ค้นหา :

ผลการค้นหา "ปปช"

การเมือง
14 พ.ย. 62

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 4 จนท.รัฐ-ซิโนไทย คดีเรียกรับสินบนข้ามชาติ 20 ล้าน สร้างโรงไฟฟ้าขนอม

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย กรณีร่วมกันเรียกรับเงินจำนวน 20,000,000 บาท จากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่รับว่าจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแลกกับการอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือชั่วคราวบริเวณโรงไฟฟ้า ตลอดจนให้เรือลำเลียงเข้าเทียบท่าเพื่อขนถ่ายชิ้นส่วนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยไม่ชอบ   พร้อมชี้มูลความผิด บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ อีก 2 ราย ในฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสี่รายในการกระทำความผิดดังกล่าว การไต่สวนคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. 2560   โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ   โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย ประกอบด้วย 1) นาวาโท สาธิต ชินวรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช 2) นายคณิน เมืองด้วง รองนายกเทศมนตรี ตำบลท้องเนียน 3) นายอภิชาติ สวัสดิรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลท้องเนียน 4) พันตำรวจโท สันติพงษ์ พันธ์สวัสดิ์ สารวัตรสถานีตำรวจนำ 4 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจนำ   ที่ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจำนวน 20,000,000 บาท จากผู้แทนของบริษัท มิตซูบิชิ ฮิตาชิพาวเวอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มาปฏิบัติงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อแลกกับการอนุญาตให้เรือลำเลียงชิ้นส่วนอุปกรณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถเข้าเทียบท่าเทียบเรือชั่วคราวบริเวณโรงไฟฟ้าได้   แม้ว่าเรือจะมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะเข้าเทียบท่าเทียบเรือชั่วคราวตามที่ขออนุญาตก่อสร้างไว้ ซึ่งผู้บริหารของบริษัท MHPS ตัดสินใจที่จะจ่ายเงินสินบนจำนวน 20,000,000 บาท เพราะหากการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องจักรเกิดการหยุดชะงักจะทำให้การก่อสร้างไม่ทันกำหนดเวลาการส่งมอบงาน และบริษัท MHPS จะต้องเสียค่าปรับตามสัญญาถึงวันละ 40 ล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,000,000 บาท)     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/DEwqVPHJ0PA

 963
การเมือง
14 พ.ย. 62

'ปารีณา' ปิดฟาร์มไก่ หลังโดนสอบปมรุกที่ป่า 'บิ๊กป้อม' ไม่ห่วงเชียร์ "ปารีณาสู้ได้อยู่แล้ว"

ป.ป.ช.สั่งตรวจสอบกรณีที่ดินใช้ประโยชน์ที่ดิน ภ.บ.ท.5 กว่า 1.7 พันไร่ ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ หลังนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นเรื่องตรวจสอบ   ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นที่น่าสนใจของสังคมทำให้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมป่าไม้ตรวจสอบว่าหากเป็นที่ป่าแล้ว น.ส.ปารีณา เข้าไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าตรวจสอบเช่นกัน   รวมทั้งตั้งข้อสังเกตที่ น.ส.ปารีณา ยืนยันว่าครอบครองที่ดินมานับสิบปี นอกจากการยื่น ป.ป.ช. สอบว่าแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยชอบหรือไม่แล้ว ยังเป็นการตรวจสอบว่าการถือครองที่ดินโดยชอบและเข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ รวมทั้งต้องมีการคืนที่ดินให้กับรัฐหรือไม่   ขณะที่บริเวณหน้าฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่กำลังเป็นประเด็นดังกล่าว พบว่าประตูด้านหน้าฟาร์มถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา และมีป้ายห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต แต่กลับไม่พบเจ้าหน้าที่เข้ามาแต่อย่างใด มีแต่คนงานของฟาร์มนำป้ายมาติดว่า หยุดขาย 1 วัน   ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบก่อน ให้เวลาเขาหน่อย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ปารีณา ไม่จำเป็นต้องเรียกมาพูดคุย เชื่อว่า น.ส.ปารีณา สู้ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นความจริง     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/my-g-iZihJI

 2,242
การเมือง
12 พ.ย. 62

'เอ๋ ปารีณา' ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย หลังป.ป.ช. รับลูกสอบครอบครองที่ดิน สปก.

จากรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ส่งเอกสารให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการครอบครองของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตามที่ได้ยื่นแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้ในปี 2562 ว่า มีที่ดิน ภบท.5 อยู่ในครอบครอง 58 รายการ เนื้อที่ 1,706 ไร่ ที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นการครอบครองถูกต้องหรือไม่ หลัง น.ส.ปารีณาให้สัมภาษณ์ ยอมรับว่า ครอบครองที่ดินดังกล่าวนานแล้ว ทั้งที่ ภบท.5 ตามกฎหมายไม่สามารถครอบครองได้   ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่กรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำกินได้ ทำกินมานานแล้วและได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี และเสียทุกครั้งที่เรียกเก็บทำอย่างถูกต้อง เมื่อถามว่าที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ได้รับการจัดสรรจากกรมป่าไม้ ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร   ซึ่งครอบครองมานานตั้งแต่ยังไม่ได้เลี้ยงไก่ มีการปลูกอ้อย ปลูกส้ม เลี้ยงหมู ทำมาหลายอย่างหลายแบบมานาน เป็นการครอบครองทำกินเสียภาษี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นการจ่ายภาษีคล้ายภาษีดอกหญ้า ที่ไม่ไปแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เพราะไม่ใช่ของของเรา แต่ว่า ป.ป.ช.ขอความร่วมมือว่า ถ้ามีที่ดินประเภทของกรมป่าไม้ที่เข้าไปทำกินอยู่ให้แจ้งด้วยจึงได้แจ้งไป   โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ชื่อ เขาสนฟาร์ม จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศบริเวณที่ตั้งโรงเลี้ยงไก่เกือบทั้งหมด เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พ.ศ.2527 ปัจจุบันกรมป่าไม้ส่งมอบ ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี พ.ศ.2554 หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของ ส.ป.ก.ที่จะเข้ามาตรวจสอบต่อ   ด้านร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้เลขาธิการ สปก.ดำเนินการตรวจสอบที่มาที่ไปของที่ดินดังกล่าววว่าเป็นที่ สปก.จริงหรือไม่ และให้รายงานกลับมาภายในบ่ายวันนี้ ว่าที่ดินดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินแล้วหรือไม่ รวมถึงวัตถุประสงค์ถือครองที่ดินด้วย พร้อมยืนยันว่าไม่หนักใจในการตรวจสอบ แม้นางสาวปารีณา จะเป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐก็ตามก็ต้องจะยึดกฎหมายเป็นหลัก   ขณะที่ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องตรวจสอบอยู่แล้วว่ากว่า ทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป. ป.ช. มีการครอบครองหรือ ถือกรรมสิทธิ์ โดยชอบหรือไม่ และเป็นผู้ถือครองจริงหรือไม่ พร้อมทั้งจะตรวจสอบด้วยว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. พรรคเพื่อไทยเมื่อปี2557 ได้มีการแจ้งทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่  

 278
การเมือง
12 พ.ย. 62

'ปารีณา' แจงยิบ หลังโดนร้อง ป.ป.ช.สอบปมครอบครองที่ดิน 1,700 ไร่

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ส่งเอกสารให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการครอบครองของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตามที่ได้ยื่นแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้ในปี 2562 ว่า มีที่ดิน ภบท.5 อยู่ในครอบครอง 58 รายการ เนื้อที่ 1,706 ไร่ ที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นการครอบครองถูกต้องหรือไม่ หลัง น.ส.ปารีณาให้สัมภาษณ์ ยอมรับว่า ครอบครองที่ดินดังกล่าวนานแล้ว ทั้งที่ ภบท.5 ตามกฎหมายไม่สามารถครอบครองได้   ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่กรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำกินได้ ทำกินมานานแล้วและได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี และเสียทุกครั้งที่เรียกเก็บทำอย่างถูกต้อง เมื่อถามว่าที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ได้รับการจัดสรรจากกรมป่าไม้ ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร   ซึ่งครอบครองมานานตั้งแต่ยังไม่ได้เลี้ยงไก่ มีการปลูกอ้อย ปลูกส้ม เลี้ยงหมู ทำมาหลายอย่างหลายแบบมานาน เป็นการครอบครองทำกินเสียภาษี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นการจ่ายภาษีคล้ายภาษีดอกหญ้า ที่ไม่ไปแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เพราะไม่ใช่ของของเรา แต่ว่า ป.ป.ช.ขอความร่วมมือว่า ถ้ามีที่ดินประเภทของกรมป่าไม้ที่เข้าไปทำกินอยู่ให้แจ้งด้วยจึงได้แจ้งไป   ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ตนได้สอบถามและสั่งการไปยังกรมป่าไม้ให้ตรวจสอบและให้รายงานมาที่ตนเร็วที่สุด ตนมี 2 มุมมอง คือ เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่ น.ส.ปารีณาได้จ่ายภาษีส่วนไหนก็ให้แจ้งส่วนนั้นด้วย ถ้าไม่แจ้งจะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเรื่องของการครอบครองพื้นที่ป่าที่กำลังตรวจสอบว่าอยู่ในระยะเวลาไหนอย่างไร และต้องไปดูที่ต้นตอการได้มา คืออาจจะมีการเสียภาษีภบท.5 มาก่อนหน้านี้ และเสียไปเรื่อยๆโดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ และหากเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าจริงต้องดำเนินการตามกฎหมาย   ขณะที่นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ชื่อ เขาสนฟาร์ม จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศบริเวณที่ตั้งโรงเลี้ยงไก่เกือบทั้งหมด เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พ.ศ.2527 ปัจจุบันกรมป่าไม้ส่งมอบ ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี พ.ศ.2554 หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของ ส.ป.ก.ที่จะเข้ามาตรวจสอบต่อ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/k2NLE6ztJqg

