ค้นหา :

ผลการค้นหา "สธ"

เศรษฐกิจ
06 ส.ค. 62

'อนุทิน' เชิญ 'หมอเลี๊ยบ' ถกบอร์ด สปสช. จ่อลดความแออัด รพ.รัฐ ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ. เข้าร่วมประชุมบอร์ด สปสช.ครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง   ทั้งนี้นายอนุทินกล่าวว่า ได้เชิญ นพ.สุรพงษ์ เป็นที่ปรึกษาในส่วนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง หรือโครงการ 30 บาทในอดีต เปรียบเสมือนเป็นประธานคณะทำงานของ สปสช. เนื่องจาก นพ.สุรพงษ์ เปรียบเหมือนคนทำคลอดโครงการ 30 บาท   โดยได้หารือถึงปัญหาการลดความแออัดของโรงพยาบาล จะทำอย่างไรให้ประชาชนรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยได้พบแพทย์ 10-15 นาที และไม่ต้องรอคิวรับยาที่โรงพยาบาล แต่สามารถกลับไปเบิกยาที่ร้านขายยาแถวบ้าน และโรงพยาบาลจ่ายค่ายาให้ร้านขายยา หากทำได้ก็จะลดจำนวนคนรอคิวได้ โดยเร่งทำระบบเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและร้านขายยากว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NSLATLxXjbk

 8,409
สังคม-อาชญากรรม
10 ก.ค. 62

สธ.สั่งเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง รพ. ปมให้ผู้ป่วยรอคิวนาน-ถูกแซงคิว สุดท้ายเสียชีวิต

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Jiratchaya Rangsaritwirachot โพสต์เรื่องราวของพ่อตนเองที่ ได้เข้าคิวรักษาตัวที่โรงพยาบาลเบตง จากอาการโรคชิคุนกุนยา ทำให้ปวดข้อเดินไม่ได้ เมื่อไปถึงพยาบาลให้นั่งรอบนรถเข็นหน้าห้อง แต่ให้คนที่เป็นหนักกว่าเข้าไปก่อน ทำให้นั่งรอ 3 คิว และถูกคนไข้ที่มาทีหลังแซงอีก 1 คิว จนพ่อมีอาการตัวเย็น ความดันตก ถึงได้เข็นเข้าห้องตรวจ ต้องปั๊มหัวใจนาน 40 นาทีไม่เป็นผล ทำให้พ่อเสียชีวิตในที่สุด   ต่อมา รพ.เบตง ชี้แจงว่า คนไข้เสียชีวิตเพราะช็อกจากการติดเชื้อ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ สั่งเรียกประชุมและตรวจวงจรปิด ยันความดันผู้ป่วยที่จุดคัดกรองยังปกติ จึงให้นั่งคอยตามคิว ส่วนที่ถูกแซงคิวเพราะคนป่วยที่มาทีหลังมีอาการหนักกว่าจึงให้เข้าไปก่อน   ด้าน นพ.ยุทธนา รุ่งธีรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ อายุรแพทย์ ร.พ.เบตง ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของคนไข้ ได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากได้รับตัวคนไข้จากห้องฉุกเฉินมาอยู่ในห้องไอซียู ประเมินอาการโดยรวม คนไข้อาการยังไม่คงที่ มีอาการมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นเร็วประมาณ 130 ครั้งต่อนาที ความดันต่ำ แพทย์ก็รีบช่วยดูแลรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนสาเหตุที่คนไข้เสียชีวิตเนื่องจากมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ประกอบกับคนไข้มีความดันลดลง   ล่าสุดวันที่ 10 ก.ค. 62 นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ แต่เบื่องต้น สอบถามไปยังผู้ตรวจราชการเขต 12 ให้เร่งตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนโดยด่วน ที่ผ่านมาโรงพยาบาลไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน ชึ่งย้ำเสมอให้ทุกโรงพยาบาลเน้นการบริการ และคำนึงถึงชีวิตประชาชนเป็นหลัก แต่จะให้ความเป็นธรรมกับทั้่ง 2 ฝ่าย ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอีกครั้ง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง แพทย์ชี้แจง หลังลูกสาวโวย พ่อรอคิวหมอนาน-ถูกแซงคิว จนความดันตก-หัวใจหยุดเต้นเสียชีวิต    

