ค้นหา :

ผลการค้นหา "กองปราบ"

สังคม
20 พ.ย. 62

ตำรวจกองปราบ รวบแม่เล้าส่งเด็กสาวค้าประเวณีที่บารห์เรน เจ้าตัวปฏิเสธ บอกแค่ให้คำแนะนำ

ตำรวจกองปราบปรามนำกำลังจับกุม น.ส.ศิริลักษณ์ กะเชียง อายุ 37 ปี ชาว จ.แพร่ ผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ,เป็นธุระจัดหา ,ร่วมกักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อการค้าประเวณี , มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 161 ม.1 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่   โดย น.ส.ศิริลักษณ์ และพวก ได้มีพฤติกรรมโพสต์เฟซบุ๊ก ประกาศรับหญิงสาวหน้าตาดีไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ งานบาร์ งานนวด ที่ประเทศบาห์เรน โดยอ้างว่ามีรายได้ตอบแทนสูง แต่เมื่อมีเหยื่อหลงเชื่อไปที่ประเทศดังกล่าว    น.ส.ศิริลักษณ์ และพวก กลับทำการยึดพาสปอร์ต เงินสด และโทรศัพท์ของเหยื่อ ก่อนจะบังคับพาตัวไปค้าประเวณีตามโรงแรมต่างๆ หรือนำตัวไปขายต่อให้กับแม้เล้าคนอื่นๆ ในเครือข่ายเดียวกันเพื่อพาไปขายตัวยังที่อื่นในประเทศบาห์เรน ซึ่งผู้เสียหายรายหนึ่งหนีรอดออกมาได้ และมีการเข้าแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.ศิริลักษณ์ และพวก จนมีการออกหมายจับ   เบื้องต้น น.ส.ศิริลักษณ์ ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า ตนเองก็เป็นหนึ่งในหญิงไทยที่สมัครใจไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรนทำมาแล้วหลายปี และคอยเป็นคนทำหน้าที่แนะนำและให้คำปรึกษาเด็กใหม่ที่เพิ่งมาทำงานเป็นครั้งแรก ไม่ได้เป็นแม่เล้าล่อลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด

 1,029
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 พ.ย. 62

กองปราบเตือน เบนซ์ใจดำขับขวาง-ชูนิ้วกลางใส่รถพยาบาล ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น!

ชลบุรี-จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Dung Kasemphong ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ที่มีความยาวกว่า 1 นาที โดยภายในคลิปวิดีโอปรากฎ รถเก๋งเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้ารถฉุกเฉินของ โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ที่ขับขี่เปิดไซเรน แต่ปรากฎว่ารถเบนซ์สีดำ ที่ขับขี่อยู่ด้านหน้าด้วยความไร้น้ำใจ ขวางไปขวางมา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา   ต่อมาญาติของผู้ป่วยที่นั่งมาในรถพยาบาลพร้อมถ่ายคลิปดังกล่าวได้เล่าว่า ตนได้นำผู้ป่วยมารักษาที่โรงพญาไทย 2 และกำลังนำผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา จึงได้ให้รถพยาบาลพญาไทศรีราชามารับพร้อมกับเดินทางมาที่โรงพยาบาลศรีราชา ระหว่างทางได้มีรถเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้า ได้ขับขวางรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดอยากจะเอาเรื่อง แต่แค่อยากให้มีน้ำใจให้มากกว่านี้   ทางด้านนายวารุฒ โพธิ์ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ขับขี่รถยนต์ตู้ฉุกเฉินของโรงพยาบาลเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังขับขี่รถพยาบาลฉุกเฉิน เปิดไซเรน เพื่อขอทางรถที่นำจะผู้ป่วย จากโรงพยาบาลพญาไท 2 กลับมายังโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งขณะวิ่งอยู่บนทางด่วนช่วงแยกศรีนครินทร์ ก็ได้พบกับรถเบนซ์สีดำขับขี่อยู่ด้านหน้า แล้วขวางรถพยาบาลฉุกเฉิน ซึ่งตนเองก็พยายามส่งสัญญาณแล้วรถคันหน้าทราบแล้ว แต่รถคันดังกล่าวก็ไม่ยอมหลบ นอกจากนี้รถคันดังกล่าว ยังชูนิ้วกลางใส่ แล้วขับขี่ลงทางด่วนไป   ทั้งนี้ตนในฐานะผู้ขับขี่รถพยาบาล รถฉุกเฉินก็ขอให้ผู้ขับขี่รถยนต์ บนท้องถนน ช่วยให้ความร่วมมือด้วย เนื่องจากทางโรงพยาบาล ก็ต้องการนำส่งผู้ป่วยให้ทันเวลา ทั้งนี้ตนก็อยากจะฝากถึงเพื่อนที่ใช้รถใช้ถนน ช่วยให้ความเห็นใจกับรถพยาบาลฉุกเฉินด้วย เนื่องจากทุกวินาทีของผู้ป่วยสำคัญมาก และยังถือเป็นการสร้างบุญกุศลอีกด้วย   ขณะที่ทวิตเตอร์ กองปราบปราม ได้โพสต์ข้อความว่า เจตนาไม่หลบรถพยาบาลขณะขับรถส่งผู้ป่วย ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น! การขับรถกีดขวางเส้นทางรถพยาบาลนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท   นอกจากนี้ ผู้ที่ขับรถกีดขวางรถพยาบาลอาจจะถูกตั้งข้อหาหนักตามมา ถ้าหากการกระทำนั้นเป็น “เหตุโดยตรง” ที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยในรถพยาบาลถึงแก่ชีวิต อาจเข้าข่ายกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติการณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UiGldtf-zzk  

 6,558
ข่าวโซเชียล
11 พ.ย. 62

กองปราบเตือน เบนซ์ใจดำขับขวาง-ชูนิ้วกลางใส่รถพยาบาล ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น!