 3,441
การเมือง
08 พ.ย. 62

'มงคลกิตติ์' หอบพระเครื่องนับ 100 ล้าน แจ้ง ป.ป.ช. ยอมรับตั้งราคาเอง

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นำ   - พระกริ่งปวเรศทองคำ มูลค่า 50 ล้านบาท - พระสมเด็จวัดระฆังเหลี่ยมทอง 40 ล้าน - พระสมเด็จไกเซอร์ทองคำ 30 ล้านบาท   และพระเครื่องอื่นๆรวมกว่า 120 ล้าน เพื่อยืนยันต่อ ป.ป.ช. ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่จริง หลังถูก ป.ป.ช.เรียกให้ชี้แจงรายการทรัพย์สินที่ แจ้งต่อ ป.ป.ช. โดยนายมงคลกิตติ์ ใช้เวลาชี้แจงเกือบ 3 ชั่วโมง และยอมรับว่าได้ ประเมินราคาเอาเองโดยเทียบเคียงจากราคาของบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน แต่ไม่มีใบรับรองยืนยันเนื่องจากไม่มีระเบียบกำหนดไว้   แต่ยืนยันทรัพย์สินมีที่มาที่ไป เชื่อถือได้ แม้แต่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. สัมผัสพระกริ่งแล้วยังรู้สึกศรัทธา มีพลังบารมี ถึงขั้นมือสั่น ส่วนตัวกับพระกริ่งปวเรศ ที่บูชาไว้รู้สึกทำอะไรสำเร็จและชนะ   นายมงคลกิตติ์ ยังเปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะมอบหมายให้ทนายความ ไปฟ้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท นายศรีสุวรรณ จรรยา ที่กล่าวหาว่าแจ้งราคาพระเครื่องเกินจริงและอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพราะสร้างความเสียหายให้ตน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qyV9jSiKxyU

 1,992
การเมือง
06 พ.ย. 62

'มงคลกิตติ์' รับ ไม่รู้พระกริ่งปวเรศ จริงหรือปลอม หลัง 'ม.จ.จุลเจิม' โพสต์ให้ข้อมูล แต่พร้อมปรับลดราคาลง

กรณีที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นำพระกริ่งปวเรศทองคำ ออกมาโชว์สื่อ แล้วแจ้งว่ามีมูลค่า 50 ล้านบาท นั้น   ล่าสุด หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า "คุณ ศรีสุวรรณ ครับ ผมขอให้ข้อมูลคุณหน่อยหนึ่ง ก่อนที่คุณจะไปทำหนังสือร้องเรียน ปปช ว่า......   พระกริ่งปวเรศ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้น ไม่มีเนื้อทองคำ มีอยู่เนื้อเดียว คือเนื้อนวโลหะผิวกลับดำ เมื่อขัดเนื้อในจะเป็นสีจำปาเทศ และเมื่อทิ้งไว้ถูกกับอากาศจะกลับดำอีกครั้งหนึ่งในเวลาไม่นาน และเท่าที่ผมทราบ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ยังไม่มี พระกริ่งปวเรศ ทองคำ มีแต่เนื้อนวโลหะ แม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงมี พระกริ่งปวเรศ ห้อยพระศอ หรืออยู่ในครอบน้ำพระพุทธมนต์ก็ยังเป็นเนื้อนวโลหะ ไม่ใช่เนื้อทองคำเลยครับ   ส่วน พระกริ่งปวเรศ ทองคำที่ท่าน ส.ส. โชว์ นั้น ผมว่าไม่ใช่พระกริ่งปวเรศ ที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้น (ของแท้) แน่นอน อาจจะเป็นพระกริ่ง (ทองคำ) เป็นรุ่นที่ พระเกจิอาจารย์ หรือ พวกนักสร้างพระ สร้างเลียนแบบขึ้นมา และราคาก็ไม่น่าถึง ห้าสิบล้าน น่าจะเป็นแค่หลักหมื่น หลักแสน (ตามน้ำหนักทอง) เค้าเรียกว่าโดนแหกตากันเป็นต่อๆไป"   ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ โพสต์ "#กระผมขอกราบขอบพระคุณ ที่ท่านใหม่(พล.อ.ม.จ.จุลเจิม ยุคล) ให้คำแนะนำเรื่องพระกริ่งปวเรศให้กระผมเข้าใจทางเฟซบุ๊กมากขึ้นครับ   บอกก่อนครับ ว่าตัวกระผมเองก็ไม่ใช่เซียนพระ มีความรู้เรื่องพระเครื่องน้อย แต่ชอบ ศรัทธา พุทธคุณพระกริ่งปวเรศมาก คนให้กระผมมาหรือตอบแทนบุญคุณพูดถึงพุทธคุณกระผมยิ่งศรัทธาอย่างยิ่งยวด ยิ่งพระกริ่งปวเรศผลิตมาจำนวนน้อย ผู้ที่มีได้จะต้องเป็นชั้นเจ้านาย ผู้สูงศักดิ์ กระผมยิ่งศรัทธา แต่ตอนนี้มีผู้รู้มาบอกให้กระผมพอทราบแล้วว่า พระกริ่งปวเรศ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้นมีแค่เนื้อเดียว คือ เนื้อนวโลหะผิวกลับดำ มีไม่เกิน 8 องค์ ส่วนกริ่งปวเรศเนื้อทองคำ สร้างเป็นจำนวนประมาณ 100-200 องค์ น่าจะสร้างในยุคสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรฯ พระองค์ก่อน ทราบว่าสร้างหลายรุ่น    ส่วนของกระผมที่ชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ไปนั้น เป็นพระกริ่งฯ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ารุ่นไหน แต่ว่าเป็นทองจริงๆ เพราะขัดไปในเนื้อในก็ยังเป็นทอง น่าจะเป็นทองคำ 80%-90% หรืออาจจะเป็นของเก๋ หรือ ของจริง ผมไม่ทราบได้เพราะกระผมไม่ใช่เซียนพระ และก็หาราคากลางจากอินเตอร์เน็ต ตามที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.แนะนำให้หาราคากลาง    ส่วนถ้า ป.ป.ช.ต้องการให้ลดราคาพระที่กระผมชี้แจงไป กระผมก็พร้อมปรับราคาตาม ป.ป.ช.ต้องการ กระผมไม่มีเจตนาปกปิด มีเท่าไรก็แจ้งเท่านั้น เพราะเป็น ส.ส.ต้องเปิดเผย ส่วนกระผมที่มีความเข้าใจในประวัติพระกริ่งปวเรศจะไม่ครบถ้วนผิดพลาดก็กราบขออภัยผู้รู้ทุกท่าน แต่ถึงอย่างไร คุณค่าของพระที่กระผมใช่อยู่ ก็จะมีค่าสูงมากในใจกระผมตลอดไป จาก ส.ส.เต้ ผู้ศรัทธาพระเครื่อง"     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6Nj5a4okLEE