 1,319
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.ค. 62

สธ.เตือน อย่าดื่มเบียร์ขณะท้องว่าง อาจตายได้ ชี้จัดแข่งขันมีความผิด

จากกรณีที่มีชายคนหนึ่งลงแข่งขันดื่มเบียร์เร็ว 1 เหยือก จนล้มหมดสติและเสียชีวิตนั้น ล่าสุด (2 ก.ค.) กรมควบคุมโรคประกาศเตือนนักดื่มอย่าดื่มเบียร์ขณะท้องว่างแล้วดื่มทีเดียวในปริมาณที่เกินกว่า 200 mg ขึ้นไป อาจจะส่งผลช็อกและเสียชีวิตทันที   นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวถึงเหตุการเสียชีวิตของผู้ที่เข้าแข่งขันดื่มเบียร์ 1 เหยือกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และมีคำยืนยันว่าเสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นเคสแรกที่มีหลักฐานยืนยัน โดยพบว่าลักษณะของการดื่มเบียร์ที่มีความเข้มข้นของดีกรี 5% ในลักษณะรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่นาทีทำให้แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะหมดสติและส่งผลให้เสียชีวิตได้ ขณะเดียวกันยังพบว่า ผู้เสียชีวิตไม่ได้รับประทานอาหารมาก่อนแล้วดื่มเบียร์ทันที จึงมีผลให้ปริมาณของแอลกอฮอล์เข้มข้นมากขึ้นในการเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันไปแล้ว    โดยนายแพทย์ มีผลเปรียบเทียบว่ากรณีเมาไม่ขับ ระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายจะมีความสูงไม่เกิน 50 mg เปอร์เซ็นต์ แต่ในผู้เสียชีวิตกลับพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายถึง 350 mg เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงมากจนอาจทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย   สำหรับการดำเนินคดีกรมควบคุมโรคจะร้องทุกข์กล่าวโทษฐานที่จัดการแข่งขันดื่มเบียร์ ตามความผิดพ.ร.บ ควบคุมแอลกอฮอล์ พ.ศ 2551 มาตรา 31 วงเล็บ 4 ให้บริการชิงโชคชิงรางวัลและสิทธิพิเศษแก่ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนการดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องที่ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะต้องเป็นผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงาน    ทั้งนี้กรมควบคุมโรคสรุปตารางระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อภาวะอาการที่จะเกิดขึ้นสำหรับผู้ดื่ม โดยระดับ 20-50 ผู้ดื่มจะอยู่ในภาวะอารมณ์ดีผ่อนคลายพูดมากขึ้นตัดสินใจช้าลง แต่เมื่อระดับสูงสุดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แล้วผู้ดื่มจะเริ่มเสียการทรงตัวควบคุมตัวเองได้น้อยลง และระดับเกิน 199 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดภาวะคลื่นไส้อาเจียนซึมสนองช้าเดินเซ รับรู้ลดลงมากกว่า จำเหตุการณ์ไม่ได้และหักมากกว่านั้นคือ 300 ถึง 399 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดการหมดสติชีพจรเต้นช้า หายใจแย่ลง อุณภูมิร่างกายลดลง ที่มากกว่านั้นมีโอกาสที่จะหยุดหายใจ และเสียชีวิตได้    กรมควบคุมโรค ระบุว่าโดยทั่วไป นักดื่มมักจะค่อย ๆ ดื่ม ดื่มไปคุยกับเพื่อนไปกินกับแกล้มและเติมเบียร์ไป ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ค่อย ๆ ทำลายและขับแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือด ซึ่งนั่นจะทำให้แอลกอฮอล์ไม่คั่งอยู่ในร่างกายของผู้ที่ดื่มมากนัก แต่ในกรณีแข่งดื่มเบียร์เป็นเหยือกในเวลาจำกัดนี้ จะมีลักษณะเหมือนเทแอลกอฮอล์พรวดเข้าไปในกระแสเลือด โดยไม่เว้นช่วงเวลาให้ร่างกายขับแอลกอฮอล์ออก จึงเกิดภาวะที่เรียกว่าแอลกอฮอล์เป็นพิษ (alcohol intoxication) ต่อร่างกาย

