ค้นหา :

ผลการค้นหา "โคราช"

แชร์ออฟเดอะเดย์
21 ม.ค. 63

หลวงพ่อชี้แจง หลังโพสต์เฟซโยมใส่ซองถวายแค่ 200 ยันไม่มีเจตนาโลภ

โคราช-โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ชื่อและภาพโปรไฟล์แสดงสถานะว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ พร้อมกับโพสต์ข้อความบ่นเรื่องการใส่ปัจจัยของญาติโยมว่า กล้าใส่ซองได้แค่ 200 บาท แบบนี้บวชให้ฟรีๆ เลยก็ได้ โดยโพสต์ข้อความระบุว่า   "12/1/63 นิมนต์พระมาเทศน์ถวายรูปละ 4 พัน 5 พันกล้าให้ ลิเกมาเล่นราคา 6 หมื่นกล้าให้ บัดเอาลูกมาบวชถวายพระคู่สวด 600 บาท ยังกล้าถวายหนอ นี่ก็บวชหน้าไฟ 200 บาท ยังกล้าถวายอยู่หนอคุณโยมเอ๋ย" ทำให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสมกันเป็นจำนวนมาก   ต่อมาพระครูสุนทรปัญญาพิมล (โพธิ์ สุปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดหนองตะไก้ อำเภอหนองบุญมาก และยังมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองตะไก้ ยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เนื่องจากงานบวชเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงานบวชทั้งบวชหน้าไฟ และบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ซึ่งมีผู้บวชหลายรูป อาตมาเองในฐานะเป็นพระอุปัชฌาย์จึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาจากวัดอื่นเพื่อเดินทางมาเป็นพระคู่สวด และพระนั่งหัตถบาทในพิธีรวมจำนวนกว่า 10 รูป ซึ่งเมื่อเสร็จพิธีเจ้าภาพได้ใส่ซองถวายพระคู่สวดเป็นเงิน 600 บาท และถวายอาตมาซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ 200 บาท   ซึ่งลำพังตนเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่อยากให้ญาติโยมเห็นใจพระคู่สวด และพระที่เดินทางมาร่วมพิธีจำนวนกว่า 10 รูป ซึ่งเดินทางไกลมาจากวัดอื่น จึงได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพื่อให้ญาติโยมได้ถวายปัจจัยให้ท่านตามความสมควร แต่ในโพสต์ของตนก็ได้อธิบายไว้ตอนท้ายแล้วว่า หากไม่มีเงินก็บอก จะได้บวชให้ฟรี เพราะหลายคนที่ไม่มีเงินอาตมาเองก็บวชให้ฟรีอยู่แล้ว   เพียงแต่ว่าในโลกออนไลน์จับเอาใจความเพียงแต่ข้อความที่ถวายเงินเพียง 200 บาทเท่านั้น ซึ่งอาตมาเองเป็นคนที่พูดตรงๆ ญาติโยมแถวนี้ก็รู้ดี ไม่ได้มีเจตนาละโมบโลภมากแต่อย่างใด และก็ยอมรับว่าการโพสต์เช่นนี้มีความไม่เหมาะสม หลังจากนี้ไปก็จะระมัดระวังการโพสต์ข้อความใดๆ ลงไปในโลกออนไลน์ให้มากกว่านี้   ด้านพระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเปิดเผยว่า ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งการโพสต์ลักษณะนี้ไม่ถือว่าผิดวินัยสงฆ์ เพราะไม่มีบทบัญญัติวินัยใดๆ ระบุไว้ เพียงแต่ว่าการกระทำลักษณะเช่นนี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งถือว่าเป็นโลกวัชชะหรือโลกติเตียน   ซึ่งอาตมาเองได้แจ้งไปยังเจ้าคณะอำเภอหนองบุญมากให้เรียกพระครูรูปดังกล่าวมาตักเตือนแล้ว เพราะเป็นถึงระดับเจ้าคณะตำบล การจะกระทำอะไรก็น่าจะคิดไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้ พร้อมกับฝากเตือนไปถึงพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่เล่นโซเชียล ให้ระมัดระวังการโพสต์ข้อความต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลเสียต่อพระพุทธศาสนาได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gYGjvRthlMY