 2,240
การเมือง
06 พ.ย. 62

มติ ปชป. หนุน "อภิสิทธิ์" นั่งประธานแก้รธน.

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยมติที่ประชุมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ     นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าที่ประชุมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ มีมติสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีมติเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมอบหมายให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ในฐานะผู้ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์หรือวิป พรรค ไปหารือพูดคุยทำความเข้าใจกับวิปรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคการเมืองอื่นๆ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ส่วนคณะกรรมาธิการฯอีก 3 คน ที่พรรคได้รับโควต้ายังไม่มีการพิจารณา เสนอชื่อบุคคลเพราะยังมีเวลาถึงสัปดาห์หน้า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงจะมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งพรรคมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งนี้เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เพราะเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และผ่านการใช้รัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ จึงเหมาะสมที่จะไปทำหน้าที่ส่วนกรณีที่พรรคพลังประชารัฐระบุว่า ประธานคณะกรรมาธิการฯ ควรเป็น โควต้าของพรรคแกนนำรัฐบาลนั้น ไม่ขอก้าวล่วงพรรคการเมืองอื่น

 94
การเมือง
01 พ.ย. 62

ป.ป.ช.ส่งหนังสือเรียก 'มงคลกิตติ์' แจงมูลค่าพระเครื่อง

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือถึง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ เชิญให้มาชี้แจงต่อสำนักงานตรวจสอบทรัพย์สิน ป.ป.ช.ในวันที่ 7 พ.ย.   หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายมงคลกิตติ์ ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เป็น พระกริ่งปวเรศ 50 ล้านบาท พระร่วงหลังรางปืน 12 ล้านบาท พระสมเด็จไกเซอร์ 30 ล้านบาท    โดย ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือถึงนายมงคลกิตติ์ ให้นำพระเครื่องทั้งหมดมาแสดงต่อ ป.ป.ช. โดยจะตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินตามที่แจ้งมาหรือไม่ ส่วนเรื่องของมูลค่าก็ต้องดูว่ามีความน่าเชื่อมากน้อยเพียงใด หรือมีเจตนาใดแอบแฝงหรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ozC9H8FTGmc

 1,446
การเมือง
10 ต.ค. 62

'นิคม' หน.พรรคพลังปวงชนไทย ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวน บิ๊กตู่ - กอ.รมน.

นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการกองรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า   ฐานจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีเจตนาแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย อันเป็นผลจากการมอบ พล.ต.บุรินทร์แจ้งความกล่าวหาพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการจำนวน 12 คน ในความผิดมาตราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ จ.ปัตตานี   การแจ้งความดังกล่าวทำให้ตนและพรรคพลังปวงชนไทยได้รับความเสียหาย สมาชิกพรรคมีความเห็นว่า ต้องยื่นให้ ป.ป.ช.ไต่สวน รวมถึงจะหารือกับทีมกฎหมายต่อไปว่า จะดำเนินการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก พล.อ.ประยุทธ์หลักร้อยล้านบาท ฐานทำให้ตนและพรรคพลังปวงชนไทยเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม ชื่อเสียงด้านการเมือง   ต่อมานายนิคมเดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.วีรธัช ตังคะพิภพ สว.กลุ่มงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อกล่าวโทษทั้ง 3 บุคคล ใน 3 ข้อหาคือ   1.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 2.การแจ้งความอันเป็นเท็จ 3.ลงข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560   โดยนายนิคมกล่าวว่า การแจ้งความครั้งนี้แยกออกจากคดีที่ 7 พรรคฝ่ายค้านแจ้งความต่อกองปราบปรามไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2562 เพราะตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้านกลับไปหารือกันพบว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความผิดเพิ่มเติมในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ถือเป็นผู้บังคับบัญชาตามงานของ พล.ท.พรศักดิ์ และ พล.ต.บุรินทร์ จึงเดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kw3zhdKLPgE

 1,119
การเมือง
09 ต.ค. 62

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน 6 รัฐมนตรี ‘พิพัฒน์’ รวยสุด 5,400 ล้าน

วันที่ 9 ต.ค. 62 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีกรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2562 จำนวน 6 คน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีใหม่ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และไม่ใช่รัฐมนตรีชุดเดิม สมัยรัฐบาล คสช. ประกอบด้วย นางกนกวรรณ วิลาวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม    โดยพบว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สินมากที่สุดในบรรดาคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสิ้น 5,436,758,409.02 บาท เป็นหนี้สินทั้งสิ้น 225,983,525.91 บาท เป็นทรัพย์สินของนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย คู่สมรส จำนวน 96,364,648.51 บาท    ทั้งนี้ทรัพย์สิน ของนายพิพัฒน์ เพิ่มขึ้นจากกรณีที่นางนาที ราชกิจประการ แจ้งทรัพย์สินคู่สมรส เมื่อเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ 25 พ.ค. 2562 เพิ่มขึ้น 737,359,535.27 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในธรุกิจเอกชน ขณะที่ทรัพย์สินของ นางนาที ที่นายพิพัฒน์ แจ้งในฐานะคู่สมรส พบว่าเพิ่มขึ้นกว่า 24 ล้านบาท จากกรณีที่ นางนาทีเคยแจ้งไว้ ต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน เช่นกัน   ส่วนทรัพย์สินของรัฐมนตรีอื่นได้แก่ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 1,400,015,154.26 บาทเป็นหนี้สิน63,624,361.77 บาท ทรัพย์สินสวัสดีใหญ่เป็นมูลราคาที่ดิน จ.ปราจีนบุรี กว่า 1200 ล้านบาท   นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 149,131,970.98 บาท ไม่มีหนี้สิน ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนกว่า 84 ล้านบาท   นายนิพนธ์ บุญญามณีรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีทรัพย์สินรวม 121,141,055.030 บาทเป็นหนี้สิน 38,593 49 บาท เป็นทรัพย์สินของคู่สมรสกว่า 67 ล้านบาททรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นมูลค่าโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างกว่า 32 ล้านบาท และที่ดินของคู่สมรสอีกกว่า 40 ล้านบาท   นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 81,489,725.50 บาท เป็นหนี้สิน 849,359.28 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินฝากของคู่สมรสกว่า 37 ล้านบาท    นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 97, 204,912.97 บาทเป็นหนี้สิน 10 ล้านบาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นของคู่สมรสกว่า 55 ล้านบาท   ทั้งนี้ เลขาธิการ ปปช. เปิดเผยว่ารัฐมนตรีเดิมที่พ้นจากรัฐบาล คสช. และเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต่อเนื่อง มีการยื่นแสดงเอกสารไว้เป็นหลักฐาน แต่ไม่ต้องเปิดเผยซ้ำ จากตำแหน่งเดิมนั้น มีทั้งสิ้น 22 คน โดยมีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วย    ส่วน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ไม่ได้ยื่นตามกำหนดนั้น ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. แล้วเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา  

 4,122
การเมือง
23 ก.ย. 62

'คฑาเทพ' ท้า ป.ป.ช. สอบเหล็กไหล 700 ล้าน 'มงคลกิตติ์' ยันพระเครื่อง 50 ล้านไม่ได้เวอร์

จากกรณีนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังไทยรักไทย แจ้งบัญชีทรัพย์สินว่าครอบครองเหล็กไหลตีมูลค่าถึง 700 ล้านบาท   เจ้าตัวยืนยันไม่มีเจตนาใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน ใครจะมองเช่นนั้นก็แล้วแต่คนจะมอง แต่ตนไม่ทำแน่ ไปตรวจสอบประวัติย้อนหลังได้เลยว่าไม่มีประวัติเรื่องการฟอกเงิน ราคาเหล็กไหล 700 ล้านบาท ไม่ได้ตั้งราคาสูงเกินจริง ดูแล้วยังตั้งราคาน้อยไปด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับสิ่งที่ตนได้รับจากเหล็กไหลในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา และมีคนมาขอซื้อในราคา 700 ล้านบาท ถือว่าขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ตนไม่ขายและไม่คิดจะขาย ยินดีให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ไม่กลัว   แต่ขอถามว่าจะใช้หลักเกณฑ์อะไรเป็นบรรทัดฐานว่าราคาแพงเกินจริง หรือวัตถุมงคลของขลังแต่ละอย่างมีราคามาตรฐานอยู่ที่เท่าใด เพราะเป็นสิ่งที่ตีราคาไม่ได้ ราคาขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน ป.ป.ช.สอบไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าบอกว่าตนผิด คงผิดกันหมดทุกคน เพราะแต่ละคนก็ตั้งราคาวัตถุมงคลที่ครอบครองในราคาสูงทั้งนั้น   ขณะที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวถึงการแจ้งครอบครองพระกริ่งปวเรศทองคำที่ระบุราคา 50 ล้านบาท   ยืนยันว่ามูลค่าพระเครื่องที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ไม่ได้มีราคาสูงเกินจริง น่าจะแจ้งราคาต่ำไปด้วยซ้ำ ราคาที่แจ้งไว้ได้สอบถามจากเซียนพระ ประกอบกับข้อมูลจากราคาตลาดในอินเตอร์เน็ต และความรู้สึกส่วนตัว ที่สำคัญไม่ตั้งใจจะขาย จะเก็บไว้เป็นสมบัติให้ลูก ยืนยันว่าราคาที่ตั้งไว้ไม่ได้เว่อร์ เป็นราคาที่สมเหตุสมผล ถ้า ป.ป.ช.จะเรียกไปสอบถามก็ยินดี แต่อยากรู้ว่า ป.ป.ช.จะใช้หลักเกณฑ์อะไรมากำหนดราคากลางของวัตถุมงคลต่างๆขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของบุคคล ถ้า ป.ป.ช.จะตรวจสอบเรื่องนี้จริงอาจลามไปถึง ส.ส.ทุกคน ที่ล้วนมีพระเครื่องดังๆ ตั้งราคาสูงทั้งนั้น การครอบครอง พระเครื่องของตนไม่มีเจตนาเรื่องการฟอกเงินแน่นอน   ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของทรัพย์สินก่อน หากพบว่าเป็นจำนวนมากมายจนผิดสังเกต ถึงขั้นร้องโอ้โห ตั้งราคาผิดไปแปลกๆ ต้องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบทรัพย์สินลงไปขอตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นบุคคลที่ควรเฝ้าระวัง   แต่คงยังไม่จริงจังถึงขั้นเข้าข่ายการฟอกเงิน เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้ดูเรื่องการฟอกเงินเป็นหลักเพียงแต่ดูความถูกต้องและความมีอยู่จริง แล้วคอยติดตามว่าเมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วใช้อำนาจไปแสวงหาผลประโยชน์มิชอบหรือไม่ การตรวจทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งหมายถึงตรวจไว้เป็นฐานเบื้องต้นก่อนที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่ถ้ายื่นมาแบบผิดปกติ หรือตีราคาเว่อร์เกิน ป.ป.ช.ก็ต้องตรวจแบบเฝ้าระวัง เพราะทรัพย์สินพวกเครื่องรางของขลังไม่เหมือนทองคำ ที่มีราคากลางให้เทียบเคียงได้ชัดเจน แต่กรณีเหล็กไหล พระเครื่องไม่สามารถเทียบเคียงได้ แม้จะมี ตลาดพระเครื่อง แต่ราคามาตรฐานในวงการมีหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xmTPM5TuZw8

 393
การเมือง
22 ก.ย. 62

ทนายความ ‘มนัญญา’ แจงเหตุไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินรัฐมนตรี ต่อ ป.ป.ช.

วันที่ 22 ก.ย. 62 นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ ทนายความประจำตัวของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงกรณีที่ยังไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่า แม้ตามมาตรา 102 กฎหมาย ป.ป.ช. รัฐมนตรีอยู่ในเงื่อนไขที่จะต้องยื่นทรัพย์สินนั้น แต่เนื่องจากมีประกาศ ว่าด้วยการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 ข้อ7 ยกเว้นว่า กรณีพ้นจากตำแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งใหม่ ภายในหนึ่งเดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน   ทั้งนี้ เมื่อ น.ส.มนัญญา ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ในวันที่ 26 มิ.ย.2562 และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 16 ก.ค.2562 กรณีนี้จึงยังไม่พ้นหนึ่งเดือน และอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินได้   อย่างไรก็ตามตำแหน่งทางการเมือง ก็หมายรวมถึง นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ซึ่งเมื่อครั้งที่นางสาวมนัญญาเข้ารับตำแหน่งนายยกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ก็ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้แล้ว    ส่วนหลังจากนี้จะยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่นั้นทนายความบอกว่า โดยสุจริตใจตามข้อกฎหมายเข้าใจว่าไม่ต้องยื่น แต่หาก ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งมา ก็จะชี้แจงไป แต่หาก ป.ป.ช.บอกว่าเป็นความเข้าใจผิดทางข้อกฎหมาย ก็พร้อมที่จะยื่น และทั้งนี้ยังไม่ได้รับหนังสือทวงถามจาก ป.ป.ช. ซึ่งหากได้รับหนังสือ ก็จะรีบไปชี้แจง ซึ่งนางสาวมนัญญา อาจจะไปชี้แจงด้วยตนเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ  

