ค้นหา :

ผลการค้นหา "สื่อมวลชน"

สังคม-อาชญากรรม
03 พ.ค. 61

3 สมาคมสื่อออกแถลงการณ์วันเสรีภาพสื่อโลก เรียกร้องปลดล็อกคำสั่งคสช.จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน-สื่อ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ นำโดยนายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ร่วมกันออกแถลงการณ์เนื่องในวันเสรีภาพวันสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม 2561 ย้ำจุดยืนให้สื่อทุกแขนงยึดมั่นในหลักวิชาชีพ ป้องกันผู้มีอำนาจแทรกแซงการทำหน้าที่ เรียกร้องให้คสช. ปลดล็อกคำสั่งคสช. ที่จำกัดเสรีภาพประชาชนและสื่อ ให้ประชาชนระมัดระวังการเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะข่าวปลอมหรือ Fake News ที่มีการเสนอบนพื้นที่สื่อออนไลน์จำนวนมาก ขณะเดียวกันสื่อก็ต้องพร้อมยอมรับการถูกตรวจสอบจากสังคมด้วยเช่นกัน    ขณะที่การเสวนาในหัวข้อ "ปลดคำสั่ง 0.4 เดินหน้าเสรีภาพประชาชน" ที่มีนักกฎหมาย ทนายความ และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ต่างเห็นตรงกันว่าคำสั่งคสช. ที่ออกมาในช่วงการทำรัฐประหาร หลายฉบับกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และกระทบต่อเสรีภาพประชาชน โดยมีประชาชนกว่า 2,000 คน ต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งมีการพิจารณาคดีชั้นเดียว ไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา ขณะที่สื่อเองก็ได้รับผลกระทบจากการถูกควบคุมและถูกลงโทษจากคำสั่ง คสช. ถึง 52 ครั้ง และยังมีการออกกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ควรเป็นความมั่นคงทางโครงสร้าง ไม่ใช่มาจำกัดเนื้อหาและถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ    นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ยังมีผลกระทบต่อประชาชน เพราะปัจจุบันมีข่าวปลอมหรือ Fake News จำนวนมาก และในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น สื่อออนไลน์จะถูกใช้ในการหาเสียง ดังนั้นการเสพสื่อจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะแชร์หรือเชื่อถือข้อมูลควรจะมีการตรวจสอบ โดยสมาคมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ได้เปิดช่องทางสำหรับการตรวจสอบข่าวจริง-ข่าวปลอมให้ประชาชนตรวจสอบที่ www.sonp.or.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสมาคมฯ ด้วย

 973
การเมือง
03 ม.ค. 61

นักข่าวทำเนียบงดตั้งฉายา รบ. นายกฯขอสื่อช่วยสร้างปรองดองปี 61

ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลแจงเหตุผลงดตั้งฉายารัฐบาลปี 2560 เพราะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย บรรยากาศทางการเมืองยังไม่ปกติ การตั้งฉายาอาจถูกนำไปขยายความขัดแย้งได้   ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ในปีใหม่นี้ ขอให้สื่อมวลชนช่วยทำให้เป็นปีแห่งความสุข เพราะปีที่ผ่านมา ทุกคนได้ผ่านเรื่องที่เศร้าโศกเสียใจมาตลอดทั้งปี และก่อนหน้านั้น ก็มีปัญหาความวุ่นวายมาเป็นเวลานาน ดังนั้นหลังปีใหม่จะต้องช่วยกันคิด ว่าจะร่วมมือกันอย่างไร ในเรื่องการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งสื่อมวลชนถือว่าเป็นส่วนสำคัญ และฝากให้ช่วยกันทำให้ประชาชนมีความสุข อยู่กับครอบครัวและเดินทางได้โดยไม่มีความวิตกกังวลกับสถานการณ์บ้านเมือง   ทั้งนี้ ตนเองไม่ได้มีปัญหากับสื่อ และขอให้สื่อนำเสนอแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นความสุข เชื่อว่าหลังจากนี้สิ่งต่างๆก็จะดีขึ้น ผลจากการทำงานและแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาลจะเริ่มปรากฏ แม้บางอย่างอาจไม่เห็นผลรวดเร็ว เพราะปัญหาของประเทศมีหลายอย่างทับซ้อนกันอยู่ แต่รัฐบาลก็มีความรับผิดชอบและมุ่งมั่นที่จะพยายามทำให้รวดเร็วขึ้น และขอฝากสื่อมวลชน ช่วยกันลดปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมไทย เพราะบางครั้งการจัดรายการข่าวโดยให้คนโต้เถียงกันในเรื่องเล็กน้อย ที่คนไม่กี่คนทะเลาะกัน จะเป็นปัญหา เพราะคนส่วนใหญ่ได้ตัดสินไปแล้วว่าใครถูกผิด โดยไม่สนใจหลักฐาน   เมื่อตำรวจตัดสิน ก็บอกว่าไม่ตรงตามหลักฐาน กลายเป็นว่าตำรวจผิด ดังนั้นสื่อมวลชนควรระวังในการนำเสนอให้ช่วยกันดูว่าเรื่องใดทำได้หรือทำไม่ได้ หรือประชาชนมีปัญหาติดขัดตรงจุดใด ก็ให้ช่วยสื่อสารมายังรัฐบาล เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Gjyq_oUvUKw    

