ค้นหา :

ผลการค้นหา "กองปราบ"

สังคม-อาชญากรรม
21 ส.ค. 62

นักธุรกิจ ร้องกองปราบฯ ถูกอดีตลูกจ้าง กล่าวหายักยอกหวย 30 ล้าน

ขอบคุณภาพ มติชนออนไลน์   วันที่ 21 ส.ค. 62 นายถิระวัฒน์ วัฒนวณิชยกุล นักธุรกิจ พร้อมนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปรามฯ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตลูกจ้างคนหนึ่ง ในข้อหาแจ้งความเท็จ    จากกรณีที่อดีตลูกจ้าง ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางบัวทอง กล่าวหานายถิระวัฒน์ว่ายักยอกลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท งวดวันที่ 2 พ.ค. 2561 หมายเลข 248038 จำนวน 5 ชุด โดยมีเพียง ผลการตรวจลอตเตอรี่ หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเป็นหลักฐานเท่านั้น จนกระทั่งตำรวจ สภ.บางบัวทอง สรุปสำนวน ส่งฟ้องไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจะมีการไต่สวนในวันที่ 9  ก.ย. นี้    โดยนายถิระวัฒน์เปิดเผยว่า สาเหตุที่ถูกอดีตลูกจ้าง แจ้งว่ายักยอกทรัพย์น่าจะมาจากที่ตนเองเลิกจ้างงาน จึงเชื่อว่าน่าจะถูกดิสเครดิต ซึ่งปกติแล้วตนเองไม่ได้เป็นคนซื้อหวยหรือลอตเตอรี่ และไม่เคยรับฝากลอตเตอรี่จากอดีตลูกจ้าง คนดังกล่าวตามที่อ้างกับตำรวจ    ขณะที่นายอัจฉริยะ ระบุว่า จากการตรวจสอบจากกองสลากในงวดดังกล่าวมีผู้ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 30 ล้านบาท จริง ซึ่งในวันนี้ผู้ถูกรางวัลตัวจริงจะเดินทางมาเป็นพยานให้กับนายถิระวัฒน์ด้วย    อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าอดีตลูกจ้าง เคยเข้าไปแจ้งความที่ สภ.บางศรีเมือง โดยอ้างว่า เจ้าของหอพักเป็นคนยักยอกลอตเตอรี่ 30 ล้านบาทไป ก่อนที่ สภ.บางศรีเมือง จะปฎิเสธรับทำคดีเนื่องจากไม่มีมูลความจริง เพราะได้นำตัวอดีตลูกจ้าง ไปชี้จุดทึ่ซื้อลอตเตอรี่ที่ปั้ม ปตท.บางกร่าง ก็ไม่พบว่ามีแผงลอตเตอรี่ ก่อนที่อดีตลูกจ้างจะเข้ามาแจ้งความเอาผิดนายถิระวัฒน์ ที่ สภ.บางบัวทอง    ทั้งนี้พฤติการณ์ของอดีตลูกจ้างคนดังกล่าว มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ กรณีนางเรวดี หาแก้ว หรือ ‘ป้าติ้น’ และกรณี นายปรีชา ใคร่ครวญ จึงพานายถิระวัฒน์มาแจ้งความเอาผิดที่กองบังคับการปราบปราม    

 1,588
สังคม-อาชญากรรม
15 ส.ค. 62

กองปราบฯ รวบสาวตุ๋นเงินเหยื่อ 8 แสน หลอกลงทุนขายผ้าห่ม พบหมายจับติดตัวเพียบ

วันที่ 15 ส.ค. 62 พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ทัตพร เลขะวัฒนพงษ์ สว.กก. 1 บก.ป, พ.ต.ท.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง สว.กก.4 บก.ป. สนธิกำลังร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดสีบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม ทำการจับกุมตัว น.ส.อรอนงค์ ทองไทย อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดมหาสารคราม ที่ จ.83/2562 ลงวันที่ 24 พ.ค. 62 ฐานความผิดฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครนายก   สืบเนื่องจากเมื่อปี 2561 น.ส.อรอนงค์ ชักชวนให้ น.ส.จารีรัตน์ โคตรบรรเทา นำเงินมาร่วมลงทุนธุรกิจสินค้าเกี่ยวกับผ้าห่มและผ้าเช็ดตัว ซึ่งอ้างว่าจะได้กำไรดีและมีค่าตอบแทนสูง ผู้เสียหายจึงได้ร่วมลงทุนด้วย โดยนำเงินสดจำนวนกว่า 8 แสนบาท    แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินปันผลกลับไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงกันไว้ อีกทั้งเมื่อทวงถามเงินลงทุนกลับคืนก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด จึงทำให้เชื่อว่าถูกหลอก และได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.เมืองมหาสารคาม กระทั่งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ   ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 1 และ กองกำกับการ 4 กองปราบปราม ร่วมกับ ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมหาสารคาม สืบทราบว่าหลังจาก น.ส.อรอนงค์ หลอกผู้เสียหายหลายรายหลายท้องที่ จึงได้หลบหนีมาอยู่ตามรีสอร์ต โดยจะเช่าห้องพักเป็นรายวัน และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยบางครั้งก็จะไม่จ่ายเงินค่าเช่าห้องพักโดยการหลบหนีออกไป ไม่บอกเจ้าของห้องพัก ทำอยู่อย่างนี้ตลอด    กระทั่งล่าสุดทราบว่าผู้ต้องหาได้มาเช่ารีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.นครนายก และกำลังจะหลบหนีไปอยู่ที่อื่น จึงได้แสดงตัวทำการจับกุมตัวไว้ได้ดังกล่าว และจากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหายังคงให้การภาคเสธ    จากการตรวจสอบประวัติของ น.ส.อรอนงค์ พบว่ายังมี หมายจับตามท้องที่ต่างๆ ในคดีฉ้อโกง และฉ้อโกงประชาชน อีกจำนวน 5 หมายจับ จึงแจ้งข้อกล่าวหาก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม เพื่อดำเนินคดีต่อไป  

