ค้นหา :

ผลการค้นหา "สุรินทร์"

ข่าวดีประเทศไทย
21 พ.ค. 62

เรื่องเล่าเช้านี้ ส่งมอบเครื่องมือแพทย์จากเงินจากการขายเสื้อ แก่ รพ.สังขะ จ.สุรินทร์

โครงการเรื่องเล่าเช้านี้เพื่อเครื่องมือแพทย์ในภูมิภาค ที่ดำเนินการต่อเนื่องมา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2555 จากเงินทำบุญของแฟนข่าวที่ร่วมซื้อเสื้อเรื่องเล่าเช้านี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายได้มอบให้มูลนิธิครอบครัวข่าวประมาณ 4.4 ล้านบาท นำไปจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อมอบให้โรงพยาบาล 18 แห่งทั่วประเทศ   โดยล่าสุดทางตัวแทนมูลนิธิครอบครัวข่าวได้ส่งมอบ เครื่องอัลตร้าซาวน์แบบเคลื่อนที่ ไปมอบให้กับโรงพยาบาลสังขะ จ.สุรินทร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการรักษา โดยทางโรงพยาบาลได้ฝากขอบคุณแฟนข่าวทุกท่านที่ได้ร่วมทำบุญมา ณ โอกาสนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Ss-UxmAnT6E

 1,130
สังคม-อาชญากรรม
14 พ.ค. 62

สาววัย 16 โวย หมอลืมผ้าก๊อซในช่องคลอด ซ้ำรพ.จะชดเชยตามบัตรทอง 30 บาท หมอยอมรับผิดอ้างพยาบาลลืม

แม่วัยใสอายุ 16 ปี ซึ่งไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.61 ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน เธออ้างว่าหัวหน้าเจ้าหน้าที่ห้องคลอดมีอาการมึนเมา ซึ่งเธอนอนรอคลอดจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น พยาบาลจึงได้ฉีดยาเร่งคลอดให้ และกลับบ้านไป หลังคลอดพบว่ามีอะไร  ปูดๆ นูนๆ ออกมาจากช่องคลอดทำให้เจ็บปวดมาก แต่ด้วยความที่ไม่รู้ คิดว่าเป็นแผลนูน จึงไม่กล้าทำอะไรกับมัน หลังจากผ่านไป 7 วัน ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง แต่พยาบาลก็แจ้งว่าทุกอย่างปกติดี ไม่เจออะไรที่ผิดปกติ   จนกระทั่งเวลาผ่านไป 45 วัน ผู้เสียหายพาลูกที่เพิ่งคลอดมาอยู่บ้านแฟนหนุ่มย่านร่มเกล้า กทม. โดยได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอื่นใน จ.สมุทรปราการ พยาบาลพบว่ามีผ้าก๊อซคาอยู่ในช่องคลอด 2 ชิ้น สภาพเน่าจึงได้ดึงออกมา และได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจภายใน ซึ่งพบว่ามีบาดแผลจำนวนมากในมดลูก ช่องคลอดอักเสบ เคราะห์ดีที่ยังไม่เกิดอันตรายมากกว่านั้น   ผู้เสียหาย ระบุว่า หลังจากเวลาผ่านไปหลายเดือน ทางโรงพยาบาลต้นเหตุก็ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ กับกรณีที่เกิดขึ้น บอกเพียงว่าจะรับผิดชอบชดเชยเงินตามบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท ตนมองว่าชีวิตของตนมีค่าแค่ 30 บาทเหรอ อยากให้โรงพยาบาลออกมาชี้แจงว่าหมอทำไมถึงลืมผ้าก๊อซไว้ในช่องคลอด แล้วจะรับผิดชอบเยียวยาอย่างไร ซึ่งตอนนี้อาการของตนก็เป็นปกติแล้ว   ทั้งนี้หลังจากเป็นข่าวเมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ตนไปทำคลอด ได้ติดต่อมาหาพี่สาวซึ่งอยู่ที่ จ.สุรินทร์ เพื่อขอสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้พูดเรื่องการเยียวยา และตั้งแต่ที่ตนไปทำคลอดที่โรงพยาบาลดังกล่าว ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามอะไร ก่อนตัดสินใจนำเรื่องราวไปร้องเพจดัง เพื่อขอความเป็นธรรม   ด้านโรงพยาบาลสำโรงทาบ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ ชี้แจงว่า ทางโรงพยาบาลได้มีการตรวจสอบก็ยอมรับความผิดพลาดและต้องกราบขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นได้ติดต่อผู้เสียหายไปยัง จ.สมุทรปราการ และให้ทำเอกสารเพื่อขอดำเนินการรับค่าทดแทนรักษาเยียวยา จากความเสียหายที่เกิดขึ้น ตอนนี้ได้มีการประสานกับพี่สาวของผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ ไม่สามารถมาทำเอกสารยื่นได้ ไม่สะดวก ให้พี่สาวดำเนินการแทนได้ แต่ต้องส่งเอกสารไปให้เซ็นรับรองก่อนแล้วส่งกลับมา ทางโรงพยาบาลก็จะดำเนินการเบิกค่าเยียวยาให้กับผู้เสียหายได้   ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นขั้นตอนการทำแผลหลังคลอด โดยใช้ผ้าก็อชดันเข้าไปข้างในช่องคลอด เพื่อไม่ให้เลือดไหลออกมา เสร็จจากนั้นคงจะเป็นการลืมหรือมองไม่เห็น ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้บ้างในการรักษาพยาบาลกรณีนี้ ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องอย่างนี้ ทั้งเรื่องการรักษาเยียวยาและการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FMHBIi7y5c8

 7,917
ข่าวภูมิภาค
13 พ.ค. 62

ผู้ใหญ่บ้านสุรินทร์เมาทะเลาะเมีย คว้าปืนยิงดับ ก่อนฆ่าตัวตายตาม

สุรินทร์-พบศพผู้ใหญ่บ้านอายุ 50 ปี เสียชีวิตจากการถูกยิง บริเวณหน้าบ้านพัก ใกล้กันพบศพภรรยา อายุ 47 ปี เสียชีวิตเช่นกัน   นอกจากนี้ยังพบขวดสุราขาววางอยู่หลายขวด รวมทั้งเปลือกไข่ต้มอยู่ในกะละมังที่ถูกแกะเปลือกกินไปแล้วหลายใบ และพบจอบล้มอยู่ใต้ศพผู้ใหญ่บ้าน   จากการสอบถามเพื่อนบ้านซึ่งเห็นเหตุการณ์ ทราบว่า ตั้งแต่เมื่อเย็นวันที่ 11 พ.ค. ลูกสาวของผู้ตาย 2 คน กลับมาจาก จ.ลพบุรี เพื่อเยี่ยมพ่อแม่ และเลี้ยงฉลองกันกระทังช่วงเช้า สองสามีภรรยาก็ได้ดื่มเหล้าขาว 1 ขวด ระหว่างนั้นลูกสาวได้พาหลานสาวพร้อมด้วยแม่ยายของผู้ใหญ่บ้านไปซื้อชุดนักเรียนที่ห้างสรรพสินค้า ในตัว อ.สังขะ   ช่วงนั้นผู้ใหญ่บ้านเกิดอาการเมา และได้ทะเลาะกับคนข้างบ้านก่อน และชาวบ้านได้จับแยกกันออกมาแล้ว ไม่นานก็ได้ยินเสียงปืน 1 นัด แต่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปเพราะเห็นผู้ใหญ่บ้านยืนถือปืนอยู่ ผ่านไป 3 นาที จึงได้ยินเสียงปืนอีก 1 นัด ชาวบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงจึงพากันออกไปดูจึงพบศพทั้งคู่เสียชีวิตดังกล่าว   นอกจากนี้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงบอกอีกว่า 2 สามีภรรยาชอบดื่มเหล้าและทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ โดยภรรยาผู้ตายเวลาเมาชอบหาเรื่องทุบตีสามีอีกด้วย ขณะที่สามีเป็นคนนิ่งไม่ค่อยตอบโต้ แต่ระหว่างเกิดเหตุอาจเกิดอาการเครียด จึงทะทะเลาะกัน รวมทั้งอาจเครียดจากเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รวมทั้งเคยบ่นว่าเงินเดือนผู้ใหญ่บ้านไม่พอใช้ จึงทำให้ผู้ใหญ่บ้านอาจจะเครียดหนักและเกิดอาการเก็บกดมานาน จึงตัดสินใจใช้ปืนลูกซองยิงภรรยาเสียชีวิตก่อนจะใช้ปืนกระบอกเดียวกันลั่นไกยิงตัวเองตายตามดังกล่าว   อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการทะเลาะกันในครอบครัว ส่วนสาเหตุที่ชัดเจนนั้น จะได้สืบสวนสอบสวนอีกครั้ง   ขณะที่ลูกสาว และญาติพี่น้องต่างร้องไห้ด้วยความเสียใจ และไม่ติดใจการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ได้นำศพทั้งสองศพไปตรวจชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิต ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และได้มอบศพแก่ญาติและลูกๆไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ySo8XqDhjXw