 7,768
การเมือง
17 ต.ค. 60

'ออมสิน' เปิดศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ หอประชุม มธ.ท่าพระจันทร์

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปิดศูนย์สื่อมวลชนฯ เพื่อรองรับสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ในการบริการและอำนวยสะดวกด้านการนำเสนอข่าว   โดยศูนย์สื่อมวลชนฯ เปิดทำการวันที่19 ต.ค.2560 เป็นวันแรก โดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบตลอดช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯเพื่อให้สื่อที่เข้าติดตามทำข่าวตามหมายกำหนดการ ซึ่งภายในศูนย์ได้จัดเตรียมจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่2จอเพื่อรับชมสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและยังสามารถรับชม รับฟังได้จากวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรือ เว็ปไชต์ www.kingrama9.th , พร้อมทั้งจัดเตรียมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไว้บริการ , ระบบแปล2ภาษา สำหรับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อีกทั้งยังได้จัดทำคู่มือเพื่อเป็นแนวทางการนำเสนอข่าวที่เหมาะสมและถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สำนักนายกฯยังขอความร่วมมือสื่อมวลชนที่เข้าร่วมปฏิบัติงานได้แสดงบัตรประจำตัวที่ออกโดยกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/igjvuoBr47w    

 1,653
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
17 ต.ค. 60

'ออมสิน' เปิดศูนย์สื่อมวลชนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ หอประชุม มธ.ท่าพระจันทร์

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปิดศูนย์สื่อมวลชนฯ เพื่อรองรับสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ในการบริการและอำนวยสะดวกด้านการนำเสนอข่าว   โดยศูนย์สื่อมวลชนฯ เปิดทำการวันที่19 ต.ค.2560 เป็นวันแรก โดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบตลอดช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯเพื่อให้สื่อที่เข้าติดตามทำข่าวตามหมายกำหนดการ ซึ่งภายในศูนย์ได้จัดเตรียมจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่2จอเพื่อรับชมสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและยังสามารถรับชม รับฟังได้จากวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรือ เว็ปไชต์ www.kingrama9.th , พร้อมทั้งจัดเตรียมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไว้บริการ , ระบบแปล2ภาษา สำหรับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อีกทั้งยังได้จัดทำคู่มือเพื่อเป็นแนวทางการนำเสนอข่าวที่เหมาะสมและถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สำนักนายกฯยังขอความร่วมมือสื่อมวลชนที่เข้าร่วมปฏิบัติงานได้แสดงบัตรประจำตัวที่ออกโดยกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/igjvuoBr47w    

 1,653
สังคม-อาชญากรรม
10 ต.ค. 60

ปิดการจราจร 5 จุดให้เดินเท้าเข้างานพระราชพิธีฯ เริ่ม ตี 5 วันที่ 25 ต.ค. ห้ามเฟซบุ๊กไลฟ์พระราชพิธีฯ

คณะกรรมการการประชุมกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (กอร.พระราชพิธีฯ) ชี้แจงว่าจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องการมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยจะมีรถชัตเตอร์บัส รับ-ส่ง ประชาชนจากสถานีรถไฟ ท่าเรือ จุดจอดรถขนส่งมวลชน กว่า 10 จุด เพื่อนำประชาชนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ซึ่งกำหนดจุดรวมพลไว้ 5 จุดที่ประชาชนจะต้องเดินเท้าเข้าสู่บริเวณสนามหลวง เพื่อผ่านจุดคัดกรอง 9 จุด คือ   1.สนามม้านางเลิ้ง 2.ด้านหน้าบ้านมนังคศิลา 3.หน้าสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง 4.แยกอรุณอัมรินทร์ 5.แยกวิสุทธิกษัตริย์   ทั้งนี้มีการประเมินว่าตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอกจนถึงสนามหลวง มีพื้นที่ 150,000 ตารางเมตร สามารถรองรับประชาชนได้ 2 แสนถึง 5 แสนคน และคาดว่าจะมีประชาชนที่สามารถชื่นชมพระราชพิธีอย่างใกล้ชิด ราว 4-5 หมื่นคน โดยตั้งแต่ 05.00 น. ของวันที่ 25 ต.ค.60 จะเปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนเข้าสู่พื้นที่ด้านในสนามหลวง ซึ่งทุกคนจะต้องพกบัตรประจำตัวประชาชนมาเพื่อเป็นการแสดงตนหากไม่มีเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ผ่าน และจะอนุญาตให้ประชาชนอยู่ยาวจนถึงเช้าวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งจะเริ่มพระราชพิธีในเวลา 07.00 น.   อย่างไรก็ตามจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลประชาชนที่อยู่ภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวงให้ได้ความสะดวกสบายมากที่สุด แต่ทั้งนี้เกรงว่าหากประชาชนที่ผ่านจุดคัดกรองเข้ามาแล้วหากจะออกจากพื้นที่ไป ก็จะต้องเสียสิทธิ์เนื่องจากมีประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้มีการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ, เส้นทางฉุกเฉิน และเส้นทางเดินเท้าของประชาชน อย่างชัดเจน   สำหรับข้อสงสัยกรณีที่สื่อสามารถถ่ายทอดริ้วขบวนพิธีทางเฟซบุ๊กไลฟ์ได้หรือไม่นั้น ถ้าเป็นประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จฯสามารถทำได้ รวมถึงถ่ายภาพนิ่งหรือถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ แต่ประชาชนก็คงทำได้ลำบาก เพราะบางพื้นที่มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นสื่อมวลชนที่อยู่บนอัฒจันทร์ ไม่สามารถเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ โดยทำได้แค่ถ่ายภาพนิ่ง และถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่แจ้งไว้   ถ้าต้องการภาพปัจจุบันที่เป็นเหตุการณ์สดสามารถทำได้วิธีเดียวคือการเกี่ยวสัญญาณของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเท่านั้น กรณีที่มีประชาชนเฟซบุ๊กไลฟ์แล้วสำนักข่าวต่างๆ ไปแชร์เฟซบุ๊กไลฟ์นั้นก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะการที่ต้องถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เนื่องจากไม่ต้องการให้ต่างคนต่างถ่าย ซึ่งจะควบคุมคุณภาพไม่ได้   ทั้งนี้จะไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่ไปทำหน้าที่อยู่นอกอัฒจันทร์ โดยสื่อมวลชนจะอยู่ได้แค่ 2 แห่งคืออัฒจันทร์ และศูนย์ประชุมม.ธรรมศาสตร์ ทั้งวันซักซ้อมวันที่ 15 ต.ค. ซ้อมใหญ่เสมือนจริงวันที่ 21 ต.ค. รวมถึงวันที่ 25-30 ต.ค. สื่อมวลชนต้องอยู่บนอัฒจันทร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ได้ปิดพื้นที่เพื่อทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ส่วนจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาซึมซับบรรยากาศก่อนวันจริงได้หรือไม่นั้น ทางกอร.พระราชพิธีฯ จะมีการหารือกันอีกครั้ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GCxnmB7msF4    

 4,247
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
10 ต.ค. 60

ปิดการจราจร 5 จุดให้เดินเท้าเข้างานพระราชพิธีฯ เริ่ม ตี 5 วันที่ 25 ต.ค. ห้ามเฟซบุ๊กไลฟ์พระราชพิธีฯ

