ค้นหา :

ผลการค้นหา "ทนายสงกานต์"

สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 61

คดีพลิก! ทหารเกณฑ์รับแล้ว เป็นคนยิงหนุ่มดับคาด่านแม่สรวย หลังญาติบุก สตช. ร้อง 'ศรีวราห์'

ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ พาญาตินายศรชัย สถิตย์รักษ์ดำรง อายุ 35 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะขับรถผ่านด่านที่จังหวัดเชียงราย เข้าร้องเรียน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ขอให้เร่งรัดคดี และโอนคดีมายังส่วนกลาง เหตุไม่ปักใจเชื่อมีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว ด้าน รอง ผบ.ตร.สั่งเร่งตรวจเปรียบเทียบหัวกระสุนกับอาวุธปืนต้องสงสัยที่ยึดมาจากเจ้าหน้าที่ พร้อมให้สอบสวนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเพิ่ม   ล่าสุดทหารเกณฑ์นายหนึ่ง ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านตรวจในวันเวลาที่เกิดเหตุ รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ใส่รถ ขณะที่นายศรชัย ขับรถผ่านด่าน โดยด่านตรวจดังกล่าวในวันเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ประจำด่าน 14 คน เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และมีทหาร 2 นาย เป็นทหารยศนายสิบ และทหารเกณฑ์ 1 นาย ซึ่งเจ้าตัวได้มอบตัวกับแม่ทัพภาค3แล้ว โดยทางผู้บังคับบัญชาเตรียมนำเข้ามอบตัวกับตำรวจ ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค5 จ.เชียงใหม่ ในวันที่ศุกร์ ที่12 ม.ค.นี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vn8fIKwQw0A    

 88,593
สังคม-อาชญากรรม
13 พ.ย. 60

ทนายสงกานต์ยื่นหลักฐานสตม. เอาผิดบ.จัดหางาน ฐานค้ามนุษย์ หลังถูกชักชวนให้ไปค้าแรงงานยังต่างประเทศ

นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำตัวแรงงานชาวไทย จำนวน 61 คน เข้าพบ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อมอบหลักฐานเอกสาร ที่อ้างว่า เป็นหนังสือเอกสารยินยอม ที่บริษัทจัดหางาน และกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข่มขู่ บังคับให้แรงงานไทยเซ็นลงนาม ไม่เอาผิดกรณีแรงงานไม่ได้ทำงาน และไม่ได้รับเงินเดือน ทำให้แรงงานไทยจำยอมต้องเซ็นไว้ เนื่องจากกังวลว่า หากไม่เซ็นลงนามดังกล่าวจะไม่ได้รับหนังสือเดินทางคืน เพื่อเดินทางกลับ   โดยแรงงานทั้งหมด ถูกบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง ชักชวนไปทำงาน แต่กลับถูกทอดทิ้ง และได้รับการช่วยเหลือกลับจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต สืบเนื่องจากเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แรงงานกลุ่มนี้ โดยได้สมัครทำงานกับบริษัทจัดหางานที่ได้รับการรับรอง และได้เดินทางไปทำงานเป็นช่างเชื่อม แต่เมื่อไปถึง พบว่า ลักษณะงานไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้นายจ้างเลิกจ้าง และไม่จ่ายเงินเดือน โดยอ้างแรงงานดื่มสุรา และรวมตัวกันหยุดงาน จนทำให้แรงงานไทยกว่า 130 คน ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีเงินเดินทางกลับ และ ไม่มีหนังสือเดินทาง เนื่องจากถูกยึด ตั้งแต่เดินทางไปถึง จนแรงงานต้องร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า สำนวนคดีนี้ ได้ส่งให้ พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำไปขยายผลต่อแล้ว เนื่องจาก ในความรับผิดชอบของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ โดยพนักงานสอบสวนตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ สอบปากคำแรงงานไทยผู้เสียหายไปครบถ้วน ส่วนจะเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงจัดหางาน หรือ ความผิดอาญาอื่นๆ หรือไม่ รวมถึงการค้ามนุษย์ ต้องเรียกตัวแทนบริษัทจัดหางาน มาสอบขยายผล เป็นอำนาจหน้าที่ของ พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่จะพิจารณาต่อไป ส่วนประเด็นที่ผู้เสียหาย นำหลักฐานมาส่งมอบให้ในครั้งนี้ จะตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง   ขณะที่นายสงกานต์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ นำหลักฐานซึ่งเป็นภาพถ่ายและคลิป ที่แรงงานรวบรวมไว้ ขณะถูกบังคับให้เซ็นเอกสารยินยอม และหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ข่มขู่ บังคับแรงงาน ให้ตำรวจพิจารณาเอาผิดในความผิดฐานค้ามนุษย์ ให้ได้

 3,016
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ย. 60

เหยื่อถูก ‘น้ำมนต์’ หลอกแต่งงานทยอยแจ้งความต่อเนื่อง โผล่อีกกรณีถูกหลอกฝากงาน สูญเงินนับแสน

นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทนายความ พานายปรเมศร์ นะโส ผู้เสียหายรายที่ 5 ซึ่งเคยถูก น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือน้ำมนต์ ผู้ต้องหาคดีหลอกให้แต่งงาน ก่อนจะเชิดเงินสินสอดหลบหนีไป เดินทางมาให้ปากคำกับตำรวจเพิ่มเติม   นายปรเมศร์ เปิดเผยว่า รู้จักกับน.ส.จริยาภรณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ขณะนั้นตนยังทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง โดยเริ่มรู้จักกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 หลังจากนั้นไม่นาน น.ส.จริยาภรณ์ ก็เดินทางมาหาตนที่จ.ชลบุรี และคบหากันอยู่ประมาณ 3 เดือน ก็ถูก น.ส.จริยาภรณ์ชักชวนให้ลาออกจากงาน เพื่อมาลงทุนทำธุรกิจค้าผลไม้แก้วมังกรด้วยกัน พร้อมกับเดินทางไปดูสวนผลไม้ที่ จ.น่าน อีกด้วย   นายปรเมศร์ กล่าวต่อว่า ระหว่างนั้น น.ส.จริยาภรณ์ ก็เริ่มพูดถึงเรื่องพิธีแต่งงาน พร้อมเรียกเงินค่าสินสอดเป็นเงิน 4 แสนบาท ทองคำน้ำหนักอีก 3 บาท ร่วมทั้ง น.ส.จริยาภรณ์ ยังพาตนไปเที่ยวบ้านที่ย่านคลองสาม ถนนรังสิต-นครนายก จ.ปทุมธานี เพื่อเจรจากับพ่อ-แม่ของน.ส.จริยาภรณ์ เพื่อตกลงจัดงานแต่งงานกันประมาณเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา   ซึ่งระหว่างนั้นทางผู้เสียหาย ก็เตรียมหาเงินเพื่อนำมาให้สินสอด ซึ่งตอนนั้นหามาได้แล้วประมาณ 2.5 แสนบาท และโอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารของน.ส.จริยาภรณ์แล้วด้วย แต่ปรากฏว่าในที่สุดก็ไม่ได้แต่งงานกัน เพราะมาทราบภายหลังว่าน.ส.จริยาภรณ์ ยังคบหาอยู่กับผู้ชายคนอื่น ที่กำลังจะแต่งงานกันอีกด้วย โดยอ้างว่าเพราะหาสินสอดมาได้ไม่ครบ หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย   ขณะเดียวกันนายสงกานต์ ยังพาพยานคือ น.ส.อาภาภรณ์ โคตรบุดดา อายุ 28 ปี และ น.ส.สุกัญญา ปะระไทย อายุ 30 ปี ผู้เสียหายซึ่งเคยถูกน.ส.จริยาภรณ์ หลอกช่วยเหลือให้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่เทศบาลนาแห้ว จ.เลย แต่ต้องเสียเงินให้รายละ 1.3 แสนบาท แต่ก็ไม่ได้เข้าทำงานแต่อย่างใด ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลจังหวัดเลย มาให้ปากคำในฐานะพยานด้วย   พร้อมกันนี้ยังพบพิรุธของ น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ที่ถูก น.ส.จริยาภรณ์แอบอ้างนำชื่อไปใช้เปิดบัญชีนั้น พบว่าเคยแจ้งความบัตรหายเพื่อขอทำบัตรใหม่มาแล้วทั้งหมด 6-7 ครั้ง โดยครั้งแรกแจ้งหายไว้ที่อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ส่วนที่เหลือมีการแจ้งหายในพื้นที่ อ.เมือง จ.เลย ซึ่งก็ถือเป็นข้อพิรุธที่กำลังตรวจสอบ   นอกจากนี้ ก็พบอีกว่า น.ส.สร้อยเพ็ชรได้บัญชีธนาคารไว้ มีทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบิ๊กซีเพชรบูรณ์, ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่จ.ระยอง และที่จ.สระแก้ว หลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งเชิญตัวน.ส.สร้อยเพ็ชรมาสอบปากคำเพิ่มเติมด้วย ส่วนพ่อแม่ของน.ส.จริยาภรณ์ นั้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบปากคำว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ อย่างไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2vz2bjS5aak  