 9,279
สังคม-อาชญากรรม
16 ก.ค. 61

สธ.เตรียมแผนดูแล ‘ทีมหมูป่า-โค้ชเอก’ หลังกลับบ้าน

วันนี้ (16 ก.ค.) นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับรายงานจากนายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ว่านักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช ได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขณะนี้ ทุกคนสุขภาพร่างกายดีขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ โดยทำกิจกรรมกลุ่มตามกระบวนการทางจิตวิทยา อาทิ การสำรวจความรู้สึกภายใน การจัดการกับความรู้สึก การสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา เพื่อให้ทุกคนมีสภาพจิตใจพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 19 ก.ค. 2561   โดยอาการล่าสุดเช้าวันนี้  กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 61 อาการทั่วไปปกติ ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว   กลุ่มที่ 2  จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. 61 อาการทั่วไปปกติ รับประทานอาหารปกติ ผลเอกซเรย์ปอดปกติทุกคน ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว   กลุ่มที่ 3 จำนวน 5 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 61 อาการทั่วไปปกติ รอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน   นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดูแลต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล  ได้ให้โรงพยาบาล  แม่สาย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอแม่สาย ร่วมกันดูแลทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจ ร่วมกับทีมหมอครอบครัวและครูในโรงเรียนที่น้อง ๆ นักฟุตบอลเรียนอยู่ โดยมีสมุดคู่มือสุขภาพ ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ และการติดตามน้ำหนักตัว ซึ่งได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตามผลในระบบโรงเรียนแล้ว  

 1,869
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.ค. 61

คืบหน้าอาการทีมหมูป่าไม่พบโรคติดต่ออันตราย สภาพจิตใจดี ไม่เครียด

วานนี้ (12 ก.ค.) นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ทีมแพทย์ พยาบาล ยังคงให้การดูแลรักษาและควบคุมป้องกันโรคแก่น้องๆ นักฟุตบอลทีมหมูป่าอคาเดมีและโค้ชในหอผู้ป่วยชั้น 8 ที่จัดไว้เป็นการเฉพาะอย่างใกล้ชิด   โดยช่วงเช้าวานนี้ (12 ก.ค.) ทุกคนไม่ต้องให้สารละลายน้ำเกลือทางเส้นเลือด สามารถทำกิจวัตรต่างๆ ได้เอง ญาติเข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่ข้างเตียงได้ทั้ง 13 คน โดยสวมเสื้อกาวน์และหน้ากากอนามัย ส่วนผลการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการไม่พบโรคติดต่ออันตราย อยู่ระหว่างรอผลการตรวจเชื้อไวรัสบางชนิด   โดยผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 อาการทั่วไปปกติ สัญญาณชีพปกติ ไม่มีไข้ รับประทานอาหารปกติได้ ขับถ่ายปกติ สำหรับ 2 รายที่มีปัญหาปอดติดเชื้ออาการดีขึ้น ทุกรายรอให้ยาปฏิชีวนะจนครบ 7 วัน   ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 อาการทั่วไปปกติ มีไข้ต่ำๆ 2 คน สัญญาณชีพอื่นๆ ปกติ รับประทานอาหารปกติได้ดี ไม่มีอาการผิดปกติอื่น รอให้ยาปฏิชีวนะจนครบ 7 วัน   และกลุ่มที่ 3 จำนวน 5 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 อาการทั่วไปปกติ รับประทานอาหารปกติได้ดี มีไข้ 3 คน แนวโน้มไข้ลดลง สัญญาณชีพอื่นๆ ปกติ สำหรับ 3 รายที่มีอาการปวดหูร่วมกับหูอื้อ ตรวจร่างกายเพิ่มเติมพบมีภาวะติดเชื้อที่บริเวณหูชั้นกลางได้ให้ยารักษาอาการ และรอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน   สำหรับด้านจิตใจของผู้ป่วยและญาติ ทีมจิตแพทย์ของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้ให้การดูแลจิตใจญาติที่จุดบริการบริเวณหน้าถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งแต่เริ่มค้นหา และเริ่มให้การดูแลจิตใจผู้ป่วยทันทีที่ออกจากถ้ำ และดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล ทุกคนไม่มีความเครียด นอนหลับได้ดี   นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยซีลทั้ง 4 นาย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้ให้การดูแลใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ตรวจร่างกายเบื้องต้น ทั้งผลเลือดและเอกซเรย์ปอดปกติ และได้ไปรับการดูแลต่อที่โรงพยาบาลในสังกัด   ทั้งนี้ ภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ถ้ำหลวงฯ ทั้งจากส่วนราชการและอาสาสมัคร ปฏิบัติตามคำแนะนำบัตรเฝ้าระวังโรค (health beware card) พักผ่อนอยู่ที่บ้าน ดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง งดการออกไปร่วมสังสรรค์หรือมีกิจกรรมนอกบ้าน และสังเกตอาการผิดปกติ หากมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก ให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที และขอให้ทุกฝ่ายสบายใจ   ด้านการรักษาพยาบาลทั้งร่างกายและจิตใจ ทีมแพทย์ จิตแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ยังคงดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอคาเดมีและโค้ชทั้ง 13 คนแข็งแรงปลอดภัยกลับสู่ครอบครัว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8fH6HjuSgJk