 2,496
สังคม-อาชญากรรม
13 ส.ค. 62

ผบ.ตร.โอนคดีระเบิดป่วนกรุงให้กองปราบรวมเป็นคดีเดียว เชิญอัยการร่วมสอบ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งโอนสำนวนสอบสวนคดีระเบิด 17 จุดป่วนกรุง และ 1 จุดใน จ.นนทบุรี ไปให้กองปราบปรามทำสำนวนรวมเป็นคดีเดียว เชื่อเป็นขบวนการใหญ่แก๊งเดียวกัน พร้อมประสานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งคนมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน   เนื่องจากพบข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้บงการเรียกประชุมวางแผนกับชุดจู่โจม ในเขตแดนของประเทศมาเลเซียติดชายแดนไทยพื้นที่ จ.นราธิวาส ก่อนคนร้ายใช้ช่องทางธรรมชาติลักลอบเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยเพื่อก่อเหตุ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RmsQeDKYJQg

 633
สังคม-อาชญากรรม
11 ส.ค. 62

รวบหนุ่มหลอกซื้อดาวน์รถ จยย. ผ่านเฟซบุ๊ก เอาไปจำนำต่อ สารภาพทำมาแล้วกว่า 100 คัน

วันที่ 11 ส.ค. 62 พ.ต.ต.ฐิติวัสฐ์ เเซมเขียว สว.กก.5 บก. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม ร่วมกันจับกุมตัว นายอภิสิทธิ์ บุตรทะยัก อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐมที่ 179/1/2561 ลงวันที่ 15 ส.ค. 61 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ‘ร่วมกันฉ้อโกง’    พฤติการณ์คือ ก่อนการจับกุมเมื่อประมาณเดือน เม.ย. 61 ผู้เสียหายได้ประกาศขายดาวน์รถจักรยานยนต์ของตนเองทางหน้าเฟซบุ๊ก เนื่องจากเดือดร้อนไม่มีเงินส่งค่างวดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ชาบ้านดอน’ ทักมาว่าต้องการซื้อดาวน์รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหายโดยตกลงนัดซื้อขายรถกันที่ห้างดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม    ต่อมาทราบชื่อผู้ซื้อ คือนายอภิสิทธิ์ บุตรทะยัก ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ชาบ้านดอน’ หลังจากซื้อขายกันเรียบร้อย นายอภิสิทธิ์ รับปากว่าจะไปเปลี่ยนสัญญาเป็นชื่อตนเองให้เรียบร้อย และจะส่งค่างวดต่อไปจนครบสัญญา ปรากฏว่าหลังจากนั้นประมาณ 5 เดือน บริษัทไฟแนนซ์ที่เช่าซื้อรถจักรยานยนต์โทรมาทวงค่างวดผ่อนรถ แจ้งว่าไม่ส่งค่างวดมา 5 เดือนแล้ว จะฟ้องร้องตามกฎหมายหากไม่นำรถมาคืนหรือจ่ายค่าเช่าซื้อให้ครบ    ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อไปหานายอภิสิทธิ์ฯ ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้ ติดต่อไปทางเฟซบุ๊กก็ถูกบล็อกเฟสไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน จนกระทั่งศาลอนุมัติหมายจับ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.เมือง นครปฐม ติดตามจับกุมตัวมาได้    สอบถามนายอภิสิทธิ์ ผู้ต้องหา ให้การว่า ตนเองได้หลอกซื้อดาวน์รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาจากผู้เสียหายจริง โดยไม่ได้มีเจตนาซื้อมาใช้เอง ตนเองเห็นเฟซบุ๊กมีรับจำนำรถหลายแห่ง จึงได้ติดต่อเฟซรับจำนำรถว่า ต้องการจำนำรถคันดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง เมื่อตกลงซื้อขายโดยทางเฟสรับจำนำรถจะมารับรถจากตนเองที่ อ.เมือง จ.นครปฐม โดยตนเองจะได้กำไรจากการหลอกซื้อดาวน์รถมาจำนำต่ออีกทอดหนึ่งประมาณคันละ 5000 บาท เงินที่ได้ก็นำมาเที่ยวเตร่ กับเพื่อนๆ โดยตั้งแต่ 2560 ตนเองทำแบบนี้มาประมาณ เกือบ 100 คันซึ่งผู้เสียหายมีทั่วไปทั้งในจังหวัดนครปฐมและต่างจังหวัด ทราบว่ามีผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความอีกหลายราย  

 2,594
สังคม-อาชญากรรม
29 ก.ค. 62

รวบแม่ค้าขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือ 2 ออนไลน์ ในข้อหา 'รับซื้อของโจร' หลังเจ้าของกระเป๋าขอซื้อคืน แต่แม่ค้าอ้างขายให้คนอื่นไปแล้ว