คณะกรรมการการประชุมกองอำนวยการร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (กอร.พระราชพิธีฯ) ชี้แจงว่าจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องการมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยจะมีรถชัตเตอร์บัส รับ-ส่ง ประชาชนจากสถานีรถไฟ ท่าเรือ จุดจอดรถขนส่งมวลชน กว่า 10 จุด เพื่อนำประชาชนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ซึ่งกำหนดจุดรวมพลไว้ 5 จุดที่ประชาชนจะต้องเดินเท้าเข้าสู่บริเวณสนามหลวง เพื่อผ่านจุดคัดกรอง 9 จุด คือ   1.สนามม้านางเลิ้ง 2.ด้านหน้าบ้านมนังคศิลา 3.หน้าสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง 4.แยกอรุณอัมรินทร์ 5.แยกวิสุทธิกษัตริย์   ทั้งนี้มีการประเมินว่าตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอกจนถึงสนามหลวง มีพื้นที่ 150,000 ตารางเมตร สามารถรองรับประชาชนได้ 2 แสนถึง 5 แสนคน และคาดว่าจะมีประชาชนที่สามารถชื่นชมพระราชพิธีอย่างใกล้ชิด ราว 4-5 หมื่นคน โดยตั้งแต่ 05.00 น. ของวันที่ 25 ต.ค.60 จะเปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนเข้าสู่พื้นที่ด้านในสนามหลวง ซึ่งทุกคนจะต้องพกบัตรประจำตัวประชาชนมาเพื่อเป็นการแสดงตนหากไม่มีเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ผ่าน และจะอนุญาตให้ประชาชนอยู่ยาวจนถึงเช้าวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งจะเริ่มพระราชพิธีในเวลา 07.00 น.   อย่างไรก็ตามจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลประชาชนที่อยู่ภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวงให้ได้ความสะดวกสบายมากที่สุด แต่ทั้งนี้เกรงว่าหากประชาชนที่ผ่านจุดคัดกรองเข้ามาแล้วหากจะออกจากพื้นที่ไป ก็จะต้องเสียสิทธิ์เนื่องจากมีประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้มีการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ, เส้นทางฉุกเฉิน และเส้นทางเดินเท้าของประชาชน อย่างชัดเจน   สำหรับข้อสงสัยกรณีที่สื่อสามารถถ่ายทอดริ้วขบวนพิธีทางเฟซบุ๊กไลฟ์ได้หรือไม่นั้น ถ้าเป็นประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จฯสามารถทำได้ รวมถึงถ่ายภาพนิ่งหรือถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ แต่ประชาชนก็คงทำได้ลำบาก เพราะบางพื้นที่มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นสื่อมวลชนที่อยู่บนอัฒจันทร์ ไม่สามารถเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ โดยทำได้แค่ถ่ายภาพนิ่ง และถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่แจ้งไว้   ถ้าต้องการภาพปัจจุบันที่เป็นเหตุการณ์สดสามารถทำได้วิธีเดียวคือการเกี่ยวสัญญาณของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเท่านั้น กรณีที่มีประชาชนเฟซบุ๊กไลฟ์แล้วสำนักข่าวต่างๆ ไปแชร์เฟซบุ๊กไลฟ์นั้นก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะการที่ต้องถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เนื่องจากไม่ต้องการให้ต่างคนต่างถ่าย ซึ่งจะควบคุมคุณภาพไม่ได้   ทั้งนี้จะไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่ไปทำหน้าที่อยู่นอกอัฒจันทร์ โดยสื่อมวลชนจะอยู่ได้แค่ 2 แห่งคืออัฒจันทร์ และศูนย์ประชุมม.ธรรมศาสตร์ ทั้งวันซักซ้อมวันที่ 15 ต.ค. ซ้อมใหญ่เสมือนจริงวันที่ 21 ต.ค. รวมถึงวันที่ 25-30 ต.ค. สื่อมวลชนต้องอยู่บนอัฒจันทร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ได้ปิดพื้นที่เพื่อทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ส่วนจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาซึมซับบรรยากาศก่อนวันจริงได้หรือไม่นั้น ทางกอร.พระราชพิธีฯ จะมีการหารือกันอีกครั้ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GCxnmB7msF4    

 4,247
สังคม-อาชญากรรม
03 ต.ค. 60

'ออมสิน' ตรวจความพร้อมการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำเจ้าหน้าที่และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม การจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน (Main Press Center) ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ศูนย์สื่อมวลชน และศูนย์ถ่ายทอดวิทยุโทรทัศน์ และศูนย์ถ่ายทอดวิทยุกระจายเสียง หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์   โดยภาพรวมของการจัดเตรียมสถานที่ถือว่ามีความเรียบร้อยดี ซึ่งสามารถรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยในส่วนของการผลิตเนื้อหาของสื่อวิทยุ จะดำเนินการโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ส่วนการผลิตเนื้อหาของสื่อโทรทัศน์ จะดำเนินการโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หรือ ทีวีพูล   ซึ่งสื่อต่างประเทศจะต้องรับสัญญาณภาพจากทีวีพูลเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ผลิตภาพ เพื่อทำการออกอากาศสดได้เอง เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีการนำเสนอภาพ หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม   อย่างไรก็ตามสำหรับศูนย์สื่อมวลชน จะมีการเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y-P08w9z63s