 6,602
สังคม-อาชญากรรม
02 พ.ค. 61

สธ.พร้อมเยียวยา รพ.ส่งผู้ป่วยกลับบ้านผิดคน สุดท้ายเสียชีวิตคู่ ชี้อาการหนักอยู่แล้ว-ญาติจำหน้าผิด

นครปฐม-โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม แถลงข่าวสาเหตุจากรับคนไข้กลับบ้านผิดตัว จนเกิดเหตุเสียชีวิต   เนื่องด้วยมีรายงานการเจ็บป่วยของนางละออ สุรนันทน์ อายุ 83 ปีก็รับไว้โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2561 แพทย์ตรวจพบผู้ป่วยมีอาการไข้ อ่อนเพลียมาก มีอาการสมองฝ่อ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และติดเชื้อในกระแสโลหิต ต้องให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อยาแก้ภาวะผิดปกติ ให้ออกซิเจน    ต่อมานางละออ มีอาการเหนื่อยมากขึ้นอีกจึงได้เพิ่มออกซิเจน ทางพยาบาลได้สอบถามญาติที่มาเยี่ยมว่า เป็นอะไรกับคนไข้และผู้มาเยี่ยมตอบว่าเป็นลูกสาวกับลูกชาย ทางพยาบาลได้รายงานอาการและขอคำยืนยันได้เจตนาจำนงค์เรื่องที่จะใส่ช่วยท่อหายใจ ญาติยืนยันไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ และขอรับผู้ป่วยกลับก็ไปดูแลต่อที่บ้าน พยาบาลได้ดำเนินการให้รับกลับโดยได้ลงรายชื่อไม่สมัครอยู่ แต่พยาบาลได้ให้ข้อมูลเรื่องการดูแล และผู้ป่วยในระหว่างรอการเดินทาง และถึงแก่กรรมในที่สุด   ทางด้าน ดร.นพ.พิศิษฐ์  ศรีประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องนี้ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ ผิดพลาดไม่ได้ตรวจสอบการรับผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ป่วยทั้งสองคนเป็นหญิงอายุ 83 ปี เหมือนกัน มีอาการป่วยวิกฤต ทางแพทย์ที่รักษาได้แจ้งให้ญาติทราบว่า ทำรักษาได้เพียงประคองอาการไปเท่านั้น และต้องเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจเพิ่ม ทางญาติของครอบครัวทั้งสองจึงไม่ขอรับการเจาะคอเพิ่ม เพราะต้องการให้ผู้ป่วยจากไปแบบไม่ทรมาน   โดยครอบครัวของนางละออ มีความประสงค์จะให้ผู้ป่วยสิ้นลมหายใจที่โรงพยาบาล แต่อีกครอบครัวหนึ่งต้องการนำผู้ป่วยไปสิ้นลมหายใจที่บ้านอ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี   วันเกิดเหตุครอบครัวของผู้ป่วยอีกคน ส่งญาติมารับผู้ป่วยเพื่อกลับบ้านเกิดที่ อ.บ้านโป่ง พอมาถึงพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองคนมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน พักเตียงใกล้กัน ทางญาติก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในตึกนั้น และนำผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล เวลา 07.30 น. จากนั้นช่วงเวลา 09.40 น. เจ้าหน้าที่ดูแลประจำแผนกพบว่ามีการส่งตัวผู้ป่วยผิดคน จึงประสานญาติ และนำรถโรงพยาบาลไปรับผู้ป่วยที่รับผิดตัวระหว่างทางกลับมาโรงพยาบาล จากนั้น นางละออ ผู้ป่วยที่รับผิดไป ก็เสียชีวิตในวันต่อมา ส่วนผู้ป่วยที่ญาติประสงค์จะรับกลับไปที่ อ.บ้านโป่ง ก็เสียชีวิตเหมือนกัน   ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่  ที่ไม่ละเอียดรอบคอบ แต่ส่วนหนึ่งก็ทางญาติที่มารับก็ต้องรู้ว่าผู้ป่วยที่จะมารับคือคนไหน ชื่ออะไร เพราะผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตและแก่ชรา จะมีใบหน้าคล้ายๆกัน ทางญาติก็มีหลายคน จึงทำให้ญาติเข้าใจผิดคนได้   ทั้งนี้ ตนได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ ที่ประมาท ดำเนินการผิดพลาด พร้อมสั่งปรับปรุงระบบพัฒนาการรับผู้ป่วยกลับบ้านอย่างเข้มงวด   สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปเยียวยาและขอโทษกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งสองครอบครัวแล้ว และพร้อมจะรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ด้านสาธารณสุขต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/99fXIOQ02WU  