ชลบุรี-จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Dung Kasemphong ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ที่มีความยาวกว่า 1 นาที โดยภายในคลิปวิดีโอปรากฎ รถเก๋งเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้ารถฉุกเฉินของ โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ที่ขับขี่เปิดไซเรน แต่ปรากฎว่ารถเบนซ์สีดำ ที่ขับขี่อยู่ด้านหน้าด้วยความไร้น้ำใจ ขวางไปขวางมา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา   ต่อมาญาติของผู้ป่วยที่นั่งมาในรถพยาบาลพร้อมถ่ายคลิปดังกล่าวได้เล่าว่า ตนได้นำผู้ป่วยมารักษาที่โรงพญาไทย 2 และกำลังนำผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา จึงได้ให้รถพยาบาลพญาไทศรีราชามารับพร้อมกับเดินทางมาที่โรงพยาบาลศรีราชา ระหว่างทางได้มีรถเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้า ได้ขับขวางรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดอยากจะเอาเรื่อง แต่แค่อยากให้มีน้ำใจให้มากกว่านี้   ทางด้านนายวารุฒ โพธิ์ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ขับขี่รถยนต์ตู้ฉุกเฉินของโรงพยาบาลเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังขับขี่รถพยาบาลฉุกเฉิน เปิดไซเรน เพื่อขอทางรถที่นำจะผู้ป่วย จากโรงพยาบาลพญาไท 2 กลับมายังโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งขณะวิ่งอยู่บนทางด่วนช่วงแยกศรีนครินทร์ ก็ได้พบกับรถเบนซ์สีดำขับขี่อยู่ด้านหน้า แล้วขวางรถพยาบาลฉุกเฉิน ซึ่งตนเองก็พยายามส่งสัญญาณแล้วรถคันหน้าทราบแล้ว แต่รถคันดังกล่าวก็ไม่ยอมหลบ นอกจากนี้รถคันดังกล่าว ยังชูนิ้วกลางใส่ แล้วขับขี่ลงทางด่วนไป   ทั้งนี้ตนในฐานะผู้ขับขี่รถพยาบาล รถฉุกเฉินก็ขอให้ผู้ขับขี่รถยนต์ บนท้องถนน ช่วยให้ความร่วมมือด้วย เนื่องจากทางโรงพยาบาล ก็ต้องการนำส่งผู้ป่วยให้ทันเวลา ทั้งนี้ตนก็อยากจะฝากถึงเพื่อนที่ใช้รถใช้ถนน ช่วยให้ความเห็นใจกับรถพยาบาลฉุกเฉินด้วย เนื่องจากทุกวินาทีของผู้ป่วยสำคัญมาก และยังถือเป็นการสร้างบุญกุศลอีกด้วย   ขณะที่ทวิตเตอร์ กองปราบปราม ได้โพสต์ข้อความว่า เจตนาไม่หลบรถพยาบาลขณะขับรถส่งผู้ป่วย ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น! การขับรถกีดขวางเส้นทางรถพยาบาลนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท   นอกจากนี้ ผู้ที่ขับรถกีดขวางรถพยาบาลอาจจะถูกตั้งข้อหาหนักตามมา ถ้าหากการกระทำนั้นเป็น “เหตุโดยตรง” ที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยในรถพยาบาลถึงแก่ชีวิต อาจเข้าข่ายกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติการณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UiGldtf-zzk  

 6,558
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ย. 62

จี้เอาผิด นศ.วาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ลั่นลบหลู่-เหยียบย่ำจิตใจ - อ.เฉลิมชัย-ทนายเดชา โดนด้วย

กลุ่มชาวพุทธพลังเเผ่นดิน แจ้งความกองปราบ เอาผิดนักศึกษาวาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ว่าลบหลู่พระพุทธศาสนาและเหยียบย่ำจิตใจชาวพุทธ พร้อมอาจารย์เฉลิมชัย-ทนายเดชา โดนด้วย ฐานสนับสนุน พร้อมเสริมการลบหลู่พระพุทธรูปถือว่าลบหลู่ความเขื่อทางศาสนาและสิ่งที่ศรัทธา   วันที่ 11 ก.ย. กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน นำโดย นายจรูญ วรรณกสิณานนท์, ทนายพงศ์นรินทร์ อมรรัตนา และคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้บังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนักศึกษาที่วาดภาพอุลตร้าแมน โดยระบุว่าลบหลู่พระพุทธศาสนาและเหยียบย่ำจิตใจชาวพุทธ พร้อมผู้สนับสนุน ซึ่งคือนายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และทนายเดชา กิติวิทยานันท์ ทนายคลายทุกข์ รวม 5 คน    นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ ตัวเเทนกลุ่ม ระบุว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เพื่อเหยียบย่ำจิตใจและศรัทธาของชาวพุทธ เป็นการหลบลู่พระพุทธศาสนา ในลักษณะการล้อเลียนพระพุทธเจ้าในรูปของอุลตร้าแมนในท่าทางต่างๆ จำนวนหลายภาพ ฉากหลังเป็นซุ้มเรือนแก้วของพระพุทธชินราช มีรูปเทวดาในพระพุทธศาสนาประดับอยู่ ผู้วาดย่อมทราบดีว่า พระพุทธรูปหรือภาพของพระพุทธเจ้านั้น เป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวพุทธทั่วประเทศกว่า 60 ล้านคน    พระพุทธรูป หรือภาพของพระพุทธเจ้าไม่ว่าในรูปใดๆ ล้วนนำมาซึ่งความศรัทธายิ่งในจิตใจชาวพุทธทุกคน และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และต้องมีมาตรการ กลไก ในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย    ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในรูปแบบของศิลปะ นอกจากนี้ ยังละเมิดต่อกฎหมายอาญา มาตรา 206 คือ ผู้ใดกระทําด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 14,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ    ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวไม่คิดว่าเด็กคนเดียวจะทำได้ และเชื่อว่าต้องมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง เเละการที่ทางกลุ่มมาร้องกองปราบ ไม่ใช่เป็นการทำลายเด็ก เเต่เป็นการปกป้องพระพุทธศาสนา และต้องการให้คนผิดออกมารับโทษ    อย่างไรก็ตาม ตนทราบดีว่า ชาวพุทธทุกคนคงไม่คิดเหมือนตนทุกคน เพราะตอนนี้ในสังคมก็มีความคิดที่หลากหลาย ส่วนการที่เด็กไปขอขมาก็ถือว่าเป็นคนละเรื่อง เเละความผิดได้กระทำไปเเล้วจะละเว้นไม่ได้ เเม้ไม่ได้กระทำโดยตรงต่อวัตถุ เเต่เป็นการทำลายทางศิลปะ นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหลายคน อันเป็นความผิดตามมาตรา 83 , 85 และ 86 ในฐานเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิด หรือโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้ผู้นั้นกระทำผิดต่อไป ด้วยการออกมารับรองว่าผู้ทำไม่ผิด และให้กำลังใจทำต่อไป    ซึ่งวันนี้ทางกลุ่มได้นำรายชื่อมาร้องต่อกองปราบ รวม 5 คน ขอให้ดำเนินเอาผิดทั้งหมดจนคดีถึงที่สุด และให้ทำลายภาพวาดทั้งหมดที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นเสีย      ข่าวที่เกี่ยวข้อง - นศ.เจ้าของภาพพระพุทธรูปอุลตร้าแมน กราบขอขมาเจ้าคณะจังหวัด ปัดลบหลู่ แค่อยากสื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นฮีโร่ - 'อ.เฉลิมชัย' ให้กำลังใจ นศ.วาดภาพพระปางอุลตร้าแมน 'พระมหาไพรวัลย์' ชี้จินตนาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน  