ตำรวจชุดสืบสวนกองปราบปราม นำหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ที่387/2562 เข้าจับกุม น.ส.นัชชา อายุ 24 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี ในข้อหา รับของโจรและประกอบอาชีพค้าของเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจับกุมได้ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร   สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2560 มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ว่าขอให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นัชชา เจ้าของร้านค้าขายกระเป๋าแบรนด์ออนไลน์   เนื่องจากน.ส.นัชชาได้รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมของตนจำนวน 2 ใบ มีมูลค่าใบละประมาณ 200,000 บาท รวม 400,000บาท จากคนขับรถที่ติดการพนัน เป็นผู้ขโมยกระเป๋าแบรนด์เนมใบดังกล่าวมาขายต่อให้    โดย น.ส.นัชชา นัดคนขับรถที่ขโมยกระเป๋า มาทำการซื้อขายที่ร้านอาหารฟาสฟู๊ดย่านรัชดา กทม. และเมื่อดูสินค้าเรียบร้อย น.ส.นัชชา ก็รับซื้อกระเป๋าทั้ง 2 ใบในราคาใบละ 20,000 บาทรวมเป็นเงิน 40,000 บาท    เมื่อผู้เสียหายทราบเรื่องว่ากระเป๋าถูกขโมยไปขายไม่เกิน 12 ชม.ก็ได้ทำการติดต่อกลับมายังน.ส.นัชชา เพื่อแจ้งว่ากระเป๋า 2 ใบดังกล่าวถูกขโมยมา และขอซื้อคืนในราคาเท่าใดก็ได้ ที่ผู้ซื้อได้ซื้อไป โดยเงินที่จะซื้อคืนนั้นจะใช้เงินของผู้เสียหายเอง และจะไม่เรียกร้องใดๆ จาก น.ส. นัชชาเลย และกำไรที่ได้จากการขายก็ยกให้ น.ส. นัชชา ไปเลย เพราะกระเป๋าใบดังกล่าวเป็นรุ่นหายาก และสำคัญที่สุด คือ มีคุณค่าทางด้านจิตใจของตนเองเป็นอย่างมาก เพราะได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการสอนหนังสือ    แต่น.ส.นัชชา กลับปฏิเสธ บอกว่า จำไม่ได้ว่าขายให้ใครไป โดยหลังจากนั้นผู้เสียหายก็ได้พยายามติดต่อน.ส.นัชชามาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถซื้อกระเป๋าคืนได้ จากนั้น น.ส. นัชชา ได้เปลี่ยนเว็บไซต์ในการซื้อขายของแบรนด์เนม    ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอฝากเตือนไปยังผู้ซื้อสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะกระเป๋าหรือนาฬิกาที่มียี่ห้อหรู (มือ2) ควรระมัดระวังการซื้อขายเพราะอาจจะซื้อสินค้าที่ถูกขโมยมาโดยไม่ตั้งใจ จึงควรสั่งซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือว่าเป็นสินค้าที่ได้มาอย่างถูกต้อง    อีกทั้งยังขอฝากเตือนไปยังผู้รับซื้อสินค้า (พ่อค้า-แม่ค้า) หากจะตัดสินใจซื้อกระเป๋าหรือนาฬิกาที่มียี่ห้อหรู (มือ2) จากคนที่ติดต่อมาขายควรจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นของที่ถูกนำมาขายอย่างถูกต้องหรือไม่ และหากมีการขายต่ำกว่าราคาที่เป็นจริง ก็ควรจะใช้วิจารณญาณในการรับซื้อเพิ่มขึ้นไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหารับซื้อของโจร ก็เป็นได้

 8,744
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ค. 62

รวบ 'อดีตหลวงตา' ก่อเหตุข่มขืน ด.ญ.วัย 13 หนีคดีมานาน 18 ปี สุดท้ายไม่รอด

ตำรวจกองปราบบุกจับ อดีตพระ นายละ วรรณพิรุณ อายุ 81 ปี ก่อเหตุข่มขืนเด็กวัย 13 ปี ตั้งแต่ปี 2544 ขณะบวชเป็นพระ โดยเจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ แต่เด็กมาติดพันเอง

