ค้นหา :

ผลการค้นหา "อยุธยา"

สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 62

นาทีสลด! ผัวชักปืนจ่อยิงเมียดับต่อหน้าลูก ก่อนยิงตัวเองตาหลุดจากเบ้า ญาติเดือดไล่ไปตาบอดต่อในคุก

จากกรณีหนุ่มวัย 28 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงภรรยาเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านตัวเอง ต่อหน้าแม่ยายและลูกชายวัย 4 ขวบ ในคืนวันเกิดของลูกก่อนเป่าขมับตัวเองหวังฆ่าตัวตายตามอาการสาหัส เหตุเกิดพื้นที่ หมู่ 3 ต.ตลาดเกรียบ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา   ล่าสุดมีภาพจากกล้องวงจรปิดเผยนาทีสลด ขณะที่นางสาววรวลัญช์ สังข์วิเศษ หรือ เนตร อายุ 31 ปี (ผู้ตาย) ได้ขับรถกระบะมากับแม่มาจอดหน้าบ้านนายสิทธิพร วันดี หรือ อาท อายุ 28 ปี (สามีผู้ก่อเหตุ) เมื่อรถจอดหยุดที่หน้าบ้าน ผู้ตาย เปิดประตูรถลงมาพร้อมกับแม่  ก่อนที่ลูกชายวัย 4 ขวบ จะเดินมาหาที่รถ ขณะที่สามีเดินถือปืนตามหลังมาปรี่เข้าหาภรรยา   ลักษณะภรรยามีปากเสียงกันเล็กน้อยพยายามแย่งปืนจากมือสามี  ซึ่งสามีพยายามเดินหนีไปที่ท้ายรถ จากนั้นภรรยาได้โผอุ้มลูกไว้ เดินตามขอปืนจากสามี จังหวะนั้นสามีได้ใช้ปืนยิงใส่ที่ไหปลาร้าภรรยา 1 นัด ขณะที่ยังอุ้มลูกชายอยู่ในอ้อมอก จนภรรยาล้มลง และยิงซ้ำอีก 1 นัด เข้าทีหน้าอกเสียชีวิตคาที่ ซึ่งแม่ยายพยายามเข้าไปแย่งปืน แต่นายสิทธิพร ได้ใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงขมับตัวเองหวังฆ่าตัวตายหนีความผิด จนตาข้างซ้ายถลนออกมานำส่งโรงพยาบาลบางปะอิน อาการสาหัส   ผู้สื่อข่าวข่าวรายงานว่าก่อนเกิดเหตุดังกล่าว ทั้งคู่ได้พาลูกชายวัย 4 ขวบ ไปจัดงานวันเกิดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในซอยใกล้บ้านหลังเกิดเหตุ ซึ่งนายสิทธิพร ได้โพสต์คลิปร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์เป่าเค้กวันเกิดลงเฟซบุ๊กในเวลา 22.18 น. ของวันที่ 20 พ.ย. ซึ่งดูมีความสุขกันดีเหมือนไม่มีปัญหาอะไร   หลังจัดงานวัดเกิดเสร็จก็แยกย้ายกัน จากนั้นเวลา 23.05 น. นายสิทธิพร ได้พาลูกชายวัย 4 ขวบกลับบ้านหลังเกิดเหตุถ่ายภาพคู่กัน โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “ไปไอ้ลูกรัก ไปกับพ่อนะ” โดยที่ภรรยาก็กลับไปที่บ้านแม่ตนเองอีกหลังหนึ่งในพื้นที่อยุธยา เห็นภาพที่สามีโพสต์ จึงวิดีโอคอลคุยกับลูกชาย ลูกบอกอยากกลับบ้าน ระหว่างนั้นเห็นสามีถือปืนอยู่ เกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงชวนแม่มารับลูกชายกลับบ้านด้วยกัน กระทั่งเกิดเหตุสลดดังกล่าว   แม่ผู้ตายระบุ ในที่เกิดเหตุ ลูกเขยได้เข้ามาดึงตัวลูกชายแล้วลั่นไกยิงเลย ตนพยายามห้ามแต่นายสิทธิพรไม่ฟัง ตนเดินไปอุ้มหลาน และจังหวะที่ตนนั่งกอดลูกสาวลูกเขยจ่อยิงซ้ำอีกนัด ไม่รู้โดนตรงไหนตนมัวแต่ห่วงหลานแต่กระสุนกระเด็นมาโดนบริเวณเหนือรักแร้ซ้ายของตนเป็นรอยถากได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่เขาจะยิงหัวตัวเองล้มลง พยายามเรียกให้คนมาช่วยก็ไม่มีใครมาช่วย   ทั้งนี้ผู้ตายและผู้ก่อเหตุคบหาอยู่กินกันมาได้ 8 ปี ไม่ได้จดทะเบียน มีลูก 1 คน มักมีปากเสียงกับลูกสาวของตนเป็นประจำ ไม่ทำการทำงาน ดื่มแต่เหล้าจนลูกสาวทนไม่ไหวตีตัวออกห่างพาลูกไปด้วยแยกกันอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน บางครั้งนายสิทธิพรก็รับไปดูแล   ขณะที่ป้าของผู้ตาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุนายสิทธิ บอกหลานสาวให้กลับมาอยู่กันเหมือนเดิม แต่ทางฝ่ายหญิงปฏิเสธเพราะให้โอกาสมาหลายครั้งแล้ว หลานสาวเคยเล่าให้ฟังผู้ก่อเหตุทั้งตีไก่ เล่นยา เคยเตือนให้เลิกแต่ไม่เลิก หลานสาวคงทนไม่ได้จริง ๆ    “คุณยิงตัวคุณทำไมไม่ยิงให้ตาย เวรกรรมแล้วที่เขาเป็นอย่างนั้น ตาบอดไปใช้เวรใช้กรรมในคุกเถอะ ทำอะไรไม่คิดถึงลูก ดูข่าวทุกวันไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเอง เขาตั้งใจยิง ดูจากที่โพสต์เฟซบุ๊กก็น่าจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า” ป้าผู้ตายกล่าว   ด้านแม่ผู้ก่อเหตุยอมรับลูกชายเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่เวลาพูดกับพ่อแม่เขาพูดเพราะตลอด ส่วนสาเหตุครั้งนี้ไม่รู้เพราะตนก็ไม่ได้อยู่กับลูกชาย ที่ผ่านมาทั้งคู่มีปัญหาทะเลาะกันบ่อยครั้งไม่เคยเล่าให้ตนฟัง แต่ลูกสะใภ้รักลูกชายของตนมาก ทั้งคู่แยกกันอยู่ 1 เดือน ตนบอกให้ปรับความเข้าใจกันใหม่ ทั้งนี้ไม่ทราบว่าลูกชายนำปืนมาจากไหน   ด้านพี่ชายผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า น้องชายปลอดภัยแล้วแต่ยังไม่พ้นขีดอันตราย ยังจำสิ่งที่ตนเองทำไปไม่ได้ มึนงง เจ็บแผล แต่รู้สึกตัวว่าใครมาเยี่ยม ทั้งนี้ยังไม่ได้สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงทำอย่างนั้น เพราะไม่อยากซ้ำเติม เชื่อว่าเหตุน่าจะเกิดจากคุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาน้องชายไม่มีท่าทีจะก่อเหตุดังกล่าว  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QTq1djtsIfY