 15,953
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ย. 62

รวบรุ่นพี่ลวงรุ่นน้องวัย 16 ขืนใจ อ้างฝ่ายหญิงสมัครใจ ทำไปเพราะความรัก

ตำรวจกองปราบ บุกรวบรุ่นพี่ ลวงรุ่นน้องวัย 16 ขืนใจที่กระท่อมและบ้านหลายครั้ง อ้างทำไปเพราะความรัก-ฝ่ายหญิงสมัครใจ ไม่คิดว่าจะถูกแจ้งความ    วันที่ 11 ก.ย. 62 พ.ต.ต.เกริก เสนาะสำเนียง สารวัตรกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม นำกำลังเข้าจับกุมนายดนุพล (ขอวสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ชาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตามหมายศาลจังหวัดกาญจนบุรี ข้อหา ‘พาบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ไปเพื่ออนาจารและพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร’ โดยจับกุมได้ที่หน้าบ้านพักในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี   สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 61 นายดนุพล ได้ทำทีตีสนิทก่อนล่อลวง น.ส.น้ำ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี รุ่นน้องที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ไปทำอนาจารหลายครั้ง ที่กระท่อมหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง และในบ้านพักของนายดนุพล    ต่อมาผู้ปกครองทราบเรื่องดังกล่าว จึงได้มาแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.สำรอง จนศาลออกหมายจับไว้สอบสวน    นายดนุพล ให้การอ้างว่า ไม่ได้ข่มขืน แต่ทางฝ่ายหญิงสมัครใจ ตอนนั้นที่ทำไปเพราะความรัก แต่ทางผู้ปกครองของ น.ส.น้ำ ต้องการเงิน 100,000 บาท ซึ่งตนเองมีฐานะยากจน อีกทั้งเรียนหนังสือยังไม่จบ ไม่สามารถหาเงินมาแต่งงานได้จึงหลบหนีมา และไม่คิดว่าทางฝ่ายหญิงจะไปแจ้งความ   เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่ง สภ.สำรอง จ.กาญจนบุรี ดำเนินคดีต่อไป  

 5,443
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.ย. 62

กองปราบช่วยตามรถคืน หลังแม่สาวพิการไปจำนำ 4 หมื่น พอจะไถ่รถกลับไม่ได้คืน

นางสาววราพร เทียมทองหลาง อายุ 47 ปี พร้อมด้วยลูกสาวที่พิการเป็นใบ้ เข้าขอบคุณพลตำรวจตรี จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ที่ได้ช่วยติดตามรถยนต์มาสด้า 2 สีบรอนซ์เงิน หลังไปจำนำไว้กับคนรู้จัก โดยที่ไม่มีสัญญาใดๆ ไว้ในราคา 40,000 บาท จนไม่สามารถไถ่ถอนรถคืนได้ หลังไปร้องทุกข์กับท้องที่แล้วไม่มีความคืบหน้าจนตนเองพยายามฆ่าตัวตาย   โดยนางสาววราพร เผยตนทำงานเป็นหมอนวดแผนไทยโบราณ มีรายได้เฉลี่ยวันละ 400-500 บาท ที่ผ่านมาเดินทางด้วยจักรยานยนต์แล้วยากลำบาก จึงซื้อรถยนต์ไว้เพื่อรับส่งลูกไปเรียน   กระทั่งช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตนเอารถดังกล่าวไปจำนำเพื่อหาเงินไปทำงานที่ประเทศรัสเซีย แต่แล้วติดปัญหาจนถูกส่งตัวกลับ ที่ผ่านมาตนก็หาเงินจ่ายดอกเบี้ยจำนำไป 4 เดือน แต่พอจะไถ่รถกลับไม่ได้รถคืน ตนเครียดมากจนคิดฆ่าตัวตาย ต้องไปหาหมอ กินยารักษาอาการทางจิตเวช   ขณะที่พลตำรวจตรีจิรภพ ระบุคดีนี้ผู้เสียหายไม่มีเงิน ใช้จึงนำรถไปจำนำปากเปล่ากับผู้รับจำนำ แต่เมื่อผู้เสียหายนำเงินมาคืน คนรับจำนำบอกว่าได้เอารถไปจำนำต่อเป็นทอดๆ จนไม่สามารถติดตามรถกลับมาคืนได้ ทำให้ผู้เสียหายมีความเครียดมากและพยายามกินยาฆ่าตัวตายมาแล้ว ต่อมาภายหลังได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ทางกองปราบจึงจัดชุดสืบสวนติดตามหารถยนต์ดังกล่าวมาคืนผู้เสียหายได้ในที่สุด ซึ่งตำรวจกำลังสอบสวนขยายผลผู้กระทำผิด   สำหรับคดีนี้เป็นการจำนำแบบไม่มีเอกสารใดยืนยัน เป็นการจำนำรถในตลาดมืดที่ผิดกฎหมาย จึงขอแนะนำประชาชนว่า ในการทำธุรกรรมต่างๆ ต้องมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัย หากไม่มั่นใจสามารถมาปรึกษากับตำรวจได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YhQxmqUtnls

