ค้นหา :

ผลการค้นหา "โรงงาน"

สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ค. 61

ตร.บุกค้นโรงงานผลิตอาหารเสริมที่ปทุมฯ อย.ตรวจพบสารอันตรายอื้อ สั่งปิดชั่วคราวแล้ว

เมื่อวานนี้ (11 พ.ค.) พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากองค์การอาหารและยา (อย.) และฝ่ายตรวจการผลิตภัณฑ์ ฮาลาล เข้าตรวจค้น บริษัท ไวทัล เฮลท์ โปรดักส์ จำกัด ใน ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังสืบทราบว่าโรงงานดังกล่าวลักลอบผลิตยาลดความอ้วนยี่ห้อลีน      สำหรับการตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการตรวจค้นอาหารเสริมเมจิกสกิน และขยายผลไปถึงอาหารเสริม ลีน และยาลดความอ้วน ยี่ห้อต่างๆ ที่บริโภคจนเสียชีวิต โดยสืบทราบว่าโรงงานดังกล่าวเปิดมาหลายปีแล้ว เป็นโรงงานผลิตอาหารเสริม จำพวกยาลดความอ้วน และจากการสุ่มตัวอย่างในอาหารเสริมที่โรงงานแห่งนี้ผลิต พบว่ามีส่วนผสมของไซบูทรามีน ที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท อาจมีผลแก่ความตาย จึงได้มาตรวจค้นที่นี่ จากการตรวจสอบเป็นโรงงานผลิตยาลดความอ้วนจริง     ในส่วนของผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตทั้ง 4 รายจากอาการเสริมลีนนั้น แพทย์ลงความเห็นว่า เสียชีวิตจาก สารไซบูทรามีน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดกับเจ้าของอาหารเสริม ลีน คาดว่าอาจะมีความผิดในฐาน ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตถือว่าประสงค์ต่อผลและเล็งเห็นผลในการกระทำนั้น ต่างกรรมต่างวาระ 1 ศพ ต่อ 1 คดี   ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ได้ออกแถลงการณ์ผลการตรวจพิสูจน์อาหารเสริมลีน ผลปรากฏว่าพบข้อบกพร่อง 5 อย่าง ดังนี้   1.  ผลิตภัณฑ์ลีน บล็อค เบิร์น เบรก บิวท์ พบยาแผนปัจจุบัน ออริสแตท จัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ และฉลากแสดงชื่ออาหารไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต โดยได้รับอนุญาตในชื่อ “แอลวายเอ็น (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)” รวมทั้งฉลากแสดงข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ เช่น Block Burn Break Build และไม่แสดงข้อความ “ไม่มีผลในการป้องกันและรักษาโรค”     2. ผลิตภัณฑ์ลีน เอฟเอส-ทรี มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง และแสดงฉลากเพื่อลวงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เช่น D TOX รวมทั้งไม่แสดงข้อความ “ไม่มีผลในการป้องกันและรักษาโรค”    3. ตรวจพบแคปซูลสีขาวบรรจุในแผงฟอยด์ บรรจุในถุงพลาสติก ระบุข้อความ “ลดน้ำหนัก K’นิด” ซึ่งผลวิเคราะห์พบยาแผนปัจจุบันออริสแตท , ไซบูทรามีน และเซนโนไซด์ (Sennoside)   4. ตรวจพบแคปซูลสีเหลืองบรรจุในแผงฟอยด์ บรรจุถุงพลาสติก ระบุ “อเนก ยาผู้ชาย แคปเหลือง น้ำหนักต่อแคป 500 23-01-61” ซึ่งผลวิเคราะห์พบยาแผนปัจจุบันซิเดนาฟิล (Sidenafil) ทั้ง 2 รายการจัดเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา จึงมีข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติยาด้วย   5. สถานที่ผลิตอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด จากข้อบกพร่องที่พบทั้งหมด อย.จึงได้ยกเลิกเลขสารบบอาหารที่ อย. 13-1-05459-5-0006 ของผลิตภัณฑ์แอลวายเอ็น (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) และ อย. 13-1-05459-5-0017 ของผลิตภัณฑ์เอฟเอส-ทรี (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ตั้งแต่บัดนี้   เบื้องต้น อย. มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตผลิตอาหารของบริษัท ฟู้ด ซายน์ ซัพพลาย เซอร์วิส จำกัด เป็นเวลา 120 วัน และงดผลิตอาหารทุกรายการเพื่อจำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และปรับเป็นรายวันอีกวันละ 500 บาท                         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/T5A608KMcaQ

