ค้นหา :

ผลการค้นหา "อย"

สังคม-อาชญากรรม
07 ส.ค. 62

อย. เรียกคืนเต้านมเทียมซิลิโคนแบบขรุขระ หลังพบเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ชี้แจงเหตุเรียกคืนผลิตภัณฑ์เต้านมเทียมซิลิโคนนาเทรล (NATRELLE) เหตุพบเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่สัมพันธ์กับการเสริมเต้านมเทียม   โดยทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับข้อมูลจาก บริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท นีโอ ฟาร์ม จำกัด เเจ้งขอเรียกคืนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์เต้านมเทียมซิลิโคนชนิดขรุขระ (BIOCELL) ชื่อทางการค้านาเทรล (NATRELLE) โดยสมัครใจในทุกรุ่นที่การผลิตที่ยังไม่ได้ฝังในร่างกาย   ซึ่งการเรียกคืน ซิลิโคนนี้ เป็นเพื่อการความปลอดภัย แต่ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก และยังไม่มีความจำเป็นต้องไปผ่าตัดออก เพียงแต่มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติ อาทิ เต้านมโต บวมแดงอักเสบ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที   รองศาสตราจารย์นายแพทย์ศิรชัย จินดารักษ์ นายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย บอกว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เกิดจากการใส่ผลิตภัณฑ์เตานมเทียมชนิดขรุขระ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งทั่วไป เนื่องจาก โรคนี้จะเกิดบริเวณผิวของเต้านมเทียม ซึ่งโรงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้มีความรุนแรงต่ำ โดยการรักษาสำหรับผู้ที่เป็น ก็แตกต่างจากการรักษามะเร็งทั่วไป เพียงไปพบแพทย์ผ่าตัดลอกเปลือกออก โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัดก็หายขาดได้   ด้านศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช นายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การทำศัลยกรรมเต้านม ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะใช่ให้ดีก่อน เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ บริษัทผู้ผลิต รุ่นการผลิต เป็นต้น   โดยผลิตภัณฑ์เต้านมเทียมชนิดขรุขระ มีสถิติการนำเข้ามา เมื่อปี 2554 นำเข้ามา 29,000 ชิ้น ซึ่งมีผู้ใช้งานไปแล้ว 14,000 ชิ้น ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดโรคยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่า เกิดจากสารตัวไหน เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ตัวเดียวกันทั้งหมด แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบมาจากการใช้งานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ใส่เตานมเทียมชนิดผิวขรุขระ ชนิดผิวเรียบยังไม่ได้รับการรายงาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8PB4VLA7afI

 2,118
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 62

จับคนขายลูกโป่งหัวเราะคา ถ.ข้าวสาร ให้นทท.ลูกละ 50-200 บาท อย.ชี้สูดดมมากอันตรายถึงตาย

ตร.สน.ชนะสงคราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการอาหารและยา นำกำลังเข้าตรวจสอบภายในถนนข้าวสาร หลังมีการข่าวแจ้งว่า มีการลักลอบจำหน่ายแก๊สไนตรัสออกไซด์ หรือแก๊สหัวเราะ ให้กับนักท่องเที่ยว จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบทั้งสิ้น 14 จุด ภายในพื้นที่ถนนข้าวสาร   ภายหลังการเข้าตรวจสอบสามารถจับกุม ผู้ต้องหาลักลอบจำหน่ายลูกโป่งที่บรรจุแก๊สหัวเราะให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 9 ราย รับสารภาพว่า ขายในราคาลูกละ 50-200 บาท ขึ้นอยู่กับบริมาณของลูกโป่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ซื้อจะนำไปใส่สูดดมเข้าร่างกายเพื่อให้เกิดความมึนเมา และเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยว   ด้านคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ระบุว่าสำหรับแก๊สไนตรัสออกไซด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ แก๊สหัวเราะ ในทางการแพทย์ใช้เป็น แก๊สดมสลบก่อนการผ่าตัดหรือถอนฟัน ลดอาการปวดได้ดี ออกฤทธิ์รวดเร็วและหมดฤทธิ์เร็วเช่นกัน ตามกฎหมายถือว่าเป็นยาที่ใช้ตามโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยใช้บรรจุในถุงลมนิรภัย ในรถยนต์   ปัจจุบันพบการลักลอบมาจำหน่ายแก๊สไนตรัสออกไซด์เพื่อมาใช้ในทางที่ผิด นำมาสูดดมตามแหล่งสถานบริการต่างๆ เพื่อให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและเพลิดเพลิน นั่งหัวเราะ แต่หากสูดดมเข้าไปมาก จะทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ร่างกายไม่สามารถประสานการทางานของอวัยวะต่างๆ ได้ อาจทำให้หกล้ม บาดเจ็บ และหมดสติได้   เมื่อสูดดมบ่อยครั้งเป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม มึน ชา กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย เหน็บชาบริเวณนิ้วมือนิ้วเท้า รับความรู้สึกไม่ได้ เนื่องจากภาวะขาดวิตามินบี 12 ร้ายแรงสุดอาจเสียชีวิตได้ เพราะแก๊สดังกล่าวจะเข้าไปแย่งออกซิเจนในเลือด เนื่องจากปริมาณแก๊สไนตรัสออกไซด์ที่มากและเข้าไปแทนที่ออกชิเจนในปอด และในระบบประสาทส่วนกลางจนหมดร่างกายไม่สามารถควบคุมระบบหายใจ และหมดสติได้   สำหรับผู้ที่นำแก๊สไนตรัสออกไซด์ออกมาจำหน่ายหรือนำมาบรรจุใส่ลูกโป่งนั้น ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยา ในข้อหา จำหน่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากยาดังกล่าวเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ผู้ใด ผลิตหรือนำเข้า โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจาคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อหา จำหน่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ผู้ใด ผลิตหรือนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อขยายผลหาแหล่งจำหน่ายที่กลุ่มผู้ต้องหาไปหาซื้อหรือรับต่อมา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KxTJ4yw1jD4