 2,401
สังคม-อาชญากรรม
10 มี.ค. 62

ศพเมียถูกผัวหึงโหดบีบคอฆ่านำศพฝังดิน วิญญาณเฮี้ยน ตร.ทั้งโรงพักหลอน สุนัขหอนทั้งคืน

จากกรณีลูกพาพ่อ นายสมเดช แก้วสว่าง อายุ 62 ปี มามอบตัว หลังพ่อบีบคอฆ่า นางเมา แก้วสว่าง ผู้เป็นแม่ ก่อนนำศพไปฝังดินไว้ที่สระน้ำที่กำลังจะแห้ง ท้ายหมู่บ้านทุ่งรูง ต.ผักไหม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ นั้น    ล่าสุด หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสากู้ภัยได้พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว และได้ไปนำของกลางรถกระบะแบบมีโครงเหล็กสำหรับบรรทุกพืชผลการเกษตร ยี่ห้อนิสัน สีน้ำเงิน ซึ่งใช้บรรทุกศพผู้ตายจากบ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ.สังขะ มาฝังยังหนองน้ำบ้านทุ่งรูง ต.ผักไหม อ.ศีขรภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดรถของกลาง มาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรศีขรภูมิ และก็ปรากฏเหตุการณ์แปลกประหลาดทั้งคืน สุนัขที่มีอยู่นับสิบตัวภายในสถานีตำรวจภูธรศีขรภูมิและพื้นที่ใกล้เคียง ได้ส่งเสียงหอนรับช่วงกันเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งคืน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ช่วงกลางคืน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คงเป็นวิญญาณของนางเมา ที่ถูกสามีฆ่าบีบคอจนเสียชีวิต และยังอยู่บนรถกระบะคันดังกล่าว   เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานให้ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตก็มีความเชื่อว่าวิญญาณของนางเมา คงรู้สึกตัวว่าตนเองเสียชีวิตแล้วและยังอยู่ภายในรถกระบะ จึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีสวดเรียกวิญญาณให้กลับบ้านและประกอบพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้นางเมา ให้ได้รับส่วนกุศล และอย่าได้อาฆาตมาดร้ายต่อใครอีก   จากนั้นญาติ ๆ ก็ได้เคลื่อนศพนางเมา จากแผนกนิตเวชโรงพยาบาลสุรินทร์ ไปยังบ้านแม่ของนางเมา ที่บ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ.สังขะ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีบรรดาญาติพี่น้องในหมู่บ้าน ลูกของผู้ตาย มาช่วยกันจัดสถานที่จัดงานศพ และเตรียมจัดอาหารเลี้ยงญาติพี่น้องที่มาช่วยงานศพ กันอย่างเร่งรีบ    และต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ควบคุมตัว นายสมเดช สามีผู้ก่อเหตุ มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยได้นำตัวผู้ต้องหาไปกราบขอขมาแม่ของผู้ตาย จากนั้นได้ไปกราบขอขมาศพนางเมา ซึ่งเจ้าตัวมีสีหน้านิ่งเฉย โดยมีญาติพี่น้องที่มาร่วมงานต่างก็พากันดูเหตุการณ์ อยู่ห่าง ๆ จากนั้นได้นำผู้ต้องหาไปที่บ้านที่ลงมือก่อเหตุฆ่าบีบคอนางเมา จนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งเป็นบ้านของผู้ต้องหาเอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านแม่ของผู้ตายมากนัก โดยมีลูกสาวของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นลูกกับเมียคนก่อน ดูแลผู้เป็นพ่ออย่างใกล้ชิด    ผู้ต้องหาได้เล่าเหตุการณ์ให้กับเจ้าหน้าที่ฟังว่า สาเหตุมาจากที่นางเมา โกหกตนเองว่าไม่ได้เป็นชู้กับใคร โดยผู้ต้องหาจับได้ว่าไปมีชู้กับคนชื่อ เฮง (นามสมมติ) เพราะตนติดโรคหนองในมา จึงโมโหเห็นว่าเมียโกหก และในขณะเดียวกันทางญาติของ นายเฮง ได้ยินตนเองกล่าวหาลูกเขามาเป็นชู้กับเมียตนเอง ก็ไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน เรียกค่าเสียหายปรับตนเอง 5,000 บาท ด้วยความโมโหก็เลยบีบคอบังคับให้สารภาพความเมียก็เลยบอกว่ามีชู้จริง ตนเองจึงก็ยิ่งโมโหหนักเลยบีบคอจนตาย จากนั้นก็นำมาฝังดังกล่าว          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/iLXRSiEj5Kg  

 8,389
สังคม-อาชญากรรม
09 มี.ค. 62

ลูกชายพาพ่อมอบตัว หลังพ่อหึงโหดบีบคอฆ่าแม่เสียชีวิต ก่อนฝังศพที่ก้นสระน้ำแห้ง อ้างคิดว่าเมียมีชู้

สุรินทร์-วานนี้ (8 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศีขรภูมิ รับแจ้งจาก ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี ว่ามีคนร้ายมามอบตัว คือ นายสมเดช แก้วสว่าง อายุ 62 ปี พร้อมกับบอกรายละเอียดที่ตนเองได้กระทำลงไปว่า ตนเองฆ่าภรรยาแล้วฝังดินไว้ที่สระน้ำที่กำลังจะแห้ง ท้ายหมู่บ้านทุ่งรูง ต.ผักไหม อ.ศีขรภูมิ หลังจากรับแจ้งเรื่องแล้ว เจ้าหน้าที่เดินทางเข้าตรวจสอบ ตามพิกัดที่ได้รับแจ้งมา จนกระทั่งพบสระน้ำขนาดใหญ่ ความลึกถึงก้นสระน้ำประสาน 3 เมตร และน้ำกำลังแห้ง ก้นสระน้ำพบหน้าดินคล้าย ๆ กับมีการเพิ่งขุดและฝังกลบอะไรบางอย่าง    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการขุด จนกระทั่งพบศพถูกฝังลึก ประมาณ 1 เมตร จากนั้นได้นำศพขึ้นมา ทราบชื่อผู้ตายคือ นางเมา แก้วสว่าง อายุ 44 ปี ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าขุดค้นหาศพบริเวณใต้ก้นสระน้ำ ปรากฏว่าได้มีประชาชนที่ทราบข่าวพากันเดินทางมายืนมุงดูการค้นหาศพเป็นจำนวนมาก ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโหดร้ายใจเย็นของคนร้าย ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียชีวิต เป็นที่สะเทือนขวัญของประชาชนในพื้นที่   จากการสอบถาม น้องชายของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ผู้ตายคือนางเมา ส่วนสามีผู้ที่ก่อเหตุคือนายสมเดช โดยผู้ก่อเหตุได้มาบอกกับน้องชาย และน้องสาวว่าตนเองได้ฆ่าเมียตายแล้ว เพราะความหึงหวงเกรงกลัวว่าจะไปมีชายคนใหม่ แต่ทางบรรดาญาติพี่น้องก็ยังไม่เชื่อเท่าไร แต่ในคืนวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา นายสมเดช พี่ชาย ได้ขับรถกระบะ มาที่บ้านน้องสาวที่บ้านทุ่งรูง มาถามหาจอบ แต่เมื่อได้จอบแล้วก็ขับรถออกจากบ้านไป   นายสมเดช ผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ตนเองทะเลาะกับเมียหาว่าเมียมีชู้ จากนั้นได้บีบคอเมียจนตายแล้วใส่กระบะมาฝังไว้ที่สระน้ำท้ายหมู่บ้านทุ่งรูง แล้วขับรถไปจอดไว้ที่โรงพยาบาลสังขะ แล้วนั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถโดยสารไปยังจังหวัดราชบุรี ไปหาลูกชายและเล่าเหตุการณ์ให้กับลูกชายฟัง จากนั้นลูกชายก็ได้พาพ่อไปมอบตัวที่ สภ.เมืองราชบุรี พร้อมกับได้แจ้งมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรศีขรภูมิ จนกระทั่งพบศพดังกล่าว          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/Thv7K-pmxLE

