ค้นหา :

ผลการค้นหา "กองปราบ"

สังคม-อาชญากรรม
24 ก.พ. 63

'บรรยิน' ลั่นปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา หลังถูกบุกจับเอี่ยวฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ลูกสาวเชื่อพ่อโดนใส่ร้าย

จากกรณีที่ชุดสืบสวนของ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมกำลัง เข้า จับกุม พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย พร้อมพวกในคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยจับกุมได้ที่ จ.นครสวรรค์    มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหา ประกอบด้วย -พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ -นายมานัส ป้อมจันทร์ -นายณรงค์ศักดิ์ ทับทิม   ขึ้นรถจาก จ.นครสวรรค์ มาที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อทำการแยกสอบปากคำคนละห้องอย่างเคร่งเครียด  หลังถูก 1 ในผู้ก่อเหตุที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมก่อนหน้านี้สารภาพร่วมกับพวกอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา และให้การซัดทอดว่า พ.ต.ท.บรรยิน เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรี่องนี้ โดยอ้างว่า 1 ในผู้ร่วมขบวนการเป็นมือปืน ของ พ.ต.ท.บรรยิน กระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับ    โดยระหว่างคุมตัวมาที่กองปราบฯ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พ.ต.ท.บรรยิน พูดสั้น ๆ “ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยังไม่เห็นหลักฐาน จับผมมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า ยังไม่รู้เรื่อง ยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”   จากการสอบปากคำนายมานัส และนายณรงค์ศักดิ์ ให้การซัดทอดว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน ยังไม่ถูกจับกุม กระทั่งช่วงเย็นของวานนี้ ชุดสืบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 3 คน ขณะหลบหนีกบดานใน จ.นครสวรรค์ คือ   -นายประชาวิทย์ ศรีทองสุข -นายชาติชาย เมณฑ์กุล -นายธงชัย วจีสัจจะ หรือ สจ.อ๊อด   โดยทั้ง 3 คนนี้ ถูกควบคุมตัวไว้ที่ห้องขัง แยกสอบปากคำในแต่ละ สภ. ในท้องที่ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ขนาดนี้อยู่ระหว่างการขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง   จากนั้นเวลา 16.00 น. ได้นำตัว พ.ต.ท.บรรยิน และผู้ต้องหาอีก 2 คน เข้าห้องคุมขังกองปราบฯ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าจะพูดอะไรหน่อยมั้ย รับสารภาพหรือปฏิเสธ พ.ต.ท.บรรยิน ตะโกนก่อนถูกนำตัวเข้าห้องคุมขังว่า “ผมปฏิเสธอยู่แล้วครับ”   ต่อมานางสาวบุษยา ตั้งภากรณ์ ลูกสาวของ พ.ต.ท.บรรยิน เดินทางมาที่กองปราบปราม ระบุว่าไม่ทราบว่าพ่อถูกจับในความผิดใด แต่หากเป็นเรื่องคดีที่พ่อตกเป็นผู้ต้องหา ในคดีที่ศาลอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ส่วนตัวไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เชื่อว่าพ่อทำทุกสิ่งทุกอย่างมี เหตุผลเสมอ และอยากขอความเป็นธรรมให้ครอบครัว เพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลาครอบครัวถูกกลั่นแกล้งแกล้ง พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาพ่อถูกให้ข้อมูลในด้านไม่ดีผ่านสื่อตลอด พอเกิดเรื่องฝ่ายตรงข้ามก็โบ้ยมาพาพ่อ จนคนในสังคมเชื่อว่าครอบครัวของตนเองเป็นครอบครัวฆาตกร แต่ทุกข้อกล่าวหาก็ถูกยกฟ้องและปัดตกตลอด ครั้งนี้น่าจะเป็นลักษณะคล้ายเหตุการณ์ที่ผ่านมา    ตนยังไม่เห็นหลักฐานที่ตำรวจนำมากล่าวอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยิน เกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่าพี่ชายผู้ พิพากษา ทั้งหมดยังเป็นข้อกล่าวหายังพิสูจน์อะไรไม่ได้ หลักฐานมีเพียงกล้องวงจรปิดที่อ้างว่าเป็นภาพพ่อของตนเองนำพี่ชายของผู้พิพากษาไป  ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าใช่พ่อของตนเองหรือไม่ เพราะไม่ได้เห็นใบหน้าพ่อชัดเจน เห็นเพียงพี่ชายผู้พิพากษาเดินออกมาจากศาล หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าไปจินตนาการเอง คนเป็นผู้พิพากษาเขาก็น่าจะมีศัตรู     “เอาหลักฐานอะไรมากล่าวหาพ่อของตน แล้วเชื่อได้อย่างไรว่า 1 ในผู้ก่อเหตุเป็นมือปืนของพ่อ หนูรู้จักพ่อดี ถ้าพ่อจะโหดร้ายหรือมีเรื่องเขาไม่ทำแผนโง่ ๆ อย่างนี้หรอก ขอหลักฐานที่ชัดเจนอย่าปั้นแต่ง ขอพูดด้วยความเป็นกลางคนดีเขาก็คงไม่น่ามาเสียชีวิต หนูไม่รู้จักพี่ชายผู้พิพากษา ไม่รู้เขาเป็นคนยังไง เขาอาจโดนยิงเพราะมีคู่อริก็ได้  คู่อริก็ซัดทอดว่าพ่อหนูเกี่ยวข้องเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องผิดอะไร บรรยินดังอยู่แล้วก็โบ้ยความผิดให้บรรยินไปเลย”           หลังจากนี้จะหารือกับทนายความยื่นขอประกันตัวต่อศาลในชั้นฝากขังต่อไป ส่วนผู้ต้องหาราย อื่นที่มีข้อมูลว่าร่วมกับ พ.ต.ท.บรรยิน เกี่ยวกับการอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษานั้น ขณะนี้ยังไม่ได้เจอ ใคร และยังไม่รู้ว่าบุคคลที่ซัดทอดพ่อของตนคือใคร เพราะตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ ขณะที่ทนายเตรียมยื่นหลักทรัพย์ 3-5 ล้านขอประกันตัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2u5pJi3ZCAM

 4,608
อาชญากรรม
24 ก.พ. 63

'บรรยิน' ลั่นปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา หลังถูกบุกจับเอี่ยวฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ลูกสาวเชื่อพ่อโดนใส่ร้าย