 3,934
สังคม-อาชญากรรม
28 ส.ค. 62

กองปราบสกัดจับหนุ่มใหญ่ ขนยาแก้ไอ 2 พัน ขวด สารตั้งต้น 4 คูณ 100 ลงใต้

นายสุทวิทย์  อุบลจินดา อายุ 41 ปี ถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุมในข้อกล่าวหาว่า มียาแผนปัจจุบัน ยาอันตราย(ยาแก้ไอ)ใว้ในครอบครอง เพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510   พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 3 รายการ คือ กลางยาแก้ไอซึ่งเป็นส่วนผสมในการทำน้ำ 4 คูณ 100 จำนวนทั้งสิ้น 2,000 ขวด ประกอบด้วย และรถบรรทุก 10 ล้อ จำนวน 1 คัน   พฤติการณ์ในการจับกุม วันนี้ (27 ส.ค.62) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งว่า จะมีการลักลอบขนส่งสินค้ายาแผนปัจจุบัน(ยาแก้ไอ)มากับรถบรรทุกขนส่งสินค้า โดยบอกตำหนิรูปพรรณของรถบรรทุกโดยละเอียด จากกรุงเทพฯ นำส่งมาจำหน่ายทางพื้นที่ทางภาคใต้ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ   แล้วทำการตรวจสอบรถบรรทุกที่วิ่งบริเวณริมถนนสายเอเชีย หาดใหญ่-พัทลุง หมู่ที่ 8 ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง โดยแบ่งกำลังจอดรถสายตรวจสุ่มดูอยู่ตามแนวถนนใกล้ที่เกิดเหตุ     ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น.ได้มีรถบรรทุกต้องสงสัยตรงตามที่สายลับได้แจ้งไว้ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ติดตามสกัดและขอทำการตรวจสอบ  โดยเมื่อผู้ขับขี่รถบรรทุกจอด จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดูจนเป็นที่พอใจ จึงได้ขอทราบชื่อสกุลผู้ขับขี่รถบรรทุกคันดังกล่าว ว่าชื่อ นายสุทวิทย์  อุบลจินดา  อายุ  41  ปี  รับว่าตนเป็นคนขับขี่รถบรรทุกคันดังกล่าว โดยตนเองเป็นลูกจ้างขับรถของ หจก.ขนส่งแห่งหนึ่งให้ขับนำสินค้าจากกรุงเทพฯมาส่งที่จังหวัดในเขตภาคใต้  โดยตนเองไม่ได้มีเอกสารใดๆเกี่ยวข้องกับของกลางเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิให้ทราบ  สอบถามผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวผู้ถูกจับมาจัดทำบันทึกจับกุมแล้วนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทลุง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

 1,349
สังคม-อาชญากรรม
21 ส.ค. 62

นักธุรกิจ ร้องกองปราบฯ ถูกอดีตลูกจ้าง กล่าวหายักยอกหวย 30 ล้าน

ขอบคุณภาพ มติชนออนไลน์   วันที่ 21 ส.ค. 62 นายถิระวัฒน์ วัฒนวณิชยกุล นักธุรกิจ พร้อมนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปรามฯ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตลูกจ้างคนหนึ่ง ในข้อหาแจ้งความเท็จ    จากกรณีที่อดีตลูกจ้าง ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางบัวทอง กล่าวหานายถิระวัฒน์ว่ายักยอกลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท งวดวันที่ 2 พ.ค. 2561 หมายเลข 248038 จำนวน 5 ชุด โดยมีเพียง ผลการตรวจลอตเตอรี่ หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเป็นหลักฐานเท่านั้น จนกระทั่งตำรวจ สภ.บางบัวทอง สรุปสำนวน ส่งฟ้องไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะมีการไต่สวนในวันที่ 9  ก.ย. นี้    โดยนายถิระวัฒน์เปิดเผยว่า สาเหตุที่ถูกอดีตลูกจ้าง แจ้งว่ายักยอกทรัพย์น่าจะมาจากที่ตนเองเลิกจ้างงาน จึงเชื่อว่าน่าจะถูกดิสเครดิต ซึ่งปกติแล้วตนเองไม่ได้เป็นคนซื้อหวยหรือลอตเตอรี่ และไม่เคยรับฝากลอตเตอรี่จากอดีตลูกจ้าง คนดังกล่าวตามที่อ้างกับตำรวจ    ขณะที่นายอัจฉริยะ ระบุว่า จากการตรวจสอบจากกองสลากในงวดดังกล่าวมีผู้ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาท จริง ซึ่งในวันนี้ผู้ถูกรางวัลตัวจริงจะเดินทางมาเป็นพยานให้กับนายถิระวัฒน์ด้วย    อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าอดีตลูกจ้าง เคยเข้าไปแจ้งความที่ สภ.บางศรีเมือง โดยอ้างว่า เจ้าของหอพักเป็นคนยักยอกลอตเตอรี่ 30 ล้านบาทไป ก่อนที่ สภ.บางศรีเมือง จะปฎิเสธรับทำคดีเนื่องจากไม่มีมูลความจริง เพราะได้นำตัวอดีตลูกจ้าง ไปชี้จุดทึ่ซื้อลอตเตอรี่ที่ปั้ม ปตท.บางกร่าง ก็ไม่พบว่ามีแผงลอตเตอรี่ ก่อนที่อดีตลูกจ้างจะเข้ามาแจ้งความเอาผิดนายถิระวัฒน์ ที่ สภ.บางบัวทอง    ทั้งนี้พฤติการณ์ของอดีตลูกจ้างคนดังกล่าว มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ กรณีนางเรวดี หาแก้ว หรือ ‘ป้าติ้น’ และกรณี นายปรีชา ใคร่ครวญ จึงพานายถิระวัฒน์มาแจ้งความเอาผิดที่กองบังคับการปราบปราม    