 7,214
ข่าวโซเชียล
21 ม.ค. 63

หลวงพ่อชี้แจง หลังโพสต์เฟซโยมใส่ซองถวายแค่ 200 ยันไม่มีเจตนาโลภ

โคราช-โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ชื่อและภาพโปรไฟล์แสดงสถานะว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ พร้อมกับโพสต์ข้อความบ่นเรื่องการใส่ปัจจัยของญาติโยมว่า กล้าใส่ซองได้แค่ 200 บาท แบบนี้บวชให้ฟรีๆ เลยก็ได้ โดยโพสต์ข้อความระบุว่า   "12/1/63 นิมนต์พระมาเทศน์ถวายรูปละ 4 พัน 5 พันกล้าให้ ลิเกมาเล่นราคา 6 หมื่นกล้าให้ บัดเอาลูกมาบวชถวายพระคู่สวด 600 บาท ยังกล้าถวายหนอ นี่ก็บวชหน้าไฟ 200 บาท ยังกล้าถวายอยู่หนอคุณโยมเอ๋ย" ทำให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสมกันเป็นจำนวนมาก   ต่อมาพระครูสุนทรปัญญาพิมล (โพธิ์ สุปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดหนองตะไก้ อำเภอหนองบุญมาก และยังมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองตะไก้ ยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เนื่องจากงานบวชเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงานบวชทั้งบวชหน้าไฟ และบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ซึ่งมีผู้บวชหลายรูป อาตมาเองในฐานะเป็นพระอุปัชฌาย์จึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาจากวัดอื่นเพื่อเดินทางมาเป็นพระคู่สวด และพระนั่งหัตถบาทในพิธีรวมจำนวนกว่า 10 รูป ซึ่งเมื่อเสร็จพิธีเจ้าภาพได้ใส่ซองถวายพระคู่สวดเป็นเงิน 600 บาท และถวายอาตมาซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ 200 บาท   ซึ่งลำพังตนเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่อยากให้ญาติโยมเห็นใจพระคู่สวด และพระที่เดินทางมาร่วมพิธีจำนวนกว่า 10 รูป ซึ่งเดินทางไกลมาจากวัดอื่น จึงได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพื่อให้ญาติโยมได้ถวายปัจจัยให้ท่านตามความสมควร แต่ในโพสต์ของตนก็ได้อธิบายไว้ตอนท้ายแล้วว่า หากไม่มีเงินก็บอก จะได้บวชให้ฟรี เพราะหลายคนที่ไม่มีเงินอาตมาเองก็บวชให้ฟรีอยู่แล้ว   เพียงแต่ว่าในโลกออนไลน์จับเอาใจความเพียงแต่ข้อความที่ถวายเงินเพียง 200 บาทเท่านั้น ซึ่งอาตมาเองเป็นคนที่พูดตรงๆ ญาติโยมแถวนี้ก็รู้ดี ไม่ได้มีเจตนาละโมบโลภมากแต่อย่างใด และก็ยอมรับว่าการโพสต์เช่นนี้มีความไม่เหมาะสม หลังจากนี้ไปก็จะระมัดระวังการโพสต์ข้อความใดๆ ลงไปในโลกออนไลน์ให้มากกว่านี้   ด้านพระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเปิดเผยว่า ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งการโพสต์ลักษณะนี้ไม่ถือว่าผิดวินัยสงฆ์ เพราะไม่มีบทบัญญัติวินัยใดๆ ระบุไว้ เพียงแต่ว่าการกระทำลักษณะเช่นนี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งถือว่าเป็นโลกวัชชะหรือโลกติเตียน   ซึ่งอาตมาเองได้แจ้งไปยังเจ้าคณะอำเภอหนองบุญมากให้เรียกพระครูรูปดังกล่าวมาตักเตือนแล้ว เพราะเป็นถึงระดับเจ้าคณะตำบล การจะกระทำอะไรก็น่าจะคิดไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้ พร้อมกับฝากเตือนไปถึงพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่เล่นโซเชียล ให้ระมัดระวังการโพสต์ข้อความต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมซึ่งจะส่งผลเสียต่อพระพุทธศาสนาได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gYGjvRthlMY

 7,214
ข่าวภูมิภาค
20 ม.ค. 63

ชาวโคราชแห่แขวนเสื้อแดง ผวาอาถรรพ์ผีแม่ม่าย ตายปริศนา 13 ศพใน 3 เดือน

โคราช-พบชาวบ้าน บ้านท่าหลวง ตำบลท่าหลวง อำเภอพิมาย ได้นำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้านของตนเองเพื่อป้องกันผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในครอบครัว หลังพบว่ามีชาวบ้านในหมู่บ้านเสียชีวิตติดต่อกัน 13 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ทั้งๆ ที่ผู้เสียชีวิตเป็นคนแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย   ทำให้ชาวบ้านต่างหวาดผวา เชื่อว่าสาเหตุที่มีคนเสียชีวิตติดต่อกันหลายคนน่าจะเกิดจากผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในหมู่บ้าน เพราะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทำให้ชาวบ้านต้องนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน บางคนก็เอาเสื้อสีแดงตัวใหม่มาแขวนไว้ เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในหมู่บ้านตามความเชื่อ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rmnj9Fb1w9I

 3,038
สังคม
20 ม.ค. 63

ชาวโคราชแห่แขวนเสื้อแดง ผวาอาถรรพ์ผีแม่ม่าย ตายปริศนา 13 ศพใน 3 เดือน

โคราช-พบชาวบ้าน บ้านท่าหลวง ตำบลท่าหลวง อำเภอพิมาย ได้นำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้านของตนเองเพื่อป้องกันผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในครอบครัว หลังพบว่ามีชาวบ้านในหมู่บ้านเสียชีวิตติดต่อกัน 13 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ทั้งๆ ที่ผู้เสียชีวิตเป็นคนแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย   ทำให้ชาวบ้านต่างหวาดผวา เชื่อว่าสาเหตุที่มีคนเสียชีวิตติดต่อกันหลายคนน่าจะเกิดจากผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในหมู่บ้าน เพราะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทำให้ชาวบ้านต้องนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน บางคนก็เอาเสื้อสีแดงตัวใหม่มาแขวนไว้ เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตคนในหมู่บ้านตามความเชื่อ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rmnj9Fb1w9I

 3,038
ข่าวภูมิภาค
18 ม.ค. 63

เปิดใจนทท.ผู้บาดเจ็บ เหตุเปลตาข่ายร่วงกระแทกพื้น ยันไม่ได้บุกรุก! รับเสียความรู้สึก หลังเจ้าของรีสอร์ทแจ้งความ

