ค้นหา :

ผลการค้นหา "ล่วงละเมิดทางเพศ"

ข่าวภูมิภาค
07 พ.ค. 62

รปภ.เมาหื่น หลอกขอเข้าห้องน้ำที่ห้องเช่าก่อนอุ้ม ด.ญ. 6 ขวบไปข่มขืน พ่อแม่เด็กมาเจอ อ้างแค่ลูบคลำ

ระยอง-พ่อแม่เด็กหญิงวัย 6 ขวบแจ้งความให้ ตร.ดำเนินคดี นายสมคิด เนาถึง อายุ 37 ปี ทำงานเป็น รปภ.บริษัทแห่งหนึ่ง ล่วงละเมิดเด็กหญิงวัย 6 ขวบ   โดยพ่อของเด็กเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสมคิด ได้มานั่งดื่มเหล้าขาวที่หน้าห้องแถว จนเกิดอาการมึนเมา และยังทำทีพูดขอ ด.ญ.เอ ไปเป็นลูกบุญธรรม แต่ตนปฏิเสธไป จนผ่านไปประมาณ 30 นาที นายสมคิด ได้ทำทีขอเข้าห้องน้ำ ขณะนั้นลูกสาวนั่งเล่นอยู่ในบ้านตามลำพัง โดยไม่คิดอะไร จนกระทั่งผิดสังเกตว่าทำไม นายสมคิด เข้าห้องน้ำนาน และเป็นจังหวะที่ภรรยาของนายสมคิด มาตามหา จึงเข้าไปดูในห้อง กลับไม่พบลูกสาวตนและนายสมคิด แต่พบว่าประตูหลังบ้านเปิดอยู่   จึงได้ชวนภรรยาเดินไปดูที่ห้องพักนายสมคิด ก็ได้ยินเสียงลูกสาว จึงรีบเคาะประตูห้อง พอประตูเปิดออกก็แทบช็อค พบลูกสาวอยู่ในสภาพเปลือย อยู่ภายในห้องน้ำ เมื่อลูกสาวเห็นตนจึงรีบวิ่งมาหา ระหว่างนั้นเห็น นายสมคิดนอนหน้าซีดอยู่บนที่นอน จึงสอบถามลูกก็บอกว่าถูก นายสมคิดปลุกปล้ำและใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปด้วย พร้อมทั้งพยายามร้องให้พ่อแม่ช่วยแต่ไม่มีใครได้ยิน กระทั่งพ่อและแมามาพบดังกล่าว   ด้านนายสมคิดให้การว่า ได้อุ้ม ด.ญ.เอ ไปจริง เพราะมีอาการมึนเมาจนเกิดอารมณ์ทางเพศ แล้วพามาที่ห้องพักของตน แต่ตนแค่ลูบคลำเท่านั้นไม่ได้ทำอย่างอื่น เพราะเด็กร้องไห้จนกระทั่งพ่อแม่เด็กมาเคาะประตูเสียก่อน   ขณะที่ภรรยานายสมคิด บอกว่า รับไม่ได้กับการกระทำของสามี และขอให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมทั้งขอโทษพ่อและแม่ของ ด.ญ.เอ ด้วย กับการกระทำของสามี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนผู้เสียหายไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะส่งตัวไปตรวจร่างกายที่ รพ.ระยอง และจะประสานอัยการจังหวัดระยอง นักจิตวิทยาสงเคราะห์ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระยอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fg-MDoRdNU4

 39,388
สังคม-อาชญากรรม
30 เม.ย. 62

สลดอีก พ่อใช้มีดจี้บังคับข่มขืน ขณะลูกสาวท้อง 4 เดือน วันแต่งงานยังให้ลูกมานอนบ้าน ญาติประณามขอให้โดนประหาร

ความคืบหน้ากรณีเหตุสะเทือนใจที่นายวินัย อายุ 62 ปี พ่อแท้ๆข่มขืนน้องอุ้ม อายุ 17 ปี ลูกสาวของตนเองเป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่ลูกอายุ 13 ปี   ล่าสุด เมื่อวานนี้ ตร. สภ.พนมสารคาม เข้าตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุอีกครั้ง พบหลักฐานคือ มีด ที่พ่อใช้จี้คอลูกสาวตัวเอง เพื่อขอมีเพศสัมพันธ์ โดยกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ ช่วงเกิดเหตุพ่อขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ลูกไม่ยอมเพราะแต่งงานไปแล้ว พ่อจึงต้องข่มขู่เพื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับลูกเหมือนที่เคยทำมาตลอดเวลา 4 ปี   ตร.ก็พบหลักฐานเป็นมีดทำครัว ทิ้งไว้ข้างบ้าน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานและแจ้งข้อหากับนายวินัย เพิ่มอีก 1 ข้อหาคือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่น   ซึ่งจากการสอบปากคำนั้น นายวินัยก็รับสารภาพว่า ใช้มีดขู่ลูกสาวจริง เพราะไม่ต้องการให้ลูกไปอยู่กับแฟนหนุ่มที่แต่งงานกันไป โดยก่อนหน้านี้ก็จะบังคับให้กินยาพิษตายด้วยกันมาแล้ว เพราะพ่อไม่พอใจที่ลูกสาวแต่งงานไปมีครอบครัว  ต้องการให้ลูกอยู่กับตัวเองตลอดเวลา   ด้านนายอภิชาติ อายุ 27 ปี สามีของน้องอุ้ม เข้าพบ ตร.ยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่ได้ข่มขืนหรือกระทำชำเราน้องอุ้ม แต่รักกันและแต่งงานกันตามประเพณี เมื่อปลายปีที่แล้ว และตอนนี้น้องอุ้มก็ต้องท้องได้ 4 เดือน เรื่องที่เกิดขึ้นน้องอุ้มเป็นคนเข้าปรึกษากับครอบครัว ให้แจ้งความดำเนินคดีกับพ่อตัวเอง เพราะทนพฤติกรรมไม่ไหว   โดยนายอภิชาติ เล่าว่า แต่งงานกับน้องเมื่อปลายปีที่แล้ว  มีการจัดพิธีขอขมาตามประเพณี จากนั้นก็แยกตัวออกมาอยู่ที่บ้านของครอบครัวตน วันที่แต่งงานแฟนบอกว่าช่วยพาหนีไปให้ไกลจากบ้านพ่อ และอย่าพามาอีก แฟนบอกว่าพ่อชอบทุบตี วันแต่งงานเข้าเรือนหอ พ่อของแฟนยังโทรตามบอกให้กลับมานอนบ้านและมีอาการหึงหวงลูกสาว ตนก็เข้าใจว่าเป็นห่วงลูกสาวมาก และช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาพ่อโทรหาน้องอุ้ม บอกว่าป่วยหนักให้มาเยี่ยมแต่น้องอุ้มไม่เชื่อและบอกว่าพ่อชอบโกหกให้ไปหา   แต่พ่อก็โทรมาอีกบอกจะตรอมใจตาย ป่วยหนัก น้องอุ้มและแฟนก็เข้าไปเยี่ยม พอไปถึงพ่อก็ไล่ให้ตนออกไปรอหน้าบ้าน จากนั้นอุ้มก็บอกว่าพ่อขอคุยเรื่องเรียน ให้ตนไปรอที่บ้าน   จากนั้นเวลาบ่ายสามโมงน้องอุ้ม โทรมาร้องไห้ น้ำเสียงหวาดกลัวบอกให้ตนมารับที่บ้านพ่อด่วน  พอเจอหน้าน้องอุ้ม ร้องไห้ และบอกว่าพ่อทุบตี ครั้งนี้หนัก ตนเห็นท่าทางผิดปกติ จึงเค้นถาม น้องจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่าพ่อ ข่มขืนตั้งแต่อายุ 13 ปี หากไม่ทำก็ถูกทุบตี จนวันแต่งงานก็ยังจะให้กลับมาอีก และตอนนี้แฟนของตนก็ต้องท้อง 4 เดือน จะไปฝากท้องพ่อก็ไม่ยอมให้เอกสารบัตรประชาชนให้ พ่อเขากีดกันทุกอย่างไม่ให้ลูกแยกจากเขา   ทางด้านนางสหพร ญาติของนายวินัย เมื่อวานนี้ ตร.เชิญตัวมาสอบปากคำ หลังพบว่าอาจมีส่วนรู้เห็น โดยนางสหพรยืนยันว่า ไม่รู้ว่าน้องชายจะข่มขืนลูก และไม่เคยได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ มีเพียงเสียงตะโกนดุด่ากันเท่านั้น ซึ่งทางครอบครัวจะไม่ช่วยเหลือเรื่องคดีขอให้ติดคุกและได้รับโทษประหารชีวิต   ทางด้านตำรวจระบุว่า คดีนี้สะเทือนใจกับสังคมอย่างมาก พฤติกรรมของพ่อ ซึ่งจาการตรวจสอบประวัติ ก็ไม่พบว่ามีอาการป่วยหรือรักษาเกี่ยวกับจิตเวชมาก่อน จากนี้ก็รวบรวมสำนวนรอส่งฟ้องศาลต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/I_OgA9A355k