 3,351
ข่าวต่างประเทศ
30 เม.ย. 61

ญาติเศร้าขาดเสาหลัก 2 แรงงานไทย ไฟคลอกดับ เหตุไฟไหม้ใหญ่โรงงานไต้หวัน

เกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรงที่โรงงานชินพูน สาขาผิงเจิ้นซึ่ง เทศบาลพิเศษเถาหยวน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของไต้หวัน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก เกิดเพลิงลุกลามไปยังหอพักคนงานต่างชาติที่อยู่ติดกัน ซึ่งประกอบด้วยคนงานชายไทย 180 คน และแรงงานหญิงเวียดนาม 130 คน ต้องใช้รถดับเพลิงกว่า 60 คัน มาฉีดน้ำสกัด ใช้เวลาเกือบทั้งคืน   ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน ซึ่ง 2 ใน 7 ที่เสียชีวิตเป็นแรงงานไทย ได้แก่ นายภานุพงษ์ แสงลัม อายุ 24 ปี ภูมิลำเนา จ.ฉะเชิงเทรา และนายเชิดศักดิ์ บุรัมย์สูงเนิน อายุ 42 ปี มาจาก จ.บุรีรัมย์ นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังมีตำรวจดับเพลิงเสียชีวิตถึง 5 นาย บาดเจ็บอีก 2 นาย ในจำนวนนี้สาหัส 1 ราย   ซึ่งทางโรงงานจะเชิญทายาทของแรงงานที่เสียชีวิตมาจัดการศพและจัดการเรื่องสิทธิประโยชน์อย่างดีที่สุด นอกจากเงินกองทุนประกันภัยแรงงานที่จะได้ตามกฎหมายแล้ว บริษัทจะให้ให้ช่วยเหลือทายาทด้วย   จากการตรวจสอบบ้านพักผู้เสียชีวิตที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เป็นบ้านไม้สองชั้นยกสูง สภาพเก่า มีชาวบ้านมาให้กำลังใจครอบครัวนายเชิดศักดิ์ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน   น.ส.จันทา หวังอยู่ อายุ 42 ปี ภรรยานายเชิดศักดิ์ บอกว่า สามีไปเดินทางไปทำงานเมื่อเดือนธันวาคม 60 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเดินทางไปเป็นครั้งที่ 2 สาเหตุที่ไปทำงานไต้หวัน เพราะมีคนชวนไปทำ โดยผ่านบริษัทจัดหางานถูกต้อง มีค่าใช้จ่ายประมาณ 70,000 บาท   หลังจากกลับมาครั้งแรกใช้หนี้ค่าเดินทางได้ และซื้อรถไถเดินตามได้ 1 คัน แต่ยังไม่มีเงินเก็บ จึงอยากจะไปทำงานอีกรอบ เพื่อหวังจะมีเงินใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ซึ่งมีหนี้อยู่กว่า 200,000 บาทแต่ไม่คิดว่าไปครั้งนี้สามีจะจากไปตลอดกาล   ตอนนี้ถือว่าขาดเสาหลักของครอบครัว โดยเฉพาะต้องเลี้ยงดูลูกอีก 4 คน ตอนนี้อยากให้ทางการช่วยเหลือนำศพกลับมาฌาปนกิจในเมืองไทย และช่วยดำเนินการเกี่ยวกับสวัสดิการต่างๆของแรงงานไทย เพราะครอบครัวไม่มีความรู้   ทางผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บอกว่าปกติครอบครัวนี้เป็นคนขยันทำมาหากิน มีที่นา 2 ไร่ ส่วนใหญ่จะออกไปรับจ้างทั่วไปในช่วงหลังฤดูทำนา แต่ก็ขัดสน จึงหาวิธีไปทำงานต่างประเทศ เพราะคิดว่าน่าจะได้เงินมากกว่าทำงานในเมืองไทย อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ เพื่อนำศพกลับเมืองไทย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hFCU7mQBQ8g  

