุดทั้ง 2 ฝ่ายขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยทางแพทย์ระบุว่าจะขอปรึกษาทนายความก่อน แล้วจึงจะประสานทางพนักงานสอบสวน สน.บางชันมาให้ข้อมูลต่อไป   ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 8,040
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ม.ค. 61

คลิปเดือดหมอ vs คนไข้วางมวยกลางคลินิก ฝ่ายคนไข้เผยโดนไล่ไปรักษาที่อื่น เหตุแค่ถามอาการลูก

ผู้ใช้ facebook รายหนึ่ง โพสต์คลิปวีดีโอ เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างคนไข้ กับ นายแพทย์คนหนึ่งในคลินิก โดยคลิปเป็นฝ่ายสามีภรรยาที่พาลูกมารักษา เป็นผู้ถ่ายเอาไว้ ตอนที่กำลังมีปากเสียงกับหมอจับใจความได้ว่า ฝ่ายสามีภรรยาถามอาการของลูกตน แต่แพทย์กลับบอกว่า หากไปถามคนอื่นมา แล้วเชื่อคนอื่น ก็ให้ไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องมารักษาที่นี่  สามีภรรยาไม่พอใจที่แพทย์ใช้คำพูดไม่เหมาะสม จึงเกิดการปะทะคารม จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันตามที่ปรากฎในคลิป   ทีมข่าวเดินทางไปพูดคุยกับ สามี-ภรรยา ผู้ถ่ายคลิปดังกล่าว โดยฝ่ายภรรยาเปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ตนพาลูกไปหาหมอที่คลินิกที่เกิดเหตุ ย่านสะพานสูง เนื่องจากลูกชายวัย 3 ขวบ มีผื่นแดงขึ้นที่แก้มทั้งสองข้าง  ที่ตัดสินใจไปที่คลินิกแห่งนี้เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน และเห็นว่าลูกไม่ได้เจ็บป่วยรุนแรง จึงไปใช้สิทธิ 30 บาท (ประกันสุขภาพถ้วนหน้า)  โดยตอนที่พาลูกเข้าไปตรวจ สามีนั่งรออยู่นอกห้องตรวจ   ตอนที่เข้าไปตรวจ ก็เล่าอาการให้หมอฟังว่าลูกมีผื่นขึ้น ตนหาข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต สงสัยว่าจะเป็นกลากน้ำนม จึงถามหมอว่า ใช่กลากน้ำนมหรือไม่  ตอนนั้นหมอไม่ได้มองผื่นที่หน้าลูกแม้แต่นิดเดียว กลับหันมาตะคอกใส่ตนว่า “ถ้าถามคนอื่นมาแล้วเชื่อคนอื่น ก็ไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องมารักษาที่นี่  ไป !!”   ตอนนั้นตกใจที่หมอพูดแบบนี้ออกมา แต่ก็ยอมออกมาจากห้องโดยไม่ได้โต้ตอบอะไร แต่หมอยังตามออกมานอกห้อง พูดอีกว่า “นี่มันสิทธิ 30 บาท ถ้าจะรักษาตามอำเภอใจ ให้ไปรักษาที่อื่น”  สามีซึ่งรออยู่ข้างนอกได้ยินเข้า จึงเข้ามาถามว่าทำไมต้องพูดแบบนี้ จนลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์ในคลิป   ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อหลายเดือนก่อน ตนเคยพาลูกไปรักษาไข้หวัดที่คลินิกนี้ กับหมอคนนี้มาแล้ว ตอนนั้นหมอหยิบเครื่องมือตรวจลำคอขึ้นมา แต่ไม่ได้บอกให้ลูกของตนอ้าปาก และไม่ได้บอกอะไรกับตน พอเห็นว่าเด็กไม่อ้าปาก ก็ด่าตนอย่างหยาบคายว่า “ถ้าผู้ปกครองเข้ามายืนทื่อแบบนี้ จะเข้ามาทำ..(คำหยาบ)..อะไร”  ตอนนั้นตนเข้าใจว่าหมออาจจะเหนื่อย จึงแสดงอารมณ์ออกมา ไม่ได้ติดใจอะไร แต่พอมาเจอเหตุการณ์ซ้ำสองอีก ยอมรับว่าทนไม่ไหวจริงๆ   หลังเกิดเหตุเมื่อวานนี้ พยาบาลที่คลินิกก็เข้ามาขอโทษ และบอกกับตนว่า หมอรายนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ประจำ และมีกรณีพิพาทกับคนไข้ในลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว   ด้านสามี ซึ่งลงไม้ลงมือกับหมอในคลิป เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนยอมรับผิดที่ใช้อารมณ์รุนแรง ยืนยันว่ายังไม่ได้ต่อยหมอ แค่กระชากเสื้อแล้วเกิดการชุลมุนเท่านั้น  ในมุมของตนมองว่า ไม่ว่าใครมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็คงควบคุมอารมณ์ไม่ไหว ตอนแรกตนพยายามบอกหมอให้ออกไปคุยกันนอกคลินิก เพราะเกรงใจคนไข้คนอื่นๆที่นั่งรออยู่ แต่หมอไม่ยอมออก  และหมอยังบอกว่าตัวเองมีคลิปเหตุการณ์ทั้งหมด  ตนก็อยากให้หมอเอาคลิปที่ว่าออกมาเผยแพร่ เพื่อให้สังคมได้ฟังความทั้งสองข้าง และตัดสินกันไปเลยว่าใครถูกใครผิด อย่าฟังจากตนแค่ฝ่ายเดียว หรือไปถามจากคนไข้รายอื่นๆที่เคยมารักษากับหมอคนนี้ก็ได้ ว่าเคยเจอเหตุการณ์อะไรมาบ้าง   หลังเกิดเหตุ ฝ่ายหมอบอกว่าจะแจ้งความ ดำเนินคดีกับตน ซึ่งฝ่ายตนก็พร้อม อยากให้เรื่องดังกล่าวไปตัดสินกันด้วยกระบวนการยุติธรรม   ทีมข่าวพยายามติดต่อไปยังนายแพทย์คู่กรณี ทั้งทาง facebook และทางโทรศัพท์ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ เบื้องต้นทราบว่า นายแพทย์ได้ไปแจ้งความเอาผิด สองสามีภรรยาไว้แล้ว ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/H5OXLbIB710