 1,736
การเมือง
20 ก.ย. 62

ป.ป.ช.เปิดกรุทรัพย์สินล็อต 2 'ธนาธร' รวยสุด 5 พันล้าน ทวง รมช.เกษตรฯ พร้อม ส.ส. 3 คน ยังไม่ยื่น

ป.ป.ช.เปิดกรุทรัพย์สิน ส.ส. ล็อต 2 ธนาธรรวยสุด 5 พันล้าน เปย์อนาคตใหม่ยืม 191 ล้าน ด้านเลขาป.ป.ช.เผยร่อนจดหมายทวง มนัญญา รมช.เกษตรฯ ยังไม่ยื่นทรัพย์สินพร้อมกับส.ส. 3 คน   วันที่ 20 ก.ย. สำนักงานป.ป.ช. เปิดเผยรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสภาผู้แทนราฎร ล็อดที่ 2 จำนวน 79 คน ที่ขอยื่นขยายระยะเวลายื่นต่อ ป.ป.ช. รวมถึงเปิดเผยกรณีพ้นจากตำแหน่ง 1 คน โดยพบว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สินรวมมากที่สุดในบรรดา ส.ส.ทั้งหมด จำนวน 5,628,118,852.01 บาท เป็นหนี้สินเพียง 683,303.45 บาท โดยแบ่งเป็นทรัพย์ของคู่สมรส จำนวน 495 ล้านบาท   ซึ่งทรัพย์สินโดยรวมส่วนใหญ่ของนายธนาธรเป็นเงินลงทุน จำนวน 3,014 ล้านบาท เงินฝากธนาคาร จำนวน 1,527 ล้านบาท มียานพาหนะเป็นรถยนต์ 5 คัน และมีเรือยอร์ชมูลค่า 10 ล้านบาท 1 ลำ พร้อมแจ้งการให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน จำนวน 2 ครั้งในปี 2562 รวม 191,200,000 บาท และให้บริษัท โซลิดาริตี้ กรุ๊ป จำกัด กู้ยืม จำนวน 2,000,000 บาท   ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สิน 9,984,857.80 บาท มีหนี้สิน 2,310,236.65 บาท ซึ่งทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง   นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สิน รวม137,785,190.85 บาท เป็นหนีสิน 22,954,064 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของอดีตภรรยา 11 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กว่า 78 ล้านบาท สิทธิสัมปทาน รวม 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นในลักษณะของการทำประกันชีวิต   นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สินรวม 3,319,567.78 บาท เป็นหนี้สิน 710,512 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นมูลค่าของยานพาหนะ เป็นรถยนต์ จำนวน 2 คัน มูลค่า 1.4 ล้านบาท เป็นเงินลงทุน 8 แสนบาท   ด้าน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มีทรัพย์สินรวม 169,666,795.97 บาท เป็นหนี้สิน 29,731,411.89 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นมูลค่าสิ่งปลูกสร้างกว่า 61 ล้านบาท และเงินฝากในธนาคาร 21 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่น ประกอบด้วย พระเครื่อง 2 องค์ มูลค่ารวม 6 ล้านบาท พร้อมทั้งแจ้งว่ามีสัตว์เลี้ยงเป็นวัว จำนวน 500 ตัว มูลค่า 17 ล้านบาท   ขณะที่ นายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทย มีทรัพย์สิน รวม 1,088,573,006.34 บาท เป็นหนี้สิน 70,715,818.43 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นมูลค่าที่ดินกว่า 370 ล้านบาท มีอาวุธปืนในครอบครอง 10 กระบอก โฉนดที่ดิน 84 รายการ   ด้าน นายมงคลกิตติ์ สุขสินทรานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ เป็นส.ส.ที่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินถึง2 แฟ้มโดยมีทรัพย์สินรวมกับภรรยา 192,902,325.29 บาท มีหนี้สิ้น4,651,285.90 บาท ส่วนใหญ่   ทั้งนี้ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. ระบุว่า ขณะนี้หมดเวลาขยายเวลายื่นบัญชีแล้ว แต่มี ส.ส. 3 คน ที่ยังไม่ยื่นเอกสาร ประกอบด้วย น.ส.จุมพิตา จันทรขจร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ / นายพรชัย อินทร์สุข ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ / และ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.พรรคไทรักธรรม ซึ่งขณะนี้ส่งเอกสารสอบถามสาเหตุที่ยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน   ซึ่งมีระยะเวลา 15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือของป.ป.ช. แต่ขณะนี้ยังไม่ถือว่ามีความผิดใดใดเพราะยังสามารถยื่นหลักฐานต่อป.ป.ช.ได้ เช่นเดียวกับการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของคณะรัฐมนตรี ที่จะเปิดแสดงบัญชีในวันที่ 9 ตุลาคมนี้   ส่วนคระรัฐมนตรีนั้นหมดเวลายื่นแล้วเมื่อวันที่13ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจะเปิดเผยวันที่ 9 ต.ค.นี้ ซึ่งนางสาวมณัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่ยื่นบัญชีเช่นเดียวกัน โดยป.ป.ช.อยู่ระหว่างการส่งหนังสือไปสอบถามสาเหตุที่ยังไม่ยื่นบัญชี แต่ตามกระบวนการก็ยังสามารถยื่นเอกสารได้หากมีเหตุผลที่ฟังขึ้นว่าเหตุใดไม่ยื่นบัญชีตามกรอบเวลา   ขณะที่กรณีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเก่า ตามกฎหมายใหม่ของป.ป.ช.ให้ยกเว้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพราะเป็นการรับตำแหน่งต่อเนื่อง แต่หากต้องการยื่นเอกสารเพื่อเป็นหลักฐานไว้ก็สามารถทำได้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดบัญชีทรัพย์สิน top 11 ส.ส.อู้ฟู่รวยพันล้าน ส่วนใหญ่อยู่ฝ่ายรัฐบาล      