 131,654
สังคม-อาชญากรรม
22 เม.ย. 62

สลด พ่อแท้ๆลวงลูกวัย 13 ให้เฒ่าวัย 65 ขยี้กามแลกกัญชา

จากกรณีนายสุรชัย สุขเขียวอ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิบ้านนกขมิ้น โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก @ครูอ๊อด ขออาสา เปิดเผยเรื่องราวกรณีเด็กสาวรายหนึ่งอายุ 13 ปี ถูกล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ เป็นประจำทุกอาทิตย์ โดยพ่อแท้ ๆ ก็รู้เห็นเป็นใจ ด้วยเพื่อแลกกับกัญชา   ความคืบหน้าตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในเพิงพักชั่วคราว ภายในชุมชนบึงพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง พบเด็กสาววัย 14 ปี และเด็กสาววัย 13  ปี พักอาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าว จึงได้ทำการช่วยเหลือคัดแยกเด็กออกมาเพื่อเข้าสู่ขบวนการซักถามตามขั้นตอน   จากการตรวจสอบพบว่าเด็กทั้งสองรายพักอาศัยอยู่กับพ่อวัย 62 ปี ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพแวดล้อม พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุ จึงดำเนินการให้ความช่วยเหลือเด็กหญิงทั้งสองราย ให้อยู่ในความดูแลของสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ได้นำตัวเด็กสาวทั้งสองรายไปทำการตรวจร่างกายที่ รพ.ตำรวจ   หลังพบข้อมูลในทางการสืบสวนว่าเด็กทั้งสองราย อาจตกเป็นเหยื่อจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และส่งมอบเด็กทั้ง 2 คน ให้บ้านพักเด็กรับไปคุ้มครองดูแล ให้อยู่ในความปลอดภัย ในส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิด ได้ซักถามปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของผู้นำชุมชน เพื่อนบ้านหรือพยานแวดล้อมต่าง ๆ พร้อมกันนี้อยู่ระหว่างการรอผลตรวจทางแพทย์ และขั้นตอนสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งหากพบว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเคร่งครัดต่อไป   มีรายงานว่าชุดสืบสวนพบผู้ต้องสงสัย 1 ราย ซึ่งเป็นชายอายุ 65 ปี พักอาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าว โดยเด็กหญิงวัย 13 ปี ให้ถ้อยคำยืนยันต่อหน้าสหวิชาชีพและนักสังคมสงเคราะห์ ว่าพ่อของตนเองได้ออกอุบายล่อลวงเพื่อให้ชายวัย 65 ปี คนนี้ ลงมือข่มขืนกระทำชำเราเพื่อแลกกับกัญชา ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ทางพนักงาน บก.ปคม.อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_8dRfupvCZE

 59,451
ข่าวภูมิภาค
19 มี.ค. 62

ศาลสั่งจำคุก 15 ปี 3 เดือน ‘หมอก’ ข่มขืนน้องสาวแฟนป่วยออทิสติก วัย 12 ปี

จากกรณีเกิดเหตุพี่สาว เป็นใจให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาวแท้ๆ อายุ 12 ปี ที่ป่วยเป็นออทิสติก แล้วยังช่วยกันจับย่าอายุ 73 ปี มัดมือมัดเท้าชิงเงินสด แล้วพากันหลบหนีไป โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิ.ค. ปี2561 นั้น    ความคืบหน้าวันที่ 19 มี.ค. 62 ที่ จ.สงขลา ศาลจังหวัดนาทวี ได้พิพากษาสั่งจำคุก นายสัณห์พิชย์ โกบใบ อายุ 19 ปี หรือ ‘หมอก’ จำเลยในคดีนี้ 30 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี 3 เดือน   ตามฐานความผิดรวม 4 ข้อหา คือร่วมกันชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 14 ปี, ฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจำคุก 4 ปี, ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจจำคุก 12 ปีและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมายจำคุก 6 เดือน    และริบของกลาง กับให้จำเลยคืนแหวนทองคำและโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ผู้เสียหายที่ 3 กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 50,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป   สำหรับเรื่องราวของคดีนี้ ‘ขวัญ’ อายุ 15 ปี รู้เห็นเป็นใจให้นายสัณห์พิชย์ หรือ ‘หมอก’ แฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน ข่มขืนน้องสาวที่ป่วยออทิสติกอายุ 12 ปี ในบ้านพัก จนเรื่องแดงขึ้นมาและญาติได้เข้าแจ้งความที่ สภ.สะเดา และทั้งสองคนได้หลบหนีไป กระทั่งยอมเข้ามอบตัว    แต่นายสัณห์พิชย์ ให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่ได้ข่มขืน แต่แฟนสาวเป็นคนใช้แตงกวาสอดในอวัยวะเพศน้องสาว    ส่วนแฟนสาวของหมอก หรือ ‘ขวัญ’ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างควบคุมของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา   ข่าวที่เกี่ยวข้อง    สลด พี่สาววัย 17 ให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาววัย 12 ป่วยออทิสติก-จับย่ามัดมือเท้า ชิงทองหลบหนี   จับแล้ว ‘พี่สาว-แฟน’ ข่มขืนน้องออทิสติก ฝ่ายชายปัดข่มขืน โบ้ยพี่สาวใช้แตงกวาชำเราน้อง ย่ากร้าวขอตัดขาด  

 6,161
ข่าวต่างประเทศ
21 ก.พ. 62

ตร.สหรัฐฯรวบ 'พระศรีไพร' เจ้าอาวาสวัดไทยในลาสเวกัส ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