 45,304
ต่างประเทศ
13 ม.ค. 61

สุดฉาว! รพ.สหรัฐฯ ทิ้งคนไข้หญิงไว้ป้ายรถเมล์กลางดึกทั้งชุดผู้ป่วย พบร้องครวญครางตลอดเวลา

เผยคลิปน่าตกใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐฯ หนุ่มพลเมืองดีพบคนไข้หญิงถูกปล่อยทิ้งหน้าป้ายรถเมล์ใกล้กับโรงพยาบาลทั้งชุดผู้ป่วย พบเจ้าตัวอยู่ในสภาพงุนงันและส่งเสียงร้องครวญครางออกมาตลอดเวลา ล่าสุดทางรพ.ได้ออกมาขอโทษแล้ว พร้อมจะทำการตรวจสอบเหตุการณ์อย่างละเอียดต่อไป 

 31,975
ข่าวภูมิภาค
10 พ.ย. 60

น้ำท่วมประจวบฯเข้าสู่สภาวะปกติ รพ.บางสะพานยังเฝ้าระวัง ยังไม่ย้ายคนไข้กลับ

ประจวบคีรีขันธ์-ภาพรวมน้ำท่วมใน อ.บางสะพาน และทับสะแก เข้าสู่สภาวะปกติ หลังฝนหยุดตก  อีกทั้งสามารถระบายน้ำท่วมขังลงสู่ทะเล   ทางด้านโรงพยาบาลบางสะพาน จะยังไม่รื้อแนวป้องกันรอบโรงพยาบาล ที่ได้นำกระสอบทรายขนาดใหญ่หรือ บิ๊กแบ็ค วางรอบรั้วโรงพยาบาล เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าสู่พื้นที่ใช้งานของโรงพยาบาล และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้วจำนวน 1 เครื่อง เพื่อระบายน้ำที่อาจเอ่อล้นเข้าสู่ภายใน   นายแพทย์ เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เปิดเผยว่า ล่าสุดทางโรงพยาบาลได้ลดระดับการเฝ้าระวังเหลือเพียง 1 ดาวเท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์ฝนที่หยุดตก ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ภาวะปกติ จึงทำให้เจ้าหน้าที่และผู้ป่วยไม่ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้เปิดให้บริการเต็มระบบ เหลือเพียงไม่รับผู้ป่วยหนักจากโรงพยาบาลข้างเคียง    ทั้งนี้จะยังไม่ย้ายผู้ป่วยทั้ง 7รายที่เคลื่อนย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลประจวบและหัวหิน กลับมาเพราะยังต้องเฝ้าระวังน้ำคงค้างจากเทือกเขาตะนาวศรีที่ยังระบายผ่านคลองบางสะพานลงสู่ทะเล ต่อเนื่องไปอีก 1-2วันนี้ เพื่อความไม่ประมาณ ก่อนพิจารณายกเลิกมาตราการเฝ้าระวังในลำดับ   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้เร่งทำแนวรั้วป้องกันน้ำ และอาคารสูงพ้นน้ำ ทั้งที่ได้รับงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขและเงินบริจาคของประชาชนผ่านโครงการก้าวคนก้าวของ ตูนบอดี้สแลม ทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ราวปลายปี 2562 โดยหลังจากนี้น่าจะไม่มีภาพโกลาหลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อหนีน้ำท่วมอีกแล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pNUCudi6rXw    

