ค้นหา :

ผลการค้นหา "อุตรดิตถ์"

ข่าวภูมิภาค
07 ต.ค. 62

ผีเข้าฝันนักปฏิบัติธรรม บอกโดนฆ่าในปั๊มร้าง ตร.ไปดูเจอจริงๆ ศพชายปริศนาไฟไหม้เกรียม

อุตรดิตถ์-ตำรวจ สภ.วังกะพี้ รับแจ้งพบศพถูกเผาดำเป็นตอตะโก อยู่ภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมันร้าง ริมถนนสายอุตรดิตถ์-พิษณุโลก ฝั่งตรงข้ามป้อมตำรวจดงช้างดี อ.เมืองอุตรดิตถ์   ตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นน้ำปั๊มน้ำมันถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี บริเวณหน้าห้องน้ำถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ ภายในห้องอาบน้ำพบศพถูกเผาไหม้เกรียม พื้นกระเบื้องถูกความร้อนหลุดแตก ฝ้าเพดานดำไปด้วยควันไฟ ส่วนในกองขยะหน้าห้องน้ำมีแกลอนน้ำมัน รองเท้าแตะสีเทา 1 คู่ และเศษโทรศัพท์มือถือลักษณะคล้ายถูกขว้างอย่างแรง จนแตกชิ้นส่วนกระจายตกอยู่ 1 เครื่อง     นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบชาย 2 คน สวมใส่ชุดปฎิบัติธรรมสีขาว ผู้พบศพ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ขณะนั่งวิปัสสนา ได้เห็นเท้าสีดำ 2 ข้าง มาขอให้ช่วยเหลือ โดยบอกว่าถูกฆ่าอยู่ที่ปั๊มน้ำมันร้างในห้องแถวยาวติดกันหลายๆห้อง   จากนั้นจึงนำเรื่องไปเล่าให้แม่ขาว อายุ 79 ปี ซึ่งปฏิบัติธรรมและอาวุโสกว่าฟัง จนกระทั่งวันนี้ต้องขับรถไปทำธุระที่ จ.พิษณุโลก ผ่านมายังจุดเกิดเหตุซึ่งมีลักษณะคล้ายที่เห็นในนิมิต จึงตัดสินใจขับเข้ามาในปั๊มน้ำมันร้างแห่งนี้ จากนั้นเดินสำรวจจนพบห้องน้ำ 10 ห้องสร้างแถวยาวติดกัน เมื่อเข้าไปดูก็เจอศพถูกเผาอยู่ในห้องจริงๆ   ด้าน พ.ต.อ.ฉัฐวัชร พงศ์วาสน์ ผกก.สภ.วังกะพี้ เปิดเผยว่า จากการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น ทราบเพียงว่าเป็นเพศชาย ต้องนำศพส่งตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดที่ร.พ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก พร้อมตรวจสอบการแจ้งบุคคลสูญหาย และเร่งสอบสวนคลี่คลายคดีนี้ให้เร็วที่สุดต่อไป       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qVDoy_dMSF4

 98,832
อาชญากรรม
07 ต.ค. 62

ผีเข้าฝันนักปฏิบัติธรรม บอกโดนฆ่าในปั๊มร้าง ตร.ไปดูเจอจริงๆ ศพชายปริศนาไฟไหม้เกรียม

อุตรดิตถ์-ตำรวจ สภ.วังกะพี้ รับแจ้งพบศพถูกเผาดำเป็นตอตะโก อยู่ภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมันร้าง ริมถนนสายอุตรดิตถ์-พิษณุโลก ฝั่งตรงข้ามป้อมตำรวจดงช้างดี อ.เมืองอุตรดิตถ์   ตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นน้ำปั๊มน้ำมันถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี บริเวณหน้าห้องน้ำถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ ภายในห้องอาบน้ำพบศพถูกเผาไหม้เกรียม พื้นกระเบื้องถูกความร้อนหลุดแตก ฝ้าเพดานดำไปด้วยควันไฟ ส่วนในกองขยะหน้าห้องน้ำมีแกลอนน้ำมัน รองเท้าแตะสีเทา 1 คู่ และเศษโทรศัพท์มือถือลักษณะคล้ายถูกขว้างอย่างแรง จนแตกชิ้นส่วนกระจายตกอยู่ 1 เครื่อง     นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบชาย 2 คน สวมใส่ชุดปฎิบัติธรรมสีขาว ผู้พบศพ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ขณะนั่งวิปัสสนา ได้เห็นเท้าสีดำ 2 ข้าง มาขอให้ช่วยเหลือ โดยบอกว่าถูกฆ่าอยู่ที่ปั๊มน้ำมันร้างในห้องแถวยาวติดกันหลายๆห้อง   จากนั้นจึงนำเรื่องไปเล่าให้แม่ขาว อายุ 79 ปี ซึ่งปฏิบัติธรรมและอาวุโสกว่าฟัง จนกระทั่งวันนี้ต้องขับรถไปทำธุระที่ จ.พิษณุโลก ผ่านมายังจุดเกิดเหตุซึ่งมีลักษณะคล้ายที่เห็นในนิมิต จึงตัดสินใจขับเข้ามาในปั๊มน้ำมันร้างแห่งนี้ จากนั้นเดินสำรวจจนพบห้องน้ำ 10 ห้องสร้างแถวยาวติดกัน เมื่อเข้าไปดูก็เจอศพถูกเผาอยู่ในห้องจริงๆ   ด้าน พ.ต.อ.ฉัฐวัชร พงศ์วาสน์ ผกก.สภ.วังกะพี้ เปิดเผยว่า จากการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น ทราบเพียงว่าเป็นเพศชาย ต้องนำศพส่งตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดที่ร.พ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก พร้อมตรวจสอบการแจ้งบุคคลสูญหาย และเร่งสอบสวนคลี่คลายคดีนี้ให้เร็วที่สุดต่อไป       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qVDoy_dMSF4

 98,832
ข่าวภูมิภาค
16 ส.ค. 62

ฉาววงการผ้าเหลือง! พระหนุ่มเสพเมถุนน้องสาวต่างแม่ - สีกาอีกคน อยู่ร่วมสำนักเหมือนเมียหลวงเมียน้อยนาน 3 ปี

