ค้นหา :

ผลการค้นหา "ลูกศิษย์"

สังคม-อาชญากรรม
22 ก.ค. 61

ผู้ว่าฯ กทม.ยันไล่ออก 'ครูพละ' ข่มขืน-อนาจารลูกศิษย์ สั่งสอบต้องแล้วเสร็จในเดือนนี้

จากกรณีครูพละโรงเรียนย่านคลองเตย ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุข่มขืนนักเรียนหญิงวัย 16 ปี  และก่อนหน้านี้ก็เคยทำอนาจารภายในห้องเรียนลูกเสือ ยุวกาชาด ซึ่งจากการตรวจสอบยังพบว่ามีเด็กนักเรียนชั้นป.5 และ ป.6 ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เคยถูกครูคนนี้อทำนาจารมาแล้วมากกว่า 30 คนนั้น    ล่าสุุด พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงมาใหม่ทั้งหมดกำหนดให้ต้องแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ แม้ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งใดๆออกมา แต่ยืนยันว่าทาง กทม.จะสั่งไล่ออกจากราชการอย่างแน่นอน  เพราะไม่สามารถให้อยู่ต่อได้ โดยรับว่าระบบการตรวจสอบลงโทษของ กทม.กับหน่วยงานอื่นๆไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องทำไปตามขั้นตอน     ขณะนี้ได้ส่งตัวผู้ต้องหาเข้าเรือนจำแล้ว ส่วนเรื่องการดำเนินคดี ได้ขอให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ พื้นที่ที่เกิดเหตุพิจารณาสำนวนคดีให้รอบคอบ ทั้งนี้มองว่าครูในสังกัด กทม.ที่มีกว่า 15,000 คน ส่วนใหญ่เป็นครูที่ดี และทุกคนผ่านการตรวจร่างกายและสุขภาพจิตมาก่อนเเล้ว ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเหตุที่เกิดขึ้น เพราะมีปัญหาสุขภาพจิตภายหลังเข้ามาเป็นครูหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพยายามผลักดันระบบการศึกษาให้ดีที่สุด   ด้าน นายรณสิทธิ์ พฤกษ์ยาชีวะ ผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวนองค์การต่อต้านการค้ามนุษย์ เปิดเผยขณะนี้ยังคงมีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความ เป็นเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งราย และคาดว่ายังคงมีเด็กที่ถูกครูรายนี้กระทำอนาจารอีกหลายหลาย ล่าสุดมีผู้เสียหาย 32 คน ให้ข้อมูลว่าเคยถูกครูกระทำอนาจารตั้งแต่ปี 2557 และยังมีเด็กที่ยังไม่กล้าให้ปากคำและที่เรียนจบไปแล้ว ในขณะเดียวกันคณะกรรมการดำเนินการเอาผิดทางวินัย ชุดที่ 2 ที่ทางสำนักงานเขตคลองเตยแต่งตั้งขึ้น คาดว่าจะเรียกตัวเด็กผู้เสียหายมาให้ปากคำเพิ่มในสัปดาห์หน้า เพื่อดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับผู้ต้องหา   ขณะที่ พันตำรวจเอกสมบัติ แก่นวิจิตร ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายเดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ท่าเรือ แค่เพียงรายเดียวเท่านั้น ส่วนผู้เสียหายรายอื่นๆยังไม่ได้รับการติดต่อหรือประสานเพื่อเข้าแจ้งความ การดำเนินคดีนั้น ทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหากับครูสอนพละ 3 ข้อหา คือ พรากผู้เยาว์ ข่มขืนกระทำชำเรา และกระทำอนาจาร อย่างไรก็ตามหากมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพิ่มเติม ก็จะรวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป                         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/O3LGb31JvDk

 1,809
สังคม-อาชญากรรม
04 มี.ค. 61

ศิษย์ 'หลวงพ่อเปิ่น' แห่ไหว้ครูสักยันต์เสือเผ่น 'ของขึ้น' ท้าแดดร้อน

เมื่อวานนี้ (3 มี.ค.) ที่วัดบางพระ จ.นครปฐม พระครูอนุกูล พิศาลกิจ หรือหลวงพ่อสำอางค์ เจ้าอาวาสวัดบางพระ ศิษย์เอก หลวงพ่อเปิ่น อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพระ เกจิขมังเวทย์ ต้นตำรับสักเสือเผ่นที่ขึ้นชื่อ ได้จัดพิธีไหว้ครูประจำปี 2561 ท่ามกลางศิษยานุศิษย์นับหมื่นคน โดยระหว่างที่ประกอบพิธีบรรดาศิษย์ที่สักยันต์ต่างเริ่มแสดงอาการ ส่งเสียงออกมาเป็นทั้งเสือและลิง บางรายถึงกับร่ายรำ เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ                         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/xsJP1xm44iI