 2,383
แชร์ออฟเดอะเดย์
22 ต.ค. 60

รพ.พนมสารคามแจงปมญาติผู้ป่วยโพสต์ฉะ - เจ้าตัวขอโทษแล้ว รับไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์โพสต์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง หลังออกมาตำหนิการทำงานของโรงพยาบาลพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ระบุว่า "ว่าด้วยเรื่องโรงพยาบาลพนมสารคาม คนเจ็บท้องน้ำเดินไปคลอด ช่วงเวลา 00.00 น. พยาบาลบอกไม่ทำคลอดให้ เพราะไม่มีหมอ..แม่ตัวใหญ่ คลอดเองไม่ได้ ต้องผ่า ผ่าก็ผ่า..พยาบาลบอกอีกรอบ ก็ไม่มีหมอ ให้ไปโรงพยาบาลอื่น...เรื่องของเรื่องต้องไปเอง โรงพยาบาลไม่ส่งตัวไปให้ ณ จุดนั้น น้ำเดิน น้ำคร่ำแตก ผลสุดท้ายขับรถไปคลอดลูกเองที่โรงบาลเมือง เด็กออกตอนตี 3 ช่วงเวลาที่คุยกับหมอที่ รพ.พนมฯ ก็เกือบครึ่งชม. ถ้าไม่มีหมอจะเปิดทำซากอะไร!! ถ้าคนใกล้จะคลอดจริงๆ หัวเด็กโผล่ออกมาแล้วจะทำไง (เป็นโรงพยาบาล ที่โคตร...มากๆๆ) สัญชาติญาณความเป็นผู้บริการไม่มี รู้เลยเพราะเจอมากับตัวเอง"   ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทางผู้บริหารโรงพยาบาลพนมสารคาม ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านทางเฟซบุ๊กระบุว่า    1. ผู้โพสไม่ได้ไปกับผู้ป่วย และไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์   2. ไม่มีแพทย์ในโรงพยาบาล??? จากข้อความ “คนเจ็บท้องน้ำเดินไปคลอดลูกช่วงเวลา 00.00 น.พยาบาลบอกไม่ทำคลอดให้ เพราะไม่มีหมอ" ข้อเท็จจริง คือ ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลเวลา 00.55 น. พยาบาลและเจ้าหน้าที่ห้องคลอดได้มีการซักประวัติและตรวจหน้าท้องและปากมดลูก และมีการรายงานแพทย์เวรมาตรวจประเมินซ้ำและรายงานอาการผู้ป่วยสูติแพทย์ เวลา 1.10 น. (จากภาพวงจรปิด แพทย์มาตรวจอาการระบุเวลา 1.03 น.) ซึ่งทางโรงพยาบาล "มีแพทย์เวรประจำตลอด 24 ชม." ซึ่งมีทั้งแพทย์เวรใน และแพทย์เวรปรึกษาเฉพาะทางด้าน สูติกรรม กุมารเวชกรรม ศัลยกรรม และอายุรกรรม   จากภาพวงจรปิด แพทย์เวรได้ไปตรวจรักษาคนไข้ และใส่ชุดกาวน์ขาว ปักชื่อแพทย์ ซึ่งเป็นชุดมาตรฐานสำหรับแพทย์อยู่แล้ว ซึ่งไม่น่าทำให้สับสนว่าไม่มีแพทย์ได้   3. ต้องผ่าตัดคลอด??? เป็นความต้องการของผู้ป่วยและสามี ซึ่งทางทีมแพทย์เวรและพยาบาลห้องคลอด ได้มีการประเมินความก้าวหน้าของการคลอด ซึ่งผู้คลอดเคยผ่านการ "คลอดเอง" มาแล้ว 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งการรักษาเพื่อตรวจเลือดสำหรับมารดาที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (แรกรับผู้ป่วยความดัน 160/100 มิลลิเมตรปรอท) ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอาการผู้ป่วยในขณะนั้น และการผ่าตัดต้องอยู่ในดุลยพินิจของสูติแพทย์ และสุดท้ายผู้ป่วยไปคลอดที่โรงพยาบาลพุทธโสธรด้วยการ "คลอดปกติทางช่องคลอด" ไม่ได้ผ่าตัดคลอดแต่อย่างใด และใช้เวลารอคลอดเพียงชั่วโมงเศษๆ   4. ไม่ส่งต่อ ต้องไปเอง??? ข้อความ “โรงบาลไม่ส่งตัวให้” “ผ่าก็ผ่า ก้อไม่มีหมอ ให้ไปโรงบาลอื่น เรื่องของเรื่อง ต้องไปเอง” ทั้งนี้ เนื่องจากแพทย์เวรได้ทำการอธิบายผู้คลอดและสามีแล้ว และจากการประเมินไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด เนื่องจาก 3 ท้องแรกผู้ป่วยคลอดได้เอง และท้องนี้เป็นท้องที่ 4 ประเด็นนี้แพทย์เวรได้อธิบายสามีผู้คลอดแล้วว่าจะต้องรอดูอาการความก้าวหน้าเพื่อเข้าสู่ระยะของการคลอดเป็นระยะๆ และกรณีต้องใช้รถเพื่อส่งคนไข้ ต้องมี "ความสมเหตุสมผล" และมีความจำเป็นจริงๆ ที่โรงพยาบาลไม่สามารถให้การดูแลรักษาได้   ประกอบกับโรงพยาบาลต้องเตรียมรถส่งต่อไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน...ยกตัวอย่างเช่นถ้าโรงพยาบาลใช้รถส่งต่อตามความต้องการของผู้ป่วยหมด (โดยไม่สนข้อบ่งชี้) แล้วมีผู้ป่วยที่ต้องการใช้รถจริงๆเช่น อุบัติเหตุที่ต้องออกรับ ผู้ป่วยเจ็บแน่นหน้าอกที่ต้องออกรับ หรือผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดที่ต้องส่งต่อไปสวนหัวใจด่วน...โรงพยาบาลจะให้คำตอบกับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้อย่างไร   อย่างไรก็ดีทางโรงพยาบาลพนมสารคาม นำโดยคณะผู้บริหารได้เชิญผู้โพสข้อความมาทำความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริง เบื้องต้นผู้โพสได้ลบข้อความที่เป็นประเด็นปัญหาแล้ว และจะโพสขอโทษต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน ทั้งนี้โรงพยาบาลพนมสารคามเป็นโรงพยาบาลที่มุ่งเน้นพัฒนาการดูแลผู้ป่วย ให้มีศักยภาพ และผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย แต่ก็ต้องอยู่ในความถูกต้องและมาตรฐานวิชาชีพ ถ้ามีความบิดเบือนใดๆ ที่จะทำให้โรงพยาบาล และ/หรือผู้ปฏิบัติงานเสื่อมเสีย ทางโรงพยาบาลก็จำเป็นต้องดำเนินงานแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งทางด้านการชี้แจง และทางกฎหมายถ้าจำเป็น (มีความเห็นหลายส่วนจากผู้ปฏิบัติงานว่าทำไมไม่แจ้งความ เหมือนกรณีของโรงพยาบาลปลวกแดง ซึ่งทางคณะทำงานเห็นว่า ถ้าชี้แจง-ทำความเข้าใจแล้วจบด้วยดีทุกฝ่ายก็ยังไม่อยากแจ้งความ)   อยากให้เป็นบทเรียนของผู้โพส และผู้ที่ใช้สื่อ online ว่า การลงข้อมูลใดๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีความรู้ ใส่อารมณ์ และบางครั้งตั้งใจบิดเบือน ตอนนี้หลักฐานเชิงประจักษ์หลายอย่าง อาทิเช่นกล้องวงจรปิด และมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่สามารถเอาผิดผู้ที่ลงข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และก่อความเสียหายกับบุคคล องค์กรได้   ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลฯ ได้เชิญผู้โพสต์ข้อความมาทำความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริง เบื้องต้นผู้โพสต์ได้ลบข้อความที่เป็นประเด็นปัญหาแล้ว และจะโพสต์ขอโทษต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน จึงอยากให้เป็นบทเรียนของผู้โพสต์ และผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ว่า การลงข้อมูลใดๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ใส่อารมณ์ และบางครั้งตั้งใจบิดเบือน มีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่สามารถเอาผิดผู้ที่ลงข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และก่อความเสียหายกับบุคคลและองค์กรได้                     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/rDZuqzFmvfI