 7,949
สังคม-อาชญากรรม
26 เม.ย. 61

แม่ค้าเครือเมจิกสกินร้องกองปราบ สต็อกของนับล้าน บริษัทบ่ายเบี่ยงไม่รับผิดชอบ

ผู้เสียหายจากการนำสินค้าของเครือ เมจิกสกิน ไปจำหน่ายได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าไม่ได้คุณภาพ ได้เดินทางมาจากจังหวัดอุดรและบางแสน ชลบุรี เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม   โดยผู้เสียหายกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมาได้สั่งสินค้า เเอปเปิลสลิม (ยาลดน้ำหนัก) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ยาดื่มล้างสารพิษ) มาเพื่อไว้จำหน่ายเป็นจำนวนมาก โดยสั่งสินค้ามาเก็บไว้เป็นเงินจำนวนร่วม 1 ล้านบาท แต่เมื่อเริ่มจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้า ก็เริ่มมีปัญหาเมื่อลูกค้านำไปรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก และล้างสารภาพพิษในร่างกาย กลับมีอาการใจสั่น จึงได้ทำการตรวจเลขอย.ก็ไม่ตรงกัน   เมื่อสอบถามกลับไปยังบริษัท ก็ได้รับคำตอบไม่ชัดเจน โดยบริษัทอ้างว่า ได้เปลี่ยนสูตรการผลิตใหม่บ้าง เจ้าหน้าที่บรรจุสินค้าผิดบ้าง จึงได้ขอคืนสินค้าแต่บริษัทกับบ่ายเบี่ยง และให้เปลี่ยนสินค้าตัวอื่นแทน วันนี้ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายและขอเงินคืน   พร้อมกันนี้ตำรวจขยายผลเข้าค้นสถานที่ตั้งบริษัทเมจิกสกิน ย่านนนทบุรี ที่มีการจดแจ้งกับทางคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. พบเป็นบ้านพักอาศัยเท่านั้น ตำรวจเชื่อเป็นการฟอกตัวของบริษัท เพราะมีการขอย้ายสถานที่ไปที่จังหวัดสมุทรสาคร       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vJXWUHTRjPY  

 8,629
ข่าวภูมิภาค
24 เม.ย. 61

ไฟไหม้-แก๊สระเบิดกลางโรงงานแผ่นฟอยล์กันความร้อน สมุทรปราการ ลามไหม้รถเสียหาย 20 คัน

สมุทรปราการ-เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตแผ่นฟอยล์กันความร้อนลักษณะเป็นโกดัง 2 ชั้น ปลูกสร้างอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ได้พบเพลิงกำลังลุกโหมอย่างรุนแรงและมีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ เนื่องจากภายในโรงงานมีแผ่นโฟมกันความร้อนเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก และถังแก๊สหุงต้มที่ใช้ในการทำความร้อนเพื่อรีดแผ่นโฟมขนาดใหญ่อยู่ภายในจำนวนหลายสิบถังที่เกิดระเบิดขึ้นเป็นระยะ   โดยเพลิงได้ลุกลามไปลุกไหม้รถยนต์ที่จอดอยู่ในลานรับฝากรถด้านข้างได้รับความเสียหายกว่า 20 คัน ประกอบด้วยรถบัส 1 คัน รถแมคโค 1 คัน รถยนต์กระบะ 10 คัน รถเก๋ง 6 คัน รถตู้หกล้อ 1 คันรถจักรยานยนต์ 2 คัน เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีลมกรรโชกแรง เปลวไฟยังได้ลุกลามไปลุกไหม้อู้ซ่อนรถที่อยู่ด้านหลังบริษัทร่วมทั้งบ้านเรือนประชานได้รับความเสียหายไปอีกจำนวน 3 หลัง   ขณะเกิดเหตุตัวอาคารโรงงานได้เกิดถล่มลงมา แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดเพลิงอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบแต่ยังคงต้องฉีดน้ำเลี้ยงที่เกิดเหตุตลอดเวลา เนื่องจากยังมีเปลวไปคุขึ้นมาจากด้านล่างตลอดเวลา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าตัวอาคารได้รับความเสียหายทั้งหมด รวมทั้งเครื่องที่ตั้งอยู่ภายในโรงงานและสินค่าที่เก็บอยู่ภายในรวมทั้งรถยนต์ที่ถูกไฟลุกไหม้ไปกว่า 20 คัน คาดว่าค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NvBtny-3N50    

 2,200
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 เม.ย. 61

เพจดังเผยภาพคลองคึกฤทธิ์ จ.สมุทรสาคร เป็นสีชมพู คาดโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียตอนกลางคืน

วันที่ 19 เมษายน 2561โซเชียลมีเดีย โดยเพจแหม่มโพธิ์ดำ แชร์ภาพพร้อมข้อความระบุน้ำในคลองเป็นสีชมพู ชาวบ้านผวาหวั่นกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุพิกัดคลองที่พบว่าน้ำเป็นสีชมพู คือคลองคึกฤทธิ์ พื้นที่หมู่ 5 ต.ดอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยเบื้องต้นชาวบ้านได้แจ้งต่อนายอำเภอกระทุ่มแบน ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อเวลา 20.00 น.วานนี้(18 เมษายน 2561)และมีรายงานว่าในวันนี้นายอำเภอกระทุ่มแบนจะปูพรมตรวจสอบโรงงานในละแวกใกล้เคียงทุกโรงงาน หลังมีข่าวว่ามีโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองตอนกลางคืน   #ชาวบ้านผวาน้ำในคลองเป็นสีชมพู #พิกัดกระทุ่มแบนสมุทรสาคร   ควีนเคยเห็นคลองแห่งความรักไหม น้ำเป็นสีชมพูหวานแหว๋ว แต่มีพิษร้ายแรงแค่ไหนอันนี้ไม่รู้นะ คลองนี้ชื่อ คลองคึกฤทธิ์ อยู่ที่หมู่ 5 ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ตำบลนี้อีกแล้ว รอบก่อนก็มีโรงงานเคยทำน้ำเน่า ครั้งนี้เป็นคลองอีกคลองหนึ่งซึ่งมีโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียตอนกลางคืนที่ไม่ผ่านการบำบัด จนชาวบ้านสุดทนแจ้งนายอำเภอออกตรวจเจอตอน 20:00 น.พรุ่งนี้นายอำเภอกระทุ่มแบนลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบเร่งด่วนทุกโรงงาน   ขอบคุณภาพ เพจแหม่มโพธิ์ดำ ;

 4,107
ข่าวภูมิภาค
09 เม.ย. 61

ไฟไหม้ใหญ่โกดังเก็บพลาสติกชลบุรี ลามไหม้รถยนต์ จยย. เสียหายหลายคัน

ชลบุรี-ตร.สภ.พานทอง ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้ภายใน หจก.ขุมเพชร อินเตอร์พลาส เป็นโรงงานอัดเม็ดพลาสติก ริมถนนเส้น พานทอง-หัวไผ่ หมู่ 1 ต.โคกขี้หนอน อ.พานทอง ต้องระดมรถดับเพลิงกว่า 11 คันเข้าควบคุมเพลิง   พบไฟกำลังลุกไหม้โกดังเก็บพลาสติกที่รอบดอัดเม็ด และที่อัดเม็ดแล้วรอส่ง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดน้ำดับไฟ ใช้เวลาประมาณกว่า 1 ชั่วโมงเพลิงจึงดับ พบไฟได้ไหม้โกดังเสียหายทั้งหมด รวมทั้งได้ไหม้รถกระบะ 2 คัน รถเก๋ง 1 คัน และรถ จยย. 3 คัน   ด้านเจ้าของโรงงาน ได้เผยว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุ แต่คาดว่าไฟฟ้าลัดวงจร ค่าเสียหายรวมทั้งรถยนต์ รถ จยย.เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมประมาณกว่า 5 ล้านบาท   ขณะที่คนดูแลห้องเช่าใกล้ที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ได้ยินเสียงดังปังๆคล้ายไฟช็อต ตกใจวิ่งออกมาดูเห็นไฟไหม้จึงรีบเรียกภรรยาและลูกหนีออกมาจากห้องและขับรถยนต์ออกมาทัน และเห็นไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วจึงรีบโทรแจ้ง 191   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FhVCZld7b0k  

 2,486
สังคม-อาชญากรรม
02 เม.ย. 61

กปน. ยันใช้น้ำประปาหุงต้มอาหารไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง ยันคลอรีนในน้ำอยู่เกณฑ์มาตรฐานระดับโลก