อุตรดิตถ์-นางสาวชุติกา (สงวนนามสกุล) ชาวตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย น้องสาวต่างมารดาของอดีตพระสงฆ์รูปหนึ่ง ออกมาแฉพฤติกกรมของพระหนุ่มรูปดังกล่าว ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชาย พ่อเดียวกันแต่ต่างมารดา เจ้าของสำนักปฎิบัติธรรมชื่อดังในตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีผู้คนญาติโยมที่ศรัทธาเดินทางเข้าออกวันละหลายสิบคน   โดยพระสงฆ์รูปดังกล่าวได้เสพเมถุนกับน้องสาวต่างมารดา ตั้งแต่ปี 2559 ด้วยความสำนึกหวาดกลัวในพฤติกรรมของตนว่ามีความผิดร้ายแรงถึงขั้นปราชิก จึงได้ทำการแอบลักลอบลาสิกขากลางพรรษาไปเสียก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ที่วัดอรัญญิการาม ตำบลท่าเสา   ทั้งนี้ที่ผ่านมา ยังได้ล่อลวงเสพเมถุนกับโยมผู้หญิงฐานะดีอีกรายหนึ่งด้วย ยังมีพฤติกรรมหลอกลวง โดยพระพี่ชายแนะนำว่า จะต้องทำการฝึกจิตด้วยวิธีการเปลื้องผ้าต่อหน้าพระพี่ชายในช่วงเวลากลางคืน เพื่อทำการทดสอบสภาพจิตใจของตนเอง ยอมรับว่าเริ่มรู้สึกหวั่นใจ ทำไมการฝึกจิตถึงต้องทำขนาดนี้คือการเปลื้องผ้า อีกทั้งเชื่อว่าความที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน กระทั่งทำการฝึกแบบนี้อยู่ 3 สัปดาห์ พระพี่ชายก็บอกให้ทำอย่างเดิม แต่ครั้งนี้ให้นอนหงายแล้วปิดไฟฟ้าให้อยู่ในความมืด   จากนั้นพระพี่ชายก็นำมะเขือยาวที่แช่เย็นออกมาให้จับ ขณะนั้นรู้สึกกลัวอย่างมากและเริ่มคิดว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว สุดท้ายในคืนนั้นพระพี่ชายกับตนก็มีความสัมพันธ์ทางเพศหรือเสพเมถุนด้วยกันตลอดมา ผ่านจากคืนที่พระพี่ชายร่วมเสพถุนแล้ว ก็พยายามกำชับว่า ห้ามพูดหรือนึกถึงเรื่องคืนที่ผ่านมา เพราะจะเสียหายทั้ง 2 คน โดยตนเองและพระพี่ชายเสพเมถุนอยู่ด้วยกันมานานถึง 3 ปี   โดยปีแรกยอมรับว่าลำบากใจและรู้สึกไม่ดีและรู้สึกกลัวทุกครั้งที่ถูกเรียกเข้าไปพบในห้องในช่วงกลางคืน ผ่านไป 3 ปีรู้สึกชินชา แม้จะรู้ว่าไม่ดีและทำลายศาสนา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกรงว่าชื่อเสียงของพระพี่ชายจะเสียหาย รวมถึงมีญาติโยมมาทำบุญสร้างพระพุทธรูปจำนวนมากกว่า 100 องค์   ช่วง 2 ปีแรกที่มีอะไรกับพระพี่ชาย มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อนข้างมีอายุ มาทำบุญที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ พระพี่ชายกับโยมรายนี้ก็พูดคุยกันถูกคอจนมีความสัมพันธ์กันเกินเลยไปมากกว่าลูกศิษย์กับพระ ตลอด 2 ปีที่ต้องอาศัยอยู่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้แบบหวานอมขมกลืน เพราะต้องอยู่แบบไม่ต่างอะไรไปจากเมียหลวงเมียน้อย   เมื่อช่วงต้นปี 2562 พระพี่ชายและโยมซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิแห่งหนึ่งขอให้ออกจากสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ โดยให้เงิน 200,000 บาท (สองแสนบาท) จึงตัดสินใจออกมาอยู่กับพ่อที่เชียงราย   ล่าสุดต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพ่อก็ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมด จึงเดินทางมาพบพระลูกชาย แม้จะอยู่ภายในสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ แต่นุ่งขาวห่มขาว เนื่องจากทำการลาสิกขาไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน   โดยอดีตพระพี่ชายหรือพระลูกชายก็ยอมรับกับพ่อว่า มีความสัมพันธ์กับน้องสาวต่างมารดาจริงโดยทางน้องสาวได้นำคลิปภาพขณะพระพี่ชายเสพเมถุนร่วมรักกับตัวเอง และหลักฐานการคุยกันในไลน์ระหว่างพระพี่ชายกับโยมผู้หญิงฐานะดีอีกคนไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมอุตรดิตถ์ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับเรื่องโดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องส่วนตัว และเกรงจะเกิดอันตรายกับตัวผู้ร้อง หรืออาจจะถูกฟ้องร้องได้ ก่อนหน้านี้ก็เคยปรึกษาทางสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งทางผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาก็บอกว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะพระรูปนี้ทำการลาสิกขาไปแล้ว   ด้านนายธนกร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีการรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่จะให้นายพิภัช ประจันเขตต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ดูแลงานด้านพระพุทธศาสนา ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7U5QnVoVpU8

 65,522
ข่าวภูมิภาค
26 เม.ย. 62

ร้อนจัด ถนนอุตรดิตถ์ระเบิดเสียงดังตู้ม ก่อนแตกเป็นรูโบ๋

อุตรดิตถ์-ชาวบ้านแจ้งยินเสียงดังตู้มคล้ายเสียงระเบิด และมีกลุ่มฝุ่นควันฟุ้งกระจายบริเวณกลางถนน เชื่อมต่อพื้นที่อำเภอเมือง กับ อำเภอท่าปลา ที่บ้านห้วยโปร่ง หมู่ที่ 6 ตำบลวังดิน อำเภอเมือง   ก่อนพบว่าถนนคอนกรีตมีรอยแตกแยกออกเป็นรูโบ๋ แผ่นคอนกรีตง้างโก่งตัวขึ้นจากระดับเดิมประมาณ 30 เซนติเมตรเป็นแนวยาวตามถนนประมาณ 12 เมตร และมีรอยแตกแยกเป็นแนวขวางถนน ชาวบ้านจึงได้นำเชือกและไม้เสียบปักไว้ตามช่องร่องแตกเพื่อให้ผู้คนสัญจรไปมาได้สังเกตเห็น   สำหรับถนนที่เกิดเสียงระเบิดดังกระทั่งชาวบ้านผวาครั้งนี้ อาจเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอุณหภูมิ 42-44 องศาเซลเซียสต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้เหล็กคอนกรีตเกิดการขยายตัวและเบียดตัวกันอย่างรุนแรงทำให้เกิดการแตกตัวและเสียงระเบิดดังขึ้น   นอกจากนี้พบว่าถนนสายเดียวกันมีร่องรอยการแตกตัวของถนนทั้งแนวตัดขวางและแตกเป็นแนวยาวตามความยาวของถนนอีกหลายแห่ง ซึ่งชาวบ้านอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งเข้าดำเนินการซ่อมแซมให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้สัญจรซึ่งมีจำนวนมากด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6CBElwiqwNU

 6,375
สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 62

เผาศพเหยื่อฆ่ายกครัวบนเชิงตะกอน ญาติซัดเขยโหดโกหก ยันคืนสมบัติให้หมดแล้ว ลั่นไม่อโหสิกรรม

อุตรดิตถ์-ความคืบหน้ากรณีนายธีรพล ปิ่นอมร หรือปุ๊ อายุ 37 ปี ใช้อาวุธปืนยิงคนในครอบครัวของภรรยา ที่ จ.อุตรดิตถ์ จนมีผู้เสียชีวิต 5 ราย คือ  พ่อตา, แม่ยาย, ภรรยา, พี่สาวฝาแฝดของแม่ยาย และพี่สาวของแม่ยาย ก่อนที่ต่อมาตำรวจจะสามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้นั้น   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญาติได้ทำพิธีฌาปนกิจผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายแล้ว ซึ่งได้แยกกันทำพิธี โดยศพพี่สาวของแม่ยายทั้ง 2 ราย ได้ทำพิธีที่เมรุวัดบ้านดง ส่วนศพพ่อตา แม่ยาย และภรรยาผู้ต้องหา ได้ทำพิธีฌาปนกิจที่ลานวัดบ้านเกาะวารี ซึ่งเป็นการทำพิธีเผาบนเชิงตะกอนไม้ พร้อมกันทั้ง 3 ศพ ตามความประสงค์ของญาติ ที่ต้องการส่งดวงวิญญาณขึ้นสู่สวรรค์พร้อมๆกันตาม   ด้านนายเอกราช กำแหง หนึ่งในผู้รอดชีวิต เปิดเผยว่า สมบัติทุกอย่างที่ผู้ต้องหามอบให้กับครอบครัวได้ส่งมอบคืนไปหมดแล้ว โดยได้มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่ สภ.พญาแมน ส่วนบ้านไม้สักถ้าฝั่งครอบครัวผู้ต้องหาอยากได้คืนก็สามารถมาขนย้ายไปได้เลย และจากนี้ไปจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนี้อีก และไม่อโหสิกรรมให้กับสิ่งที่ผู้ต้องหาทำไว้กับครอบครัวของตน   ด้านน้องสาวภรรยาเล่าว่า เรื่องที่พี่สาวหลอกเอาเงิน 20 ล้านไม่เป็นความจริง ของที่เขาเอามาให้เขาซื้อมาเอง เวลาทะเลาะก็ขอคืน รถก็เอาไปเกือบหมดแล้ว บันทึกประจำวันมี ช่วงที่มาอยู่ได้ประมาณ 4 เดือน ก็ซื้อรถมา แต่ซื้อเป็นมือ 2 เป็นชื่อพ่อกับพี่สาว เวลาทะเลาะกันเขาก็มาขอคืน พ่อกับพี่สาวก็คืนให้ โดยมีบันทึกประจำวันที่โรงพักว่าคืนทรัพย์สินทุกอย่างแล้ว ส่วนบ้านก็คืนให้ แต่ปุ๊ไม่มาเอาไป แล้วไปบอกว่าทางเราไม่คืน  และที่ผ่านมานายปุ๊มักทะเลาะกับพี่สาวเรื่องที่ไปเสพยาเสพติด   ทั้งนี้ แพทย์เวร รพ.พุทธชินราช ผู้ผ่าพิสจน์ศพชี้ภรรยามือปืนโหด 5 ศพ ไม่ได้ตั้งครรภ์ตามที่เป็นข่าว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/K_yz5fCHDa0