 3,075
ข่าวภูมิภาค
24 ก.ค. 62

เสี่ยโรงงานยางรถ ร้องกองปราบฯ ถูก จนท.บุกโกดัง ยัดข้อหานายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อมนายประเสริฐ พิมพาพร อายุ 75 ปี เจ้าของโรงงานยางรถยนต์ เข้าแจ้งความกองปราบ หลังถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 100 คน เข้าตรวจค้นโกดังยางรถยนต์ โดยกล่าวหาว่า นายประเสริฐ เป็นนายทุนนอกระบบและคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด   มีการคุมตัวนายประเสริฐ ไว้ในห้องทำงานและบังคับให้เปิดตู้เซฟ พร้อมทั้งยึดโฉนดที่ดิน ทั้งหมด 52 ฉบับ ก่อนข่มขู่ว่า ให้ทำบันทึกการยินยอมให้ตรวจยึด หากไม่ยอมให้ยึดโฉนดที่ดินจะนำตัวนายประเสริฐไปฝากขังเป็นเวลา 7 วัน นายประเสริฐจึงยินยอม   โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง กล่าวว่า น.ส.เอ ที่เป็นผู้กู้ยืมเงินนายประเสริฐ เป็นคนแจ้งความ พร้อมขอเจรจาไกล่เกลี่ยให้นายประเสริฐ ลดยอดหนี้และลดดอกเบี้ยให้ น.ส.เอ โดยไม่จับกุมนายประเสริฐ ตามหมายจับดังกล่าว ซึ่งถือว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่   จากนั้นตำรวจยังสั่งให้นายประเสริฐไปพบกับ น.ส.เอ ในวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.สมุทรสาคร เพื่อไปทำบันทึกข้อตกลงให้ลดยอดหนี้ ลดดอกเบี้ย และถอนคำฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา โดยต้องไปคนเดียวและห้ามนำทนายไปด้วยเด็ดขาด   ด้วยความกลัวนายประเสริฐยอมทำตามข้อตกลง ในวันนี้จึงจะแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.เอ และเจ้าหน้าที่รัฐ รวม ทั้งหมด 29 คน ฐานแจ้งความเท็จ , เป็นผู้ใช้ให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ร่วมกันบุกรุกเคหสถาน, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ, ร่วมทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือตกใจ โดยขู่เข็ญ ร่วมกันกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ   นายประเสริฐชี้แจงว่า เมื่อปี 2559 น.ส.เอ ชักชวนให้ตนร่วมลงทุนซื้อที่ดิน เพื่อทำหมู่บ้านจัดสรร โดยตนได้ให้เงินกับ น.ส.เอ ไปทั้งหมด 15 ล้านบาท พร้อมทำสัญญาเงินกู้ไว้เป็นหลักฐาน และคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 6 แสนบาท ซึ่งไม่ใช่ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด   ที่ผ่านมา น.ส.เอ ได้เรียกร้องให้ตนโอนที่ดินกล่าวให้ แต่ตนมองว่า โฉนดที่ดินและเงินลงทุนเป็นของตน จึงไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้อง ซึ่งยอมรับว่า หลังจากเกิดเหตุ ธุรกิจได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจากลูกค้ามองว่า ตนเป็นบุคคลที่ปล่อยเงินกู้และมีคดีความติดตัว จึงไม่กล้ามาทำการซื้อขายด้วย สำหรับแรงงานต่างด้าวนั้น ไม่ได้อยู่ในความดูแลของตน โดยแรงงานต่างด้าวดังกล่าวได้เคยมาขอสมัครงานกับตนแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเข้าทำงานแต่อย่างใด   เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ได้ประสานไปยังกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) เพื่อรับไปตรวจสอบต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pe5yodSyQWI

 2,058
ครอบครัวบันเทิง
23 ก.ค. 62

'กลิ่นกาสะลอง' ep 13 สุดเข้มข้น กองปราบโพสต์เตือน 'อี่นายซ้องปีบ' ผลักแม่ตกบันได โทษหนักทั้งจำ-ปรับ