 4,060
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
19 มิ.ย. 62

ครม.ไฟเขียวโฆษณากัญชา ที่ได้รับรองตำรับยาจาก อ.ย. ภายใต้หลักเกณฑ์ 6 ข้อ

ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับโฆษณายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ   และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง คือ   1. กำหนดให้ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา ที่ประสงค์จะขออนุญาตโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา ที่ได้รับการรับรองตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง   2. กำหนดให้การพิจารณาอนุญาตโฆษณายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาได้เฉพาะในกรณี เพื่อการโฆษณาที่กระทำโดยตรงต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย หรือเป็นฉลาก หรือเอกสารกำกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุยาเสพติดให้โทษนั้น   3. กำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตและให้ผู้รับอนุญาตยื่นคำขอต่อผู้อนุญาตพร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานตามที่กำหนด   4. กรณีมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา หรือเอกสารทางวิชาการที่ได้รับอนุญาต ให้ผลิตหรือนำเข้าในสาระสำคัญ ซึ่งทำให้แตกต่างจากการโฆษณาที่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว ให้การอนุญาตนั้นสิ้นสุดลง   5. กำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องโฆษณาตามที่ได้รับอนุญาตและระบุเลขที่ใบอนุญาตไว้ในสื่อโฆษณาทุกครั้ง 6. กำหนดให้คำขออนุญาต ใบอนุญาต และใบแทนใบอนุญาตให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยากำหนด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WarXW7Lh1-w

 926
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
22 พ.ค. 62

อย.จัดระเบียบ 4 กลุ่มผู้ป่วยใช้กัญชา เตรียมนำเข้าระหว่างรอผลิตตาม กม.

อย.แจ้งว่าผู้มาลงทะเบียนแจ้งครอบครองกัญชา ร้อยละ 90 เป็นกลุ่มผู้ป่วยและจำเป็นต้องใช้กัญชารักษาโรค ส่วนร้อยละ 10 เป็นผู้ที่ไม่ควรจะมีกัญชาไว้ในครอบครอง โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยจำเป็น ซึ่งเป็นโรคที่มีข้อมูลชัดเจนว่ากัญชาได้ประโยชน์ ครอบคลุม 4 โรค ซึ่งมีผู้มาแจ้งเข้าข่ายโรคดังกล่าว 50-60 คน เช่น มะเร็งระยะสุดท้าย ลมชักในเด็กที่รักษาอาการในโรงพยาบาล   ส่วนกลุ่มอื่น เช่น พาร์กินสัน ร้อยละ 20 ส่วนร้อยละ 30 เป็นการแจ้งโรคอื่น เช่น โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งกลุ่มนี้สามารถรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้กัญชารักษา   นอกจากนี้ พบว่ายังมีการแจ้งอื่น เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน ซึ่งกลุ่มนี้ใช้แพทย์แผนปัจจุบันรักษาได้ โดยกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้กัญชา   ทั้งนี้จะมีการจัดกลุ่มผู้ป่วยที่มีความจำเป็นและไม่สามารถรอได้ โดย อย.จะจัดส่งไปยังสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วสั่งจ่ายยาให้ได้ยาในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนอีกกลุ่มที่มีความจำเป็นและสามารถรอได้ เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน หากหยุดได้จะมีอาการตัวสั่น กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่อย.จะต้องจ่ายยาให้อย่างต่อเนื่อง   ส่วนกลุ่มอาการอื่นจะอยู่ในกลุ่มสุดท้ายที่จะได้รับยา เพราะหากนำไปใช้ในกลุ่มที่จำเป็นอาจทำให้ปริมาณยาไม่เพียงพอ สำหรับกลุ่มที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชา ปัจจุบันหน่วยงานหลายภาคส่วนมีความพยายามให้ข้อมูลต่อผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำในการรักษา ซึ่งยืนยันว่าบางโรคใช้กัญชารักษาไม่ได้ผล โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง   ขณะเดียวกัน ทางตำรวจและปปส.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการส่งกัญชาของกลางไปตรวจสอบและวิเคราะห์ว่ามีความบริสุทธิ์เพื่อนำมาสกัดใช้ทางการแพทย์ได้หรือไม่ หากอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจะนำมามอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาสกัดต่อไป   นอกจากนี้ อย.จะเร่งนำเข้ากัญชาให้ได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ หรืออย่างเร็วที่สุดภายในปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย และเพื่อให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปริมาณการนำเข้าจะพิจารณาจากฐานข้อมูลที่มีการยื่นแจ้งครอบครองกัญชา เบื้องต้นมีผู้ป่วย 2,000 ราย จำนวนนี้จะต้องไปวินิจฉัยโรคอีกครั้ง ซึ่งช่วงแรกอาจยอมรับว่าผลผลิตที่ได้ตามกฏหมายอาจไม่เพียงพอ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eK2F92Cw1xM