สหรัฐฯ - รวบเจ้าอาวาสวัดไทย ในนครลาสเวกัส ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก โดยพระศรีไพร วัย 48 ปี ถูกจับได้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะปฎิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสในวัดศรีเจริญธรรม ที่เมืองลาสเวกัส   รายงานระบุว่าเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ช่วงปี 2000 พระศรีไพร ได้สอนวิชาภาษาไทย ให้กับเด็กๆที่วัด ในนครชิคาโก้ และมีการล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการลูบคลำเด็ก 2 คน   ล่าสุดถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำ รอการพิจารณาคดี โดยมีการตั้งวงเงินประกันตัวเอาไว้ อยู่ที่ประมาณ 650,000 บาท  

 2,492
สังคม-อาชญากรรม
27 พ.ย. 61

'นายบัติ' ปัดข่มขืนยายวัย 73 อ้างเป็นคนธรรมะธัมโม หลานสาวแฉน้ามีอารมณ์ทุกครั้งที่เสพยา เคยถูกขอมีเพศสัมพันธ์

จากกรณีนายสมบัติ ต้นวงษ์ อายุ 54 ปี  ก่อเหตุข่มขืนหญิงอายุ 73 ปี นอนป่วยติดเตียง โดยก่อเหตุภายในชุมชนย่านคลองเตย พื้นที่ สน.ท่าเรือ ก่อนหลบหนีไป ซึ่งต่อมาตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้   ก่อนที่ตำรวจ สภ.ไทรโยค ได้รวบตัวนายสมบัติ ได้แล้ว ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไปอยู่บ้านเพื่อนใกล้วัดลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เตรียมที่จะไปบวชเป็นพระ โดยพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค ได้ลงบันทึกประจำวันการจับกุมก่อนส่งตัวมาดำเนินคดีที่ สน.ท่าเรือ ขณะคุมตัวมาสอบปากคำ ทางเจ้าหน้าที่นำหมวกไอ้โม่งให้นายสมบัติใส่ปิดบังใบหน้าไว้    ซึ่งจากการซักถามนายสมบัติให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้ข่มขืนยายตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด อ้างว่าเข้าไปบีบนวดให้ยายเท่านั้น ทั้งนี้ตำรวจมีพยานหลักฐานและรอผลตรวจ ทางนิติวิทยาศาสตร์ร่างกายผู้เสียหายมาประกอบ คาดจะทราบผลไม่เกิน 2 สัปดาห์ ว่าถูกกระทำชำเราจริงหรือไม่   เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นไม่สามารถขัดขืนได้    นายสมบัติ เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองทำงานรับจ้างขนของที่การท่าเรือ ไม่ได้หนีความผิดแต่ที่ไปอยู่ อ.ไทรโยค ตั้งใจจะไปบวชและปกติเป็นคนชอบสวดมนต์ ผู้สื่อข่าวถามว่าทำถึงเข้าไปในบ้าน ของยายแต่นายสมบัตินั่งนิ่งไม่ตอบ    ขณะที่นายมนตรี จิตต์หาญ เพื่อนที่ให้นายสมบัติไปพักอาศัยด้วยหลังก่อเหตุ เผยว่าตนรู้จักกับ นายสมบัติ ตอนทำงานอยู่แถวคลองเตยเมื่อ 30 ปีก่อน จากนั้นก็ไม่เคยเจอกันอีก กระทั่งเมื่อ 3 วันก่อน นายสมบัติ นั่งรถไฟมาหาตนที่บ้าน อ.ไทรโยค อ้างว่าถามทางมาจากลูกชายของตน ซึ่งทำงานอยู่ท่าเรือคลองเตย เมื่อมาถึงตนได้พูดคุยและให้นายสมบัติพักอยู่ที่บ้าน เพราะไม่ทราบว่านายสมบัติ หลบหนีคดีมา โดยนายสมบัติ บอกเพียงว่าเบื่ออยากมาบวช ตนจึงพาไปพบเจ้าอาวาส ที่วัดเพื่อฝากให้บวชเป็นพระที่วัดใกล้บ้าน   จากนั้นนายสมบัติ ก็ไปพักที่วัดเพื่อเตรียมตัวจะบวชเป็นพระ กระทั่งคืนหนึ่งขณะที่ตนนอนดู ข่าวทางโทรทัศน์ เห็นข่าวคดีข่มขืนคนแก่ติดเตียงและเห็นรูปกับชื่อนายสมบัติเป็นผู้ก่อเหตุ ด้วยความตกใจจึงรีบไปบอกแม่ของตนและโทรไปปรึกษาเพื่อนอีกคนหนึ่ง ว่าจะดำเนินการอย่างไรดี    ขณะนั้นนายสมบัติไปอาศัยที่วัดแล้วแต่ยังแวะเวียนมาที่บ้านตนในช่วงเช้า กลางวันและเย็นเพื่อทานข้าว  ช่วงกลางวันตนต้องออกไปทำงาน โดยมีแม่อยู่บ้านตามลำพัง กลัวว่านายสมบัติ จะก่อเหตุกับแม่ของตนอีก จึงตัดสินใจแจ้งข้อมูลกับตำรวจทำการจับกุม   ด้านลูกสาวคนเล็กของยายเผยว่า ดีใจที่จับกุมผู้ต้องหาได้และคลายกังวลมาก ที่ผ่านมาแม่ของตนร้องไห้และหวาดผวา ส่วนตัวตนไม่รู้จักและไม่เคยพบกับนายสมบัติ แต่พี่สาวบอกว่านายสมบัติจะเข้าออกบ้านและมาเสพยาเสพติดกับพี่เขยเป็นประจำ เหตุที่เกิดขึ้นทางครอบครัวเสียใจมาก   ขณะนี้ย้ายแม่ออกจากบ้านเกิดเหตุไปอยู่กับตนแล้ว พยายามเยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาเป็นปกติ  ระบุไม่ขอรับคำขอโทษอยากให้รับโทษหนักที่สุด ทราบว่านายสมบัติ เคยก่อเหตุกับเด็ก คนพิการ คนแก่ในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง จึงอยากให้คนที่เคยตกเป็นเหยื่อออกมาแจ้งความ   ขณะที่ลูกสาวคนโตของยาย ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเกิดเหตุกับยายเล่าว่า  บ้านหลังดังกล่าวอาศัยอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ ตนเอง สามี และยาย โดยยายป่วยติดเตียงนอนอยู่ชั้นล่าง ส่วนตนกับสามีนอนอยู่ชั้นบน วันไหนที่ตนออกไปทำงานก็จะซื้อข้าวซื้อน้ำทิ้งไว้ให้ เพราะยายยังช่วยเหลือตัวเองได้ ลูกนั่งได้แค่เดินไม่ได้เฉยๆ     ส่วนนายสมบัติ เป็นเพื่อนกับสามีของตนมาที่บ้านเกิดเหตุเป็นครั้งที่ 2 ยอมรับพากันมาเสพยา สามีไม่ได้เสพเป็นชีวิตประจำวัน นอกจากมีเพื่อนฝูงมาหา เสพเป็นบางครั้งบางคราว      ก่อนเกิดเหตุตนทะเลาะกับสามี นายสมบัติจึงมาดูเพราะห้องพักอยู่ใกล้กัน โดยเดินขึ้นไปหาตนกับสามีบนบ้านแล้วพูดว่า “ทำไมมึงไม่ดูแม่เลยสงสารแม่” จากนั้นในช่วงเย็นนำน้ำไปให้ยายดื่ม แล้วก็บีบแขนบีบขายาย  ตนเห็นจึงบอกว่าไม่ต้องยุ่งเดี๋ยวทำเองแล้วก็ไล่เขาออกไป จากนั้นนายสมบัติ ก็ขึ้นไปนั่งคุยกับสามีบนบ้าน    “วันเกิดเหตุตนทะเลาะกับสามีอยู่บนบ้านแต่นายสมบัติ ลงมาก่อเหตุกับแม่ของตนที่นอนอยู่ชั้นล่าง ซึ่งตนไม่ได้ยินเสียงอะไร แม่ก็เล่าให้ฟังว่ามันเอาผ้าพันคอแล้วบีบคอแม่ ทุบตีแม่เจ็บไปหมด แต่ไม่ได้บอกว่าถูกข่มขืน  มันทุบไปพูดไปบอกว่าไม่มีใครสนใจหรอกมันทะเลาะกันอยู่บนบ้าน” ขณะที่ตำรวจเดินทางไปที่บ้านหลังเกิดเหตุ แต่ลูกเขยของยายไม่ยอมออกจากห้อง   ขณะที่เพื่อนบ้านบอกว่า หลังเกิดเหตุยายเล่าให้ฟังว่า ไม่มีใครช่วยแม่ได้ ลูกสาวและลูกเขยที่อาศัยอยู่ด้วยกันก็ช่วยไม่ได้ เขาขู่จะฆ่าทุกคนในบ้าน ยายขอร้องให้ตนช่วย บ่นอยากตายไม่อยากอยู่แล้ว   ด้าน พล.ต.ต. มงคล  วรุณโณ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 บอกว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้เนื่องจากผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาพบเคยต้องโทษ 8 คดี  โดยเมื่อปี 2537 ถูกดำเนินคดีข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา, ปี 2544 ข้อหาลักทรัพย์และบุกรุก, ปี 2545-2546 คดียาเสพติดและเพิ่งพ้นโทษเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา    นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากหลานสาวแท้ๆ ของนายสมบัติ ปัจจุบันอายุ 40 ปี เผยว่าขณะที่ตนอายุ 15 ปี นายสมบัติ เคยขอมีเพศสัมพันธ์กับตน โดยพูดกับตนว่า “กูคันรูตูดช่วยเกาตูดให้กูหน่อย” ตนปฏิเสธบอกไม่ทำ จากนั้นนายสมบัติพูดว่า “งั้นกูขอมึงทีหนึ่งได้มั้ย” จนตนต้องหนีไปอยู่บ้านญาติอีกคน โดยน้าชายเสพยามาตั้งแต่วัยรุ่น เสพยาเมื่อไหร่ก็จะมีอารมณ์ทางเพศตลอด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/awV7htvWh0E