 5,181
อาชญากรรม
22 พ.ย. 62

นาทีสลด! ผัวชักปืนจ่อยิงเมียดับต่อหน้าลูก ก่อนยิงตัวเองตาหลุดจากเบ้า ญาติเดือดไล่ไปตาบอดต่อในคุก

จากกรณีหนุ่มวัย 28 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงภรรยาเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านตัวเอง ต่อหน้าแม่ยายและลูกชายวัย 4 ขวบ ในคืนวันเกิดของลูกก่อนเป่าขมับตัวเองหวังฆ่าตัวตายตามอาการสาหัส เหตุเกิดพื้นที่ หมู่ 3 ต.ตลาดเกรียบ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา   ล่าสุดมีภาพจากกล้องวงจรปิดเผยนาทีสลด ขณะที่นางสาววรวลัญช์ สังข์วิเศษ หรือ เนตร อายุ 31 ปี (ผู้ตาย) ได้ขับรถกระบะมากับแม่มาจอดหน้าบ้านนายสิทธิพร วันดี หรือ อาท อายุ 28 ปี (สามีผู้ก่อเหตุ) เมื่อรถจอดหยุดที่หน้าบ้าน ผู้ตาย เปิดประตูรถลงมาพร้อมกับแม่  ก่อนที่ลูกชายวัย 4 ขวบ จะเดินมาหาที่รถ ขณะที่สามีเดินถือปืนตามหลังมาปรี่เข้าหาภรรยา   ลักษณะภรรยามีปากเสียงกันเล็กน้อยพยายามแย่งปืนจากมือสามี  ซึ่งสามีพยายามเดินหนีไปที่ท้ายรถ จากนั้นภรรยาได้โผอุ้มลูกไว้ เดินตามขอปืนจากสามี จังหวะนั้นสามีได้ใช้ปืนยิงใส่ที่ไหปลาร้าภรรยา 1 นัด ขณะที่ยังอุ้มลูกชายอยู่ในอ้อมอก จนภรรยาล้มลง และยิงซ้ำอีก 1 นัด เข้าทีหน้าอกเสียชีวิตคาที่ ซึ่งแม่ยายพยายามเข้าไปแย่งปืน แต่นายสิทธิพร ได้ใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงขมับตัวเองหวังฆ่าตัวตายหนีความผิด จนตาข้างซ้ายถลนออกมานำส่งโรงพยาบาลบางปะอิน อาการสาหัส   ผู้สื่อข่าวข่าวรายงานว่าก่อนเกิดเหตุดังกล่าว ทั้งคู่ได้พาลูกชายวัย 4 ขวบ ไปจัดงานวันเกิดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในซอยใกล้บ้านหลังเกิดเหตุ ซึ่งนายสิทธิพร ได้โพสต์คลิปร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์เป่าเค้กวันเกิดลงเฟซบุ๊กในเวลา 22.18 น. ของวันที่ 20 พ.ย. ซึ่งดูมีความสุขกันดีเหมือนไม่มีปัญหาอะไร   หลังจัดงานวัดเกิดเสร็จก็แยกย้ายกัน จากนั้นเวลา 23.05 น. นายสิทธิพร ได้พาลูกชายวัย 4 ขวบกลับบ้านหลังเกิดเหตุถ่ายภาพคู่กัน โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “ไปไอ้ลูกรัก ไปกับพ่อนะ” โดยที่ภรรยาก็กลับไปที่บ้านแม่ตนเองอีกหลังหนึ่งในพื้นที่อยุธยา เห็นภาพที่สามีโพสต์ จึงวิดีโอคอลคุยกับลูกชาย ลูกบอกอยากกลับบ้าน ระหว่างนั้นเห็นสามีถือปืนอยู่ เกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงชวนแม่มารับลูกชายกลับบ้านด้วยกัน กระทั่งเกิดเหตุสลดดังกล่าว   แม่ผู้ตายระบุ ในที่เกิดเหตุ ลูกเขยได้เข้ามาดึงตัวลูกชายแล้วลั่นไกยิงเลย ตนพยายามห้ามแต่นายสิทธิพรไม่ฟัง ตนเดินไปอุ้มหลาน และจังหวะที่ตนนั่งกอดลูกสาวลูกเขยจ่อยิงซ้ำอีกนัด ไม่รู้โดนตรงไหนตนมัวแต่ห่วงหลานแต่กระสุนกระเด็นมาโดนบริเวณเหนือรักแร้ซ้ายของตนเป็นรอยถากได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่เขาจะยิงหัวตัวเองล้มลง พยายามเรียกให้คนมาช่วยก็ไม่มีใครมาช่วย   ทั้งนี้ผู้ตายและผู้ก่อเหตุคบหาอยู่กินกันมาได้ 8 ปี ไม่ได้จดทะเบียน มีลูก 1 คน มักมีปากเสียงกับลูกสาวของตนเป็นประจำ ไม่ทำการทำงาน ดื่มแต่เหล้าจนลูกสาวทนไม่ไหวตีตัวออกห่างพาลูกไปด้วยแยกกันอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน บางครั้งนายสิทธิพรก็รับไปดูแล   ขณะที่ป้าของผู้ตาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุนายสิทธิ บอกหลานสาวให้กลับมาอยู่กันเหมือนเดิม แต่ทางฝ่ายหญิงปฏิเสธเพราะให้โอกาสมาหลายครั้งแล้ว หลานสาวเคยเล่าให้ฟังผู้ก่อเหตุทั้งตีไก่ เล่นยา เคยเตือนให้เลิกแต่ไม่เลิก หลานสาวคงทนไม่ได้จริง ๆ    “คุณยิงตัวคุณทำไมไม่ยิงให้ตาย เวรกรรมแล้วที่เขาเป็นอย่างนั้น ตาบอดไปใช้เวรใช้กรรมในคุกเถอะ ทำอะไรไม่คิดถึงลูก ดูข่าวทุกวันไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเอง เขาตั้งใจยิง ดูจากที่โพสต์เฟซบุ๊กก็น่าจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า” ป้าผู้ตายกล่าว   ด้านแม่ผู้ก่อเหตุยอมรับลูกชายเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่เวลาพูดกับพ่อแม่เขาพูดเพราะตลอด ส่วนสาเหตุครั้งนี้ไม่รู้เพราะตนก็ไม่ได้อยู่กับลูกชาย ที่ผ่านมาทั้งคู่มีปัญหาทะเลาะกันบ่อยครั้งไม่เคยเล่าให้ตนฟัง แต่ลูกสะใภ้รักลูกชายของตนมาก ทั้งคู่แยกกันอยู่ 1 เดือน ตนบอกให้ปรับความเข้าใจกันใหม่ ทั้งนี้ไม่ทราบว่าลูกชายนำปืนมาจากไหน   ด้านพี่ชายผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า น้องชายปลอดภัยแล้วแต่ยังไม่พ้นขีดอันตราย ยังจำสิ่งที่ตนเองทำไปไม่ได้ มึนงง เจ็บแผล แต่รู้สึกตัวว่าใครมาเยี่ยม ทั้งนี้ยังไม่ได้สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงทำอย่างนั้น เพราะไม่อยากซ้ำเติม เชื่อว่าเหตุน่าจะเกิดจากคุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาน้องชายไม่มีท่าทีจะก่อเหตุดังกล่าว  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QTq1djtsIfY