จากกรณีที่ชุดสืบสวนของ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมกำลัง เข้า จับกุม พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย พร้อมพวกในคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยจับกุมได้ที่ จ.นครสวรรค์    มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหา ประกอบด้วย -พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ -นายมานัส ป้อมจันทร์ -นายณรงค์ศักดิ์ ทับทิม   ขึ้นรถจาก จ.นครสวรรค์ มาที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อทำการแยกสอบปากคำคนละห้องอย่างเคร่งเครียด  หลังถูก 1 ในผู้ก่อเหตุที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมก่อนหน้านี้สารภาพร่วมกับพวกอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา และให้การซัดทอดว่า พ.ต.ท.บรรยิน เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรี่องนี้ โดยอ้างว่า 1 ในผู้ร่วมขบวนการเป็นมือปืน ของ พ.ต.ท.บรรยิน กระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับ    โดยระหว่างคุมตัวมาที่กองปราบฯ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พ.ต.ท.บรรยิน พูดสั้น ๆ “ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยังไม่เห็นหลักฐาน จับผมมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า ยังไม่รู้เรื่อง ยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”   จากการสอบปากคำนายมานัส และนายณรงค์ศักดิ์ ให้การซัดทอดว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน ยังไม่ถูกจับกุม กระทั่งช่วงเย็นของวานนี้ ชุดสืบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 3 คน ขณะหลบหนีกบดานใน จ.นครสวรรค์ คือ   -นายประชาวิทย์ ศรีทองสุข -นายชาติชาย เมณฑ์กุล -นายธงชัย วจีสัจจะ หรือ สจ.อ๊อด   โดยทั้ง 3 คนนี้ ถูกควบคุมตัวไว้ที่ห้องขัง แยกสอบปากคำในแต่ละ สภ. ในท้องที่ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ขนาดนี้อยู่ระหว่างการขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง   จากนั้นเวลา 16.00 น. ได้นำตัว พ.ต.ท.บรรยิน และผู้ต้องหาอีก 2 คน เข้าห้องคุมขังกองปราบฯ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าจะพูดอะไรหน่อยมั้ย รับสารภาพหรือปฏิเสธ พ.ต.ท.บรรยิน ตะโกนก่อนถูกนำตัวเข้าห้องคุมขังว่า “ผมปฏิเสธอยู่แล้วครับ”   ต่อมานางสาวบุษยา ตั้งภากรณ์ ลูกสาวของ พ.ต.ท.บรรยิน เดินทางมาที่กองปราบปราม ระบุว่าไม่ทราบว่าพ่อถูกจับในความผิดใด แต่หากเป็นเรื่องคดีที่พ่อตกเป็นผู้ต้องหา ในคดีที่ศาลอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ส่วนตัวไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เชื่อว่าพ่อทำทุกสิ่งทุกอย่างมี เหตุผลเสมอ และอยากขอความเป็นธรรมให้ครอบครัว เพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลาครอบครัวถูกกลั่นแกล้งแกล้ง พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาพ่อถูกให้ข้อมูลในด้านไม่ดีผ่านสื่อตลอด พอเกิดเรื่องฝ่ายตรงข้ามก็โบ้ยมาพาพ่อ จนคนในสังคมเชื่อว่าครอบครัวของตนเองเป็นครอบครัวฆาตกร แต่ทุกข้อกล่าวหาก็ถูกยกฟ้องและปัดตกตลอด ครั้งนี้น่าจะเป็นลักษณะคล้ายเหตุการณ์ที่ผ่านมา    ตนยังไม่เห็นหลักฐานที่ตำรวจนำมากล่าวอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยิน เกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่าพี่ชายผู้ พิพากษา ทั้งหมดยังเป็นข้อกล่าวหายังพิสูจน์อะไรไม่ได้ หลักฐานมีเพียงกล้องวงจรปิดที่อ้างว่าเป็นภาพพ่อของตนเองนำพี่ชายของผู้พิพากษาไป  ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าใช่พ่อของตนเองหรือไม่ เพราะไม่ได้เห็นใบหน้าพ่อชัดเจน เห็นเพียงพี่ชายผู้พิพากษาเดินออกมาจากศาล หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าไปจินตนาการเอง คนเป็นผู้พิพากษาเขาก็น่าจะมีศัตรู     “เอาหลักฐานอะไรมากล่าวหาพ่อของตน แล้วเชื่อได้อย่างไรว่า 1 ในผู้ก่อเหตุเป็นมือปืนของพ่อ หนูรู้จักพ่อดี ถ้าพ่อจะโหดร้ายหรือมีเรื่องเขาไม่ทำแผนโง่ ๆ อย่างนี้หรอก ขอหลักฐานที่ชัดเจนอย่าปั้นแต่ง ขอพูดด้วยความเป็นกลางคนดีเขาก็คงไม่น่ามาเสียชีวิต หนูไม่รู้จักพี่ชายผู้พิพากษา ไม่รู้เขาเป็นคนยังไง เขาอาจโดนยิงเพราะมีคู่อริก็ได้  คู่อริก็ซัดทอดว่าพ่อหนูเกี่ยวข้องเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องผิดอะไร บรรยินดังอยู่แล้วก็โบ้ยความผิดให้บรรยินไปเลย”           หลังจากนี้จะหารือกับทนายความยื่นขอประกันตัวต่อศาลในชั้นฝากขังต่อไป ส่วนผู้ต้องหาราย อื่นที่มีข้อมูลว่าร่วมกับ พ.ต.ท.บรรยิน เกี่ยวกับการอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษานั้น ขณะนี้ยังไม่ได้เจอ ใคร และยังไม่รู้ว่าบุคคลที่ซัดทอดพ่อของตนคือใคร เพราะตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ ขณะที่ทนายเตรียมยื่นหลักทรัพย์ 3-5 ล้านขอประกันตัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2u5pJi3ZCAM

 4,608
อาชญากรรม
23 ก.พ. 63

คุมตัว 'บรรยิน' ฝากขังกองปราบ ลูกสาวไม่เชื่อพ่อเกี่ยวอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา

ตำรวจกองปราบบุกจับ พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์ ในข้อหาจ้างวานฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งพัวพันคดีโอนหุ้น 300 ล้านบาท ของเสี่ยชูวงษ์ ที่เสียชีวิตปริศนาเมื่อปี 2558    ตำรวจ กองปราบปราม บุกจับ พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ถึงบ้านพักส่วนตัว ในตำบลนครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พร้อมคุมตัว พันตำรวจโท บรรยิน และลูกน้องอีก 3 คน ไปสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม กรุงเทพ และยึดเอาเอกสารและเครื่องคอมพิวเตอร์ไปด้วย โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีการหายตัวไปของพี่ชายผู้พิพากษาประจำศาลอาญากรุงเทพใต้    นอกจากนี้ยังมีการกระจายกำลังไปค้นอีก 19 จุด ทั้งบ้านแม่ยายและเครือญาติ ในจ.นครสวรรค์ มีรายงานว่ายึดรถที่สวมทะเบียนไป 4 คัน ซึ่งวัตถุพยานทั้งหมดถูกนำส่งที่ศูนย์ฝึกตำรวจภูธรภาค 6 เพื่อตรวจพิสูจน์   พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์มาที่กองบิน 4 ตาคลี เพื่อมาดูจุดที่คนร้ายที่อยู่ในทีมอุ้มพี่ชายผู้พิพากษา รับสารภาพว่านำร่างของพี่ชายผู้พิพากษามาเผาทำลายในป่าหญ้า แล้วนำโครงกระดูกที่เหลือแยกใส่กระสอบ 3 ใบ แล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา ต.กลางแดด อ.เมือง    1 ในผู้ต้องหาที่เป็นทีมสังหาร ถูกคุมตัวชี้จุดเกิดเหตุบริเวณริมน้ำที่อ้างว่าทิ้งศพลงตรงนี้ แต่จนถึงขณะนี้ชุดระดาน้ำยังไม่พบพยานหลักฐาน   ส่วนสาเหตุที่อุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา มีรายงานว่า เพื่อบังคับให้ยกฟ้องคดีที่ พันตำรวจโท บรรยิน เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กรณี นาย ชูวงษ์ โอนหุ้นให้กว่า 300 ล้านบาท คดีนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 20 มีนาคมนี้   ขณะที่ นางสาว บุษยา ตั้งภากรณ์ ลูกสาวของ พันตำรวจโท บรรยิน เดินทางมารอพบพ่อตั้งแต่บ่าย 2 โมง บอกว่า ทราบข่าวจากน้องชายว่าพ่อถูกจับ และกำลังนำตัวเข้ามาสอบสวนที่กองปราบปราม แต่เชื่อว่าพ่อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า ที่มีรายงานข่าวว่ามีวงจรปิดจับภาพพ่อไปอุ้มถึงศาล หากจะทำจริง สั่งให้คนไปอุ้มง่ายกว่าไหม   ล่าสุด ตำรวจคุมตัว พันตำรวจโท บรรยิน ถูกคุมตัวเข้าห้องควบคุมตัว กองปราบปรามแล้ว

 4,596
ข่าวภูมิภาค
21 ก.พ. 63

บุกจับแม่หมอ ทักเหยื่อป่วยซึมเศร้า หลอกให้โอนเงินมาสะเดาะเคราะห์ สูญ 7 ล้าน

กองปราบเปิดปฏิบัติการจับกุมแม่หมอ อายุ 48 ปี พร้อมเครือข่ายอีก 1 คนอายุ 19 ปี ที่จังหวัดสุพรรณบุรี สืบเนื่องจากหมอดูรายนี้ ก่อนหน้ารับดูดวงบนไพ่ ปรากฎผู้เสียหายเข้าไปใช้บริการดูดวง และไปทักให้ผู้เสียหายมาสะเดาะเคราะห์   หลังจากนั้นใช้วิธีโทรหาเหยื่อที่เป็นโลกซึมเศร้า บอกจะมีเคราะห์ จะเสียคนรัก ให้รีบโอนเงินมาสะเดาะเคราะห์ ทำอยู่เรื่อยๆ กระทั่งเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินถึง 7 ล้านบาท สุดท้ายถูกจับรับสารภาพทั้งหมด ส่วนเงินที่ได้เอาไปซื้อหวยออนไลน์หมดแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eOB7sjccJds

 1,170
สังคม
21 ก.พ. 63

บุกจับแม่หมอ ทักเหยื่อป่วยซึมเศร้า หลอกให้โอนเงินมาสะเดาะเคราะห์ สูญ 7 ล้าน

กองปราบเปิดปฏิบัติการจับกุมแม่หมอ อายุ 48 ปี พร้อมเครือข่ายอีก 1 คนอายุ 19 ปี ที่จังหวัดสุพรรณบุรี สืบเนื่องจากหมอดูรายนี้ ก่อนหน้ารับดูดวงบนไพ่ ปรากฎผู้เสียหายเข้าไปใช้บริการดูดวง และไปทักให้ผู้เสียหายมาสะเดาะเคราะห์   หลังจากนั้นใช้วิธีโทรหาเหยื่อที่เป็นโลกซึมเศร้า บอกจะมีเคราะห์ จะเสียคนรัก ให้รีบโอนเงินมาสะเดาะเคราะห์ ทำอยู่เรื่อยๆ กระทั่งเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินถึง 7 ล้านบาท สุดท้ายถูกจับรับสารภาพทั้งหมด ส่วนเงินที่ได้เอาไปซื้อหวยออนไลน์หมดแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eOB7sjccJds

 1,170
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 63

'เกรท วรินทร' บุก ปอท.แจ้งจับคนโพสต์แอบอ้าง ธุรกิจร้านทองครอบครัว หลอกผู้อื่นเสียหาย

เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ ดารานักแสดงชื่อดัง เดินทางมาพร้อมบิดาคือ พันตำรวจเอกชยชัย ปัญหกาญจน์ และมารดา นางชื่นทิตา ปัญหกาญจน์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการ ปอท. เพื่อให้ดำเนินคดีเอาผิดบุคคลที่เอาชื่อและภาพ ธุรกิจร้านทองของครอบครัว ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ชื่อร้านหวังเงินไทย แอบอ้างหลอกลวงผู้อื่นทำให้ได้รับความเสียหาย โดยนำเอกสารภาพถ่ายที่ถูกนำแอบอ้างโพสต์เฟซบุ๊กหลอกลวงต่างๆ มามอบไว้เป็นหลักฐาน   นายวรินทร กล่าวว่า ยืนยันว่าร้านทองของครอบครัวมีเพียงร้านเดียวเท่านั้น เปิดอยู่ในอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนที่มีการนำภาพครอบครัวไปลงในเฟซบุ๊ก เพื่อให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นเข้ามาติดตาม และแสดงความคิดเห็นเพื่อจะแจกเงินรางวัล โดยอ้างว่าเปิดร้านใหม่นั้น ทางตนและครอบครัว ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีการเปิดสาขาร้านทองในพื้นที่อื่น ทั้งนี้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อกลางปีถึงปลายปีที่ผ่านมา โดยตนได้ไปแจ้งความในพื้นที่ ซึ่งก็สามารถระงับการกระทำไปได้ช่วงหนึ่ง   แต่ในปีนี้กลับมีการโพสต์ภาพและข้อความแบบเดิมอีกครั้งจึงต้องมีการดำเนินการเข้าแจ้งความ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้หลงเชื่อ ซึ่งอาจจะถูกหลอกลวงได้ และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนที่ไม่รู้ หรืออาจหลงเชื่อได้รับทราบข้อมูลว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีคนเข้าใจผิดจำนวนมาก และขอให้คนที่ยังมีพฤติกรรมแบบนี้ควรหยุดพฤติกรรมดังกล่าว   พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกประชาสัมพันธ์กรณีที่เกรท วรินทร และพ่อแม่ มาในวันนี้ ประชาชนจะได้รู้ว่าสิ่งที่ปรากฎในเฟซบุ๊กไม่ใช่ของเขาจริง อีกส่วนทางกฎหมายเจ้าหน้าที่รับเรื่องลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนจะประสานให้ฝ่ายสืบสวนได้ตรวจสอบถึงที่มาที่ไปว่ามีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งเบื้องต้นเข้าข่ายเรื่องการนำรูปภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจะหลอกลวงหรือไม่ขอตรวจสอบก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YVOI1fvJgkI

 89
สังคม
14 ก.พ. 63

'เกรท วรินทร' บุก ปอท.แจ้งจับคนโพสต์แอบอ้าง ธุรกิจร้านทองครอบครัว หลอกผู้อื่นเสียหาย

เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ ดารานักแสดงชื่อดัง เดินทางมาพร้อมบิดาคือ พันตำรวจเอกชยชัย ปัญหกาญจน์ และมารดา นางชื่นทิตา ปัญหกาญจน์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการ ปอท. เพื่อให้ดำเนินคดีเอาผิดบุคคลที่เอาชื่อและภาพ ธุรกิจร้านทองของครอบครัว ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ชื่อร้านหวังเงินไทย แอบอ้างหลอกลวงผู้อื่นทำให้ได้รับความเสียหาย โดยนำเอกสารภาพถ่ายที่ถูกนำแอบอ้างโพสต์เฟซบุ๊กหลอกลวงต่างๆ มามอบไว้เป็นหลักฐาน   นายวรินทร กล่าวว่า ยืนยันว่าร้านทองของครอบครัวมีเพียงร้านเดียวเท่านั้น เปิดอยู่ในอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนที่มีการนำภาพครอบครัวไปลงในเฟซบุ๊ก เพื่อให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นเข้ามาติดตาม และแสดงความคิดเห็นเพื่อจะแจกเงินรางวัล โดยอ้างว่าเปิดร้านใหม่นั้น ทางตนและครอบครัว ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีการเปิดสาขาร้านทองในพื้นที่อื่น ทั้งนี้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อกลางปีถึงปลายปีที่ผ่านมา โดยตนได้ไปแจ้งความในพื้นที่ ซึ่งก็สามารถระงับการกระทำไปได้ช่วงหนึ่ง   แต่ในปีนี้กลับมีการโพสต์ภาพและข้อความแบบเดิมอีกครั้งจึงต้องมีการดำเนินการเข้าแจ้งความ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้หลงเชื่อ ซึ่งอาจจะถูกหลอกลวงได้ และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนที่ไม่รู้ หรืออาจหลงเชื่อได้รับทราบข้อมูลว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีคนเข้าใจผิดจำนวนมาก และขอให้คนที่ยังมีพฤติกรรมแบบนี้ควรหยุดพฤติกรรมดังกล่าว   พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกประชาสัมพันธ์กรณีที่เกรท วรินทร และพ่อแม่ มาในวันนี้ ประชาชนจะได้รู้ว่าสิ่งที่ปรากฎในเฟซบุ๊กไม่ใช่ของเขาจริง อีกส่วนทางกฎหมายเจ้าหน้าที่รับเรื่องลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนจะประสานให้ฝ่ายสืบสวนได้ตรวจสอบถึงที่มาที่ไปว่ามีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งเบื้องต้นเข้าข่ายเรื่องการนำรูปภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจะหลอกลวงหรือไม่ขอตรวจสอบก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YVOI1fvJgkI