 15,317
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.พ. 61

แนะปัญหาละเมิดทางเพศครู-ศิษย์ ต้องไม่ทำให้เด็กปิดปาก-สื่อต้องเสนอรอบด้าน-กระบวนการยุติธรรมต้องระวัง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 10” ในหัวข้อ “ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมาภิบาลกับเรื่องเพศในโรงเรียนไทย” โดยเป็นเวทีอภิปรายทางวิชาการถึงประเด็นความสัมพันธ์อันเป็นปัญหาระหว่างครูกับศิษย์ในโรงเรียน ที่ปรากฎเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง     ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำการศึกษาเรื่องความรุนแรงและสิทธิเด็กในโรงเรียน ระบุว่า โรงเรียนคือสังคมจำลอง ดังนั้นภาพของความสัมพันธ์ระหว่างครู ศิษย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น บางครั้งพื้นที่ข่าวก็เงียบหายไปเพราะมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจกว่า หรือการสอบสวนที่เป็นแบบข้าราชการสอบกันเอง   เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในโรงเรียนมีหลายระดับ เช่น นักเรียนชายแซวครูผู้หญิง หรือนักเรียนกลุ่ม LGBT ที่ถูกกระทำจากนักเรียนกลุ่มอื่น หรือการนัดพบกันในมุมลับ หรือบนพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ออนไลน์ระหว่างผู้ที่มีความสัมพันธ์กัน มีงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่าเด็กนักเรียนชายหนึ่งในหก และเด็กหญิงหนึ่งในสี่ล้วนผ่านการล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน โดยเฉพาะเด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มที่จะเงียบเสียงมากกว่าด้วยความคาดหวังของสังคมที่คาดหวังว่าผู้ชายจะไม่เสียหาย   ขณะที่พื้นที่สื่อก็นำเสนอภาพของแม่ของเด็กผู้เสียหายชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงโทษจากสังคมซ้ำ คือการซุบซิบนินทา ทำให้ผู้เสียหายเริ่มเงียบเสียง และอาจเกิดการช่วยเหลือกันระหว่างผู้อำนวยการและครู ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและเงียบหายไป เพื่อรอเหตุปะทุซ้ำอีกครั้ง นำไปสู่การตั้งคำถามว่าโรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่   ดังนั้น เรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับการสอบสวนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนค่านิยมให้ผู้ใหญ่และเด็กเป็นเพื่อนที่เคารพกัน และการทำให้เสียงของเด็ก ซึ่งเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในโรงเรียนได้รับการรับฟัง และทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่รับฟังเด็กมากขึ้น เพื่อทำให้เสียงของเด็กไม่เงียบ และจะเตรียมพร้อมอย่างไรให้เด็กรู้จักสิทธิเหนือร่างกายของตนเอง การอยู่ร่วมกับเพื่อนและผู้ใหญ่ รวมถึงทักษะชีวิตด้านการต่อรองและส่งเสียงเมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้จะต้องตั้งคำถามว่า จะป้องกันเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เช่น เด็กกลุ่มเสี่ยง เปราะบาง เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จะมีกลไกให้เขารับมืออย่างไร หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะดูแลเด็กอย่างไร ส่วนครูเองต้องมองบทบาทตัวเองให้ไกลกว่าวิชาที่ตัวเองสอน เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิด หรือแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ครูต้องรู้ว่าจะปกป้องเด็กอย่างไร หรือรู้ว่าจะทำงานอย่างไรกับนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนมีหน้าที่ถักทอตาข่ายทางสังคมให้เกิดการแก้ปัญหา เช่น การหากลุ่มเพื่อนที่รับฟัง การมีครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญ และการมีเครือข่ายผู้ปกครองที่จะช่วยกันดูแลปัญหาเหล่านี้ สุดท้าย ครูต้องคิดว่าตนเองเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ต้องทำให้คนเห็นสิทธิของตน วิธีการเจรจาต่อรองและปฏิเสธ   ขณะเดียวกันก็ต้องมีการส่งเสริมสุขภาวะทางเพศในโรงเรียน ต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางเพศ เช่น ให้ชายเคารพหญิง ให้หญิงรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ ไม่ทำให้เด็กกลายเป็นวัตถุทางเพศ และเรื่องนี้ก็จะขยายไปถึงการทำสื่อ ซึ่งภาพที่นำเสนอผ่านสื่อ ผ่านละคร ผ่านโฆษณา สังคมก็จะต้องมีการตอบสนองเมื่อมีประเด็นเปราะบางด้วย   นางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าว ระบุถึงการนำเสนอข่าวของสื่อว่า โจทย์ใหญ่ของสื่อคือการเจอกับสถานการณ์รายวันที่มีเรื่องมากมาย จะรับมืออย่างไรกับเรื่องที่ต้องเจาะลึก อธิบายให้รอบด้าน รวมถึงการอธิบายให้ไม่ลำเอียง ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในโรงเรียนเหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากการหลุดออกมาของแชตไลน์ แม้ว่าในการนำเสนอข่าวจะมีการเบลอหน้าผู้เสียหาย แต่ก็ต้องระวังเพราะพัฒนาการของเรื่องไปไกลมาก จนนำไปสู่การเจาะถึงพฤติกรรมของเด็กหญิง และอาจจะละเลยเรื่องอำนาจไป เพราะผู้อำนวยการเป็นผู้ชาย เป็นผู้บริหารโรงเรียน คุณวุฒิ ฐานะต่างๆ ย่อมมีอำนาจเหนือเด็กหญิง ซึ่งเป็นแค่เด็กสาวที่มีความน่ารักความเอ็นดู เด็กแทบไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อมีผู้ใหญ่เข้ามาทำความสนิทสนม ดังนั้นการนำเสนอของสื่อต้องระวังความละเอียดอ่อน จะนำเสนออย่างไรเพื่อไม่ให้ผลิตซ้ำทัศนคติเดิมๆ ว่าเด็กผู้หญิงอาจจะให้ท่ากับฝ่ายชาย ต้องคำนึงว่าผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือเด็กในทุกกรณี   นางสาวณัฏฐายังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีสถานบริการวิกตอเรีย ซีเคร็ท ซึ่งสื่อมักนำเสนอเน้นไปที่ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อ ซึ่งการนำเสนอที่ขาดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็เหมือนสื่อผลิตซ้ำ ข่มขืนซ้ำ กระทำความรุนแรงต่อผู้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ หากสื่อมีเวลาทำงานมากขึ้น ก็อาจทำให้เห็นความจริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ ดังนั้นต้องกลับมาที่ผู้ผลิตสื่อ ที่พอจะเป็นไปได้คือการปรับทัศนคติของสื่อทุกคนทุกหน้าที่ในกระบวนการผลิต ถ้ากองบรรณาธิการเห็นความสำคัญของการผลิตข่าวที่ไม่ผลิตซ้ำ ไม่ลำเอียง ไม่พวกมากลากไป หรือไม่ยึดเรตติ้งเป็นหลัก ก็อาจทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามว่าเราจะทำแบบเดิมจริงหรือ แล้วเราจะปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอได้อย่างไร เราจะมีส่วนเปิดองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปสู่การเคารพบุคคลในข่าว การเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร   ด้าน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ระบุถึงแง่มุมทางกฎหมายว่า เรื่องนี้เป็นตัณหาของมนุษย์ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสังคม เป็นปัญหาทางกฎหมายและปัญหาที่นำกฎหมายไปใช้บังคับไม่ได้ โดยฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศในโรงเรียนก็เช่น ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดฐานกระทำชำเรา การกระทำอนาจาร การพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจาร กฎหมายมีความรุนแรงแต่ละระดับต่างกันไป ซึ่งเมื่อทำกับเด็กอายุไม่เกิน 13 หรือ 15 ปี โทษก็จะหนักขึ้น นอกจากนี้กฎหมายไทยยังคุ้มครองการกระทำชำเราต่อผู้สืบสันดาน ผู้อยู่ในอนุบาล และศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ซึ่งต้องรับโทษเพิ่ม 1 ใน 3 และเป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความได้   อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายมีพร้อม แต่การดำเนินคดีกลับยากมาก เพราะผู้เสียหายอาย หรือกังวลกับการมองของสังคม การปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ ความยากตรงนี้ไม่ใช่แค่กรณีที่เด็กเป็นผู้เสียหาย แต่รวมถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย นอกจากนี้การพิสูจน์ความผิดก็ยาก เพราะเรื่องเกิดในที่รโหฐาน หาพยานหลักฐานยาก กระบวนการที่เกิดขึ้นก็ยาก เช่น การหาทนายต่างๆ นอกจากนี้ยังพบกับศาลที่น่ากลัวที่สุดคือศาลสังคมออนไลน์ เพราะเมื่อนำเสนอไป เขาก็ถูกเปิดเผยตัวเองและถูกข่มขืนซ้ำโดยสังคม สื่ออาจจะต้องช่วยกันปรับทัศนคติทางสังคม รวมถึงภาพของละครที่นำเสนอการข่มขืนก็มีผลต่อความเชื่อของสังคมด้วย   ผศ.ดร.