 1,235
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
03 ต.ค. 60

'ออมสิน' ตรวจความพร้อมการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำเจ้าหน้าที่และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม การจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชน (Main Press Center) ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ศูนย์สื่อมวลชน และศูนย์ถ่ายทอดวิทยุโทรทัศน์ และศูนย์ถ่ายทอดวิทยุกระจายเสียง หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์   โดยภาพรวมของการจัดเตรียมสถานที่ถือว่ามีความเรียบร้อยดี ซึ่งสามารถรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยในส่วนของการผลิตเนื้อหาของสื่อวิทยุ จะดำเนินการโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ส่วนการผลิตเนื้อหาของสื่อโทรทัศน์ จะดำเนินการโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หรือ ทีวีพูล   ซึ่งสื่อต่างประเทศจะต้องรับสัญญาณภาพจากทีวีพูลเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ผลิตภาพ เพื่อทำการออกอากาศสดได้เอง เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีการนำเสนอภาพ หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม   อย่างไรก็ตามสำหรับศูนย์สื่อมวลชน จะมีการเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y-P08w9z63s

 1,235
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.ย. 60

นักข่าวภาคสนามจี้สมาคมนักข่าวตรวจสอบ บิ้กสื่อคุกคามทางเพศผู้สื่อข่าวสาว

เกิดประเด็นว่ามีกลุ่มเฟซบุ๊กผู้สื่อข่าวสายการเมือง รวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์ กรณีมีผู้บริหารสำนักข่าวแห่งหนึ่ง คุกคามทางเพศนักข่าวหญิงในที่ทำงาน   ล่าสุด ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีหนังสือแถลงการณ์ออกมา ระบุว่า ทางสมาคมฯเห็นว่ากระแสข่าวดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรสื่อมวลชน และมีข่าวลือที่ขยายวงกว้างไม่ส่งผลดีต่อผู้เสียหาย จึงลงมติตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และขอให้กลุ่มสื่อมวลชน ระมัดระวังในการนำเสนอรวมถึงแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้   ขณะที่ทนายความจากผู้รับมอบอำนาจจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการเผยแพร่ข้อความของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ระบุว่าไม่สามารถเปิดเผยชื่อของลูกความที่มอบหมายให้ดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นนั้นมองว่ายังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้กระบวนการที่ท้วงติงตามจดหมายนั้นไม่มีเจตนาดิสเครดิตสมาคมฯ ที่อยู่ระหว่างตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ชี้เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท จี้สอบหนึ่งในกรรมการสมาคมฯ ผู้เผยแพร่ข้อความมีข้อเท็จจริงเพียงใด ฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่   น.ส หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สื่อข่าวภาคสนามที่คนแรกที่ลงชื่อ ให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกระแสข่าว ผู้บริหารสี่อคุกคามทางเพศกับพนักงานในสังกัดว่า เรื่องนี้จุดเริ่มต้นมาจากสื่อโชเชียล และคำบอกเล่าของเพื่อนๆนักข่าว ตนในฐานะที่เป็นผู้หญิงและผู้สื่อข่าวภาคสนาม จึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนๆนักข่าว ว่าเรื่องนี้น่าจะมีมูลความจริง แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าการคุกคามอยู่ในระดับใด ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในวงการสื่อ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการรณรงค์การคุกคามทางเพศ และต้องแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อมีคำตอบกับให้สังคม   จึงได้มีการรวบรวมรายชื่อให้สมาคมตรวจสอบ เพราะทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้เสียหายก็อยู่ในวงการสื่อด้วยกัน แต่ขณะนี้ได้ลาออกไปทำงานอื่นแล้ว ทั้งนี้ส่วนตัวไม่ได้สนิทกับผู้เสียหาย แต่จากคำบอกเล่าคนใกล้ชิดกับผู้เสียหาย ทราบว่า ขณะนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายมีความเครียดและผู้เสียหายต้องการให้เรื่องยุติ และไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเอาผิดกับคู่กรณี   อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเรื่องนี้เจ้าตัวจะติดใจเอาความหรือไม่ แต่ก็อยากให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ตรวจสอบ ว่ามันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในวงการสื่อหรือไม่ รวมถึงกรณีอื่นๆ เพื่อให้สังคม และเพื่อนๆสื่อตื่นตัวในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็เข้าใจสมาคมนักข่าว ฯ ต้องการที่จะลดกระแสวิพากวิจารณ์ในสังคม ก็ต้องทำความจริงให้ปรากฎ และฝากความหวังกับสมาคมด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pXgso_dTqRQ    