 5,181
อาชญากรรม
21 พ.ย. 62

หนุ่มโหดยิงเมียดับต่อหน้าลูก ก่อนจ่อขมับตัวเองหวังตายตามแต่ถูกช่วยไว้ทัน

เกิดเหตุที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเหตุหนุ่มเครียดปัญหาครอบครอบรุมเร้า ตัดสินใจก่อเหตุ ยิงเมียเสียชีวิต ก่อนจ่อยิงตัวเองสาหัสต่อหน้าลูกวัย 4 ขวบ แม่ยายถูกลูกหลงบาดเจ็บไปด้วย   โดยมีคลิปภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะที่หญิงสาว ขับรถกระบะมากับเป็นแม่ เพื่อมารับลูกชายวัย 4 ขวบ ที่หน้าบ้านของอดีตสามี ที่ได้แยกทางกันได้ประมาณ 1 เดือน ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าหญิงสาว ลงมาจากรถ แล้ว ลูกชายวิ่งไปหา ขณะที่อดีตสามีได้กันไว้ แล้วหญิงสาวได้อุ้มลูกชาย ซึ่งระหว่างนั้นสามีก็ได้เข้ามากอดคอ ก่อนจะนำปืนที่ถืออยู่ในมือขึ้นมา ยิงหญิงสาวล้มลง เสียชีวิตทันที   โดยเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้น เมื่อเวลาตี 1 ที่ผ่านมา หลัง ตำรวจ สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเกิดเหตุทะเลาะวิวาทใช้ปืนยิงกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ที่บ้านหลังหนึ่ง ใน ต.ตลาดเกรียบ อ.บางปะอิน จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ    พบศพ นางสาวรัตน์ นามสมมุติ อายุ 31 ปี นอนเสียชีวิต สภาพมีบาดแผลถูกยิงด้วยปืน เข้าที่ไหปลาร้าข้างซ้าย ใกล้กันพบปืนขนาด .38 ตกอยู่ 1 กระบอก ซองปืน 1 อัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ที่โต๊ะหน้าบ้านพบกระสุนปืน .38 อีกจำนวนหนึ่งกองอยู่    ส่วนผู้บาดเจ็บ และเป็นผู้ก่อเหตุ ญาติได้ช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล อาการสาหัส ทราบชื่อ นายหนึ่ง อายุ 28 ปี เป็นอดีตสามี ผู้ตาย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณศีรษะ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เป็นแม่ยาย อายุ 54 ปี กระสุนปืนเฉี่ยวเข้าที่บริเวณไหล่ซ้าย   โดยภาพจากกล้องวงจรปิด สอดคล้องกับ นางนวล ซึ่งเป็นแม่ ของ นางสาว รัตน์ ให้การว่า ผู้ตายเป็นลูกสาว และเป็นเมีย ของ นายหนึ่ง แต่ได้แยกทางกันได้ประมาณ 1 เดือน ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ น้องเอ วัย 4 ขวบ    โดยเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันเกิดครบ 4 ขวบ ของ น้องเอ และ นายหนึ่ง ผู้เป็นพ่อ จึงมารับตัวลูกชายมาจากบ้าน นางสาว รัตน์ เพื่อจัดงานวันเกิดให้ จนเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง นางสาว รัตน์ ได้วีดีโอคอลมาคุยกับ น้องเอ ซึ่งน้องเอ บอกว่า อยากกลับบ้าน ระหว่างนั้นเห็น นายหนึ่ง ถือปืนอยู่ เลยเกรงว่าจะเกิดอันตราย นางสาว รัตน์ จึงชวนตนมารับตัวลูกชายกลับบ้านด้วยกัน เมื่อมาถึง นายหนึ่ง พร้อมกับ น้องเอ ได้นั่งรออยู่หน้าบ้าน เพื่อเห็นพวกตนก็พยายามอุ้มลูกเดินหนี   จากนั้น นายหนึ่ง ได้เข้าไปกอดคอ นางสาวรัตน์ แล้วใช้ปืนยิงใส่ 2 นัด จน นางสาวรัตน์ ล้มลงเสียชีวิตทันที และได้ใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองจนล้มลงต่อหน้าลูกชาย อาการสาหัส ทางญาติจึงได้ช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล    หลังเกิดเหตุ ผู้สื่อข่าว ได้ตรวจสอบที่เฟซบุ๊กของ นายหนึ่ง พบว่า เมื่อเวลา 23.05 น.ได้โพสต์ภาพตนเองกับลูกชายวัย 4 ขวบ พร้อมระบุข้อความว่า "ไปไอ้ลูกรักไปกับพ่อนะ"   ขณะที่ ญาติ และ เพื่อนบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นายหนึ่ง เป็นคนมีนิสัยอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว แต่ไม่มีเรื่องมือที่สามมายุ่งเกี่ยว ส่วนสาเหตุคาดเกิดจากการปัญหาครอบครัว และการแย่งลูกกัน ที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้เลี้ยงดู จึงทำให้ก่อเหตุดังกล่าว   และสิ่งที่น่าเศร้าสลดขึ้นไปอีก เมื่อ ผู้สื่อข่าว ได้เข้าไปพูดคุยกับ น้องเอ วัย 4 ขวบ ได้พูดออกมาอย่างน่าสงสารว่า "พ่อยิงแม่ตาย พ่อจะติดคุกมั้ย หนูจะอยู่กับใคร พ่อแม่ไม่รักหนูเลย"    ส่วนทางคดีความ ทั้งนี้คงต้องรอให้นายหนึ่ง หายก่อนจึงจะสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ ซึ่งล่าสุดพบว่าอาการยังโคม่า เพราะยิงเข้าที่ขมับ คาดอาจทำให้ตาบอดทั้ง 2 ข้าง