 3,726
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
13 พ.ค. 62

อย.เตือนใกล้หมดเวลาเปิดให้แจ้งครอบครองกัญชา 21 พ.ค.นี้

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งว่าใกล้หมดเวลาที่เปิดอนุญาตให้ประชาชนแจ้งครอบครองกัญชาในวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาแจ้งครอบครองฯ ได้ทันเวลาที่กำหนด   กระทรวงสาธารณสุข จึงมีนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจารณาเพิ่มเวลาการรับแจ้งครอบครองฯ ในวันเสาร์หรืออาทิตย์ และเพิ่มสถานที่ในการรับแจ้งยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ต้องการมาแจ้งครอบครอง   ทั้งนี้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาแจ้งครอบครองกัญชาจำนวนกว่า 300 รายในวันเดียว ทำให้ยอดล่าสุดมีผู้มาแจ้งแล้วกว่าหมื่นราย   โดย อย. ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการรองรับการแจ้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ จึงขอแจ้งไปยังผู้ที่ยังไม่ได้มาดำเนินการแจ้งครอบครอง ขอให้รีบมาดำเนินการโดยเร็วก่อนสิ้นสุดเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการแจ้งครอบครองกัญชานั้นไม่ได้ยุ่งยาก ผู้ครอบครองกัญชามาก่อน ที่อยู่ในกรุงเทพฯ แจ้งได้ที่ อย. ส่วนต่างจังหวัดแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)   จึงขอให้เตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อม ได้แก่ บัตรประชาชน เอกสารแจ้งการมีกัญชา เอกสารรับรองอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ และนำกัญชาที่ใช้ในการรักษาไปด้วย หากมีปริมาณมาก สามารถใช้รูปถ่ายได้ กรณีหากกลุ่มผู้ป่วยมีจำนวนมาก สามารถติดต่อหรือโทรศัพท์ประสานกับ อย. หรือ สสจ. เพื่อแจ้งชื่อ นามสกุล กำหนดวัน เวลานัดที่จะเดินทางไปแจ้งการครอบครองได้ โดยกรอกแบบการแจ้งครอบครองเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และนำยากัญชาหรือน้ำมันสกัดกัญชาที่ใช้ในการรักษาโรคพร้อมเอกสารต่างๆ ไปแจ้งครอบครองตามที่ได้มีการนัดหมายไว้   แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้สารสกัดกัญชารักษาโรคมาก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบหาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อมาแจ้งครอบครองในช่วงนี้ เพราะการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาอาการใด ๆ ก็ตาม ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนจากแพทย์ ไม่ควรหาซื้อมาใช้เอง เพราะอาจได้รับอันตรายได้   ทั้งนี้ ในระยะนี้ อย. ยังพบว่ามีการแชร์เรื่องการปลูกกัญชาในสื่อออนไลน์ โดยเป็นเอกสารเผยแพร่ที่ระบุให้แจ้งครอบครองภายในกำหนด และให้ประชาชนสามารถขอปลูกกัญชาได้ หรือกล่าวถึงโรคต่าง ๆ แล้วให้นำใบรับรองแพทย์ไปขอปลูกกัญชาเพื่อรักษาโรค อย. ขอแจ้งให้ทราบว่า การรับแจ้งที่ อย. หรือ สสจ. ในขณะนี้ เป็นการแจ้งครอบครองกัญชา เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือใช้รักษาโรคเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตให้ปลูกกัญชาแต่อย่างใด หากมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่สายด่วน อย. 1556 กด 3 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y2ubZO_fgx8  

 1,337
สังคม-อาชญากรรม
19 เม.ย. 62

อย.ประกาศปลดล็อก ปชช.ซื้อชุดตรวจ hiv ได้ในร้านขายยา หากพบเชื้อให้ตรวจซ้ำที่ รพ.

อย. ออกประกาศปลดล็อกให้ ประชาชนซื้อชุดตรวจคัดกรอง เอชไอวี แบบพกพา ด้วยตนเองได้ ช่วยให้รู้ผลตรวจไว ลดความเสี่ยงแพร่เชื้อ เข้าถึงการรักษาได้เร็ว จากเดิมต้องตรวจในสถานพยาบาลเท่านั้น เผยซื้อได้ในร้านขายยา แต่หากพบการติดเชื้อควรตรวจยืนยันซ้ำที่โรงพยาบาล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BekNpRJ2kkw