ไปกันที่ละครกลิ่นกาสะลอง หลังจากลุ้นกับแผนของ ‘หมอทรัพย์’ ที่จะพา ‘กาสะลอง’ หนีถึง 3 ครั้ง และครั้งที่ 3 เป็นการดำน้ำหนี และตั้งใจจะหนีไปแม่แจ่ม   ล่าสุดเมื่อคืนนี้ EP 13 ‘หมอทรัพย์’ ก็พา ‘กาสะลอง’ หนีไปถึงแม่แจ่ม และปลูกบ้านอยู่ด้วยกันที่แม่แจ่มแล้ว  และยังมีฉากเลิฟซีนของ ‘หมอทรัพย์’ กับ ‘กาสะลอง’ ให้จิกหมอนกันด้วย เพราะคนในหมู่บ้าน เชียร์ให้ทั้งคู่มีลูกกันซะที หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว จากนั้น ‘หมอทรัพย์’ จึงได้ขอ ‘กาสะลอง’ แต่งงาน   ส่วน ‘ซ้องปีบ’ หลัง ‘กาสะลอง’ หนีออกจากบ้าน ก็ไปหาเรื่องทะเลาะกับแม่ จนพลั้งมือผลักแม่ตกเรือน แต่โกหก ‘นายแคว้น’ ว่าแม่หน้ามืดเดินตกบันไดเอง สุดท้ายแม่เดินไม่ได้ ต้องนอนติดที่นอน  ‘ซ้องปีบ’ ก็เลยต้องดูแลแม่ด้วยความไม่เต็มใจ   เมื่อคืนถือเป็นความดราม่าของ ‘ซ้องปีบ’ เพราะ ‘น้อยจั๋น’ ก็มาประกาศยกเลิกงานแต่งกับตัวเอง แล้วไปแต่งงานผู้หญิงคนใหม่ที่มีหน้ามีตามากกว่า แถม ‘นายแคว้น’ ยังเกือบติดคุก เพราะโดนตำรวจจับ ข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน จน ‘ซ้องปีบ’ ต้องยอมเสียศักดิ์ศรี ยอมก้มหัวกราบขอร้องให้ ‘พ่อเลี้ยง , น้อยจั๋น และผู้หญิงคนใหม่ของน้อยจั๋น (คุณสุดาวดี) ให้ช่วยไปประกันตัว ‘นายแคว้น’ ซึ่งเป็นฉากที่ ‘ซ้องปีบ’ ทั้งเจ็บปวดและแค้นใจมาก เพราะตัวเองไม่เคยก้มหัวให้ใคร    ‘ซ้องปีบ’ ทั้งแค้นใจและเสียใจหนักมากที่ถูกผู้ชายทิ้งถึง 2 คน ก็เลยคิดสั้นผูกคอตาย โชคดีที่ ‘นายแคว้น’ กลับมาเห็น จึงช่วยไว้ได้ทัน และบอกกับ ‘ซ้องปีบ’ ว่า ‘กาสะลอง’ ยังไม่ตาย เพราะมีลูกน้องเก่าของ นายแคว้น’ มาบอกว่าเห็น ‘กาสะลอง’ อยู่ที่แม่แจ่ม   ส่วนฉากเด็ดอีกฉากเมื่อคืนนี้ ต้องยกให้ฉากที่ ‘เหมย’ ลุกขึ้นสู้เอาคืน ‘ซ้องปีบ’  บ้างแล้ว หลังจากที่ตัวเองโดนกระทำมาทั้งเรื่อง โดยฉากนี้เป็นฉากที่ ‘เหมย’ ทราบข่าวว่า ‘แม่ทองใบ’ บาดเจ็บจนเดินไม่ได้ จึงแอบมาเยี่ยม แต่ ‘ซ้องปีบ’ มาเห็นและทำร้าย ‘เหมย’จน ‘เหมย’ ทนไม่ไหวสู้กลับ ‘ซ้องปีบ’ พร้อมแฉความชั่วของ ‘ซ้องปีบ’  ให้ ‘แม่ทองใบ’ ฟังว่า ‘ซ้องปีบ’ เป็นคนวางแผนวางยาให้ ‘กาสะลอง’ ไปเป็นเมีย ‘มั่นฟ้า’ แทนตัวเอง รวมถึงเรื่องที่ ‘ซ้องปีบ’ เอาเห็ดพิษ ให้ ‘ฟองจันทร์’  เมียอีกคนของ ‘นายแคว้น’ กินจนตายพร้อมลูกในท้อง  และโยนความผิดให้ ‘กาสะลอง’ จนทำให้ ‘นายแคว้น’ เกลียด ‘กาสะลอง’ มาจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นฉากที่แฟนละครสะใจเพราะได้เห็น ‘ซ้องปีบ’ ถูกเอาคืนซะบ้าง    ส่วน ‘หมอทรัพย์’ กับ ‘กาสะลอง’ ก็ดูเหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้ง จนกระทั่งวันแต่งงาน จู่ๆ ‘นายแคว้นมั่ง’ ก็มาหา และมีทีท่าเลิกเกลียด ‘กาสะลอง’แล้ว แถมยังอวยพรให้ทั้ง ‘กาสะลอง’ และ ‘หมอทรัพย์’ มีความสุขกับชีวิตคู่ด้วย ขณะที่ ‘ซ้องปีบ’ ก็มาหา ‘กาสะลอง’ เพื่อมาสำนึกผิดด้วยเหมือนกัน   ส่วนคืนนี้จะเป็นยังไงต่อ  จะจบสวยๆ กันแบบนี้ หรือ จริงๆ แล้ว ‘นายแคว้น’ กับ ‘ซ้องปีบ’ มีแผนอะไรกันอีกหรือไม่ ต้องรอติดตาม เพราะนักแสดงเค้าบอกมาว่าเรื่องราวความแซ่บยังไม่จบง่ายๆ รอชมกันได้เหลือแค่ 2 ตอนสุดท้ายแล้ว (คืนนี้กับคืนวันจันทร์หน้า)   และจากฉากที่ ‘ซ้องปีบ’ ผลักแม่ตกบันได ล่าสุด ทางเพจของกองปราบปราม ก็ขออิงกระแสกลิ่นกาสะลอง แจ้งโทษฐาน ‘ซ้องปีบ’ ที่ทำให้บุพการีได้รับบาดเจ็บสาหัส ว่า   “อี่นายซ้องปีบ จะยะจะอี้บ่าได้ การที่ ซ้องปีบ ผลักแม่ตกบันได จนเป็นเหตุให้แม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถือเป็นการทำร้ายร่างกายบุพการีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสทุพพลภาพ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่สี่หมื่นถึงสองแสนบาท”   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZO20A0s0zhc

 3,842
สังคม-อาชญากรรม
08 ก.ค. 62

รวบหนุ่มนักตุ๋น ฉายา 'อายุน้อยร้อยล้าน' โกงซื้อไม้กอล์ฟเสียหาย 2 ล้าน คดีติดตัวเพียบ