 12,671
สังคม-อาชญากรรม
07 ก.ย. 60

เพื่อนบ้านแฉ น้ำมนต์ จัดงานแต่งหลอกเชิดสินสอดบ่อย เหยื่อลั่นไม่ให้อภัย หญิงเจ้าของบัญชีประสานขอมอบตัว

จากกรณีที่นางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือน้ำมนต์ เจ้าสาวแสบ ที่หลอกลวงชายหนุ่มให้มาแต่งงานด้วย แล้วเชิดเงินสินสอดหลบหนี ผู้เสียหายมีถึง 14 คน มูลค่าความเสียหายเกิน 1 ล้านบาท ต่อมากลุ่มผู้เสียหายได้รวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปรามนั้น   โดยเพื่อนบ้านเช่าย่านรังสิต-นครนายก คลอง 3 ที่สาวใช้เป็นที่หลอกชายแต่งานสองราย เผยเคยเห็นจัดงานแต่งงานไล่เลี่ยกัน 2 ครั้งในเดือนเดียว ชี้เป็นคนไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ไม่เคยพูดคุยกับเพื่อนบ้าน และตลอดระยะเวลาที่มาอยู่มาอยู่เพียงเสาร์อาทิตย์ และมีปาร์ตี้ทุกครั้งที่มาอยู่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่เพื่อนบ้าน ก่อนจะทราบในเวลาต่อมาว่าได้ขโมยทรัพย์สินเจ้าของบ้านกว่า 7 หมื่นบาทหลบหนีไป   ขณะที่ผู้เสียหายทั้ง 4 คน คือ นางสาวขนิษฐา หอมหวล น้องสาวของนายวิชิต หอมหวล หนึ่งในผู้เสียหาย พร้อมด้วย นายประสาร เทียมแย้ม นายวิพล บัวสุวรรณ และ นายไพรัช พึ่งสุข เปิดใจกับทีมข่าวว่า ความคืบหน้าคดี ตอนนี้อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ติดตามหาตัวผู้ต้องหา ซึ่งพวกตนก็หวังว่าจะสามารถจำกุมตัวผู้ต้องหารายนี้มามารับผิดชอบ ในสิ่งก่อเรื่องไว้ หากยังมีผู้เสียหายหลายอื่นๆที่ ยังไม่ได้เปิดเผยตัว สามารถติดต่อมาพวกตนได้เลย   ส่วนเรื่องที่โดนข่มขู่ นางสาวขนิษฐา บอกว่า มีคนทักมาให้ตนลบรูปครอบครัวของเขา ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ไม่งั้นจะฟ้องตามความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ ตนเลยบอกว่าหากไม่ได้ทำผิดก็ให้ออกมาเจอกัน แต่เขากลับบอกย้ำๆว่า เขาเป็นสารวัตร ตนเลยถามว่าอยู่ที่ไหน เขาก็ไม่ตอบ ถามว่าตนกลัวไหม ตนไม่กลัว เพราะตอนนี้ก็มีผู้เสียหายจำนวนมาก และหากเขาไม่ผิดก็คงออกมาแสดงตัวแล้ว   ผู้สื่อข่าวถามว่าหากหญิงสาวคนดังกล่าว ถูกจับได้และขอโทษ จะยอมยกโทษให้หรือไม่ กลุ่มผู้เสียหาย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกตนเครียด และไม่กล้าออกมาสู้หน้าคนอื่น ตอนนั้นตนเหมือนคนเสียสติอยู่หลายเดือน ส่วนเรื่องความรัก ก็คงจะเข็ดหลาบไปอีกนาน และอยากฝากเตือนทุกๆคน ให้ระวังคนที่ไม่รู้จัก ที่ทักมาทางโลกออนไลน์   ด้าน ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อทำลายชาติ เปิดเผยว่า คดีนี้บางคนมองว่าเป็นเรื่องของสามีภรรยา ไม่สามารถเอาผิดหรือฟ้องร้องกันได้ แต่จริงๆ ตั้งแต่แรกผู้หญิงไม่ได้มองว่าจะแต่งงานกันจริง ต้องการเพียงเงินสินสอด พอได้แล้วก็หลบหนีไป อีกทั้งยังทำเป็นกระบวนการ เพราะมีการอ้างว่าให้ผู้เสียหายโอนเงินให้พ่อแม่ และชื่อบัญชีที่ใช้ก็ไม่ตรงกับชื่อจริงของผู้ต้องหา ดังนั้นจึงสามารถเอาผิดตามมาตรา 342 ฐานฉ้อโกง การแสดงตัวเป็นคนอื่น   อีกทั้งคดีนี้ยีงมีคนมีสีเข้ามาข่มขู่ ก็จะต้องเข้าไปร้องเรียนกับทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ให้เข้ามาช่วยดูแลคดี และในวันนี้ (7 ก.ย.)ตนจะพากลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้าไปร้องขอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเจ้าสาวแสบอาจมีนิสัยติดการพนัน ข้ามไปเล่นบ่อนในประเทศเพื่อนบ้าน จนอาจต้องวางแผนหลอกเหยื่อดังกล่าว   ล่าสุดมีรายงานว่าสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ชื่อเจ้าของบัญชี ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบิ๊กซีเพชรบูรณ์ ที่ทางน้ำมนต์ เจ้าสาวแสบ ใช้เป็นบัญชีให้เหยื่อโอนเงิน ได้ติดต่อผ่านนายตำรวจในพื้นที่ว่า จะขอเข้ามอบตัวและใหัปากคำหลังถูกกดดัน อย่างต่อเนื่องหลังจากกบดานมาเป็นเวลา4วัน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p80QljiBMIA    