จากกรณีนักท่องเที่ยว ขึ้นไปถ่ายรูปบนเปลตาข่าย ในโรงแรมแห่งหนึ่ง อ.ปากช่อง แล้วแปลตาข่ายพังลงมา ทำให้นักท่องเที่ยว ตกลงด้านล่างได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก กระทั่งต่อมาเจ้าของรีสอร์ทออกมาบอกว่า นักท่องเที่ยว 5 คนั้นบุกรุกโดยพายเรือคายัคเข้ามา ก่อนที่จะลอบปีนเข้ามาในรีสอร์ทมาถ่ายรูปกันเองนั้น   ล่าสุดหนึ่งในผู้บาดเจ็บให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้บุกรุก ยืนยันว่าของของตนเอง เดินทางเข้าไปที่รีสอร์ทในฐานะนักท่องเที่ยว โดยมีวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ พายเรือคายัคนำเข้าไป บริเวณร้านกาแฟของรีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งพนักงานร้านกาแฟ เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทก็รับทราบ การบอกว่าตนเองไม่ใช่นักท่องเที่ยวจึงไม่ถูกต้อง และในป้ายประชาสัมพันธ์ กิจกรรมนำเที่ยวของวิสาหกิจชุมชนก็มีโปรแกรม และภาพจุดท่องเที่ยว ร้านกาแฟของรีสอร์ทอย่างชัดเจน การกล่าวว่าบุกรุก จึงเป็นการชี้แจงที่ไม่ถูกต้อง   การออกมาพูดในวันนี้ไม่ได้เรียกร้องความรับผิดชอบแต่อย่างใด แต่อยากบอกความจริงกับสังคมว่าการเข้าไปร้านกาแฟและจุดชุมวิวบริเวณเปลตาข่าย เข้าไปในฐานะนักท่องเที่ยวปกติ และจุดที่เข้าไปถ่ายรูปบริเวณเปลตาข่าย อยู่ห่างจากร้านกาแฟของรีสอร์ท 10-20 ก้าวเท่านั้น ก่อนจะไปถ่ายรูปก็แจงกับพนักงานร้านกาแฟแล้ว    ซึ่งบริเวณนั้นก็ไม่มีป้ายเตือน หรือมีเจ้าหน้าที่ควบคุมว่าห้ามขึ้นแต่อย่างใด การชี้แจงของรีสอร์ททำให้ตนเองและเพื่อที่ไปด้วยกันรู้สึกเสียใจ เมื่อเหตุเกิดแล้วสามารถมาพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ การที่บอกไม่ใช้ลูกค้าเป็นการปัดความรับผิดชอบ ถือว่าเป็นการโกหก   จนถึงขณะนี้ทางผู้บาดเจ็บยังไม่ได้คุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ให้ความสำคัญกับการรักอาการบาดเจ็บก่อน หลังจากร่างกายแข็งแรงดีขึ้น จะหารือกันอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไร พร้อมอยากฝากนักท่องเที่ยว ที่ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ขอให้ตรวจสอบความแข็งแรง ไม่ควรไว้ใจอะไรง่าย ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เพราะเมื่อสูญเสียแล้วบางอย่างอาจไม่กลับมาเหมือนเดิม อย่างกรณีของตน ขนาดตัวคานรองรับเป็นแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ แต่เปลตาข่ายยังหลุดร่วงลงมาได้   สำหรับผู้บาดเจ็บ ที่เกิดจากเปลตาข่ายร่วงลงพื้นความสูงประมาณ 3-4 เมตร มีทั้งหมด 5 คน บาดเจ็บเล็กน้อยศรีษะเขียวช้ำ 1 คน ส่วนอีก 4 ร้ายบาดเจ็บสาหัส ประกอบด้วยผู้ให้สัมภาษณ์ ข้อมือหักทั้ง 2 ข้าง กระดูกสันหลังยุบ คนที่ 2 กระดูสันหลังยุบ ข้อมือหัก 1 ข้าง อีกรายกระดูกสันหลังหัก แตกไปเส้นประสาท และอีกหนึ่งคนกระดูกสันหลังและก้นกบหัก ทั้งหมดรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/GYOxLhdm5oI

 16,053
สังคม
18 ม.ค. 63

เปิดใจนทท.ผู้บาดเจ็บ เหตุเปลตาข่ายร่วงกระแทกพื้น ยันไม่ได้บุกรุก! รับเสียความรู้สึก หลังเจ้าของรีสอร์ทแจ้งความ

