ค้นหา :

ผลการค้นหา "ขอนแก่น"

สังคม
24 ม.ค. 63

สุดยอด! อบต.บ้านขามขน var มาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลชุมชน

อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น อบต.บ้านขาม จัดการแข่งขันกีฬาของชุมชน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของอบต. ไปแข่งขันระดับอำเภอ     ในงานก็มีกีฬาสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เปตอง เซปักตะกร้อ วอลเลย์บอล ฟุตซอล และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟุตบอล สู้กันเต็มที่ เพราะทุกคนอยากที่จะเป็นตัวแทนของอบต. การแข่งขันดุเดือดเข้มข้นมาก      และเพื่อไม่ให้การตัดสินผิดพลาด การแข่งขันคราวนี้จึงมี VAR ด้วย ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลของอบต. แห่งแรก และแห่งเดียวของเมืองไทย ที่ใช้ VAR เช่นเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลฟีฟ่า หรือของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ VAR ก็คือ  Video assistant referee ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหากรรมการจะมาดูวิดีโออีกครั้ง เป็นภาพช้า ช่วยให้การตัดสินไม่ผิดพลาด     กลับมาที่การแข่งขันของอบต.บ้านขาม กรรมการวิ่งมาดู VAR เพื่อดูภาพช้าของเหตุการณ์เมื่อกี้ระหว่างแข่งขัน แต่เมื่อกรรมการมุดเข้าไปดู เหมือนจะไม่ใช่การดู VAR แค่เป็นการดูดน้ำแทน เพราะภายในกล่องนั้น ไม่มีวิดีโออะไรให้ดูทั้งสิ้น นอกจากชาเขียว 1 แก้วที่วางอยู่ ที่เขียนว่า VAR ทำขึ้นเพื่อความตลกเฉยๆ ไม่มีจริงๆ เน้นความฮาอย่างเดียว     รับชมทางยูทูปได้ที่ : youtu.be/Ygf7-x5g6T0  

 4,365
พระราชสำนัก
22 ม.ค. 63

องคมนตรีตรวจเยี่ยมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดหนองคาย

องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์  จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดหนองคาย   พลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของ รร.ราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น โดยมีนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นพร้อมด้วยผู้อำนวยการ รร.ราชประชานุเคราะห์ 50 จ.ขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารโรงเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนร่วมให้การต้อนรับและเข้าประชุมรายงานผลการดำเนินงาน การพัฒนาการเรียนการสอน รวมทั้งเสนอปัญหาและความต้องการของโรงเรียน    ทั้งนี้ องคมนตรี ได้ให้ข้อแนะนำพร้อมทั้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อการพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอนให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ภายหลังจากรับฟังบรรยายสรุปแล้ว ได้เดินทางโดยรถรางมายังหอประชุมโรงเรียน พบปะนักเรียนพร้อมให้โอวาทแก่นักเรียน มอบกระเป๋าเป้ และอุปกรณ์การเรียนพระราชทานสิ่งของพระราชทานแก่ตัวแทนนักเรียน และนั่งรถรางชมฐานอาชีพต่าง ๆ ภายในโรงเรียน สำหรับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น เป็นโรงเรียนจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสในเขตพื้นที่บริการจังหวัดขอนแก่นอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง แบบประจำ ตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.6 มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 768 คน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา รวม 81 คน มีหอพักจำนวน 12 หอพัก   จากนั้น นำคณะไปตรวจเยี่ยมครู และนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14 ต.หนองสองห้อง อ.เมือง จ.หนองคาย โดยได้เยี่ยมชมผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคของการจัดการเรียนการสอนภายในโรงเรียน เยี่ยมชมทักษะวิชาชีพ บูธนิทรรศการ ผลงานนักเรียน ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14 ได้กล่าวต้อนรับองคมนตรี    พลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เชิญพระราชกระแสความห่วงใยในเรื่องการพัฒนาการศึกษาให้เยาวชนเป็นอนาคตที่สำคัญของชาติ ให้โอวาทแก่นักเรียน และมอบสิ่งของพระราชทานแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับครู และ นักเรียนทุกคน   โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 เปิดทำการสอน 4 ระดับ คือ ระดับอนุบาล, ระดับประถมศึกษา, ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 1,100 คน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14 ได้ใช้ระบบ ดีแอลทีวี ช่วยในการจัดการเรียนการสอน โดยได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์รับสัญญาณจากมูลนิธิไกลวังกล และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสรรสมาร์ททีวี ขนาด 55 นิ้ว จำนวน 30 เครื่อง ตามจำนวนห้องเรียน มีการจัดวางระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนให้ทันสมัย ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี ได้รับรางวัลทั้งด้านวิชาการ ศิลปะ ดนตรี กีฬา และมีทักษะอาชีพ NT สูงกว่าระดับประเทศ O –net สูงขึ้นทุกกลุ่มสาระการเรียน  