 8,472
ข่าวภูมิภาค
06 มี.ค. 62

กลุ่มเด็กหญิงเล่นน้ำคลายร้อนอ่างเก็บน้ำสุรินทร์ พลาดจมน้ำเสียชีวิต 1

สุรินทร์-เกิดเหตุสลด 4 เด็กหญิงชวนกันเล่นน้ำคลายร้อนภายในอ่างเก็บน้ำอำปึล ทำให้เด็กหญิงวัย 13 ปีจมน้ำเสียชีวิต 1 ราย ตายายร้องไห้เศร้าสลดเมื่อพบศพหลาน   จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายมาเล่นน้ำด้วยกันกับเพื่อนผู้หญิงรุ่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนเทศบาล 3 โดยผู้ตายว่ายน้ำยังไม่แข็ง ส่วนเพื่อนที่เหลืออีก 3 คนก็ว่ายน้ำไม่แข็งและบางคนก็ว่ายน้ำไม่เป็น จึงไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนที่กำลังจมน้ำต่อหน้าต่อตาได้   ขณะที่บริเวณที่ผู้ตายจมน้ำ เป็นแอ่งน้ำลึก ปกติ อบต.เทนมีย์ จะนำป้ายมาติดประกาศให้ประชาชนทราบว่าห้ามลงเล่นน้ำบริเวณนี้ทุกๆปี เนื่องจากเป็นแอ่งลึกและอันตราย เคยมีคนจมน้ำเสียชีวิตมาแล้วหลายราย แต่ช่วงหน้าร้อนปีนี้ยังไม่พบว่ามีการติดป้ายแจ้งเตือนแต่อย่างใด ชาวบ้านในพื้นที่จึงวิงวอนให้ อบต.เทนมีย์ น้ำป้ายมาติดให้ประชาชนทราบด้วย ก่อนที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/quAZNf7tjkE

 2,024
ข่าวภูมิภาค
27 ก.พ. 62

รวบตำรวจร่วมแก๊งยัดยาบ้าหนุ่มสุรินทร์ เร่งขยายผลตามจับอีก 3

จับตำรวจนอกรีดแก็งรับจ้างยัดยาบ้า 4 ราย เมีย-แม่ของผู้ถูกยัดยาบ้า เชื่อ แขกดูไบ อยู่เบื้องหลัง หลังโกรธแค้นแพ้คดีเรื่องทรัพย์สิน เร่งขยายผลตามจับอีก 3 ร่วมขบวนการ     วันที่ 26 ก.พ. 62 เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ร.ต.อ.สามารถ คล่องดี พนักงานสอบสวน สภ.ดม ต.เทพรักษา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ได้ควบคุม 4 ผู้ต้องหาขึ้นรถไปฝากขังที่ศาลจังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกันกระทำความผิด เกี่ยวกับคดียัดยาบ้า จำนวน 135 เม็ด ให้กับนายอุดร ใจแม่น อายุ 31 ปี   โดย 1 ใน 4 ผู้ต้องหา เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัด สภ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โดยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 62 ที่ผ่านมา   ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังหนึ่งใน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายที่ถูกยัดยาบ้า แต่เจ้าตัวไม่อยู่บ้าน พบเพียงนางสุนี เบญจมาศ ภรรยานายอุดร และนางยิ้ม จันทร์โสร อายุ 53 ปี แม่ยายของนายอุดร ผู้เสียหาย และญาติพี่น้อง พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า    เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 62 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.00 น. นายอุดร ได้ขับรถกระบะขนดอกดาวเรืองจอดอยู่ที่หน้าบ้าน อยู่ดีๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ ตำรวจตระเวนชายแดน 217 จ.สุรินทร์ ประมาณ 8 นาย แสดงตัวเข้ามาจับยาบ้า โดยระบุว่ามีคนแจ้งว่าในรถคันนี้มียาบ้าซุกซ่อนอยู่    ซึ่งจากการตรวจค้นพบมียาบ้าจำนวน 135 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกมัดด้วยลวดห้อยอยู่กันชนหลังรถกระบะ ซึ่งระหว่างนั้นแต่ละคนรู้สึกงง และแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากคนในครอบครัวไม่เคยมีใครยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน จากนั้น เจ้าหน้าที่ ตชด.217 ได้เชิญตัวลูกเขยตนไปสอบปากคำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และถูกปล่อยตัวออกมา เนื่องจากทราบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และผิดสังเกต    ซึ่งลูกเขยให้การกับ จนท.ตชด.217 จ.สุรินทร์ ไปว่า ก่อนหน้านี้เพียง 1 วันคือวันที่ 20 ม.ค.62 พบว่าในช่วงเช้ามีพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งไม่เคยพบเห็นและรู้จักมาก่อน เดินทางมาพร้อมคนขับรถและเด็ก รวม 3 คน เข้ามาขอซื้อดอกดาวเรืองที่ตัดจากสวน ในราคา 500 บาท จากนั้นในช่วงเย็นพระสงฆ์รูปเดิมก็กลับมาขอซื้ออีก 500 บาท แต่คนขับรถไม่ใช่คนเดิม และมาเพียง 2 คน    โดยรถที่ขับมาก็ไม่มีทะเบียน จากนั้นไม่นาน ในช่วงค่ำ พระสงฆ์รูปเดิมก็ได้เดินมาขอความช่วยเหลืออีกบอกว่า รถติดหล่มอยู่ที่สวนดอกดาวเรือง ขอให้ลูกเขยต้องขับรถยนต์คันดังกล่าวไปช่วย โดยมีพระสงฆ์นั่งรถไปด้วย เมื่อไปถึงก็พบว่ารถไม่น่าจะติดหล่มลึกอะไร จึงใช้จอบเกลี่ยดินเพื่อให้รถขับออกไปได้ ซึ่งรถก็พุ่งออกไปได้ง่ายดาย แต่ระหว่างนั้นก็สังเกตว่ามีคนก้มๆ เงยๆ แถวใต้ท้องรถ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จึงถามพระสงฆ์ว่า แล้วอีกคนที่มาด้วยกันไปไหน พระสงฆ์ตอบว่าไปหายิงหนู จึงไม่ได้สนในจากนั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับ และอีกวันต่อมาก็ถูกจับเรื่องยาบ้าที่ซุกซ่อนที่กันชนหลังดังกล่าว จึงได้เข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.ดม ก่อนที่ จนท.ตำรวจจะทำการสืบสวนขยายผลหาบุคคลที่โทรศัพท์มาแจ้งว่ามียาบ้าในรถดังกล่าวว่าเป็นใคร และสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม จนเป็นที่มาของการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คนได้ดังกล่าว นางยิ้ม จันทร์โสร เล่าอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ตนตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเกิดจากชาวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกมาจากประเทศดูไบ ไม่ทราบชื่อ ที่เคยคบหากับลูกสาวของตนเองคือ น.ส.วิลาวัลย์ เบญจมาศ อายุ 27 ปี พึ่งคบกันได้ 1-2 ปี และได้เลิกรากัน เนื่องจากมีเรื่องฟ้องร้องกันเรื่องทรัพย์สิน ที่ทั้งคู่สร้างบ้านอยู่ที่ข้างบ้านของตนเองมาด้วยกัน จากนั้นศาลตัดสินให้ลูกสาวตนชนะคดี และไม่นานลูกเขยตนก็ถูกยัดยาบ้าดังกล่าว   จากนั้นผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ แขกดูไบ ได้ให้ลูกสาวของตนไปหาที่ จ.พังงา ว่าจะให้เงิน 5 แสน ลูกสาวก็หลงเชื่อ ระหว่างที่นั่งรถแท็กซี่ด้วยกัน เมื่อรถใกล้ถึงด่านตรวจ แขกคนดังกล่าวได้ขอลงจากรถและให้เงินลูกสาวตนมา 1 หมื่นบาท เมื่อรถถึงด่านตรวจก็ถูกตำรวจจับกุม เนื่องจากพบว่ามียาบ้าจำนวน 55 เม็ด อยู่ในกระเป๋า ซึ่งลูกสาวของตนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาบ้า และเชื่อว่าแขกดูไบ คนดังกล่าวน่ายัดยาลูกสาวของตนเอง และเหตุการณ์ยัดยาบ้า ก็เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันกับที่เกิดขึ้นกับลูกเขยของตน และมีระยะไล่เลี่ยกันอีกด้วย    นอกจากนี้ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ยัดยา เมื่อต้นเดือนมกราคม 62 ที่ผ่านมา แขกดูไบรายนี้ ก็ได้เคยโทรศัพท์มาหาลูกสาวของตน ว่า พรุ่งนี้คอยดูดอกดาวเรืองในไร่ที่ปลูกไว้ 5 ไร่ จะมีอะไรเกิดขึ้น พอเช้ามาไปดูก็พบว่าดอกดาวเรืองทั้ง 5 ไร่ถูกฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าเสียหายทั้งหมด จึงเชื่อได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวและลูกเขยของตนเองเป็นแขกดูไบบุคคลเดียวกัน ที่อาจจ้างวานให้กลุ่มผู้ต้องหามาก่อเหตุดังกล่าวก็เป็นได้ และเชื่อว่าจริงๆ แล้วน่าจะพยายามยัดยาบ้าให้ลูกสาวตน แต่วันเกิดเหตุที่ยัดยาลูกเขย 135 เม็ดนั้น ลูกสาวไม่อยู่บ้าน เนื่องจากความแค้นที่แพ้คดีเรื่องทรัพย์สิน จึงพยายามยัดยาบ้าลูกสาวของตนอีกเป็นครั้งที่ 2    อย่างไรก็ตามตนขอฝากขอความเป็นธรรมจาก จนท.ตำรวจ ที่ จ.พังงา และศาลให้ความเป็นธรรมกับลูกสาวของตนเองด้วย ซึ่งตอนนี้ลูกสาวถูกดำเนินคดีและถูกกักขังอยู่ที่ จ.พังงา มาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว ตนไม่รู้จะไปเยี่ยมไปช่วยเหลือได้ยังไง ได้แต่หวังว่าและขอวอนให้กระทรวงยุติธรรมเข้าช่วยเหลือลูกสาวของตนด้วย   ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จนท.ตำรวจ สภ.ดม อยู่ระหว่างขอหมายจับเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาที่ร่วมอยู่ในขบวนการดังกล่าวอีก 3 ราย และคาดว่า 1 ใน 3 รายดังกล่าวที่เหลือ จะมี จนท.ตำรวจในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษร่วมอยู่อีกด้วย และเชื่อว่ายังมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายรายที่เกี่ยวโยงกัน ซึ่ง จนท.ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถจับกุมได้ทั้งเครือข่าย ในเร็วๆ นี้    ขณะที่ จนท.ตำรวจขอปกปิดข้อมูลไว้เป็นความลับ จากนั้นหน่วยงานระดับผู้บังคับบัญชาจะได้แถลงข่าวให้ประชาชนทราบอีกครั้งต่อไป  