จากกรณีนักท่องเที่ยว ขึ้นไปถ่ายรูปบนเปลตาข่าย ในโรงแรมแห่งหนึ่ง อ.ปากช่อง แล้วแปลตาข่ายพังลงมา ทำให้นักท่องเที่ยว ตกลงด้านล่างได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก กระทั่งต่อมาเจ้าของรีสอร์ทออกมาบอกว่า นักท่องเที่ยว 5 คนั้นบุกรุกโดยพายเรือคายัคเข้ามา ก่อนที่จะลอบปีนเข้ามาในรีสอร์ทมาถ่ายรูปกันเองนั้น   ล่าสุดหนึ่งในผู้บาดเจ็บให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้บุกรุก ยืนยันว่าของของตนเอง เดินทางเข้าไปที่รีสอร์ทในฐานะนักท่องเที่ยว โดยมีวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ พายเรือคายัคนำเข้าไป บริเวณร้านกาแฟของรีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งพนักงานร้านกาแฟ เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทก็รับทราบ การบอกว่าตนเองไม่ใช่นักท่องเที่ยวจึงไม่ถูกต้อง และในป้ายประชาสัมพันธ์ กิจกรรมนำเที่ยวของวิสาหกิจชุมชนก็มีโปรแกรม และภาพจุดท่องเที่ยว ร้านกาแฟของรีสอร์ทอย่างชัดเจน การกล่าวว่าบุกรุก จึงเป็นการชี้แจงที่ไม่ถูกต้อง   การออกมาพูดในวันนี้ไม่ได้เรียกร้องความรับผิดชอบแต่อย่างใด แต่อยากบอกความจริงกับสังคมว่าการเข้าไปร้านกาแฟและจุดชุมวิวบริเวณเปลตาข่าย เข้าไปในฐานะนักท่องเที่ยวปกติ และจุดที่เข้าไปถ่ายรูปบริเวณเปลตาข่าย อยู่ห่างจากร้านกาแฟของรีสอร์ท 10-20 ก้าวเท่านั้น ก่อนจะไปถ่ายรูปก็แจงกับพนักงานร้านกาแฟแล้ว    ซึ่งบริเวณนั้นก็ไม่มีป้ายเตือน หรือมีเจ้าหน้าที่ควบคุมว่าห้ามขึ้นแต่อย่างใด การชี้แจงของรีสอร์ททำให้ตนเองและเพื่อที่ไปด้วยกันรู้สึกเสียใจ เมื่อเหตุเกิดแล้วสามารถมาพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ การที่บอกไม่ใช้ลูกค้าเป็นการปัดความรับผิดชอบ ถือว่าเป็นการโกหก   จนถึงขณะนี้ทางผู้บาดเจ็บยังไม่ได้คุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ให้ความสำคัญกับการรักอาการบาดเจ็บก่อน หลังจากร่างกายแข็งแรงดีขึ้น จะหารือกันอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไร พร้อมอยากฝากนักท่องเที่ยว ที่ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ขอให้ตรวจสอบความแข็งแรง ไม่ควรไว้ใจอะไรง่าย ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เพราะเมื่อสูญเสียแล้วบางอย่างอาจไม่กลับมาเหมือนเดิม อย่างกรณีของตน ขนาดตัวคานรองรับเป็นแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ แต่เปลตาข่ายยังหลุดร่วงลงมาได้   สำหรับผู้บาดเจ็บ ที่เกิดจากเปลตาข่ายร่วงลงพื้นความสูงประมาณ 3-4 เมตร มีทั้งหมด 5 คน บาดเจ็บเล็กน้อยศรีษะเขียวช้ำ 1 คน ส่วนอีก 4 ร้ายบาดเจ็บสาหัส ประกอบด้วยผู้ให้สัมภาษณ์ ข้อมือหักทั้ง 2 ข้าง กระดูกสันหลังยุบ คนที่ 2 กระดูสันหลังยุบ ข้อมือหัก 1 ข้าง อีกรายกระดูกสันหลังหัก แตกไปเส้นประสาท และอีกหนึ่งคนกระดูกสันหลังและก้นกบหัก ทั้งหมดรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/GYOxLhdm5oI

 16,053
เศรษฐกิจ
10 ม.ค. 63

แล้งหนักต้องซื้อน้ำจากรถบรรทุกมาใช้ เตือนรับมือราคาข้าว-ผักแพงแน่นอน

สถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 ที่รุนแรงในหลายพื้นที่ โดยที่จังหวัดนครราชสีมา ปริมาณน้ำแห้งขอด ไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ ทำให้ชาวบ้านต้องซื้อน้ำอุปโภคบริโภคจากรถบรรทุกน้ำที่ขับมาเร่ขาย เพื่อนำน้ำไปเติมลงในโอ่งเก็บน้ำที่บ้านของตนเอง ในราคา 150 บาท ต่อน้ำ 2,000 ลิตร ซึ่งสามารถใช้น้ำที่ซื้อแต่ละครั้งได้เพียงแค่ 3 วันเท่านั้นน้ำก็หมด ทำให้ในแต่ละเดือนชาวบ้านในพื้นที่ต้องซื้อน้ำอุปโภคบริโภคเฉลี่ยเดือนละกว่า 1,000 บาทเลยทีเดียว       ที่ จ.ขอนแก่น ชลประทานเร่งเติมน้ำเข้าสู่บ่อประปาหมู่บ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน พร้อมขอความร่วมมือประชาชน อย่างสูบน้ำไปใช้ในการนาปรังควรปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพราะน้ำที่ระบายครั้งนี้ มีปริมาณจำกัดเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภคเท่านั้น   ซึ่งจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าว และผักสดที่จะมีราคาปรับสูงขึ้น กระทบต่อผู้บริโภค ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GfLjg064t-k

 656
ข่าวภูมิภาค
07 ม.ค. 63

สาวกู้ภัยโคราช อัดคลิปซดยาล้างห้องน้ำหวังฆ่าตัวตาย พ้อถูกกลั่นแกล้งเรื่องงาน มูลนิธิแจงแค่เรื่องย้ายโต๊ะ