ตำรวจกองปราบจับกุมนายณัฐพล นรการ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ ลงวันที่ 22 ต.ค. 61 ในความผิดฐาน ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับตามกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นฯ ตาม พรบ.เช็คฯ   หลังนายณัฐพล มีพฤติกรรมหลอกลวงให้ทำการซื้อขายไม้กอล์ฟเป็นจำนวนมากแล้วหลบหนีไป โดยเริ่มแรกได้เข้าไปติดต่อซื้อขายอุปกรณ์กอล์ฟ โดยสร้างความน่าเชื่อถือ ให้แก่ร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟ เช่น การชำระเงินสดหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทเพื่อซื้ออุปกรณ์กอล์ฟจำนวนหลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่านายณัฐพล เป็นนักธุรกิจหนุ่มซึ่งมีหน้าตาและบุคลิกดี   เมื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้แล้ว นายณัฐพลจะสั่งซื้ออุปกรณ์กอล์ฟจำนวนมากๆ ในราคาหลักแสนถึงล้านบาท และแจ้งว่าจะนำเงินมาชำระในวันรุ่งขึ้นหรือภายหลัง ซึ่งร้านค้าก็หลงเชื่อเนื่องจากที่ผ่านมานายณัฐพล มีการชำระเป็นเงินสดและตรงเวลาทุกๆ ครั้ง เมื่อได้รับอุปกรณ์กอล์ฟแล้วนายณัฐพล ก็จะบ่ายเบี่ยงการจ่ายเงินจนกระทั่งไม่สามารถติดต่อได้ในที่สุด ซึ่งเกิดความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท   ทั้งนี้ปี 2559 นายณัฐพลฯ เคยมีประวัติต้องโทษเป็นจำนวนมาก เช่น หลอกลวงผู้อื่นในลักษณะรับจำนำรถยนต์แล้วนำไปขายต่อ ซึ่งมีผู้เสียหายกว่า 50 ราย รวมความเสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จนได้รับฉายา "อายุน้อยร้อยล้าน" จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายณัฐพล กระทำความผิดหลายคดี อาทิเช่น ความผิดในฐานฉ้อโกง ยักยอก หรือ พ.ร.บ.เช็คฯ เป็นต้น   ต่อมาทางตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัว นายณัฐพล ได้บริเวณลานจอดรถ ห้างท็อป มาร์เก็ต ทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/e2g3m26fB_4

 5,569
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ค. 62

บุกจับสาวแสบ แอบอ้าง ป.ป.ช. ตุ๋นนายก อบต.เมืองคอน สูญเงินนับแสน

กองปราบบุกรวบ สาวแสบ ร่วมขบวนการแอบอ้าง ป.ป.ช. ตุ๋นนายกอบต.เมืองคอน สูญเงินนับแสน เจ้าตัวยังให้การปฏิเสธ คุมตัวส่งตำรวจสภ.เฉลิมพระเกียรติ ดำเนินคดี   พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม พร้อมกำลังตำรวจ เข้าทำการจับกุมตัว น.ส.วิจิตรา ศรีสมบัติ อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปากพนัง ที่5/2562 ลง 9 ม.ค.2562 ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ได้ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งบนถนนราชพฤกษ์ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี   เมื่อประมาณปลายเดือนเมษายน 2561 น.ส.วิจิตรา พร้อมกับพวก ได้ใช้โทรศัพท์มือถือโทรไปหานายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนี่ง ในอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช อ้างตัวเป็นนายทหารยศร้อยเอก สังกัดกองทัพภาค 4 และเป็นคนทำสำนวนการสอบสวนคดีของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายนั้น เคยถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบจริงในช่วงปี 2558   พ.ต.อ.เนติ กล่าวต่อว่า โดยกลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่า ถ้าอยากให้เรื่องดังกล่าวจบ ก็ให้ผู้เสียหายจ่ายเงินดูแล เพื่อให้เรื่องจบเป็นเงิน 350,000 บาท ผู้เสียหายก็หลงเชื่อและยินยอมจ่ายเงินให้ผู้ต้องหา ปรากฏว่า หลังจากจ่ายเงินให้ไปแล้วก็ไม่สามารถติดต่อกลับไปที่หมายเลขเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่า ต้องถูกหลอกแน่นอน จึงเข้าแจ้งความที่ สภ.เฉลิมพระเกียรติ เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ และเจ้าของหมายเลขบัญชีธนาคารที่ผู้เสียหายโอนเงินให้ไปต่อมาพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับกลุ่มคนร้ายทั้งหมด ก่อนจะตามจับกุมตัว น.ส.วิจิตรา ไว้ได้ดังกล่าว ซึ่งในชั้นจับกุมผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่งสภ.เฉลิมพระเกียรติ ดำเนินคดีต่อไป

 3,188
สังคม-อาชญากรรม
04 ก.ค. 62

กองปราบตามรวบ หนุ่มกระทำชำเราเด็กหญิง หนีคดีนาน 9 ปี

วันที่ 4 ก.ค. 62 พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ สว.กก.1 นำกำลังจับกุม นายพชร หรือ พงษ์พิทักษ์ พิทักษ์ทรายทอง อายุ 26 ปี ตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในข้อหา กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน, พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร, พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยสามารถจับกุมได้ที่ซอยลาดพร้าว 48 แยก 1 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง   สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2553 นายพชร ขณะนั้น อายุ 17 ปี ได้คบหากับ ด.ญ.ก้อย (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี นักเรียนขั้น ม.1 ก่อนจะพาไปร่วมหลับนอนที่ห้องพักหลายครั้งต่อเนื่องติดต่อกัน จนกระทั่งผู้ปกครองของ ด.ญ.ก้อย ทราบเรื่องจึงพยายามให้ทั้งคู่เลิกรากัน    แต่นายพชร ไม่ยอมเลิก ต่อมาระยะหลัง พบว่าฝ่ายหญิง เริ่มพยายามตีตัวออกห่างไปคบหากับผู้ชายอื่น ทำให้นายพชรเกิดหึงหวง ตามไปทำร้ายร่างกายจนทำให้ผู้ปกครองของ ด.ญ.ก้อยแจ้งความ    จากการสอบสวนเบื้องต้น นายพชร ให้การปฏิเสธ จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับก่อนนำตัวส่ง สน.ลาดพร้าว ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป  