 1,813
สังคม-อาชญากรรม
15 ส.ค. 62

กองปราบฯ รวบสาวตุ๋นเงินเหยื่อ 8 แสน หลอกลงทุนขายผ้าห่ม พบหมายจับติดตัวเพียบ

วันที่ 15 ส.ค. 62 พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ทัตพร เลขะวัฒนพงษ์ สว.กก. 1 บก.ป, พ.ต.ท.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง สว.กก.4 บก.ป. สนธิกำลังร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดสีบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม ทำการจับกุมตัว น.ส.อรอนงค์ ทองไทย อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดมหาสารคราม ที่ จ.83/2562 ลงวันที่ 24 พ.ค. 62 ฐานความผิดฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครนายก   สืบเนื่องจากเมื่อปี 2561 น.ส.อรอนงค์ ชักชวนให้ น.ส.จารีรัตน์ โคตรบรรเทา นำเงินมาร่วมลงทุนธุรกิจสินค้าเกี่ยวกับผ้าห่มและผ้าเช็ดตัว ซึ่งอ้างว่าจะได้กำไรดีและมีค่าตอบแทนสูง ผู้เสียหายจึงได้ร่วมลงทุนด้วย โดยนำเงินสดจำนวนกว่า 8 แสนบาท    แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินปันผลกลับไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงกันไว้ อีกทั้งเมื่อทวงถามเงินลงทุนกลับคืนก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด จึงทำให้เชื่อว่าถูกหลอก และได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.เมืองมหาสารคาม กระทั่งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ   ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 1 และ กองกำกับการ 4 กองปราบปราม ร่วมกับ ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม สืบทราบว่าหลังจาก น.ส.อรอนงค์ หลอกผู้เสียหายหลายรายหลายท้องที่ จึงได้หลบหนีมาอยู่ตามรีสอร์ต โดยจะเช่าห้องพักเป็นรายวัน และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยบางครั้งก็จะไม่จ่ายเงินค่าเช่าห้องพักโดยการหลบหนีออกไป ไม่บอกเจ้าของห้องพัก ทำอยู่อย่างนี้ตลอด    กระทั่งล่าสุดทราบว่าผู้ต้องหาได้มาเช่ารีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.นครนายก และกำลังจะหลบหนีไปอยู่ที่อื่น จึงได้แสดงตัวทำการจับกุมตัวไว้ได้ดังกล่าว และจากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหายังคงให้การภาคเสธ    จากการตรวจสอบประวัติของ น.ส.อรอนงค์ พบว่ายังมี หมายจับตามท้องที่ต่างๆ ในคดีฉ้อโกง และฉ้อโกงประชาชน อีกจำนวน 5 หมายจับ จึงแจ้งข้อกล่าวหาก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม เพื่อดำเนินคดีต่อไป  

 2,742
สังคม-อาชญากรรม
13 ส.ค. 62

ผบ.ตร.โอนคดีระเบิดป่วนกรุงให้กองปราบรวมเป็นคดีเดียว เชิญอัยการร่วมสอบ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งโอนสำนวนสอบสวนคดีระเบิด 17 จุดป่วนกรุง และ 1 จุดใน จ.นนทบุรี ไปให้กองปราบปรามทำสำนวนรวมเป็นคดีเดียว เชื่อเป็นขบวนการใหญ่แก๊งเดียวกัน พร้อมประสานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งคนมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน   เนื่องจากพบข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้บงการเรียกประชุมวางแผนกับชุดจู่โจม ในเขตแดนของประเทศมาเลเซียติดชายแดนไทยพื้นที่ จ.นราธิวาส ก่อนคนร้ายใช้ช่องทางธรรมชาติลักลอบเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยเพื่อก่อเหตุ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RmsQeDKYJQg