 11,585
ข่าวภูมิภาค
07 พ.ย. 62

ผวาอาถรรพ์เรือสำเภาโบราณ 'ลุงแห้ง' นักงมสมบัติใต้น้ำ จมดับคาซากเรือ

อยุธยา-เจ้าหน้าที่กู้ภัย พร้อมมนุษย์กบและนักประดาน้ำสามารถกู้ศพนายสมชาย เต่าทอง หรือลุงแห้ง อายุ 65 ปี จากแม่น้ำเจ้าพระยาหน้า หลังจากศพจมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 5 ชั่วโมง   โดยลุงแห้ง เป็นนักปะดาน้ำค้นหาสมบัติโบราณใต้น้ำ ชาวตำบลคลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา ลงดำน้ำค้นหาสมบัติโบราณภายในท้องเรือสำเภาโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา อายุกว่า 400 ปี ที่จมอยู่ก้นแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าโรงผลิตน้ำปะปาของสำนักงานเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา   ขณะที่สวมใส่ชุดนักปะดาน้ำแบบเป่าลมลงดำน้ำลึกลงไปกว่า 6 เมตร พร้อมด้วยสายยางฉีดน้ำค้นหาสมบัติภายในท้องเรือสำเภา และกำลังจะสำเสากระโดงเรือสำเภาขนาดใหญ่ขึ้นมาขาย โดยมีนายบอย เพื่อนร่วมงานคอยคุมเครื่องปั๊มลมหายใจอยู่บนเรือเหนือน้ำ   ปรากฏว่าลุงแห้งดำน้ำลงไปค้นหาสมบ้ตินานหลายชั่วโมงผิดปกติ นายบอยได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยการดึงเชือกผูกแขน ก็ไม่ได้รับสัญญาณตอบจากลุงแห้งที่อยู่ใต้น้ำ จึงประสานงานหน่วยกู้ภัยอยุธยารวมใจ นำนักประดาน้ำกว่า 20 คน ลงค้นหานานกว่า 4 ชั่วโมง จนกระทั่งพบร่างของนายลุงแห้ง เสียชีวิตอยู่ใต้น้ำ จนท.กู้ภัยช่วยกันนำร่างให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชันสูตร ส่งตรวจพิสูจน์การเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้งที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี   ทั้งนี้การเสียชีวิตของลุงแห้งครั้งนี้ ในวงการนักประดาน้ำค้นหาล่าสมบัติโบราณใต้น้ำต่างหวาดผวาอาถรรพ์ลี้ลับของเรือสำเภาโบราณที่จมอยู่ใต้แม่น้ำพระยากันอย่างมาก ก่อนหน้านี้นายสนิท นักประดาน้ำนักล่าสมบัติโบราณต้องมาจบชีวิตลงขณะดำลงไปค้นหาสมบ้ติภายในท้องเรือสำเภาในบริเวณจุดดังกล่าวมาแล้วเป็นรายแรกเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา   ต่อมาลุงแห้ง นักล่าสมบ้ติโบราณใต้น้ำได้ดำลงไปค้นหาสมบัติในท้องเรือสำเภาอีกเป็นรายที่สอง เพื่อนนักประดาน้ำด้วยกันบอกว่าลุงแห้งมีแผนที่จะนำเสากระโดงเรือสำเภา ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมาขายด้วย แต่ต้องมาประสบอุบัติเหตุเสียขณะลงดำค้นหาเสียก่อน   เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำนายหน่อย เต่าทอง อายุ 40 ปี ลูกชายลุงแห้ง บอกว่าคุณพ่อเป็นนักประดาน้ำค้นหาสมบัติมาตลอดชีวิต มีประสบการณ์การดำน้ำสูง เหตุที่เสียชีวิตเชื่อว่ามาจากคุณพ่อมีอายุมากแล้ว ลงดำน้ำต้องใช้แรงในการฉีดน้ำเป่าหน้าดินเพื่อจะเอาซากเรือสำเภาขึ้น ต้องใช้กำลังสูง คาดทำให้เหนื่อยหายใจไม่ทัน เกิดน็อคน้ำเสียชีวิต   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MiJEaqI4nL8    

 43,512
สังคม
07 พ.ย. 62

ผวาอาถรรพ์เรือสำเภาโบราณ 'ลุงแห้ง' นักงมสมบัติใต้น้ำ จมดับคาซากเรือ

อยุธยา-เจ้าหน้าที่กู้ภัย พร้อมมนุษย์กบและนักประดาน้ำสามารถกู้ศพนายสมชาย เต่าทอง หรือลุงแห้ง อายุ 65 ปี จากแม่น้ำเจ้าพระยาหน้า หลังจากศพจมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 5 ชั่วโมง   โดยลุงแห้ง เป็นนักปะดาน้ำค้นหาสมบัติโบราณใต้น้ำ ชาวตำบลคลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา ลงดำน้ำค้นหาสมบัติโบราณภายในท้องเรือสำเภาโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา อายุกว่า 400 ปี ที่จมอยู่ก้นแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าโรงผลิตน้ำปะปาของสำนักงานเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา   ขณะที่สวมใส่ชุดนักปะดาน้ำแบบเป่าลมลงดำน้ำลึกลงไปกว่า 6 เมตร พร้อมด้วยสายยางฉีดน้ำค้นหาสมบัติภายในท้องเรือสำเภา และกำลังจะสำเสากระโดงเรือสำเภาขนาดใหญ่ขึ้นมาขาย โดยมีนายบอย เพื่อนร่วมงานคอยคุมเครื่องปั๊มลมหายใจอยู่บนเรือเหนือน้ำ   ปรากฏว่าลุงแห้งดำน้ำลงไปค้นหาสมบ้ตินานหลายชั่วโมงผิดปกติ นายบอยได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยการดึงเชือกผูกแขน ก็ไม่ได้รับสัญญาณตอบจากลุงแห้งที่อยู่ใต้น้ำ จึงประสานงานหน่วยกู้ภัยอยุธยารวมใจ นำนักประดาน้ำกว่า 20 คน ลงค้นหานานกว่า 4 ชั่วโมง จนกระทั่งพบร่างของนายลุงแห้ง เสียชีวิตอยู่ใต้น้ำ จนท.กู้ภัยช่วยกันนำร่างให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชันสูตร ส่งตรวจพิสูจน์การเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้งที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี   ทั้งนี้การเสียชีวิตของลุงแห้งครั้งนี้ ในวงการนักประดาน้ำค้นหาล่าสมบัติโบราณใต้น้ำต่างหวาดผวาอาถรรพ์ลี้ลับของเรือสำเภาโบราณที่จมอยู่ใต้แม่น้ำพระยากันอย่างมาก ก่อนหน้านี้นายสนิท นักประดาน้ำนักล่าสมบัติโบราณต้องมาจบชีวิตลงขณะดำลงไปค้นหาสมบ้ติภายในท้องเรือสำเภาในบริเวณจุดดังกล่าวมาแล้วเป็นรายแรกเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา   ต่อมาลุงแห้ง นักล่าสมบ้ติโบราณใต้น้ำได้ดำลงไปค้นหาสมบัติในท้องเรือสำเภาอีกเป็นรายที่สอง เพื่อนนักประดาน้ำด้วยกันบอกว่าลุงแห้งมีแผนที่จะนำเสากระโดงเรือสำเภา ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมาขายด้วย แต่ต้องมาประสบอุบัติเหตุเสียขณะลงดำค้นหาเสียก่อน   เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำนายหน่อย เต่าทอง อายุ 40 ปี ลูกชายลุงแห้ง บอกว่าคุณพ่อเป็นนักประดาน้ำค้นหาสมบัติมาตลอดชีวิต มีประสบการณ์การดำน้ำสูง เหตุที่เสียชีวิตเชื่อว่ามาจากคุณพ่อมีอายุมากแล้ว ลงดำน้ำต้องใช้แรงในการฉีดน้ำเป่าหน้าดินเพื่อจะเอาซากเรือสำเภาขึ้น ต้องใช้กำลังสูง คาดทำให้เหนื่อยหายใจไม่ทัน เกิดน็อคน้ำเสียชีวิต   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MiJEaqI4nL8    