 7,639
สังคม-อาชญากรรม
23 พ.ย. 61

เปิดใจสาวพีอาร์ถูกหยอดยาเสียสาว ร้อนวูบวาบทั้งตัว เชื่อฝีมือแขกชาวต่างชาติ หมอชี้เป็นยาโด๊ปม้า

จากกรณีที่หญิงสาวรายหนึ่งโพสต์เตือนภัย เมื่อเพื่อนสาวโดนหยอดยาเสียสาวจนหมดสภาพ พร้อมระบุว่าเพื่อนของเธอทำงานเป็นพีอาร์ในเล้าจ์แห่งหนึ่ง แต่โดนลูกค้าหยอด ยาเสียสาว ทำให้มีอาการร้อนไปหมดทั้งตัวและต้องถอดเสื้อผ้า อาเจียน แทบไม่ได้สติ   พีอาร์สาว วัย 28 ปี เหยื่อถูกหยอดยา ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ตนมีอาชีพเป็นพริตตี้และพีอาร์ตามร้านเหล้า ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนทำงานที่ร้านแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ รับเติมเหล้าให้กับแขกที่มากินในร้าน และช่วงเกิดเหตุได้ชงเหล้าให้กับแขกต่างชาติชาวเกาหลี เป็นผู้ชายมาด้วยกัน 4-5 คน ตนก็ได้ดื่มกินกับลูกค้าตามปกติ   กระทั่งดื่มจนคิดว่าตนเองน่าจะมีอาการเมา และไม่ไหวแล้วจึงขอตัวกลับ โดยบอกกับแขกกลุ่มดังกล่าวว่ามีงานเช้า ซึ่งภาพสุดท้ายที่จำได้คือตนเรียกแท็กซี่มารับ และให้คนขับคุยกับเพื่อนให้เพื่อนบอกทาง หลังจากนั้นภาพก็ตัดไป ก่อนที่จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถึงคอนโดเพื่อนลงมารับ แล้วตนก็ไม่รู้สึกตัวเลย   และตื่นอีกทีในเวลา 13.00 น. ของวันที่ 21 พ.ย. โดยเพื่อนที่มารับเล่าว่า ตนลงจากรถก็มาอ้วกหน้าคอนโด เพื่อนกับ รปภ. ต้องพยุงขึ้นห้อง รู้แค่ว่าตัวร้อนจากข้างในมาก เพื่อนบอกว่าตนพยายามถอดเสื้อผ้าออกเพราะความร้อน ครางและมีความต้องการทางเพศ เพื่อนจึงถอดเสื้อผ้าและพาไปอาบน้ำ แต่ก็ไม่หาย ใช้เวลา 1 วันกว่าจึงรู้สึกตัว พอตื่นนอนมาก็หายใจไม่ออกเหมือนจะตาย มีอาการใจสั่น และคอแห้งตลอดเวลา จนถึงตอนนี้อาการก็ยังแย่อยู่   พีอาร์สาว ยังกล่าวอีกว่า ตนเองไม่ทราบว่าช่วงเวลาการหยอดยาเกิดขึ้นตอนไหน อาจจะเป็นช่วงที่ตนเดินออกไปเข้าห้องน้ำก็ได้ ทั้งนี้เคยได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังว่าเคยมีคนที่รู้จักโดนในลักษณะนี้มาก่อนเหมือนกัน ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตนเพราะแก้วที่มีเหล้าอยู่ตอนนั้นก็มีหลายใบ   ดังนั้นอยากฝากไปถึงผู้หญิงทุกคนที่ทำงานตอนกลางคืน หรือคนที่ชอบเที่ยว ให้ระมัดระวังตนเอง เพราะมีอันตรายอยู่รอบตัวตลอดเวลา สังคมทุกวันนี้น่ากลัว เพราะถึงแม่ว่าตนอาจจะโชคดีที่ไม่ตกเป็นเหยื่อยที่โดนข่มขืน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีแบบนี้   ซึ่งขณะนี้ยังไม่กล้าไปแจ้งความกับตำรวจ เนื่องจากกลัวว่าร้านที่ทำงานจะได้รับผลกระทบไปด้วย จึงขอไปปรึกษากับผู้จัดการร้านก่อน หากผู้จัดการร้านอนุญาต จะดำเนินการแจ้งความตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะตนก็เป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้ด้วย   อย่างไรแล้วขอยืนยันในกรณีที่มีคนแชร์ในโลกออนไลน์ว่า นายบอส เป็นคนมอมยาและพยายามข่มขืนนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากไม่ได้รู้จักกับนายบอสเป็นการส่วนตัว คาดว่าอาจจะเป็นผู้เสียหายรายอื่น   ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวถึงกรณีมีการแชร์กันในสังคมออนไลน์ ถึงยาหยอดทำให้รู้สึกร้อนรุ่ม วูบวาบ ถอดเสื้อผ้า และถูกล่วงละเมิดทางเพศว่า ในกลุ่มยาที่หลายคนมักบอกว่า ยาเสียสาวนั้น จริงๆ ไม่ใช่ว่าเป็นยาที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกมีอารมณ์ทางเพศ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการผสมกันของอย่างอื่น โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   อย่างกรณียาที่บอกว่าทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบ ก็มีจริง แต่เป็นการออกอาการที่ทำให้รู้สึกร่างกายร้อน โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ เนื่องจากมีเส้นเลือดเยอะ ไม่ว่าจะอวัยวะเพศทั้งชายหรือหญิง จึงทำให้มีความรู้สึกมากเป็นพิเศษ ทำให้รู้สึกว่ามีอารมณ์ทางเพศ หรือเข้าใจว่าทำให้เสียสาวได้ ส่วนที่ถึงขนาดถอดเสื้อผ้าอาจแล้วแต่บุคคล บางคนอาจโดนยาตัวอื่นร่วม หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้ก็พูดยาก ต้องไปดูตัวยา   ประเด็นคือ พวกนี้ไม่ใช่ยาที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. และจะไม่รับขึ้นทะเบียนเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีสรรพคุณทางยา หรือประโยชน์ทางการแพทย์ใดๆ แม้แต่ขึ้นทะเบียนสัตว์ก็ไม่ได้ แต่จะเห็นว่ากลุ่มนี้มีการลักลอบใช้ในม้า เพราะเอาไปใช้ในเรื่องช่วยให้มีอาการติดสัดเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่าผิดหมด เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากมีการครอบครองจะมีโทษเกี่ยวกับยาไม่ขึ้นทะเบียนตามพ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 โดยจะผิดกรณีผลิตยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ   ส่วนการกินแล้วมีผลข้างเคียงถึงแก่ชีวิตนั้น ขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่เคย ส่วนใหญ่ไม่เจอ แต่จะเป็นปัญหาถูกล่วงละเมิดทางเพศและเข้าแจ้งความดำเนินคดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fmBA3rmNNGY