 778
สังคม-อาชญากรรม
11 ส.ค. 62

รวบหนุ่มหลอกซื้อดาวน์รถ จยย. ผ่านเฟซบุ๊ก เอาไปจำนำต่อ สารภาพทำมาแล้วกว่า 100 คัน

วันที่ 11 ส.ค. 62 พ.ต.ต.ฐิติวัสฐ์ เเซมเขียว สว.กก.5 บก. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม ร่วมกันจับกุมตัว นายอภิสิทธิ์ บุตรทะยัก อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐมที่ 179/1/2561 ลงวันที่ 15 ส.ค. 61 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ‘ร่วมกันฉ้อโกง’    พฤติการณ์คือ ก่อนการจับกุมเมื่อประมาณเดือน เม.ย. 61 ผู้เสียหายได้ประกาศขายดาวน์รถจักรยานยนต์ของตนเองทางหน้าเฟซบุ๊ก เนื่องจากเดือดร้อนไม่มีเงินส่งค่างวดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ชาบ้านดอน’ ทักมาว่าต้องการซื้อดาวน์รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหายโดยตกลงนัดซื้อขายรถกันที่ห้างดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม    ต่อมาทราบชื่อผู้ซื้อ คือนายอภิสิทธิ์ บุตรทะยัก ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ชาบ้านดอน’ หลังจากซื้อขายกันเรียบร้อย นายอภิสิทธิ์ รับปากว่าจะไปเปลี่ยนสัญญาเป็นชื่อตนเองให้เรียบร้อย และจะส่งค่างวดต่อไปจนครบสัญญา ปรากฏว่าหลังจากนั้นประมาณ 5 เดือน บริษัทไฟแนนซ์ที่เช่าซื้อรถจักรยานยนต์โทรมาทวงค่างวดผ่อนรถ แจ้งว่าไม่ส่งค่างวดมา 5 เดือนแล้ว จะฟ้องร้องตามกฎหมายหากไม่นำรถมาคืนหรือจ่ายค่าเช่าซื้อให้ครบ    ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อไปหานายอภิสิทธิ์ฯ ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้ ติดต่อไปทางเฟซบุ๊กก็ถูกบล็อกเฟสไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน จนกระทั่งศาลอนุมัติหมายจับ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.เมือง นครปฐม ติดตามจับกุมตัวมาได้    สอบถามนายอภิสิทธิ์ ผู้ต้องหา ให้การว่า ตนเองได้หลอกซื้อดาวน์รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาจากผู้เสียหายจริง โดยไม่ได้มีเจตนาซื้อมาใช้เอง ตนเองเห็นเฟซบุ๊กมีรับจำนำรถหลายแห่ง จึงได้ติดต่อเฟซรับจำนำรถว่า ต้องการจำนำรถคันดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง เมื่อตกลงซื้อขายโดยทางเฟสรับจำนำรถจะมารับรถจากตนเองที่ อ.เมือง จ.นครปฐม โดยตนเองจะได้กำไรจากการหลอกซื้อดาวน์รถมาจำนำต่ออีกทอดหนึ่งประมาณคันละ 5000 บาท เงินที่ได้ก็นำมาเที่ยวเตร่ กับเพื่อนๆ โดยตั้งแต่ 2560 ตนเองทำแบบนี้มาประมาณ เกือบ 100 คันซึ่งผู้เสียหายมีทั่วไปทั้งในจังหวัดนครปฐมและต่างจังหวัด ทราบว่ามีผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความอีกหลายราย  

 2,751
สังคม-อาชญากรรม
29 ก.ค. 62

รวบแม่ค้าขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือ 2 ออนไลน์ ในข้อหา 'รับซื้อของโจร' หลังเจ้าของกระเป๋าขอซื้อคืน แต่แม่ค้าอ้างขายให้คนอื่นไปแล้ว

ตำรวจชุดสืบสวนกองปราบปราม นำหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ที่387/2562 เข้าจับกุม น.ส.นัชชา อายุ 24 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี ในข้อหา รับของโจรและประกอบอาชีพค้าของเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจับกุมได้ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร   สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2560 มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ว่าขอให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นัชชา เจ้าของร้านค้าขายกระเป๋าแบรนด์ออนไลน์   เนื่องจากน.ส.นัชชาได้รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมของตนจำนวน 2 ใบ มีมูลค่าใบละประมาณ 200,000 บาท รวม 400,000บาท จากคนขับรถที่ติดการพนัน เป็นผู้ขโมยกระเป๋าแบรนด์เนมใบดังกล่าวมาขายต่อให้    โดย น.ส.นัชชา นัดคนขับรถที่ขโมยกระเป๋า มาทำการซื้อขายที่ร้านอาหารฟาสฟู๊ดย่านรัชดา กทม. และเมื่อดูสินค้าเรียบร้อย น.ส.นัชชา ก็รับซื้อกระเป๋าทั้ง 2 ใบในราคาใบละ 20,000 บาทรวมเป็นเงิน 40,000 บาท    เมื่อผู้เสียหายทราบเรื่องว่ากระเป๋าถูกขโมยไปขายไม่เกิน 12 ชม.ก็ได้ทำการติดต่อกลับมายังน.ส.นัชชา เพื่อแจ้งว่ากระเป๋า 2 ใบดังกล่าวถูกขโมยมา และขอซื้อคืนในราคาเท่าใดก็ได้ ที่ผู้ซื้อได้ซื้อไป โดยเงินที่จะซื้อคืนนั้นจะใช้เงินของผู้เสียหายเอง และจะไม่เรียกร้องใดๆ จาก น.ส. นัชชาเลย และกำไรที่ได้จากการขายก็ยกให้ น.ส. นัชชา ไปเลย เพราะกระเป๋าใบดังกล่าวเป็นรุ่นหายาก และสำคัญที่สุด คือ มีคุณค่าทางด้านจิตใจของตนเองเป็นอย่างมาก เพราะได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการสอนหนังสือ    แต่น.ส.นัชชา กลับปฏิเสธ บอกว่า จำไม่ได้ว่าขายให้ใครไป โดยหลังจากนั้นผู้เสียหายก็ได้พยายามติดต่อน.ส.นัชชามาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถซื้อกระเป๋าคืนได้ จากนั้น น.ส. นัชชา ได้เปลี่ยนเว็บไซต์ในการซื้อขายของแบรนด์เนม    ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอฝากเตือนไปยังผู้ซื้อสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะกระเป๋าหรือนาฬิกาที่มียี่ห้อหรู (มือ2) ควรระมัดระวังการซื้อขายเพราะอาจจะซื้อสินค้าที่ถูกขโมยมาโดยไม่ตั้งใจ จึงควรสั่งซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือว่าเป็นสินค้าที่ได้มาอย่างถูกต้อง    อีกทั้งยังขอฝากเตือนไปยังผู้รับซื้อสินค้า (พ่อค้า-แม่ค้า) หากจะตัดสินใจซื้อกระเป๋าหรือนาฬิกาที่มียี่ห้อหรู (มือ2) จากคนที่ติดต่อมาขายควรจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นของที่ถูกนำมาขายอย่างถูกต้องหรือไม่ และหากมีการขายต่ำกว่าราคาที่เป็นจริง ก็ควรจะใช้วิจารณญาณในการรับซื้อเพิ่มขึ้นไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหารับซื้อของโจร ก็เป็นได้