 12,546
สังคม-อาชญากรรม
19 ก.ย. 62

ผอ.สามเสนวิทยาลัยพร้อมพวก โดนโทษอาญา-วินัย ทุจริตรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงข่าวว่ากรณีกล่าวหา นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวกว่าทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 2 ราย เพื่อแลกกับการเข้าโรงเรียน ซึ่งทางป.ป.ช.ได้รับเรื่องมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน   โดยมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น พบข้อเท็จจริงว่า นายวิโรฒ และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้ปกครองรวม 6 ราย เป็นเงิน 1,440,000 บาท และมีการเบียดบังเงินดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว   นอกจากนั้นยังพบว่า นายวิโรฒ นายภูสิทธิ์ และนายประเจิน โชติพงศ์กุล ครูชำนาญการพิเศษ (หัวหน้างานรับนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีฝ่ายบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ 1 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยออกใบเสร็จรับเงินว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับเงินบริจาค โดยให้ลงวันที่ย้อนหลัง แล้วนำเงินสดบางส่วนเข้าฝากเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน   คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของนายวิโรฒและนายภูสิทธิ์ กรณีรับเงินบริจาคโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินแล้วเบียดบังเป็นของตนเองโดยทุจริต รวมทั้งข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯในการออกใบเสร็จรับเงินนั้น มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,148,157,162(1) (4)ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1   และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547   ส่วนนายประเจิน กรณีร่วมกันข่มขืนใจจ้าหน้าที่การเงินฯ มีมูลคามผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547ด้วยเช่นกัน   นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้มีการศึกษาและออกมาตรการป้องกันการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ โดยได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และให้มีการยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรณีนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2560 ซึ่งกำหนดการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ในได้หลายกรณีด้วยกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KyHd98zevCQ

 1,414
สังคม
19 ก.ย. 62

ผอ.สามเสนวิทยาลัยพร้อมพวก โดนโทษอาญา-วินัย ทุจริตรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงข่าวว่ากรณีกล่าวหา นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวกว่าทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 2 ราย เพื่อแลกกับการเข้าโรงเรียน ซึ่งทางป.ป.ช.ได้รับเรื่องมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน   โดยมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น พบข้อเท็จจริงว่า นายวิโรฒ และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้ปกครองรวม 6 ราย เป็นเงิน 1,440,000 บาท และมีการเบียดบังเงินดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว   นอกจากนั้นยังพบว่า นายวิโรฒ นายภูสิทธิ์ และนายประเจิน โชติพงศ์กุล ครูชำนาญการพิเศษ (หัวหน้างานรับนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้ร่วมกันสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีฝ่ายบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ 1 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยออกใบเสร็จรับเงินว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับเงินบริจาค โดยให้ลงวันที่ย้อนหลัง แล้วนำเงินสดบางส่วนเข้าฝากเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน   คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า การกระทำของนายวิโรฒและนายภูสิทธิ์ กรณีรับเงินบริจาคโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินแล้วเบียดบังเป็นของตนเองโดยทุจริต รวมทั้งข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯในการออกใบเสร็จรับเงินนั้น มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,148,157,162(1) (4)ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1   และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547   ส่วนนายประเจิน กรณีร่วมกันข่มขืนใจจ้าหน้าที่การเงินฯ มีมูลคามผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148,157,162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86มาตรา 90 และมาตรา 91 และตาม พ.ร.ป.ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547ด้วยเช่นกัน   นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้มีการศึกษาและออกมาตรการป้องกันการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ โดยได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และให้มีการยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรณีนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2560 ซึ่งกำหนดการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ในได้หลายกรณีด้วยกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KyHd98zevCQ

 1,414

Top