 18,598
ข่าวภูมิภาค
11 ต.ค. 60

ระทึก หม้อแปลงไฟฟ้าหลัง รพ.เมืองพัทยาระเบิด ต้องอพยพคนไข้วุ่น

ชลบุรี-เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณด้านหลังโรงพยาบาลเมืองพัทยา ถนนพัทยาสายสาม ต.หนองปรือ อ.บางละมุง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันพาเข็นเตียงผู้ป่วยหนัก ปานกลาง รวมทั้งเด็กทารกแรกเกิด และผู้ป่วยนอกที่รอการตรวจรักษาจำนวนนับร้อยคน ต่างพากันแตกตื่นวิ่งออกมาด้านนอกโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย   โดยเบื้องต้นหลายคนยังไม่ทราบว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่าได้ยินเสียระเบิดดังขึ้นหลายครั้งเท่านั้น ขณะที่บางคนระบุว่าอาจจะเกิดจากถังอ๊อกซิเจนหรือแก๊สระเบิดในอาคาร   อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทราบว่าต้นเหตุมาจากหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูงของสถานีสูบน้ำพัทยากลาง ซึ่งอยู่ติดกับด้านหลังของโรงพยาบาลเกิดการลัดวงจร และระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจำนวนหลายครั้ง ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยได้ทำการฉีดน้ำเพื่อระงับเหตุ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบก่อนจะเข้าตรวจสอบสาเหตุ ขณะที่ทางโรงพยาบาลเมืองพัทยาหลังรับทราบสถานการณ์ก็ทยอยนำผู้ป่วยกลับเข้ายังห้องรักษาตามปกติ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pkTPBCkCtvA  

 864
แชร์ออฟเดอะเดย์
18 ก.ย. 60

ไร้วี่แวว จนท.1669 รพ.ประจวบฯ ขอขมาศพคนไข้เสียชีวิต คาดเครียดจัด ขอลาราชการ

จากกรณีพนักงานวิทยุศูนย์ 1669 โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ พูดจาไม่สุภาพและนำรถกู้ชีพฉุกเฉินมารับช้า เป็นเหตุให้ น้องลูกชิด อายุ 20 ปี คนไข้ป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมียหรือโรคโลหิตจาง โดยบอกให้กินยาพารา และจะมารับในช่วงเช้า ทำให้คนไข้ถึงโรงพยาบาลช้าและเสียชีวิตในที่สุด   ล่าสุดบรรยากาศงานศพ ยังไร้วี่แววของ จนท.1669 โดยไม่มีการมาขอขมาศพตามที่ญาติเรียกร้อง เพื่อไม่ให้ติดค้างจิตใจกัน มีเพียงคณะผู้บริหารโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์เดินทางมาร่วมงานเท่านั้น   ทั้งนี้ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุ 1669 มีความเครียดอย่างมาก ได้ขอลาพักราชการ และปิดโทรศัพท์ ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งทางผู้บริหารและหัวหน้าหอผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินพยายามติดต่อตลอดเวลา เพื่อพามาหาญาติผู้เสียชีวิต ไม่ได้ต้องการจะผิดคำพูดกับญาติแต่อย่างใด โดยขณะนี้ได้กำชับให้ติดต่อและนำตัวพนักงานวิทยุทั้งสองรายมาพบญาติผู้ตายให้ได้   ในส่วนของกำลังใจบุคลากรโรงพยาบาล ทั้งแพทย์และพยาบาลต่างทำงานกันเต็มที่อยู่แล้ว เพราะมีหน้าที่ดูแลประชาชน แต่ที่กังวลคือประชาชนอาจเกิดความไม่มั่นใจ หรือหมดศรัทธาต่อการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นตัวปั่นทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ในการทำงานแต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษามาตราฐานของโรงพยาบาลไว้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ED4axW9zhig

 32,559
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 ส.ค. 60

ชาวพังงาตั้งคำถาม รพ.บางไทรขึ้นป้ายให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่อื่น สธ.ปัดสั่งปิดแค่เปลี่ยนนโยบาย

แพทย์สาธารณสุขพังงา ชี้แจงไม่ได้ปิดโรงพยาบาลบางไทร หลังโลกออนไลน์ตั้งคำถาม รพ.ขึ้นป้าย ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอแทน   เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ของชาวจังหวัดพังงา เมื่อมีการแชร์ภาพ โรงพยาบาลบางไทร อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ขึ้นป้ายขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาลบางไทร ระบุข้อความว่า “ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป ท่านสามารถรับบริการฉุกเฉินได้ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า จึงเรียนมาเพื่อทราบและขออภัยในความไม่สะดวก”   ภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ที่ต้องใช้บริการของโรงพยาบาลบางไทร เข้าใจกันว่า โรงพยาบาลจะปิดตัวลง และให้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าแทน จนเกิดความกังวลกันว่า ชาวบ้านในพื้นที่จะได้รับความเดือดร้อน   โดยผู้ใช้ facebook ชื่อ Warakorn Tunwanich โพสต์ข้อความถึงเรื่องดังกล่าว ใจความโดยสรุประบุว่า ประชาชนกำลังจะได้รับความลำบาก หลังผู้มีอำนาจสั่งปิดโรงพยาบาลบางไทรแบบเงียบๆ โดยที่ชาวบ้านหรือแม้กระทั่ง หน่วยกู้ภัยในพื้นที่ไม่มีใครรู้สาเหตุ  ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนแน่นอน เพราะโรงพยาบาลตะกั่วป่า มีคนไข้ใช้บริการเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว หากโรงพยาบาลบางไทรปิดตัว แล้วไปใช้บริการที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าเพิ่ม กลัวว่าโรงพยาบาลจะรับไม่ไหว พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า การจะสั่งปิดสถานที่สำคัญในชุมชนอย่างโรงพยาบาล ควรจะมีการทำประชาพิจารณ์ ถามความเห็นของคนในชุมชนก่อนหรือไม่   ล่าสุดผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา ไปสอบถามถึงเรื่องดังกล่าวจาก นายสามารถ ถิระศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า โรงพยาบาลบางไทร ไม่ได้ปิดตัวลงอย่างที่มีการเข้าใจกัน เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนระบบการให้บริการ จากแบบเดิมซึ่งเป็นแบบตั้งรับ มาเป็นการให้บริการแบบเชิงรุก ด้วยการเข้าเยี่ยมผู้ป่วยในพื้นที่ หรือที่เรียกว่า คลินิกหมอครอบครัว เพื่อลดภาระไม่ต้องให้ผู้ป่วยเดินทางมายังโรงพยาบาล ตามนโยบายของรัฐบาล   โดยขณะนี้ คลินิกหมอครอบครัวบางไทร (โรงพยาบาลบางไทร) ยังคงให้บริการตรวจผู้ป่วยนอก ตามปกติ ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30น. – 16.30น. ส่วนบริการผู้ป่วยใน และ ผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้ปรับเปลี่ยนให้ประชาชนไปใช้บริการที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ และมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มากกว่า   นอกจากนี้ โรงพยาบาลบางไทร ยังเปิดให้บริการทันตกรรม ตามเวลาทำการปกติ (จันทร์-ศุกร์ 8.30-16.30 น.) ซึ่งโรงพยาบาลบางไทร เป็นศูนย์ด้านทันตกรรม มีทีมแพทย์ และเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถแบ่งเบาภาระด้านทันตกรรม จากโรงพยาบาลตะกั่วป่าได้เป็นอย่างดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PrXRlJ9sHCU  