 235
สังคม
22 ม.ค. 63

บุกจับเดนคุกพ้นโทษออกมาตั้งแก๊งทำทองปลอมขายทั่วอีสาน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 21 ม.ค.2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันแถลงข่าว ผลการจับกุมตัวขบวนการปลอมทองในพื้นที่จ.ขอนแก่น มูลค่าความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 7,600,000 บาท    ผู้ต้องหาประกอบไปด้วยนางสุภาพ ดำดิน ,นายปกรณ์ คำลือ และ นายธนากร ทองอ้น พร้อมของกลาง รถยนต์ฮอนด้าซีอาร์วี สีดำ, รถยนต์มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีม่วง, บัตรประชาชน 7 ใบ, เงินสด 65,000 บาท, ใบรับจำนำทองรูปพรรณ 70 ใบ, สร้อยคอทองคำรูปพรรณ, สมุดบัญชีธนาคาร และสมุดบันทึกการจำนำทองรูปพรรณอีกรวมหลายรายการ หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น จับกุมตัวได้ ภายในบ้านพัก จ.ขอนแก่น   พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดอยู่ในขบวนการปลอมทอง ที่ตำรวจแกะรอยและเฝ้าติดตามพฤติกรรมมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้รับแจ้งจากร้านจำหน่ายทองคำรูปพรรณ ว่านายธนากร ได้นำทองคำรูปพรรณมาจำนำในลักษณะต้องสงสัยและมาจำนำทองคำรูปพรรณ น้ำหนักเท่ากันและลายเดียวกันบ่อยครั้ง และเมื่อนำทองคำไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นทองปลอม จึงประสานงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการจับกุมและควบคุมตัวมาสอบสวน ซึ่งนายธนากร ให้การรับสารภาพว่า ได้รับทองมาจากนางสุภาพ และนายปกรณ์ เพื่อนำมาจำนำเท่านั้น   กำลังตำรวจจึงได้แกะรอยคนร้ายตามที่นายธนากร ให้การ ก่อนเข้าทำการจับกุมนายปกรณ์และนางสุภาพได้ภายในห้องเช่าในเขต บ.โคกฟันโปง พร้อมของกลาง สร้อยคอทองคำรูปพรรณ จำนวนมาก ในลักษณะลายที่คล้ายๆ กันน้ำหนักตั้งแต่เส้นละ 1 บาท ถึง 5 บาท รวมทั้งตรวจยึดอุปกรณ์การทำทองปลอมชุดใหญ่แบบครบชุดและของกลางทั้งหมด    นายปกรณ์ให้การว่า เดิมมีอาชีพทำทองที่ กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้วีการทำทองและชุบทอง รวมทั้งการปลอมแปลงทอง มาสมัยทำงานที่ร้านทองที่กรุงเทพฯ แต่ก็ถูกจับกุมในคดีปลอมทองที่ จ.ศรีษะเกษ และเพิ่งที่จะพ้นโทษมาเมื่อปี 2561 จึงกลับมาร่วมกับพวกรวม 7 คนตั้งแก๊งค์ปลอมทองร่วมกัน โดยจะซื้อทองคำรูปพรรณของจริงน้ำหนักเส้นละ 1 บาทจากร้านขายทองที่มีชื่อเสียง จากนั้นจึงนำมาเข้าสู่ขบวนการหลอมทองตามขั้นทอง คู่กับส่วนผสมที่เรียนมา    จากการตรวจสอบประวัติพบว่านางสุภาพ นั้นเพิ่งพ้นโทษในคดีเดียวกันที่ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2560 และนายปกรณ์พ้นโทษ ในคดีเดียวกันมาเมื่อปี 2561 จึงมารวมตัวกันตั้งแก๊งค์ผลิตทองปลอมจำนำในร้านทองคำต่างๆ เฉพาะขอนแก่น ตกเป็นเหยื่อแล้ว 4 ร้าน ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดนี้นั้นค้าทองปลอมมาแล้วรวม 76 ครั้งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 7,600,000 บาท    รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/e2QvhR14zY0

 1,803
สังคม
21 ม.ค. 63

สาวโพสต์คลิปแฉ แก๊งอ้างตัวเป็นจนท.รัฐ เก็บเงินค่าจอดรถบนถนนหลวง

จากกรณีกลุ่มบุคคลชายหญิง 5 คน เป็นชาย 4 หญิง 1 อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ไม่ระบุสังกัดว่าจากหน่วยงานใด เรียกเก็บเงินค่าจอดรถกับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาจอดรถเพื่อไปเที่ยวสถานบันเทิงหรือตามร้านอาหารตลอด 2 ฝั่งถนนเฉลิมพระเกียรติระยะทางยาว 1 กม. โดยเก็บเงินค่าจอดรถในราคา 20 - 40 บาท สำหรับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ในราคา 10 บาท กระทั่งมีการโพสต์คลิปเหตุการณ์โต้เถียงของกลุ่มบุคคลดังกล่าวกับเจ้าของบ้านซึ่งมีบ้านอยู่ริมถนน และต่อมาทางเจ้าของบ้านได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย   โดยทางตำรวจสภ.เมืองขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลนครขอนแก่นร่วมกันตรวจสอบพร้อมควบคุมตัวมาทั้งหมด 4 คน คือนายยุทธการ กองพันธ์ อายุ 38 ปี นายวิรัตน์ อุ้มกลาง อายุ 40 ปี และนายพัฒทรชัย อุปชา อายุ 30 ปี ซึ่งทั้ง 4 คนเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พร้อมดำเนินคดีในข้อหากระทำการสร้างความเดือดร้อนรำคาญและเปรียบเทียบปรับคนละ 100 บาทไปและปล่อยตัว   ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมเมื่อวาน ปรากฏว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวยังก่อเหตุซ้ำอีกเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้ออกตรวจและพบกลุ่มดังกล่าวเรียกเก็บเงินค่าจอดรถกับนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม จึงได้ควบคุมตัวมาที่โรงพักเพื่อดำเนินการในข้อหาเดิมแต่ปรับเงินในอัตราสูงสุดคือ 5,000 บาท ซึ่งมีทั้งหมด 4 คน เป็น ชาย 3 คน และหญิง 1 คน ซึ่งเป็นรายเดิม   แต่จับกุมเพิ่มได้คือผู้หญิง คือนางสาว ดวงใจ ติ้วจันทึก อายุ 28 ปี แต่ทั้งหมดไม่มีเงินจ่ายค่าปรับจึงได้คุมขังทั้ง 4 คนไว้ภายในห้องคุมขังของสภ.เมืองขอนแก่น พร้อมกันนี้ได้เรียกผู้เสียหายคือผู้โพสต์คลิปดังกล่าวให้มาให้ปากคำเพิ่มและแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดในข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางพนักงานสอบสวนจะได้ดำเนินการสอบปากคำทั้งผู้โพสต์และผู้ก่อเหตุ หากเข้าข่ายความผิดฐานใดก็จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มทันที ทั้งในส่วนการกรรโชคทรัพย์และอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วย   พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้งพบว่ากระต็อบของกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังไม่ได้รื้อถอนออก พร้อมทั้งมีป้ายห้ามรับหรือเก็บเงินค่าจอดรถของทางเทศบาลนครขอนแก่นมาทำการติดตั้งไว้ตลอดสาย และจากการสอบถามชาวบ้านใกล้เคียงทราบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเก็บเงินค่าจอดรถแบบนี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่ใครอาศัยอยู่ในละแวกนี้จะไม่ถูกเก็บ ซึ่งเก็บตั้งแต่ 20 - 40 บาท สำหรับรถยนต์ สำหรับรถจักรยานยนต์ เก็บ 10 บาท ซึ่งเพื่อนของตนเองที่มาเล่นด้วยก็เคยถูกเก็บ หรือนักศึกษามานั่งกินข้าวก็เคยถูกเก็บเช่นกัน คาดว่าทั้งหมดจะมีบ้านอยู่ในละแวกใกล้เคียงเพราะบางคนขับรถจักรยานยนต์ไปส่งลูกซึ่งเรียนอยู่ใกล้ ๆ นี้ บางคนก็มานั่งรับประทานอาหารที่ร้านของตนเอง บางวันก็มาเก็บกรวยที่ค้างอยู่ในตอนกลางวัน   ส่วนตัวคิดว่าไม่ถูกต้องเพราะเป็นถนนสาธารณะ เคยถามกับผู้ที่เก็บเมื่อปีที่แล้วว่าเก็บเงินให้ใคร โดยทางผู้เก็บบอกว่าเก็บเงินให้นาย นายสั่งให้เก็บ แต่ตนเองก็ไม่ได้สนใจว่านายไหน และไม่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวกลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุไปก็รู้สึกว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม คนที่ทำไม่อยู่แล้ว รถอื่น ๆ ก็คงสบายใจกันขึ้นที่ไม่ต้องจ่ายเงินค่าจอดรถแบบนี้ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มเหล่านี้จะเก็บเงินค่าจอดรถตลอดทั้งเส้นโดยสับเปลี่ยนกันเก็บเงินคนละฝั่ง  