 89
สังคม
04 ก.พ. 63

อุทาหรณ์ถูกหลอกขายฝากนาฬิกาหรู สูญกว่า 10 ล้าน คดีไม่คืบเจ้าทุกข์โร่ร้องกองปราบ

ผู้เสียหายถูกหลอกซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดัง ร้องกองปราบ หลังถูกเชิดเงินหนี เสียหาย10 ล้านบาท นายธีระจิตต์ (สงวนนามกุล) นายวัฒนา (สงวนนามสกุล) พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง เข้าร้องเรียนกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายเอ เจ้าของร้านซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดัง ห้างสรรพสินค้าย่านศรีนครินทร์ หลังซื้อขายแต่กลับไม่ได้นาฬิกา และไม่ได้เงินมัดจำคืน โดยมีผู้เสียหายกว่า20คน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท    นายธีระจิตต์ เปิดเผยว่า ได้นำนาฬิกา ยี่ห้อปาเตะ โลเล็กซ์ และริชาร์ดมิลด์ รวม 6-7เรือน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ไปฝากขายกับนายเอเจ้าของร้าน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา โดยมีเงือนไขให้นายเอนำไปขายต่อทำกำไรเอง จากนั้นก็ทราบว่ามีการขายนาฬิกาให้ แต่เมื่อถึงเวลากลับบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมนำเงินที่ขายนาฬิกามาให้ ตนเองจึงเข้าไปขอนาฬิกาคืนแต่ก็ไม่ได้ จึงขอเรือนอื่นเป็นการชดเชย โดยล่าสุดมีการนัดหมายที่จะคืนเงินในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งตอนท้ายค้างอยู่ 3-4 แสน    ในขณะที่นายวัฒนา ผู้เสียหายอีกคนเปิดเผยว่า รู้จักร้านขายนาฬิกาดังกล่าวทางโซเชียลมิเดีย และมีหน้าร้านด้วย จึงมองว่ามีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีบุคคลที่มีชื่อเสียง และดารา เข้าเป็นลูกค้ายิ่งทำให้น่าเชื่อถือ ตนเองจึงเข้าไปซื้อนาฬิกาพร้อมกับวางมัดจำ แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่ได้ของ และไม่ได้เงินมัดจำคืน จากการสอบถามทราบว่ามีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันกว่า 20 คน มูลค่ากล่า 10 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้มีการไปแจ้งความไว้ที่ สน.ประเวศ แต่คดีไม่คืบหน้าจึงเดินทางมาแจ้งความที่กองปราบ            ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/fUqQnl8zfHE  

 1,642
สังคม-อาชญากรรม
08 ม.ค. 63

เหยื่อสาวรวมตัวร้องกองปราบ ถูกหนุ่มอ้างเป็นนร.นอก-นักธุรกิจ หลอกแต่งงานก่อนเชิดเงินหนี

หญิงผู้เสียหาย 3 คน เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยติดตามจับกุมนายภัควรรธ์ วัฒนานนท์ ที่หลอกลวงต้มตุ๋น หลอกเอาเงินและทรัพย์สิน โดยการเข้ามาจีบทางเฟซบุ๊ก จนไว้ใจและถึงขั้นขอแต่งงาน ซึ่งมีเหยื่อ 1 ในนั้น ที่หลงเชื่อแต่งงานอยู่กินด้วยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วมีผู้เสียหายทั้งหมด 4 คน   โดยนางสาวบี หนึ่งในผู้เสียหายระบุว่า พฤติการณ์ของนายภัควรรธ์ จะอ้างว่านักเรียนนอก เป็นนักธุรกิจ อยู่ในแวดวงไฮโซ แถมยังเป็นเซียนพระชื่อดัง มีการจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ อีกทั้งแม่ของนายภัควรรธ์ก็รู้เห็นเป็นใจร่วมเล่นละครตบตาด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายตกหลุมพรางเชื่อใจก็จะหลอกให้ผ่อนรถยนต์ รถบิ๊กไบค์ โดยให้เป็นชื่อของผู้เสียหาย แต่ฝ่ายชายก็ไม่ได้ผ่อน ทิ้งภาระให้ฝ่ายหญิงต้องผ่อนแทน มีการนำทรัพย์สินของผู้เสียหายไปแล้วไม่คืน ขอเงินฝ่ายหญิงใช้ไปวันๆ   เมื่อเห็นว่าฝ่ายหญิงเริ่มหมดประโยขน์ หรือเริ่มรู้ทันก็จะเลิกราหนีหายไปดื้อๆ รวมแล้วสร้างหนี้สิน และได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้ง 4 คน ไปเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้าน 7 แสนบาท ซึ่งในปี 2562 หลอกผู้เสียหายได้ถึง 4 คน ต่อมามีหญิงผู้เสียหายไปแจ้งความเอาผิดนายภัควรรธ์ จนถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ยังคงอัพโปรไฟล์อยู่ในโลกโซเชียลเหมือนเดิม จึงมาร้องกองปราบปราบเพื่อช่วยติดตามจับกุม เพื่อถ้าปล่อยไว้อาจมีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก   น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ผู้เสียหายอีกรายเปิดเผยว่า นายภัควรรธน์ได้เข้ามาขอรู้จักกับตนผ่านทางโปรแกรมหาคู่ของเฟซบุ๊ก ตอนแรกอ้างตัวว่าเป็นนักธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข และช่างภาพอิสระ มีฐานะดี ตนเห็นว่านายภัควรรธน์มีบุคลิกดี ดูน่าเชื่อถือ ประกอบกับพูดจาดี ทำให้หลงเชื่อใจและคบหากันได้ประมาณ 3 เดือน   น.ส.เอ กล่าวต่อว่า จากนั้น นายภัควรรธน์ได้ให้แม่มาสู่ขอแต่งงาน โดยบอกว่าเรื่องเงินสินสอดไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงวันงานแต่งจริง กลับบอกว่าไม่ได้เตรียมเงินสินสอดมา เพราะติดปัญหาบางอย่าง พร้อมกับให้ตนออกค่าใช้จ่ายไปก่อนจำนวน 3 แสนบาท และยังให้ผ่อนรถ อ้างว่าจะคืนให้ภายหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เงินคืน   ทั้งนี้ผู้เสียหายมีการร่วมกันตั้งเงินรางวัลนำจับนายภัควรรธ์ เป็นเงิน 2 หมื่นบาท เพราะพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นภัยต่อสังคมและสำหรับมูลค่าความเสียหายของทั้งผู้เสียหายทั้ง 4 หากนับเป็นเงินสดมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึงภาระหนี้สิ้นที่ถูกทิ้งไว้กับบางรายที่สูงนับล้านบาท   สำหรับตัวนายภัควรรธน์ เคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ในคดีฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิ เมื่อปี 2556 นายภัควรรธน์ ยังได้แอบอ้างตัวเป็นนายแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ทำทีตีสนิทหญิงสาวคนหนึ่ง แล้วขอยืมรถยนต์จากผู้เสียหายก่อนจะเชิดรถหนีไป เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่   นอกจากนี้ยังเคยแอบอ้างเป็นนายทหารยศร้อยโท หลอกลวงผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง โดยทำทีว่ามีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชาย จากนั้นขอหยิบยืมเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวน 40,000 บาทก่อนหลบหนีไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0udT2oZaSyI