 68,804
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.ย. 60

เหยื่อหนุ่ม 13 ราย ร้องกองปราบถูกสาวหลอกแต่งงาน สูญเงินคนละ 1-4 แสน พล็อตเรื่องเหมือนกันเป๊ะ

ทนายสงกานต์ พากลุ่มผู้เสียหายถูกสาวหลอกแต่งงานเชิดสินสอด เข้าร้องกองปราบ หลังพบมูลค่าความเสียหายต่อรายมากตั้งแต่ 1-4 แสนบาท และมีผู้เสียหายกว่า 13 รายในขณะนี้   นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อทำลายชาติ พาผู้เสียหายจำนวน 13 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปราม หลังกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมด ถูกนางสาวจริยาภรณ์ บังใหญ่ หลอกแต่งงานก่อนจะเชิดเงินค่าสินสอดหลบหนี โดยมูลค่าความเสียหายต่อคนละประมาณ 1-5 แสนบาท   โดยนายไพรัตน์ พึ่งสุข หนึ่งในกลุ่มผู้เสียหาย ระบุว่า ส่วนตัวได้ติดต่อพูดคุยกับนางสาวจริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ ที่ขณะนั้นอ้างว่าชื่อ นางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ได้ 2 เดือน ก่อนจะตกลงแต่งงานกันโดยพ่อแม่ฝ่ายหญิง เรียกเงินสินสอด 2.8 แสนบาท แต่ฝ่ายหญิงช่วยเหลือเงินสินสอด 1 แสนบาท จึงได้ทำการโอนค่าสินสอดไป 1.8 แสนบาท พร้อมพี่สาวได้ร่วมลงทุนวางเงินมัดจำแผงผลไม้ 1.2 แสนบาท และเมื่อแต่งงานแล้วนางสาวน้ำมนต์ยังได้นำรถยนต์ กะบะไปอีกคัน ก่อนจะหายไปไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งส่วนตัวอยากได้ทรัพย์สินคืน และขออย่าได้ทำกับคนอื่นอีก   นายสงกานต์ระบุว่า สำหรับคดีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจะพบว่า ผู้ก่อเหตุคือนางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ โดยจะอ้างตัวต่อครอบครัวฝ่ายชายว่ามีครอบครัวมีธุรกิจขายผลไม้ในหลายจังหวัด และต้องการให้ครอบครัวฝ่ายชายร่วมลงทุนในธุรกิจ และจะใช้เวลาในการติดต่อพูดคุยในแต่ละรายประมาณ 1-2 เดือน ก่อนจะตกลงเรื่องสินสอดและโอนค่าสินสอดให้กับฝ่ายหญิงที่ขณะนั้น อ้างตัวว่าชื่อ นางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ซึ่งสาเหตุที่ครอบครัวฝ่ายชายเชื่อ ส่วนมากเพราะมีการพาบุคคลที่อ้างว่าเป็นพ่อแม่ ที่ต่อมาทราบชื่อคือ นายบุญเลี้ยง บัวใหญ่ และนางสำรอง บัวใหญ่ ไปด้วยทุกครั้ง ทำให้การติดต่อเจรจาทุกครั้ง ทั้งเรื่องสินสอดและเรื่องธุรกิจเป็นที่เชื่อถือ   ซึ่งในส่วนของพ่อแม่ นางสาวน้ำมนต์ ขณะนี้เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเดินทางไปร่วมงานแต่งด้วยทุกครั้ง ซึ่งต่อจากนี้ จะเตรียมแจ้งข้อหาทั้งหมดในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่นโดยอ้างตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องตรวจสอบอีกด้วยว่า นางสาวสร้อยเพ็ชร มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดหรือไม่   หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นการนำเอกสารนางสาวสร้อยเพ็ชร มาทำการเปิดบัญชีโดยแอบอ้าง ก็จะเพิ่มข้อหา ปลอมแปลงเอกสารทางราชการเพิ่มแก่กลุ่มผู้ต้องหาด้วย ซึ่งล่าสุดทราบว่ามีผู้เสียหายรายล่าสุดเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เสม็ด เพิ่มเติมอีกด้วย ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้ ก่อนจะส่งฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f2bQciImtwQ    

 3,281
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ย. 60

ทนายสงกานต์พา 13 ผู้เสียหายโดน "น้องน้ำมนต์" หลอกแต่งงานร้องกองปราบฯ ตร.แจ้งข้อหาพ่อแม่ด้วย