 10,302
แชร์ออฟเดอะเดย์
27 ก.ค. 60

ดราม่าเด็ก 5 ขวบถูกไม้เสียบลูกชิ้นแทงมือ ต้องรอนาน 2 ชม. รพ.แจงแพทย์มีน้อย-คนไข้ล้นห้อง

มหาสารคาม-จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก natthanika boonsoong โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่าถึงการทำงานของพยาบาล และแพทย์ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาสารคาม ภายหลังจากที่หลานสาววัย 5 ขวบวิ่งหกล้ม ได้รับบาดเจ็บถูกไม้เสียบลูกชิ้นเสียบเข้าที่มือ ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง จนมือซีด ทำให้แม่และน้าสาวตัดสินใจปฏิเสธการรักษา และนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแทน   ด้านแม่ของเด็กระบุว่า น้องได้ไปซื้อลูกชิ้นมา 1 ไม้ และได้วิ่งซนตามประสาเด็ก แล้วเกิดหกล้ม ทำให้ไม้เสียบลูกชิ้น เสียบเข้าที่มือซ้ายของน้อง ช่วงบริเวณระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ไม้เสียบได้ปักคามือน้อง เมื่อผู้ปกครองเห็นก็ตกใจ ไม่กล้าดึงไม้ออก จึงได้รีบพาตัวส่งโรงพยาบาลมหาสารคาม ช่วงที่พาน้องมาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ก็มีพยาบาลมาซักประวัติ จากนั้นก็ได้แต่รอนานนับชั่วโมง จนคนที่มาทีหลัง ได้รับการรักษาก่อน เมื่อไปถามเจ้าหน้าที่ ก็บอกว่าหาแฟ้มประวัติน้องไม่เจอ จนลูกสาวมือซีด และน้องยังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา แม่จึงตัดสินใจอุ้มน้องออกมาจากห้องฉุกเฉิน และนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ก่อนที่น้าสาวจะโพสต์ข้อความระบายความในใจบนเฟซบุ๊ก และมีคนแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม่คิดว่าถือว่ายังโชคดีที่ลูกไม่เป็นอะไรมาก   ในเวลาต่อมานายแพทย์วีระศักดิ์ อนุตรอังกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาสารคาม เปิดเผยว่า ผู้ป่วยเป็นเด็กหญิง อายุ 5 ขวบ ได้รับบาดเจ็บไม้เสียบลูกชิ้นปักคามือซ้าย เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาสารคาม เมื่อเวลา 19.49 น. จากนั้นเวลา 19.52 น. แพทย์ได้ตรวจดูอาการ พร้อมแจ้งพยาบาลให้ทำเรื่องให้ผู้ป่วยเข้าระบบเป็นผู้ป่วยในเพื่อทำการรักษาตัวก่อน เนื่องจากไม่สามารถเอาไม้เสียบลูกชิ้นออกจากมือเด็กได้ทันทีภายในห้องฉุกเฉิน เนื่องจากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุเพียง 5 ขวบ มีอาการร้องไห้ตลอดเวลา และไม่ทราบชัดเจนว่าไม้เสียบลูกชิ้นได้เสียบใกล้บริเวณกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท หากดึงออกทันที ก็อาจเกิดอันตรายได้ ทำให้การถอดไม้ลูกชิ้นออก จำเป็นที่จะต้องพิจารณาเอาออกภายในหอผู้ป่วย เพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออกให้หมดเพื่อป้องการการอักเสบติดเชื้อในภายหลัง   อีกทั้งขณะนั้นมีผู้ป่วยรอรับการรักษาตามคิวจำนวน 23 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยหนัก 2 – 3 ราย แต่ห้องฉุกเฉินมีอัตรากำลังทั้งแพทย์พยาบาลเพียง 9 คน จึงทำให้ไม่สามารถให้บริการได้พร้อมกันอย่างรวดเร็ว กรณีนี้อาจเกิดการสื่อสารที่ขาดความต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถรอได้ จึงขออภัยหากการให้บริการเกิดความล่าช้าไม่ทันใจ   ทั้งนี้ทั้งนั้น ในมุมมองของคนไข้ และเจ้าหน้าที่อาจจะไม่เหมือนกัน มุมมองคนไข้ก็จะเป็นในเรื่องของการรักษาที่เร่งด่วน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในข้อเท็จจริงคือ แพทย์ อยากให้เด็กเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จึงได้สั่งให้แอดมิด และเตรียมที่จะไปเอ็กซเรย์ เพื่อที่จะดึงไม้เสียบลูกชิ้นออกจากมือ แต่ขณะเดียวกันในห้องฉุกเฉิน ก็มีผู้ป่วยอีกกว่า 20 ราย ที่มารอรับการรักษา ก็ได้แบ่งทีมแบ่งงานกันออกไปดู และเป็นเคสฉุกเฉินหลายเคส ทีมแพทย์จึงได้แบ่งเวลาไปดูแล ซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจ ประกอบกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่สมบูรณ์เพราะเป็นอาคารใหม่ เจ้าหน้าที่ก็อาจเหนื่อยล้าจากการทำงาน ทำให้ให้บริการได้ไม่เต็มที่ ซึ่งก็ต้องขอความเห็นใจให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OPhvT-Hlb6M    