 43,512
ข่าวภูมิภาค
15 ต.ค. 62

เครนยกเศียรพระหนัก 7 ตัน สลิงขาด เศียรแตกกระจาย คนหนีตายวุ่น

อยุธยา-โลกโซเชียลมีการโพสต์คลิปชาวบ้านหนีตายโกลาหล ขณะผู้รับเหมาว่าจ้างรถเครนเข้ามายกเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญกว้าง 7 เมตร สูง 15 เมตร น้ำหนักกว่า 7 ตัน ของวัดศรีประชา ริมถนนพหลโยธิน ตำบลชะแมบ อำเภอวังน้อย ขึ้นไปประดิษฐานบนอาคารสูงกว่า 20 เมตร   แล้วเกิดอุบัติเหตุเศียรปูนปั้นขนาดใหญ่เกิดโค่นล้มคว่ำหน้าลงมากองกับพื้น ในคลิปพบว่าชาวบ้านจำนวนมากที่มายืนดู ต้องวิ่งแตกกระเจิงหนีตายส่งเสียงร้องกันโกลาหล ขณะที่เศียรพระพุทธรูปโค่นล้มกองอยู่กับพื้นในสภาพแตกกระจายไม่มีชิ้นดี   ด้านผู้รับเหมาบอกว่า ได้ว่าจ้างรถเครนขนาด 80 ตัน เข้ามายกเศียรพระพุทธรูปขึ้นไปประดิษฐานต่อองค์พระบนอาคารบรรบุอัฐิ โดยทีมช่างรถเครนได้ใช้สลิงคล้องยึดกับหูเหล็กขนาด 4 หุน จำนวน 4 จุด ที่ผู้รับเหมาติดตั้งเตรียมไว้ ระหว่างยกผู้รับเหมาได้กันพื้นที่ห้ามไม่ให้ประชาชนและชาวบ้านเข้ามาอยู่ใกล้ในเขตรัศมีอันตราย ระหว่างที่รถเครนยกเศียรพระพุทธรูปขึ้นยังไม่ทันจะลอยจากพื้น ปรากฏว่าหูเหล็กขนาด 4 หุนที่ติดตั้งไว้รับน้ำหนักคล้องยกขึ้นเกิดรับน้ำหนักไม่ไหวขาดหลุดทำให้เศียรพระพุทธรูปโค่นคว่ำหน้าลงมากองกับพื้น ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ถ่ายคลิประหว่างยกให้เราได้เห็นและช่วงที่ชาวบ้านวิ่งหนีร้องตะโกนให้ระวังและหลบหนีกันอย่างโกลาหล   ทั้งนี้ก่อนดำเนินการ ได้จุดธูปเทียนบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ก็ไม่มีลางสังหรณ์อะไร แต่ในใจอธิฐานว่าหากการยกไม่สำเร็จก็ขอให้ยกไม่ขึ้นหากจะแตกจะหักจะพังขอให้พังแตกหักด้านล่าง อย่างได้เกิดขึ้นขณะระหว่างการยกอยู่บนที่สูง นางโสภี เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว   อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งงานจะดำเนินการก่อสร้างปั้นเศียรพระพุทธรูปให้วัดใหม่ ให้แข็งแรงและสวยกว่าเดิม การก่อสร้างครั้งใหม่จะก่อสร้างด้านบนจะไม่ก่อสร้างด้านล่างอีกแล้ว ถือว่าเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์สำหรับการก่อสร้างสิ่งของที่มีขนาดน้ำหนักมากๆ   ส่วนสาเหตุที่ก่อสร้างด้านล่างจนเกิดอุบัติเหตุครั้งนีเนื่องจากคิดกว่าการก่อสร้างเศียรพระด้านล่างจะสะดวกปลอดภัยกับทีมช่างไม่ต้องปีนป่ายขึ้นไปปั้นบนอาคารที่สูงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย สำหรับค่าเสียหายประมาณ 2 แสนบาท ทางผู้รับเหมาไม่ติดใจ ยืนยันจะทำให้วัดใหม่ให้แข็งสวยงามกว่าที่โค่นล้ม เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านที่คาดหวังชื่นชมพระพุทธชยันตรีศรีประชาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ก่อสร้างไว้เคียงคู่พระพุทธศาสนา          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/Swmboodwhk4

 33,071
สังคม
15 ต.ค. 62

เครนยกเศียรพระหนัก 7 ตัน สลิงขาด เศียรแตกกระจาย คนหนีตายวุ่น

อยุธยา-โลกโซเชียลมีการโพสต์คลิปชาวบ้านหนีตายโกลาหล ขณะผู้รับเหมาว่าจ้างรถเครนเข้ามายกเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญกว้าง 7 เมตร สูง 15 เมตร น้ำหนักกว่า 7 ตัน ของวัดศรีประชา ริมถนนพหลโยธิน ตำบลชะแมบ อำเภอวังน้อย ขึ้นไปประดิษฐานบนอาคารสูงกว่า 20 เมตร   แล้วเกิดอุบัติเหตุเศียรปูนปั้นขนาดใหญ่เกิดโค่นล้มคว่ำหน้าลงมากองกับพื้น ในคลิปพบว่าชาวบ้านจำนวนมากที่มายืนดู ต้องวิ่งแตกกระเจิงหนีตายส่งเสียงร้องกันโกลาหล ขณะที่เศียรพระพุทธรูปโค่นล้มกองอยู่กับพื้นในสภาพแตกกระจายไม่มีชิ้นดี   ด้านผู้รับเหมาบอกว่า ได้ว่าจ้างรถเครนขนาด 80 ตัน เข้ามายกเศียรพระพุทธรูปขึ้นไปประดิษฐานต่อองค์พระบนอาคารบรรบุอัฐิ โดยทีมช่างรถเครนได้ใช้สลิงคล้องยึดกับหูเหล็กขนาด 4 หุน จำนวน 4 จุด ที่ผู้รับเหมาติดตั้งเตรียมไว้ ระหว่างยกผู้รับเหมาได้กันพื้นที่ห้ามไม่ให้ประชาชนและชาวบ้านเข้ามาอยู่ใกล้ในเขตรัศมีอันตราย ระหว่างที่รถเครนยกเศียรพระพุทธรูปขึ้นยังไม่ทันจะลอยจากพื้น ปรากฏว่าหูเหล็กขนาด 4 หุนที่ติดตั้งไว้รับน้ำหนักคล้องยกขึ้นเกิดรับน้ำหนักไม่ไหวขาดหลุดทำให้เศียรพระพุทธรูปโค่นคว่ำหน้าลงมากองกับพื้น ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ถ่ายคลิประหว่างยกให้เราได้เห็นและช่วงที่ชาวบ้านวิ่งหนีร้องตะโกนให้ระวังและหลบหนีกันอย่างโกลาหล   ทั้งนี้ก่อนดำเนินการ ได้จุดธูปเทียนบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ก็ไม่มีลางสังหรณ์อะไร แต่ในใจอธิฐานว่าหากการยกไม่สำเร็จก็ขอให้ยกไม่ขึ้นหากจะแตกจะหักจะพังขอให้พังแตกหักด้านล่าง อย่างได้เกิดขึ้นขณะระหว่างการยกอยู่บนที่สูง นางโสภี เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว   อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งงานจะดำเนินการก่อสร้างปั้นเศียรพระพุทธรูปให้วัดใหม่ ให้แข็งแรงและสวยกว่าเดิม การก่อสร้างครั้งใหม่จะก่อสร้างด้านบนจะไม่ก่อสร้างด้านล่างอีกแล้ว ถือว่าเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์สำหรับการก่อสร้างสิ่งของที่มีขนาดน้ำหนักมากๆ   ส่วนสาเหตุที่ก่อสร้างด้านล่างจนเกิดอุบัติเหตุครั้งนีเนื่องจากคิดกว่าการก่อสร้างเศียรพระด้านล่างจะสะดวกปลอดภัยกับทีมช่างไม่ต้องปีนป่ายขึ้นไปปั้นบนอาคารที่สูงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย สำหรับค่าเสียหายประมาณ 2 แสนบาท ทางผู้รับเหมาไม่ติดใจ ยืนยันจะทำให้วัดใหม่ให้แข็งสวยงามกว่าที่โค่นล้ม เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านที่คาดหวังชื่นชมพระพุทธชยันตรีศรีประชาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ก่อสร้างไว้เคียงคู่พระพุทธศาสนา          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/Swmboodwhk4