 137,338
สังคม-อาชญากรรม
11 ต.ค. 61

รวบหนุ่มกู้ภัย ลวง 2 ด.ญ. อ้างกำลังมีเคราะห์ พาไปทำพิธีในม่านรูด ก่อนล่วงละเมิดทางเพศ

ตำรวจกองปราบปราม นายดุสิต บุญฤทธิ์ หรือโน อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาธนบุรี ลงวันที่ 10 ต.ค. ในข้อหา พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยจับกุมตัวได้ ที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ย่านถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม.   โดยเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา นายดุสิตล่อลวง ด.ญ. อายุ 14 ปี และ ด.ญ.บี อายุ 12 ปี โดยชักชวนไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ในห้างสรรพสินค้าย่านถนนพระราม 2 จากนั้นใช้อุบายหลอกผู้เสียหายว่ากำลังมีเคราะห์ ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ก่อนจะพาไปข่มขืนกระทำชำเราที่โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง จากนั้นได้พาตัวไปส่งที่ตลาดนัดอินดี้ ย่านดาวคะนอง   หลังเกิดเหตุผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้ง 2 คน พบความผิดปกติ จึงสอบถามจนทราบความจริง ก่อนพาเข้าแจ้งความ ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาเป็นอาสาสมัครของกู้ภัยแห่งหนึ่ง และเป็นลูกจ้างอยู่ที่อู่ซ่อมรถดังกล่าว จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัว   จากการสอบสวนนายดุสิต ให้การรับสารภาพว่า รู้จักกับผู้เสียหายทั้ง 2 คนผ่านทาง ด.ญ.เอ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับผู้เสียหาย โดยมีการติดต่อกันผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ในวันเกิดเหตุหลังจากดูหนังเสร็จแล้ว ตนก็ชักชวนผู้เสียหายทั้ง 2 ไปนั่งเล่นต่อที่สวนหย่อมใกล้ๆ กับห้าง โดยตนได้ขอดูลายมือของเด็กผู้เสียหายทั้ง 2 อ้างว่าสามารถดูดวงทำนายชะตาได้ เพราะตนเคยศึกษากับพระอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.มุกดาหาร    ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนดูดวงเม่นจริง จึงได้ทำนายไปว่าผู้เสียหายทั้ง 2 กำลังจะมีเคราะห์ จากนั้นก็พาผู้เสียหายไปทำพิธีแก้กรรมที่โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นตนเกิดอารมณ์ทางเพศจึงลงมือข่มขืนเหยื่อทั้ง 2 คนจนสำเร็จความใคร่ เสร็จแล้วก็นำตัวไปส่งที่ตลาดฯ ย่านดาวคะนอง ก็    ภายหลังการสอบสวน ตำรวจได้นำตัวหนุ่มกู้ภัยหื่นส่ง สน.ท่าข้าม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป      

 10,343
สังคม-อาชญากรรม
10 ต.ค. 61

สลด พ่อแท้ๆข่มขืนลูกสาววัย 12 นาน 5 ปี แม่รู้เห็นให้ลูกสมยอม โกรธสามีโดนจับเข้าคุก

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชลิดา วัฒนะ ได้โพสต์เรื่องราวสุดหดหู่หลังได้เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงวัย 12 ชาว จ.สกลนคร ที่ถูกพ่อแท้ๆข่มขืนมานานกว่า 5 ปี อีกทั้งยังกักขังเวลาไม่อยู่บ้านไม่ได้เรียนหนังสือ โดยผู้เป็นแม่รับรู้ถึงพฤติกรรมดังกล่าวด้วย และเมื่อไม่สมยอม ผู้เป็นพ่อแม่ก็จะทุบตีลูกสาวจนด้ามไม้กวาดหัก จนเด็กหญิงต้องหนีไปอยู่บ้านญาติ และเข้าแจ้งความ จากการตรวจร่างกายเด็กพบว่า ถูกละเมิดทางเพศจริง   ขณะที่พ่อของเด็กได้ไปตามหาลูกสาวที่บ้านญาติ มีการทำร้ายตบตีลูกสาว จนเกิดการโต้เถียงกัน และถูกแจ้งข้อหาบุกรุก ด้านผู้เป็นแม่พยายามขอประกันตัวสามี และรู้สึกโกรธลูกที่ทำให้สามีต้องติดคุก ขณะที่เด็กยังบอกอีกว่า ถ้าพ่อกับแม่โดนจับ ขอให้ติดคุกให้นานที่สุด เพราะหวาดกลัวว่าจะโดนกระทำอีก ซึ่งทาง จนท.จะพาเด็กหญิงไปที่ศูนย์คุ้มครองบ้านเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็กได้พบกับนักจิตวิทยาต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_mT3uL469Tk

 70,840
ข่าวภูมิภาค
03 ต.ค. 61

รวบแม่เล้าวัย 20 คาร้านหมูกระทะ ลอบส่งเด็กอายุ 13 ปี บำเรอกามให้เฒ่าญี่ปุ่นวัย 71