 729
แชร์ออฟเดอะเดย์
21 ม.ค. 63

สาวอัดคลิปหญิงอ้างเป็น จนท.รัฐ เรียกเก็บค่าจอดรถริมถนนขอนแก่น นายกเทศมนตรียัน รถทุกคันจอดฟรี

ขอนแก่น-ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pongpang MK โพสต์คลิปชายหญิงคู่หนึ่งกำลังโต้เถียงกับผู้ถ่ายคลิปเรื่องการจอดรถที่มีการเก็บเงิน โดยในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่ผู้โพสต์สอบถามว่า การเก็บเงินค่าจอดรถนั้นใครให้เป็นคนเก็บเพราะเป็นถนนหลวง ซึ่งชายหญิงในคลิปอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แต่ไม่บอกว่าหน่วยงานไหนเป็นคนสั่งให้เก็บและยืนยันว่าทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง   ต่อมาผู้โพสต์ได้พาลงจุดเกิดเหตุพร้อมเล่าว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีผู้ชาย 4 คนและหญิงสาวอีก 1 คน มาเดินเก็บเงินกับนักท่องเที่ยวที่มาจอดรถข้างถนน บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ เริ่มจากสี่แยกไปแดงถนนประชาสโมสร ไปจนถึงสามแยกถนนศรีจันทร์ตัดเฉลิมพระเกียรติ ระยะทางประมาณ 1 กม. ชายหญิงกลุ่มนี้จะเริ่มลงพื้นที่ในช่วงเวลา 21.00 น.ถึงเวลา 02.00 น.ของวันถัดไป เรียกเก็บเงินกับรถทุกคันที่มาจอดคันละ 20-40 บาท โดยพบเห็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว   ด้านนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ถึงกรณีดังกล่าวทราบว่า หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลนครขอนแก่นทราบเรื่อง จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทางเทศบาลฯ ให้ประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าวตามที่มีการกล่าวถึงจำนวนมากในโลกโซเชียล กระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. ทางเจ้าหน้าที่เทศกิจพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นได้เข้าตรวจสอบจุดดังกล่าว   พบชาย 4 คนเก็บเงินค่าจอดรถกับนักท่องเที่ยวที่มาจอดรถริมถนนจริง แต่ไม่พบหญิงสาวอีกคนที่อยู่ในคลิป ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก เบื้องต้นไม่ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด พบว่าเป็นชาวบ้านในละแวกดังกล่าวตั้งกลุ่มเก็บเงินเอง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากระทำการสร้างความเดือดร้อนรำคาญและเปรียบเทียบปรับไป ก่อนจะปล่อยตัว      ซึ่งหากผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับความเดือดร้อนโดยตรง สามารถเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหากรรโชกทรัพย์ได้ทันที และในส่วนของทางเทศบาลนครขอนแก่นเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะในจุดดังกล่าวทางเทศบาลนครขอนแก่นไม่ได้มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถริมถนนแต่อย่างใด ใครๆ ก็สามารถจอดได้ตามกฎหมาย พร้อมจะเอาผิดบุคคลดังกล่าวตามกฎหมายต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QGNraigQoBU

 739
ข่าวโซเชียล
21 ม.ค. 63

สาวอัดคลิปหญิงอ้างเป็น จนท.รัฐ เรียกเก็บค่าจอดรถริมถนนขอนแก่น นายกเทศมนตรียัน รถทุกคันจอดฟรี

ขอนแก่น-ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pongpang MK โพสต์คลิปชายหญิงคู่หนึ่งกำลังโต้เถียงกับผู้ถ่ายคลิปเรื่องการจอดรถที่มีการเก็บเงิน โดยในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่ผู้โพสต์สอบถามว่า การเก็บเงินค่าจอดรถนั้นใครให้เป็นคนเก็บเพราะเป็นถนนหลวง ซึ่งชายหญิงในคลิปอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แต่ไม่บอกว่าหน่วยงานไหนเป็นคนสั่งให้เก็บและยืนยันว่าทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง   ต่อมาผู้โพสต์ได้พาลงจุดเกิดเหตุพร้อมเล่าว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีผู้ชาย 4 คนและหญิงสาวอีก 1 คน มาเดินเก็บเงินกับนักท่องเที่ยวที่มาจอดรถข้างถนน บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ เริ่มจากสี่แยกไปแดงถนนประชาสโมสร ไปจนถึงสามแยกถนนศรีจันทร์ตัดเฉลิมพระเกียรติ ระยะทางประมาณ 1 กม. ชายหญิงกลุ่มนี้จะเริ่มลงพื้นที่ในช่วงเวลา 21.00 น.ถึงเวลา 02.00 น.ของวันถัดไป เรียกเก็บเงินกับรถทุกคันที่มาจอดคันละ 20-40 บาท โดยพบเห็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว   ด้านนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ถึงกรณีดังกล่าวทราบว่า หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลนครขอนแก่นทราบเรื่อง จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทางเทศบาลฯ ให้ประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าวตามที่มีการกล่าวถึงจำนวนมากในโลกโซเชียล กระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. ทางเจ้าหน้าที่เทศกิจพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นได้เข้าตรวจสอบจุดดังกล่าว   พบชาย 4 คนเก็บเงินค่าจอดรถกับนักท่องเที่ยวที่มาจอดรถริมถนนจริง แต่ไม่พบหญิงสาวอีกคนที่อยู่ในคลิป ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก เบื้องต้นไม่ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด พบว่าเป็นชาวบ้านในละแวกดังกล่าวตั้งกลุ่มเก็บเงินเอง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากระทำการสร้างความเดือดร้อนรำคาญและเปรียบเทียบปรับไป ก่อนจะปล่อยตัว      ซึ่งหากผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับความเดือดร้อนโดยตรง สามารถเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหากรรโชกทรัพย์ได้ทันที และในส่วนของทางเทศบาลนครขอนแก่นเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะในจุดดังกล่าวทางเทศบาลนครขอนแก่นไม่ได้มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถริมถนนแต่อย่างใด ใครๆ ก็สามารถจอดได้ตามกฎหมาย พร้อมจะเอาผิดบุคคลดังกล่าวตามกฎหมายต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QGNraigQoBU