 33,071
ข่าวภูมิภาค
11 ต.ค. 62

ได้เบาะแส 'น้องไฮเตอร์' เด็ก 11 ขวบหายตัว อยู่คณะลิเก 'ศรราม น้ำเพชร'

อยุธยา-กรณีน้องไฮเตอร์ เด็กชายจารุภูมิ ทั่งรองทอง อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.4 หายตัวไปอย่างปริศนา ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา จนถึงวานนี้ (10 ต.ค.) รวมเวลากว่า 13 วัน หลังไปเล่นเกมที่ร้านกับเพื่อนสนิทรุ่นพี่ 3 คน   ล่าสุดมีเบาะแสว่า น้องไฮเตอร์นั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ ทะเบียนจังหวัดอ่างทอง หายออกไปจากหมู่บ้านเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 30 กันยายน พบว่าน้องไฮเตอร์ยังมีชีวิตอยู่อยู่กับทีมคอนวอยของลิเกดังของอยุธยา คณะศรราม น้ำเพชร ซึ่งชุดสืบสวนจะเดินทางเข้าพบศรราม น้ำเพชร พระเอกลิเกวัยรุ่นหน้าหวาน เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามหาน้องไฮเตอร์ ว่ายังอยู่กับคณะลิเกหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JG3Mtmae5zk

 31,979
สังคม
11 ต.ค. 62

ได้เบาะแส 'น้องไฮเตอร์' เด็ก 11 ขวบหายตัว อยู่คณะลิเก 'ศรราม น้ำเพชร'

อยุธยา-กรณีน้องไฮเตอร์ เด็กชายจารุภูมิ ทั่งรองทอง อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.4 หายตัวไปอย่างปริศนา ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา จนถึงวานนี้ (10 ต.ค.) รวมเวลากว่า 13 วัน หลังไปเล่นเกมที่ร้านกับเพื่อนสนิทรุ่นพี่ 3 คน   ล่าสุดมีเบาะแสว่า น้องไฮเตอร์นั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ ทะเบียนจังหวัดอ่างทอง หายออกไปจากหมู่บ้านเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 30 กันยายน พบว่าน้องไฮเตอร์ยังมีชีวิตอยู่อยู่กับทีมคอนวอยของลิเกดังของอยุธยา คณะศรราม น้ำเพชร ซึ่งชุดสืบสวนจะเดินทางเข้าพบศรราม น้ำเพชร พระเอกลิเกวัยรุ่นหน้าหวาน เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามหาน้องไฮเตอร์ ว่ายังอยู่กับคณะลิเกหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JG3Mtmae5zk

 31,979
ข่าวภูมิภาค
10 ต.ค. 62

ตามหา 'น้องไฮเตอร์' อายุ 11 ปี หายตัวปริศนานาน 13 วัน หลังไปเล่นเกมกับรุ่นพี่

อยุธยา-โลกออนไลน์มีการโพสต์ตามหาเด็กชายจารุภูมิ ทั่งรองทอง หรือน้องไฮเตอร์ อายุ 11 ปี นร.ชั้นป.4 โรงเรียนวัดกษัตราธิราชวรวิหาร หายออกจากบ้านพัก ในตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 กันยายน มาจนถึงวันนี้รวมเวลาแล้ว 13 วัน   นางน้อย ทั่งรองทอง อายุ 83 ปี ซึ่งเป็นยาย หวั่นเกรงจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะตามปกติหลานไม่เคยหายตัวไปไหนนานอย่างนี้ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจตามหาแล้วก็ยังไม่พบ จึงวอนช่อง 3 ช่วยติดตามหาหลานชาย โดยบอกว่าหลานเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ติดเกมสพอมีเงินจะไปเล่นกับเพื่อน ที่ร้านเกมไม่ไกลจากบ้านมากนัก   โดยวันเกิดเหตุครูที่โรงเรียนยืนยันว่า น้องไฮเตอร์ไม่ได้มาเรียนหนังสือแต่อย่างไร สอบถามเพื่อนรวมถึงเพื่อนบ้าน ทราบแต่เพียงว่าเด็กแอบหนีมาเล่นเกมที่ร้านประจำข้างวัดท่าการ้อง แล้วหายตัวไปจนถึงวันนี้   ทั้งนี้มีเพื่อนสนิทรุ่นพี่ 3 คน อยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายและมีความสนิทสนมกัน เมื่อไปสอบถามเพื่อนแต่ละคนบอกขัดแย้งกันไม่เล่าความจริง และทราบว่ามีเพื่อนรุ่นพี่อายุมากที่สุดซึ่งมีอารมณ์ร้าย มีรถจักรยานยนต์ขับ แต่ขณะนี้ทราบว่าพ่อแม่ยึดกุญแจไม่ให้ขับรถแล้ว มาจนถึงวันนี้เชื่อว่าน้องไฮเตอร์อาจจะเสียชีวิตแล้วก็มีความเป็นไปได้ ตำรวจเจ้าของคดีก็ติดตามช่วยหาไม่พบไม่ได้เบาะแส จึงต้องขอวอนสื่อมวลชน ช่วยติดตามอีกทางอ   ด้านเจ้าของร้านเกมระบุ น้องไฮเตอร์มีเงินมา 100 บาท เข้ามาเล่นเกมจนหมด แล้วออกจากร้านไปทราบว่ามีคนเห็นไปรับจ้างถ่ายรูปนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยววัดท่าการ้อง เมื่อได้เงินก็จะพากันมาเล่นเกม แต่จากนั้นไม่มีใครพบเห็นน้องไฮเตอร์อีกเลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ykFGap7Qk0E