ทนายสงกานต์พากลุ่มผู้เสียหายถูกหลอกแต่งงานเชิดสินสอด เข้าร้องกองปราบ หลังพบมูลค่าความเสียหายต่อรายมากตั้งแต่ 1-4 แสนบาท และมีผู้เสียหายกว่า 13 รายในขณะนี้   นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พาผู้เสียหายจำนวน 13 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจเอกสุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม หลังกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมด ถูกนางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หลอกแต่งงานก่อนจะเชิดเงินค่าสินสอดหลบหนี โดยมูลค่าความเสียหายต่อคนละประมาณ 1-5 แสนบาท   โดยนายไพรัตน์ พึ่งสุข หนึ่งในกลุ่มผู้เสียหาย ระบุว่า ส่วนตัวได้ติดต่อพูดคุยกับนางสาวจริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ ที่ขณะนั้นอ้างว่าชื่อ นางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ได้ 2 เดือน ก่อนจะตกลงแต่งงานกันโดยพ่อแม่ฝ่ายหญิง เรียกเงินสินสอด 2.8 แสนบาท แต่ฝ่ายหญิงช่วยเหลือเงินสินสอด 1 แสนบาท จึงได้ทำการโอนค่าสินสอดไป 1.8 แสนบาท พร้อมพี่สาวได้ร่วมลงทุนวางเงินมัดจำแผงผลไม้ 1.2 แสนบาท และเมื่อแต่งงานแล้วนางสาวน้ำมนต์ยังได้นำรถยนต์กระบะไปอีกคัน ก่อนจะหายไปไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งส่วนตัวอยากได้ทรัพย์สินคืน และขออย่าได้ทำกับคนอื่นอีก   นายสงกานต์ ระบุว่า สำหรับคดีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจะพบว่าผู้ก่อเหตุคือนางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ โดยจะอ้างตัวต่อครอบครัวฝ่ายชายว่ามีครอบครัวมีธุรกิจขายผลไม้ในหลายจังหวัด และต้องการให้ครอบครัวฝ่ายชายร่วมลงทุนในธุรกิจ และจะใช้เวลาในการติดต่อพูดคุยในแต่ละรายประมาณ 1-2 เดือน ก่อนจะตกลงเรื่องสินสอดและโอนค่าสินสอดให้กับฝ่ายหญิงที่ขณะนั้นอ้างตัวว่าชื่อนางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ซึ่งสาเหตุที่ครอบครัวฝ่ายชายเชื่อส่วนมากเพราะมีการพาบุคคลที่อ้างว่าเป็นพ่อแม่ที่ต่อมาทราบชื่อคือนายบุญเลี้ยง บัวใหญ่ และนางสำรอง บัวใหญ่ ไปด้วยทุกครั้ง ทำให้การติดต่อเจรจาทุกครั้งทั้งเรื่องสินสอดและเรื่องธุรกิจเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งในส่วนของพ่อแม่นางสาวน้ำมนต์ขณะนี้เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเดินทางไปร่วมงานแต่งด้วยทุกครั้ง ซึ่งต่อจากนี้จะเตรียมแจ้งข้อหานางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือน้ำมนต์, นายบุญเลี้ยง บัวใหญ่, นางสำรอง บัวใหญ่ และเจ้าของบัญชีชื่อนางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่นโดยอ้างตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องตรวจสอบอีกด้วยว่านางสาวสร้อยเพ็ชรมีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดหรือไม่ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการนำเอกสารนางสาวสร้อยเพ็ชรมาทำการเปิดบัญชีโดยแอบอ้าง ก็จะเพิ่มข้อหาปลอมแปลงเอกสารทางราชการเพิ่มแก่กลุ่มผู้ต้องหาด้วย   ซึ่งล่าสุด ทราบว่ามีผู้เสียหายรายล่าสุดเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เสม็ด เพิ่มเติม ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้ ก่อนจะส่งฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป   สำหรับคดีนี้เท่าที่มีการเรียงลำดับข้อมูลมูลค่าความเสียหายล่าสุดมีดังนี้ ผู้เสียหายคนที่ 1 ปี 2554 ยังไม่ทราบมูลค่าการเสียเงิน, ผู้เสียหายคนที่ 2 ถูกหลอกไปแต่งงานที่คาซารูน่า บางพระ จังหวัดชลบุรี โดนหลอกเงินสินสอด 1 แสน และหลอกร่วมทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 4 แสนบาท ช่วงปี 2555, ผู้เสียหายคนที่ 3 ถูกหลอกเงินค่าสินสอด 4 แสนบาท เกิดช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558, ผู้เสียหายคนที่ 4 ถูกหลอกแต่งงานที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2558 ถูกหลอกสินสอดประมาณ 5 แสนบาท, ผู้เสียหายคนที่ 5 นายวิพล บัวสุวรรณ ถูกหลอกแต่งงานที่จังหวัดยโสธร เมื่อปี 2560 หลอกสินสอด 6 แสนบาท พี่สาวถูกหลอกทำธุรกิจผลไม้ 1.6 แสนบาท   ผู้เสียหายคนที่ 6 ถูกหลอกแต่งงานเมื่อมกราคม 2560 ถูกหลอกสินสอด 2 แสนบาท ทองคำ 1 บาท โดยสำหรับเคสนี้ เมื่อผู้เสียหายทราบว่านางสาวน้ำมนต์ไปแต่งงานกับนายเอ (นามสมมติ) จึงได้ติดต่อผ่านเฟสบุ๊คเพื่อสอบถามและต่อว่าผ่านทางนางสาวขนิษฐา (สงวนนามสกุล) น้องสาวของนายเอ แต่น้ำมนต์ให้เหตุผลว่าที่เลือกนายเอเพราะให้สินสอดมากกว่า, ผู้เสียหายคนที่ 7 คือนายเอ (ที่ถูกต่อว่าจากผู้เสียหายรายที่ 6) ถูกหลอกแต่งงานที่จังหวัดปทุมธานี หลอกค่าสินสอด 4 แสนบาท, ผู้เสียหายคนที่ 8 ถูกหลอกแต่งงานที่จังหวัดปทุมธานี เสียงเงินสินสอด 1.8 แสนบาท รถยนต์กระบะ 1 คัน เงินมัดจำค่าแผงขายผลไม้ 1.2 แสนบาท, ผู้เสียหายคนที่ 9 ถูกหลอกสินสอด 1 แสนบาท ทอง 2 บาท ถูกหลอกแต่งงานช่วงเดือนสิงหาคม 2560 และยังมีผู้เสียหายรายอื่นอีกที่รอสำรวจความเสียหายต่อไป     ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 5,666
แชร์ออฟเดอะเดย์
15 ส.ค. 60

'ศรราม น้ำเพชร' แจงดราม่าใส่จีวรเล่นลิเก ยันไม่ได้นำผ้าเหลืองมาล้อเล่น 'พระมหาไพรวัลย์' โพสต์จะอะไรกันนักหนาประเทศนี้!

จากกรณีดราม่าพระเอกลิกคนดัง 'ศรราม น้ำเพชร' สวมจีวรแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ แสดงลิเก โดยมีฉากที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีการแตะเนื้อต้องตัวสีกา และการแสดงในเชิงขบขัน จนเป็นเหตุให้ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายชื่อดังโพสต์วิจารณ์   ล่าสุดพระเอกลิเกศรราม ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าในฐานะเจ้าของคณะลิเก ว่าคลิปที่เห็นเป็นฉากสุดท้ายของเรื่องวิวาห์อลเวง ที่พระเอกต้องหนีมาบวช และสีกาตามมาเจอ ทั้งนี้ต้องขอบคุณทนายสงกานต์ ที่เป็นกระจกช่วยสะท้อนอีกมุมว่าสิ่งที่แสดงอาจมีความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ทางคณะพร้อมปรับปรุงและจะทำให้ดีกว่าเดิม ยืนยันว่าไม่ได้นำผ้าเหลืองมาล้อเล่น แต่เป็นเพียงการแสดง ซึ่งจบลงด้วยความสนุกสนานของผู้ชมและเชื่อว่าทางผู้ชมจะแยกยได้ พร้อมฝากเตือนผู้ที่คอมเม้นต์ว่าอย่าดูถูกอาชีพลิเก ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย   ด้านพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า มันจะอะไรกันนักหนาประเทศนี้ มันควรจะต้องดราม่าไหมล่ะ กับเรื่องแค่นี้ ที่จริงวัฒนธรรมเรื่องการล้อเลียนพระนี่ มันมีมานานนมแล้ว ลิเก หมอลำ นี่เป็นเรื่องปกติเลย ชาวบ้านเขาถือว่า มันเป็นการแสดง การให้เสียงหัวเราะกับคนดู คือเขาแยกแยะได้   แล้วเอาเข้าจริงแล้ว ไอ้การล้อเลียนนี่ มันเป็นการสะท้อนภาพความเป็นจริงของพระในสังคมไทยอย่างหนึ่งด้วยนะ เพียงแต่ว่ามันถูกนำมาเล่าให้รูปแบบที่ตลกเท่านั้นเอง พระทะลึ่ง พระลามก พระสองแง่สองงาม ถามว่า ในความเป็นจริง ไม่มีให้เห็นหรอ ทุกวันนี้   อีกอย่างการทำแบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่า พวกลิเก พวกหมอลำ เขาจะไม่รู้จักสัมมาคารวะอะไรนะ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคารพพระสงฆ์องค์เจ้า วัดทุกวันนี้อยู่ได้เพราะลิเก กับหมอลำทั้งนั้นแหล่ะ เอาไปเล่นที วัดมีแต่ได้เงิน เงินผ้าป่า เงินสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ก็ได้ลิเก ได้หมอลำช่วยทั้งนั้น คือถ้าจะมาดราม่ากับลิเก กับหมอลำก็ต้องไปดราม่ากับหนังที่เอาพระไปเล่นเป็นตลกด้วยนะ ฉายกันทีทำเงินได้กี่ล้าน นี่เห็นว่ากำลังจะเข้าฉายอีกแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่ง เร็วเร็วนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IPlWeBZnGxQ  

 42,030
สังคม-อาชญากรรม
20 ก.ค. 60

'เณรคำ' กลับถึงไทย ยอมสละจีวร-สึกต่อหน้าพระ ชี้ไม่อุทธรณ์ศาลสหรัฐฯ อ้างคิดถึงบ้าน-ใช้เงินสู้คดีสูง

เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ใช้เวลากว่า 1ชั่วโมงในการควบคุม นายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ ผู้ต้องหาใน 5 ข้อหา ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ หลังไม่อุทธรณ์คำสั่งส่งผู้ร้ายข้ามแดนของศาลแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา   ซึ่งใช้รถขบวนควบคุมตัวกว่า 14คันในการรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทางอย่างเข้มงวด และเมื่อมาถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่า นายวิรพลหรืออดีตพระเณรคำ ยังอยู่ในสมณเพศสงฆ์ นุ่งห่มจีวรภิกษุ มีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใดต่อสื่อมวลชนก่อนที่พนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวไปยังห้องประชุมชั้น1 เพื่อทำการตรวจร่างกาย ซักประวัติ และสอบปากคำ   ต่อมา พันตำรวจเอกไพสิษฐ์ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยว่าตลอด คืนนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะสอบปากคำ นายวิรพล หรือ อดีตพระเณรคำ ให้แล้วเสร็จ แต่ขั้นตอนแรกสำนักพระพุทธศาสนา จะอ่านคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษให้ทราบ ซึ่งเณรคำ ยินยอมที่จะสระจีวร มานุ่งชุดขาวห่มขาว เพื่อให้เกิดความสงบความเรียบร้อย และพร้อมเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยอยู่ระหว่างประสานญาติ เข้าพบอดีตพระเณรคำ แต่ญาติยังไม่ประสงค์   ซึ่งหลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำของพนักงานสอบสวน ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชุด ซึ่งตามขั้นตอนจะมีการตรวจร่างกาย ซักประวัติ ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา 2 หมายจับ 6 ข้อกล่าวหา ฐานความผิด กระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า15 ปี พรากผู้เยาว์ และฐานอนาจารเด็กอายุต่ำกว่า 15ปี ซึ่งหมดอายุความไปแล้วแต่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้งหารับทราบ   อีกคดีเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมฯ และฐานฟอกเงิน โดยพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ ก่อนส่งตัว นายวิรพล หรืออดีตพระเณรคำ ให้อัยการดำเนินการส่งฟ้องศาลในช่วงเช้าต่อไป แต่ชั้นพนักงานสอบสวนได้ทำการคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี   ส่วนเหตุผลที่ นายวิรพล หรืออดีตพระเณรคำ ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากคิดถึงบ้าน ต้องการกลับมาประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในการพิสูจน์ความจริง อีกทั้งการสู้คดีที่สหรัฐอเมริกาต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง   ส่วนการหลบหนีออกจากประเทศไทย ของอดีตพระเณรคำ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีผู้ใดให้การช่วยเหลือ หรือให้การสนับสนุน ในการเดินทางออกนอกประเทศด้วยวิธีการใด ซึ่งจะต้องรอการสอบปากคำให้เสร็จสิ้นก่อน   ด้านทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อเณรคำ ทำคนเดียว ขอ DSI ขยายผลเอาผิดทั้งขบวนการ และมีหลักฐานการแอบอ้างสถาบันฯ ชี้ต้องทำสำนวนให้รัดกุม หลังเณรคำ ส่งสัญญาณ พร้อมสู้คดีเต็มรูปแบบ เตรียมทนายมือดี 11 คน ช่วยคดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mtwBsrwV8R4    

 13,998
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 60

แม่ร้องลูกชายวัย 5 ขวบถูกทหารพันจ่าอากาศ เอาถุงน้ำร้อนนาบอัณฑะ ต้องตัดอวัยวะเพศทิ้ง 7 เดือนคดีไม่คืบ

แม่พาลูกชาย 5 ขวบขอความช่วยเหลือทนายสงกานต์ ร้องเรียนถูกสามีเพื่อนสนิทที่เป็นทหารอากาศยศพันจ่า ที่นำลูกไปฝากเลี้ยงตั้งแต่อายุ 9 เดือน เพราะตัวแม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด โดยปกติแล้วเธอจะโทรศัพท์กลับมาคุยกับคนที่ฝากเลี้ยงเป็นประจำ เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของลูกชาย ซึ่งเธอก็จะรับโทรศัพท์ทุกครั้ง กระทั่งช่วงหลัง คนรับจ้างเลี้ยงเด็กก็ไม่รับสายเธอเป็น 10 สาย จึงรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเกิดเหตุร้ายกับลูกชาย จึงรีบกลับจากต่างจังหวัดตรงไปหาลูกชายทันที แต่เมื่อไปที่บ้านไม่พบลูกชาย ก่อนมาทราบว่าเด็กได้รับบาดเจ็บอยู่โรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส   จากการสอบถามพบว่าเด็กถูกทหารอากาศทำโทษใส่กุญแจมือติดกับเก้าอี้ พร้อมนำน้ำร้อนวางนาบอัณฑะ ทำให้เป็นแผลฉกรรจ์ ต้องตัดอวัยวะเพศออก ต้องต่อท่อปัสสาวะให้ เบื้องต้นแม่ยังไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อสอบถามกับลูกชายของเพื่อนที่อยู่บ้านเดียวกันก็บอกตรงกับเด็กที่บาดเจ็บ แม่เผยแจ้งความผ่านมา 7 เดือนคดียังไม่คืบ อย่างไรก็ตามทางทนายสงกานต์จะพาไปร้องขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เร่งรัดคดีและจะยื่นเรื่องไปที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ช่วยเหลือด้านการรักษา   ขณะที่ผกก.โรงพักธัญบุรี ระบุความคืบหน้าทางคดี ที่ผ่านมาได้มีสอบพยานหลักฐานแล้ว ทางตัวทหารอากาศได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วปฏิเสธ ต่อมาอัยการสั่งฟ้อง ซึ่งศาลนัดสืบพยาน 1 ก.ย.60 นี้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kclUv7t_Ko8  

 43,217
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ค. 60

'ศรีวราห์' สั่งสอบหญิงร้องเรียนถูกจับผิดตัวคดีฆ่าคน เหตุชื่อ 'บังอร' ซ้ำกัน 5 คน

พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมประชุมกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตำรวจออกหมายจับ นางบังอร คำพวง พร้อมสามี หลังร้องขอความเป็นธรรม ตกเป็นผู้ต้องหาคดีทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต เนื่องจากมีชื่อซ้ำถึง 5 คน ซึ่งรอง ผบ.ตร.สั่งให้ไปสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานใหม่ทั้งหมด เพื่อยื่นให้อัยการพิจารณาอีกครั้ง   โดยล่าสุด จากการตรวจดีเอ็นเอของคนร้ายที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุไม่ตรงกับนางบังอร ทำให้นางบังอรพ้นผิด รวมถึงภาพจากวงจรปิดที่จับหน้าคนร้ายได้ชัดเจนบริเวณสถานีรถไฟบางซื่อ ประกอบกับตำรวจอยู่ระหว่างการสร้างภาพเชิงซ้อนเพื่อให้เห็นภาพคนร้ายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหักฐานเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาที่แท้จริง   พร้อมยืนยันว่าคดีมีความคืบหน้าไปประมาณครึ่งทางแล้ว และข้อมูลยังพบว่าผู้ต้องหาตัวจริงอาจไม่ใช่บังอรทั้ง 5 คน ที่ตรวจสอบจากทะเบียนราษฎร์ ส่วนการทำคดีของพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ มีความบกพร่องหรือไม่ ยืนยันไม่ใช่ความบกพร่อง เนื่องจากสำนวนครบถ้วน และอัยการก็เห็นพ้องให้จนมีการแจ้งข้อหาเพิ่มภายหลัง จึงไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแต่อย่างใด มีรายงานว่าตำรวจอยู่ระหว่างการนำภาพที่ได้จากวงจรปิดไปให้ผู้ที่อยู่บริเวณจุดเกิดเหตุชี้ตัว และจากการตรวจสอบวงจรปิดพบว่า ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุตัวจริงไม่ใช่บังอรทั้ง 5 คนอย่างแน่นอน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9DrGHbIq-Hg  