 739
ข่าวภูมิภาค
18 ม.ค. 63

รวบซ้ำ! หนุ่มป่วยทางจิตทำอนาจารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้านครูเตือนนร.เฝ้าระวังอย่าไปไหนคนเดียว

โลกโซเชียลมีการแชร์เรื่องราวเตือนภัย ซึ่งถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โดยมีภาพถ่ายพร้อมข้อความระบุว่า “วันนี้ขึ้นรถโดยสารสายดอนโมง ปกติขึ้นบ้านฝาง สายสีเขียว ก็เจอลุงแก แต่ก่อนนี้ก็เคยเจอข่าวของลุงแก แล้ววันนี้ก็เจอกับตัว ลุงแกเอามือจับอวัยวะเพศตัวเองด้วย แล้วก็ดันเข่าเข้ามาในขา แบบดันแรงมาก นี่ก็ดันคืนเท่าที่ทำได้ แต่แกก็ดันคืนมาแรงกว่าเดิมอีก นี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ดันคืน ทำอยู่อย่างนั้นจนแกลงรถไป ระวังกันด้วยนะคะ เหมือนโรคจิตเลย แกลงแถวบ้านทุ่ม”   ซึ่งหลังจากที่เรื่องนี้ถูกแชร์ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ชายคนดังกล่าวคือ นายสมจิตร ชาวบ้านทุ่ม ต.บ้านเป็ด ซึ่งชายที่มีอาการป่วยทางจิตที่มักจะก่อเหตุในลักษณะนี้กับนักเรียนหญิงเวลาที่ขึ้นรถโดยสารสองแถวกลับบ้าน สถานที่ที่พบบ่อยคือบริเวณหน้าโรงเรียนนครขอนแก่น ในพื้นที่บ้านทุ่ม ต.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนก่น ซึ่งเมื่อปีที่แล้วก็เคยตกเป็นข่าวและเคยถูกตำรวจจับกุมข้อหาอนาจาร และเคยถูกส่งตัวไปรักษาอาการป่วยทางจิตมาแล้ว ซึ่งการกลับมาก็เหตุในลักษณะเดิมของนายสมจิตร ทำให้ผู้บริหารและคณะครูอาจารย์โรงเรียนนครขอนแก่น ต้องคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนหญิง ที่มักจะตกเป็นเป้าของนายสมจิตร   ล่าสุด นายสมศักดิ์ บ้านเหล่า ผู้อำนวยการโรงเรียนนครขอนแก่น ได้ประกาศแจ้งเตือนนักเรียนทุกคนให้ใช้ความระมัดระวังตนเอง เวลาไปไหนมาไหนนอกโรงเรียนก็ให้ไปด้วยกัน 2 คนขึ้นไป ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองของนักเรียน หากเดินทางมาส่งบุตรหลานที่โรงเรียนก็ขอให้ส่งจนถึงครูอาจารย์ที่รอรับอยู่หน้าประตูโรงเรียน เพื่อรถช่องทางที่ผู้ก่อเหตุจะก่อเหตุได้ ขณะเดียวกันก็ได้ประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ในการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กเรียนได้   ขณะที่ตัวแทนนักเรียนของโรงเรียนนครขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากที่ทราบว่านายสมจิตร ได้กลับมาก่อเหตุลวนลามผู้หญิงบนรถโดยสารสองแถวอีกครั้ง ก็รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต เพราะไม่มีใครทราบว่าวันหนึ่งนายสมจิตรอาจก่อเหตุที่รุนแรงมากกว่านี้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นข่าวมาแล้วว่าถูกจับดำเนินคดีและพาไปรักษา แต่คราวนี้ก็ยังกลับมาก่อเหตุในลักษณะเดิมอีก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก     รับชมผ่านยูทูป : https://youtu.be/jhOtZE1B2k8

 2,152
อาชญากรรม
18 ม.ค. 63

หนุ่มขับ grabfood ร้องตร. หาตัวคนขับกระบะตัดหน้าชนแล้วหนี วอนขอแค่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล

กรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Panchanat Panchanobpharat’ โพสต์คลิปอุบัติเหตุตรงจุดกลับรถถนนศรีจันทร์ หน้าแขวงการทางขอนแก่น โดยมีรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไททัน สีขาว กลับรถตรงจุดกลับรถจากนั้นก็เลี้ยวโค้งมาตัดหน้ารถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาทางตรงทำให้รถจักรยานยนต์พุ่งชนด้านหน้ารถกระบะเต็มแรง ก่อนที่รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงกระเด็นไปไกลพร้อมกับคนขับ ขณที่รถกระบะกลับเร่งเครื่องหลบหนีโดยไม่ได้ลงมาดูเหตุการณ์ ซึ่งผู้โพสต์ได้เขียนข้อความ “จากเหตุการณ์เมื่อวาน ขอใช้ภาพเล่าเรื่องนะครับ ปล.คู่กรณีหนีตามระเบียบ หากท่านใดทราบข้อมูลกรุณาแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ” มีชาวเน็ตเข้ามาแชร์คลิปและแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ตำหนิคนขับรถกระบะว่ากลับรถไม่ยอมชิดซ้ายก่อน และไม่มีน้ำใจลงมาดูผู้บาดเจ็บ พร้อมกับขอให้ตำรวจตามจับตัวมาดำเนินคดี   ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังผู้โพสต์ คือนายปัญจนาสย์ ปัจจะนพรัตน์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21/8หมู่ 20ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีอาชีพขับรถส่งอาหาร (Grab food) และเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.55 น.วันที่ 12 มกราคม 2563 หลังจากที่ตนได้ขับรถจักรยานยนต์ไปรับอาหารเพื่อนำส่งลูกค้าตามออเดอร์ ก็ได้ขับออกมาตามปกติ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบนถนนศรีจันทร์ เทศบาลนครขอนแก่น บริเวณหน้าแขวงการทางขอนแก่น จังหวะนั้นมีรถกระบะกลับรถแล้วหักเลี้ยวมาตัดหน้ารถตนในระยะกระชั้นชิด ทำให้รถจักรยานยนต์พุ่งชนเข้าที่บริเวณหน้ารถกระบะอย่างจังแล้วเสียหลักล้มลง ขณะที่รถกระบะได้ขับรถหลบหนีไป จนกระทั่งมีแม่ค้าขายผลไม้ข้างทางช่วยนำส่งโรงพยาบาล   แพทย์ระบุว่ามีแผลเปิดลึกที่ข้อเท้า และได้ทำการผ่าตัดเย็บ 2 ชั้น โดยได้พักอยู่ที่โรงพยาบาล 3 คืนและแพทย์ยังให้พักฟื้นเป็นเวลา 2 เดือน มีค่ารักษาพยาบาลกว่า 120,000 บาท ไม่รวมค่าซ่อมรถจักยานยนต์ที่พังเสียหายเกือบ 20,000 บาท ตอนนี้ยังไม่สามารถเดินได้ ต้องหยุดงาน สูญรายได้วันละ 1,000 บาทมานานเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว ขณะนี้ไร้วี่แววคนขับรถกระบะมารับผิดชอบ จึงอยากวอนให้คนขับกระบะสีขาวมารับผิดชอบหรือมาพูดคุยกันหน่อย เพราะเดือดร้อนหนัก ทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงได้โพสต์เฟซบุ๊กเผื่อเจ้าของรถกระบะเห็น   หลังเกิดเหตุได้ให้เพื่อนนำหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่ง ร.ต.อ.ปิยะศักดิ์ พ้องเสียง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น รับปากจะเร่งสืบหาเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวและสอบสวนจากพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป     รับชมผ่านยูทูป : https://youtu.be/ikqsAGaxyzs

 1,304
ข่าวภูมิภาค
17 ม.ค. 63

ผอ.โรงเรียน ขับรถเสียหลักลงข้างทาง ไฟลุกไหม้วอดทั้งคัน โชคดีออกมาได้ทัน

ขอนแก่น - ตำรวจ สภ.มัญจาคีรี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักลงข้างทางแล้วเกิดไฟไหม้รถ บนถนนสายโคกโพธิ์ไชย - มัญจาคีรี พื้นที่บ้านขุมดิน ต.กุด อ.มัญจาคีรี   ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิค สีเทา กำลังถูกเปลวไฟลุกไหม้ทั้งคัน โดยรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลนาแพง พร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงจนสงบลง แต่ไฟที่ลุกไหม้ได้เผารถจนวอดไปทั้งคัน    โดยมี นายเสรี น้อยผาง อายุ 42 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาแพงสงแดง ต.นาแพง อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น เป็นเจ้าของรถ ยืนมองด้วยความตกใจซึ่งมีคณะครูของโรงเรียนยืนอยู่ข้างๆ จำนวนมากเพื่อปลอบขวัญผู้อำนวยการที่อยู่ในอาการตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   จากการสอบถาม เจ้าของรถทราบว่า ทาง ผอ.กลับจากร่วมงานวันครูที่โรงเรียนในอ.โคกโพธิ์ไชย จะเดินทางไปที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมงานวันครูที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2 ขอนแก่น และจะกลับไปหาแฟนที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น    ระหว่างทางที่เดินทางมุ่งหน้าไปร่วมงานวันครูที่ อ.บ้านไผ่นั้น ได้หลบรถที่แซงมาแต่พลาดเสียหลักจนตกข้างทาง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร โดยให้ทางคณะครูที่ขับรถยนต์ตามกันมาช่วยกันเข็นรถเพื่อจะขึ้นไปบนถนนหลวง โดยที่เจ้าของรถเป็นคนขับเร่งเครื่อง    ในจังหวะที่ทุกคนช่วยกันเข็นรถนั้นเกิดประกายไฟขึ้นและมีควันพวยพุ่งออกมาก่อนที่จะเกิดเปลวไฟลุกไหม้ทั้งคันจนวอด แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากวิ่งหนีออกทันและรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที    โดยเบื้องต้นรถคันเกิดเหตุไม่มีประกันและไม่มีคู่กรณี จึงได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐาน และทางผอ.ก็ได้นำซากรถออกจากจุดเกิดเหตุไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KcQ6I7RslSQ

 3,511
สังคม
17 ม.ค. 63

ผอ.โรงเรียน ขับรถเสียหลักลงข้างทาง ไฟลุกไหม้วอดทั้งคัน โชคดีออกมาได้ทัน

ขอนแก่น - ตำรวจ สภ.มัญจาคีรี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักลงข้างทางแล้วเกิดไฟไหม้รถ บนถนนสายโคกโพธิ์ไชย - มัญจาคีรี พื้นที่บ้านขุมดิน ต.กุด อ.มัญจาคีรี   ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า ซีวิค สีเทา กำลังถูกเปลวไฟลุกไหม้ทั้งคัน โดยรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลนาแพง พร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงจนสงบลง แต่ไฟที่ลุกไหม้ได้เผารถจนวอดไปทั้งคัน    โดยมี นายเสรี น้อยผาง อายุ 42 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาแพงสงแดง ต.นาแพง อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น เป็นเจ้าของรถ ยืนมองด้วยความตกใจซึ่งมีคณะครูของโรงเรียนยืนอยู่ข้างๆ จำนวนมากเพื่อปลอบขวัญผู้อำนวยการที่อยู่ในอาการตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   จากการสอบถาม เจ้าของรถทราบว่า ทาง ผอ.กลับจากร่วมงานวันครูที่โรงเรียนในอ.โคกโพธิ์ไชย จะเดินทางไปที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมงานวันครูที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2 ขอนแก่น และจะกลับไปหาแฟนที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น    ระหว่างทางที่เดินทางมุ่งหน้าไปร่วมงานวันครูที่ อ.บ้านไผ่นั้น ได้หลบรถที่แซงมาแต่พลาดเสียหลักจนตกข้างทาง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร โดยให้ทางคณะครูที่ขับรถยนต์ตามกันมาช่วยกันเข็นรถเพื่อจะขึ้นไปบนถนนหลวง โดยที่เจ้าของรถเป็นคนขับเร่งเครื่อง    ในจังหวะที่ทุกคนช่วยกันเข็นรถนั้นเกิดประกายไฟขึ้นและมีควันพวยพุ่งออกมาก่อนที่จะเกิดเปลวไฟลุกไหม้ทั้งคันจนวอด แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากวิ่งหนีออกทันและรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที    โดยเบื้องต้นรถคันเกิดเหตุไม่มีประกันและไม่มีคู่กรณี จึงได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐาน และทางผอ.ก็ได้นำซากรถออกจากจุดเกิดเหตุไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KcQ6I7RslSQ