 30,062
ข่าวภูมิภาค
14 ก.พ. 62

‘ครูสายเพชร’ สร้างอนุสรณ์ปูนปั้น รำลึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับ-วางดอกกุหลาบให้ทุก 2 วัน เชื่อ ภรรยารับรู้

วันที่ 14 ก.พ. 62 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวักสุรินทร์ เดินทางไปที่บ้านของ นายสายเพชร คูณวัฒนาพงษ์ อายุ 58 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านก็วล ต.หนองใหญ่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ที่ได้สร้างอนุสรณ์ปูนปั้นมือชูโอบหัวใจ 2 ดวง ขนาดใหญ่ไว้ดูต่างหน้าภรรยาที่จากไป ภายในบริเวณบ้านของตน    พร้อมเขียนสลักตัวหนังสือขนาดใหญ่จารึก ด้านหน้าของฐานล่างอนุสรณ์ ด้วย คำว่า ‘ตำนานรักตราบนิรันดร์’ ส่วนด้านหลังซ้ายของฐานอนุสรณ์ได้เขียนสลักตัวหนังสือเป็นคำกลอนอีกว่า    ‘เจน เจ้าคือรักแท้ จอมใจ สุ คติส่งเธอไป สู่ฟ้า ดา รา หนึ่งลับไป ทุกข์เทวษ พร วิเศษโลกหน้า คู่ข้าขอเธอ’ และจารึกด้านขวาของฐานอนุสรณ์ อีกว่า ‘ด้วย รักจักฝากไว้ อนุสรณ์ รัก ยิ่งสุดาพร คู่แท้ จาก ไกลสู่ภวันดร ยังห่วง ใจ พิษฐานแล้ พบหน้าคู่กัน’    โดยครูสายเพชร เผยว่า ได้สร้างอนุสรณ์ดังกล่าวขึ้น หลังจากภรรยา คือ นางสุดาพร หรือ ครูเจน คูณวัฒนาพงษ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านอำปึลกง ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อวันที่ 9 เดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ที่ภรรยาเสียชีวิต ก็ได้ซื้อดอกกุหราบมาวางไว้หน้ารูปภรรยาวันเว้นวัน ครั้งละ 2 ดอกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้    ครูสายเพชร ยังเผยอีกว่า ที่ตนสร้างอนุสรณ์ดังกล่าวขึ้น โดยภายในอนุสรณ์ได้บรรจุอัฐิเถ้ากระดูกของภรรยาไว้ ตนไม่อยากให้นำเถ้ากระดูกไปไว้ที่วัด อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ อีกทั้งที่บ้านหลังนี้เป็นที่ๆ เราสองคนตั้งรกราก สร้างหลักปักฐานมาด้วยกัน ซึ่งตนก็กลัวว่าถ้าสร้างแล้วจะผิดวัฒนธรรมประเพณีอะไรหรือไม่ จึงไปปรึกษารองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณวิจิตร อ.ปราสาท ท่านบอกว่าดีมาก    จากนั้น ตนจึงออกแบบเองด้วยการร่างด้วยดินสอ และได้จ้างช่างที่รับสร้างงานประติมากรรมปูนปั้น ซึ่งช่างคนนี้รับแต่งานสร้างขนาดใหญ่ เช่นพระพุทธรูป ไม่รับงานเล็กๆ แต่พอตนได้เล่าถึงความตั้งใจและความรักที่มีต่อภรรยาแล้ว ช่างคนดังกล่าวถึงกับรับปากและยินดีที่จะมาสร้างให้ทันที      

 5,816
ข่าวภูมิภาค
09 ก.พ. 62

นศ.สาว เล่าวินาทีถูกช้างสุรินทร์คลั่ง ใช้งาเสียบยกตัว-ฟาดต้นไม้ จนเกือบเอาตัวไม่รอด ควาญช้างคาดเพราะอากาศร้อน ช้างจึงหงุดหงิด