 5,813
การเมือง
07 ก.ย. 60

นายกฯยัวะผลโพล ลั่นต้องก้าวข้าม 'ทักษิณ' ได้แล้ว ตำหนิสื่อถามรายวัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี พบว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในรอบ 15 ปี ว่า     สังคมยังไม่สามารถก้าวข้ามนายทักษิณ ส่วนตัวก้าวพ้นไปนานแล้ว แต่มีหลายคนยังก้าวไม่พ้น รวมถึงสื่อที่นำเสนอข่าวทุกวัน แต่ตนเองลืมไปแล้ว เพราะเป็นของกฏหมายที่ต้องดำเนินการ ส่วนการก้าวไม่พ้นเพราะมีการสร้างการรับรู้ที่ทำให้ก้าวไม่พ้น ดังนั้นต้องลืมๆไปปล่อยให้กฏหมายดำเนินการ ไม่เช่นนั้นประเทศก็ไม่เดินหน้า ต้องช่วยกันอธิบายเหมือนที่ตนอธิบายกับต่างประเทศว่ามีความผิดอย่างไร   ส่วนจะผิดหรือถูกก็อยู่ในกระบวนการ แต่หากหนีไปก่อนก็พิจารณาไม่ได้ คดีก็ติดค้างอยู่เช่นนั้น ซึ่งย้ำว่าไม่ได้ไปไล่ลาใคร แต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาบริหารประเทศ รวมถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ขณะนี้ยังหาตัวไม่เจอ ตนก็ก้าวพ้นแล้ว โดยตนก้าวข้ามทุกคนที่เป็นความขัดแย้ง แต่ไม่ได้ก้าวข้ามหัว ไม่ได้ดูถูก แต่การก้าวข้ามคือการไม่นึกถึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะไม่ได้ทำแบบที่ถูกกล่าวหา   จึงขอให้สื่อคิดแบบตนด้วย จะได้ตั้งคำถามที่เกิดประโยชน์มากกว่าเดิม แต่สื่อกลับไม่เคยถาม อย่างไรก็ตามระหว่างการตอบคำถามสื่อในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมีอารมณ์หงุดหงิดและน้ำเสียงไม่พอใจ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GAUItyXTDEM    

 21,161
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.ย. 60

"ไม่หวังสื่อตะวันตกชอบแต่ขอบคุณที่เข้าใจ" จุฬาฯแถลงเดือด ย้ำรับความคิดต่าง ขอหยุดลำเอียง-โยงการเมือง