พัทยา-ตำรวจสภ.เมืองพัทยา นำกำลังจับกุม น.ส.พลอยพรรณ หรื่อปิ่น เมืองดิษฐ์ อายุ 20 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดาเพื่ออนาจาร โดยเด็กนั้นเต็มใจไปด้วย / ร่วมกันค้ามนุษย์ โดยการเป็นธุระจัดหาชักพาเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้ามนุษย์ ซึ่งสามารถจับกุมตัวได้ที่ ร้านหมูกระทะภายในซอยมาบยายเลีย ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี   สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้ควบคุมตัวนายฮิโรยูกิ นากาชิม่า หรือโนมีตะ สัญชาติญี่ปุ่น อายุ 71 ปี ได้ที่คอนโดมิเนียมย่านจอมเทียน ในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม   โดยนายฮิโรยูกิ มีพฤติกรรมลักลอบซื้อบริการทางเพศจะติดต่อให้แม่เล้าพามาส่งยังที่พัก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม ตรวจสอบพบอุปกรณ์ เซ็กส์ทอย / เจลหล่อลื่น / หนังสือภาพลามก และกล้องแอบถ่ายติดไว้บนเพดานเพื่อแอบบันทึกภาพกิจกรรมทางเพศไว้ด้วย   เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมแล้วจึงวางแผนขยายผลไปจับกุมตัวแม่เล้าที่ลักลอบส่งตัวเด็กสาวให้กับนายฮิโรยูกิ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปจนพบ น.ส.พลอยพรรณ กำลังนั่งกินหมูกระทะอยู่ภายในร้าน จึงแสดงตัวเข้าจับกุมดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/H2f195D5vXc

 2,949
ข่าวภูมิภาค
01 ต.ค. 61

รวบชายวัย 46 ลวง ด.ญ.9 ขวบ ขืนใจในป่ามัน เลือดท่วม อวัยวะเพศฉีก สารภาพทำเพราะเมา

บุรีรัมย์-ตร.ควบคุมตัว นายวิโรจน์ ศรีอ่อน หรือโต อายุ 46 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บริเวณป่ามันสำปะหลัง หมู่ 12 บ้านโคกแดง หลังก่อเหตุล่อลวง ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งตำบลสำโรงใหม่ ไปบังคับล่วงละเมิดทางเพศ โดยเหตุเกิดเมื่อเย็นวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา   โดยการจับกุมดังกล่าวได้ที่บ้านของภรรยาผู้ต้องหา โดยเข้าไปหลบซ่อนตัวในอ่างน้ำในห้องน้ำที่เปิดน้ำทิ้งออก โดยเมื่อตำรวจร่วมกับชาวบ้านช่วยกันล้อมจับกุมได้พบว่ายังอยู่ในอาการมึนเมาแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนหรือต่อสู้ จากการสอบสวนผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศ ด.ญ.เอ จริง โดยอ้างว่าที่ทำไปเพราะมึนเมาจึงเกิดอาการทางเพศ พร้อมยอมรับว่าได้ลงมือทำร้ายร่างกายเด็กก่อนด้วย   ด้านญาติของผู้ต้องหา บอกว่า ช่วงเย็นวันเกิดเหตุเห็นนายวิโรจน์ปั่นจักรยานพา ด.ญ.เอ ซ้อนรถจักรยานผ่านไป แต่ก็ไม่ได้เอะใจคิดว่าจะปั่นไปส่งกลับบ้าน แต่เห็นหายไปนานสักพักใหญ่ ตาของ ด.ญ.เอ โทรมาถามว่าเห็นหลานไหม ก็ตอบไปว่านายวิโรจน์ปั่นจักรยานไปส่งแล้ว จากนั้นจึงพากันออกตามหาแต่ก็ไม่พบ กระทั่งตกเย็นก็เห็นเด็กกลับมาในสภาพที่มีเลือดเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า และมีอาการหวาดผวาบางอย่าง จึงสอบถามว่าเป็นอะไร ตอนแรกเด็กบอกว่า รถล้มแต่ตนไม่เชื่อจึงเค้นถาม เด็กจึงเล่าให้ฟังว่าถูกนายวิโรจน์พาไปข้างป่ามันแล้วบังคับล่วงละเมิดทางเพศ   เมื่อถอดเสื้อผ้า ด.ญ.เอ ออกดูก็พบมีรอยเลือดบริเวณอวัยวะเพศ และมีรอยเขียวช้ำตามตัว จึงแจ้งให้ตาของเด็กทราบ ก่อนที่ตาจะไปแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบและจับกุมดังกล่าว   ซึ่งญาติของคนร้ายรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่คิดว่าน้องเขย จะมีพฤติกรรมแบบนี้ ทั้งที่คนร้ายเพิ่งมาอยู่ในบ้านได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น และคนในบ้านก็ไม่มีใครรู้ประวัติหรือพฤติกรรมที่แท้จริงเลย และเพิ่งมารู้ว่าเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับของ สภ.บ้านบึง ในข้อหาข้อหายักยอกทรัพย์   เบื้องต้น ตำรวจได้แจ้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็ก โดยขู่เข็นประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เด็กอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดยืนได้ ก่อนนำตัวไปดำเนินตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VarIkHAaRK4

 30,763
สังคม-อาชญากรรม
21 ก.ย. 61

รับสารภาพแล้ว! ตร.คุมตัว 'แอร์ วินจยย.' ทำแผนชี้จุด พยายามล่วงละเมิดเด็กหญิง 9 ขวบในวัด หลังอ้างไปเข้าห้องน้ำแต่เด็กเดินตาม

ตำรวจนครบาลสายไหม คุมตัวนายแอร์ ผู้ต้องหาพยายามล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 9 ปี ในห้องน้ำวัดย่านสายไหม ไปชแทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 3 จุด หลังล่าสุดให้การรับสารภาพแล้ว    (21 ก.ย. 61) เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลสายไหม คุมตัวนายแอร์ พร้อมสวมเสื้อเกราะ และหมวกกันน็อก ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพทั้งหมด 3 จุด ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจุดแรกเริ่มจากที่หน้าโรงเรียนเกิดเหตุ ที่นายแอร์ นำเสื้อวินเถื่อนมาสวมใส่ และรับเด็กหญิง 9 ปีที่บริเวณประตู 2 ของโรงเรียน    จากนั้นก็นำตัวนายแอร์ ไปที่ บริเวณปากซอยพหลโยธิน54/1 แยก 4-35 ที่ผู้ต้องหาอธิบายว่า ขณะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีมาหลังก่อเหตุ เจอรถเจ้าหน้าที่ตำรวจขี่สวนมา กก่อนถูกควบคุมตัวได้ หลังก่อเหตุไม่นานนัก และจุดสุดท้าย คือ ที่ห้องน้ำวัดอยู่ดีบำรุงธรรม หรือ วัดออเงิน ซึ่งเป็นจุดที่นายแอร์นำรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่มีเด็กวัย 9 ขวบซ้อนท้ายมาจอดภายในวัด แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่หลังกุฏิวัด ก่อนออกอุบายว่าปวดท้อง หลังจากนั้นออกมากวักมือเรียกเด็ก โดยอ้างว่า ไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงกวักมือเท่านั้น จากนั้นพระศักดา บานชื่น พระลูกวัดที่ได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วยเหลือ จึงนำเหล็กตีระฆัง ไปทุบตามห้องน้ำ จนในที่สุดผู้ต้องหาก็เดินออกมา และขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนี -   โดยหลังการทำแผน ก็ได้คุมตัวกลับมาสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนที่จะฝากขังภายในวันนี้ โดยผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพแล้ว หลังจากเมื่อวานนี้ยังให้การภาคเสธ ส่วนชื่อจริงที่อ้างก่อนหน้านี้ ที่ตรงกับเด็กอายุ 14 ปี ยืนยันว่าไม่ใช่ชื่อของผู้ต้องหา และไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่เป็นบุคคลที่ตกสำรวจ   