 19,133
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 61

สธ. แนะคาถา 5 ป ยันต์กันภัยวัยรุ่นสาว ป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องในวันแห่งความรัก

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แนะคาถา 5 ป. เปิด โป๊ ปล่อย ปฏิเสธ และป้องกัน เป็นยันต์กันภัยวัยรุ่นสาวป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์   นายชาญยุทธ พรหมประพัฒน์ ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรัก ในการมอบสิ่งดีๆ ให้กับครอบครัว และคนรัก ซึ่งค่านิยมในการให้ความรักที่เป็นความเชื่อผิดๆ คือ การมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ ส่งผลก่อให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร จากสถานการณ์ของสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ร้อยละของนักเรียนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ปี 2559 พบว่า 1 ใน 4 ของนักเรียนชายและ 1 ใน 5 ของนักเรียนหญิง ระดับชั้น ม.5 เคยมีเพศสัมพันธ์ และในนักเรียนระดับ ปวช. ชั้นปี 2 กว่าร้อยละ 40 เคยมีสัมพันธ์      จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงแนะนำให้วัยรุ่นสาว ยึดหลัก 5 ป. เป็นยันต์กันภัยไม่ปฏิบัติตามค่านิยมที่ต้องมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ คือ 1) ป.เปิด อย่าเปิดโอกาสให้ผู้ชายเข้าใกล้ 2) ป.โป๊ อย่าแต่งตัวโป๊ หรือล่อแหลม ล่อตาล่อใจ 3) ป.ปล่อย อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว และควรรักนวลสงวนตัว 4) ป.ปฏิเสธ ก้มหน้าก้มตาปฏิเสธอย่างเดียว และ 5) ป.ป้องกัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้ป้องกันไว้    พร้อมกันนี้ แนะว่าวันวาเลนไทน์สามารถมอบความรักและสิ่งดีๆ ด้วยการเป็นคนดีเป็นของขวัญล้ำค่าให้กับครอบครัว และคนที่เรารักได้  

 2,957
สังคม-อาชญากรรม
29 ม.ค. 61

ปลัด สธ. พบ 'หมอแสง' หารือขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมาย หลังผลิตยาสมุนไพรแก้มะเร็ง