สุรินทร์ - จากกรณีเกิดเหตุการณ์ ช้างใช้งวงคว้าเอาร่างหญิงสาว อายุ 19 ปี เข้าไปรัดไว้ หวังทำร้าย เนื่องจากช้างอยู่ในอาการหงุดหงิด เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา บริเวณสนามหน้าที่ว่าการ อ.เขวาสินรินทร์ (ขวาว -สิน-นะ-ริน) ในงานงานเทศกาลนุ่งผ้าไหม ใส่ประเกือม เรือมกันตรึม ประจำปี 2562 โดยช้างตัวดังกล่าวชื่อช้างพลายพานทอง เกิดคลั่งอาละวาด ใช้งาแทงหญิงสาวเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทราบชื่อสาวรายนี้ คือ น.ส.นิชานาถ มานุจำ อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น    คืบหน้าวานนี้ (8 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านพักของ น.ส.นิชานาถ มานุจำ ผู้บาดเจ็บ หลังแพทย์อนุญาติให้กลับมาพักรักษาตัวที่บ้านได้ โดยมีนายรณกร เผ่าวิจารณ์ นายอำเภอเขวาสินรินทร์ ได้เดินทางเยี่ยม และสอบถามดูอาการของ น.ส.นิชานาถในขณะที่หมอจากโรงพยาบาลประจำตำบล ได้เข้ามาตรวจร่างกาย และมีผู้นำท้องถิ่น ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมและให้กำลังใจจำนวนมาก   นายรณกร เผ่าวิจารณ์ นายอำเภอเขวาสินรินทร์ กล่าวว่า ตนได้มาตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจน้องที่ได้รับบาดเจ็บ และได้ประสานแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแร่ ได้เข้ามาดูอาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน้องได้รับบาดเจ็บ ที่ต้นแขนขวา เนื่องจากน้องไปกอดรัดกับงาช้างไว้แน่น และช้างเหมือนกับตกใจพยายามจะเหวี่ยงน้องออกจากงา ซึ่งช้างไม่ได้ใช้งาแทง น้องแต่อย่างใด ช้างอยู่ในอาการตกใจ ไม่คิดว่าตัวเองใช้งวงไปดึงเอาร่างของน้องมาแล้วน้องจะมากอดงาไว้แน่น และพยายามจะสลัดหรือเหวี่ยงร่างน้องออกจากงา โชคดีที่น้องมีสติและไหวพริบดี ในการที่ตัดสินใจกอดงาช้างเอาไว้ ทำให้ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นรอยพกซ้ำที่แขวนขวา เท่านั้น ตามร่างกายส่วนอื่นๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด    สำหรับงานยังคงมีไปถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนช้างมาร่วมงานเฉพาะวันเปิดงานเท่านั้น ก็ต้องเข้าใจว่าสุรินทร์เมืองช้าง เมื่อมีงานก็จะนำช้างมาร่วมงานทุกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ขึ้น ครั้งต่อไปก็จะต้องระวังมัดระวังให้รัดกุมกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาอีก   ด้าน น.ส.นิชานาถ ผู้บาดเจ็บ เผยถึงเหตุการณ์นาทีชีวิตในขณะนั้นว่า ตนตั้งใจจะเข้าไปถ่ายรูปกับช้าง เลยเลือกช้างที่ตัวใหญ่และงายาวที่สุด เพราะถ่ายรูปสวย ตอนแรกเห็นช้างกินแตงโมอยู่ก็ยืนรอ พอกินเสร็จช้างก็หันมาแล้วใช้งวงยกตัวเองขึ้น ก็คิดว่ายกตัวขึ้นให้ถ่ายรูปเหมือนที่ช้างเคยทำ ก็ยังไม่ตกใจ แต่พอช้างยกตัวและชูขึ้นตรงและได้ยินเสียงร้อง คิดว่าไม่ดีแล้ว พอดีที่ตนหันหน้าเข้าหางาสามารถขยับตัวได้และล็อกที่งาไว้แน่นและอยู่ให้สูงที่สุด คิดว่าตนเองจะต้องไม่เป็นอะไร รัดงาให้แน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ และไม่ตกใจหากตกใจจะไม่มีสติอย่างแน่นนอน อยู่นิ่งๆ หายใจลึกๆ ก็อยู่นานหลายนาที แต่ก็มีคนเข้ามาช่วยอยู่    ที่ผ่านมาไม่เคยเจออย่างนี้ จะมีก็กับลูกช้างที่เดินมาแล้วล้มใส่เหมือนกับหยอกเล่น ตนก็เล่นด้วย จากที่ตนชอบถ่ายรูปกับช้างและไม่กลัวช้าง มาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นก็ทำให้กลัวช้างทันที แต่ก็ยังรักช้างเหมือนเดิม จะระวังให้มากขึ้น   สำหรับบาแผลจากเหตุการณ์นี้มีรอยถลอก และพกซ้ำที่แขนขวา เนื่องจากอยู่ตรงช่วงงวงกับงาของช้าง ช่วงนั้นสลัดไม่หลุดก็เลยบิดแขนไปถูกับหนังช้างเลยทลอกส่วนที่ช้ำเพราะรัดไว้กับงาช้าง ในขณะที่ช้างเข้าชนร้านค้านั้นตนไม่รู้เลย มองขึ้นไปด้านบนอย่างเดียวเห็นแค่สิ่งของกระจายอยู่ข้างๆ และทำคอให้แข็งไว้เพราะกลัวสิ่งของมาโดนหัว ตอนเกิดเหตุก็ร้องออกมานิดเดียว เพราะกลัวหมดแรงเกาะ ตอนที่หลุดออกมาได้นั้นเป็นจังหวะที่ช้างฟาดกับต้นไม้เสร็จ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ตนขาเริ่มอ่อน พอดีกับตนอยู่ต่ำเท้าติดพื้นได้ ก็เลยบิดแขนหลุดออกมาได้แต่ก็มีคนเข้ามาช่วยด้วย แล้วดึงช้างออกไป   และอีกอย่างที่ตนเชื่อว่าทำให้ตนสามารถรอดพ้นจากเหตุการณ์นี้มาได้ คือตนพกท่อนเชือกปะกำคล้องช้าง ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของชาวกูยเลี้ยงช้าง ที่ลุงให้มาเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน และที่บ้านก็บูชาเชือกปะกำอยู่ด้วย เนื่องจากบรรพบุรุษก็เคยเลี้ยงช้างมาก่อนเช่นกัน   ในขณะที่ช้างพลายพานทอง อายุ 19 ปี ช้างที่ก่อเหตุ นายวัน เรียงเงิน เจ้าของช้างได้นำไปผูกไว้ที่บ้านพัก ที่บ้านโชค หมู่ที่ 4 ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจากการสังเกตก็ไม่มีอาการหงุดหงิดให้เห็น โดยมีนายสมชาย เรียงเงิน ควาญช้างดูแลอย่างใกล้ชิด   นายสมชาย เรียงเงิน อายุ 43 ปี คราญช้าง เล่าว่า ขณะเกิดเหตุการณ์ตนนั่งอยู่บนหลังช้าง และ น.ส.นิชานาถ ได้เข้ามาขอถ่ายรูปกับช้าง ซึ่งตนก็อนุญาตให้ถ่ายได้ แต่จู่ๆ ช้างก็ได้ใช้งวงคว้าที่ขาของ น.ส.นิชานาถ ตนเห็นท่าไม่ดีจึงใช้ตะขอสับช้างเพื่อดึงช้างออกจากคน แต่ช้างไม่ยอมจะคว้าเอาจนได้ พอคว้าได้ก็เอามาเสียบไว้ที่งาอุ้มเหมือนต้นกล้วย ตนก็พยายามใช้ตะขอสับๆ ให้ช้างทิ้งคนลง ช้างก็ไม่ทิ้ง ขณะที่คนที่อยู่ข้างล้างก็พยายามช่วยหยุดช้าง และน้องอีกคนก็คนเอาช้างอีกเชือกมาเทียบเพื่อให้มีเพื่อนและจะได้ผ่อนคลายลง ปกติช้างก็ไม่เคยมีนิสัยแบบนี้    ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ช้างพลายพานทองแสดงอาการแบบนี้ ซึ่งอาจจะเกิดอากาศร้อนทำให้ช้างหงุดหงิด เคราะห์ดีที่น้องเขาไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมน้อง แต่โทรไปบอกแล้วว่าจะเข้าไปเยี่ยม เพราะตอนนี้พ่อคือนายวัน เรียงเงิน ซึ่งเป็นเจ้าของช้างก็ยังอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ กระดูกนิ้วเท้ากลางข้างซ้ายร้าว ขณะที่เข้าไปช่วยเอาเด็กออกจากช้าง ไม่รู้ว่าไปโดนอะไร ตนมีช้างอยู่ 2 เชือก ปกติก็รับงานตลอดไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย ช้างเชือกนี้ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ตอนนี้อายุ 19 ปีแล้ว ครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ ตอนนี้ก็ได้ผูกล่ามไว้ที่หลังบ้าน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/lK9LNvD2LGc