 7,100
แชร์ออฟเดอะเดย์
26 ก.ค. 60

แพทย์แจงหญิงเมืองคอนป่วยแผลพองทั้งตัว เป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่พิษแมงมุม

โลกออนไลน์ มีการแชร์เรื่องราวของหญิงสูงวัยคนหนึ่ง ร่างกายเป็นแผลพุพอง ทั่วทั้งตัว โดยผู้โพสต์ระบุว่า ผู้ป่วยถูกแมงมุมกัด จนเกิดอาการอย่างที่ปรากฎในภาพ มีอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง สวมเสื้อผ้าไม่ได้ ตอนนี้เป็นคนไข้ติดเตียง โดยแพทย์ระบุว่าเป็นโรคร้ายแรง หายากพบเพียง 1 ในล้านคน   ด้านผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราช ได้ไปพูดคุยกับ นางสาวชดาภรณ์ ทองอยู่ วัย 36 ปี บุตรสาวของผู้ป่วยที่ปรากฎในภาพ คือนางแดง ทองอยู่ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม่ของตนไปกรีดยางในสวนยาง แล้วถูกแมงมุมกัด ตอนนั้น   จนกระทั่งช่วงเดือนมีนาคม อากาศร้อนมาก จู่ๆแม่ก็มีตุ่มพองขึ้นที่ขาและแขน ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ไปพบแพทย์ที่คลินิก บอกแพทย์ว่า เคยถูกแมงมุมกัดมาก่อน แพทย์ก็บอกว่าเป็นไปได้ว่าเกิดอาการแพ้เหล็กในสัตว์หรือแมลง แต่เมื่อดูจากบาดแผลตามร่างกาย ก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นแมงมุม หรือแมลงชนิดใด   ต่อมาอาการของแม่หนักขึ้นเรื่อยๆ ตุ่มพุพองลามไปทั่วร่างกาย จนต้องนำส่งโรงพยาบาลท่าศาลา ที่ จ.นครศรีธรรมราช แพทย์ทำการขูดชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วรักษาตามอาการ  แต่เมื่ออาการยังไม่ดีขึ้น สุดท้ายจึงต้องส่งไปที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา   อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์นายแพทย์ เรืองศักดิ์ ลีธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า กรณีของนางแดง ที่ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตนได้พูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วทราบว่า คนไข้ป่วยเป็นโรคเพมฟิกัสที่ผิวหนังชั้นลึก (Pemphigus Vulgaris) ซึ่งเป็นโรคตุ่มน้ำพองเรื้อรัง เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ  ร่างกายสร้างภูมิขึ้นมาทำลาย เยื่อบุ และเซลล์ผิวหนังของตัวเอง ทำให้ผิวหนังจึงหลุดลอกออกจากกัน เกิดอาการตุ่มน้ำพองที่ผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ   โรคดังกล่าวเป็นโรคทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย ไม่ได้เกี่ยวกับพิษแมงมุมแต่อย่างใด คาดว่าผู้ป่วยน่าจะเกิดความเข้าใจผิด เชื่อมโยงอาการของโรค กับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ถูกแมงมุมกัด แต่แพทย์ขอยืนยันว่า สาเหตุไม่ได้มาจากแมงมุมอย่างแน่นอน และไม่ได้เป็นโรคหายากอย่างที่โพสต์กันในโลกออนไลน์ โอกาสพบผู้ป่วยโรคนี้ อยู่ที่ 2 ต่อ 1 แสน (ใน 1 แสนคน พบผู้ป่วย 2 คน)   สำหรับการรักษา แพทย์จะให้ยาในกลุ่มยาสเตียรอยด์ ตามความรุนแรงของโรค แต่เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง แม้จะรักษาจนอาการสงบแล้ว ก็ยังอาจกลับมากำเริบใหม่ได้เรื่อยๆ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/quGg7n0KmQQ  

 4,580
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ก.ค. 60

ผอ.รพ.พระจอมเกล้า ยันดูแลคนไข้ถูกงูกัดเต็มที่ ล่าสุดปลอดภัย หลังมีดราม่าโพสต์ให้รอนาน สุดท้ายคนโพสต์ขอโทษ