 3,511
ข่าวภูมิภาค
14 ม.ค. 63

จับลูกเลี้ยงโหด ปาระเบิดขวดใส่พ่อเลี้ยงพิการ-ใช้มีดฟันซ้ำสาหัส ฉุนไม่ให้สมบัติ

ขอนแก่น-เกิดเหตุคนร้ายก่อเหตุปาระเบิดขวดใส่คนพิการ พร้อมทั้งใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส แล้วหลบหนีไป ทำให้ชาวบ้านในชุมชน อ.บ้านไผ่ เกรงว่า คนร้ายจะย้อนกลับมาทำลายทรัพย์สิน ในบ้านเช่าที่อยู่ในชุมชนดังกล่าว ล่าสุดจับหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว   จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายอนุศักดิ์ ปะกะตัง หรือเบียร์ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง ได้ปาระเบิดขวดใส่นายสุรศักดิ์ สนองเดช อายุ 50 ปี พ่อเลี้ยง จนไฟลุกท่วมแล้วใช้อาวุธมีดที่มัดรวมกันหลายเล่มฟันที่ศีรษะและตามร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็หลบหนีไป จากนั้นช่วงกลางดึกนายเบียร์ย้อนกลับมาในชุมชนอีกครั้งมางัดเอากุญแจรถยนต์ของพ่อเลี้ยงที่จอดอยู่ในบ้านแล้วก็หนีไป   ซึ่งนายเบียร์เป็นลูกติดของนางอัมพร และเป็นลูกเลี้ยงของนายสุรศักดิ์ ต่อมานางอัมพร แม่ของนายเบียร์เสียชีวิต หลังจากแม่ตาย นายเบียร์ก็มาทวงเอาทรัพย์สินต่างๆจากพ่อเลี้ยงทั้งเงินและรถยนต์ ซึ่งพ่อเลี้ยงก็บอกมาตลอดว่า เงินไม่มีเหลือแล้ว อยากมีเงินก็ต้องหาทำงาน ส่วนรถยนต์นั้น อยู่ระหว่างที่บริษัทรถดำเนินการให้ เพราะรถเป็นชื่อของมารดาที่ตายไปแล้ว และยังผ่อนอยู่ ไฟแนนซ์กำลังดำเนินการให้แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีรถยนต์ 3 คัน เป็นรถกระบะ 2 คัน และรถเก๋ง 1 คัน โดยรถเก๋งนั้นพ่อเลี้ยงจะให้ลูกสาว ส่วนรถกระบะจะให้ลูกชาย 1 คัน แต่ลูกชายไม่พอใจ คอยตามทวงอยู่ทุกวันกระทั่งเกิดเหตุขึ้น   ก่อนเกิดเหตุ เห็นนายเบียร์ถือมีดหลายชนิด มัดรวมกันนั่งอยู่ที่หน้าบ้านเช่าของพ่อเลี้ยง พร้อมทั้งบ่นออกมาว่า วันนี้มึงไม่ตายก็กูตาย แต่ญาติๆไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าคงหงุดหงิด จึงบ่นไปตามประสา แต่ช่วงที่พ่อเลี้ยงกำลังขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยใกล้ถึงบ้าน นายเบียร์ได้โยนระเบิดขวดใส่ จนไฟลุก จากนั้นก็วิ่งเข้าไปใช้มีดที่มัดรวมกันฟันตามร่างกาย 3 ครั้ง จนพ่อเลี้ยงเลือดท่วมตัว แต่ยังมีสติวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเพื่อนบ้านต่างช่วยกันขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพมารับตัวส่งที่รพ.   ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมลูกเลี้ยงได้แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oVh9YnFdILA

 1,925
อาชญากรรม
14 ม.ค. 63

จับลูกเลี้ยงโหด ปาระเบิดขวดใส่พ่อเลี้ยงพิการ-ใช้มีดฟันซ้ำสาหัส ฉุนไม่ให้สมบัติ

ขอนแก่น-เกิดเหตุคนร้ายก่อเหตุปาระเบิดขวดใส่คนพิการ พร้อมทั้งใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส แล้วหลบหนีไป ทำให้ชาวบ้านในชุมชน อ.บ้านไผ่ เกรงว่า คนร้ายจะย้อนกลับมาทำลายทรัพย์สิน ในบ้านเช่าที่อยู่ในชุมชนดังกล่าว ล่าสุดจับหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว   จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายอนุศักดิ์ ปะกะตัง หรือเบียร์ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง ได้ปาระเบิดขวดใส่นายสุรศักดิ์ สนองเดช อายุ 50 ปี พ่อเลี้ยง จนไฟลุกท่วมแล้วใช้อาวุธมีดที่มัดรวมกันหลายเล่มฟันที่ศีรษะและตามร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็หลบหนีไป จากนั้นช่วงกลางดึกนายเบียร์ย้อนกลับมาในชุมชนอีกครั้งมางัดเอากุญแจรถยนต์ของพ่อเลี้ยงที่จอดอยู่ในบ้านแล้วก็หนีไป   ซึ่งนายเบียร์เป็นลูกติดของนางอัมพร และเป็นลูกเลี้ยงของนายสุรศักดิ์ ต่อมานางอัมพร แม่ของนายเบียร์เสียชีวิต หลังจากแม่ตาย นายเบียร์ก็มาทวงเอาทรัพย์สินต่างๆจากพ่อเลี้ยงทั้งเงินและรถยนต์ ซึ่งพ่อเลี้ยงก็บอกมาตลอดว่า เงินไม่มีเหลือแล้ว อยากมีเงินก็ต้องหาทำงาน ส่วนรถยนต์นั้น อยู่ระหว่างที่บริษัทรถดำเนินการให้ เพราะรถเป็นชื่อของมารดาที่ตายไปแล้ว และยังผ่อนอยู่ ไฟแนนซ์กำลังดำเนินการให้แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีรถยนต์ 3 คัน เป็นรถกระบะ 2 คัน และรถเก๋ง 1 คัน โดยรถเก๋งนั้นพ่อเลี้ยงจะให้ลูกสาว ส่วนรถกระบะจะให้ลูกชาย 1 คัน แต่ลูกชายไม่พอใจ คอยตามทวงอยู่ทุกวันกระทั่งเกิดเหตุขึ้น   ก่อนเกิดเหตุ เห็นนายเบียร์ถือมีดหลายชนิด มัดรวมกันนั่งอยู่ที่หน้าบ้านเช่าของพ่อเลี้ยง พร้อมทั้งบ่นออกมาว่า วันนี้มึงไม่ตายก็กูตาย แต่ญาติๆไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าคงหงุดหงิด จึงบ่นไปตามประสา แต่ช่วงที่พ่อเลี้ยงกำลังขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในซอยใกล้ถึงบ้าน นายเบียร์ได้โยนระเบิดขวดใส่ จนไฟลุก จากนั้นก็วิ่งเข้าไปใช้มีดที่มัดรวมกันฟันตามร่างกาย 3 ครั้ง จนพ่อเลี้ยงเลือดท่วมตัว แต่ยังมีสติวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเพื่อนบ้านต่างช่วยกันขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพมารับตัวส่งที่รพ.   ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมลูกเลี้ยงได้แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oVh9YnFdILA