ปลัด สธ. พบหมอแสง หารือกรณีขอขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน ผลิตยาสมุนไพรแก้มะเร็ง พร้อมกับดูเห็ดกระถินพิมาน         วันที่ 28 ม.ค. 61 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทีมงาน ได้เดินทางไปพบ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดปราจีนบุรี หรือ หมอแสง ที่บ้านพัก โดยมี นายนพพร โพธิรังสิยากร หัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายวิชาญ ชำนาญกุล หัวหน้าคณะในศาลชั้นต้นปราจีนบุรี เพื่อพบปะและพูดคุย หลังจากที่ นายแสงชัย ผลิตสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง จนมีผลการรักษาของผู้ป่วยได้ผลมาขอรับยาสมุนไพรมากขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อให้การดำเนินการผลิต และแจกสมุนไพรถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด นายแสงชัย ได้ทำการขอขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน        ส่วนกรมการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในการทำวิจัย และนำสมุนไพรส่งพิสูจน์หาประสิทธิภาพของสมุนไพร ซึ่งการขออนุญาตขึ้นทะเบียนใช้เวลาเกิน 3 เดือน นายแสงชัย ได้ประกาศว่าจะหยุดการผลิตแจกยาสมุนไพร จนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทีมงาน มาพูดคุยถึงทิศทาง และผลการขออนุญาตในวันนี้ว่า ผลการขออนุญาตน่าจะทราบผลในทางที่ดี ซึ่งหากได้รับอนุญาต จะมีการขึ้นทะเบียนปีต่อปี และจากการเจรจาครั้งนี้ ทราบว่า นายแสงชัย แหเลิศตระกูล ยินดีที่จะผลิตสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง.  

 1,640
สังคม-อาชญากรรม
08 ม.ค. 61

สธ.ยอมถอย! สั่งยกเลิกประกาศห้ามชาร์จแบตมือถือ ในสถานที่ราชการ

จากกรณีมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ห้ามชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก   ล่าสุด วันที่ 7 มกราคม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าขณะนี้ได้ลงนามประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2561 เรื่องยกเลิกมาตรการป้องกันกรณีใช้ทรัพย์สินของทางราชการลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมาตรการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่หลายคนกังวล โดยหลังจากยกเลิกแล้ว ก็จะนำกลับมาทบทวนโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าประกาศเรื่องดังกล่าวจะออกมาเป็นเช่นใดต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ER2Vw6qwchs  

 9,552
สังคม-อาชญากรรม
28 ธ.ค. 60

สธ.จับมือ ตร.ตั้งด่านเข้มช่วงปีใหม่ จับตรวจเลือดหากเมาแล้วขับ

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับตำรวจ สร้างความปลอดภัยทางถนน ตรวจตราการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเร่งครัด ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 28 ธ.ค. 2560 - 3 ม.ค. 2561   โดยจะมีตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ ผู้ขับขี่ทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากไม่ประมาทก็อาจโดนโทษเมาแล้วขับ หรือหากประมาทด้วยก็จะเป็นโทษ 2 เด้ง ซึ่งหากเมาแล้วขับผู้ขับขี่ ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง เพราะประกันภัยจะไม่เคลม   เบื้องต้นหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น จะตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจก่อน แต่หากบาดเจ็บต้องส่ง รพ.ก็จะทำหนังสือส่งแพทย์ในการเจาะเลือดตรวจแอลกอฮอล์ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบสำนวนสอบสวน ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวที่ทำช่วงปีใหม่นี้มีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียต่างๆ ลงได้ ก็จะเสนอกระทรวงให้ดำเนินการตรวจเลือดวัดแอลกอฮอล์เป็นการถาวร คือเมื่อเกิดอุบัติเหตุจะตรวจทั้งหมด นอกจากนี้ จะเข้มในเรื่องดื่มแล้วโดยเฉพาะถนนสายรอง และเอาผิดร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เยาวชนที่อายุไม่ถึง 20 ปีด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jSbbZY00aK0    

 6,428
บันเทิง
23 มิ.ย. 60

'ตูน บอดี้สแลม' เข้าพบ สธ. วางแผนวิ่งจากเหนือ-ใต้ ระดมทุนช่วย รพ.