โลกโซเชียลแชร์โพสต์ที่มีข้อความว่า น้องคนนี้ถูกงูเห่ากัด ทางรพ.ชะอำ ได้ส่งตวไป รพ.พระจอมเกล้าเพชรบุรี ขณะนี้น้องได้ถึง รพ.พระจอมเกล้าประมาณ 4-5 ชม.แล้ว รอนานมากกว่าจะมาฉีดยาให้ ได้แต่ใส่เครื่องช่วยหายใจ สงสารน้องมากค่ะ นอนรอดูอาการ ตัวงูก้อ มีให้เห็นอยู่ว่าเป็นงูชนิดใด ช่วยกันแชร์ให้ถึง รพ.หน่อยนะค่ะ น้องอาการแย่มาก #ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบน้องนิวอีก   จากนั้นต่อมาสายวันเดียวกันก็มีการลบข้อความนี้ออก แล้วมีการโพสต์ขึ้นไปใหม่ เป็นการขอโทษ ยอมรับว่าเป็นอาการจิตตกเพราะเป็นห่วงน้องที่ถูกงูกัด   ด้าน นพ.สาธิต รัตนศรีทอง จอมเกล้า จ.เพชรบุรี ได้ตรวจสอบเรื่องราวพร้อมให้รายละเอียดว่า ผู้ป่วยรายนี้ถูกงูกัดที่นิ้วก้อยและส่งตัวมาจากรพ.ชุมชน ซึ่งทางรพ.ชุมชนได้ให้การดูแลเบื้องต้น โดยการใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งพิษงูมีผล 2 ชนิด คือระบบประสาทและเลือด ถ้าเป็นระบบประสาทจะทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ ถ้าต่อระบบเลือด จะทำให้เลือดออกง่ายหรือเลือดออกไม่หยุด ข้อมูลจากการตรวจเบื้องต้นของรพ.ชุมชน คนไข้บอกว่ามีอาการกลืนลำบาก จึงได้ใส่ท่อช่วยหายใจ ป้องกันมาก่อน เนื่องจากกลัวว่าถ้าเกิดทำให้เกิดอาการหยุดหายใจแล้วจะมีปัญหา พร้อมกับส่งตัวมารักษาที่รพ.พระจอมเกล้า   ทางห้องฉุกเฉินแพทย์ได้ดูแลและมีการสั่งเซรั่มแก้พิษงูให้ พร้อมทั้งให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการอักเสบที่บริเวณแผล และมีการตรวจสอบว่า ระบบเลือดของผู้ป่วยมีความผิดปกติในเรื่องการแข็งตัวของเลือดหรือไม่ พร้อมทั้งสังเกตอาการว่ามีกระทบต่อระบบประสาทหรือไม่ รุนแรงที่สุดก็คือหยุดหายใจ คนไข้ได้ถูกส่งตัวไปพักรักษาตัวในวอร์ดที่เป็นกึ่งวิกฤติ ที่จะดูแลคนไข้ที่มีอาการค่อนข้างจะหนัก พร้อมกับใช้เครื่องช่วยหายใจผู้ป่วย ล่าสุดก็เอาเครื่องช่วยหายใจออก ผู้ป่วยหายใจเองได้ ไม่เหนื่อย แต่ก็มีประเด็นที่จะต้องดูอาการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาการพิษงูว่าหมดหรือยัง ตอนนี้คนไข้มีอาการต่อเนื่องคืออาการอักเสบที่บริเวณแผล ต้องประเมินต่อว่า เราใช้ยาปฏิชีวนะ ช่วยในการฆ่าเชื้อแล้ว ได้ผลหรือไม่ ลุกลามหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลกต้องทำการกรีดระบาย ตามแผนการรักษาอาการผู้ป่วยที่แพทย์ผู้ดูแล ได้รายงานมา   ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ข้อความนั้น ก็น่าจะเป็นความเข้าใจผิด และได้โพสต์ขอโทษแล้ว ด้วยความที่ไม่รู้และความเป็นห่วงว่า น้องเขาจะเป็นอะไรมากไหม ก็เป็นด้วยความไม่รู้และความห่วงใย ซึ่งผู้โพสต์เองก็ได้โพสต์ขอโทษแล้ว   ในส่วนของผลกระทบนั้น ผอ.รพ.เองได้ฝาก เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่แต่ไปกระทบในวงกว้างของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ ทั้งจากกรณีที่ผ่านมา การที่เข้าสู่วิชาชีพนี้ที่ช่วยดูแลผู้เจ็บป่วย ก็เป็นความตั้งใจของผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น แต่พอมีผลกระทบมากๆในเรื่องที่เกี่ยวกับการสื่อออกไปโดยที่ไม่ทราบข้อเท็จจริง ก็จะมีผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของผู้ทำงาน ไม่ใช่กระทบต่อที่นี่ แต่มีผลกระทบไปถึงผู้ประกอบวิชาชีพนี้โดยทั่วไป ซึ่งตนเองก็ได้ปลอบขวัญและให้กำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า ถ้าเราปฏิบัติงานตามมาตรฐานแล้ว ก็ต้องเข้มแข็ง ขอยืนยันว่าเราให้การดูแลอย่างเต็มที่แล้วและให้กำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ทุกคน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/K9m0o_meQWo    

 2,774
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ก.ค. 60

แชร์ว่อน ชายอ้างเป็นวิศวะโวยหมอลั่น ให้รีบไปดูอาการเมีย ด้าน ผอ.รพ.ขอให้เรื่องจบ ชีเจอทั้งคนเมา คนบ้า ต้องอดทนเป็นพิเศษ

จากกรณีเพจแหม่มโพธิ์ดำ โพสต์คลิปของญาติคนไข้ที่ได้บันทึกไว้ได้ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ขณะมีชายคนหนึ่ง ที่อ้างตัวว่าเป็นวิศวะแสดงอาการเกรี้ยวกราด ด่าทอหมอที่กำลังเข้าเวรรักษาคนไข้ ด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆนาๆ บังคับให้ไปดูอาการของภรรยาที่มีอาการปวดท้อง   จากการตรวจสอบข้อมูลแล้วทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลรักษ์สกล โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสกลนคร โดยภาพและเสียงภายในคลิปวิดีโอที่ปรากฏนั้น เป็นภาพของชายคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าไหมสีชมพู กางเกงขายาวสีดำ เดินกลับไปกลับมาภายในห้องที่ถูกระบุว่าเป็นห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรักษ์สกล ใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอหมอเวรตลอดเวลา รวมทั้งพาดพิงไปถึงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถาบันที่หมอคนที่ถูกด่าจบการศึกษามา โดยหลังจากที่คลิปดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยไป ก็มีผู้ให้ความสนใจ แชร์ส่งต่อไปเป็นจำนวนมาก ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น   โดยแพทย์ระบุว่า ขณะที่แพทย์เวร กำลังตรวจรักษาคนไข้ตามปกติ ที่เตียงรักษาหมายเลข 1 ก็ปรากฏว่าชายที่อยู่ในคลิปที่อ้างตัวว่าเป็นวิศวะ ได้พาภรรยาเข้ามาที่โรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจรักษาอาการปวดท้อง พยาบาลจึงได้นำคนไข้มารอที่เตียงรักษาหมายเลข 2 ที่อยู่ติดกัน     ในขณะนั้น เป็นจังหวะที่แพทย์เวรพึ่งทำการตรวจรักษาคนไข้ที่เตียง 1 เสร็จ แล้วเดินนำคนไข้มายังโต๊ะนั่ง เพื่อบันทึกการตรวจรักษาและจ่ายยาให้กับคนไข้ ซึ่งก็มีการพูดคุยสอบถาม และให้คำแนะนำคนไข้ในการรักษาตัวตามปกติ ระหว่างที่แพทย์เวรกำลังคุยกับคนไข้อยู่นั้น ชายที่อยู่ในคลิปก็เดินเข้ามาต่อว่าหมอ ว่ามัวคุยกับคนอื่นทำไม เป็นหมอก็ต้องไปคุยกับคนไข้ จากนั้นก็เริ่มโวยวายด่าทอเสียงดังตามที่ปรากฏอยู่ในคลิป ซึ่งการที่ชายคนดังกล่าวมีอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่างนั้น น่าจะเกิดจากการเข้าใจผิดว่าหมอมัวแต่คุยกับคนอื่น แล้วไม่ไปตรวจดูอาการภรรยาตน คงจะด้วยความที่รักและเป็นห่วงภรรยามากจนเกินเหตุ ทำให้มีอารมณ์ฉุนเฉียว   ซึ่งชายคนดังกล่าวโวยวายเสียงดังอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่แพทย์เวรไม่ได้โต้ตอบใดๆ และเมื่อโดนต่อว่าหนักๆ คุณหมอคนดังกล่าว จึงได้ขอตัวจากคนไข้ที่กำลังรักษาติดพันอยู่ ไปทำการตรวจรักษาให้กับภรรยาของชายคนดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจก็พบว่าคนไข้มีอาการจุกเสียดแน่นท้องธรรมดา ซึ่งในทางการแพทย์ไม่ถือว่าเป็นอาการที่รุนแรง หมอจึงได้ทำการฉีดยารักษาไปตามขั้นตอน ซึ่งหลังจากนั้น จนท.ก็ได้ต่อโทรศัพท์มาให้คุยกับตน ซึ่งตนก็ได้อธิบายเหตุผลไปพร้อมกับขอโทษชายคนดังกล่าวด้วย และยกเว้นไม่เก็บค่ารักษาเนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดเรื่องบานปลาย และคิดว่าเรื่องจบไปแล้ว ก็เห็นว่าชายคนดังกล่าวมีท่าทางพอใจก่อนเดินทางกลับไป แต่มารู้ว่ามีญาติคนไข้อีกราย ที่ทนไม่ได้อัดคลิปนำไปแชร์ในโซเชี่ยล จนกลายเป็นข่าวดัง     ด้าน ผอ.โรงพยาบาลรักษ์สกล ยืนยันอีกครั้งว่า ทางตนไม่ได้คิดอะไรในเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่คนที่ทำงานด้านนี้จะต้องพบเจอ ทั้งคนบ้า คนเมา คนสารพัดที่ต้องมาที่โรงพยาบาล จึงต้องมีความอดทนเป็นพิเศษ ซึ่งทางแพทย์เวรคนที่ถูกกระทำ ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองใดๆ ไม่มีการไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท หรือไปดำเนินการในเรื่องอื่นๆแต่อย่างใด และอยากให้เรื่องทุกอย่างยุติลง แล้วจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำหนาที่รักษาคนไข้ต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nfjxh6kQppQ      