กปน.สยบโซเชียลลือซ้ำซาก ยันใช้น้ำประปาหุงต้มอาหารไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เพราะปริมาณคลอรีนในน้ำ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้งสถาบันอาหารยังรับรอง   นางศรัณยา สีน้ำเพชร ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ในฐานะโฆษก กปน. กล่าวว่า หลังจากที่มีการแชร์ข่าวเท็จในโซเชียลมีเดียเรื่องการห้ามนำน้ำประปามาหุงข้าว วนเวียนมาทุกปีโดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน โดยระบุว่าหากคลอรีนในน้ำประปาเจอกับสารอินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ แล้วจะกลายเป็นสารไตรฮาโลมีเทน หรือสารก่อมะเร็งนั้น จะถูกกำจัดไปตั้งแต่กระบวนการตกตะกอนและการกรอง จึงไม่ทำปฏิกิริยากับคลอรีนในน้ำประปาที่สูบจ่ายไปยังประชาชน และไม่ได้ทำให้เกิดสารพิษหรือสารก่อมะเร็งจากการนำไปหุงข้าวแน่นอน     นางศรัณยา กล่าวเพิ่มเติมว่า คลอรีน เป็นหนึ่งในมาตรฐานการรักษาคุณภาพน้ำที่โรงงานผลิตน้ำประปาทั่วโลกนิยมใช้เพื่อป้องกันเชื้อโรคทั้งในระบบผลิตและสูบจ่ายนั้น ทำให้น้ำประปามีความสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่ง กปน. มีการตรวจสอบและดูแลปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปาที่สูบจ่ายไปยังบ้านของผู้ใช้น้ำให้อยู่ในเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในการบริโภคแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน ก็สามารถรองน้ำประปาใส่ในภาชนะเปิด และทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที กลิ่นคลอรีนจะระเหยหมดไปเอง   นอกจากนี้ สถาบันอาหารกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับ กปน. และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในการออกแบบงานทดลอง “การหุงข้าวด้วยนํ้าประปา” โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการทดสอบเพื่อ “ตรวจวิเคราะห์สารไตรฮาโลมีเทนในนํ้าประปา ในนํ้าซาวข้าว ในนํ้าหุงข้าว ในข้าวสาร และในข้าวหุงสุก” โดยสถาบันอาหารเป็นผู้ดำเนินการทดลอง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงทางวิชาการที่กล่าวได้ว่า การใช้นํ้าประปาหุงข้าวไม่ทำให้มีปริมาณของสารไตรฮาโลมีเทนรวมเพิ่มสูงขึ้น

 2,122
ข่าวภูมิภาค
02 เม.ย. 61

ไฟไหม้ลังพลาสติกนับพันลูก ในโรงงานขนส่งอาหารทะเลสงขลา

สงขลา-เกิดเหตุเพลิงไหม้ลังพลาสติกบรรจุปลาส่งออก และซากรถบรรทุกห้องเย็น 2 คัน ภายในโรงงานอาหารทะเล ต้องใช้รถดับเพลิง 5 คัน เข้าควบคุมเพลิงลุกลามติดไปยังโกดังข้างเคียง ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้   จากการสอบสวนผู้ดูแลโรงงานให้การเบื้องต้นว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณสวนยางพาราซึ่งอยู่ติดกับโกดัง ก่อนจะลุกลาม ติดลังพลาสติกบรรจุปลาส่งออก ชำรุด รอซ่อม ซึ่งวางกองอยู่บริเวณรอบโกดัง และมีตู้คอนเทรนเนอร์ชำรุดอีก 2 คันถูกเพลิงเผาได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ต้องให้ชุดพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอีกครั้งหลังเพลิงสงบ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4kysNd6SFKQ    

 3,334
ข่าวภูมิภาค
26 มี.ค. 61

ไฟไหม้โรงงานมันสำปะหลัง คนงานนับร้อยหนีตายจ้าละหวั่น ถูกไฟคลอกเจ็บ 7

อุดรธานี-เกิดเหตุเครื่องอบแป้งมันสำปะหลัง ที่โรงงานไทยนำมันสำปะหลังจำกัด ระเบิดขึ้นและมีไฟลุกไหม้ คนงานนับ 100 ชีวิตต้องหนีตายจ้าละหวั่น เบื้องต้นมีคนงานบาดเจ็บรวม 7 ราย มีอาการสาหัส 3 รายเนื่องจากถูกไฟคลอกทั้งตัว   เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายอบตและเทศบาลกว่า 10 คันสามารถเข้าไปสกัดเพลิงไว้ได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ค่าเสียหายเบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท ด้านเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมเตรียมเข้าตรวจสอบหาสาเหตุ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bkn2IuuJzJg    

 4,346
ข่าวต่างประเทศ
21 มี.ค. 61

หนุ่มอินเดียถูกเพื่อนแกล้งใช้เครื่องปั๊มลมโรงงานอัดใส่รูทวาร สุดท้ายเสียเลือดมากจนตาย