 9,172
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ค. 62

รวบ 'อดีตหลวงตา' ก่อเหตุข่มขืน ด.ญ.วัย 13 หนีคดีมานาน 18 ปี สุดท้ายไม่รอด

ตำรวจกองปราบบุกจับ อดีตพระ นายละ วรรณพิรุณ อายุ 81 ปี ก่อเหตุข่มขืนเด็กวัย 13 ปี ตั้งแต่ปี 2544 ขณะบวชเป็นพระ โดยเจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ แต่เด็กมาติดพันเอง

 3,183
ข่าวภูมิภาค
24 ก.ค. 62

เสี่ยโรงงานยางรถ ร้องกองปราบฯ ถูก จนท.บุกโกดัง ยัดข้อหานายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อมนายประเสริฐ พิมพาพร อายุ 75 ปี เจ้าของโรงงานยางรถยนต์ เข้าแจ้งความกองปราบ หลังถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 100 คน เข้าตรวจค้นโกดังยางรถยนต์ โดยกล่าวหาว่า นายประเสริฐ เป็นนายทุนนอกระบบและคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด   มีการคุมตัวนายประเสริฐ ไว้ในห้องทำงานและบังคับให้เปิดตู้เซฟ พร้อมทั้งยึดโฉนดที่ดิน ทั้งหมด 52 ฉบับ ก่อนข่มขู่ว่า ให้ทำบันทึกการยินยอมให้ตรวจยึด หากไม่ยอมให้ยึดโฉนดที่ดินจะนำตัวนายประเสริฐไปฝากขังเป็นเวลา 7 วัน นายประเสริฐจึงยินยอม   โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง กล่าวว่า น.ส.เอ ที่เป็นผู้กู้ยืมเงินนายประเสริฐ เป็นคนแจ้งความ พร้อมขอเจรจาไกล่เกลี่ยให้นายประเสริฐ ลดยอดหนี้และลดดอกเบี้ยให้ น.ส.เอ โดยไม่จับกุมนายประเสริฐ ตามหมายจับดังกล่าว ซึ่งถือว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่   จากนั้นตำรวจยังสั่งให้นายประเสริฐไปพบกับ น.ส.เอ ในวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.สมุทรสาคร เพื่อไปทำบันทึกข้อตกลงให้ลดยอดหนี้ ลดดอกเบี้ย และถอนคำฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา โดยต้องไปคนเดียวและห้ามนำทนายไปด้วยเด็ดขาด   ด้วยความกลัวนายประเสริฐยอมทำตามข้อตกลง ในวันนี้จึงจะแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.เอ และเจ้าหน้าที่รัฐ รวม ทั้งหมด 29 คน ฐานแจ้งความเท็จ , เป็นผู้ใช้ให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ร่วมกันบุกรุกเคหสถาน, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ, ร่วมทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือตกใจ โดยขู่เข็ญ ร่วมกันกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ   นายประเสริฐชี้แจงว่า เมื่อปี 2559 น.ส.เอ ชักชวนให้ตนร่วมลงทุนซื้อที่ดิน เพื่อทำหมู่บ้านจัดสรร โดยตนได้ให้เงินกับ น.ส.เอ ไปทั้งหมด 15 ล้านบาท พร้อมทำสัญญาเงินกู้ไว้เป็นหลักฐาน และคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 6 แสนบาท ซึ่งไม่ใช่ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด   ที่ผ่านมา น.ส.เอ ได้เรียกร้องให้ตนโอนที่ดินกล่าวให้ แต่ตนมองว่า โฉนดที่ดินและเงินลงทุนเป็นของตน จึงไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้อง ซึ่งยอมรับว่า หลังจากเกิดเหตุ ธุรกิจได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจากลูกค้ามองว่า ตนเป็นบุคคลที่ปล่อยเงินกู้และมีคดีความติดตัว จึงไม่กล้ามาทำการซื้อขายด้วย สำหรับแรงงานต่างด้าวนั้น ไม่ได้อยู่ในความดูแลของตน โดยแรงงานต่างด้าวดังกล่าวได้เคยมาขอสมัครงานกับตนแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเข้าทำงานแต่อย่างใด   เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ได้ประสานไปยังกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) เพื่อรับไปตรวจสอบต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pe5yodSyQWI

 2,134
บันเทิง
23 ก.ค. 62

'กลิ่นกาสะลอง' ep 13 สุดเข้มข้น กองปราบโพสต์เตือน 'อี่นายซ้องปีบ' ผลักแม่ตกบันได โทษหนักทั้งจำ-ปรับ