หลังเกิดกรณีการลงโทษทางวินัยแก่นิสิตรวม 5 คน ซึ่งรวมถึงนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จากกรณีความวุ่นวายในกิจกรรมถวายสัตย์ปฏิญาณตนของมหาวิทยาลัย ซึ่งผลการลงโทษดังกล่าวทำให้นายเนติวิทย์และเพื่อนรวม 5 คน พ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภานิสิตโดยปริยาย ทำให้เกิดการนำเสนอข่าวทั้งจากสื่อไทยและสื่อต่างชาติ   และในวันนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ต่อการนำเสนอข่าวเรื่องดังกล่าว โดยมุ่งประเด็นไปที่การนำเสนอข่าวของสื่อโดยเฉพาะสื่อตะวันตก เนื้อหาในแถลงการณ์ดังกล่าวใช้ถ้อยคำหนักแน่นกว่าแถลงการณ์ทุกฉบับที่ผ่านมา และเน้นย้ำว่าขอให้สื่อหยุดการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับประเด็นทางการเมืองและการควบคุมความคิดต่าง รวมทั้งไม่คาดหวังให้สื่อตะวันตกเห็นชอบกับวิธีการของมหาวิทยาลัย แต่ขอบคุณที่รายงานข่าวด้วยความเข้าใจในจุดยืนของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่   แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาดังต่อไปนี้   "เนื่องจากมีข้อเขียนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในสื่อไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับคำตัดสินลงโทษทางวินัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อกลุ่มนิสิตที่มีพฤติกรรมอันก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2560    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจกับกิจการภายในของจุฬาฯ แต่ขออนุญาตอธิบายชี้แจงข้อมูลบางประการเพื่อให้พิจารณาเพิ่มเติมดังต่อไปนี้   ประการแรก ในกรณีการลงโทษทางวินัยอื่นๆที่ผ่านมา จุฬาฯ มิได้เปิดเผยรายละเอียดคำตัดสินลงโทษต่างๆ ด้วยเกรงว่าจะส่งผลต่ออนาคตของนิสิตที่ถูกลงโทษ แต่ปรากฏว่าในกรณีนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือนในสื่อต่างๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องแถลงให้ทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โดยละเว้นการเปิดเผยรายชื่อของนิสิตที่เกี่ยวข้อง   ประการที่สอง จุฬาฯขอรับรองว่าการพิจารณาทางวินัยของกลุ่มนิสิตดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอน และกฎ ระเบียบตามปกติของมหาวิทยาลัย  ซึ่งระเบียบทางวินัยเช่นนี้มีในทุกมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาที่เป็นอิสระ และดำเนินการในรูปแบบเดียวกันกับกรณีสอบสวนทางวินัยเรื่องอื่นๆ หากนิสิตไม่พอใจกับผลการตัดสินก็มีสิทธิอุทธรณ์ในลำดับต่อไปได้   ประการที่สาม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์เกี่ยวกับความเป็นอนุรักษ์นิยมของมหาวิทยาลัย พร้อมคำวิจารณ์ว่า จุฬาฯ ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับความคิดที่แตกต่าง ทางจุฬาฯ ขอย้ำว่ามหาวิทยาลัยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและพร้อมรับความแตกต่างนั้น พิธีการทั้งหมดภายในมหาวิทยาลัยเป็นกิจกรรมที่นิสิตเข้าร่วมโดยสมัครใจและมีสิทธิที่จะไม่เข้าร่วม โดยไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อตัวนิสิต  แนวปฏิบัตินี้ใช้กับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 สำหรับนิสิตชั้นปีที่หนึ่งทุกคน เพื่อแสดงความเคารพและปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าในฐานะผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้วย   นอกจากนี้ “การถวายบังคม” ยังเป็นรูปแบบการแสดงความเคารพที่ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องสำหรับพิธีถวายสัตย์ฯต่อพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล โดยในปีนี้ ทางผู้จัดได้มีการกำหนดพื้นที่ในการแสดงความเคารพด้วยวิธีอื่นเช่น การถวายคำนับ สำหรับนิสิตที่มีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการคุกเข่าและถวายบังคม และสำหรับนิสิตที่มีความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติทางการเมือง และอุดมการณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีปฏิบัตินี้ ทั้งนี้นิสิตที่เข้าร่วมพิธีในวันนั้นได้รับทราบถึงพื้นที่ที่ว่านี้อย่างทั่วถึง   กลุ่มนิสิตที่ถูกตัดสินลงโทษทางวินัยต่างก็ตระหนักดีว่า มีพื้นที่เฉพาะที่จัดไว้แล้ว ดังเห็นได้จากการที่นิสิตกลุ่มนี้ได้นำเสนอข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียในเชิงสนับสนุนให้มีพื้นที่เพื่อการถวายคำนับแทน อย่างไรก็ดี นิสิตกลุ่มนี้เลือกที่จะก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีการโดยการเดินออกไปจากแถวที่จัดไว้สำหรับพวกเขาในฐานะสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ และแสดง “พฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์”  โดยการยืนโค้งคำนับ ในขณะที่นิสิตคนอื่น ๆ นับพันคนถวายบังคมอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ    กลุ่มนิสิตที่ถูกตัดสินลงโทษทางวินัย มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ขณะเดียวกัน ทุกชุมชนและสังคมมีสิทธิที่จะเรียกร้องมิให้การแสดงออกนั้นละเมิดสิทธิและความเชื่อของบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อการแสดงออกนั้นกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ ความอ่อนไหว และทำร้ายความรู้สึกของบุคคล  พิธีถวายสัตย์ฯ  แม้จะกำเนิดขึ้นมากว่า 20 ปี หลังการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล ในปี พ.ศ. 2534 แต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นพิธีการศักดิ์สิทธิ์ของจุฬาฯ ซึ่งเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างนิสิต เจ้าหน้าที่และนิสิตเก่า    ในขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการกระบวนการสอบสวนทางวินัยสำหรับอาจารย์ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และได้การแสดงออกอย่างไม่สมควรยิ่งกับนิสิตคนหนึ่งในเหตุการณ์วันที่ 3 สิงหาคมดังปรากฏเป็นข่าวไปกว้างขวาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าอับอายยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัย แต่เป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนโยบายของมหาวิทยาลัย  อาจารย์ท่านนี้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว   สุดท้ายนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าใจว่าสื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว แต่จุฬาฯ ใคร่ขอให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องเสนอข่าวด้วยความถูกต้อง ไม่ลำเอียง และเป็นธรรมต่อสถานการณ์ของจุฬาฯ การจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ เป็นกิจการภายในที่ไม่ควรถูกเชื่อมโยงกับการแบ่งขั้วทางการเมือง และการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง ซึ่งมักนิยมใช้เป็นวาทกรรมและกรอบการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีประวัติอันยาวนานที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความเชื่อและประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานี้อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ยึดถือในแนวคิดเสรีนิยมแบบตะวันตก แม้ว่าจุฬาฯ จะสนับสนุนความคิดเสรีนิยมและเสรีภาพในการแสดงออก แต่มหาวิทยาลัยก็มีรากฐานทางวัฒนธรรมและพันธกิจในการสร้างนิสิตที่เคารพในประเพณีปฎิบัติของสถาบัน ตลอดจนสิทธิเสรีภาพและความคิดของผู้อื่นด้วย จุฬาฯ ไม่คาดหวังให้สื่อตะวันตกเห็นชอบกับการตัดสินใจและวิธีการในเรื่องนี้ แต่เราขอขอบคุณท่านที่รายงานข่าวด้วยความเข้าใจต่อจุดยืนของมหาวิทยาลัย   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 กันยายน 2560"   ข่าวที่เกี่ยวข้องย้อนหลัง  