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวน่าตกใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย กรณีคนงานชายวัย 40 ปี เสียชีวิตหลังถูกเพื่อนร่วมงานเล่นพิเรนทร์อัดลมใส่รูทวารหนักเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา     รายงานข่าวระบุว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกำลังก้มลงไปเศษไม้บนพื้นในโรงงานผลิตไม้อัดแห่งหนึ่งที่นิวเดลี ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ถูกเพื่อนร่วมงานแกล้งสอดสายฉีดเครื่องปั๊มลมที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปในรูทวารหนักและเปิดสวิตช์ให้เครื่องทำงาน     ความแรงของเครื่องอัดอากาศประสิทธิภาพสูง ทำให้เขาทรุดลงกับพื้น ก่อนจะถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเอาไว้ได้ เนื่องจากอวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประกอบกับเสียเลือดมากจึงถึงแก่ความตายในที่สุด     ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวคนงานที่ก่อเหตุในครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้แล้วจำนวน 2 ราย  

 38,042
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
05 มี.ค. 61

โรงงานยาสูบ รับโครงสร้างภาษีใหม่ กระทบผลดำเนินงานปีนี้ คาดขาดทุน 1,500 ล้านบาท

โรงงานยาสูบ ยอมรับผลดำเนินงานปีนี้ขาดทุนแตะ1,500 ล้านบาท หลังได้รับผลกระทบโครงสร้างภาษีใหม่ ต้องเตรียมกู้เงินมาลงทุน และจ่ายเงินเดือนพนักงาน ช่วงพฤษภาคม เร่งแก้เกมส์หันส่งออกรับจ้างผลิต ชดเชยรายได้ในประเทศที่ลดลง หลังกลายสภาพเป็นนิติบุคคล พ.ค.นี้    นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ บอกว่า โครงสร้างภาษีใหม่ของกรมสรรพสามิต ทำให้กระทบต่อผลดำเนินงานของโรงงานยาสูบ และยอดขายที่ลดลง จนคาดว่าอาจจะทำให้ในปี 2561 นี้ ขาดทุน 1,500 ล้านบาท ลดลงจากปี 2560 ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งยังมีกำไรถึง 9,344 ล้านบาท ขณะที่กำลังการผลิตยาสูบก็ลดจาก 32,000 ล้านมวนในปี 2560 เหลือ 18,000 ล้านมวนในปีนี้ ทั้งนี้โรงงานยาสูบอาจต้องกู้เงิน เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่อง ทั้งในเรื่องการลงทุน และการนำมาจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน เนื่องจากทุนหมุนเวียนขณะนี้เหลืออยู่เพียง 5,000 ล้านบาท โดยจะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดกรอบเงินกู้ เบื้องต้นคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท และน่าจะเริ่มกู้ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้    อย่างไรก็ตามโรงงานยาสูบได้เตรียมแผนการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้แล้ว หลังจากที่ ร่างพรบ.การยาสูบแห่งประเทศไทย ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ในวาระ 3 แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถประกาศเป็นกฎหมาย และจะมีผลบังคับใช้ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งโรงงานยาสูบจะยกระดับสถานะเป็นนิติบุคคล โดยมีชื่อใหม่ว่า การยาสูบแห่งประเทศไทย ซึ่งจะดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยาสูบได้หลากหลายขึ้น เช่น การรับจ้างผลิตยาสูบ เพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่ม CLMV และล่าสุดได้ลงนาม MOU แต่งตั้งกลุ่ม BJC เป็นตัวแทนจำหน่าย และยังได้มีการเจรจากับจีน ในหลายมณฑล เช่น ยูนนาน ปักกิ่ง และฉงชิ่ง เพื่อรับจ้างผลิต    ดังนั้นวงเงินกู้ที่จะขออนุมัตินั้น ยังจะนำมาใช้ในการลงทุน เพื่อพัฒนาเครื่องจักรเพิ่มเติมด้วย ซึ่งเมื่อการดำเนินธุรกิจทั้งด้านการรับจ้างผลิตยาสูบ และส่งออก เดินหน้าได้ คาดว่าในปี 2563 โรงงานยาสูบ แห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีกำลังการผลิตสูงถึง 65,000 ล้านมวนต่อปี และทำให้โรงงานยาสูบมีผลดำเนินงานที่ดีขึ้น พึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งรัฐอีก   

 8,746
ข่าวภูมิภาค
05 ก.พ. 61

เร่งหาสาเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตถุงมือยาง จ.ตรัง ควบคุมเพลิงนาน 14 ชม.