ปารีณายังระบุว่า อีกประการหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดกันคือการปกป้องผู้เสียหายระหว่างการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเห็นใจ ทำอย่างไรเราถึงมีแนวปฏิบัติชัดเจน เช่น เจ้าหน้าที่จะสอบสวนอย่างไร หรือโรงพยาบาลจะตรวจอย่างไรไม่ให้ต้องสอบสวนหรือตรวจซ้ำๆ จนกลายเป็นการทำให้รู้สึกเหมือนถูกข่มขืนซ้ำ แม้ตามกระบวนการทางกฎหมายจะดีเพราะระบุให้มีการสอบสวนโดยสหวิชาชีพ แต่บุคลากรที่พร้อมมีมากเพียงใด มีระยะเวลาให้เขาได้ลงไปทำงานตั้งแต่คดีเริ่มต้นมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้การทำให้เกิดดุลยภาพในการรายงานข่าวของสื่อกับความคุ้มครองเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงไม่มีมาตรการลงโทษสื่อที่ละเมิดแนวปฏิบัติด้วย   นอกจากนี้ยังต้องตั้งคำถามไปถึงการฟื้นฟูเยียวยาว่าจะเป็นอย่างไร เหยื่อจะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างไร หากเขาอายและไม่กล้ากลับมาจะส่งต่อไปยังสถานศึกษาแห่งอื่นได้หรือไม่ ซึ่งในต่างประเทศ ยังมีระบบขึ้นทะเบียนผู้กระทำความผิดทางเพศทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในโรงเรียนได้ ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาได้อีกทางหนึ่งด้วย   ปิดท้ายที่นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้จัดการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ที่ระบุว่า เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็จะพบว่าปัญหาเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วก็เงียบไป สะท้อนว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยแน่นอน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ที่อาจทำให้เรางง หรือไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะมีสัมพันธ์ทางเพศได้, การขาดนโยบายชัดเจนจากกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการปัญหา ขาดแนวปฏิบัติเรื่องการร้องเรียนที่ชัดเจน ซึ่งหากมีเรื่องก็ต้องไปหาสื่อ หรือมูลนิธิที่จะมีสัมพันธ์กับสื่อ ตลอดจนการขาดความรู้ ความเข้าใจของทั้งนักเรียนและครูในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ   ทั้งนี้ ตนมองว่าการทำโรงเรียนให้ปลอดภัย ไม่มีความรุนแรง จะต้องทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องในระบบโรงเรียนให้ได้ จะต้องให้โรงเรียนมีความฉลาดรู้ทางเพศ ซึ่งไม่ใช่แค่ป้องกันปัญหา แต่ทำให้เด็กมีชีวิตทางเพศที่มีความสุขด้วย โดยต้องมีการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่จะเอื้อต่อการไม่ล้อกันในโรงเรียน และเป็นโรงเรียนที่คุ้มครองดูแลในเรื่องเพศ ตัวอย่างเช่น มีการตั้งกล่องรับความเห็นและคำถามที่อยากรู้ให้เด็กมาฝากความเห็นหรือคำถามเอาไว้ นอกจากนี้ ควรจะมีครูที่จะรับฟังเด็ก ไม่ตัดสิน เป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนกับเด็กได้ และโรงเรียนต้องดึงเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชนเข้ามาช่วยด้วย ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน   นางสาวจิตติมายังระบุว่า สังคมต้องไม่ยอมรับต่อความรุนแรงทางเพศ และกระทรวงศึกษาธิการต้องมีความกล้าหาญทางนโยบายที่จะปล่อยมือจากการสั่งการ แล้วให้อำนาจกับโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการได้เองโดยมีกระทรวงเป็นผู้สนับสนุน รวมถึงต้องมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้สุขภาวะทางเพศในโรงเรียน ได้แก่ การสร้างความเท่าทัน เท่าทันตัวเอง เท่าทันสังคมว่าแม้ตนจะมีสิทธิแต่งกายอย่างไรก็ได้ แต่เราอยู่ในสังคมที่ไม่เคารพเนื้อตัวกัน จะทำอย่างไร และเท่าทันความสัมพันธ์ว่าอะไรคือการเอาเปรียบ และมีทักษะในการขอความช่วยเหลือสำหรับเด็ก ทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้เป็นจริง   นางสาวจิตติมาสรุปว่า ปราการที่สำคัญที่สุดที่ขัดขวางการแก้ปัญหาคือทัศนคติที่ตัดสินผู้ที่ประสบปัญหา เพราะจะทำให้เด็กเลือกที่จะปิดปากเงียบ ซึ่งพ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก พ่อแม่จะอยู่กับลูกเสมอ   (ภาพจาก Facebook : Chulalongkorn University)     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bIDNouqwGe4    