ไปกันที่ละครกลิ่นกาสะลอง หลังจากลุ้นกับแผนของ ‘หมอทรัพย์’ ที่จะพา ‘กาสะลอง’ หนีถึง 3 ครั้ง และครั้งที่ 3 เป็นการดำน้ำหนี และตั้งใจจะหนีไปแม่แจ่ม   ล่าสุดเมื่อคืนนี้ EP 13 ‘หมอทรัพย์’ ก็พา ‘กาสะลอง’ หนีไปถึงแม่แจ่ม และปลูกบ้านอยู่ด้วยกันที่แม่แจ่มแล้ว  และยังมีฉากเลิฟซีนของ ‘หมอทรัพย์’ กับ ‘กาสะลอง’ ให้จิกหมอนกันด้วย เพราะคนในหมู่บ้าน เชียร์ให้ทั้งคู่มีลูกกันซะที หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว จากนั้น ‘หมอทรัพย์’ จึงได้ขอ ‘กาสะลอง’ แต่งงาน   ส่วน ‘ซ้องปีบ’ หลัง ‘กาสะลอง’ หนีออกจากบ้าน ก็ไปหาเรื่องทะเลาะกับแม่ จนพลั้งมือผลักแม่ตกเรือน แต่โกหก ‘นายแคว้น’ ว่าแม่หน้ามืดเดินตกบันไดเอง สุดท้ายแม่เดินไม่ได้ ต้องนอนติดที่นอน  ‘ซ้องปีบ’ ก็เลยต้องดูแลแม่ด้วยความไม่เต็มใจ   เมื่อคืนถือเป็นความดราม่าของ ‘ซ้องปีบ’ เพราะ ‘น้อยจั๋น’ ก็มาประกาศยกเลิกงานแต่งกับตัวเอง แล้วไปแต่งงานผู้หญิงคนใหม่ที่มีหน้ามีตามากกว่า แถม ‘นายแคว้น’ ยังเกือบติดคุก เพราะโดนตำรวจจับ ข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน จน ‘ซ้องปีบ’ ต้องยอมเสียศักดิ์ศรี ยอมก้มหัวกราบขอร้องให้ ‘พ่อเลี้ยง , น้อยจั๋น และผู้หญิงคนใหม่ของน้อยจั๋น (คุณสุดาวดี) ให้ช่วยไปประกันตัว ‘นายแคว้น’ ซึ่งเป็นฉากที่ ‘ซ้องปีบ’ ทั้งเจ็บปวดและแค้นใจมาก เพราะตัวเองไม่เคยก้มหัวให้ใคร    ‘ซ้องปีบ’ ทั้งแค้นใจและเสียใจหนักมากที่ถูกผู้ชายทิ้งถึง 2 คน ก็เลยคิดสั้นผูกคอตาย โชคดีที่ ‘นายแคว้น’ กลับมาเห็น จึงช่วยไว้ได้ทัน และบอกกับ ‘ซ้องปีบ’ ว่า ‘กาสะลอง’ ยังไม่ตาย เพราะมีลูกน้องเก่าของ นายแคว้น’ มาบอกว่าเห็น ‘กาสะลอง’ อยู่ที่แม่แจ่ม   ส่วนฉากเด็ดอีกฉากเมื่อคืนนี้ ต้องยกให้ฉากที่ ‘เหมย’ ลุกขึ้นสู้เอาคืน ‘ซ้องปีบ’  บ้างแล้ว หลังจากที่ตัวเองโดนกระทำมาทั้งเรื่อง โดยฉากนี้เป็นฉากที่ ‘เหมย’ ทราบข่าวว่า ‘แม่ทองใบ’ บาดเจ็บจนเดินไม่ได้ จึงแอบมาเยี่ยม แต่ ‘ซ้องปีบ’ มาเห็นและทำร้าย ‘เหมย’จน ‘เหมย’ ทนไม่ไหวสู้กลับ ‘ซ้องปีบ’ พร้อมแฉความชั่วของ ‘ซ้องปีบ’  ให้ ‘แม่ทองใบ’ ฟังว่า ‘ซ้องปีบ’ เป็นคนวางแผนวางยาให้ ‘กาสะลอง’ ไปเป็นเมีย ‘มั่นฟ้า’ แทนตัวเอง รวมถึงเรื่องที่ ‘ซ้องปีบ’ เอาเห็ดพิษ ให้ ‘ฟองจันทร์’  เมียอีกคนของ ‘นายแคว้น’ กินจนตายพร้อมลูกในท้อง  และโยนความผิดให้ ‘กาสะลอง’ จนทำให้ ‘นายแคว้น’ เกลียด ‘กาสะลอง’ มาจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นฉากที่แฟนละครสะใจเพราะได้เห็น ‘ซ้องปีบ’ ถูกเอาคืนซะบ้าง    ส่วน ‘หมอทรัพย์’ กับ ‘กาสะลอง’ ก็ดูเหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้ง จนกระทั่งวันแต่งงาน จู่ๆ ‘นายแคว้นมั่ง’ ก็มาหา และมีทีท่าเลิกเกลียด ‘กาสะลอง’แล้ว แถมยังอวยพรให้ทั้ง ‘กาสะลอง’ และ ‘หมอทรัพย์’ มีความสุขกับชีวิตคู่ด้วย ขณะที่ ‘ซ้องปีบ’ ก็มาหา ‘กาสะลอง’ เพื่อมาสำนึกผิดด้วยเหมือนกัน   ส่วนคืนนี้จะเป็นยังไงต่อ  จะจบสวยๆ กันแบบนี้ หรือ จริงๆ แล้ว ‘นายแคว้น’ กับ ‘ซ้องปีบ’ มีแผนอะไรกันอีกหรือไม่ ต้องรอติดตาม เพราะนักแสดงเค้าบอกมาว่าเรื่องราวความแซ่บยังไม่จบง่ายๆ รอชมกันได้เหลือแค่ 2 ตอนสุดท้ายแล้ว (คืนนี้กับคืนวันจันทร์หน้า)   และจากฉากที่ ‘ซ้องปีบ’ ผลักแม่ตกบันได ล่าสุด ทางเพจของกองปราบปราม ก็ขออิงกระแสกลิ่นกาสะลอง แจ้งโทษฐาน ‘ซ้องปีบ’ ที่ทำให้บุพการีได้รับบาดเจ็บสาหัส ว่า   “อี่นายซ้องปีบ จะยะจะอี้บ่าได้ การที่ ซ้องปีบ ผลักแม่ตกบันได จนเป็นเหตุให้แม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถือเป็นการทำร้ายร่างกายบุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสทุพพลภาพ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่สี่หมื่นถึงสองแสนบาท”   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZO20A0s0zhc

 3,983

Top