 2,862
ข่าวภูมิภาค
17 ม.ค. 62

เตรียมจัดพิธีฌาปนกิจ 5 ศพ เหยื่อเขยโหด บ่ายนี้ ชาวบ้านเรียกร้อง ‘ปุ๊’ ถูกตัดสินประหารชีวิต

วันที่ 17 ม.ค. 62 ที่วัดเกาะวารี ต.พญาแมน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ สถานที่ตั้งสวดพระอภิธรรมศพ นายวิรัตน์   นางน้ำผึ้ง  และนางสาวกัญญาภัทร 3 ใน 5 ผู้เสียชีวิต ที่ถูกนายธีรพล ปิ่นอมร หรือ ‘ปุ๊’ ผู้ต้องหาใช้ปืนสังหารโหด เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา    บรรยากาศงานศพที่วัด ยังคงมีชาวบ้านในชุมชน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสถานที่ในการจัดพิธีฌาปนกิจ ช่วงบ่ายนี้ ทั้งนี้ ชาวบ้านหลายคนยังโกรธแค้นและเรียกร้องให้นายปุ๊ ถูกตัดสินประหารชีวิต   ขณะเดียวกันช่วงเช้านางสุกัญญา และคู่เขย ญาติของผู้เสียชีวิต ได้มีการนำพระสงฆ์มาสวดบำเพ็ญกุศล และเตรียมกันเทศน์ไว้เพื่อทำบุญให้กับผู้เสียชีวิต อีกทั้งยังมีการบวชหน้าไฟโดยใช้เณรทั้งหมด 5 รูป และได้เตรียมเก้าอี้จำนวนกว่า 100 ตัวไว้เพื่อรองรับผู้มาร่วมพิธีฌาปนกิจ บริเวณหน้าเมรุเชิงตะกอน    ขณะที่บรรยากาศที่วัดบ้านดง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสวดพระอภิธรรมศพ นางกนกวรรณ อินทร์สิทธิ์ และนางสาวน้ำผา อินทร์สิทธิ์ ขณะนี้ญาติได้เตรียมขันกันเทศน์ เพื่อใช้ในการทำบุญให้แก่ผู้เสียชีวิต    ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจศพ นางสุกัญญาและคู่เขย เตรียมที่เคลียร์ปมที่นายปุ๊ได้พูดในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพเมื่อวานนี้ ที่กล่าวหาว่าสาเหตุที่ฆ่ายกครัว 5 ศพ มาจากปมผิดหวังเรื่องของทรัพย์สิน ที่ครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนให้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง เผยคำพูดทำเขยโหดฟิวส์ขาด ยิง 5 ศพหมดแม็ก หมดเงินกับฝั่งเมียหลายล้าน โดนด่าหยาบคาย      

 9,942
สังคม-อาชญากรรม
17 ม.ค. 62

เผยคำพูดทำเขยโหดฟิวส์ขาด ยิง 5 ศพหมดแม็ก หมดเงินกับฝั่งเมียหลายล้าน โดนด่าหยาบคาย