 3,897
สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 60

'อ.จอย' โพสต์แจ้งลูกศิษย์ย้ายออกจากวัดงิ้วราย หลังโดนร้องเรียนทำพิธีขอขมากรรม

จากกรณีมีกลุ่มชาวบ้านกว่า 50 คน รวมตัวเพื่อขับไล่ พระมหาปทุม คุณากโร หรือพระมหาแดง พระลูกวัดงิ้วราย จ.นครปฐม เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อ้างสามารถขอขมากรรม ตัดกรรมได้ โดยนั่งแล้วเห็นกรรมของแต่ละคน บางคนต้องไปแก้กรรมที่ต่างประเทศ โดยต้องพาพระมหาปทุมและคณะไป   ผู้หญิงที่อ้างชื่อ อาจารย์จอย ตาทิพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกศิษย์ คอยดูดวง หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่หลอกให้คนหลงเชื่อ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวัด และนำคนจำนวนมากเข้ามากิน-นอนอยู่ที่วัด ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ศาลาการเปรียญประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้   ล่าสุดเฟซบุ๊กอาจารย์จอย ศิษย์หลวงปู่ใหญ่ ได้โพสต์ข้อความแจ้งให้กลุ่มลูกศิษย์ทราบว่า ให้ออกจากพื้นที่วัดทั้งหมด และมาถือศีล 5 ได้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ห้ามมีการค้างคืนที่วัดเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสำนักเป็นสาขาใน จ.สุรินทร์ อีกด้วย ซึ่งยังไม่ได้สั่งปิด จึงอาจจะมีลูกศิษย์เดินทางไปทำพิธีที่นั่นแทน    ด้านตัวแทนของผู้ที่เคยเข้าร่วม กล่าวว่าเป็นการร่วมพิธีกรรม ซึ่งจะมีหลวงปู่เป็นประธานทำพิธร มีอาจารย์จอยแจ้งชื่อเจ้ากรรมนายเวรของแต่ละคน เพื่อให้ไปแก้กรรม นำเงินใส่ซองตามศรัทธาเป็นปัจจัยให้หลวงปู่ ที่ผ่านมาก็เคยมีการแจ้งชื่อเจ้ากรรมนายเวรที่ต่างประเทศ ซึ่งลูกศิษย์จะต้องออกค่าตั๋วให้หลวงปู่ อาจารย์จอย และผู้ติดตามประมาณ 2 คน ทั้งนี้เชื่อว่าที่มีการร้องเรียนขับไล่ อาจเกิดจากความขัดแย้งส่วนบุคคลของแม่ค้าในวัดและกลุ่มบุคคล    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vzTbnCPa-H8    

 4,723
ข่าวภูมิภาค
19 ต.ค. 60

กลุ่มลูกศิษย์แจ้งความคนแฉเจ้าอาวาสวัดสวนดอกสวมบัตรคนตาย ฐานหมิ่นออกสื่อ

เชียงใหม่-ตัวแทนภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทนายความ ยื่นหลักฐานต่อกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 5 ให้ช่วยตรวจสอบฐาน หลังรายการดีเบต ทางช่อง 3 นำผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณีพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก สวมบัตรประชาชนคนตายออกสื่อ แล้วมีพาดพิงให้คณะสงฆ์เชียงใหม่เสื่อมเสีย ชี้เป็นการหมิ่นประมาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qhQKmIDBJpY  

 21,829
ข่าวภูมิภาค
18 ต.ค. 60

ผญบ.ยันพ่อเจ้าอาวาสวัดสวนดอกเป็นคนไทย ด้านกลุ่มศิษย์เตรียมแจ้งความหมิ่น คนกล่าวหาสวมบัตรผี

เชียงใหม่-กรณีพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง ต.สุเทพ ในฐานะเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยสวมบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของ ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ บ้านหนองดินดำ ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2538   และมีการเปิดเผยว่าพระราชมนุี ไม่ได้มีสัญชาติไทย คือ บิดามารดา มีสัญชาติเมียนมา อาศัยอยู่แนวชายแดนติดกับ อ.แม่อาย   ล่าสุดกลุ่มศิษยานุศิษย์ เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และกลุ่มองค์กรที่เรียกตัวเองว่าชาวพุทธเชียงใหม่ เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ที่ร้องเรียนให้ตรวจสอบพระราชรัชมุนี โดยกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย ข้อหาหมิ่นประมาท รวมทั้งอาจจะฟ้องสื่อที่มีการนำเสนอข่าวกรณีดังกล่าวด้วย   ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านร่มไทย หมู่ 14 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย นำสำรวจหมู่บ้าน ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของพระราชรัชมุนี พบว่าส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่กว่า 90 % ที่อพยพจากเมืองยอน ประเทศเมียนมามาตั้งรกรากที่หมู่บ้านดังกล่าว เมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา   ทั้งนี้เปิดเผยว่าบิดามารดาของพระราชรัชมุนี เป็นชาวไทใหญ่ ที่อพยพมาจากเมืองยอน มาตั้งรกรากนานแล้ว ก่อนขึ้นทะเบียนเป็นผู้พลัดถิ่น จนกระทั่งบิดามารดาเสียชีวิต แต่เหลือน้องชายและพี่สาว ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนบ้านของพระราชรัชมุนี ได้รื้อถอน หลังบิดามารดา เสียชีวิตไปนานแล้วหลังพระราชรัชมุนี ได้ย้ายทะเบียนบ้านจาก อ.แม่อาย ไปยังวัดสวนดอก ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่   ส่วนตัวผู้ใหย่บ้านรู้สึกเสียใจกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากพระราชรัชมุนี เป็นพระดี มีผลงานทางวิชาการในวงการพระพุทธศาสนา ได้ทำและสร้างคุณประโยชน์แก่บ้านเกิด ที่หมู่บ้านอย่างมาก เพราะท่านเกิดบนผืนแผ่นดินไทย ที่ อ.แม่อาย เพียงแต่บิดามารดา เป็นชาวไทใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่เมียนมาอย่างที่เข้าใจกัน ขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้เรียกให้ไปสอบปากคำ หรือให้ข้อมูลอย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Va24jUqFpVU  

 7,613
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 ต.ค. 60

หลวงพ่อพ่นไฟกลางงานแห่กฐิน ปัดอวดอุตริ ยันลูกศิษย์ให้ช่วยปัดเป่า ล่าสุดเจ้าคณะจังหวัดตักเตือนแล้ว