 6,236
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
25 ก.พ. 62

อย.แจงการยาสูบ ขออนุญาตปลูกกัญชา แค่รักษาวิจัย ไม่ใช่มวนสูบ

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงการเตรียมออกร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ เกี่ยวกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชาใน 3 กลุ่มว่า   ร่างประกาศกระทรวงฯ ทั้ง 3 ฉบับ ได้ยื่นเสนอ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อลงนามในร่างประกาศฯ โดยคาดว่าวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ จะทราบว่ามีการลงนามแล้วหรือไม่ ซึ่งหากลงนามแล้วก็สามารถส่งไปยังราชกิจจานุเบกษาเพื่อออกประกาศในการบังคับใช้ได้ทันทีในสัปดาห์หน้า   สำหรับการเตรียมแจ้งการครอบครองนั้น อย.ก็มีความพร้อมดำเนินการหลังจากออกประกาศ ส่วนคลังที่จะใช้เก็บกัญชาของกลางก็เตรียมพร้อมแล้วเช่นกัน โดยร่างประกาศกระทรวงฯ ก็เปิดช่องให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการวิจัยต่อได้   ทั้งนี้หากผู้ครอบครองรายใดเป็นผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้กัญชา จะให้แจ้งจำนวนที่ครอบครองแล้วให้นำกลับ ส่วนหน่วยราชการที่ครอบครองจะให้แจ้งและนำกลับไปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ เช่น วิจัย หรือใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาผู้ป่วยต่อ แต่หากเป็นบุคคลทั่วไป เมื่อนำไปแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่จะเก็บยึดไว้ เพื่อรอทำลาย หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการวิจัยหรือทางการแพทย์จะมีคณะทำงานพิจารณาอีกครั้ง   ส่วนกรณีหากการยาสูบแห่งประเทศไทยจะดำเนินการ ก็ต้องมาขออนุญาต ซึ่งหลักการก็สามารถมาขออนุญาตได้ ทั้งในส่วนของผู้ปลูกหรือผู้วิจัย ก็ต้องยื่นรายละเอียดมาว่าจะดำเนินการในลักษณะใด แต่จุดประสงค์ของการมาขออนุญาตต้องชัด ซึ่งกฎหมายใหญ่ก็กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือการวิจัย คงไม่สามารถมาขออนุญาตเพื่อทำอย่างอื่นหรือเพื่อการสูบได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AF_jQV_UlO8

 2,040
สังคม-อาชญากรรม
23 พ.ย. 61

อย.ยืนยัน 'ยาเสียสาว' ไม่มีจริง ที่ลอบขายกันเป็นแค่คำอวดอ้าง เตือนใช้เกินขนาดอาจถึงชีวิต

จากกรณีที่หญิงสาวรายหนึ่งโพสต์เตือนภัย เมื่อเพื่อนสาวโดนหยอดยาเสียสาวจนหมดสภาพ พร้อมระบุว่าเพื่อนของเธอทำงานเป็นพีอาร์ในเล้าจ์แห่งหนึ่ง แต่โดนลูกค้าหยอด ยาเสียสาว ทำให้มีอาการร้อนไปหมดทั้งตัวและต้องถอดเสื้อผ้า อาเจียน แทบไม่ได้สติ ด้าน อย.ยืนยันยาเสียสาวไม่มีจริง นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ยืนยัน ยาเสียสาวไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสารเคมีที่เกษตรกรในต่างประเทศนำไปใช้กับสัตว์เท่านั้น ไม่ได้มีผลให้เกิดอารมณ์ทางเพศ  ยาเสียสาว หรือยาปลุกเซ็กส์ ที่ปรากฏขายกันเกลื่อนตามเว็บไซต์ออนไลน์ เป็นเพียงสารเคมีร้ายแรง ที่มีการโฆษณาเกินจริง หลอกผู้บริโภคให้หลงเชื่อเท่านั้น โดยก่อนหน้านั้นเกษตรกรในต่างประเทศจะนิยมนำมาใช้กับม้าเพื่อให้เกิดการผสมพันธ์ แต่เนื่องจากไม่ได้ผลและเกิดอันตรายกับสัตว์ จึงได้หยุดใช้ไปในที่สุด และแม้ผู้ที่ได้รับสารเคมีดังกล่าวเข้าไป ก็ไม่ได้ส่งผลกระตุ้นสมองเพื่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ แต่จะไปออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวามตามอวัยวะที่มีเลือดไหลเวียนได้ดี เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ ประกอบกับ มีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดอาการมึนงง แต่ไม่ถึงขั้นไม่มีสติ หรือไม่รู้ตัว แต่มีโอกาสเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากใช้เกินขนาด ทั้งนี้ที่ผ่านมา อย.คุมเข้มตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่. ตำรวจ ปี 1 สามารถจับกุมลักลอบจำหน่ายสารเคมีได้ประมาณ 10 ราย เนื่องจากโทษยังมีความผิดไม่รุนแรง คือ ถือเป็นยาปลอม. ปรับ 5,000 บาท หรือ จำคุก 3 ปี โดยพบการจำหน่ายในตลาดมืด สื่อออนไลน์. และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นยาปลุกเซ็กส์ ซึ่งจริงๆไม่ใช่ และไม่ใช่แทนยาสัตว์ หรือยาแผนปัจจุบัน ด้วยอัตราโทษที่เบา พ.ร.บ. ยา ที่กำลังจะมีการแก้ไข ก็จะมีการเพิ่มโทษของผู้ที่กระทำผิดในส่วนนี้เพิ่มขึ้นด้วยสำหรับการป้องกันที่ดีสุด กรณีมีอาการร้อนวูบผิดปกติ ควรอยู่กับคนที่ไว้ใจได้ และดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อให้ปัสสาวะขับสารดังกล่าวออกมา  

 7,142
สังคม-อาชญากรรม
23 พ.ย. 61

เปิดใจสาวพีอาร์ถูกหยอดยาเสียสาว ร้อนวูบวาบทั้งตัว เชื่อฝีมือแขกชาวต่างชาติ หมอชี้เป็นยาโด๊ปม้า