จากกรณีนายธีรพล ปิ่นอมร หรือปุ๊ เขยโหดบุกยิงยกครัว 5 ศพ ที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ก่อนจะถูกตำรวจทหารบุกจับกุมตัว หลังหนีไปกบดานภายในสวนปาล์ม จ.ระนอง   ต่อมา ตร.ทำการสอบปากคำนายปุ๊ อย่างละเอียด กระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. จึงนำตัวเข้าห้องควบคุมผู้ต้องหา โดยไม่ขังรวมกับผู้ต้องหารายอื่น โดยนายปุ๊มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด   ตลอดทั้งคืนที่ถูกคุมขังนายปุ๊ ได้ระบายเรื่องในใจกับร้อยเวรหน้าห้องคุมขัง บอกว่า ที่ลงมือก่อเหตุลงไปนั้นเพราะตนกดดัน อึดอัดมานาน เนื่องจากภรรยา ชอบต่อว่าด่าทอ และบอกเลิกบ่อยครั้ง จนทำให้ตัวเองเครียด หันไปเสพยาเสพติด ประกอบกับตนได้ทุ่มเงินให้กับครอบครัวนี้ไปเยอะหลายล้าน  และพักหลังตนเองถูกบีบให้ออกจากครอบครัวนี้ โดยทางครอบครัวภรรยาไม่ยอมคืนทรัพย์สมบัติให้ จึงเป็นเหตุให้ก่อเหตุดังกล่าวขึ้น   ต่อมา ตร.ได้คุมตัวไปยังสถานที่จำลองเหตุการณ์ทำแผน โดยจำลองจุดเกิดเหตุเป็น 2 จุด คือโรงจอดรถบ้านหลังที่พ่อตาและภรรยาของผู้ก่อเหตุ  อีกจุดหนึ่งบ้านหลังที่แม่ยายและญาติอีก 2 คนถูกยิง สาเหตุที่ไม่คุมตัวไปทำแผนที่จุดเกิดเหตุ เนื่องจากกังวลว่า นายปุ๊ จะถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ และตำรวจอาจจะคุมตัวทำแผนด้วยความยากลำบาก   ขณะจำลองเหตุการณ์ นายปุ๊ มีสีหน้าเรียบเฉยเล่าถึงนาทีก่อเหตุไล่ยิงภรรยาและสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตรวมกันถึง 5 ศพ ว่า ตอนที่เข้าสังหาร 2 ศพ จุดแรกคือพ่อตาและภรรยานั้น ตัวเองตั้งใจจะเอาเอกสารทรัพย์สิน ไปให้พ่อตาเซ็นโอนคืนให้ แต่พ่อตากลับปฎิเสธ พร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและลั่นวาจาว่า “ถ้าจะพังก็ให้มันพังไปในวันนี้ สมบัติถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา” นายปุ๊จึงบอกว่า "ถ้าไม่เซ็นให้วันนี้จะยิง" จากนั้นก็ลงมือก่อเหตุดังกล่าว     ส่วนภรรยาเดินเข้ามาด่ากราด ตนจึงชักปืนขึ้นมาแต่ไม่ได้ยิง ภรรยาจึงพูดท้าท้ายว่า "เอาดิ ถ้าจะยิงก็ยิงเลย" ด้วยความโมโหโดนท้าทาย นายปุ๊ จึงตัดสินใจยิงพ่อตาและภรรยาเข้าที่หลังคนละ 1 นัด ก่อนจะไล่ยิงน้องสาวภรรยาที่ยิงไม่โดน ขณะนั้นคู่เขยที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ในบ้าน ได้คว้าอาวุธปืนมายิงใส่นายปุ๊ 1 นัด นายปุ๊จึงกราดยิงใส่คู่เขยจนโดนมือไป 1 นัด แต่กระสุนหมด นายปุ๊ จึงหลบและวิ่งมาเอากระสุนปืนที่รถใหม่ เมื่อกลับไปพบว่าคู่เขยได้หนีไปแล้ว   นายปุ๊ บอกว่า ตอนนั้นไม่ได้สนใจภรรยากับพ่อตาแล้ว แต่ได้เดินเข้าไปดูอีกครั้ง พ่อตาที่ยังมีชีวิตอยู่ในลักษณะนอนคว่ำหน้า ได้แหงนหน้ามองนายปุ๊ ก่อนจะพูดว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเซ็นให้" นายปุ๊จึงบอกว่า”ทำไมพ่อถึงไม่พูดอย่างนี้ตั้งแต่แรกจะได้ไม่เกิดเรื่อง” พร้อมลั่นไกยิงใส่พ่อตา ภรรยาจนหมดแม็ก   ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. สอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง สารภาพก่อเหตุจริง เนื่องจากมีความแค้นในเรื่องของทรัพย์สิน รวมถึงมีปัญหาที่ทะเลาะสะสมมานานกับภรรยา ส่วนนายกุ้ง พยานที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ สั่งการให้พนักงานสอบสวน เร่งติดตามตัวมาสอบปากคำแล้ว และหากการสอบสวน พบมีผู้อยู่เบื้องหลังหรือมีผู้ร่วมกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีไม่ละเว้น   ทั้งนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายปุ๊  5 ข้อหา คือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ,พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ,ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ก่อนจะนำตัวไปฝากขังต่อไป   ขณะที่นายศุภชัย ใจมั่น ทนายความของนายปุ๊ เผยว่า  นายปุ๊ ต้องการติดต่อญาติ เพื่อให้เตรียมหลักทรัพย์ขอประกันตัวต่อศาล แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้เพราะไม่มีเบอร์โทรศัพท์ รอให้ญาติติดต่อกลับมาเท่านั้น โดยตนได้แจ้งผู้ต้องหาว่า หากพนักงานสอบสวนนำตัวไปฝากขังที่ศาลอุตรดิตถ์แล้ว ก็มีสิทธิ์ในการขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล อย่างไรก็ตามผู้ต้องหารับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และให้การกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ไม่ประสงค์ต่อสู้คดี   ทางฝั่งลุงของภรรยาที่ตายบอกว่า  นายปุ๊ถูกภรรยาบอกเลิกหลายครั้ง ถึงขั้นคืนรถ บ้าน สร้อยคอทองคำ รวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ ให้หมด ไม่ต้องการอะไรแล้ว เวลาทะเลาะชอบทวงบุญคุณ และมักมีปัญหาระหองระแหงเรื่องทรัพย์สิน เคยสงสัยว่านำเงินมาจากไหน รวยผิดปกติ นายปุ๊เคยพูดว่าชาตินี้ทั้งชาติใช้เงินไม่หมด ทราบว่ามีเงินเกือบ 100 ล้านบาท แต่เขาอ้างว่าเล่นหุ้น เป็นเจ้ามือหวย   ส่วนทรัพย์สินที่เห็นขณะนี้มีบ้านไม้สักทั้งหลัง ราคามากกว่า 3 ล้าน ในพื้นที่ ม.1 ต.พญาแมน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ นอกจากนี้ยังมีรถยนต์อีก 6-7 คัน บ้านหลังดังกล่าวนายปุ๊สร้างให้พ่อตาแม่ยายอยู่ ซึ่งนายปุ๊และภรรยาก็จะอยู่ด้วย บ้านหลังเดิมเก่าทรุดโทรม พอได้นายปุ๊เป็นเขย ก็คุยกันว่าจะสร้างบ้านใหม่ โดยเริ่มสร้างเมื่อกลางปี 2561  ส่วนประเด็นว่านายปุ๊ สูญเงิน 20 ล้าน ให้ครอบครัวฝั่งภรรยา ก็น่าจะใช่หากประเมินราคาจากทรัพย์สินต่างๆ ที่นายปุ๊ ให้กับครอบครัวฝั่งเมีย   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ญาติแค้นใจอย่างมาก นำป้ายระบุข้อความว่า”ประหาร สารเลว สัตว์นรก” “คนอัปปรีย์ต้องประหารสถานเดียว” โดยนำป้ายดังกล่าวมาวางไว้ใกล้กับบันไดทางขึ้นศาลาตั้งศพ   ทั้งนี้เบื้องต้น ตำรวจได้สืบสวนที่มาทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากมายของผู้ต้องหา พบประวัติมีคดีฉ้อโกงเงินจากบาทหลวงคนหนึ่งเป็นเงิน 30 ล้าน โดยคดีนี้มีการแจ้งความกับ สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gW4waMrx430

 4,960
สังคม-อาชญากรรม
15 ม.ค. 62

แกะรอยไล่ล่าเขยโหดฆ่ายกครัว 5 ศพ เผยปมใหม่แค้นให้บ้านเมียปล่อยกู้ 30 ล้านแล้วไม่ได้คืน