 4,580
สังคม
10 ต.ค. 62

ตามหา 'น้องไฮเตอร์' อายุ 11 ปี หายตัวปริศนานาน 13 วัน หลังไปเล่นเกมกับรุ่นพี่

อยุธยา-โลกออนไลน์มีการโพสต์ตามหาเด็กชายจารุภูมิ ทั่งรองทอง หรือน้องไฮเตอร์ อายุ 11 ปี นร.ชั้นป.4 โรงเรียนวัดกษัตราธิราชวรวิหาร หายออกจากบ้านพัก ในตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 กันยายน มาจนถึงวันนี้รวมเวลาแล้ว 13 วัน   นางน้อย ทั่งรองทอง อายุ 83 ปี ซึ่งเป็นยาย หวั่นเกรงจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะตามปกติหลานไม่เคยหายตัวไปไหนนานอย่างนี้ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจตามหาแล้วก็ยังไม่พบ จึงวอนช่อง 3 ช่วยติดตามหาหลานชาย โดยบอกว่าหลานเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ติดเกมสพอมีเงินจะไปเล่นกับเพื่อน ที่ร้านเกมไม่ไกลจากบ้านมากนัก   โดยวันเกิดเหตุครูที่โรงเรียนยืนยันว่า น้องไฮเตอร์ไม่ได้มาเรียนหนังสือแต่อย่างไร สอบถามเพื่อนรวมถึงเพื่อนบ้าน ทราบแต่เพียงว่าเด็กแอบหนีมาเล่นเกมที่ร้านประจำข้างวัดท่าการ้อง แล้วหายตัวไปจนถึงวันนี้   ทั้งนี้มีเพื่อนสนิทรุ่นพี่ 3 คน อยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายและมีความสนิทสนมกัน เมื่อไปสอบถามเพื่อนแต่ละคนบอกขัดแย้งกันไม่เล่าความจริง และทราบว่ามีเพื่อนรุ่นพี่อายุมากที่สุดซึ่งมีอารมณ์ร้าย มีรถจักรยานยนต์ขับ แต่ขณะนี้ทราบว่าพ่อแม่ยึดกุญแจไม่ให้ขับรถแล้ว มาจนถึงวันนี้เชื่อว่าน้องไฮเตอร์อาจจะเสียชีวิตแล้วก็มีความเป็นไปได้ ตำรวจเจ้าของคดีก็ติดตามช่วยหาไม่พบไม่ได้เบาะแส จึงต้องขอวอนสื่อมวลชน ช่วยติดตามอีกทางอ   ด้านเจ้าของร้านเกมระบุ น้องไฮเตอร์มีเงินมา 100 บาท เข้ามาเล่นเกมจนหมด แล้วออกจากร้านไปทราบว่ามีคนเห็นไปรับจ้างถ่ายรูปนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยววัดท่าการ้อง เมื่อได้เงินก็จะพากันมาเล่นเกม แต่จากนั้นไม่มีใครพบเห็นน้องไฮเตอร์อีกเลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ykFGap7Qk0E

 4,580
ข่าวภูมิภาค
09 ก.ย. 62

กรมชลฯแจ้ง 2 อำเภออยุธยารับมือน้ำสูง หลังต้องระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

กรมชลประทานเตือนประชาชนในอำเภอเสนา และอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รับมือภาวะน้ำท่วมประมาณ 0.30–0.80 เมตร   เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาต้องระบายน้ำมากขึ้น หลังเกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน โพดุล ทั้งร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือเกือบตลอดสัปดาห์ ส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ   พร้อมเตือน 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี อยุธยา ลพบุรี ต้องเฝ้าระวัง ติดตามประกาศทางการใกล้ชิด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FtdDl7sBTDM

 1,076
ข่าวภูมิภาค
06 ก.ย. 62

'ครูแนน' จิตใจย่ำแย่ เข้าก้มกราบขอโทษพ่อแม่เด็ก หลังฟาดก้นช้ำ พ่อยันดำเนินคดีตาม กม.

อยุธยา-จากกรณี น้องซี เด็กนักเรียนชายอายุ 9 ขวบ ถูกครูแนนตีไม่ยั้งมือ โดยไม้กระบี่กระบองฟาดจนก้นแตกเป็นรอยช้ำ ถึงขนาดนั่งไม่ได้ต้องยืนเรียน สาเหตุจากเด็กไม่ทำการบ้าน   ล่าสุด นายบูรพา พรหมสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ผู้บังคับบัญชา พร้อมด้วยเพื่อนๆ ครูโรงเรียนวัดสุคนธารามเดิน พาครูแนน ครูสาวโรงเรียนวัดสุคนธาราม เข้าเยี่ยมอาการของน้องซี และขอโทษพ่อแม่ของเด็กที่ตนเองพลาดพลั้งลงโทษตีจนได้รับบาดเจ็บ   ทันทีที่ครูแนนมาถึง น้องซีได้เดินเข้ามาหาและยกมือไหว้ทำความเคารพครูแนน ทั้งคู่โผเข้าสวมกอดกัน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเงียบอึ้งอยู่พักใหญ่ สภาพจิตใจของครูแนนดูจะย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด และเมื่อแม่เด็กเปิดกางเกงให้ครูแนนดูร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากการตี ยิ่งทำให้ครูแนนถึงกับนิ่งเงียบอึ้งทำอะไรไม่ถูก ก่อนถอดรองเท้าคลานเข้าไปก้มกราบขอโทษพ่อแม่ของเด็ก   ด้านพ่อเด็กตั้งคำถามต่อหน้าครูแนนว่า หากของของครูถูกกระทำอย่างน้องซี จะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ไม่มีครูคนไหนตอบบรรยากาศเงียบกริบอยู่นาน ทางพ่อจึงขอให้ความผิดที่ครูแนนกระทำ เป็นไปตามกระบวนความยุติธรรม รวมทั้งคดีที่แจ้งความไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ครูนำไปเป็นแบบอย่าง   ขณะที่ครูแนนเปิดใจ ยกมือไหว้ผ่านสื่อมวลชนขอโทษสังคม ในสิ่งที่ตัวเองพลาดพลั้งตีน้องซีจนได้รับบาดเจ็บ พูดเพียงถ้อยคำสั้นๆว่า ขอโทษทุกคน ขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำ พร้อมจะช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวน้องแนน รับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตการณ์ถึงกับน้ำตาซึมเมื่อเห็นภาพทั้งครูแนน ที่รู้สึกผิดอย่างแรง อยู่ในสภาพอิดโรยหมดแรงเพื่อนครูต้องช่วยกันพยุงขึ้นรถตู้กลับ   ต่อมาทางตำรวจ สภ.บางซ้าย ได้เชิญตัวพ่อแม่ของน้องซี เข้าให้ปากคำในคดีในฐานะผู้กล่าวหาครูแนนทำร้ายร่างกายน้องซีลูกชาย หลังจากแพทย์โรงพยาบาลบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ทำการรักษาอาการบาดเจ็บน้องซี ซึ่งแพทย์ระบุบาดแผล ร่องรอยฟกช้ำว่าเกิดจากถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะนำมาเป็นหลักฐานในการตั้งข้อกล่าวหาครูแนนต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/naexiMyAvTQ

 10,496
แชร์ออฟเดอะเดย์
05 ก.ย. 62

ย้ายแล้ว 'ครูแนน' ตีเด็ก 9 ขวบ ก้นช้ำน่วมทั้งตัว แฉครูถาม "เป็นลูกเทวดาเหรอถึงจะตีไม่ได้"

เพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ มีการแชร์ภาพของนักเรียนคนหนึ่ง มีร่องรอยเขียวช้ำที่ก้น และลำตัวจำนวนมาก โดยระบุว่า ร่องรอยบาดแผลที่เห็นคือการกระทำของครูสอนวิชาภาษาไทยชั้น ป.4 หรือครูแนน เป็นคนตี นร. พอเห็นสภาพบาดแผลที่น้องนักเรียนคนนี้ถูกกระทำก็ต่างวิพากวิจารณ์ถึงการกระทำของครูที่รุนแรงกับนักเรียน   ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าที่เกิดเหตุคือโรงเรียน วัดสุคนธารม อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่า ครูที่ก่อเหตุนี้ ไม่ได้สอนที่โรงเรียนนี้แล้ว เพราะทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา มีคำสั่งย้ายครูแนน ให้มาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯอยุธยาทันที จนกว่าจะมีคำสั่งอื่น   โดยนายกองเหรียญ แสนช่าง ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า ตอนนี้ครูและนักเรียนทุกคนที่ทราบข่าวก็ตกใจ โดยไม่มีใครรู้ว่าครูศิริพร หรือ ครูแนน ตีนร.รุนแรงขนาดนี้ จาการสอบถามครูแนน  ยอมรับว่าตีเด็กจริง เพราะไม่ยอมส่งการบ้าน ซึ่งนักเรียนคนนี้เรียนค่อนข้างอ่อน ไม่ทันเพื่อน และไม่ยอมส่งการบ้านจึงลงโทษ แต่การกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งทาง รร.มีนโยบายสั่งห้ามตีนักเรียน ให้ใช้วิธีการอื่นแทน ตอนนี้ครูแนนก็เครียดมาก   ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่บ้านของน้องซี อายุ 9 ขวบ ที่ถูกครูตีจนได้รับบาดเจ็บ เห็นร่องรอยบาดแผลที่ก้น หลัง และแขนเป็นรอยเขียวช้ำ น้องซีบอกว่ายังเจ็บและระบม นั่งนานไม่ได้ ต้องนอนคว่ำ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปเรียนเพราะกลัว   ทางด้านพ่อแม่ของน้องซีเล่าว่า ตอนนี้ทางครอบครัวรับไม่ได้กับการกระทำของครู ยิ่งเห็นบาดแผลลูกขนาดนี้และลูกก็เจ็บทรมาน ยิ่งรับไม่ได้และสะเทือนใจที่ลูกวัยเพียง 9 ขวบ ต้องถูกตีขนาดนี้ ตนและญาติที่เลี้ยงดูแลลูกมายังมเคยตีขนาดนี้   ลูกชายบอกว่า วันเกิดเหตุคือช่วงสายวันจันทร์ ไม่ได้ทำการบ้านไปส่งครูแนน ครูก็ใช้กระบี่ที่ใช้เรียนวิชากระบี่กระบอง ซึ่งทำจากหวายมาตีที่ก้น ตอนแรกตีไปยี่สิบกว่าครั้ง จนตอนนั้นปลายไม้หัก ครูก็ปล่อยไป จากนั้นไม่นานก็ลากตัวมาตีอีกครั้ง จนไม้หักคามือครู และก็บอกว่า “มึงเป็นลูกเทวดาเหรอกูจะตีไม่ได้” แล้วก็ขู่ว่า มึงจะไปบอกคนอื่นไหม?   ตอนนั้นลูกตนร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ครูก็ด่าว่าแกล้งร้องไห้ทำไม หากไม้ไม่หักก็คงตีลูกตนต่อไป หลังจากนั้นลูกก็ทนเรียนต่อไปโดยไม่สามารถนั่งเรียนได้ ต้องยืนเรียน เพราะเจ็บแผลที่ก้นอย่างมาก พอกลับมาถึงบ้าน ญาติพี่น้องเห็นสภาพแผลก็ตกใจ พาไปหาหมอ เพราะมีอาการอักเสบและไข้ขึ้น หลังจากนั้นก็ไปแจ้งความ    ทางครอบครัวยอมรับว่าพ่อแม่ไม่ได้มีเวลาเลี้ยงดูลูก เพราะต้องทำงานจึงอยู่กับญาติ ลูกไม่ทำการบ้านก็จริง แต่ครูลงโทษเด็กขนาดนี้ มันเกินกว่าเหตุ รุนแรงเกินไป เด็กแค่ป.4 ทำกันขนาดนี้ อยากถามครูแนนว่า หากลูกครูแนน ถูกกระทำแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร จากนี้ตนและครอบครัวก็จะขอเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมาย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและลงโทษขั้นเด็ดขาด   ในส่วนของครูแนน ตลอดทั้งวันก็ปิดมือถือไม่สามารถติดต่อได้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯที่ครูแนนถูกสั่งย้ายมาปฏิบัติงานที่นี้ ก็ไม่พบตัวครูแนน พบเพียงเพื่อนครู เล่าว่า ครูแนนเครียดจัด ร้องไห้ตลอดเวลา สภาพจิตใจย่ำแย่ ยังไม่พร้อมออกมาให้ข้อมูลใดๆ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/O5X9rFNlPYs

 13,153
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ส.ค. 62

แจงดราม่าทุบกำแพงวัดไชยฯ อยุธยา เดินสายไฟ แค่รื้อแนวที่บูรณะใหม่ ไม่กระทบโบราณสถาน

เกิดเป็นประเด็นให้มีการถกเถียง หลังสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั้น โพสต์ภาพกำแพงวัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานที่สำคัญใน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกทุบทำลายลง พร้อมระบุข้อความว่า   "กรมศิลป์ฯไปไหน เกิดอะไรขึ้นครับกับวิธีการฝังและเดินสายเคเบิล วัดไชยวัฒนาราม พวกออเจ้ารู้หรือไม่ว่า ทำไม ถึงเลือกที่จะทุบ-ทำลายกำแพงวัด ทำไมช่างรับเหมาถึงไม่เลือกที่จะสกัดอิฐออกทีละก้อน หรือทำไมไม่เจาะอุโมงค์ลอดใต้กำแพง   คนคุมงานกรมศิลปากรหายไปไหน ไกด์ตอบลูกค้าไม่ได้ เห็นทีแรกก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่หรือคือวิธีการทำงานของประเทศไทย ทำไมไม่เคารพโบราณสถานบ้าง ทำลายโบราณสถาน ตอบลูกค้าไม่ได้จริงๆ งงใครตอบคำถามนี้ทีครับ"   ต่อมามีผู้เข้ามาคอมเม้นต์ชี้แจงว่า ในภาพที่เห็นคืองานวางระบบไฟส่องสว่างใหม่ ก่อนการดำเนินงานมีการวางแผนแนวสายไฟให้กระทบโบราณสถานให้น้อยที่สุด   ในภาพ จำเป็นต้องวางแนวสายไฟเข้าด้านในโบราณสถาน จึงตัดสินใจรื้อแนวกำแพงที่เพิ่งก่อบูรณะอายุไม่เกิน 30 ปี โดยไม่กระทบหลักฐานเดิม และเสร็จแล้วจะเร่งบูรณะฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด โดยหน้างานมีเจ้าหน้าที่และนักโบราณคดีดูแลตลอด สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้   ป.ล. ส่วนตัว เดี๋ยวนี้ผู้คนในโลกเสมือนจริงโซเชียล ใช้อารมณ์นำก่อนที่จะหาข้อเท็จจริงกันมากมาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bKAkMVqkdAw

 1,905

Top