 1,436
สังคม
08 ม.ค. 63

เหยื่อสาวรวมตัวร้องกองปราบ ถูกหนุ่มอ้างเป็นนร.นอก-นักธุรกิจ หลอกแต่งงานก่อนเชิดเงินหนี

หญิงผู้เสียหาย 3 คน เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยติดตามจับกุมนายภัควรรธ์ วัฒนานนท์ ที่หลอกลวงต้มตุ๋น หลอกเอาเงินและทรัพย์สิน โดยการเข้ามาจีบทางเฟซบุ๊ก จนไว้ใจและถึงขั้นขอแต่งงาน ซึ่งมีเหยื่อ 1 ในนั้น ที่หลงเชื่อแต่งงานอยู่กินด้วยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วมีผู้เสียหายทั้งหมด 4 คน   โดยนางสาวบี หนึ่งในผู้เสียหายระบุว่า พฤติการณ์ของนายภัควรรธ์ จะอ้างว่านักเรียนนอก เป็นนักธุรกิจ อยู่ในแวดวงไฮโซ แถมยังเป็นเซียนพระชื่อดัง มีการจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ อีกทั้งแม่ของนายภัควรรธ์ก็รู้เห็นเป็นใจร่วมเล่นละครตบตาด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายตกหลุมพรางเชื่อใจก็จะหลอกให้ผ่อนรถยนต์ รถบิ๊กไบค์ โดยให้เป็นชื่อของผู้เสียหาย แต่ฝ่ายชายก็ไม่ได้ผ่อน ทิ้งภาระให้ฝ่ายหญิงต้องผ่อนแทน มีการนำทรัพย์สินของผู้เสียหายไปแล้วไม่คืน ขอเงินฝ่ายหญิงใช้ไปวันๆ   เมื่อเห็นว่าฝ่ายหญิงเริ่มหมดประโยขน์ หรือเริ่มรู้ทันก็จะเลิกราหนีหายไปดื้อๆ รวมแล้วสร้างหนี้สิน และได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้ง 4 คน ไปเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้าน 7 แสนบาท ซึ่งในปี 2562 หลอกผู้เสียหายได้ถึง 4 คน ต่อมามีหญิงผู้เสียหายไปแจ้งความเอาผิดนายภัควรรธ์ จนถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ยังคงอัพโปรไฟล์อยู่ในโลกโซเชียลเหมือนเดิม จึงมาร้องกองปราบปราบเพื่อช่วยติดตามจับกุม เพื่อถ้าปล่อยไว้อาจมีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก   น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ผู้เสียหายอีกรายเปิดเผยว่า นายภัควรรธน์ได้เข้ามาขอรู้จักกับตนผ่านทางโปรแกรมหาคู่ของเฟซบุ๊ก ตอนแรกอ้างตัวว่าเป็นนักธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข และช่างภาพอิสระ มีฐานะดี ตนเห็นว่านายภัควรรธน์มีบุคลิกดี ดูน่าเชื่อถือ ประกอบกับพูดจาดี ทำให้หลงเชื่อใจและคบหากันได้ประมาณ 3 เดือน   น.ส.เอ กล่าวต่อว่า จากนั้น นายภัควรรธน์ได้ให้แม่มาสู่ขอแต่งงาน โดยบอกว่าเรื่องเงินสินสอดไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงวันงานแต่งจริง กลับบอกว่าไม่ได้เตรียมเงินสินสอดมา เพราะติดปัญหาบางอย่าง พร้อมกับให้ตนออกค่าใช้จ่ายไปก่อนจำนวน 3 แสนบาท และยังให้ผ่อนรถ อ้างว่าจะคืนให้ภายหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เงินคืน   ทั้งนี้ผู้เสียหายมีการร่วมกันตั้งเงินรางวัลนำจับนายภัควรรธ์ เป็นเงิน 2 หมื่นบาท เพราะพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นภัยต่อสังคมและสำหรับมูลค่าความเสียหายของทั้งผู้เสียหายทั้ง 4 หากนับเป็นเงินสดมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึงภาระหนี้สิ้นที่ถูกทิ้งไว้กับบางรายที่สูงนับล้านบาท   สำหรับตัวนายภัควรรธน์ เคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ในคดีฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิ เมื่อปี 2556 นายภัควรรธน์ ยังได้แอบอ้างตัวเป็นนายแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ทำทีตีสนิทหญิงสาวคนหนึ่ง แล้วขอยืมรถยนต์จากผู้เสียหายก่อนจะเชิดรถหนีไป เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่   นอกจากนี้ยังเคยแอบอ้างเป็นนายทหารยศร้อยโท หลอกลวงผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง โดยทำทีว่ามีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชาย จากนั้นขอหยิบยืมเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวน 40,000 บาทก่อนหลบหนีไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0udT2oZaSyI

 1,436
สรุปข่าว
16 ธ.ค. 62

ประเด็นข่าวรอบวัน 16 ธ.ค. 62 กรมสรรพสามิต ปัดเก็บ 'ภาษีผ้าอนามัย' - ทีม 'วิ่งไล่ลุง' ยันจัดกิจกรรม 12 ม.ค. นี้