 5,151
ข่าวภูมิภาค
08 ก.พ. 62

นาทีเฉียดตาย นศ.สาว ถูกช้างสุรินทร์ คลั่งใช้งาเสียบยกตัว แต่รอดมาได้ เป็นแค่แผลถลอก

สุรินทร์-นาทีชีวิต เฉียดตายสาววัย 19 ปี ถูกช้างใช้งาเสียบเฉียดสีข้างก่อนยกตัวชนอัดร้านค้าและต้นไม้กลางพิธีเปิดงานใส่ประเกือมเรือมกันตรึมวันแรก แต่ไหวพริบยังดีที่กอดงาช้างไว้แจไม่ยอมปล่อยมือให้หลุดก่อนกระโปรงขาดและผละตัวหนีรอด พบแค่รอยถลอก 10 ซ.ม.ที่สีข้างขวารอดตายเหลือเชื่อประชาชนชมเด็กสาววัยพริบดี ทำให้รอดชีวิต   เกิดเหตุการณ์ระทึก หญิงสาววัย 19 ปีรายหนึ่ง ที่ถูกช้างที่มาร่วมเดินในขบวนแห่เปิดงานงานเทศกาลนุ่งผ้าไหม ใส่ประเกือม เรือมกันตรึม ประจำปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นโดย อ.เขวาสินรินทร์ เกิดคลั่งอาละวาด ใช้งาแทงหญิงสาวดังกล่าวเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทราบชื่อสาวรายนี้ คือ น.ส.นิชานาถ มานุจำ อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์    โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการ อ.เขวาสินรินทร์ หลังจากได้มีกิจกรรม เดินขบวนแห่วัฒนธรรมประเพณีและของดีชุมชนที่ยิ่งใหญ่ตระการตา จากประชาชน นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่หลายตำบลของ อ.เขวาสินรินทร์ แล้วเสร็จ   ในขณะที่ช้างเชือกที่ก่อเหตุ ยืนรออยู่บริเวณต้นไม้ด้านซ้าย ของเวทีที่จะเปิดงาน ซึ่งทราบชื่อของช้างเชือกดังกล่าว ต่อมาคือ ช้างพลายพานทอง อายุ 10 กว่าปี มีนายวัน เรียงเงิน เป็นควาญควบคุมช้าง มาจากบ้านโชค ระหว่างนั้น น.ส.นิชานาถ ได้เดินไปขอถ่ายภาพกับช้างไว้เป็นที่ระลึก ก่อนที่ช้างจะใช้งวงดมบริเวณขา ก่อนจะตวัดยกตัวขึ้นมาและใช้งาแทง เฉียดสีข้างขาด้านขวาทะลุกระโปรง โชคดีที่งาไม่แทงโดนหน้าขา   ขณะเดียวกัน น.ส.นิชานาถ ถือโอกาสกอดรัดกับงาช้างไว้แน่นทันที ทำให้ช้างโมโหและคลั่งมากกว่าเดิมและพยายามสะบัดออกพร้อมกับเดินถอยหลัง และชนอัดกับร้านค้าขายลูกชิ้นและร้านขายเสื้อผ้าของประชาชนที่มาตั้งขายภายในงานเสียหาย จำนวน 2 ร้าน รวมทั้งรถ จยย.ของประชาชนที่จอดไว้ล้ม 1 คัน ซึ่งช้างก็พยายามสะบัดและชนร้านและต้นไม้เพื่อให้หลุดออก แต่ยิ่งสะบัดและชน ยิ่งทำให้ยิ่งกอดรัดงาไว้แน่นกว่าเดิม เพราะถ้าหากว่าตัวหลุดจากงาเมื่อไหร่ อาจหมายถึงชีวิต ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมงานที่พากันส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ   ขณะที่ควาญช้างก็พยายามใช้ตะขอสับหัวช้างเพื่อให้ช้างหยุดเช่นกัน ระหว่างนั้นได้มีควาญช้าง นำช้างอีกเชือกหนึ่งเดินเข้าไปประกบคลอเคลีย เพื่อให้ช้างพลายพานทอง มีอารมณ์เย็นและสงบลง แต่ช้างก็ยังพยายามชนกับต้นไม้และทิ่มงาลงดิน อยู่ ระหว่างนั้นเองกระโปรงของ น.ส.นิชานาถ ได้ขาดและหลุดออกจากงา น.ส.นิชานาถ จึงรีบผละตัวออกจากงาและวิ่งหนีออกมาทันที   โดยมีประชาชนแถวนั้นเข้าไปรับตัวและพาวิ่งออกมา สร้างความโล่งอกโล่งใจให้กับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ ที่สามารถรอดชีวิตออกจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้สำเร็จ และเป็นเวลากว่า 5 นาที ที่ประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์ต่างลุ้นระทึกเพื่อเอาใจช่วยให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้   ทั้งนี้หลังจากหนีออกมาได้ พบว่ามีแผลถลอก และเลือดไหลซิบที่บริเวณสีข้างขาด้านขวา ความยาวประมาณ 10 ซ.ม. และปวดตามตัว เนื่องจากถูกช้างชนอัดกับร้านค้าและต้นไม้ ขณะที่นายประภัสสสร์ มาลากาญจน์ ผวจ.สุรินทร์ ก็ได้เข้าไปดูอาการหลังเกิดเหตุด้วยตนเองอีกด้วย ก่อนที่ จนท.รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ เพื่อรักษาแผลและตรวจดูอาการเบื้องต้น จนพบว่าขณะนี้ปลอดภัย และแพทย์อนุญาติให้กลับบ้านได้แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aZ2rPWHgVVc

 24,544
ข่าวภูมิภาค
03 ก.พ. 62

พ่อกรอกยาพิษลูกฝาแฝดก่อนฆ่าตัวตาม ทิ้งจดหมายพ้อ เมียยังทำใจไม่ได้ เปิดใจเล่าเสียใจช่วยลูกไม่ทัน

สุรินทร์-จากกรณีพ่อกรอกยาพิษลูกชายฝาแฝด ก่อนฆ่าตัวตายตาม เสียชีวิต 3 ศพ ทิ้งจดหมายตัดพ้อภรรยา เขียนบอกไม่ให้อภัย ไม่ต้องมางานศพ ล่าสุดมีพิธีฌาปณกิจศพ 2 เด็กชายฝาแฝด ที่วัดดาราธิวาส ซึ่งพิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว    นางจีราพร แม่ของเด็กแฝด เปิดเผยหลังจากเกิดเหตุสลดว่า ที่ผ่านมาสามีมีปัญหาติดการพนัน ตอนคลอดลูกตนก็ต้องหยิบยืมเงินญาติพี่น้องได้มา 3,000 บาท เพื่อไปโรงพยาบาล ขณะที่คลอดสามีก็เล่นการพนันอยู่ที่แถว ๆ หมู่บ้าน พอมีลูกชายฝาแฝด ตนจะออกไปทำงานอะไรก็ไม่ได้ แต่ภาระทุกอย่างในบ้านตนเป็นคนดูแลทั้งหมด ส่วนสามีทำงานได้เงินมาก็ใช้เอง เอาไปเล่นการพนันหมด   ก่อนเกิดเหตุการณ์ พ่อของเด็กได้มารับลูก ๆ ไปอยู่เมื่อวันที่ 30 มกราคม ตนลืมเอะใจไปว่าก่อนหน้านี้สามีเคยเปรยว่า จะฆ่าตัวตาย ฆ่าลูกให้ตาย พอนึกได้ตนจึงรีบไปรับลูกด้วยความเป็นห่วง ตนจะไปรับลูกคืนวันที่ 31 มกราคม แต่แม่ได้ห้ามไว้เพราะเห็นว่าดึกแล้ว จนตอนเช้าไปถึงกลับพบว่าเกิดเหตุสลดขึ้นจริง ๆ ทำให้เสียใจที่ไม่สามารถช่วยลูกได้ ไม่คิดว่าเขาจะทำกับลูกได้แบบนี้ เพราะปกติเขาไม่เคยแสดงอาการก้าวร้าวกับตนเลย          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/4wNl4e4Xi2Y