กรณีนายธีรพล ปิ่นอมร หรือนายปุ๊  อายุ 39 ปี เขยโหดก่อเหตุฆ่ายกครัว 5 ศพ  โดยกล้องวงจรจับภาพเหตุการณ์ขณะลงมือลั่นไกได้อย่างชัดเจน โดยทำทีเดินเข้ามาเคลียร์ปัญหาที่บ้านภรรยา จากนั้นได้จุดบุหรี่สูบ ก่อนจะชักปืนออกมาไล่ยิงทีละคนจนร่วงกองกับพื้น โดยเริ่มยิงพ่อตาก่อน ตามด้วยภรรยาตนเอง ขณะที่ญาติฝั่งภรรยาวิ่งหนีตาย แต่ก็ยังวิ่งตามไล่ยิงภรรยาที่ยังไม่สิ้นใจพยายามคลานไปกอดร่างพ่อ นายธีรพลเดินเข้ามาดูแล้วจ่อยิงหัวซ้ำจนแน่นิ่ง   โดยก่อนหน้านี้ได้ใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงแม่ยาย, พี่สาวฝาแฝดของแม่ยาย และพี่สาวแม่ยาย หลังก่อเหตุได้ขับเก๋งคัมรี่ หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน คาดชนวนเหตุหึงหวงเมียขอบอกเลิกเนื่องจากผู้ก่อเหตุเสพยาเสพติด   คนในพื้นที่เผยว่า นายธีรพลเคยนำเงินก้อนใหญ่มาให้กลุ่มญาติพี่น้องฝั่งภรรยาที่ อ.พิชัย เพื่อนำมาออกดอกเงินกู้ในพื้นที่หลายครั้ง แต่ไม่ได้เงินคืนจึงเกิดความโกรธแค้น มีการขู่อาฆาตกลุ่มพี่น้องหลายครั้ง ผู้ก่อเหตุเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่า ซื้อรถยนต์เกือบ 10 คัน อ้างว่าเล่นหุ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีการตรวจสอบประวัติ เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นเครือข่ายค้ายา   เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ มีนิสัยมุทะลุ ใจร้อน ทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้ง ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเคยหายไป 1 เดือน และมีการนำรถทั้งหมดออกไป กลับมาอีกครั้งบวชอยู่ 2–3 วัน ก็สึกออกมาประมาณปลายเดือน ธ.ค.61 ผู้ก่อเหตุเคยขู่อาฆาตฆ่ายกครัว รวม 7 หลัง มาก่อนหน้านี้ จนกระทั่งก่อเหตุสลดดังกล่าว   ด้านเพื่อนบ้านใกล้บ้านหลังที่แม่ยายถูกยิง กล่าวว่า หลังก่อเหตุตนเห็นนายธีรพล ถือปืนขับรถผ่านหน้าบ้านไป แต่ตอนเหนี่ยวไกได้ยินแต่เสียงปืน เห็นนางกนกวรรณ นอนจมกองเลือดอยู่หน้าบ้านจึงวิ่งไปดูขณะนั้นยังไม่สิ้นใจ เข้าไปดูในบ้านพบนางน้ำผึ้งและนางน้ำผา ถูกยิงอยู่ในห้องนอนซึ่งกำลังนั่งดื่มเบียร์กัน   ก่อนที่นายธีรพลจะลงมือก่อเหตุไม่ได้ยินเสียงทะเลาะกัน โดยขับรถมาจอดบริเวณบ้านในช่วงเย็นแล้วก็ลั่นไกยิงทันที นายธีรพล เป็นคนเกรี้ยวกราด ใครพูดไม่ถูกหูจะวางมาดนักเลงใส่ ข่มขู่ตลอดเวลาบอกไม่กลัวมีเงินเคลียร์ได้ทุกที่ ในวันเกิดเหตุนายธีรพล มาที่บ้านหลังดังกล่าว  4 ครั้ง ครั้งแรกประมาณ 09.00 น.มากับภรรยาไม่มีท่าทีทะเลาะกัน ก่อนหน้านี้แม่ยายเคยมาเล่าให้ฟังว่าผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาบ่อยไม่อยากอยู่บ้านมีเงินก็ไม่มีความสุข   ความคืบหน้าทางคดี เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยาน พร้อมเรียกประชุมชุดสืบสวนสั่งการให้ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเส้นทางการหลบหนี เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย   วันเดียวกัน เวลา 08.00 น. ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งพบรถเก๋งต้องสงสัย คันที่ผู้ก่อเหตุขับหลบหนี จอดไว้ภายในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ใน ต.ไผ่ขอดอน อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งจอดไว้หน้าห้องพักหมายเลข 9 สภาพรถถูกล็อคประตูไว้   พนักงานของโรงแรม เผยว่า นายธีรพลได้ขับรถเก๋งเข้ามาเปิดห้องพัก ก่อนขอยืมรถ จยย. อ้างไปรับแฟนสาวที่ห้างแห่งหนึ่งในตัวเมืองห่างจากโรงแรมประมาณ 10 กิโลเมตร  แล้วก็ไม่กลับเข้ามาที่โรงแรมอีก โดยสังเกตเห็นผู้ก่อเหตุสะพายกระเป๋าสีดำ ไม่แน่ใจในกระเป๋ามีปืนหรือไม่ ก่อนขี่ จยย.ได้ดื่มเบียร์ 1 กระป๋องอย่างใจเย็น ตนติดตามข่าวจำทะเบียนรถได้จึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ขณะที่โรงแรมมีวงจรปิดกว่า 20 ตัว แต่เสียทั้งหมด   ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 ได้เข้าตรวจสอบภายในรถเก๋งของผู้ก่อเหตุ พบกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 6 นัด ตกอยู่ใต้เบาะนั่งฝั่งคนขับ และพบกระเป๋าเดินทางจำนวน 2 ใบ พร้อมสัมภาระอยู่กระโปรงหลังรถ จึงเก็บรวมรวบวัตถุพยานแวดล้อมรวมถึงรอยนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์   จากนั้น จนท.พบรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายยืมไป โดยไปจอดทิ้งไว้หน้าบ้านพักคณะลิเก ริมถนนพิษณุโลก -นครสวรรค์ ใกล้ปั๊มน้ำมัน PT ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ห่างจากโรงแรมประมาณ 20 กิโลเมตร  ชุดสืบสวนได้ไปตรวจสอบส่งคืนเจ้าของแล้ว   ทั้งนี้กล้องวงจรปิดจับภาพขณะที่นายธีรพล ขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว มาจอดทิ้งไว้ริมทาง โดยมีรถยนต์กระบะ สีขาว แบบมีคอกและรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส สีขาวขับตามมา จากนั้นนายธีพลได้วิ่งไปขึ้นรถกระบะคันแรกหลบหนีไป โดยกล้องวงจรปิดตัวดังกล่าวไม่ได้ตั้งเวลาเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดสกัดและตรวจสอบเส้นทางหลบหนี   ขณะที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. เดินทางไปที่ สภ.พญาแมน เพื่อเร่งรัดคดีก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ บอกว่า ขณะนี้ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในข้อหาฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่า จากประวัติพบว่ามีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คดีฉ้อโกง และเรื่องเมาสุรา   ส่วนด้านธุรกิจสีเทา รวมไปถึงการฟอกเงิน กำลังเช็กรายละเอียดอยู่ สาเหตุคดีนี้เกิดจากความหึงหวงและความแค้น ขณะเดียวกันยังมีเรื่องเงิน30 ล้านบาท ที่นำมาปล่อยกู้ มีการนําเงินจากยาเสพติดมาฟอกด้วย จึงเป็นผู้กว้างขวางที่มีลูกน้องจำนวนมาก มีรายงานว่าหลังจากที่นายธีรพล เผ่นขึ้นรถกระบะได้หลบหนีไปที่ จ.ปทุมธานี ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามตัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BK5dBeqW7zc

 19,132
ข่าวภูมิภาค
14 ม.ค. 62

ตร.เร่งล่าตัวเขยโหด ยิง 5 ศพ พบมีกระบะ-เก๋ง มารับตัวพาหลบหนี

จากกรณี เขยหนุ่มใช้อาวุธปืนยิงภรรยาและคนในครอบครัว ได้แก่ พ่อตา แม่ยาย และญาติรวมเสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ก่อนขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กล 4561 พิษณุโลก หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนพกสั้น โดยต่อมาได้มีผู้แจ้งว่าพบรถเก๋งที่นายธีรดลขับหลบหนีไป จอดอยู่ที่โรงแรมใน จ.พิษณุโลก ส่วนนายธีรดล ผู้ก่อเหตุ ได้ยืมรถจักรยานยนต์ของพนักงานในโรงแรมก่อนขับหนีไป   ความคืบหน้าวันที่ 14 ม.ค. 62 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้น พบว่า ภายในรถเก๋งของคนร้าย เบื้องต้นพบกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 6 นัด ตกอยู่ใต้เบาะนั่งฝั่งคนขับ และพบกระเป๋าเดินทางจำนวน 2 ใบ พร้อมสัมภาระอีกจำนวนมากอยู่ด้านหลังรถ จึงเก็บรวมรวบวัตถุพยานแวดล้อมรวมถึงรอยนิ้วมือแฝงของคนร้ายและดีเอ็นเอเพื่อใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์    ขณะที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแสของคนร้ายรายนี้ พบว่ารถจักรยนต์ที่คนร้ายยืมพนักงานของโรงแรมไปนั้น ได้นำไปจอดไว้หน้าบ้านของคณะลิเกริมถนนเส้นพิษณุโลก-นครสวรรค์ ต.ท่าทอง อ.เมืองพิษณุโลก โดยมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพคนร้ายเอาไว้ได้ ในช่วงเวลา 18.34 น. ของวันที่ 13 ม.ค. มีรถกระบะแบบมีคอก สีขาว และ รถเก๋ง สีขาว จำนวน 2 คัน ขับแวะเข้ามาจอดรอคนร้าย    จากนั้นคนร้ายได้รีบวิ่งไปขึ้นรถกระบะคันหน้าขับออกไปตามถนนหมายเลข 117 พิษณุโลก-นครสวรรค์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งจุดสกัดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนีแต่ยังไร้วี่แวว    