 1,925
อาชญากรรม
14 ม.ค. 63

รวบลูกเลี้ยงปาระเบิดขวดใส่พ่อเลี้ยงพิการ-ฟันซ้ำจนสาหัส พบปัสสาวะเป็นสีม่วง

จากกรณีนาย นายอนุศักดิ์ ปะกะตังหรือเบียร์ อายุ 35 ปีชาวบ้านหนองหว้า ต.โนนแดง อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง ปาระเบิดขวดใส่ นายสุรศักดิ์ สนองเดช อายุ 50 ปี พ่อเลี้ยง จนไฟลุกท่วมแล้วใช้อาวุธมีดที่มัดรวมกันหลายเล่มฟันที่ศีรษะและตามร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นก็หลบหนีไป    ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตร ผกก.สภ.บ้านไผ่ว่า หลังเกิดเหตุ มีพยานยืนยันชัดเจนว่าคนที่ทำร้ายนายสุรศักดิ์ สนองเดช อายุ 50 ปี คือนายเบียร์ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามหาตัวจนพบว่าอยู่ที่บ้าน จึงได้เชิญตัวมาสอบปากคำที่ สภ.บ้านไผ่ รวมถึงตรวจปัสสาวะ และพบว่าเป็นสีม่วง    ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเสพยาบ้าจริง จึงแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย ในส่วนของการทำร้ายร่างกายพ่อเลี้ยงนั้น นายเบียร์สารภาพว่า ทำร้ายจริง แต่ไม่ได้ใช้ระเบิดขวด เป็นเพียงการใช้ท่อนเหล็กตีตามร่างกายเท่านั้น และอ้างถึงสาเหตุที่ทำร้ายร่างกายพ่อเลี้ยงว่า หลังจากมารดาเสียชีวิต พ่อเลี้ยงก็ไม่ใส่ใจดูแลหลานชายวัย 12 ขวบ ในแต่ละวัน ออกจากบ้านแต่เช้า เข้าบ้านมืดค่ำ ปล่อยให้หลานชายอยู่บ้านเพียงลำพัง จึงโกรธแค้นที่ไม่ดูแลหลาน    ส่วนทรัพย์สินอื่นๆนั้น ก็พอรู้ว่ามีอะไรบ้าง พ่อเลี้ยงได้เงินและได้อะไรไปบ้าง ซึ่งในส่วนไหนที่เป็นของมารดาก็อยากจะให้แบ่งคืนให้ลูกๆ แต่พ่อเลี้ยงก็ยังนิ่งเฉย ซ้ำยังปล่อยให้หลานชายอดอยาก ซึ่งเบื้องต้นผู้ต้องหาจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่การกระทำที่ปรากฏนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องว่ากันตามกฎหมายและดูว่าแพทย์จะลงความเห็นอย่างไร หากบาดแผลฉกรรจ์หรือบาดเจ็บสาหัสก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ :  https://youtu.be/08zdOp--gk4  