 17,171
ข่าวภูมิภาค
02 ก.พ. 62

สลด! พ่อเอาน้ำแดงผสมยาพิษให้ลูกฝาแฝดกิน ก่อนฆ่าตัวตายตาม แม่สุดช็อกพบศพคนแรก

สุรินทร์-เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กาบเชิง ได้รับแจ้งเหตุมีคนกรอกยาพิษฆ่าตัวตายพร้อมลูกชายฝาแฝด ภายในบ้านพักในพื้นที่ ม.16 บ้านบักจรัง ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ที่เกิดเหตุพบศพนายสมชาย อายุ 45 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่กับพื้นภายในห้องนอน ขณะที่ลูกชายฝาแฝด วัย 1 ขวบ 7 เดือน เทศบาลกาบเชิงได้นำตัวเด็กทั้ง 2 คน ไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วนก่อนหน้านี้แล้ว หลังพบว่ายังมีลมหายใจรวยรินอยู่ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลกาบเชิงในเวลาต่อมา   ขณะที่ใกล้กับศพภายในห้องนอน พบขันน้ำแดงผสมกับยากาเนท ซึ่งเป็นยากำจัดศัตรูพืช และขวดยาตกอยู่ ใกล้ผู้ตาย นอกจากนี้ยังพบจดหมายลาตายอีก 1 ฉบับ เขียนระบุข้อความว่า "ถึงติ๊ก ถ้าเห็นข้อความนี้ พี่กับลูกได้ตัดสินใจลาโลกนี้ไปแล้ว ไม่ต้องตามหา พี่ขอให้ติ๊กทำตามนี้ 1.ติ๊กกับคนที่บ้านไม่ต้องมางานศพพี่กับลูก 2.ไม่ต้องตามหาเพราะพี่กับลูกจะไปตายที่อื่นรอให้แป้งโทรไปบอก 3.ไม่ต้องมางานศพพี่กับลูกและห้ามแยกพี่กับลูกเวลาทำบุญ เวลาเผาศพให้เผาพร้อมกับลูก 4.ย้ำไม่ต้องมางานศพพี่กับลูก เพราะพี่ไม่ให้อภัยติ๊ก 5.งานศพพี่กับลูกจะต้องทำที่เดียวกันห้ามแยกเด็ดขาด 6.งานศพพี่กับลูกไม่ต้องมาช่วยอะไร 8.ย้ำ ไม่ต้องตามหา ถึงหาก็หาไม่เจอ ไปตายที่อื่นไม่ใช่ในบ้าน"   ขณะที่ ภรรยาผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ที่พบศพคนแรกถึงกับร้องไห้เป็นลมล้มฟุบ หลังจากเดินทางมาจากบ้านเพื่อมาดูลูกแต่เช้า เนื่องจากโทรหาสามีไม่ติดตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา เพราะทะเลาะกัน ก่อนที่จะส่องดูทางหน้าต่างและพบศพดังกล่าว โดยมีชาวบ้านช่วยกันงัดบ้านเข้าไป และจากการชันสูตรศพของแพทย์จากโรงพยาบาลกาบเชิง ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 8 ชั่วโมง จากฤทธิ์ของยาพิษดังกล่าว ซึ่งญาติไม่ติดใจสาเหตุของการตาย จึงได้มอบศพลูกชายฝาแฝดทั้ง 2 คน ให้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป ส่วนศพของนายสมชาย ได้ตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านหลังเกิดเหตุ ขณะที่ชาวบ้านทยอยเดินทางมาร่วมงานศพด้วยบรรยากาศที่เศร้าสลดอย่างยิ่ง   ด้าน พี่สาวผู้ตาย เปิดเผยว่า ผู้ตายมีปัญหาทะเลาะกับภรรยา เรื่องที่ผู้ตายเอารถยนต์ของพ่อตาไปจำนำ เนื่องจากผู้ตายติดการพนัน ทำให้ภรรยาขอแยกกันอยู่และพาลูกชายฝาแฝดไปด้วย จากนั้นผู้ตายก็ไปรับลูกชายกลับมาบ้านคืนเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา และก่อนเกิดเหตุผู้ตายบอกกับตนว่าจะเอาลูกไปส่งให้แม่เขาคืน แต่สักพักก็กลับมาคืน คาดว่าน่าจะทะเลาะกันอีก จากนั้นเห็นไปซื้อน้ำแดงมาและมาขอยืมกระติ๊กน้ำกับตน ซึ่งก็ไม่มีอาการผิดสังเกตใด ๆ ว่าน้องชายจะคิดสั้น   กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ตะโกนเรียกน้องชาย ก็ไม่มีเสียงตอบรับ คิดว่าพาลูกนอนหลับ จึงไม่ได้เอะใจ จากนั้นช่วงเช้าวานนี้ (1 ก.พ.) ได้ยินเสียงภรรยาผู้ตายตะโกนและร้องไห้ จึงออกมาดูและส่องทางหน้าต่างจึงพบศพและพากันรีบงัด ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ เพราะหลานยังมีลมหายใจอยู่ แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ตนสงสารหลานทั้ง 2 คน ไม่น่าฆ่าพวกเขาเลย วัยกำลังน่ารักน่าเอ็นดู ตนรู้สึกเสียใจและสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าน้องชายจะน้อยใจถึงกับขนาดฆ่าตัวตายและกรอกยาพิษลูกเลย ส่วนพิธีฌาปนกิจศพ ยังไม่กำหนดเวลาที่ชัดเจน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/-iKCfvVYhwA

 12,169
สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 62

ซื้อข้าวหลามจากสถานีรถไฟ กินจนจะหมดแล้ว ดันเจอจิ้งเหลนซุกในกระบอก

โลกโซเชียลออนไลน์มีการแชร์คลิปและภาพนิ่งของข้าวหลาม ที่มีสิ่งแปลกปลอมเจือปน โดยผู้ที่ซื้อข้าวหลามดังกล่าว คือ นางจันโท แก้วพวง อายุ 62 ปี ชาว จ.นนทบุรี หลังจากกลับไปเยี่ยมญาติที่ จ.สุรินทร์ แล้วซื้อข้าวหลามที่สถานีรถไฟสุรินทร์ นำกลับไปที่จังหวัดนนทบุรี เล่าให้ฟังว่า   ซื้อข้าวหลามจำนวน 3 กระบอก เป็นข้าวหลามขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 นิ้วครึ่ง หลังเปิดกระบอกที่พบว่ามีข้าวหลาม ที่ด้านล่างของข้าวพบตัวจิ้งเหลน ขดอยู่ห่างจากโคนข้าวหลามประมาณ 2 นิ้ว มีสีดำสลับเทาเป็นลวดลาย ขนาดลำตัวประมาณครึ่งนิ้ว มีอวัยวะครบสมบูรณ์ วันนี้พบว่ามีกลิ่นเหม็นออกมาบ้างแล้ว ส่วนอีก 2 กระบอกที่เหลือไม่พบสิ่งแปลกปลอม   ยืนยันไม่ได้มีการกลั่นแกล้งนำตัวจิ้งเหลนมาใส่ในกระบอกข้าวหลาม และอยากบอกให้พ่อค้าและแม่ต้าระมัดระวังเรื่องความสะอาดและอนามัยมากกว่านี้ คนซื้อมาเจอแบบนี้ก็เสียสุขภาพจิตเหมือนกัน   ด้านผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สถานีรถไฟสุรินทร์ จุดที่ผู้เสียหายซื้อข้าวหลาม จากการสอบถามแม่ค้าหาบเร่ เผยว่ามีโอกาสเป็นไปได้ว่า ระหว่างที่มีการทำข้าวหลาม คนทำไม่ได้เคาะดูไม้ไผ่ให้ดี ทำให้จิ้งเหลนนอนขดอยู่ด้านใน ซึ่งก็อยากให้คนที่ทำข้าวหลาม ใส่ใจความสะอาดและดูไม้ไผ่ให้ดีทุกกระบอก เพราะจะเสียลูกค้า   ส่วนข้าวหลามที่ตนขายจะรับจากพ่อค้าที่มาจาก อ.พยัคฆ์ภูมิ จ.มหาสารคามมาส่งที่ตลาดสดสุรินทร์ เท่าที่ขายมายังไม่เคยเจอแบบนี้ ตนไม่ได้ขึ้นรถไฟไปขาย เพราะมาเช่าบ้านกับเพื่อนๆอยู่ในสุรินทร์ และหาบมาขายที่สถานีรถไฟและในตัวเมือง   ส่วนแม่ค้าที่มาขายในช่วงตี 4-5 นั้น น่าจะเป็นกลุ่มแม่ค้าที่รับข้าวหลามมาจากบ้านท่าศิลา ต.เมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพราะจะมากันแต่เช้าเพื่อรอขึ้นรถไฟไปขายทาง จ.บุรีรัมย์และ จ.โคราช ก็อยากให้คนที่ทำข้าวหลามใส่ใจในเรื่องความสะอาดด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/61UaL2PaeYI