 4,855
ข่าวภูมิภาค
14 ม.ค. 62

เผยคลิปวงจรปิด นาทีเขยโหดยิงยกครัว 5 ศพ

จากกรณี เขยหนุ่มใช้อาวุธปืนยิงภรรยาและคนในครอบครัว ได้แก่ พ่อตา แม่ยาย และญาติรวมเสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ก่อนขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กล 4561 พิษณุโลก หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนพกสั้น นั้น   ล่าสุด ได้มีการเผยแพร่คลิปวงจรปิดขณะที่นายธีรดลก่อเหตุ ซึ่งก่อนเกิดเหตุคล้ายกับนายธีรดลมีปากเสียงกับพ่อตาและภรรยาก่อนที่นายธีรพล จะใช้ปืนยิงพ่อตาล้มลงกับพื้น และลงมือยิงภรรยา ซึ่งภรรยากฌ็ได้เข้าไปกอดร่างพ่อ ส่วนนายธีรดลได้ไล่ยิงหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่วิ่งหนี ก่อนจะเดินย้อนกลับมาตรงจุดที่พ่อตาและภรรยานอนอยู่ ลงมือยิงซ้ำและหลบหนีไป        

 14,877
ข่าวภูมิภาค
14 ม.ค. 62

พบเก๋งหนุ่มคลั่ง ฆ่ายกครัว 5 ศพ โผล่ที่โรงแรม จ.พิษณุโลก

พบรถยนต์คนร้าย ยิง 5 ศพ ที่ จ.อุตรดิตถ์ มาจอดรถไว้ในโรงแรมใน จ.พิษณุโลก ก่อนขอยืมรถพนักงานโรงแรม อ้างไปรับแฟนแล้วขี่หลบหนีไป   จากกรณี เขยหนุ่มใช้อาวุธปืนยิงภรรยาและคนในครอบครัว ได้แก่ พ่อตา แม่ยาย และญาติรวมเสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ก่อนขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กล 4561 พิษณุโลก หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนพกสั้น นั้น   ความคืบหน้าวันที่ 14 ม.ค. 62 เมื่อเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรเมญ่า ต.ไผ่ขอดอน อ.เมือง จ.พิษณุโลก เข้าตรวจสอบและวางแนวกัน รถยนต์เก๋ง แคมรี่ สีขาว หมายเลข กล 4561 พิษณุโลก หลังจากได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมว่า น่าจะเป็นรถของ มือยิง 5 ศพ คือ นายธีรพล ปิ่นอมร อายุ 38 ปี ที่กำลังหลบหนีหลังก่อเหตุ    โดยแม่บ้านของโรงแรม เปิดเผยว่า นายธีรพลได้ขับรถเก๋งเข้ามาเปิดห้องพัก ตั้งช่วงเวลา 17.00 น. จากนั้นได้มาแจ้งว่าขอยืมรถ จยย.ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน 437 พิจิตร อ้างว่าไปรับเพื่อนสาวที่ห้างแห่งหนึ่ง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่กลับเข้ามาแต่อย่างใด    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันพื้นที่ เพื่อรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบภายในรถ ขณะเดียวกันได้ให้ตำรวจทุกท้องที่ ได้ตรวจสอบ รถจักรยานยนต์ Honda Wave สีน้ำเงินดำ หมายเลขทะเบียน 437 พิจิตร ตามสถานีขนส่งและเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนี   ข่าวที่เกี่ยวข้อง เร่งล่าหนุ่มคลั่งเมียขอเลิก ก่อเหตุฆ่ายกครัว 5 ศพ พ่อตา-แม่ยาย-พี่น้องฝาแฝดและเมียท้อง 4 เดือน     

 13,953
สังคม-อาชญากรรม
14 ม.ค. 62

เร่งล่าหนุ่มคลั่งเมียขอเลิก ก่อเหตุฆ่ายกครัว 5 ศพ พ่อตา-แม่ยาย-พี่น้องฝาแฝดและเมียท้อง 4 เดือน

อุตรดิตถ์-เกิดเหตุเขยหนุ่มใช้อาวุธปืนยิงภรรยาและคนในครอบครัว ได้แก่ พ่อพา แม่ยาย และญาติรวมเสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย ก่อนขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กล 4561 พิษณุโลก หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนพกสั้น   โดยลงมือยิง แม่ยาย และญาติ 3 ศพ ก่อนไปยิงพ่อตาที่บ้านห่างออกไปอีก 5 กม. และภรรยาที่ตั้งครรภ์ รวมเป็น 5 ศพ จากนั้น ได้ขับรถหลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนพกสั้น ส่วนสาเหตุเบื้องต้นพบว่า ภรรยาผู้ก่อเหตุ จะขอเลิกเนื่องจากผู้ก่อเหตุนั้นเสพยาเสพติด   ด้านนายอภิสิทธิ์ บุญเสือ กำนันตำบลพญาแมน กล่าวว่า นายธีรพล ผู้ก่อเหตุ เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีกว่า ซื้อรถยนต์เกือบ 10 คัน อ้างว่าเล่นหุ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีการตรวจสอบประวัติ เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นเครือข่ายธุรกิจไม่เปิดเผย เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติ   มีนิสัยมุทะลุ ใจร้อน ทะเลาะกับภรรยาบ่อยครั้ง ตนก็เคยเตือนให้ระวัง เพราะประวัติไม่ชัดเจน ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเคยหายไป 1 เดือน และมีการนำรถทั้งหมดออกไป กลับมาอีกครั้งมาบวชอยู่ 2 – 3 วัน ก็ศึกออกมาประมาณปลายเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา จนกระทั่งมาก่อเหตุสลดดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mr1E_1rUgEQ

 27,189
สังคม-อาชญากรรม
15 ธ.ค. 61

สาวนักธุรกิจร้องถูกชายอ้างเป็นร่างทรงนารายณ์อวตาร ลวงสวิงกิ้งแก้เคล็ด

เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) ที่สภ.เมืองอุตรดิตถ์ นางบี (นามสมมติ) อายุ 50 ปี ชาว อ.ลับแล นักธุรกิจสาวทำงานอยู่ต่างประเทศ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุตรดิตถ์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับร่างทรง ที่อ้างตนเป็น นารายณ์อวตาร สามารถช่วยเหลือชีวิตที่ตกต่ำในทุกด้าน ผู้ที่กำลังล้มป่วยก็สามารถทำให้หายได้   นางบี เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้รู้จักกับกลุ่มร่างทรงที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นชายอายุประมาณ 52 ปี อ้างตนเองว่าเป็นร่างทรงของนารายณ์อวตาร ที่สวรรค์ส่งให้มาช่วยเหลือประชาชนและหว่านล้อมต่าง ๆ นา ๆ จนตนเองหลงเชื่อ เนื่องจากตนเองก็มีความเลื่อมใสศรัทธาและล้มเหลวทางด้านธุกิจและชีวิตมาตลอด ด้วยความหลงเชื่อจึงยกบ้านที่ จ.แม่ฮ่องสอน ให้ร่างทรงคนดังกล่าว เพื่อใช้ตั้งเป็นสำนักร่างทรงมานานถึง 8 ปี และกำลังสร้างศิวลึงค์ไว้ที่บริเวณบ้าน   นางบี เผยต่อว่า ต่อมาวันที่ 1 พ.ย. 61 ได้เดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาเยี่ยมแม่ป่วยติดเตียงที่ รพ.อุตรดิตถ์ ร่างทรงคนดังกล่าวได้ตามมาพร้อมสาวก คือภรรยา 1 คน ร่างทรงสาวกซึ่งเป็นผู้หญิงอีก 2 คน หลอกให้ตนไปพักที่โรงแรมดังแห่งหนึ่งกลางใจเมือง ที่อยู่ชั้น 6 จำเลขห้องไม่ได้ จากนั้นได้หว่านล้อม บอกว่าต้องทำพิธีให้แม่ที่ป่วยจะได้หาย ไม่เช่นนั้น แม่ของตนอาจถึงแก่ชีวิต จากนั้นร่างทรงได้เข้าห้องน้ำแก้ผ้ารอ ให้ภรรยา และสาวก รวมทั้งตนเอง รวม 5 คน แก้ผ้าบนเตียง และหว่านล้อมบังคับให้ร่วมเพศด้วยเพื่อแก้เคล็ด   นางบี เผยต่ออีกว่า เมื่อร่างทรงออกมาจากห้องน้ำ จึงมีการร่วมรักแบบสวิงกิ้งกัน ทำให้ตนต้องจำยอม ก่อนที่จะเดินทางมาแจ้งความ และได้ร้องไปยังเพจดังแห่งหนึ่งเพื่อเอาผิดร่างทรงและเปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการดังกล่าว ไม่ให้มีการหลอกหลวงผู้อื่นอีก เพราะเท่าที่ทราบมาร่างทรงได้หลอกชาวเขา ที่ จ.แม่ฮ่องสอนหลายราย   ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยเบื้องต้นได้รับเรื่องร้องทุกข์ของผู้เสียหายไว้พร้อมรายงาน พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผบก.ภ.จ.อุตรดิตถ์ ทราบ และร่วมสอบสวนในคดีดังกล่าว เพื่อรวมรวมพยานหลักฐานในการเอาผิดผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นร่างทรงและหลอกหลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป   นอกจากนี้มีรายงานว่า วันนี้ (15 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำกำลังเข้าตรวจค้นโรงแรมที่เกิดเหตุเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้ง แต่ยังไม่ระบุเวลาว่าจะเข้าช่วงใด      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9QAP2CwEaR8