ตรัง-เกิดเหตุไฟไหม้ บริษัท ไทยกอง จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถุงมือยาง เลขที่ 85 ม.6 ต.ควนธานี อ.กันตัง ซึ่งได้เกิดไฟลุกไหม้ตั้งแต่กลางดึก เปลวเพลิงได้โหมเผาไหม้ ถุงมือยางทางการแพทย์และกระดาษลัง ที่อยู่ภายในโกดังห่างจากโรงงานไปทางทิศใต้ 100-200 เมตร อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิงทั่วทั้งจังหวัดตรังกว่า 20 คันระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดไฟให้อยู่ในวงจำกัด เป็นเวลากว่า 14 ชม.   ด้านผู้ว่าฯจ.ตรัง สั่งให้มีการมีจัดตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ส่วนหนึ่ง เฝ้าระวังเพลิงที่ยังคงติดอยู่บางจุดอาจมีการลุกไหม้ขึ้นอีกในคืนนี้ โดยในส่วนของโกดังถูกไฟไหม้วอดทั้งหลัง 100% แต่เชื่อว่าไม่มีเหตุรุนแรงเพิ่มไปกว่านี้และยังไม่ตรวจสอบพบมีเครื่องจักร หรือตัวอาคารส่วนอื่นได้รับความเสียหายใดๆ เพิ่มเติม และกล่าวว่าโชคดีที่ลมแรงช่วยพัดกระจาย ควันไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น   จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานไทยกอง เพิ่งเข้ามาเปิดกิจการได้ประมาณปีเศษ บนเนื้อที่เกือบ 100 ไร่ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถุงมือยางทางการแพทย์แห่งแรกใน จ.ตรัง มีการจ้างงานทั้งในส่วนของพื้นที่และแรงงานต่างด้าวกว่า 2,000 คน มีกำลังการผลิตหลายพันชิ้นต่อปี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่น่าจะเข้าไปเคลียร์พื้นที่ได้เพิ่มขึ้น และจะเร่งหาสาเหตุเพลิงไหม้ในครั้งต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qQk6WAjWT8k    

 4,552
ข่าวภูมิภาค
05 ก.พ. 61

ระดมรถดับเพลิง ฉีดน้ำสกัดไฟไหม้ใหญ่ โรงงานในย่างกุ้งสูญกว่า 500 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก มีรายงานจากสำนักงานดับเพลิงนครย่างกุ้ง เมียนมา Myanmar Fire Services Department รายงานความเสียหายการเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเครื่องมือและผลิตกระดาษใกล้กัน เลขที่ 172 ย่านสนติมหาราช ส่งผลทำให้ทรัพย์สิน อาทิ รถยนต์จำนวนนับสิบคัน อุปกรณ์เครื่องจักรของโรงงานทั้งหมดได้รับความเสียหายละลายไปกับกองเพลิง   ดับเพลิงนครย่างกุ้งต้องระดมรถดับเพลิงจากในหลายสิบเขต เข้าทำการกระจายฉีดพ่นน้ำ แต่เนื่องจากโรงงานมีทางเข้าทางเดียวและมีบริเวณที่กว้าง การเข้าดับเพลิงค่อนข้างลำบาก ขณะที่เพลิงเผาผลาญค่อนข้างรุนแรงเพราะมีเชื้อเพลิงเป็นกระดาษ ยิ่งส่งผลทำให้เพลิงโหมแรงมากขึ้น ซึ่งมีการประเมินความเสียหายมากถึง 500 ล้านบาท    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rfYSMTj6DkA  