 474
ข่าวภูมิภาค
11 ม.ค. 63

แล้งหนัก! พัทยา 2 ขอนแก่นสันดอนโผล่ กระทบชีวิตชาวบ้านริมเขื่อนอุบลรัตน์

ขอนแก่น - ภัยแล้งในจังหวัดขอนแก่นรุนแรงต่อเนื่อง กระทบพัทยา 2 แหล่งท่องเที่ยวในงหวัดขอนแก่นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขื่อนอุบลรัตน์ น้ำลดลงจนมองเห็นสันดอน สามารถเดินข้ามฟากโดยไม่ต้องนั่งเรือ ชาวบ้านริมเขื่อนได้รับผลกระทบตามมา หาปลาลำบาก ค้าขายไม่ได้ ไร้นักท่องเที่ยว หวั่นหากปีนี้ฝนไม่ตกลงมาเติมน้ำในเขื่อนพัทยาสองหายไปแน่นอน   วานนี้ (10 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งรุนแรงเกือบทั้งจังหวัดขอนแก่น โดยเฉพาะที่ พัทยา 2 ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่น อยู่ในพื้นที่บ้านหนองกุงเซิน อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น และอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเขื่อนอุบลรัตน์ พบว่าน้ำแห้งลงไปจากเดิมมาก บางจุดหญ้าขึ้น กลายเป็นที่เลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน ให้วัวควายมากินหญ้า เครื่องมือและเรือหาปลาค้างอยู่ริมตลิ่ง บางจุดเป็นสันดอนเป็นทางยาว ซึ่งอีกประมาณ 1 กม.ก็สามารถข้ามฝั่งไปยังภูพานคำซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งได้ ส่วนบริเวณกลางน้ำ ชาวบ้านลงไปยืนใช้สะดุ้ง ยกยอหาปลาได้อย่างสบาย เพราะปริมาณน้ำน้อย และตื้นเขิน   จากการสอบถาม นายสิงผล เหล่าสีคู อายุ 50 ปี ชาวบ้านหนองกุงเซิน ซึ่งมีอาชีพหาปลาในเขื่อนอุบลรัตน์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ในปีที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกลงมาน้อย ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำน้อยตามไปด้วย และน้ำก็ลดปริมาณลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปลายฝนปีที่ผ่านมา ทำให้พัทยา 2 ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อของจังหวัดขอนแก่น และแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ได้สร้างรายได้จากการขายปลาที่หาได้จากเขื่อนอุบลรัตน์ได้รับผลกระทบอย่างมาก การหาปลาลำบากมากขึ้น    นักท่องเที่ยวก็หาย กิจการร้านค้าก็ขายไม่ได้ ซึ่งปริมาณน้ำจากจุดเดิม ลดลงมายังจุดที่อยู่ในขณะนี้เป็นระยะทางกว่า 200 เมตร อีกทั้งหากจะเดินจากสันดอนฝั่งอ.ภูเวียง ข้ามฟากไปยังภูพานคำก็สามารถเดินข้ามน้ำโดยไม่ต้องนั่งเรือ เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ลดลงมากกว่าทุกปี อยู่เพียงเอว และถ้าในปีนี้ไม่มีฝนตกลงมาเติมน้ำในเขื่อน เชื่อว่าพัทยา2ก็คงไม่มีอีกต่อไป เพราะเมื่อน้ำแห้ง พืชน้ำ สัตว์น้ำ เช่นหอยชนิดต่างๆ รวมทั้งปลาเล็กปลาใหญ่ก็ตายเกลื่อนชายหาด ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว   ขณะจ.พิจิตรแล้งต่อเนื่องน้ำไม่พอเลี้ยงกระบือ จำนวนกว่า 40 ตัว ของเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 11 บ้านวังปลาทู ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นอนแช่น้ำ ในแอ่งน้ำที่เหลือเพียงแอ่งเล็กๆ เพื่อแช่น้ำคลายร้อน หลังแหล่งน้ำในแม่น้ำยมแห้งขอดลง จนเกือบหมด เหลือเพียงแอ่งน้ำที่เหลือระดับไม่ลึก ส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ เนื่องจากคาดว่าแอ่งน้ำที่เป็นปัจจัยหลักมีอยู่ ไม่เพียงพอ และจะแห้งลงก่อน ถึงฤดูร้อนที่จะมาถึง   โดย นายแสงสุรีย์ พูพุ่ม เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งที่ต่อเนื่องรุนแรง แหล่งน้ำในแม่น้ำยมแห้งเร็วกว่าทุกปี ส่งผลกระทบกับการเลี้ยงกระบือของเกษตรกร เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำ ไว้สำหรับเลี้ยงให้กระบือนอนปลักแช่น้ำ ป้องกันผิวแห้ง ซึ่งน้ำถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการเลี้ยงมากกว่าหญ้าที่ยังมีฟางไว้สำรองให้กิน และคาดว่าลดระดับลงจนแห้ง ไม่พ้นฤดูร้อน ที่จะมาถึง   สำหรับแม่น้ำยม ที่ไหลผ่านจังหวัดพิจิตร 4 อำเภอ คือ อำเภอสามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และ อำเภอโพทะเล ปัจจุบัน ระดับในแม่ยม แห้งลงเกือบตลอดระยะทาง 127 กิโลเมตร ซึ่งอยากให้ทางหน่วยงาน เร่งระบายน้ำมาช่วยเกษตรกร หากเป็นอย่างนั้นก็จะส่งผลกระทบกับการเลี้ยงกระบืออย่างแน่นอน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PkT1__hqR90

 697
ข่าวภูมิภาค
09 ม.ค. 63

ผอ.โรงเรียนปัดบังคับใส่ซองกฐิน 499 บาท ชี้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อน ยันทำเพื่อฝึกวินัย

จากกรณีโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของผู้อำนวยการโรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น บังคับให้นักเรียนทุกคนช่วยกันบริจาคเงินทำบุญกฐิน เพื่อสร้างโดมอเนกประสงค์ภายในโรงเรียนกองละ 499 บาท และต้องจ่ายให้ครบเต็มจำนวน ซึ่งต้องช่วยกันออมเงินภายใน 40 วันแล้วนำมาบริจาค หากใครไม่บริจาคในจำนวนดังกล่าว ถือว่าไม่กตัญญูต่อโรงเรียนให้ลาออกไป โดย ผอ.จะเซ็นอนุมัติให้   ด้าน ผอ.ยืนยันว่าเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของนักเรียน ตีความหมายที่ผิดเพี้ยนไป โดยเงินดังกล่าวไม่จำเป็นต้องบริจาคทำบุญ 499 บาท แต่บริจาคได้ตามศรัทธา และเป็นกิจกรรมของศิษย์เก่าร่วมกับผู้ปกครองจัดขึ้นในการสร้างโดม เรื่องการให้ออมเงินเพื่อทำบุญนั้น ยืนยันว่าทำเพื่อฝึกวินัยให้เด็กร่วมทำกิจกรรม ทางโรงเรียนเป็นการอนุญาตสถานที่เท่านั้น ส่วนเรื่องการตามถึงบ้านก็เพื่อดูว่าฐานะทางบ้านของนักเรียนเป็นเช่นใด จะได้หาทางช่วยเหลือต่อไป   แหล่งข่าวซึ่งเป็นนักเรียนของโรงเรียนภูเวียงวิทยาคม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ในวันนี้สิ่งที่ผอ.โรงเรียนพูดมานั้น ไม่เหมือนกับสิ่งที่ ผอ.พูดในที่ประชุม โดย ผอ.ใช้อารมณ์ในการพูดแบบไม่พอใจที่นักเรียนบริจาคเงินไม่ถึง 499 บาท เพราะต่างคนต่างไม่มีเงิน   โดยทาง ผอ.ยืนยันว่าต้องให้ทุกคนบริจาคขั้นต่ำ 499 บาทเท่านั้น และต้องบริจาคทุกคน แต่ในวันนี้กลับพูดอีกอย่าง และให้นักเรียนบริจาคตามศรัทธา ซึ่งนักเรียนทุกคนไม่กล้าที่จะออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชน ไม่กล้าพูดเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะได้รับผลกระทบเมื่ออยู่ในโรงเรียน ขณะที่ครูบางคนก็พูดไม่ตรงกัน บางคนบอกให้ใส่ตามศรัทธา ขณะที่บางคนให้ใส่ 499 บาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/v_MzFY4_IJ0

 985

Top