สุรินทร์-จากกรณีที่ในโลกโซเชียลมีการกระหน่ำแชร์ภาพพระสงฆ์ ที่วัดแห่งหนึ่ง ที่อำเภอสังขะ พ่นลูกไฟเป็นที่ตื่นเต้น และมีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ   จากการตรวจสอบพบว่าพระรูปดังกล่าวคือ พระปลัดรัตนชัย อสิงสโก อายุ 44 ปี เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม ได้เล่าเหตุการณ์ ตามภาพที่มีการพ่นลูกไฟเผยแพร่ในโลกโซเชียล ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพในการแห่กฐินของวัด เป็นกฐินสามัคคี ซึ่งซึ่งศิษยานุศิษย์ ที่เป็นเจ้าภาพงาน ต้องการให้หลวงพ่อเป่าไฟ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ในงานทอดกฐินสามัคคี เพื่อเคลื่อนขบวนแห่เป็นสิริมงคล   หลังจากนั้นพระปลัดรัตนชัย อสิงสโก ทำการสาธิตการพ่นลูกไฟให้ผู้สื่อข่าวดู โดยการให้ลูกศิษย์นอนคว่ำหน้า จากนั้นใช้ผ้าขาวคลุมร่างไว้ ก่อนจะจุดเทียนที่รวมกันเป็นแท่ง พร้อม ร่ายมนต์คาถาหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน รอให้น้ำตาเทียนหยดลงขัน เมื่อได้น้ำตาเทียนที่ไหลหยดลงในขันในปริมาณที่ต้องการ จึงยกขันน้ำตาเทียนร้อนๆเข้าปากเพื่ออมน้ำตาเทียนไว้ โดยที่หลวงพ่อไม่มีทีท่าว่าจะร้อนหรือลวกปากแต่อย่างใด ก่อนจะพ่นน้ำตาเทียนผ่านเปลวไฟของเทียน จนไฟลุกพรึบผ่านคนที่นอนคุลมผ้าอยู่ แสงไฟเจิดจ้า ชั่วขณะ แล้วดับลง โดยผู้ที่เข้ามาให้หลวงพ่อเป่าไฟให้นั้น ต่างเชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายและโรคภัยไข้เจ็บออกจากตัวไป   ยันไม่ใช่การอวดอุตริมนุษยธรรม เพราะมนุษย์ของเราก็ประกอบไปด้วย 4 ธาตุ คือธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ พระสงฆ์หลายท่านก็มีการรดน้ำมนต์ คือการให้น้ำ ส่วนการคลุมผ้าเป่าไฟ ก็เป็นการให้ธาตุไฟแก่โยม เป็นความเชื่อ ไม่เป็นอันตราย หลังเป่าไปอาจจะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี เป็นการให้กำลังใจญาติโยม ก็หายป่วยหลายคน ญาติโยมจึงพากันมาให้หลวงพ่อเป่าให้อย่างต่อเนื่องมา 8-9 ปีแล้ว   ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เจ้าคณะ จ.สุรินทร์ ล่าสุดทำการตักเตือนแล้ว พร้อมเผยหนังสือคำสั่งจากเจ้าคณะใหญ่ตะวันออก ที่มีคำสั่งก่อนหน้านี้แล้ว ที่ให้ส่งถึงทุกวัดตรวจสอบพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตัวไม่เรียบร้อยและไม่เหมาะสม รวมทั้งงดติดตั้งป้ายจัดสร้างวัตถุมงคลในวัด ในห้วงเดือนถวายพระเพลิงพระบรมศพ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eBNx6Kma0kM  

 6,897
บันเทิง
06 ต.ค. 60

3 บรมครูแห่งวงการนาฏศิลป์ไทย พร้อมคณะลูกศิษย์ ร่วมถ่ายทอดเพลง 'พระผู้เสด็จสรรคาลัย'

ศิลปินบรมครูทั้ง 3 แห่งวงการนาฏศิลป์ไทย ได้แก่ ครูมืด-ประสาท ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญศิลปวัฒนธรรมไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยครูเถิ่ง-เกษม ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฎศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม และ ครูรัญ-จรัญ พลูลาภ นักวิชาการละครและดนตรี สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม   ให้เกียรติเยือนครอบครัวบันเทิง พร้อมคณะลูกศิษย์ อาทิ ครูกบ ราชศักดิ์ เรืองใจ (ขลุ่ย), นพพร เพริศแพร้ว (ร้องนำ), ศรัณยู สุวรรณสุนทร (แซกโซโฟน) และคณะดนตรี นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อบทเพลง พระผู้เสด็จสรรคาลัย จากการประพันธ์บทกลอนกาพย์ยานี 11 เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0BL7cvODXCo  

 2,904
ธ ทรงอยู่ในใจไทย
06 ต.ค. 60

3 บรมครูแห่งวงการนาฏศิลป์ไทย พร้อมคณะลูกศิษย์ ร่วมถ่ายทอดเพลง 'พระผู้เสด็จสรรคาลัย'