 25,177
ข่าวภูมิภาค
15 ม.ค. 62

พระรับคลิปปล่อยงูพิษในวัดเป็นเรื่องจริง ทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ ยันปล่อยแค่ 15 ตัว ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ชาวบ้านผวา ฝากหน่วยงานช่วยกันดูแล

คืบหน้า กระแสโซเชียลแชร์คลิปพระปล่อยงูในวัด ทำชาวบ้านหวาดผวา หวั่นงูจะเข้าบ้าน กัดลูกหลาน วอนสังคมช่วยดูแล ถามพระทำได้อย่างไร ขณะที่ทางวัดยอมรับปล่อยงูจริง เป็นความเชื่อสะเดาะเคราะห์กรรม ยันไม่ใช่งู 150 ตัว หรือ 50 ตัว แต่มีงูแค่ 15 ตัว    วันนี้ (14 ม.ค.62) ที่วัดสว่างโสภณ ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หลังจากมีการเผยแพร่คลิปในโลกโซเชียล กรณีที่พระครูสมุห์โบรี ธีรมุนี หือพระอาจารย์โบรี ธีรมุนี รักษาการเจ้าอาวาสวัด ได้นำคณะลูกศิษย์ จำนวน 15-20 คน ได้ร่วมกันประกอบพิธี ปล่อยงู ภายในวัด เมื่อช่วงวันที่ 13-14 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า เป็นการปล่อยงู เพื่อสะเดาะเคราะห์กรรมปล่อยทุกข์ ปล่อยความโศกเศร้า ปล่อยงูเห่า งูจงอาง เสริมดวง และยังให้เป็นเจ้าภาพงูตัวใหญ่ เจ้าภาพตัวละ 8,000 บาท ไม่จำกัดจำนวน งูตัวเล็ก เจ้าภาพตัวละ 2,000 บาท เจ้าภาพบายศรี เจ้าภาพละ 1,000 บาท ซึ่งได้มีการประกาศเชิญชวนให้ญาติโยม และผู้ศรัทธา ร่วมงานปล่อยงู และได้ทำการปล่อยงู อาทิ งูเห่า งูจงอาง ลงสระน้ำ ในเขตบริเวณวัด เมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงนั้นก็ยังไม่มีการเผยแพร่คลิป การปล่อยงูแต่อย่างใด   จากการเปิดเผยของ พระปิยะณัฐ ขันติโก รองรักษาการเจ้าอาวาสวัด บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องปล่อยงู เป็นเรื่องจริง ทางวัดยอมรับว่า จำนวนงู ที่มีการพูดถึงวัดว่า งู 150 ตัว 50 ตัว นั้น ไม่เป็นความจริง มีงูเห่า งูจงอาง รวมกันแล้ว เพียง 15 ตัวเท่านั้น ปล่อยลงสระน้ำแล้วก็มีคนไปจับอยู่อีกฝั่งของสระน้ำ จับได้ 12 ตัว และที่จับไม่ได้ ออกนอกวัดไป รถเหยียบตาย 1 ตัว ชาวบ้านตีตาย 1 ตัวและยังเหลือ 1 ตัว ทางวัดยินดีรับผิดชอบ และดูแล เยียวยา หากงูไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร แต่ตอนนี้กระแสออกมาว่า ในรัศมี 10 กิโลเมตร ห่างจากวัดปรากฏว่า ชาวบ้านที่พบเห็นบอกว่าเป็นงูวัด แม้แต่งูเขียวตัวเล็กๆยังบอกว่าเป็นงูวัด ทางวัดขอความเห็นใจด้วยและหลังจากได้มีการปล่อยงู และทางวัดปล่อยงูเพียงครั้งเดียว ในช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่านมาเท่านั้น   ล่าสุดในเช้าวันนี้ (15 ม.ค.62) หลังจากที่ช่อง 3 ได้นำเสนอข่าว ไปแล้ววนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าไปยังวัดสว่างโสภณ บ้านหนองกระบือ ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ พบว่า พระสงฆ์ และญาติโยม ยังคงปฎิบัติภารกิจของ พระสงฆ์ตามปกติ ขณะที่พระลูกวัด บอกกับผู้สื่อข่าวว่า พระครูสมุห์โบรี ธีรมุนี หือพระอาจารย์โบรี ธีรมุนี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสว่างโสภณ ได้เดินทางกลับไปยังบ้าน ที่ ต.สา อ.บอริโบ จ.กำปงชะนัง ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยอยู่ในขณะนี้    ด้านชาวบ้านหนองกระบือ คุ้มโคกโรงเรียน ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัด และบ้านอยู่ห่างจากกำแพงวัดจุดที่ปล่อยงู เพียง 30 เมตร แม้ว่าจะมีรั้วและกำแพงวัดกั้นเป็นแนวมิดชิดก็ตาม ชาวบ้านยังผวา เกรงว่างูที่ทางวัดปล่อย จะหลุดออกมากัดมาทำอันตราย ชาวบ้านได้ เนื่องจากตามกำแพงรั้ววัด มีรูของพวกหนูนา ขุดเป็นรูไว้ กลัวว่างูจะมุดออกมาจากรูหนู ออกมากัดชาวบ้านโดยเฉพาะเด็กๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้ สามารถใช้ตาข่ายดักจับงูได้แล้ว 2 ตัว จึงได้พากันทำนำตาข่าย มากั้น บริเวณริมรั้วด้านรอยต่อกับกำแพงวัด เพื่อป้องกันงู เลื่อยเข้าบ้าน และฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาดูแล เรื่องความปลอดภัย จับงู หรือทำแนวเขตป้องกันงู และที่นำภาพไปแชร์ในโซเชียล ก็ไม่ต้องการที่จะขับไล่พระเพียงแต่ต้องการให้สังคมช่วยกันดูแล ชาวบ้านไม่ให้ปล่อยงู ซึ่งไม่ใช่ปล่อยเข้าป่า แต่ปล่อยในเขตบ้านติดกับหมู่บ้าน เพียงจะขอเรื่องความปลอดภัยให้กับชาวบ้านเท่านั้น   ข่าวที่เกี่ยวข้อง    

 6,145
ข่าวภูมิภาค
15 ม.ค. 62

ชาวบ้านผวาหวั่นงูหลุดเข้าบ้าน หลังพระสุรินทร์ปล่อยงูพิษสะเดาะเคราะห์

สุรินทร์-มีการแพร่คลิปพระที่วัดสว่างโสภณ ต.ตานี อ.ปราสาท เชิญชวนญาติโยนทำพิธีปล่อยงูเพื่อสะเดาะเคราะห์กรรมปล่อยทุกข์ ทำให้ชาวบ้านใกล้เคียงเกิดความหวาดกลัวว่างูจะหลุดมาทำอันตราย ขณะที่ทางวัดยอมรับปล่อยงูจริง เป็นความเชื่อสะเดาะเคราะห์กรรมตามความเชื่อ ยันมีงูแค่ 15 ตัว ไม่ใช่ 150 ตัวตามข่าวลือ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NLc3wY944JY

 8,558

Top