 14,970
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ย. 61

2 สาวตุ๋นทำข้าวกล่องคอตกนอนคุก ล่าสุดพบหลอกร้านเช่าชุดให้จัดงานแต่ง อ้างเจ้าบ่าวเป็นนายพล หวิดสูญเงินหลักล้าน

มหากาพย์ข้าวกล่อง ของสองสาว เจ๊ป้าง-น.ส.กัญหทัย สุกใส และเจ๊อิ๋ว-น.ส.ธนิตา จันทร์อิ่ม ที่ถูกผู้เสียหายออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าถูกหลอกให้ทำสัมปทานข้าวกล่องส่งกว่าหมื่นกล่อง แล้วถูกอ้างผิดสัญญาปรับเป็นเงินหลักแสนถึงหลักล้านบาท มีผู้เสียหายหลายราายใน จ.อุตรดิตถ์และพิษณุโลก   ล่าสุดเมื่อวานนี้ (8 พ.ย.) ตร.ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง มาสอบสวนที่สภ.พญาแมน ก่อนจะนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง โดยทั้งคู่เดินหลบหนีสื่อไม่ขอให้สัมภาษณ์ใดๆ และในช่วงเย็นศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ พิจารณาไม่ให้ประกันตัว ทำให้ต้องถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ   ซึ่งเรื่องนี้ไม่จบเพียงแต่การว่าจ้างทำข้าวกล่อง ที่ทั้งคู่อ้างว่านำส่งโรงงานในพื้นที่ แต่ผู้สื่อข่าวได้ไปคุยกับคนสนิทที่ถูกหลอกเหมือนกันเล่าว่า แรกเริ่มทำธุรกิจข้าวกล่องจริง โดยนำไปส่งบ่อนการพนันในพื้นที่ ทั้งคู่ทำไม่ทันเลยต้องระดมญาติพี่น้องมาช่วยและร่วมลงทุน แหล่งข่าวคนนี้ก็ร่วมลงทุนเพราะเห็นว่า นำข้าวกล่องไปส่งบ่อนการพนัน เจ๊ จ. ไม่ถึง 30 นาทีได้เงินส่วนต่าง 2-3 หมื่นบาทต่อครั้ง พอเห็นรายได้ดี ก็ร่วมทำ   แต่แรกๆทำส่งแค่หลักร้อยกล่อง แต่มาอยู่ดีๆส่งถึงหลักหมื่นกล่องก็งงทำไมส่งเยอะ ซึ่งส่วนตัวมองว่าสองคนนี้กอดสัญญาสัมปทานไว้เพื่อเป็นเครื่องมือไว้คอยปรับคู่ค้า เพราะการทำข้าวกล่องเป็นหมื่นกล่องมีความเสี่ยงสูงที่จะทำไม่ทันเวลาที่กำหนด   เรื่องประเด็นบ่อนนี้ ทาง พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรอุตรดิตถ์ ยืนยันว่าไม่มีบ่อนการพนันในพื้นที่สภ.พญาแมนและจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเรื่องนี้ขอเวลาตรวจสอบก่อน   ด้าน พ.ต.ท สมจิตร จันทร์น้ำท่วม สารวัตรใหญ่ สภ.พญาแมน  ระบุว่าในพื้นที่ไม่มีบ่อนการพนัน เพราะชาวบ้านทำไร่ทำนา ในอดีตเคยมีจับกุมเล่นการพนันไม่ใช่บ่อนใหญ่   สำหรับพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง ไม่ใช่แค่เรื่องข้าวกล่อง ล่าสุด ผู้สื่อข่าวพบว่าทั้งคู่ ไปหลอกร้านเช่าชุดแต่งงานและเวดดิ้ง ให้เตรียมจะดงานแต่งให้เจ๊อิ๋วและเจ๊ป้างพร้อมกัน    โดยคุณส้มโอ เจ้าของร้านเวดดิ้งชื่อดังในจ.อุตรดิตถ์ ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เคยมาขอให้ทางร้านจัเตรียมงานแต่งงานให้ โดยอ้างว่า มีแขกร่วมงานถึง 500 โต๊ะ เพราะเจ้าบ่าวเป็นนายพล และสั่งให้จัดทำทุกอย่างแบบจัดเต็มชุดใหญ่เอาแบบดีที่สุด แพงที่สุด เฉพาะค่าดอกไม้ตกแต่งประมาน 4 แสนบาท   ตอนนั้นทางร้านก็ได้ประสานงานทั้งร้านตัดชุด สถานที่ ที่รองรับได้ 500 โต๊ะ แต่พอถึงเวลาต้องจ่ายมัดจำ ทั้งคู่ก็บ่ายเบี่ยง อ้างเงินอยู่กับเจ้าบ่าว พอถามถึงชื่อเจ้าบ่าวก็บ่ายเบี่ยงไม่ตอบอ้างว่า เจ้าบ่าวเป็นนายพลระดับใหญ่อยู่หน่วยรบพิเศษห้ามเปิดเผยตัวตน   ตอนนั้นตนก็แปลกใจ เพราะต้องทำป้ายชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาว สุดท้ายทั้งคู่ให้ชื่อเจ้าบ่าวมาไปตรวจเช็คก็ไม่มีตัวตน สุดท้ายทั้งคู่ก็หายไปติดต่อไม่ได้อีก  ยังถือว่าโชคดีที่ทางร้านยังไม่ลงทุนทำตามที่ทั้งคู่สั่ง ไม่เช่นนั้นต้องสูญเงินหลักล้านแน่นอน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6d92Z26E2Z4

 25,230
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ย. 61

สาวจ้างทำข้าวกล่องปัดฉ้อโกง ซัดอีกฝ่ายผิดสัญญาเอง เหยื่อโผล่แฉอีก ให้ทำขนมส่งบ่อนวันละพันชิ้น สูญ7แสน