โคราช-เกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหญิงรายหนึ่งกินน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อพยายามที่จะฆ่าตัวตาย พร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปขณะกำลังจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำ   โดยได้กล่าวตัดพ้อผู้บริหารมูลนิธิกู้ภัยชุดใหม่ว่า ตนเองได้ถูกกลั่นแกล้งทั้งการตัดเงินเดือน การเปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน และการลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้รายได้ลดน้อยลง ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งที่ตนเองทำงานกับกู้ภัยมานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นคลิปก็ถูกตัดขาดหายไป   พร้อมกันนี้สาวกู้ภัยยังได้มีการเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ในมูลนิธิ มีการใช้คำพูดแรงๆ ทำให้ไม่มีกำลังใจ ทั้งที่ทำงานมานาน 12 ปี   ด้านสามีของผู้ก่อเหตุระบุ หลังตื่นนอนเห็นภรรยากำลังยกขวดน้ำยาล้างห้องน้ำดื่มกินเข้าไปหลายอึก ตนจึงได้รีบพุ่งเข้าไปคว้าขวดออกจากปาก และรีบเอามือล้วงคอ เพื่อให้ภรรยาอาเจียนออกมา ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้แพทย์ระบุว่า ภรรยาของตนพ้นขีดอันตรายแล้ว นับว่าโชคดีที่ตนเองไปเห็นก่อน ไม่เช่นนั้นภรรยาคงจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำไปมากกว่านี้   ส่วนสาเหตุของการคิดฆ่าตัวตายครั้งนี้ ตนคาดว่าจะเกิดจากความเครียดในที่ทำงาน เพราะได้ยินภรรยาบ่นให้ฟังว่า ถูกกรรมการมูลนิธิฯ ในที่ทำงานบีบคั้นหลายอย่าง เช่น ลดเวลาทำงาน เปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน ลดค่าแรง และใช้คำพูดที่รุนแรงถึงขั้นว่าถ้าหากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาทำงาน นอกจากนี้ยังมีการจะสั่งย้ายภรรยาของตนเองไปฝึกงานใหม่ที่สุสาน ทั้งที่ภรรยามีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 12 ปีแล้ว   ประกอบกับครอบครัวของตนเองก็มีรายได้น้อย ภรรยาต้องส่งหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ช่วงบ่ายทำงานที่มูลนิธิฯ รายได้เดือนละ 9,000 บาท ส่วนตนเองทำงานที่ร้านประดับยนต์ และมาทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิฯ เช่นกัน ซึ่งครอบครัวตนมีภาระค่าใช้จ่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือ ส่งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ และค่ากินค่าอยู่ในครอบครัว ซึ่งเมื่อรายได้ลดน้อยลง และถูกบีบบังคับสารพัดเช่นนี้ ภรรยาจึงเกิดความเคียด และคิดฆ่าตัวตายดังกล่าว   ทางด้านนายอภิเชษฐ์ สันติเศรษฐสิน อายุ 66 ปี คณะกรรมสำนักงานมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊งสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสาวกู้ภัยกล่าวถึงในคลิป พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ที่ปรากฏชื่อในจดหมายลาตายของสาวกู้ภัยทั้ง 5 คน ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาที่สาวกู้ภัยระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง โดยระบุว่า   หญิงกู้ภัยสาวคนดังกล่าวได้ทำงานอยู่ที่อาคารบริจาคโลงศพหน้ามูลนิธิฯ มานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่เข้ามาบริหารก็ได้ต้องการที่จะปรับปรุงรูปแบบบริเวณจุดรับบริจาคโลงศพใหม่ โดยได้ขยับปรับย้ายโต๊ะที่นั่งเจ้าหน้าที่รับบริจาคออกมาให้อยู่ด้านหน้าอาคาร เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดเจนมากขึ้น อยู่ห่างจากจุดตั้งโต๊ะเดิมประมาณ 2 เมตร ซึ่งเมื่อย้ายโต๊ะออกมาแล้วก็ทำให้สาวกู้ภัยไม่พอใจ   หลังจากนั้นคณะกรรมการมูลนิธิฯ สั่งให้ทำงานอะไรก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ รวมทั้งไม่ยอมเข้าร่วมประชุมฟังคำชี้แจงใดๆ เมื่อคณะกรรมการ เห็นดังนั้นจึงได้มีมติให้ย้ายสาวกู้ภัยคนดังกล่าวไปศึกษาดูงานบริจาคโลงศพที่สุสานของมูลนิธิฯ ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นระยะเวลา 15 วัน นับจากวานนี้ (6 ม.ค. 63) โดยที่คณะกรรมการไม่เคยต่อว่าด้วยคำหยาบคายใดๆ และไม่ได้มีการตัดเงินเดือนแต่อย่างใด   นอกจากนี้ตนเองก็ไม่เคยรู้จักสาวกู้ภัยคนนี้เป็นการส่วนตัว และไม่มีอคติใดๆ ในการทำงานเลย ยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเดินทางไปเยี่ยมอาการสาวกู้ภัยที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และจะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sLAceIdIWvs

 1,317
สังคม
07 ม.ค. 63

สาวกู้ภัยโคราช อัดคลิปซดยาล้างห้องน้ำหวังฆ่าตัวตาย พ้อถูกกลั่นแกล้งเรื่องงาน มูลนิธิแจงแค่เรื่องย้ายโต๊ะ