 1,948
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ก.ค. 60

อุทาหรณ์ หนุ่มติดกินยาแก้ปวด 'ทรามาดอล' ต่อเนื่อง จนไตวายดับ แพทย์เตือนซื้อกินเอง อันตรายถึงชีวิต

เพจ แหม่มโพธิ์ดำ แพร่เรื่องราวจากสมาชิกท่านหนึ่ง ที่เล่าอุทาหรณ์มีผู้ใช้ยาแก้ปวดทรามาดอล 500 มิลลิกรัม เมื่อครั้งเกิดอุบัติเหตุ ลักษณะยาเป็นแคปซูลเม็ดสีเขียวเหลือง เมื่อหายแล้วก็ยังรับประทานอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีอาการ ตัวบวม ไตวายและเส้นเลือดในสมองตีบ เป็นอัมพาตครึ่งซีกขวา ไม่สามารถเดินได้ และเสียชีวิตลงในที่สุด   ด้านแพทย์กล่าวว่ายาแก้ปวดทรามาดอล 500 มิลลิกรัม เป็นยาระงับอาการปวดขั้นรุนแรง  สามารถระงับอาการปวดได้มากกว่ายาทั่วไป ถือเป็นยาอันตราย ต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น มีกฎหมายบังคับว่า ร้านขายยาห้ามขายแก่เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี  ซึ่งร้านจะขายได้ครั้งละไม่เกิน 20 เม็ด เดือนละ 1,000 เม็ดเท่านั้น อีกทั้งต้องรายงานการขายให้ อย.ทราบ   แต่ขณะนี้มีรายงานว่าวัยรุ่นนิยมนำไปผสมกับเครื่องดื่ม ทำให้มีอาการเมาเคลิ้ม ซึ่งน่าเป็นห่วงต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่ออาการไตเสื่อม ไตวาย สมองเสียหาย ชัก ระบบหายใจถูกกดและอาจเสียชีวิตได้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uc2liWdwYDU  

 18,980
ข่าวภูมิภาค
14 ก.ค. 60

หญิงวัย 59 แจ้งความร้านนวดจับเส้นทำขาหัก หมอนวดโต้ลูกค้าไม่บอกป่วยกระดูกพรุน

ชลบุรี-ลูกสาวร้องเรียน แม่วัย 59 ปี ได้รับบาดเจ็บขาหัก ต้องดามเหล็กไว้ตลอดเวลา และต้องเข้ารับการผ่าตัด เนื่องมาจากได้ไปนวดจับเส้นที่ร้านนวดแผนไทย  แต่ทางเจ้าของร้านไม่แสดงความรับผิดชอบ ชดใช้ค่าเสียหาย และไม่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล จึงได้เข้าแจ้งความ   ด้านหมอนวดออกมาตัดพ้อว่า เนื่องจากมีลูกค้าเยอะจึงยังไม่ได้เดินทางไปเยี่ยม ส่วนตัวพร้อมรับผิดชอบ แต่ไม่มีเงิน กำลังจะนำ จยย.ไปจำนำ คาดว่าจะได้เงินประมาณ 7,500 บาท ที่เหลือก็จะขอผัดผ่อนจ่ายค่ารักษา   อีกทั้งทางลูกค้าไม่ได้แจ้งว่าเป็นโรคกระดูกพรุน แจ้งแต่ว่าเคยให้คีโมรักษามะเร็ง ซึ่งระหว่างนวดได้เกิดเสียงดังโพล๊ะ และมาพบว่ากระดูกหัก ทั้งนี้ค่าครู 700 บาท ยืนยันว่าต้องเก็บตามธรรมเนียม โดยลดให้จาก 1,300 บาท พร้อมเผยเคยนวดมาหลายสิบปีไม่เคยเกิดเหตุร้ายใดๆ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lL4s69806vM  

 6,101

Top