ทีม 'วิ่งไล่ลุง' ยันจัดกิจกรรม 12 ม.ค.   ทีม "วิ่ง ไล่ ลุง" ย้ายที่แถลงอีกรอบ ยืนยัน 12 ม.ค.จัดแน่ โดยวันนี้ผู้จัดแถลงข่าวการจัดกิจกรรม ซึ่งก็ต้องย้ายสถานที่แถลงข่าวอีกครั้ง หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกกดดันจากทางตำรวจจนต้องเลื่อนการแถลง     เดิมคณะผู้จัดงานแจ้งว่าจะจัดแถลงข่าวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายไม่สามารถแถลงที่โรงแรมดังกล่าวได้ ซึ่งทางคณะผู้จัดบอกว่าได้รับแจ้งจากทางโรงแรมเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้ตกลงรายละเอียดค่าสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ไว้เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าทางโรงแรมถูกกดดันจากทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งสุดท้ายคณะผู้จัด นำโดย นายธนวัฒน์ วงไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ย้ายมาแถลงข่าวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน     คณะผู้จัดกิจกรรมแถลงว่าจะมีการจัด "วิ่ง ไล่ ลุง" ในวันที่ 12 ม.ค. ยืนยันว่าเป็นการวิ่ง ไม่ใช่การชุมนุม และเส้นทางที่จะวิ่งก็เป็นเส้นทางที่มีคนอื่นเคยจัดวิ่งมาแล้ว แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากที่ทำเรื่องขอจัดกิจกรรมไป 2 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ก็จะจัดกิจกรรมในวันที่ 12 ม.ค.นี้อย่างแน่นอน     สำหรับกิจกรรม "วิ่ง ไล่ ลุง" ในวันที่ 14 ม.ค. จะเริ่มตั้งแต่เวลา 04.30 น. โดยีจุดสตาร์ทและจุดสิ้นสุดที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์     โดยจะใช้เส้นทางวิ่งผ่านถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ ผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เข้าสู่ถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วนสามรอบ ซึ่งผู้จัดบอกว่าเพื่อไว้อาลัยประชาธิปไตยที่ตายแล้ว และขึ้นสะพานผ่านพิภพลีลาศ กลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ระยะทางทั้งสิ้น เกือบ 6 กิโลเมตร     เริ่มปล่อยแถววิ่ง ตั้งแต่เวลา 05.30 น. ซึ่งผู้จัดงาน เปิดเผยอีกว่า จะมีเซอร์ไพรส์บุคคลที่มาปล่อยแถววิ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลของลุงคนหนึ่ง     ทั้งนี้นายผู้จัดแจ้งว่า เมื่อเสร็จสิ้นการวิ่ง จะมีการประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และทำตามสิ่งที่หาเสียงไว้ในตอนเลือกตั้งทุกเรื่อง 2.ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อคสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน 3.ต้องหยุดใช้อำนาจเอื้อประโยชน์พวกพ้องและรังแกคนที่เห็นต่าง     'ชวน' แจงงบฯ จัดซื้อรถ 7.5 ล้านบาท   นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตั้งงบประมาณจัดซื้อรถประจำตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 7 ล้าน 5 แสนบาท โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน แต่เป็นเรื่องของสภาที่พิจารณาตามระเบียบ      เนื่องจากเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรรายงานว่า ปัจจุบันไม่มีรถประจำตำแหน่งประธาน เพราะว่างเว้นจากการมีประธานสภาผู้แทนราษฎรมาหลายปี จึงถึงวาระที่ต้องซื้อใหม่ของทั้งประธาน รองประธาน และผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งการตัดตั้งงบก็เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับรถประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ประกอบกับประธานสภาที่ผ่านมาก็เคยซื้อรถประจำตำแหน่งในวงเงินเต็ม 7 ล้าน 5 แสนบาท      จึงยืนยันว่าการจัดซื้อครั้งนี้ไม่ได้กำหนดเองหรือขอร้องให้มีการซื้อใหม่ และได้ถามย้ำเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องความจำที่ต้องใช้ตามวงเงินดังกล่าวหรือไม่      ทั้งนี้การทำหน้าที่ของตนที่ผ่านมา เมื่อตอนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ซื้อรถตามวงเงินที่กำหนดไว้ และรถดังกล่าวไม่ใช่การซื้อให้นายชวน หลีกภัย แต่เป็นการซื้อให้ประธานสภาตามตำแหน่ง ซึ่งการจัดซื้อก็ต้องให้เกิดความเหมาะสมเพื่อให้ประธานสภาคนต่อไปใช้งานต่อได้      แต่ส่วนตัวไม่เคยคิดซื้อในราคา 7ล้าน5แสนบาทแน่นอน เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็น อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด รถส่วนตัวก็มีใช้อยู่แล้ว ประกอบกับต้องเติมน้ำมันเอง ดังนั้นหากรถแพงมากราคาน้ำมันก็ยิ่งมากขึ้น จึงจำเป็นต้องประหยัด     นายชวน ยืนยันว่า ตนมีความตั้งใจประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งปลายปี 2562 มีงบประมาณเหลือจ่ายขอบประธานสภา จึงได้คืนกับคลังไปแล้วจำนวน 5แสนบาท แต่อะไรที่จำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช่     กรมสรรพสามิต ปฏิเสธเก็บภาษีผ้าอนามัย แจงเป็นสินค้าควบคุม    กรมสรรพสามิต ยืนยันไม่มีการเก็บภาษีผ้าอนามัยเพิ่ม ชี้ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่ถูกระบุเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางฯ ที่ต้องมีการกำหนดราคาซื้อขาย     ยืนยัน ว่า กรมสรรพสามิตไม่มีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยในอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยถึง 40% เนื่องจากสินค้าชนิดนี้ ไม่ได้ถูกระบุในพิกัดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ดังนั้นภาษีผ้าอนามัยจึงจะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามราคาของสินค้าเหมือนสินค้าชนิดอื่นเท่านั้น     รวบแล้ว ชายทะเลาะเมีย พลเมืองดีเข้าห้ามถูกแทงดับ อ้างเมา ไม่ตั้งใจ   กรณีพลเมืองดีเข้าไปห้ามปราม 2 สามีภรรยาทะเลาะวิวาท และถูกแทงเสียชีวิต ตำรวจรวบตัวคนร้ายได้แล้ว โดยสืบจากเฟซบุ๊ก     นายมานิตย์ มากมี ถูกตำรวจชุดสืบสวน สน.พญาไท จับกุมได้ที่ซอยรางน้ำ หลังก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงนายขจรจิตร จันแจ้ง พลเมืองดีเสียชีวิต ที่เข้าไปห้ามนายมานิตย์ ไม่ให้ทะเลาะกับนางอั๋น ภรรยาชาวเวียดนาม ปากซอยเพชรบุรี 22      คดีนี้ตำรวจตามจับจากเฟซบุ๊ค หลังก่อเหตุผู้ต้องหาขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี และได้เปลี่ยนภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ค จึงทราบความเคลื่อนไหวและจับกุมได้ในห้องเช่าย่านรางน้ำผู้ต้องหา ยอมรับไม่ได้ตั้งใจ และเมาสุรา เมื่อนายขจรจิตร เข้ามาห้ามก็ได้เตือนไปแล้วว่า อย่ายุ่งแต่ผู้ตายไม่ฟัง กลับตรงเข้ามาโน้มคอ จึงคว้ามีดแทงสวนไป ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเสียชีวิต พร้อมฝากขอโทษญาติผู้ตาย      ทีมข่าวลงพื้นที่ผู้เห็นเหตุการณ์ บอกว่า ทั้งสองคนมีปากเสียงกันเป็นประจำ นายมานิตย์ เป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ไม่เคยใช้ความรุนแรงเช่นครั้งนี้ ส่วนผู้ตาย เป็นคนดี มีน้ำใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอด     ด้านครอบครัวเข้ารับศพที่นิติเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี ไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่ อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี โดยจะนำร่างไปฝัง 3 ปี ตามความเชื่อในท้องถิ่น กรณีตายผิดธรรมชาติ ขณะที่อาของผู้ตาย บอกว่าหลานชายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เด็ก เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพหลายปี ส่งเสียดูแลครอบครัวมาตลอด      ด้านภรรยา เผยว่าไม่มีลางสังหรณ์ อยากฝากถึงผู้ก่อเหตุควรมีสติมากกว่านี้     'นุ๊ก สุทธิดา' แจ้ง ปอท. หลังถูกปลอมเฟซหลอกทำบุญ   นุ๊ก สุทธิดา ร้อง ปอท. ดำเนินคดีกับคนร้ายปลอมเฟซบุ๊ค เชิญชวนคนร่วมทำบุญ มีผู้เสียหายจำนวนมาก     นางสาวสุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา หรือนุ๊ก ดารานักแสดง พร้อมทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีความผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ และฉ้อโกงประชาชน กับผู้ปลอมเฟซบุ๊ค นุ๊ก สุทธิดา ไปใช้ในการหลอกเงินผู้เสียหายจำนวนหลายราย โดยอ้างว่าจะนำเงินดังกล่าวไปทำบุญ ซึ่งไม่เป็นความจริง      ผู้เสียหายร้องกองปราบถูกภรรยาตำรวจโกงแชร์   นางโสภิตรา แขกสันเทียะ พร้อมผู้เสียหาย เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม หลังถูกภรรยาตำรวจยศ พันตำรวจโทซึ่งเป็นท้าวแชร์ หลอกลวงโกงเงินแชร์ มูลค่าความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท     นางโสภิตรา กล่าวว่า รู้จักกับภรรยาตำรวจคนดังกล่าวจากเพื่อนที่สนิทกัน และได้มีการเล่นแชร์กันมานานเกือบสองปี ซึ่งก็ไม่มีปัญหา แต่ระยะหลังทางท้าวแชร์แจ้งว่าแชร์ล้มในช่วงที่ตนเองจะได้รับเงิน พร้อมทั้งขอผ่อนผัน โดยจะขอจ่ายแค่เงินต้น และขอแบ่งจ่ายครั้งละ 2,000-3,000 บาท แต่ก็มีการบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่าย      ซึ่งครั้งสุดท้ายมีการนัดจ่ายเงินในวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ทางกลับมีการผลัดผ่อนไปวันที่ 20 ธันวาคมนี้. แต่กลุ่มผู้เสียหายกลัวว่าจะไม่ได้เงินคืน เนื่องจากมีการผลัดผ่อนมาหลายครั้ง จึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี     ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียด ก่อนพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป       อินเดียชุมนุมประท้วง กม.สถานะพลเมืองกีดกันมุสลิม   ชาวอินเดียโดยเฉพาะนักศึกษาหลายพันคนรวมตัวชุมนุมประท้วงในสถานศึกษาและบนท้องถนน ทั้งที่เมืองมุมไบ, ไฮเดอราบัด, กัลกัตตา รวมถึงเมืองหลวงอย่างกรุงนิวเดลี เพื่อแสดงจุดยืน ไม่เห็นด้วยต่อกฎหมายสถานะพลเมืองฉบับใหม่ติดต่อกันเป็นวันที่ 5      นับตั้งแต่รัฐบาลอินเดีย นำโดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน บาดเจ็บอีกกว่า 100 คน และถูกจับกุมอีกหลายร้อยคน จากเหตุปะทะและการเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่      สำหรับกฎหมายสถานะพลเมืองฉบับนี้ บัญญัติให้นิรโทษกรรมผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ไม่ใช่มุสลิมจาก 3 ประเทศมุสลิมโดยรอบอินเดีย คือปากีสถาน, บังกลาเทศและอัฟกานิสถาน รวมถึงจะให้สถานะพลเมืองแก่คนกลุ่มดังกล่าว จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกฎหมายที่แบ่งแยกแตกต่างและกีดกันชาวมุสลิมโดยตรง    