จากกรณีที่หญิงสาวรายหนึ่งโพสต์เตือนภัย เมื่อเพื่อนสาวโดนหยอดยาเสียสาวจนหมดสภาพ พร้อมระบุว่าเพื่อนของเธอทำงานเป็นพีอาร์ในเล้าจ์แห่งหนึ่ง แต่โดนลูกค้าหยอด ยาเสียสาว ทำให้มีอาการร้อนไปหมดทั้งตัวและต้องถอดเสื้อผ้า อาเจียน แทบไม่ได้สติ   พีอาร์สาว วัย 28 ปี เหยื่อถูกหยอดยา ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ตนมีอาชีพเป็นพริตตี้และพีอาร์ตามร้านเหล้า ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนทำงานที่ร้านแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ รับเติมเหล้าให้กับแขกที่มากินในร้าน และช่วงเกิดเหตุได้ชงเหล้าให้กับแขกต่างชาติชาวเกาหลี เป็นผู้ชายมาด้วยกัน 4-5 คน ตนก็ได้ดื่มกินกับลูกค้าตามปกติ   กระทั่งดื่มจนคิดว่าตนเองน่าจะมีอาการเมา และไม่ไหวแล้วจึงขอตัวกลับ โดยบอกกับแขกกลุ่มดังกล่าวว่ามีงานเช้า ซึ่งภาพสุดท้ายที่จำได้คือตนเรียกแท็กซี่มารับ และให้คนขับคุยกับเพื่อนให้เพื่อนบอกทาง หลังจากนั้นภาพก็ตัดไป ก่อนที่จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถึงคอนโดเพื่อนลงมารับ แล้วตนก็ไม่รู้สึกตัวเลย   และตื่นอีกทีในเวลา 13.00 น. ของวันที่ 21 พ.ย. โดยเพื่อนที่มารับเล่าว่า ตนลงจากรถก็มาอ้วกหน้าคอนโด เพื่อนกับ รปภ. ต้องพยุงขึ้นห้อง รู้แค่ว่าตัวร้อนจากข้างในมาก เพื่อนบอกว่าตนพยายามถอดเสื้อผ้าออกเพราะความร้อน ครางและมีความต้องการทางเพศ เพื่อนจึงถอดเสื้อผ้าและพาไปอาบน้ำ แต่ก็ไม่หาย ใช้เวลา 1 วันกว่าจึงรู้สึกตัว พอตื่นนอนมาก็หายใจไม่ออกเหมือนจะตาย มีอาการใจสั่น และคอแห้งตลอดเวลา จนถึงตอนนี้อาการก็ยังแย่อยู่   พีอาร์สาว ยังกล่าวอีกว่า ตนเองไม่ทราบว่าช่วงเวลาการหยอดยาเกิดขึ้นตอนไหน อาจจะเป็นช่วงที่ตนเดินออกไปเข้าห้องน้ำก็ได้ ทั้งนี้เคยได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังว่าเคยมีคนที่รู้จักโดนในลักษณะนี้มาก่อนเหมือนกัน ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตนเพราะแก้วที่มีเหล้าอยู่ตอนนั้นก็มีหลายใบ   ดังนั้นอยากฝากไปถึงผู้หญิงทุกคนที่ทำงานตอนกลางคืน หรือคนที่ชอบเที่ยว ให้ระมัดระวังตนเอง เพราะมีอันตรายอยู่รอบตัวตลอดเวลา สังคมทุกวันนี้น่ากลัว เพราะถึงแม่ว่าตนอาจจะโชคดีที่ไม่ตกเป็นเหยื่อยที่โดนข่มขืน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีแบบนี้   ซึ่งขณะนี้ยังไม่กล้าไปแจ้งความกับตำรวจ เนื่องจากกลัวว่าร้านที่ทำงานจะได้รับผลกระทบไปด้วย จึงขอไปปรึกษากับผู้จัดการร้านก่อน หากผู้จัดการร้านอนุญาต จะดำเนินการแจ้งความตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะตนก็เป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้ด้วย   อย่างไรแล้วขอยืนยันในกรณีที่มีคนแชร์ในโลกออนไลน์ว่า นายบอส เป็นคนมอมยาและพยายามข่มขืนนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากไม่ได้รู้จักกับนายบอสเป็นการส่วนตัว คาดว่าอาจจะเป็นผู้เสียหายรายอื่น   ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวถึงกรณีมีการแชร์กันในสังคมออนไลน์ ถึงยาหยอดทำให้รู้สึกร้อนรุ่ม วูบวาบ ถอดเสื้อผ้า และถูกล่วงละเมิดทางเพศว่า ในกลุ่มยาที่หลายคนมักบอกว่า ยาเสียสาวนั้น จริงๆ ไม่ใช่ว่าเป็นยาที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกมีอารมณ์ทางเพศ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการผสมกันของอย่างอื่น โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   อย่างกรณียาที่บอกว่าทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบ ก็มีจริง แต่เป็นการออกอาการที่ทำให้รู้สึกร่างกายร้อน โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ เนื่องจากมีเส้นเลือดเยอะ ไม่ว่าจะอวัยวะเพศทั้งชายหรือหญิง จึงทำให้มีความรู้สึกมากเป็นพิเศษ ทำให้รู้สึกว่ามีอารมณ์ทางเพศ หรือเข้าใจว่าทำให้เสียสาวได้ ส่วนที่ถึงขนาดถอดเสื้อผ้าอาจแล้วแต่บุคคล บางคนอาจโดนยาตัวอื่นร่วม หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตรงนี้ก็พูดยาก ต้องไปดูตัวยา   ประเด็นคือ พวกนี้ไม่ใช่ยาที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. และจะไม่รับขึ้นทะเบียนเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีสรรพคุณทางยา หรือประโยชน์ทางการแพทย์ใดๆ แม้แต่ขึ้นทะเบียนสัตว์ก็ไม่ได้ แต่จะเห็นว่ากลุ่มนี้มีการลักลอบใช้ในม้า เพราะเอาไปใช้ในเรื่องช่วยให้มีอาการติดสัดเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่าผิดหมด เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากมีการครอบครองจะมีโทษเกี่ยวกับยาไม่ขึ้นทะเบียนตามพ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 โดยจะผิดกรณีผลิตยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ   ส่วนการกินแล้วมีผลข้างเคียงถึงแก่ชีวิตนั้น ขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่เคย ส่วนใหญ่ไม่เจอ แต่จะเป็นปัญหาถูกล่วงละเมิดทางเพศและเข้าแจ้งความดำเนินคดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fmBA3rmNNGY