 4,719
สังคม-อาชญากรรม
04 ก.ค. 60

อดีตผู้ต้องหายิงเพื่อนบ้านดับ โผล่เย้ย หลังหมดอายุความ 20 ปี ญาติผู้ตายวอนผู้รู้ช่วยฟื้นคดี

จากกรณีที่ นางสง่า แสนประเสริฐ อายุ 62 ปี ร้องเรียนผ่านสื่อกรณีนายมน แสนประเสริฐ สามีและเป็นหัวหน้าครอบครัวถูกยิงเสียชีวิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2540 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าผู้ก่อเหตุคือนายบัวพา พูนโยธา อายุ 62 ปี คนหมู่บ้านเดียวกัน ใช้อาวุธปืนลูกซอง ยิงเสียชีวิตท้ายหมู่บ้าน ต่อหน้าลูกชายของผู้เสียชีวิต แต่ไม่สามารถจับกุมได้กระทั่งหมดอายุความ 20 ปีในที่สุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ซึ่งครอบครัวผู้เสียหายยังเคลือบแคลงใจกับหลายประเด็นของกระบวนการยุติธรรม   ล่าสุดนายบัวพา พูนโยธา ผู้ต้องหาหนีได้กลับเข้ามาอาศัยที่บ้านตัวเองอีกครั้ง หลังคดีหมดอายุความ 20 ปี ทำให้ไม่ต้องรับโทษ ขณะที่เฟซบุ๊กของทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ได้โพสต์ข้อความว่า “ผู้ต้องหาที่ได้หลบหนีคดีฆ่าผู้อื่นที่พ้นอายุความ20ปีเมื่อวันที่ 28มิถุนายน2560ที่ผ่านมาหมาดๆที่จังหวัดบุรีรัมย์!!! .ได้โผล่ออกมาแล้วหลังจากพ้นอายุความแบบ"เย้ยฟ้าท้าดิน"ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพื้นที่เกิดเหตุสร้างความเจ็บปวดใจและเสียใจให้กับบรรดาญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตายยิ่งนัก!!! ..ได้แต่บอกผ่านสื่อมวลชนไปว่า"ให้ปลง"และบอกว่าแม้จะพ้นเงื้อมมือชองกฏหมายแต่เชื่อว่าเขานั้น"ไม่พ้นกฏแห่งกรรม"หรือกฏแห่งการกระทำแน่นอน!!! ..เขาบอกผ่านสื่อมวลชนหลายๆสำนักข่าวว่าอยากเจอมากเพื่อให้"คลายทุกข์"ในใจที่สะสมมาเกินกว่าท20ปีและยิ่งมาเจออดีตผู้ต้องหาหลังพ้นอายุความท20ปีได้ออกมาเย้ยฟ้าท้าดินแบบนี้คือเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดีดั่งวิญญูชนชนคนทั่วไป!!! .. ขอปลอบผ่านสื่อว่า"อโหสิกรรมและให้อภัย" .ให้ท่องไว้ขันติขันติอย่าเป็นขันแตกเด็ดขาด!! .. แล้วเจอกัน!ส่วนจะเป็นรายการของสถานี โทรทัศน์ช่องใดนั้นจะแจ้งให้ทุกๆท่านทราบโดยทั่วกันในเร็วเร็วนี้!!!”   จากนั้นได้มีคนเข้ามาคอมเม้นว่าในวันที่ 28 มิ.ย.ซึ่งเป็นวันสิ้นอายุหมายจับ มีคนพบเห็นนายบัวพา ผู้ต้องหาหมายจับขี่รถจักรยานที่ อ.ละหานทราย ซึ่งห่างจากอำเภอชำนิ บ้านนายบัวพา ประมาณ 50 กม.   นางสง่า แสนประเสริฐ ภรรยาผู้เสียชีวิต บอกว่า ที่ผ่านมาตามคดีมายาวนาน 2 รอบ คือ 17 ปีแรกที่ตำรวจจับได้ และศาลนางรองออกหมายจับอีกครั้งเมื่อปี 2557 ครอบครัวต่างลุ้นขอให้จับตัวมาลงโทษให้ได้ แต่มาหมดหวังเพราะสิ้นอายุความ ถือว่าเป็นความข่มขื่นมายาวนาน 20 ปี แต่ยังไม่เจ็บใจเท่ากับผู้ต้องหามาเยอะเย้ยว่าฆ่าคนตายแล้วไม่ติดคุก ตอนนี้ครอบครัวพอมีช่องทางจะรื้อฟื้นคดีได้ จากหลักฐานที่ปรากฏในศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ว่าผู้ต้องหาที่ 1 ตามที่ตำรวจกล่าวอ้าง ไม่มีตัวตน หากมีรู้มาสนับสนุนด้านคดี ก็พร้อมจะสู้ต่อไปจนถึงที่สุด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SPJ8Ythl2e8  

 106,793
สังคม-อาชญากรรม
30 พ.ค. 60

สาว 22 ร้องเรียนถูกหมอวินิจฉัยผิดว่าติดเชื้อ hiv กินยาต้านมา 14 ปี สุดท้ายตรวจใหม่ กลับไม่ติดเชื้อ

สาววัย 22 ร้องเรียนหลังถูกแพทย์ได้ทำการวินิจฉัยผิดพลาดว่าติดเชื้อเอชไอวี ตั้งแต่อายุ 8 ปี จนกระทั่งปัจจุบันพบว่าไม่ได้มีการติดเชื้อเอชไอวีแต่อย่างใด ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้จึงได้ติดต่อไปยัง ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ เพื่อขอสัมภาษณ์พิเศษพร้อมด้วย ผู้เสียหาย   โดยผู้เสียหาย เล่าว่า หลังจากพ่อของตนเสียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวี ป้าของตนก็ได้พาไปตรวจที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในใน จ.ร้อยเอ็ด และหมอได้วินิจฉัยว่าตนติดเชื้อเอชไอวี และต้องรับประทานยารักษาต่อเนื่อง ซึ่งในขณะนั้นตนอายุเพียง 8 ปี โดยมาทราบว่าตนไม่มีเชื้อเอชไอวี ตอนอายุ 19 ปี ในตอนที่ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.กรุงเทพฯ หลังจากตั้งท้องกับแฟน โดยได้รับการตรวจเลือดอย่างละเอียดอีกครั้ง  ซึ่งหมอได้วินิจฉัยว่าไม่มีเชื้อเอชไอวี ด้วยความแปลกใจ จึงไปกับศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย โดยวินิจฉัยว่าตนไม่มีเชื้อเอชไอวีด้วยเช่นกัน แต่ด้วยในขณะนั้นตนยังบรรลุนิติภาวะและไม่มีญาติให้ขอความช่วยเหลือจึงไม่ได้ฟ้องร้อง หรือเรียกร้องอะไร จนกระทั่งปัจุบันอายุ 22 ปี จึงได้ขอความช่วยเหลือมายังทนายสงกานต์ เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องคดี   ด้านนายสงกรานต์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นรับทำคดีนี้เนื่องจาก จะให้คดีเป็นคดีตัวอย่างต่อสังคมและให้แพทย์เพิ่มความระมัดระวังในการรักษาหรือวินิจฉัยโรค เพื่อจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบนี้อีก นอกจากนี้ตนและผู้เสียหาย ก็ได้เตรียมหลักฐานการตรวจจากโรงพยาบาลและจากทางสภากาชาดไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งกับแพทยสภา เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน   นอกจากนี้นายสงกานต์ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ถึงแม้สุดท้ายจะพิสูจน์ได้ว่า สามารถรักษาผู้เวียหายให้หายจากการติดเชื้อเอชไอวีได้ ก็จะได้ประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว แต่หากเกิดความประมาทของแพทย์ ก็อยากให้แพทย์คนดังกล่าวออกมายอมรับและแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายสำหรับชีวิตที่ผ่านมา จนกระทั่งผลกระทบจากยารักษาที่ทานมานานหลายปี   ทั้งนี้มีหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าผู้เสียหายอาจหายขาดจากการติดเชื้อ เนื่องจากการกินยาต้านมาตลอดเวลา 14 ปี แต่จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าการกินยาต้านมีประสิทธิภาพแค่ยับยั้ง ไม่สามารถทำให้เชื้อ HIV หายขาดได้ ซึ่งผู้ที่หายขาดจะต้องได้รับยาตั้งแต่แรกคลอด หรือรับยาต้านภายใน 1-2 สัปดาห์หลังทราบว่าติดเชื้อเท่านั้น         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/jrsY8Z-6ji0  