 903
สังคม
27 พ.ย. 62

'อ้อย เทคมีเอาท์' ไลฟ์สดซดยา หวังตายแต่ไม่ตาย โอดปมถูกกองปราบฯ จับคดีฉ้อโกง

จากกรณี อ้อย เทคมีเอาท์ ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กกินยาฆ่าตัวตาย เรียกร้องขอความเป็นธรรมจากกองปราบฯ หลังโดนบุกจับถึงคอนโดฯ และส่งภาพให้สื่อนำไปเผยแพร่ทำให้ได้รับความเสียหาย ทั้งที่เคลียร์กับเจ้าทุกข์ไปแล้ว ทำให้ทุกวันนี้อยู่อย่างยากลำบาก      เมื่อวันคืนวาน (26 พ.ย.) นางสาวศรีวิภา กลางเบิด  หรือ 'อ้อย เทคมีเอาท์' ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมไลฟ์สด กินยาฆ่าตัวตาย เนื่องจาก ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีถูกจับตำรวจกองปราบปรามจับกุมที่คอนโดย่านพระรามสาม เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่าน ข้อหาฉ้อโกง ซึ่งทำให้เธอเสียชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจ      อีกทั้งมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่อ้างว่าเป็นเพื่อนของคุณอ้อย เทคมีเอาท์โพสต์ข้อความ บอกว่า "ไม่อยากเชื่อว่าจะเรา เพื่อนเก่าไลฟ์สด กินยาฆ่าตัวตายถามหาความยุติธรรมจากกองปราบปรามที่นำภาพข่าวตอยจับกุม ซึ่งตอนหลังคดีไม่ได้เป็นไปตามข่าวแล้วเอาไปให้สำนักข่าว จนทำลายธุรกิจ ชื่อเสียง และงานที่เสียหายของนาง และนางก็เป็นนางแบบ เกาะนางออกสื่อ หลังจากถูกนักเลงคีย์บอร์ด และสังคมถล่มนางเป็นโรคซึมเศร้า #โซเซียลนี่สามารถฆ่าคนตายทางอ้อมได้ #หลีกเลี่ยงให้ลูกหลานใช้น่าจะ เฮ่อออ อย่าถามว่าความรู้สึกยังไง มือเย็นไปหมด ทำไรไม่ถูก #กลางดึกออกตามหากันหลายชั่วโมงไม่เจอ แต่อยู่รพ. แล้ว #กองปราบปราม"      ทางด้านอ้อย เทคมีเอาท์ ที่กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งเคยโพสต์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวประมาณว่า "ขอบคุณทุกความห่วงใย อ้อยตัดสินใจว่าแล้วความตายของอ้อยต้องไม่ตายฟรี ตำรวจกองปราบที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ต้องรับผิดชอบ หมิ่นประมาท สำนักข่าวทุกสำนักต้องรับผิดชอบกับการแลกชีวิตในครั้งนี้ ประชาชนจะอยู่ยังไง ในเมื่อตำรวจ คนรักษากฎหมาย กระทำผิดเองร่วมมือกับนักข่าวเพื่อทำลายชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง เพื่อพวก...ได้ผลงานโง่ๆ แต่ทำลายชีวิตคนคนหนึ่ง"     ล่าสุดในรายการโหนกระแส ได้เปิดใจสัมภาษณ์ อ้อย เทคมีเอาท์ ว่า...     "อ้อย เทคมีเอาท์ มีคดีหมายจับอื้อ 9 คดี มีเจ้าทุกข์เตรียมฟ้องเพียบ ในเคสกรณีนี้ที่เข้าจับ ดิฉันไม่ทราบว่ามีหมายจับ เพราะถ้าไปเช็กที่ศาลแขวงพระนครเหนือ จะเห็นว่าดิฉันมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกับทุกเคสที่มีปัญหา ซึ่งน้อยมากๆ"

 4,792
สังคม
20 พ.ย. 62

ตำรวจกองปราบ รวบแม่เล้าส่งเด็กสาวค้าประเวณีที่บารห์เรน เจ้าตัวปฏิเสธ บอกแค่ให้คำแนะนำ

ตำรวจกองปราบปรามนำกำลังจับกุม น.ส.ศิริลักษณ์ กะเชียง อายุ 37 ปี ชาว จ.แพร่ ผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ,เป็นธุระจัดหา ,ร่วมกักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อการค้าประเวณี , มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 161 ม.1 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่   โดย น.ส.ศิริลักษณ์ และพวก ได้มีพฤติกรรมโพสต์เฟซบุ๊ก ประกาศรับหญิงสาวหน้าตาดีไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ งานบาร์ งานนวด ที่ประเทศบาห์เรน โดยอ้างว่ามีรายได้ตอบแทนสูง แต่เมื่อมีเหยื่อหลงเชื่อไปที่ประเทศดังกล่าว    น.ส.ศิริลักษณ์ และพวก กลับทำการยึดพาสปอร์ต เงินสด และโทรศัพท์ของเหยื่อ ก่อนจะบังคับพาตัวไปค้าประเวณีตามโรงแรมต่างๆ หรือนำตัวไปขายต่อให้กับแม้เล้าคนอื่นๆ ในเครือข่ายเดียวกันเพื่อพาไปขายตัวยังที่อื่นในประเทศบาห์เรน ซึ่งผู้เสียหายรายหนึ่งหนีรอดออกมาได้ และมีการเข้าแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.ศิริลักษณ์ และพวก จนมีการออกหมายจับ   เบื้องต้น น.ส.ศิริลักษณ์ ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า ตนเองก็เป็นหนึ่งในหญิงไทยที่สมัครใจไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรนทำมาแล้วหลายปี และคอยเป็นคนทำหน้าที่แนะนำและให้คำปรึกษาเด็กใหม่ที่เพิ่งมาทำงานเป็นครั้งแรก ไม่ได้เป็นแม่เล้าล่อลวงผู้เสียหายแต่อย่างใด

 1,276
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 พ.ย. 62

กองปราบเตือน เบนซ์ใจดำขับขวาง-ชูนิ้วกลางใส่รถพยาบาล ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น!