 3,804
การเมือง
18 ส.ค. 60

'สรรเสริญ' ปัดบังคับสื่อ ทำสกู๊ปตามติดรัฐมนตรีลงพื้นที่ ครม.สัญจร

เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างถึงเอกสารขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้เกาะติดรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ขณะลงพื้นที่ ครม.สัญจร ที่จ.นครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560     โดยเอกสารดังกล่าวมีการกำหนดประเด็นมาให้แต่ละช่องเรียบร้อย ไม่มีโอกาสให้สื่อเลือกประเด็นเอง จนถูกมองว่าเป็นการบีบบังคับและแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อนั้น   ซึ่งทางพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ชี้แจงว่าการกำหนดประเด็นไม่ใช่เป็นการจัดระเบียบสื่อ แต่เป็นการเชิญเขามาเพื่อทำความเข้าใจและขอความร่วมมือในการทำรายงานสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับรัฐมนตรีที่ลงไปในพื้นที่ด้วย เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีประชุม ครม.นอกพื้นที่ จะมีแต่ข่าวของนายกรัฐมนตรี แต่ที่จริงแล้วยังมีรัฐมนตรีคนอื่นอีก ซึ่งรัฐมนตรีเหล่านี้จะได้ไปสัมผัสพื้นที่จริงว่านโยบายที่รัฐบาลทำลงไปนั้น มีปัญหาอุปสรรคอะไร รัฐมนตรีจะได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้   ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องต่างๆ ของรัฐมนตรีถึงประชาชนในสังคมมากที่สุดและรอบด้าน จึงขอความร่วมมือสื่อเลือกทำข่าวรัฐมนตรีที่ชอบ แต่ไม่ควรซ้ำกันในแต่ละช่อง จากนั้นก็จะนำมาจัดทำเป็นรายการพิเศษเพื่อเสนอทางโทรทัศน์ช่อง NBT  ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8e8Uwq9pYmg

 870
ต่างประเทศ
20 มิ.ย. 60

ผู้นำคอสตาริกากลืนตัวต่อบินเข้าปาก ขณะสัมภาษณ์สื่อ

คลิปเหตุการณ์ที่ผู้นำคอสตาริกาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แต่จู่ๆเกิดมีตัวต่อ บินมาใกล้ปากผู้นำ จนเผลอกลืนลงไป ก่อนจะมีคนยื่นน้ำให้ดื่มและสัมภาษณ์ต่อได้แบบชิลๆ

 30,483
การเมือง
07 มิ.ย. 60

นายกฯติงสื่อเสนอแต่ข่าวแก๊งฆ่าหั่นศพ ขออย่าตามเน็ตไอดอลบ้าบอ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฎิบัติตัวต่อผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ ว่าหากตำรวจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก็ต้องถูกลงโทษทางวินัย เพราะมีผลกับสังคม ดังนั้น การให้ข่าว แถลงข่าวควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยลดการให้ข่าว การเสนอข่าว โดยไม่จำเป็น มีการยกย่องฆาตกรเป็นเน็ตไอดอลบ้าบอคอแตก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cGJ7FDzDoes  

 15,677
การเมือง
31 พ.ค. 60

"วิษณุ" ยังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ.สื่อจากสปท. ยันเชิญตัวแทนสื่อฯ พิจารณาแน่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า จนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อาจส่งมาให้ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วก็ได้   ซึ่งตนได้พูดคุยกับ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ก็ได้ให้รองปลัดกระทรวงยุติธรรมนำร่างเดิมไปวิเคราะห์ ซึ่งทราบว่าดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนตนเองก็ทำการบ้านมาส่วนหนึ่งแล้ว แต่ต้องรอฉบับที่ สปท.จะส่งมา ซึ่งตนจะดูร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวทั้งหมด ตั้งแต่ฉบับแรกและฉบับที่มีการปรับปรุง แล้วจะได้นำมาพิจารณาร่วมกัน ไม่เช่นนั้นจะเริ่มต้นยาก และยังยืนยันว่าจะเชิญฝ่ายๆต่างๆรวมถึงตัวแทนสื่อมวลชนมาร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วย

 3,062

Top