 1,767
ข่าวภูมิภาค
18 ก.ย. 61

‘ปวีณา’ รุดตรวจสอบความคืบหน้าคดี เด็กหญิง 4 ขวบ ถูกรุ่นพี่ ม.2 ล่วงละเมิด

‘ปวีณา’ รุดตรวจสอบความคืบหน้าคดี เด็กหญิงอนุบาล 1 ถูกรุ่นพี่ ม.2 3 คน อนาจารในห้องน้ำหลังโรงเรียน    วันนี้ (18 ก.ย.) เมื่อเวลา 12.00 น. นางปวีณา หงสกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เดินมาตรวจสอบความคืบหน้าคดี หลังได้รับการร้องเรียนจาก แม่เด็กหญิงอนุบาลวัย 4 ขวบ ถูกรุ่นพี่ชั้น ม.2 กระทำอนาจาร ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังแถลงการ    สืบเนื่องจาก นางโม (นามสมมติ) อายุ 41 ปี ได้รับแจ้งจากคุณคูรประจำชั้นของ น้องแนน (นามสมมติ) บุตรสาวคนเล็กวัย 4 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.บางละมุง ว่าบุตรสาวมีเลือดออกบริเวณกางกางในให้มาตรวจสอบด่วน เมื่อมาถึงพบบุตรสาวอยู่ในอาการตกใจและหวาดกลัว นางโม จึงเค้นสอบถามอยู่นานจน น้องแนน เอ่ยพูดว่า พี่ทำหนู พี่เอามีดมาทิ่มหนู พร้อมพา นางโม และคุณครูประจำชั้นเดินทางไปยังห้องน้ำหลังโรงเรียนซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ    โดยเล่าอีกว่า ระหว่างน้องแนนเดินมาเข้าห้องน้ำ ได้พบรุ่นพี่ระดับชั้น ม.2 เป็นนักเรียนชายจำนวน 3 คน ยืนอยู่หน้าห้องน้ำ จากนั้นได้ผลักน้องแนนเข้าไปในห้องน้ำ คนแรกจับแขนทั้ง2ข้าง คนที่ 2 จับถ่างขา และคนที่ 3 พยายามข่มขืน น้องแนนจึงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด รุ่นพี่ทั้ง 3 คน จึงย่อมปล่อยน้องแนนกลับมาที่ห้องเรียน จนเมื่อคุณครูท่านหนึ่งสังเกตุเห็นว่า มีคราบเลือดติดบริเวณกางเกงในของน้องแนนขณะนอนหลับกลางวัน จึงรีบปรึกษาและแจ้งผู้ปกครองมาตรวจสอบ    ซึ่งภายหลังเกิดเหตุได้พา น้องแนน ไปรักษาอาการบาดเจ็บและตรวจร่างกายที่ รพ.แหลมฉบัง และเดินทางมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง พร้อมทำการร้องทุกข์มายัง สายด่วนมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อติดตามเอาผิดกับคนร้ายให้ถึงที่สุด    โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ ได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง และเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ ได้พาน้องแนน ไปสอบปากคำและตรวจสอบที่โรงเรียนอีกครั้ง พร้อมให้ น้องแนน แสดงพฤติกรรมของรุ่นพี่ให้กับเจ้าหน้าที่ดู พบว่านักเรียนชายพยายามใช้อวัยวะเพศสอดใส่ แต่น้องแนนเข้าใจว่าเป็นมีด เพราะรู้สึกเจ็บ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ถูกต้อง อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบนักเรียนอนุบาล ซึ่งพบเห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ แต่ไม่กล้าเข้าไปช่วย เนื่องจากกลัวถูกทำร้ายไปด้วย ซึ่งผู้ปกครองยินดีให้มาเป็นมาร่วมเป็นพยานในคดี    ทั้งนี้ จากการนำรูปนักเรียนชายต้องสงสัย มาปะปนกับนักเรียนชายคนอื่นๆ มาให้น้องแนน และพยานชี้ตัว ผลปรากฏว่าสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ตรงกัน เป็นรุ่นพี่นักเรียนชั้น ม.2 จำนวน 3 คน    ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัว นายนิว (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ที่น้องแนนให้การว่าเป็นบุคคลที่ใช้อาวุธมีด (อวัยวัยเพศ) ทิ่มจนได้รับบาดเจ็บ ส่งตัวให้กับสถานพินิจ ฐานร่วมกันกระทำอนาจารเด็กหญิง ส่วนเยาวชนอีก 2 คน อยู่ระหว่างทำการเรียกตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม    ด้าน นางปวีณา เปิดเผยว่า ตนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งต้องแก้ไขให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้เกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเยาวชนอีกด้วย    ทั้งนี้ จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในห้องน้ำหญิง และเด็กเล็ก อาทิ การติดตั้งกล้องวงจรปิดหน้าห้องน้ำ การมีแม่บ้านหรือเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแลอย่างต่อเนื่อง การแยกชาย-หญิงให้ชัดเจน และการปรับปรุงห้องน้ำไม่ควรอยู่ในมี่ลับตาคน เพื่อความปลอดภัยอย่างสูงสุดสำหรับนักเรียน เด็ก และสตรี ต่อไป  

 4,890
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 61

จับแล้ว ‘พี่สาว-แฟน’ ข่มขืนน้องออทิสติก ฝ่ายชายปัดข่มขืน โบ้ยพี่สาวใช้แตงกวาชำเราน้อง ย่ากร้าวขอตัดขาด