 138,034
สังคม-อาชญากรรม
18 ต.ค. 61

อย.แจงดราม่านมแม่ หากเด็กป่วยจากนมบริจาค โดนคุก 2 ปี-ปรับ 2 หมื่น แนะติดต่อธนาคารนมศิริราช-รามาฯ

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เผยว่า จากกรณีที่มีข่าวดารานักแสดงได้ประกาศบริจาคนมแม่ของตนเองและมีการถกเถียงเกี่ยวกับการบริจาคน้ำนมและความปลอดภัยนั้น   สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า การบริจาคนมแม่มีวัตถุประสงค์เพื่อ -ส่งเสริมการดื่มนมแม่ในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด -มีน้ำหนักตัวน้อย -ทารกที่มีปัญหาการเจ็บป่วยซึ่งแม่มีปริมาณน้ำนมไม่เพียงพอ   มีการบริหารจัดการในลักษณะธนาคารนมแม่ ปัจจุบันมีธนาคารนมแม่ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 1.ธนาคารนมแม่ศิริราช 2.ธนาคารนมแม่รามาธิบดี   ดำเนินการภายใต้ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ซึ่งได้นำมาตรฐานของคลินิกนมแม่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย มาจัดทำหลักเกณฑ์และปรับให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย   สำหรับคุณแม่ที่จะบริจาคน้ำนมจำเป็นต้อง -ได้รับการซักประวัติ -ตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่า ไม่เจ็บป่วยหรือติดเชื้อ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพน้ำนมที่บริจาค เมื่อพบว่าผลการตรวจวิเคราะห์ผ่านมาตรฐานแล้วจึงจะจ่ายให้เด็กทารกในโรงพยาบาลต่อไป   การบริจาคน้ำนมแม่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายจึงไม่ต้องขออนุญาตกับ อย. -อย. มีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับอาหารที่ปลอดภัย -หากพบมีเด็กได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการดื่มนมแม่ที่บริจาค จะถือว่าผู้บริจาคมีความผิดทางกฎหมายกรณีผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์ -ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวในตอนท้ายว่า การส่งเสริมการดื่มนมแม่นั้นเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่มีประโยชน์สูง สำหรับเด็กปกติสนับสนุนให้เด็กกินนมแม่ตนเอง หากจำเป็นต้องได้รับการบริจาคนมแม่จะต้องได้รับผ่านธนาคารนมแม่ที่มีกระบวนการคัดกรองโรคและฆ่าเชื้อนมที่มีมาตรฐาน เนื่องจากเด็กอาจมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้   ส่วนคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมน้อยหรือมีปัญหาเรื่องการให้นมแม่ สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ คลินิกนมแม่ ที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน หรือสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย   ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการอวดอ้างสรรพคุณเพิ่มน้ำนมมารับประทานเอง เนื่องจากสตรีมีครรภ์และแม่ที่อยู่ในช่วงการให้นมลูกถือเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องมีความตระหนักและระมัดระวังในการเลือกบริโภคอาหาร   เนื่องจากอาหารทุกชนิดที่แม่รับประทานจะมีผลโดยตรงต่อทารกด้วย หากมีความประสงค์จะบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการบริโภค ขอย้ำว่า อย. ไม่เคยอนุญาตการกล่าวอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวว่า สามารถช่วยเพิ่มน้ำนมได้   หากผู้บริโภคพบเห็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย หรือสงสัยในเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน หรือความปลอดภัยของอาหาร ขอให้ร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือ Line @FDAthai หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะเข้าตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xeKE7HT5nsA

 2,559
สังคม-อาชญากรรม
16 ก.ค. 61

อย.เตือนอย่าตื่นตระหนกข่าวยาความดัน 5 ตำรับมีสารก่อมะเร็ง แนะหากไม่มั่นใจให้กินต่อเนื่อง เสี่ยงน้อยกว่าหยุดยา