 186,631
สังคม-อาชญากรรม
03 พ.ค. 60

เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาสั่งจำคุกสองสามีภรรยาคนละ 5 ปี ข้อหารุกป่า-ทำไม้หวงห้าม ยันไม่ใช่แค่เก็บเห็ด

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกสองสามีภรรยา อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ลดโทษหนึ่งในสาม จำคุกคนละ 5 ปี ระบุหลักฐานฎีกาฟังไม่ขึ้น ชี้เป็นเครือข่ายมอดไม้บุกรุกตัดไม้ในพื้นที่ป่าสงวน แถมปรุงแต่งหลักฐานใหม่เพื่อให้ตนเองพ้นผิด ขณะที่ทนายความประกาศรื้อฟื้นคดีแต่ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพราะต้องรอเหตุผลในการรื้อฟื้นคดี   จากกรณีคดีนายอุดม และ นางแดง ศิริสอน สองตายายซึ่งเข้าไปเก็บเห็ดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตำบลโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ จนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีบุกรุกป่าเมื่อปี 2553 ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 30 ปี แต่ตายายทั้งสองคนให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 15 ปี   ล่าสุดศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา ตามที่จำเลย ประกอบด้วย นายอุดม ศิริสอน จำเลยที่ 1 และนางแดง ศิริสอน จำเลยที่ 3 ยื่นฎีกาคัดค้าน ต่อความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวน ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ใน 3 ประเด็นสำคัญ 1.โดยอ้างว่าจำเลยหลงเชื่อบุคคลภายนอกให้รับสารภาพ และจำเลยที่ 1 อ้างว่าตนเองเคยประสบอุบัติเหตุ มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดีพูดจากรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 2.การดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำผิดตามฟ้องให้จำเลยทราบ 3.ประการสุดท้ายฎีกาของให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ   หลังจากศาลวินิจฉัยตามฎีกา กรณีอ้างว่าจำเลยหลงเชื่อบุคคลภายนอกให้รับสารภาพ และจำเลยที่ 1 อ้างว่าตนเองเคยประสบอุบัติเหตุ มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดีพูดจากรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะคำให้การเป็นการขัดแย้งกันหลังจากที่ศาลได้ทำการสืบพินิจจำเลย และการดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้แจ้งพฤติการณ์และรายละเอียดในการกระทำผิดตามฟ้องให้จำเลยทราบ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น กรณีดังกล่าวปรากฏว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบโดยครบถ้วย เพียงแต่ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำมากเท่ากับที่บรรยายในฟ้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธอันแสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น   ส่วนประการสุดท้ายฎีกาของให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสอง สำนวนการสอบสวนที่ศาลฎีกาเรียกมาจากโจทก์เพื่อประกอบการพิจารณาได้ความว่า ในวันเกิดเหตุคณะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าร่วมกันออกตรวจปราบปรามผู้กระทำความผิดกฏหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พบกลุ่มบุคคล 3-4 คน กำลังช่วยกันตัดไม้ใช้มีดแผ้วถางขนาดเล็กและตัดโค่นไม้สักล้มลงจำนวนมาก เมื่อพบเจ้าหน้าที่จึงได้วิ่งหนี ปรากฏหลักฐานการตัดไม้เป็นแปลงปลูกไม้สวนป่า ปี 2527,2531,2532,2536 มีการตัดโค่นไม้สักสักกับไม้กระยาเลย ขนาดโตประมาณ 30 ถึง 90 ซม. อายุประมาณ 15 ถึง 20 ปี ที่กำลังโต เป็นการกระทำความผิดขอกลุ่งบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันเป็นขบวนการลักลอบตัดไม้ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง โดยจำเลยทั้งสองร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดังกล่าว   ตามพฤติกรรมแห่งคดีเชื่อได้ว่าบุคคลที่เป็นกลุ่มนายทุนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง และยังมีการติดตามเพื่อขยายผล คงมีแต่จำเลยทั้งสองเท่านั้นยอมเข้ามอบตัวเพื่อให้ดำเนินคดีต่อไปและสมัครใจรับสารภาพตามฟ้อง กรณีมีเหตุผลสมควรให้กำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะแก่รูปคดี แต่ตามพฤติการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองส่งผลกระทบต่อสภาพความสมดุลของระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยากแก่การฟื้นฟูให้กลับมาคืนดีดังเดินส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน อนึ่งระหว่างพิจาณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเตอมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฏหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอบคนละ 5 ปี นอจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4   ขณะนี้ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีเมตตาลดโทษให้เป็นหนึ่งในสาม แต่คดีนี้คงจะรื้อฟื้นใหม่ เพราะตนมั่นใจในพยานหลักฐานเพราะจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งก็จะมีการรื้อฟื้นคดีต่อไป ส่วนรายละเอียดที่นำมารื้อฟื้นคดีใหม่เป็นอย่างไรนั้นจะมาอธิบายให้ฟังในวันที่มายืนรื้อฟื้นคดี ยืนยันว่าจะเป็นหลักฐานใหม่โดยเฉพาะพยานบุคคล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hgSQYKFScuQ    

 25,486
สังคม-อาชญากรรม
21 เม.ย. 60

2 แม่เล้า 'แก้ม-เจ๊บีม' รับเป็นคนจัดหาลูกค้าให้ ด.ญ.วัย 14 ค้าบริการ อ้างเด็กสมยอมเอง