ชลบุรี-จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Dung Kasemphong ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ที่มีความยาวกว่า 1 นาที โดยภายในคลิปวิดีโอปรากฎ รถเก๋งเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้ารถฉุกเฉินของ โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ที่ขับขี่เปิดไซเรน แต่ปรากฎว่ารถเบนซ์สีดำ ที่ขับขี่อยู่ด้านหน้าด้วยความไร้น้ำใจ ขวางไปขวางมา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา   ต่อมาญาติของผู้ป่วยที่นั่งมาในรถพยาบาลพร้อมถ่ายคลิปดังกล่าวได้เล่าว่า ตนได้นำผู้ป่วยมารักษาที่โรงพญาไทย 2 และกำลังนำผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา จึงได้ให้รถพยาบาลพญาไทศรีราชามารับพร้อมกับเดินทางมาที่โรงพยาบาลศรีราชา ระหว่างทางได้มีรถเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้า ได้ขับขวางรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดอยากจะเอาเรื่อง แต่แค่อยากให้มีน้ำใจให้มากกว่านี้   ทางด้านนายวารุฒ โพธิ์ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ขับขี่รถยนต์ตู้ฉุกเฉินของโรงพยาบาลเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังขับขี่รถพยาบาลฉุกเฉิน เปิดไซเรน เพื่อขอทางรถที่นำจะผู้ป่วย จากโรงพยาบาลพญาไท 2 กลับมายังโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งขณะวิ่งอยู่บนทางด่วนช่วงแยกศรีนครินทร์ ก็ได้พบกับรถเบนซ์สีดำขับขี่อยู่ด้านหน้า แล้วขวางรถพยาบาลฉุกเฉิน ซึ่งตนเองก็พยายามส่งสัญญาณแล้วรถคันหน้าทราบแล้ว แต่รถคันดังกล่าวก็ไม่ยอมหลบ นอกจากนี้รถคันดังกล่าว ยังชูนิ้วกลางใส่ แล้วขับขี่ลงทางด่วนไป   ทั้งนี้ตนในฐานะผู้ขับขี่รถพยาบาล รถฉุกเฉินก็ขอให้ผู้ขับขี่รถยนต์ บนท้องถนน ช่วยให้ความร่วมมือด้วย เนื่องจากทางโรงพยาบาล ก็ต้องการนำส่งผู้ป่วยให้ทันเวลา ทั้งนี้ตนก็อยากจะฝากถึงเพื่อนที่ใช้รถใช้ถนน ช่วยให้ความเห็นใจกับรถพยาบาลฉุกเฉินด้วย เนื่องจากทุกวินาทีของผู้ป่วยสำคัญมาก และยังถือเป็นการสร้างบุญกุศลอีกด้วย   ขณะที่ทวิตเตอร์ กองปราบปราม ได้โพสต์ข้อความว่า เจตนาไม่หลบรถพยาบาลขณะขับรถส่งผู้ป่วย ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น! การขับรถกีดขวางเส้นทางรถพยาบาลนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท   นอกจากนี้ ผู้ที่ขับรถกีดขวางรถพยาบาลอาจจะถูกตั้งข้อหาหนักตามมา ถ้าหากการกระทำนั้นเป็น “เหตุโดยตรง” ที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยในรถพยาบาลถึงแก่ชีวิต อาจเข้าข่ายกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติการณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UiGldtf-zzk  

 7,262
ข่าวโซเชียล
11 พ.ย. 62

กองปราบเตือน เบนซ์ใจดำขับขวาง-ชูนิ้วกลางใส่รถพยาบาล ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น!

ชลบุรี-จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Dung Kasemphong ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ที่มีความยาวกว่า 1 นาที โดยภายในคลิปวิดีโอปรากฎ รถเก๋งเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้ารถฉุกเฉินของ โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ที่ขับขี่เปิดไซเรน แต่ปรากฎว่ารถเบนซ์สีดำ ที่ขับขี่อยู่ด้านหน้าด้วยความไร้น้ำใจ ขวางไปขวางมา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา   ต่อมาญาติของผู้ป่วยที่นั่งมาในรถพยาบาลพร้อมถ่ายคลิปดังกล่าวได้เล่าว่า ตนได้นำผู้ป่วยมารักษาที่โรงพญาไทย 2 และกำลังนำผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา จึงได้ให้รถพยาบาลพญาไทศรีราชามารับพร้อมกับเดินทางมาที่โรงพยาบาลศรีราชา ระหว่างทางได้มีรถเบนซ์สีดำ ขับขี่อยู่ด้านหน้า ได้ขับขวางรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา นอกจากนี้ยังชูนิ้วกลางให้กับรถฉุกเฉิน ก่อนที่จะขับขี่ลงทางด่วนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดอยากจะเอาเรื่อง แต่แค่อยากให้มีน้ำใจให้มากกว่านี้   ทางด้านนายวารุฒ โพธิ์ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ขับขี่รถยนต์ตู้ฉุกเฉินของโรงพยาบาลเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังขับขี่รถพยาบาลฉุกเฉิน เปิดไซเรน เพื่อขอทางรถที่นำจะผู้ป่วย จากโรงพยาบาลพญาไท 2 กลับมายังโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ซึ่งขณะวิ่งอยู่บนทางด่วนช่วงแยกศรีนครินทร์ ก็ได้พบกับรถเบนซ์สีดำขับขี่อยู่ด้านหน้า แล้วขวางรถพยาบาลฉุกเฉิน ซึ่งตนเองก็พยายามส่งสัญญาณแล้วรถคันหน้าทราบแล้ว แต่รถคันดังกล่าวก็ไม่ยอมหลบ นอกจากนี้รถคันดังกล่าว ยังชูนิ้วกลางใส่ แล้วขับขี่ลงทางด่วนไป   ทั้งนี้ตนในฐานะผู้ขับขี่รถพยาบาล รถฉุกเฉินก็ขอให้ผู้ขับขี่รถยนต์ บนท้องถนน ช่วยให้ความร่วมมือด้วย เนื่องจากทางโรงพยาบาล ก็ต้องการนำส่งผู้ป่วยให้ทันเวลา ทั้งนี้ตนก็อยากจะฝากถึงเพื่อนที่ใช้รถใช้ถนน ช่วยให้ความเห็นใจกับรถพยาบาลฉุกเฉินด้วย เนื่องจากทุกวินาทีของผู้ป่วยสำคัญมาก และยังถือเป็นการสร้างบุญกุศลอีกด้วย   ขณะที่ทวิตเตอร์ กองปราบปราม ได้โพสต์ข้อความว่า เจตนาไม่หลบรถพยาบาลขณะขับรถส่งผู้ป่วย ระวังเจอข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น! การขับรถกีดขวางเส้นทางรถพยาบาลนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท   นอกจากนี้ ผู้ที่ขับรถกีดขวางรถพยาบาลอาจจะถูกตั้งข้อหาหนักตามมา ถ้าหากการกระทำนั้นเป็น “เหตุโดยตรง” ที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยในรถพยาบาลถึงแก่ชีวิต อาจเข้าข่ายกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติการณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UiGldtf-zzk  

 7,262

Top