โคราช-เกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหญิงรายหนึ่งกินน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อพยายามที่จะฆ่าตัวตาย พร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปขณะกำลังจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำ   โดยได้กล่าวตัดพ้อผู้บริหารมูลนิธิกู้ภัยชุดใหม่ว่า ตนเองได้ถูกกลั่นแกล้งทั้งการตัดเงินเดือน การเปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน และการลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้รายได้ลดน้อยลง ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งที่ตนเองทำงานกับกู้ภัยมานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นคลิปก็ถูกตัดขาดหายไป   พร้อมกันนี้สาวกู้ภัยยังได้มีการเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ในมูลนิธิ มีการใช้คำพูดแรงๆ ทำให้ไม่มีกำลังใจ ทั้งที่ทำงานมานาน 12 ปี   ด้านสามีของผู้ก่อเหตุระบุ หลังตื่นนอนเห็นภรรยากำลังยกขวดน้ำยาล้างห้องน้ำดื่มกินเข้าไปหลายอึก ตนจึงได้รีบพุ่งเข้าไปคว้าขวดออกจากปาก และรีบเอามือล้วงคอ เพื่อให้ภรรยาอาเจียนออกมา ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้แพทย์ระบุว่า ภรรยาของตนพ้นขีดอันตรายแล้ว นับว่าโชคดีที่ตนเองไปเห็นก่อน ไม่เช่นนั้นภรรยาคงจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำไปมากกว่านี้   ส่วนสาเหตุของการคิดฆ่าตัวตายครั้งนี้ ตนคาดว่าจะเกิดจากความเครียดในที่ทำงาน เพราะได้ยินภรรยาบ่นให้ฟังว่า ถูกกรรมการมูลนิธิฯ ในที่ทำงานบีบคั้นหลายอย่าง เช่น ลดเวลาทำงาน เปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน ลดค่าแรง และใช้คำพูดที่รุนแรงถึงขั้นว่าถ้าหากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาทำงาน นอกจากนี้ยังมีการจะสั่งย้ายภรรยาของตนเองไปฝึกงานใหม่ที่สุสาน ทั้งที่ภรรยามีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 12 ปีแล้ว   ประกอบกับครอบครัวของตนเองก็มีรายได้น้อย ภรรยาต้องส่งหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ช่วงบ่ายทำงานที่มูลนิธิฯ รายได้เดือนละ 9,000 บาท ส่วนตนเองทำงานที่ร้านประดับยนต์ และมาทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิฯ เช่นกัน ซึ่งครอบครัวตนมีภาระค่าใช้จ่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือ ส่งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ และค่ากินค่าอยู่ในครอบครัว ซึ่งเมื่อรายได้ลดน้อยลง และถูกบีบบังคับสารพัดเช่นนี้ ภรรยาจึงเกิดความเคียด และคิดฆ่าตัวตายดังกล่าว   ทางด้านนายอภิเชษฐ์ สันติเศรษฐสิน อายุ 66 ปี คณะกรรมสำนักงานมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊งสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสาวกู้ภัยกล่าวถึงในคลิป พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ที่ปรากฏชื่อในจดหมายลาตายของสาวกู้ภัยทั้ง 5 คน ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาที่สาวกู้ภัยระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง โดยระบุว่า   หญิงกู้ภัยสาวคนดังกล่าวได้ทำงานอยู่ที่อาคารบริจาคโลงศพหน้ามูลนิธิฯ มานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่เข้ามาบริหารก็ได้ต้องการที่จะปรับปรุงรูปแบบบริเวณจุดรับบริจาคโลงศพใหม่ โดยได้ขยับปรับย้ายโต๊ะที่นั่งเจ้าหน้าที่รับบริจาคออกมาให้อยู่ด้านหน้าอาคาร เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดเจนมากขึ้น อยู่ห่างจากจุดตั้งโต๊ะเดิมประมาณ 2 เมตร ซึ่งเมื่อย้ายโต๊ะออกมาแล้วก็ทำให้สาวกู้ภัยไม่พอใจ   หลังจากนั้นคณะกรรมการมูลนิธิฯ สั่งให้ทำงานอะไรก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ รวมทั้งไม่ยอมเข้าร่วมประชุมฟังคำชี้แจงใดๆ เมื่อคณะกรรมการ เห็นดังนั้นจึงได้มีมติให้ย้ายสาวกู้ภัยคนดังกล่าวไปศึกษาดูงานบริจาคโลงศพที่สุสานของมูลนิธิฯ ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นระยะเวลา 15 วัน นับจากวานนี้ (6 ม.ค. 63) โดยที่คณะกรรมการไม่เคยต่อว่าด้วยคำหยาบคายใดๆ และไม่ได้มีการตัดเงินเดือนแต่อย่างใด   นอกจากนี้ตนเองก็ไม่เคยรู้จักสาวกู้ภัยคนนี้เป็นการส่วนตัว และไม่มีอคติใดๆ ในการทำงานเลย ยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเดินทางไปเยี่ยมอาการสาวกู้ภัยที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และจะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sLAceIdIWvs

 1,317
สังคม
02 ม.ค. 63

เบรกไม่ทัน! บิ๊กไบค์ชนเก๋งไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

โคราช-เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักยานยนต์จนเกิดไฟลุกท่วมทั้ง 2 คัน ที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันพีที ถนนเสิงสาง-ปะคำ ตำบลเสิงสาง อำเภอเสิงสาง ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ถูกไฟคลอกเสียชีวิตคาที่ 2 ศพ นอกจากนี้ยังมีพลเมืองดีเข้าไปช่วยเหลือถูกไฟลวกได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย   ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋ง สีบรอนซ์ทอง ชนกับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สภาพพังยับเยินทั้ง 2 คัน เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง เจ้าหน้าที่กู้ภัยฮุก 31 พร้อมรถดับเพลิงฉีดน้ำเร่งดับเพลิง ใช้เวลากว่า 20 นาที เพลิงจึงสงบ   ตรวจสอบพบคนขับขี่รถยนต์เก๋ง เสียชีวิตร่างติดคาซากรถ ทราบชื่อ นายอนิรุทธ์ ไชยสัตย์ อายุ 45 ปี ส่วนคนขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ทราบชื่อ นายคเณศ ชนะคช อายุ 25 ปี ร่างถูกไฟคลองเสียชีวิตคาซากรถเช่นกัน ขณะที่มีพลเมืองดีพบเห็นเหตุการณ์ พยายามเข้าไปช่วยเหลือถูกไฟลวกได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย   เบื้องต้นทราบว่า รถยนต์เก๋งที่มี นายอนิรุทธิ์ ขับขี่มาลำพัง เลี้ยวกลับรถเข้าปั๊มน้ำมันกะทันหัน ทำให้รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ที่มีนายคเณช ขับขี่มาด้วยความเร็วสูงเบรคไม่ทันชนเข้ากลางลำ จนเกิดไฟลุกท่วมคลอกคนขับทั้ง 2 คันเสียชีวิตสลดรับวันปีใหม่     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Am0Y2vIel3U  