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าตูน บอดี้สแลม หรือนายอาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องชื่อดัง ได้ขอเข้าพบด่วนเพื่อหารือถึงการขอร่วมกิจกรรมวิ่ง ระดมทุนหารายได้ให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ.จัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ วางแผนวิ่งจากใต้ไปเหนือ หลังเมื่อปีที่แล้วได้จัดโครงการวิ่งคนก้าวไปยังโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาแล้ว ทั้งนี้ต้องรอรายละเอียดความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-Ca7FKEU0mo  

 10,701
ประชาสัมพันธ์
23 พ.ค. 60

กรมอนามัยเผย ตู้น้ำหยอดเหรียญเกือบครึ่งไม่ผ่านเกณฑ์

           กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลคุณภาพน้ำบริโภคจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 40 แนะประชาชนเลือกใช้ตู้น้ำที่สะอาด ได้มาตรฐาน ลดปัจจัยเสี่ยงโรคต่างๆ                          นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สถานการณ์คุณภาพน้ำบริโภคจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญของกรมอนามัย พบว่า ในปี 2559 มีน้ำบริโภคจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 40 ซึ่งสาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์ คือพบแบคทีเรีย ความเป็นกรด-ด่าง สี และความขุ่น ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนได้ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วง โรคระบบทางเดินอาหาร โรคบิด เป็นต้น ประชาชนจึงควรเลือกใช้บริการตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ได้มาตรฐาน โดยสังเกตสภาพของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญทั้งภายในและภายนอก ตัวตู้จะต้องสะอาด ไม่สกปรก ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน ไม่ผุกร่อนหรือเป็นสนิม จุดติดตั้งต้องมีความสะอาดโดยรอบ ตั้งอยู่บนพื้นที่เหมาะสม ไม่ตั้งอยู่ใกล้สถานที่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูล ช่องรับน้ำภายในตู้ต้องสะอาด มีฝาปิดมิดชิด ไม่เป็นคราบสกปรก ปราศจากฝุ่นละอองและคราบอื่นใด หัวจ่ายน้ำต้องเป็นวัสดุที่เหมาะสม เช่น สแตนเลส ไม่ควรเป็นท่อพลาสติกหรือสายยาง และที่สำคัญต้องสะอาดไม่เป็นตะไคร่หรือมีสิ่งสกปรกบริเวณหัวจ่ายน้ำ สังเกตสี กลิ่นและรสชาติของน้ำ จะต้องไม่ผิดปกติจากที่เคยใช้เป็นประจำ ด้านหน้าของตู้ต้องติดฉลากแสดงการแนะนำการใช้งาน รวมทั้งมีสติ๊กเกอร์การตรวจรับรองที่มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ และต้องระบุชื่อผู้ตรวจ ชื่อบริษัท วันเวลาที่มาตรวจอย่างชัดเจน               ทั้งนี้หากประชาชนพบตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ไม่มีคุณภาพ มีสภาพชำรุด หรือสงสัยว่าน้ำที่ได้จากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญนั้น ไม่สะอาดอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรค สามารถแจ้งไปยังราชการส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้เข้ามาตรวจสอบและดูแลได้ เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของราชการส่วนท้องถิ่นในการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายการสาธารณสุข      

 5,003
สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ค. 60

สธ.เรียกประชุมด่วน หลังพยาบาลขู่ลาออก เหตุไม่ได้บรรจุกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง

กรณีเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพ ลูกจ้างชั่วคราว ขู่ลาออกยกกระทรวงในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่อนุมัติอัตราข้าราชการครั้งใหม่ ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ 10,992 อัตรา  โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) นำตำแหน่งว่างที่มีอยู่และตำแหน่งที่จะว่างในอนาคตมาบริหารจัดการแทนนั้น   ด้าน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.) กล่าวว่าตำแหน่งที่ สธ. ขอให้พยาบาล จำนวน 10,992 อัตราเป็นการขอในระยะเวลา 3 ปี ไม่ใช่การบรรจุในปีเดียว ซึ่งขณะนี้มีอัตราว่างอยู่ 11,026 ตำแหน่ง ซึ่งอัตรานี้ไม่ใช่แค่พยาบาลอย่างเดียว แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร วิชาชีพสาธารณสุขทั้งหมด จริงๆ แล้วดูเหมือนเยอะ แต่ สธ. มีบุคลากรทั้งหมดอยู่ประมาณ 4 แสนคน ซึ่ง 10,000 จาก 4 แสน คือ ประมาณ 5% เท่านั้น คปร. จึงเห็นว่า สธ. น่าจะนำมาบริหารอัตราว่างให้เหลือน้อยที่สุด โดยหลังจากบริหารจัดการภายในแล้วคาดว่าจะลดเหลือประมาณ 2 - 3%   ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก พอมติ ครม. ออกมา ท่านก็ส่งโน้ตให้กับตนทันที ระบุ เราต้องบริหารจัดการให้เต็มที่ก่อนแล้วขาดแค่ไหนอย่างไร หรือมีปัญหาก็ขอไปใหม่ได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RMxJhLiaQYE      

 75,359
การเมือง
07 เม.ย. 60

สธ.เผย นายกฯอนุมัติงบกลาง 5,000 ล้าน ช่วยเหลือโรงพยาบาลขาดทุน

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาภาวะรพ.ขาดทุนว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี   ผู้แทนสำนักงบประมาณ  ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความห่วงใยในเรื่องนี้ และเข้าใจปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องของการขาดสภาพคล่อง งบบำรุงโรงพยาบาลที่เริ่มร่อยหลอ ภาระจ่ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบที่อัตราเงินงบประมาณรายหัวต่อประชากรที่ไม่สามารถเพิ่มได้เต็มอัตรา จึงได้อนุมัติงบกลาง 5,000  ล้านบาท เพื่อนำเงินมาเติมบรรเทาการขาดสภาพคล่อง ถือเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนแบบเฉพาะหน้า และยังต้องติดตามผลในระยะยาวจากวงเงินช่วยเหลือนี้ ต่อไปถึงไตรมาส 3  และ 4   นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ในระยะยาวการยังต้องมีการปฏิรูประบบสุขภาพ ทั้งระบบ ปรับระบบหลักประกันสุขภาพ การเงินการคลัง   และทำอย่างไรให้รพ.สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนแท้จริง แต่ขณะนี้ยังไม่ขอลงรายละเอียด เพราะยังต้องมีการหารือเพิ่ม กับหน่วยงานอื่น  ทั้งโรงเรียนแพทย์ และอื่นๆ ส่วนการแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องในอดีต ที่ติดตัวแดงวิกฤตหนักระดับ 7 หลายแห่งนั้น และสามารถบรรเทา จนเหลือ 5 แห่งที่มีการวิกฤตหนักในระดับ 7  มีด้วยกัน 2 แนวทาง 1. จะต้องมีการปรับการบริการจัดการให้มีประสิทธิภาพ และ 2. จะต้องเติมเงิน ไปในระบบ   ที่มา – มติชน

 6,871
สังคม-อาชญากรรม
24 พ.ย. 59

สธ.ชี้ ดื่มเหล้าแก้หนาวเป็นความเชื่อที่ผิด เสี่ยงช็อคเสียชีวิตฉับพลัน

สาธารณสุขเตือนนักดื่มที่เข้าใจผิดว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายอบอุ่นในเวลาสัมผัสอากาศหนาวว่า เป็นการเข้าใจในที่ผิดๆ และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก แต่ละปีมีสถิติผู้เสียชีวิตจากความเชื่อดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งการดื่มเหล้ามาก ก็จะทำให้หลอดเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนังเกิดการขยายตัว ทำให้ผู้ดื่มจะรู้สึกร้อนวูบวาบ เหมือนว่าร่างกายอบอุ่นขึ้น ซึ่งการดื่มเหล้ามากขึ้นเท่าใดความร้อนก็จะถูกเผาผลาญออกจากร่างกายมากขึ้นไปด้วย ผลตามมาก็คือทำอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ หากเผลอนอนหลับไปทำให้ร่างกายสัมผัสอากาศเย็นเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ช็อคและเสียชีวิตได้ในที่สุด ขอเตือนประชาชนในช่วงฤดูหนาว ก็ควรทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ในที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BARMgLNtGwQ  

 1,393

Top