จากกรณีนางธนิสร กุยแก้ว และนายวีรวัฒน์ กุยแก้ว ชาว ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ได้สัญญาสัมปทานทำอาหารและน้ำดื่มกับบริษัทแห่งหนึ่ง ผลิตข้าวกล่องวันละ 10,000 กล่อง น้ำดื่มบรรจุขวด วันละ 10,000 ขวด และไข่ต้มวันละ 30,000 ฟอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. สัญญาเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.   หลังทำข้าวกล่องเสร็จ แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยง รวมทั้งไม่รับข้าวกล่อง ที่ทำไว้ไปส่งโรงงาน ต้องสูญเงินค่าทำสัมปทาน ทั้งค่าขวดบรรจุน้ำดื่มรวม 106,000 บาท  ขณะที่ผู้เสียหายหลายคนทยอยออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าถูกบริษัทดังกกล่าวกระทำการลักษณะคล้ายกันมาแล้วหลายราย สูญเงินตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (7 พ.ย.) ตร.เชิญตัวคนว่าจ้างผลิตข้าวกล่องมาให้ปากคำคือ นางสาวกัญจ์หทัย สุขใส อายุ 40 ปี และนางสาวธนิตา จันทร์อิ่ม หรืออิ๋ว อายุ 34 ปี โดยตร.ใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชม. ไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมด ปรากฎส่าทั้ง 2 คนยืนยัน ไม่ได้ฉ้อโกงและไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ผู้เสียหายผิดสัญญาเอง ซึ่งการทำสัญญามีหลักฐานหนังสือสัญญาชัดเจน และไม่ขอให้การใดๆ  ตร.จึงแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน   โดย พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน ไม่ขอให้การใดๆ โดยยืนยันว่าทำข้าวกล่องไปส่งตามสถานที่ต่างๆที่ว่าจ้างทั้งโรงงานและหน่วยงานต่างๆจริง แต่พอสอบถามถึงจุดส่งต่างๆก็ยังคงให้การไม่ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ ตร.ชุดสืบสวนลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โรงงานที่ผู้ต้องหาอ้างว่านำข้าวกล่องไปส่ง ก็พบว่าไม่มีการสั่งข้าวกล่องมาที่โรงงาน ตามที่ทั้งสองคนระบุ  โดยเบื้องต้นแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาอื่นๆต้องสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง   ส่วนกรณีหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา มีประวัติพัวพันยาเสพติดนั้น ยืนยันเป็นเรื่องจริง แต่อยู่ระหว่างต่อสู้คดี  ส่วนคดีฉ้อโกงอื่นๆก็มีการยอมความจบกันไปกับผู้เสียหาย เพราะกลัวว่าต้องรับผิดชอบเพิ่ม เนื่องจากมีระบุในสัญญา   เมื่อวานนี้ (7 พ.ย.) ตร.ก็ส่งทีมสืบสวนไปตรวจค้นบ้านพัก ก็พบอุปกรณ์ทำอาหารจำนวนมาก และกล่องโฟมอุปกรณ์ต่างๆ และเอกสารทางการเงินมีเงินหทุนเวียนต่อวันหลายแสนบาท แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ตร.จึงเก็บเอกสารไปตรวจสอบประกอบสำนวนคดี   แหล่งข่าวระบุว่า คดีนี้จากข้อมูลของการจ้างทำข้าวกล่องในพื้นที่ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน พบว่า เริ่มต้นทำธุรกิจข้าวกล่องจริงทำมา 4 ปี โดยจดทะเบียนในนามร้าน หทัยฤทธิ์อุตสาหกรรม  แรกเริ่มทำเพียง 100-300 กล่อง ส่งในพื้นที่ จ.พิษณุโลก และอุตรดิตถ์   แต่พอธุรกิจนี้ขยาย จึงต้องออกว่าจ้างให้ชาวบ้านหรือร้านอาหารที่ทำข้าวกล่องมาช่วยทำ โดยอ้างว่ามีผู้สั่งอาหารจำนวนมากทำไม่ทัน โดยทุกรายที่มาทำข้าวกล่องต้องเซ็นสัญญาสัมปทาน  และหากผิดสัญญาก็จะต้องปรับ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน กอดสัญญาสัมปทานไว้ ใครทำผิดคือปรับ   ที่ผ่านมาทั้งสอองคนก็ทำมาแบบนี้เรื่อยๆ และมีผู้ทำผิดสัญญามาเรื่อยๆ  ใครทำผิดก็จะนำสัญญานี้มาอ้าง ซึ่งผู้เสียหายก็เกรงกลัว หากต้องฟ้องร้องก็หวั่นจะแพ้คดี เพราะมีสัญญาชัดเจน ทำให้บางคนไม่กล้าออกมาหาเลี้ยงครอบครัว บางรายถึงกับต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อแลกกับการได้งานได้เงิน แต่สุดท้ายก็ต้องมาผิดสัญญาสัมปทานถูกปรับ   ส่วนสาเหตุที่ทุกคนยอมให้ปรับเพราะคิดว่า ยังสามารถทำข้าวกล่องส่งให้ในรอบต่อไปได้อีก แลกกับผลตอบแทนส่วนต่างกล่องละ 3-5 บาท หากยิ่งทำข้าวกล่องจำนวนมาก ก็จะได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้หากมีผู้เสียหายจากกรณีการทำข้าวกล่องนี้ สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่สภ.พญาแมน จ.อุตรดิตถ์ได้ทันที   ขณะที่โรงงานที่ถูกอ้างชื่อ ไม่น่าจะรู้เห็นด้วย เพราะโรงงานแห่งนี้ตั้งเปิดมาหลาย 10 ปีแล้ว มีกำลังมากพอที่จะทำอาหารเลี้ยงคนงาน   นอกจากนี้ยังมีเหยื่ออีกราย ให้ข้อมูลว่าถูกหลอกให้ร่วมธุรกิจทำสัปทานแซนวิชและแฮมเบอร์เกอร์ ส่งบ่อนพนันแห่งหนึ่งที่ จ.อุตรดิตถ์ วันละ 1,400 ชิ้น โดยรู้จักผ่านเพื่อน จึงตัดสินใจไปกู้เงิน 2 แสนบาท ร่วมทำธุรกิจ ตอนที่ตกลงทำสัมปทานร่วมกันอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจไม่มีการทำสัญญาใดๆ  ต่อมาหลอกให้ทำสัมปทานเครื่องดื่มชูกำลังส่งบ่อน ทำให้เสียหายรวมกว่า 7 แสนบาท   ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ติดตามประเด็นดังกล่าว พบว่าเป็นการกุเรื่องขึ้นมา ไม่ได้มีโรงงานตามที่สัญญาสัมปทานกล่าวอ้าง เป็นกลอุบายหลอกผู้เสียหาย และยังมีการเปลี่ยนสัญญาหลายครั้ง เมื่อเหยื่อหลงกลจึงตกลงซื้อสัมปทานดังกล่าว แล้วจ่ายเงินค่าสัมปทานจำนวน 106,000 บาท   จากการตรวจประวัติ นางธนิตา พบว่ามีคดีฉ้อโกงมากกว่า 5 คดี และคดีครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายอีก 1 คดี นอกจากนี้ยังมีคนมีสีซึ่งเป็นตำรวจมาช่วยเหลืออิ๋ว และได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าปรับ โดยมีการการวางแผนไว้ล่วงหน้า แล้วให้ตำรวจบอกเหยื่อว่าทำผิดสัญญาต้องชดใช้ให้เขา การที่เอาตำรวจมานั้น เพื่อให้ชาวบ้านหวาดกลัว   ส่วนวิธีการเลือกเหยื่อนั้น ขั้นตอนแรกจะตวรจสอบดูว่าเหยื่อมีความรู้เรื่องกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะเข้าดำเนินการทันที รวมถึงการพยายามเอายอดเงินสูงๆ เป็นตัวล่อ ให้ผลิตเยอะๆ แล้วส่งมอบไม่ทันดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/99LFbY1lnjg

 16,108

Top