 655
สังคม
01 ม.ค. 63

ค่ำคืนมหากุศล! ปชช. แห่ร่วมสวดมนต์ข้ามปีคึกคัก

 วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่บริเวณภายในพระบรมธาตุเจดีย์ศรีเมืองฉอด วัดไทยสามัคคี หมูที่ 11 ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอาเซียนสองแผ่นดินไทย- เมียนมา ประจำปี พ.ศ. 2563 โดยมีพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเมียวดีและจังหวัดผาอางประเทศเมียนมาและชาวเมียนไทย เข้าร่วมสวดมนต์ดังกล่าว กว่า 1000คน เพื่อเสริมสิริมงคลทั่วไทยส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในส่วนการสวดมนต์ข้ามปีอาเซียนสองแผ่นดินไทย-เมียนมา ในครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็นสอง ช่วงแรกเวลา 20.30 น. เป็นการสวดมนต์ภาคภาษาเมียนมา และ ช่วงที่สองเวลา 23.00 น. สวดมนต์ภาคภาษาไทย อีกทั้งยังมีการจุดประทีป 1,000 ดวง บูชาพระบรมธาตุเจดีย์   ทั้งนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตากร่วมกับวัดไทยสามัคคีจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอาเซียนสองแผ่นดินไทย-พม่า ประจำปี 2563 ขึ้นในครั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดี แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สองแผ่นดิน ระลึกถึงความสำคัญในการเผยแพร่หลักธรรมทางศาสนา สู่ประชาชนและเห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี   ที่บริเวณภายในวิหารวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม พระอารามหลวง ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางเป็นประธานในพิธีสวดมนต์ข้าม โดยเริ่มทำพิธีมี จนท.อัญเชิญไฟพระฤกษ์จากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก โดยมีพุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาว และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์สวดมนต์ข้ามปี โดยมีประชาชนพุทธศาสนิกชนชาวลำปางกว่า 300 คนร่วมสวดมนต์เพื่อความสิริมงคลในปีใหม่ 2563 ภายใต้โครงการส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ กิจกรรมภายในงานมีพิธีสวดสะเดาะเคราะห์ บูชานพเคราะห์ และบูชาเทียนประจำวันเกิด อธิษฐานขอพรเป็นสิริมงคลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2563 อีกด้วย   จังหวัดนครราชสีมาได้จัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนได้มาร่วมวันส่งท้ายปีเก่า 2562 ต้อนรับปีใหม่ 2563 โดยการสวดมนต์ข้ามปีที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยทางจังหวัดได้ช่จัดสถานที่ติดผ้ายันต์กับด้ายสายสิญจน์ผูกโยงจากฐานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเป็นตาหมากรุกกระจายไปทั่วบริเวณ พร้อมกับจัดปะรำพิธีเพื่อประกอบพิธีสวดมนต์ข้ามปี โดยเริ่มพิธีตั้งแต่เวลา 20.49 น. มีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำประชาชนในจังหวัดสวดนพเคราะห์ เสริมบารมี คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ถึงรุ่งเช้าวันที่ 1 มกราคม 2563 เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต และครอบครัว ทั้งยังเป็นการช่วยดึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ฉลองปีใหม่อย่างมีสติ ด้วยการสวดมนต์ข้ามปี ลดอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตจากการดื่มสุราได้อีกด้วย   ซึ่งในปีนี้พบว่ามีประชาชนบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีทุกเพศทุกวัยนุ่งขาวห่มขาวมาร่วมในพิธีสวดมนต์ข้ามปีนี้มากกว่า 5,000 คน   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/_lcuvVsZ5hg

 563
สังคม
30 ธ.ค. 62

ชาวบ้านแน่นเอี๊ยด! วัดดังโคราชแจก 'หมอนกุมารทอง' ปลุกเสก รับขวัญปีใหม่ ร่ำรวยๆ

วัดตะคร้อ ตำบลเมืองคง จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านมากันมากมาย ต่อแถวยาวเหยียด เพราะทุกคนอยากได้ของดีจาก พระอาจารย์ประคอง จันทสุโภ เจ้าอาวาสวัดตะคร้อ    เนื่องจากท่านเจ้าอาวาส แจกหมอนกุมารทอง 2020 วิธีการแจกหมอนกุมารทองก็คือ แจกหมอนพร้อมพรกันเลย โดยท่านเจ้าอาวาสก็ได้ให้พร คล้ายหลวงพ่อคูณกันเลยทีเดียว เคาะหัวสองที ทุกคนรับไปก็มีความสุข     โดยเฉพาะเด็กๆ มีความสุขมากกว่าผู้ใหญ่เสียอีก เพราะหมอนกุมารทองในทัศนคติของเด็กนั้น นอกจากจะเป็นหมอนหนุนแล้ว ยังเหมือนเป็นของเล่นอีกด้วย ได้แล้วก็มีความสุขมาก     ชมผ่านยูทูปที่นี่ : youtu.be/BmPPoC_cXW0