สงขลา-จากกรณีเกิดเหตุพี่สาว เป็นใจให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาวแท้ๆ อายุ 12 ปี ที่ป่วยเป็นออทิสติก แล้วยังช่วยกันจับย่าอายุ 73 ปี มัดมือมัดเท้าชิงเงินสด แล้วพากันหลบหนีไป   ล่าสุด ตร.จับกุมตัวทั้งคู่ได้แล้ว ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ในตำบลควนลัง เพื่อจะหนีไปกบดานที่อื่น จากการตรวจสอบพบว่านายสัณห์พิชญ์ หรือหมอก โบกใบ อายุ 19 ปี และนางสาวขวัญ นั้นเดิมทีที่บอกว่าอายุ 17 ปี ความจริงมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น   ภายหลังร่วมสอบปากคำนายหมอก ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ข่มขืนน้องสาวที่เป็นออทิสติก ส่วนสาเหตุที่ลงมือลักทรัพย์ผู้เป็นย่า ทางผู้ต้องหาอ้างว่า ย่าข่มขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกตำรวจ ทำให้ตนเองรู้สึกโกรธ   ส่วนผลการสอบสวนแม้ว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนจะปฏิเสธ แต่ก็ยอมรับสารภาพบางส่วน โดยเฉพาะฝ่ายชายที่บอกว่าไม่ได้ข่มขืน แต่ฝ่ายหญิงซึ่งเป็นพี่สาวของเหยื่อ เป็นคนใช้แตงกวาสอดในอวัยวะเพศน้องสาว ทางตำรวจจะใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาประกอบซึ่งจะชัดเจนที่สุด และทั้งสองยอมรับว่ามีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย แต่ในรายละเอียดว่าลงมือข่มขืนจริงหรือไม่ หรือใช้วิธีการใดนั้นอยู่ในรายละเอียดของสำนวนการสอบสวนไม่สามารถเปิดเผยได้   ด้านพ่อของเหยื่อ เปิดเผยก่อนนำใบรับรองแพทย์ที่ตรวจร่างกาย ด.ญ.อร (นามสมมติ) อายุ 12 ปี ผู้เสียหาย จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ถูกข่มขืนจริง แต่ไม่พบคราบอสุจิ เนื่องจากกว่าจะส่งถึงมือแพทย์ช้า ประกอบกับน้องเสียเลือดมาก   ทั้งนี้อยากให้ทั้ง 2 พูดความจริงกับเจ้าหน้าที่ ส่วนจะช่วยเหลือประกันตัวหรือไม่นั้น ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ในส่วนพ่อพร้อมให้อภัย แต่ลูกต้องปรับปรุงตัวใหม่ ในขณะที่ย่าประกาศตัดความสัมพันธ์กับหลานสาวนั้น เชื่อว่าหากเวลาผ่านไปท่านคงให้อภัย   ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านหลังเกิดเหตุ โดยได้ถูกปิดไว้ชั่วคราวเพราะครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านลุงในพื้นที่ต.พังลา อ.สะเดา โดยจุดเกิดเหตุอยู่ภายในห้องนอนของ น.ส.ขวัญ กับนายหมอก ซึ่งสภาพในห้องนอนที่บริเวณข้างฝาบ้านมีการเขียนข้อความพร่ำเพ้อความรักของทั้งคู่ ซึ่งฝ่ายหญิงได้เขียนถึงฝ่ายชายระบุวันที่ 27/04/61 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งคู่เริ่มพบรักกันใหม่ๆ ก่อนที่จะมาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้   โดยข้อความที่เขียนที่ฝ่ายหญิงเขียนถึงฝ่ายชายเช่น คิดถึงพี่หมอก,ขวัญรักหมอกจะรักตลอดไป,ถ้าไม่มีเราสักคนหมอกคงอยู่ได้ ซึ่งข้อความที่เขียนจะเห็นว่าฝ่ายหญิงนั้นหลงรักฝ่ายชายมากจึงยอมทำตามทุกอย่างแม้กระทั่งการยอมให้ข่มขืนน้องสาวออทิสติกของตัวเอง   นอกจากนี้สภาพภายในห้องหน้าบ้านยังมีแคร่ที่นอน ซึ่งทั้งสองคนจับย่ามัดมือมัดเท้าและทำร้ายก่อนแหวนทอง เงินสด 300 บาทและรถจักรยานยนต์หลบหนีไป   จากการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของผู้ต้องหาทั้งสองคนพบว่ามีวันเกิด และเดือนเกิดตรงกัน แตกต่างกันแค่ปีเกิดเท่านั้น โดยฝ่ายชาย นายหมอก เกิดวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2542 อายุ 19 ปี ส่วนฝายหญิงคือ น.ส.ขวัญ ก็เกิดวันที่ 2 ตุลาคม เช่นกันแต่ พ.ศ.2545 อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นความเหมือนของทั้งคู่ กระทั่งมาพบรักและคบหากันประมาณ 3 เดือน โดยฝ่ายหญิงนั้นหลงรักฝ่ายชายมากจะเห็นได้จากข้อความที่เขียนข้างฝาบ้านในห้องนอนที่ทั้งคิดถึงและบอกรักฝ่ายชาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bN054WVzp2M

 43,197
ข่าวภูมิภาค
28 ส.ค. 61

สลด พี่สาววัย 17 ให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาววัย 12 ป่วยออทิสติก-จับย่ามัดมือเท้า ชิงทองหลบหนี

สงขลา-ญาติร้องขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชน กรณีหลานสาวคือ น้องอร (นามสมมติ) อายุ 12 ปี ซึ่งป่วยเป็นออทิสติก ถูกพี่สาวแท้ๆ คือ น.ส.ศิริขวัญ อายุ 17 ปี พร้อมกับ นายหมอก อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นแฟนหนุ่ม ร่วมกันกระทำชำเราจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องถูกส่งไปตรวจร่างกาย และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่   โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 20 ส.ค. 61 ที่ผ่านมา และทางญาติได้เข้าแจ้งความกับทางตำรวจ สภ.สะเดา เอาไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวทั้งคู่ได้ และกลัวว่าเรื่องจะเงียบหายไป   ด้านผู้เป็นย่า เล่าให้ฟังว่า ตนรับหน้าที่เลี้ยงดูหลานสาว 2 คน คือ น้องขวัญ อายุ 17 ปี และ น้องอร อายุ 12 ปี ที่เป็นออทิสติก หลังจากที่พ่อแม่ทั้งคู่ได้หย่าร้าง และแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศละทาง จากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 20 ส.ค. เนื่องจากพบว่า น้องอร นอนเลือดโชกอยู่ภายในบ้าน โดยที่อวัยวะเพศมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเรียกญาติๆ ให้ช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ ในทันที   และเมื่อถาม น้องขวัญ พี่สาวซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก็บอกแต่เพียงว่า ได้เอาแตงกวายัดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของน้องสาวเท่านั้น แต่หลังจากที่ทางแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็กลับพบพิรุธ เนื่องจากพบร่องรอยของการถูกข่มขืน และให้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จากนั้นทางญาติจึงได้เค้นถามผู้เป็นพี่สาวอีกครั้ง แต่ก็ยังยืนคำพูดเดิม   ต่อมาในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 22 ส.ค. น้องขวัญ และนายหมอก แฟนหนุ่ม ก็ได้จับตนมัดมือมัดเท้า และชิงเอาแหวนทองที่ใส่อยู่ พร้อมกับเงินสด 300 บาท และรถจักรยานยนต์อีกคัน ขับหลบหนีไปไม่กลับมาอีกเลย โดยทางญาติเดินทางไปแจ้งความกับทางตำรวจ สภ.สะเดา ซึ่งขณะนี้ทราบว่า กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนหาตัวของทั้งคู่   นอกจากนี้ทางญาติยังได้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกับนำภาพของผู้ที่ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คน เพื่อให้ชาวบ้านทั้งในพื้นที่ อ.สะเดา และใกล้เคียง ช่วยกันแจ้งเบาะแสให้กับทางตำรวจ สภ.สะเดา   ด้าน ตร.ระบุ จากการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานปากคำแวดล้อม จนนำไปสู่การออกหมายจับนายหมอกแล้ว เนื่องจากเป็นคดีที่กระทบต่อสถาบันครอบครัว ส่วนพี่สาวอายุ 17 ปี ยังเป็นเยาวชน จึงต้องให้ศาลเยาวชนจังหวัดสงขลาเป็นผู้พิจารณา เมื่อได้ตัวมาจะได้ให้ทีมสหวิชาชีพร่วมสอบปากคำ เพื่อหามูลเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนยังอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมาดำเนินคดีตามกฏหมาย คาดว่าน่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในเร็ววันนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/5PCV220lLUY

 52,196

Top