น.ส.แก้ม และเจ๊บีม สองผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ ระบุได้รับการติดต่อจากเด็กหญิง วัย 14 ปี ผู้เสียหายว่าต้องการหาเงินใช้ในการกลับบ้าน จึงได้ช่วยติดต่อลูกค้าให้ เป็นลูกค้าสูงวัย อายุประมาณ 50 ปี และเมื่อติดต่อหาลูกค้าได้แล้ว ก็ให้นางสาวแก้ม ทำหน้าที่พาผู้เสียหายไปส่ง และรอรับกลับ ก่อนจะนำเงินที่แบ่งจากผู้เสียหายมาแบ่งกันอีกที โดยผู้ต้องหาทั้งสอง ยืนยันว่า ไม่ได้มีการบังคับให้ผู้เสียหายขายบริการ แต่ผู้เสียหายเป็นผู้ต้องการเอง   ขณะที่ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยืนยันเดินหน้าขยายผลหาผู้ที่ร่วมกระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดี   ด้านทนายสงกานต์ อัจฉริยเทรัพย์ นำแม่ของเด็กหญิงวัย 14 เข้าขอความคุ้มครองพยาน กับนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยนายสงกานต์ กล่าวว่าขณะนี้ยังมีคนแปลกหน้าติดตามผู้เสียหายอยู่พร้อมกับมาการโพสต์ในเฟซบุ๊กในเขิงข่มขู่อยู่ จึงเดินทางมาขอให้ทางกระทรวงยุติธรรมดำเนินการในเรื่องให้ความคุ้มครองพยาน ทั้งนี้มีหลักฐานพบว่าคนมีบางคนในจังหวัดสุพรรณบุรีให้การสนับสนุนและบุคคลอื่นๆอีกหลายคนรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 คน และจะดำเนินการขอหมายจับผู้ซื้อบริการอีก 2 รายซึ่งบางคนเป็นอดีตข้าราชการที่ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับตำรวจพื้นที่แล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/feZH2DBhI0s

 45,584
สังคม-อาชญากรรม
19 เม.ย. 60

ขยายผลคดีเด็ก 14 ถูกรุมโทรมเป็นค้ามนุษย์ ถูกบังคับขายบริการชายสูงวัย แม่ร้องขอความเป็นธรรม 'ศรีวราห์'

ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ นำครอบครัวเหยื่ออายุ 14 ปีที่ระบุว่าถูกรุมข่มขืนที่จังหวัดสุพรรณบุรี เข้าพบพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพรามหณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม มอบหลักฐานและให้ปากคำ เพื่อเร่งรัดคดีคลี่ปมข้อสงสัยของครอบครัว รวมทั้งดำเนินคดีกับบุคคลที่ครอบครัว เชื่อว่าร่วมก่อเหตุทุกคน โดยหลักฐานที่นำมาประกอบด้วยภาพคลิปวีดีโอที่แสดงการต่อสู้ขัดขืนขณะเกิดเหตุ   ขณะที่แม่ของผู้เสียหาย ระบุว่า ลูกสาวได้ออกไปทำกิจกรรมที่โรงเรียน จากนั้นก็หายตัวไป และไม่สามารถติดต่อได้ ในวันถัดมาที่พบตัว ลูกสาวจึงเล่าว่าในวันเกิดเหตุ เพื่อนได้พามาส่งไว้ที่ร้านเกม และได้ดื่มน้ำอัดลมที่มีคนนำมาให้ จากนั้นก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ยังมีสติ จึงรู้ว่าถูกข่มขืนจากชายกว่า 10 คน ซึ่งหลังพบตัวลูกสาว ได้พาเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ และพยายามให้มีการไกล่เกลี่ยด้วยการเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อเหตุ จึงเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 8 แสนบาท แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอม ระบุว่ามีเงินไม่พอ จึงแจ้งความดำเนินคดี โดยหลังแจ้งความ ตนและครอบครัว ถูกข่มขู่มาโดยตลอดทั้งทางโทรศัพท์ และมีขับรถมาตระเวนแถวบ้าน จึงต้องร้องขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่   ด้าน บก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ที่รับโอนคดีนี้จากสภ.ด่านช้าง มารับผิดชอบเอง จ่อออกหมายจับกลุ่มชายวัยรุ่นเพิ่มอีก 5 ราย นอกเหนือจากนายไก่ ผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้ยังมีการสอบปากคำเพื่อนสาว และน้องสาวนายไก่ รวมอีก 3 ราย ว่ามีการร่วมกันเป็นการจัดหาการค้าประเวณีด้วยหรือไม่ รวมถึงชายสูงวัยอีก 1 ราย กำลังตรวจสอบ หากซื้อบริการจริงก็จะถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย   หลัง จนท.ทำการสอบปากคำ ด.ญ.เอ นานกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งยังมีการสอบปากคำเพื่อนสาวอีก 2 คน และ น.ส.แก้ม น้องสาวของนายไก่ ที่เป็นคนพาเด็กหญิงไปขายบริการให้กับชายสูงวัย เบื้องต้นสืบทราบว่าเป็นข้าราชการรายนึงในพื้นที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จากนั้นพาเด็กหญิงแก้มไปชี้จุดที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอ.ด่านช้าง ตามที่ ด.ญ.เอ กล่าวว่าถูกนำมาขายบริการที่นี่ โดยได้มีการซื้อบริการในราคา 2,000 บาท และได้ส่วนแบ่งจาก น.ส.แก้ม มา 300 บาท ก่อนน.ส.แก้ม จะไปส่งด.ญ.เอ ที่บ้านนายไก่ อีกครั้ง และถูกนายไก่ กระทำชำเรา   จากแหล่งข่าวของ ปคม.รายนึง ได้ให้ข้อมูลว่าคดีนี้จะมีผู้ต้องหาในคดีรุมโทรม จำนวน 4 คน คดีซื้อบริการทางเพศอีก 1 คน และคดีค้ามนุษย์ 1 คน รวมทั้งเพื่อนสาวอีก 2 คน ซึ่งขณะนี้กำลังสอบสวนว่ามีส่วนรู้เห็น เกี่ยวข้องหรือไม่ หลังจากมีการสอบปากคำทั้งส่วนแม่เด็กและเด็กหญิง สรุปว่าในวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ด.ญ.เอ ได้ออกมาจากบ้านเพื่อมาร่วมกิจกรรมของโรงเรียนแต่มาไม่ทัน จึงเดินทางไปเที่ยวที่หาดทรายกระเสียว อ.ด่านช้าง และมีการดื่มแอลกฮอล์กัน   จากนั้นเมื่อช่วงค่ำ ก็ถูกกลุ่มชาย 2 คน ข่มขืนกระทำชำเราที่ป่าละเมาะหาดทรายกระเสียว และถูกรุมโทรมอีกครั้งที่ร้านเกม บริเวณหลังร้านกับชายอีก 2 คน จากนั้นเพื่อนสาวได้ขี่รถพา ด.ญ.เอ ไปส่งที่บ้านนายไก่ หลังจากนั้นเพื่อนสาวก็หายออกไปจากบ้าน นายไก่จึงได้กระทำชำเรา ด.ญ.เอ จากนั้นน้องสาวของนายไก่ ได้พา ด.ญ.เอ ออกไปขายบริการที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.ด่านช้าง โดยมีชายสูงวัยเป็นผู้ซื้อบริการ หลังจากนั้นก็พามาส่งบ้านนายไก่ ก่อนนายไก่จะขับรถมาส่ง แต่บังเอิญเจอแฟน ด.ญ.เอ ก่อน ด.ญ.เอ จึงไปอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์กับแฟน จนแม่ไปแจ้งความและตามไปจับตัวนายไก่ ได้ในที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ktWD49EXoMs    

 37,325

Top