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน (Valsartan) ซึ่งเป็นกลุ่มยาความดันโลหิต ใน 22 ประเทศ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยว่า   กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากพบสารก่อมะเร็งในวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา โดยบริษัท Zhejiang Huahai Pharmaceuticals ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบวาลซาร์แทน(Valsartan) ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกมายอมรับถึงความผิดพลาดดังกล่าว ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตวัตถุดิบนั้น   ทั้งนี้ ในประเทศไทย มีบริษัทผู้รับอนุญาตผลิต/นำหรือสั่งยาวาลซาร์แทนเข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 7 บริษัท และมีทะเบียนตำรับยาที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย จำนวนทั้งสิ้น 14 ตำรับ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีบริษัทผู้รับอนุญาตที่ใช้วัตถุดิบจาก Zhejiang Huahai Pharmaceuticals เพียง 2 ราย ได้แก่ บริษัท สีลมการแพทย์ จำกัด และ บริษัท ยูนีซัน จำกัด ซึ่งมีเลขทะเบียนตำรับ รวม 5 ตำรับ   ประกอบด้วย กลุ่มยาของ บริษัท สีลมการแพทย์ จำกัด จำนวน 2 ทะเบียนตำรับ ได้แก่ 1. ยา VALATAN 80 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 9/54 (NG) 2.ยา VALATAN 160 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 10/54 (NG)   และของ บริษัท ยูนีซัน จำกัด จำนวน 3 ทะเบียนตำรับ ได้แก่ 1.ยา VALSARIN 80 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 4/60 (NG) 2.ยา VALSARIN 160 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 5/60 (NG) 3.ยา VALSARIN 320 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 6/60 (NG)       ส่วนที่กังวลว่าประชาชนจะตกใจกลัวมากจนไม่กินยาลดความดัน ซึ่งต้องเรียนว่าหากไม่กินยาลดความดัน อาจจะทำให้มีผลแทรกซ้อนจากโรคความดัน ซึ่งอันตราย ดังนั้นอย่าขาดยา เพราะมียาอีกหลายตัวที่ใช้ทดแทนกันอยู่   หากมียาตัวที่เป็นปัญหาอยู่ในมือก็สามารถไปเปลี่ยนยาที่สถานพยาบาลตามสิทธิได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเบื้องต้นทาง 2 บริษัทยาแห่งยินดีรับผิดชอบจ่ายคืนเงิน และเปลี่ยนตัวยาที่ไม่มีปัญหาให้แทน ทั้งนี้ หากยังไปเปลี่ยนยาไม่ได้ก็ยังสามารถกินยาตัวเดิมได้ เช่นที่อเมริกาที่การหาหมอเป็นเรื่องยากลำบาก องค์การอาหารและยาของอเมริกาก็ให้ประชาชนกินยาตัวเดิมได้อยู่ สามารถสอบถามที่สายด่วน อย. 1556   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางโรงพยาบาลกับร้านขายยาก็เริ่มทยอยส่งคืนยาชนิดดังกล่าวให้กับทางบริษัทผู้ผลิตแล้วและหลังจากนี้ทางบริษัทยาก็จะต้องทำบัญชีการส่งคืนยามายังอย.อย่างละเอียดด้วย              ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NsWeNBW9Bwo

 8,660
สังคม-อาชญากรรม
06 มิ.ย. 61

อย.เตือน 'เยลลี่หมีเผ็ดนรก' เด็กกินเสี่ยงอันตรายต่อกระเพาะ

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีผู้ได้รับอันตรายเกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารหลังจากการรับประทานผลิตภัณฑ์ 'เยลลี่หมีเผ็ดนรก'   ทาง อย.ได้ทำการตรวจสอบเฟซบุ๊ก MheeMeekhong พบว่ามีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตอนหนึ่งว่า “เยลลี่หมีนรก เผ็ดที่สุดในปฐพี” ทำมาจากพริก Carolina reaper ซึ่งเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก เผ็ดกว่าพริกขี้หนู 20-40 เท่า เหมาะสำหรับให้เป็นของขวัญกับเพื่อนที่รัก (มาก) หรือนำไปใช้เป็นบทลงโทษ เป็นต้น    ซึ่งข้อความเหล่านี้เป็นการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. และจากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าผลิตภัณฑ์ชื่อวุ้นเจลาตินสำเร็จรูปผสมพริก (กลิ่นสตรอเบอร์รี่) (เลขสารบบอาหาร 10-1-00549-5-0012) ผลิตโดย บริษัท ซี.เอ็ม.กัมมี่ จำกัด มีการแสดงสูตรส่วนประกอบสำคัญไม่ถูกต้องเพราะอาหารดังกล่าวมีรสเผ็ดเป็นจุดเด่นแต่มีพริกเป็นส่วนประกอบเพียง 1 เปอร์เซ็นต์   ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดเป็นการแสดงฉลากไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท กรณีโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และ หากตรวจพบโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณอาหารอันเป็นเท็จ หรือ หลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ โอ้อวดสรรพคุณเกินความจริง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมาย   ดังนั้นขอเตือนผู้ปกครองอย่าให้บุตรหลานซื้อขนมชนิดนี้มารับประทานหรือนำไปแกล้งผู้อื่น เพราะอาจได้รับอันตราย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือพบประวัติการเป็นโรคกระเพาะอาหาร   หากได้รับอันตราย สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xVLMb4yB0C0    

 9,567
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ค. 61

อย.เร่งหา หญ้ารีแพร์ - บิ๊กเอ็ม มาตรวจสอบ หลังพบไม่มีข้อมูลการอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร-ยา