 2,138
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.ค. 62

สาวร้องกองปราบฯ ถูกยิง พิการ 7 ปี คดีไม่คืบ ยังจับคนร้ายไม่ได้

วันที่ 1 ก.ค. 61 นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ได้พา น.ส.นิภาพร คงมีสุข อายุ 23 ปี เข้าร้องทุกข์ต่อตำรวจกองบังคังการปราบปราม เพื่อให้รื้อคดี และติดตามความคืบหน้า หลังถูกกระสุนปริศนายิงเข้าที่ศีรษะ, แขน และสะโพกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ขณะนั่งอยู่บริเวณชุมชนหลังโรงเรียนวัดทุ่งครุ ส่งผลให้มีสภาพความพิการ และต้องนั่งรถเข็น ซึ่งผ่านมา 7 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมคนร้าย   น.ส.นิภาพร พร้อมทนายความ เปิดเผยว่า ทราบว่ามีคนร้ายจำนวน 6 คน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทะเลาะวิวาทกันมาก่อน และต้องการกลับมาแก้แค้นกลุ่มคู่อริ ซึ่งระหว่างนั้น น.ส.นิภาพร พร้อมแฟนหนุ่ม และกลุ่มเพื่อน ได้มานั่งแทนที่ และเจ้าตัวยังแต่งตัว และมีรูปร่างใหล้เคียงกับแฟนสาวของกลุ่มคู่อริ จึงคาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าใจผิดคิดว่าพวกตนคือคู่อริ ซึ่งหลังก่อเหตุคนร้ายได้ยืนดูที่เกิดเหตุอีกหลายนาที จากนั้นได้หลบหนีไป   จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งหมดสามคน ก่อนที่บิดาของ น.ส.นิภาพร ไปแจ้งความ สน.ทุ่งครุ โดยเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาเบื้องต้นพยายามฆ่ากับกลุ่มคนร้าย แต่ตำรวจเพิ่งเรียกสอบปากคำหลังเกิดเหตุไปแล้ว 2 ปี สำหรับคดีนี้ยังไม่หมดอายุความ ส่วนตัวเชื่อว่าหากตำรวจดำเนินการจริงจัง จะสามารถติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน   ผู้เสียหายยังเปิดเผยว่า ตนและเพื่อนไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องกับกลุ่มคนร้าย แต่พอจะทราบตัวผู้ก่อเหตุบ้าง จากคำบอกเล่าของผู้คนที่อยู่ละแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มีเพียงคำบอกเล่านั้น ซึ่งภายหลังจากเกิดเหตุ ตนเองชีวิตค่อนข้างลำบาก ไม่มีอนาคต จึงอยากให้ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายมาให้ได้ รวมถึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาค่ารักษาพยาบาล เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมารับผิดชอบ เหมือนกับว่าตนเองถูกกระทำฟรีๆ  

 941
สังคม-อาชญากรรม
21 มิ.ย. 62

กวาดล้างแก๊งโจ๋รถซิ่ง’ทาเคดะ’ เหตุแย่งสายฉีดน้ำลูกตร.กองปราบ ช่วงสงกรานต์ ควักปืน-ไม้ รุมตื้บไม่ยั้ง

กองปราบเปิดยุทธการกวาดล้างแก๊งทาเคดะ ย่านลาดกระบัง หลังยกพวกทำร้ายตำรวจกองปราบ และครอบครัว บาดเจ็บ ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา จับผู้ก่อเหตุได้ 5 คน อยู่ระหว่างขยายผลจับอีก 10-15 คน   (21 มิ.ย. 62) พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผู้บังคับการกองปราบปราม แถลงผลจับกุม 5 ผู้ต้องหาแก๊งทาเคดะ (Ta-K-Da) ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืน และไม้เบสบอล ทำร้ายร่างกายลูกชาย และตำรวจกองปราบปราม ได้รับบาดเจ็บรวม 4 คน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา     โดยพฤติการณ์ของหนึ่งในผู้ต้องหา เริ่มจากเข้ามาแย่งสายยางฉีดน้ำจากบุตรชายของตำรวจกองปราบปราม โดยไม่ขออนุญาต และ แสดงกิริยาที่ไม่ดี ตำรวจกองปราบจึงได้ตำหนิชายวัยรุ่นทำให้เกิดความไม่พอใจ ต่อมาประมาณ 30 นาที ชายวัยรุ่นคน ได้พากลุ่มผู้ร่วมก่อเหตุอีกประมาณ 10-15 คน เข้ามารุมทำร้ายร่างกายกลุ่มของผู้เสียหาย หนึ่งในนั้นได้ชักอาวุธปืนสั้นคล้ายปืนลูกโม่สีดำออกมาข่มขู่ โดยเล็งกระบอกปืนมาที่ตำรวจและคนที่จะมาช่วยเหลือ และยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวน 1 นัด ก่อนจะใช้ไม้และขวดเบียร์ตีที่บริเวนศีรษะและลำตัว ก่อนแยกย้ายพากันหลบหนีไป     หลังจากนั้นตำรวจได้ขยายผลติดตามกลุ่มผู้ต้องหา พบเป็นกลุ่มวัยรุ่นย่านลาดกระบัง ที่รวมตัวกันเป็นแก๊งกว่า 100 คน ทำตัวเป็นกลุ่มอันธพาล ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ด้วยการแข่งรถจักรยานยนต์บนท้องถนนสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนในสังคม และยังทำร้ายร่างกาย ก่อเหตุความวุ่นวายอื่นๆ ตำรวจจึงเฝ้าสังเกตการณ์รวบรวมพยานหลักฐานขอให้ศาลอนุมัติหมายค้นเข้าจับกุม กระทั่งได้ผู้ต้องหา 5 คน ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุที่เหลืออยู่ระหว่างการขยายผลสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดี   นอกจากผู้ต้องหาบางรายยังพบประวัติอาชญากรรมหลายครั้ง คือ - พ.ศ.2547 เคยถูกจับในข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นฯ” - พ.ศ.2549 เคยถูกจับในข้อหา “ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น” - พ.ศ.2554 เคยถูกจับในข้อหา “ครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย” พ้นโทษจำคุกมาเมื่อปี พ.ศ.2561