ศิลปินบรมครูทั้ง 3 แห่งวงการนาฏศิลป์ไทย ได้แก่ ครูมืด-ประสาท ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญศิลปวัฒนธรรมไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยครูเถิ่ง-เกษม ทองอร่าม ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฎศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม และ ครูรัญ-จรัญ พลูลาภ นักวิชาการละครและดนตรี สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม   ให้เกียรติเยือนครอบครัวบันเทิง พร้อมคณะลูกศิษย์ อาทิ ครูกบ ราชศักดิ์ เรืองใจ (ขลุ่ย), นพพร เพริศแพร้ว (ร้องนำ), ศรัณยู สุวรรณสุนทร (แซกโซโฟน) และคณะดนตรี นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อบทเพลง พระผู้เสด็จสรรคาลัย จากการประพันธ์บทกลอนกาพย์ยานี 11 เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0BL7cvODXCo  

 2,904
สังคม-อาชญากรรม
04 ต.ค. 60

'เจ้าคุณธงชัย' ขอปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม ปัดขนวัตถุมงคลไปชายแดน เปรยอยากวางมือการเป็นเกจิดัง

จากกระแสข่าวลือว่าพระพรหมมังคลาจารย์ หรือ เจ้าคุณธงชัย เจ้าของผ้ายันต์เลสเตอร์ชื่อดัง ได้มีการนำวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลังต่างๆที่ผ่านการปลุกเสกจากในกุฏิ ขึ้นรถบรรทุกนำออกมาจากวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ โดยมีรถขนของ 2 คัน ซึ่งเป็นรถบรรทุก 6 ล้อ หลังมีการประกาศห้ามขายวัตถุมงคลในพระอุโบสถและเขตวัด อีกทั้งไม่มีคนพบตัวเจ้าคุณธงชัยหลายวัน   โดยน้องชายของเจ้าคุณธงชัย ซึ่งเป็นผู้ดูแลห้องวัตถุมงคล ระบุว่าเจ้าคุณธงชัยเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ต่างจังหวัด เพื่อปลีกวิเวก ยันไม่ได้หนีไปชานแดน เนื่องจากไม่ได้กระทำผิด และไม่ได้ขนวัตถุมงคลหลบหนีไปไหน ต้องปฏิเสธรับกิจนิมนต์ เพื่อไปปฏิบัติธรรม   พร้อมมีความตั้งใจวางมือการเป็นเกจิ เจ้าพิธีศักดิ์ศิทธิ์ เพราะเบื่อหน่าย เนื่องจากมีลูกศิษย์มาเฝ้าเยอะและให้ทำพิธี ที่ผ่านมาต้องเลิกใช้โทรศัพท์ส่วนตัว เผยจากนี้อยากทำงานด้านการศึกษา   ส่วนวัตถุมงคลที่เป็นข่าวว่าถูกขนย้ายนั้นเป็นของวัด ไม่ใช่ของเจ้าคุณธงชัย ซึ่งทางวัดได้ย้ายจากวิหารเก่า ไปเก็บที่ศูนย์ศึกษาวัดไตรมิตรที่ อ.ปากช่อง จ.โคราช   ด้าน อ.วันชัย สอนศิริ ลูกศิษย์คนสนิท ระบุว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ส่วนตัวของท่านเจ้าคุณธงชัยไม่ได้อยากเด่น อยากดัง ยันไปปฏิบัติธรรมก่อนมีคำสั่งของคณะสงฆ์ และมีความประสงค์ที่จะวางมือเพื่อปลีกวิเวกทางธรรม     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yGILmSZUK9k  

 10,760
ข่าวภูมิภาค
22 ส.ค. 60

ครูเพลงล้านนาหื่นข่มขืนลูกศิษย์ เจอประวัติเพิ่งพ้นโทษก่อนก่อเหตุซ้ำ

เชียงใหม่-รวบพ่อครูสอนดนตรีฟ้อนล้านนาพื้นเมืองวัย 66 ปี ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราลูกศิษย์ ก่อนหลบหนีไปขอเป็นครูโรงเรียนแห่งใหม่ โชคดีครูเจ้าของพื้นที่พบประกาศทางโซเชียลจนนำจับได้ เผยก่อเหตุมานับไม่ถ้วน คุ้ยประวัติเคยก่อคดีข่มขืนเด็กที่เมืองลำพูน 1 คดี พรากผู้เยาว์ 1 คดี และอนาจาร 7 คดี เคยติดคุกมาแล้ว เพิ่งพ้นโทษมาหวนก่อเหตุซ้ำ โดยมีพฤติกรรมขอเป็นครูสอนดนตรีการแสดงล้านนา ในโรงเรียนพื้นที่อำเภอรอบนอกเขตภาคเหนือ ก่อนโดยรวบคอตกชดใช้กรรม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2tkvzHjgG-w  