อย.ยังหา หญ้ารีแพร์-BIG-M สองผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายผิดมาตรวจสอบ หลังมีการร้องเรียน เบื้องต้นตรวจสอบไม่พบข้อมูลการอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยา   จากกรณีที่ทาง อย.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ หญ้ารีแพร์ ทางเฟซบุ๊กรายหนึ่งที่พบว่ามีการโฆษณาขายหญ้ารีแพร์ ที่อ้างสรรพคุณช่วยในการฟิตกระชับ กลับสู่วัยสาว ลดอาการปวดประจำเดือน ลดอาการตกขาว ขับสารพิษ ลดไขมันในเส้นเลือด และผลิตภัณฑ์ BIG-M ที่มีคำโฆษณา อ้างว่าเป็นสมุนไพรหมามุ่ยอินเดีย มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ไม่เหนื่อยง่าย ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นการสร้างน้ำอสุจิ เพิ่มปริมาณของฮอร์โมนเพศ บำรุงต่อมลูกหมาก แก้ต่อมลูกหมากโต ซึ่งการโฆษณาทางสื่อโซเชียลมีเดียดังกล่าวไม่ได้มีการขออนุญาตจาก อย. และเป็นการโฆษณาเกินจริง   นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่าจากการตรวจสอบข้อมูลในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ไม่พบข้อมูลการอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยาจึงยืนยันได้ว่าเป็นการโฆษณาขายโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ส่วนผู้ผลิต ขาย ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ    ขณะนี้ทาง อย. อยู่ระหว่างหาตัวผลิตภัณฑ์ทั้งสองมาตรวจว่ามีการผสมส่วนผสมใดบ้าง จึงจะสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยา และจะสามารถระบุได้ว่าผิดในข้อใดเพิ่มนอกจากการโฆษณาโดยไม่ได้ระบอนุญาต   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 4,071
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ค. 61

อย.เตือนอย่าหลงเชื่อ ยากระชับช่องคลอด-บำรุงกำลังเพศชาย สรรพคุณเกินจริง ขายเกลื่อนออนไลน์

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ 'หญ้ารีแพร์' ผลิตภัณฑ์กระชับช่องคลอดหรือยากวาด ช่องคลอด ซึ่งจำหน่ายกันมากในสื่อออนไลน์ มักจะมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง   เช่น  ทำให้ฟิต หรือกระชับ จำหน่ายในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาแผนโบราณ อาจแจ้งส่วนประกอบเป็นสมุนไพรซึ่งเป็นเท็จ เพื่อให้เข้าใจว่าสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง ซึ่งรูปแบบที่พบได้แก่ ชนิดผง เม็ด ใช้เหน็บหรือกวาดช่องคลอด เจลและครีม ใช้ทาบริเวณช่องคลอด   และยังพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ BIG-M ที่มีคำโฆษณาชวนเชื่อว่า ใหญ่ ทน แข็ง ยาวนาน สมุนไพรหมามุ่ยอินเดีย มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ไม่เหนื่อยง่าย ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นการสร้างน้ำอสุจิ เพิ่มปริมาณของฮอร์โมนเพศ บำรุงต่อมลูกหมาก แก้ต่อมลูกหมากโต ซึ่งการโฆษณาทางสื่อโซเชียลมีเดียดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตจาก อย. และเป็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง   ซึ่งจากการสืบค้นข้อมูลในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ไม่พบข้อมูลการอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยาแต่อย่างใด ถือเป็นการโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ส่วนผู้ผลิต ขาย ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/a7qfzanfIBM    

 3,992
ครอบครัวบันเทิง
09 พ.ค. 61

'มะปราง' เข้าพบ จนท. แจงบริษัทจดทะเบียนอาหารเสริมถูกต้อง น้อมรับผิดหากโฆษณาเกินจริง

มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล ดาราช่อง 3 พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Be curve ของตนเอง ซึ่งมีดาราสาวอย่าง เบลล่า-ราณี แคมเปน เป็นหุ้นส่วนร่วมด้วย   ซึ่งการเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้เป็นการชี้แจงใน 2 กรณี คือชี้แจงในส่วนของบริษัทที่ตนเองจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ไม่ได้เป็นบริษัทที่ทำการหลอกลวงประชาชนหรือแชร์ลูกโซ่แต่อย่างใด โดยก่อนที่จะเดินทางมากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ตนเองได้เดินทางไปที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อชี้แจงว่าบริษัทตนเองไม่ใช่การทำธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่   สำหรับส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ได้ส่งไปให้ทางอ.ย.และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบและขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผล แต่ตนเองได้ให้ทางแลปเอกชนตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งผลการตรวจไม่พบสารอันตรายในผลิตภัณฑ์ประชาชนสามารถมั่นใจได้   ประเด็นที่ 2 ที่จะแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคือมีสมาชิกในบริษัททำการเขียนข้อความเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกินจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางตัวมะปรางเองได้มีการแจ้งตักเตือนไปยังสมาชิกแล้วว่าอย่าเขียนข้อความโฆษณาเกินจริง ซึ่งทางมะแรางก็ยอมรับว่าเป็นมือใหม่ในการทำธุรกิจ อาจจะมีการกระทำที่ผิดพลาดไปบ้าง   โดยข้อความที่มีการโฆษณาเกินจริงคือ ฉีกชงผอม ซึ่งทางตัวบริษัทเองไม่ได้มีการโฆษณาข้อความในลักษณะนี้ การเขียนคำโฆษณาของสมาชิก หากมีความผิดปรางก็ขอรับโทษเองเพื่อเป็นการปกป้องสมาชิกทุกคน   ในส่วนของการให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารวัลย์แพศย์ ผกก.4 บก.ปคบ. เป็นผู้สอบปากคำเบื้องต้น จากการตรวจสอบข้อมูลของทางเจ้าหน้าที่ไม่พบความผิดทางบริษัท เพราะจดแจ้งถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน เหลือเพียงแต่ข้อความในโฆษณาที่ทางตำรวจจะต้องส่งข้อความรายละเอียดไปให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ตรวจสอบว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่โฆษณาเกินจริงหรือไม่ หากมีความผิดจริงก็จะต้องรับโทษ โดยการเรียกมะปรางมาเสียค่าปรับ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bc4po3Q8U2M      

 2,858

Top