 610
แชร์ออฟเดอะเดย์
27 ธ.ค. 62

เปิดคลิป 2 กระบะบรรทุกของสูงเกินขนาด เห็นแล้วหวาดเสียว เสี่ยงพลิกคว่ำ

จากกรณีภาพจากกล้องหน้ารถเผยให้เห็นถึงพฤติกรรมของรถกระบะ 2 คันบรรทุกสิ่งของเป็นขวดพลาสติกมาเต็มคันรถ และยื่นออกไปทั้งด้านหน้าและด้านหลังตัวรถ ซึ่งสูงเกินกฎหมายกำหนด จนบังกระจกหน้ารถทำให้มองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนทางไปมา   โดยรถ 2 คันนี้ได้ขับรถผ่านแยกไฟแดงชุมพวง-ประทาย อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าอำเภอประทาย และในช่วงที่รถกำลังเลี้ยวบริเวณแยกไฟแดงเสี่ยงที่จะพลิกคว่ำได้   ทั้งนี้ในโลกออนไลน์ได้เกิดการตั้งคำถามว่าพฤติกรรมของรถกระบะทั้ง 2 คันนั้น อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดอันตรายได้ อีกทั้งยังพฤติกรรมการบรรทุกเกินกฎหมายกำหนด   อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/a5hpqRTdoHQ

 1,948
ข่าวโซเชียล
27 ธ.ค. 62

เปิดคลิป 2 กระบะบรรทุกของสูงเกินขนาด เห็นแล้วหวาดเสียว เสี่ยงพลิกคว่ำ

จากกรณีภาพจากกล้องหน้ารถเผยให้เห็นถึงพฤติกรรมของรถกระบะ 2 คันบรรทุกสิ่งของเป็นขวดพลาสติกมาเต็มคันรถ และยื่นออกไปทั้งด้านหน้าและด้านหลังตัวรถ ซึ่งสูงเกินกฎหมายกำหนด จนบังกระจกหน้ารถทำให้มองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนทางไปมา   โดยรถ 2 คันนี้ได้ขับรถผ่านแยกไฟแดงชุมพวง-ประทาย อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าอำเภอประทาย และในช่วงที่รถกำลังเลี้ยวบริเวณแยกไฟแดงเสี่ยงที่จะพลิกคว่ำได้   ทั้งนี้ในโลกออนไลน์ได้เกิดการตั้งคำถามว่าพฤติกรรมของรถกระบะทั้ง 2 คันนั้น อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดอันตรายได้ อีกทั้งยังพฤติกรรมการบรรทุกเกินกฎหมายกำหนด   อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/a5hpqRTdoHQ

 1,948
ข่าวภูมิภาค
27 ธ.ค. 62

จับแล้ว หนุ่ม 18 ฉุด นร.หญิงวัย 13 ขึ้นรถกระบะ ก่อนนำมาปล่อยหน้า ร.ร. แม่ปัดไม่มีเรื่องชู้สาว

โคราช-เกิดเหตุคนร้ายไม่น้อยกว่า 2-3 คน ขับกระบะบุกฉุดนักเรียนหญิงอายุ 13 ปี ขณะนั่งรอรถหน้าบ้านเพื่อจะไปโรงเรียน บริเวณริมถนน บ้านคลองปูน-บ้านคลองดินดำ   โดยแม่ของเด็กหญิงเล่าว่า ช่วงเช้ามีรถกระบะคันดังกล่าว มีชายอายุประมาณ 20 ปี ขับวนไปมาอยู่หลายรอบแล้วมาจอดถามว่า บ้านคลองดินดำไปทางไหน ตนก็บอกลูกสาวให้ระวังตัว ซึ่งลูกสาวเป็นเด็กนิสัยดี กลับจากโรงเรียนไม่เคยออกไปเที่ยวที่ไหน ส่วนการเล่นไลน์เล่น เฟซบุ๊ก ก็พบว่าส่วนใหญ่เล่นสนใจแต่เรื่องหมาแมว และไม่เคยมีนักเรียนชายหรือผู้ชายมาพูดคุยเชิงชู้สาว เพราะยังเด็กรูปร่างผอม ตนคิดว่าคนร้ายจงใจมาฉุดลูกสาวไป ซึ่งลูกสาวนำโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยแต่เมื่อโทรติดต่อไปโทรศัพท์กดตัดสายไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดี   ต่อมาผู้ก่อเหตุได้นำเด็กหญิงมาปล่อยบริเวณหน้าโรงเรียน ก่อนวิ่งเข้าไปแจ้งครูและผู้ปกครองทราบ ต่อมา ตำรวจชุดสืบสวนติดตาม และสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุคือนายเกียรติ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้บริเวณหมู่บ้านหนองกรวด ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 7 กิโลเมตร โดยควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.หมูสี ซึ่งขณะนั้นมีญาติของเด็กหญิงกว่า 20 คน ยืนรอเพื่อประชาทัณฑ์   จากการสอบสวน นายเกียรติ ให้การปฏิเสธว่า ไม่รู้อะไร และไม่ยอมให้การใดๆ อีก ด้าน พ.ต.อ.พิชิต มีแสง ผกก.สภ.หมูสี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาและควบคุมตัวเอาไว้ได้แล้ว เนื่องจากผู้ต้องหายังเป็นเยาวชน การสอบสวนจะต้องมีหลายฝ่ายมาร่วมกันสอบสวน แต่เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ และเด็กผู้เสียหายก็ยังไม่พูดอะไร อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวน   จากนี้ต้องส่งตัวเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลว่า มีการถูกทำร้ายร่างกายหรือไม่ แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ต้องตั้งข้อหาพากผู้เยาว์ไว้ก่อน หลังจากสอบสวนผู้เสียหายแล้วมีประเด็นไหนจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมภายหลังต่อไป     อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :   https://youtu.be/XKurJm1SZ1Q  

 2,362

Top