 856
สังคม-อาชญากรรม
10 มิ.ย. 62

รวบ ‘เจี๊ยบ ตลาดแตก’ สาวใหญ่นักล้วงกระเป๋า เช็คประวัติย้อนหลัง พบก่อคดีเพียบ

ตำรวจกองปราบปรามฯ ร่วมกันจับกุมตัว นางวิไลวรรณ ไชยเจริญ หรือ ‘เจี๊ยบ’ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 385/2562 ลงวันที่ 29 พ.ค. 62 กระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ซอยสตรีวิทยา 2 ซอย 34 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร   เนื่องจากวันที่ 1 ธ.ค.61 บริเวณตลาดผ้าประตูน้ำ นางวิไลวรรณ ได้ก่อเหตุล้วงกระเป๋าผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายรู้ตัวและมีพลเมืองดีช่วยกันจับกุมนางเจี๊ยบส่ง สน.พญาไท ดำเนินคดี    หลังจากนางวิไลวรรณ ได้ประกันตัวแล้วหลบหนี ศาลอาญาได้ออกหมายจับ เมื่อวันที่ 29 พ.ค.62 สุดท้ายจนมุมตำรวจกองปราบหลังจากสืบทราบว่าหลบหนีมากบดานอยู่กับสามีย่านซอยสตรีวิทยา 2 จึงนำตัวส่งศาลอาญา ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป    จากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่า เคยก่อเหตุล้วงกระเป๋ามาแล้วอย่างโชกโชน โดยจะเลือกทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่าน เบียดเสียดยัดเยียดกัน เช่น ตามตลาดนัด ตลาดสด ฯลฯ และเลือกเหยื่อที่เป็นสตรีหรือคนที่มีสัมภาระติดตัวจำนวนมาก ซึ่งนางวิไลวรรณเคยถูกจับในคดีลักษณะเดียวกันมาแล้ว 9 ครั้ง คือ   สน.บางนา ปี 2545,2559 สน.จรเข้น้อย ปี 2547,2555 สน.พญาไท ปี 2549,2561 สน.ลาดพร้าว ปี 2553 สน.บางเขน ปี 2555 และสน.นางเลิ้ง ปี 2557     

 2,007
สังคม-อาชญากรรม
09 มิ.ย. 62

กองปราบจับหนุ่มใหญ่ หลอกขายบ้าน ผู้เสียหายสูญเงินเกือบ 2 ล้าน

เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา กองกำกับการ 2 กองปราบปราม นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายนายธนัท อัศวเดชานนท์ อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) คดีฉ้อโกงทรัพย์ ที่บริเวณริมถนนรามอินทรา ระหว่างซอยรามอินทรา 121-123    หลังเมื่อปี 2559 ผู้ต้องหาได้ทำธุรกิจ โครงการหมู่บ้านจัดสรร ชื่อหมู่บ้านณัชรินญา ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และมีการหลอกขายบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวให้ผู้เสียหายในราคา 1.8 ล้านบาท แต่ต่อมาผู้เสียหายพบว่าผู้ต้องหาไม่สามารถส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ตามตกลงจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเอาผิดทางกฏหมาย จนต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามจะสืบทราบจนรู้ที่อยู่ที่ผู้ต้องหาใช้หลบซ่อนตัวหนีคดี จึงนำกำลังเข้าจับกุมได้    จากการสอบปากคำผู้ต้องหายังคงให้การภาคเสธ ว่าได้เอามาจากทางผู้เสียหายจริง เพื่อนำมาสร้างบ้านในโครงการหมู่บ้านดังกล่าว แต่เกิดปัญหาว่าสถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินกู้ให้ จึงไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้กับผู้เสียหายได้ และเมื่อรู้ว่าทางผู้เสียหายแจ้งความจึงได้หลบซ่อนตัว เพื่อมาหาเงินเพื่อชดใช้หนี้ผู้เสียหาย ซึ่งมีผู้เสียหายที่ไม่สามารถโอนที่ให้ได้จำนวน 2 ราย   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามดำเนินการคุมตัว นายธนัท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากช่องเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป  

 1,821

Top