 13,985
ข่าวภูมิภาค
21 ส.ค. 60

ลูกศิษย์เศร้า ผอ.ขับรถกลับจากงานเกษียณตัวเอง เสียหลักตกถนนเสียชีวิต

พิษณุโลก-นายปรีชา ชุติปัญญาภรณ์ อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ประสบอุบัติเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักตกลงข้างทาง บริเวณถนนบางระกำ-ปลักแรด บ้านไร่ในดง ม.1 ต.บางระกำ อ.บางระกำ   จากการสอบถามทราบว่า นายปรีชา ผู้ตาย ได้ไปร่วมงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของตนเองที่ลูกศิษย์ได้จัดเพื่ออำลาชีวิตราชการของผู้ตาย หลังจากงานเลี้ยงเลิก นายปรีชา ได้ขอตัวขับรถเพื่อจะเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางอาจจะเกิดอาการหลับใน ทำให้ไม่สามรถควบคุมรถได้ จึงเสียหลักตกลงไปในทุ่งนาข้างทางเป็นเหตุให้ นายปรีชาเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ เมื่อลูกศิษย์ทราบข่าวได้เดินทางมาที่เกิดเหตุซึ่งต่างอยู่ในอาการตกใจไม่นึกว่าอาจารย์ของตนจะมาเสียชีวิต ในขณะกลับจากงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของตนเอง   จากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าผู้ตายอาจจะขับรถมาด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนที่มืดไม่มีไฟส่องสว่างรายทาง หรืออาจจะหลับใน ทำให้รถได้เสียหลักตกลงไปในทุ่งนาข้างทาง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CwmZGdxTyFc    

 1,353
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.ค. 60

ลูกศิษย์ป้องเจ้าลัทธิว่างฝือหลอกเหยื่อข่มขืน อ้างเป็นฝีมือซาตาน

ความคืบหน้ากรณี 2 เยาวชนแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายเล่าย่าง หรือ ว่างฝือ แซ่จาง อายุ 56 ปี ชาวเขาเผ่าม้งที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อ้างตัวเป็นเจ้าลัทธิว่างฝือ ในข้อหาพรากผู้เยาว์ โดยที่อาศัยความเชื่อทางศาสนา ก่อเหตุล่อลวงเหยื่อเพื่อกระทำอนาจาร และข่มขืนเหยื่อขณะเข้าพิธีชำระบาปคนเดียวในป่ามืด ปลอมตัวเป็นปีศาจร้าย พร้อมข่มขู่หากนำเรื่องไปบอกคนอื่นจะตกนรก   ล่าสุดกลุ่มคนที่อยู่ในลัทธิดังกล่าวซึ่งให้การสนับสนุนนายว่างฝือได้ออกมาชี้แจง โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของซาตาน ไม่ใช่นายว่างฝือแต่อย่างใด ซึ่งจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งถูกจับหน้าอก , ถูกเปลื้องผ้า ฯลฯ           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/gxMR71Xq8MI

 6,370
สังคม-อาชญากรรม
22 มิ.ย. 60

'ครูอ้อย' อัดคลิปแจงปมลูกศิษย์แฉชวนซื้อหุ้น ทำเสียหายหลายสิบล้าน

ครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือครูอ้อย เข็มทิศชีวิต อัดคลิปชี้แจงหลังมีอดีตลูกศิษย์ออกมาแฉว่าได้รับความเสียหายจากการชักชวนของ ครูอ้อย ในการให้ร่วมลงทุนด้วยการซื้อหุ้น ทำให้ขาดทุนกว่า 13 ล้านบาท   โดยครูอ้อยได้ชี้แจงว่าถูกใส่ความว่าปั่นหุ้น ทั้งที่ตนมีหุ้นเพียง 1% ตนมีโอกาสขายหุ้นแต่ก็ไม่ขาย ทำให้เงินกว่า 300 ล้านหายไปกับตา   ขณะที่ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในข่าว ยังคงสรุปไม่ได้ว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่ โดย ก.ล.ต.จะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริง หากอยู่ในส่วนที่ก.ล.ต.ดูแล ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งผู้ที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สามารถแจ้งมาที่ก.ล.ต.ได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MKYBgwClP2Q  

 13,842
สังคม-อาชญากรรม
26 เม.ย. 60

ผู้เสียหายทยอยแจ้งความ 'รศ.ดร.สวัสดิ์' โกงลงทุนสหกรณ์ กองปราบเชื่อยังหลบหนีในไทย

ความคืบหน้ากรณี รศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตอาจารย์จุฬาฯ และอดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ถูกออกหมายจับฐานฉ้อโกง จากพฤติกรรมหลอกให้ลงทุนโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลทำให้เหยื่อสูญเงินกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณและเหล่าลูกศิษย์ที่เชื่อถือในตัวอาจารย์ ซึ่งบางคนต้องไปกู้เงินหลายล้านบาทมาลงทุน ก่อนจะติดต่อไม่ได้ และสูญเงินจำนวนมาก   ซึ่งล่าสุดยังคงมีผู้เสียหายหลายรายทยอยเข้าแจ้งความ ทั้งนี้ทางกองปราบยังเชื่อว่า รศ.ดร.สวัสดิ์ ยังอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบสวน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/a7PVaMkxf0o

 11,345

Top