 3,758
ข่าวภูมิภาค
15 ม.ค. 61

ไฟไหม้โกดังสินค้าฟาสฟู้ดย่านบางพลี วอดเสียหายหลายสิบล้านบาท

สมุทรปราการ-เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บและบรรจุสิน ค้าประเภทฟาสต์ฟู้ดของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี   ในที่เกิดเหตุเป็นโกดังชั้นเดียวขนาดใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิด และเป็นโกดังระบบปิดซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ได้พบกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมาทางหลังคาด้านบนขึ้นสู่ท้องฟ้าจำนวนมาก ส่วนเปลวไฟได้ลุกโหมอยู่ภายในโกดังจนเต็มพื้นที่ ซึ่งมีสินค้าประเภทฟาสต์ฟู้ด เก็บอยู่ด้านในซึ่งเป็นห้องเย็นขนาดใหญ่ โดยมีพนักงานช่วยกันวิ่งเข้าขนข้าวของในสำนักงานด้านหน้าออกมากองไว้ข้างนอกกันอลหม่าน   เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องพังประตูโกดังเพื่อเข้าไปฉีดน้ำเพื่อสกัดเพลิงเนื่องจากภายในถูกเปลวไฟสุมจนหลังคาและผนังโกดังซึ่งเป็นโลหะอลูมีเนียมถูกไฟเผาจนแดงฉานไปทั่วทั้งโกดัง และในโกดังมีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะระยะ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาในการฉีดน้ำสกัดเพลิงอยู่นานกว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้   จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ รปภ. ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขณะที่ตนเองกำลังเข้าเวรอยู่ที่โกดังฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นภายในห้องเย็นหมายเลข 1 ซึ่งอยู่ด้านหลัง ซึ่งขณะนั้นไม่มีคนงานและเจ้าหน้าที่ทำงานแต่อย่างใด สิ้นเสียงระเบิด ก็ได้พบเห็นกลุ่มควันสีดำจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากหลังคาด้านบน และสังเกตตัวอาคารโดยรอบที่ทำด้วยวัสดุกลาย เป็นสีแดงเปลวไฟไปทั่วอาคาร ก่อนที่แสงเพลิงจะลุกท่วมขึ้นบนหลังคา จึงรีบโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้ เนื่องจากในขณะเกิดเหตุไม่มีคนงานทำงานอยู่ภายในแต่อย่างไร จึงเชื่อว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตามจะได้ประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนมูลค่าความเสียหายคาดว่าหลายสิบล้านบาท   ทั้งนี้เจ้าของและพนักงานบริษัทดังกล่าวไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล พร้อมทั้งสั่งห้ามผู้สื่อข่าวทุกสำนักเข้าพื้นที่เกิดเหตุโดยเด็ดขาด เนื่องจากเกรงอันตรายที่เกิดขึ้น    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iqI8jjwTp94    

 5,753
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
29 ธ.ค. 60

มิตซูบิชิโต้ พนง.พูดความจริงไม่หมด หลังออกมาประท้วงไม่พอใจขึ้นเงินเดือน 400

พนักงานบริษัทมิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้ในครัวเรือน และอุตสาหกรรม ออกมารวมตัวประท้วงบริษัท เนื่องจากได้ปรับโครงสร้างปรับเงินเดือนใหม่ คนละ 400 บาท จากเดิมที่ให้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยนเปอร์เซ็นต์ต่อคน เมื่อลูกจ้างบวกลบค่าจ้างพบว่า การปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้เงินเดือนลดลงและไม่ได้โบนัส ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 1,800 คน เรียกร้องเพื่อขอเจรจาให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เนื่องจากมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยอ้างว่าบริษัทมีกำไรถึง 9 พันล้านบาท   ขณะที่แหล่งข่าวจาก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วบริษัทไม่ได้มีการปลดหรือเลิกจ้างพนักงานดังกล่าว แต่เป็นผลจากการเจรจาระหว่างบริษัทซึ่งอยู่ในฐานะนายจ้าง กับพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ในฐานะลูกจ้าง ยื่นเจรจากันปรับโครงสร้างการปรับเงินเดือนใหม่แต่ไม่สามารถตกลงกันได้   ดังนั้นต่างฝ่ายต่างมีเครื่องมือในการดำเนินการ โดยในฐานะลูกจ้างเมื่อเจรจาไม่สำเร็จก็จะนัดหยุดงานประท้วง ขณะที่บริษัทในฐานะนายจ้าง ก็เช่นกันเมื่อการเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ต้องดำเนินการปิดงาน จนกระทั่งการเจรจาจะจบสิ้น   ตามที่ปรากฎในข่าวกรณีบริษัทปรับขึ้นเงินเดือน 400 บาทนั้น เป็นการพูดไม่หมดเพราะ 400 บาทดังกล่าว ถือเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำสุด ขณะเงินเดือนที่ปรับขึ้นสูงสุด 4,000-5,000 บาท แต่กลับไม่ปรากฎในข่าว   อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทได้มีการบอกกล่าวสำหรับพนักงานที่อยากกลับเข้ามาทำงาน ต้องเข้ามารายงานตัว ซึ่งขณะนี้ก็มีพนักงานบางส่วนทยอยติดต่อเข้ามาทั้งทางโทรศัพท์ ทางไลน์แอพพลิเคชั่น รวมถึงบอกผ่านมาทางเพื่อน และกระบวนการถัดไปก็จะเป็นเรื่องของหัวหน้างานที่จะพิจารณาเพื่อเข้าสู่การทำงานตามสายการผลิตต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/V1wbvyrBrhA

 110,941

Top