ค้นหา :

ผลการค้นหา "ปปช"

สังคม
11 ม.ค. 63

'บิ๊กโจ๊ก' ให้ปากคำปปช. ปม จัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์ แฉ มีการเพิ่มวงเงิน จาก1 พันล้าน เป็น 2 พันล้าน

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ ข้อมูล ปปช. ปม จัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์ แฉ มีการเพิ่มวงเงิน จาก 1000 เป็น 2000ล้าน และนำไปใช้ไม่คุ้มค่า ปัด พลเอกประวิตร นัดเคลียร์ใจ ผบ.ตร. แต่พร้อมคุย   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต ผบช.สตม. เข้าให้ข้อมูล ต่อ ป.ป.ช. ในคดีจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอเมทริกซ์ตรวจคนเข้าเมืองของ สตม. ในฐานะพยานซึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญาในโครงการดังกล่าวเพราะพบความไม่ชอบมาพากล เมื่อครั้งตำแหน่ง ผบช.สตม.   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รอวันนี้มานาน เพราะต้องการที่จะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วยุติการเคลื่อนไหวและจะเลิกให้ข่าวให้เรื่องนี้ เพื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ   เพราะคดีนี้ตนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา เนื่องจากพบพิรุธตั้งแต่การเพิ่มวงเงินงบประมาณ จากที่ตั้งไว้ เกือบ1 พันล้าน แต่กลับมีการเพิ่มอีก หนึ่งเท่าตัวเป็น 2000 กว่าล้านบาท ประกอบกับการส่งมอบเครื่องไบโอแมทริกซ์ล่าช้าผิดปกติ   นอกจากนี้ยังพบมีการจัดซื้อที่มาเกินความจำเป็น เพื่อส่งระบบดังกล่าวถูกส่งไปใช้งานที่ภูธรจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งๆที่เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจคนเข้าเมืองที่ควรไว้เฉพาะด่านผ่านแดนเท่านั้น จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BMW 260 คัน มูลค่า 900 ล้านบาท ที่ใช้งบของ สตม. ไปดำเนินการ เพื่อใช้งานด่านผ่านแดนต่างๆ ทั้งที่เป็นรถระบบเชื่อมต่อวายฟายไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบกับรถดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นรถนำขบวนเท่านั้น   ยืนยันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีระบบไบโอแมทริกซ์ในการตรวจจับคนร้ายเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลต้องการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ แต่เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หน่วยงานก็เสียหาย ส่วนที่ต้องออกมาให้ปากคำ เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีอายุราชการเหลืออีกจำนวนมากหากไม่ทำเช่นนี้จะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกม เพื่อต้องการกลับมาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนเป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน รู้สึกอัดอั้นจึงต้องออกมา   ซึ่งเรื่องจะกลับไม่กลับไป สตช. นั้นเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะตนเป็นข้าราชการประจำจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เห็นได้จากที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนก็ไม่เคยไปร้องขอความเป็นธรรม   ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ส่วนตัว นั้นยอมรับว่าหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงออกมาก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว คนในคลิปควรไปขอโทษสังคมในฐานะผู้นำองค์กรที่นำเรื่องส่วนตัวเข้ามาสั่งการ เพราะเรื่องนี้หากตนถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่เกี่ยวข้อง และต้องเร่งรัดสั่งการหาตัวคนร้ายมาให้ได้แต่กลับไปสั่งให้คนที่กำลังทำงานอยู่ไม่ให้ทำงาน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่   ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่ามีการจัดฉาก เพื่อแย่งชิงเกี้าอี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ตนเป็นแค่ พลตำรวจโท ไม่มีเหตุอะไรต้องไป แย่งชิงและที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าใครสั่งการอย่างไรบ้าง   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันว่าเรื่องนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือจะเป็นตัวกลางในการเคลียร์ใจ กับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และหากจะให้มีการเคลียร์ใจกันจริงๆก็พร้อมที่จะพูดคุย แต่ถ้าจะให้ทำผิดกฎหมายตนจะไม่ทำ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jprntGVgNSE

 1,047
สังคม
10 ม.ค. 63

จับตาศึกบิ๊กชนบิ๊ก! ป.ป.ช.เรียก 'บิ๊กโจ๊ก' แจงปม ไบโอแมทริกซ์

บิ๊กโจ๊ก เข้าให้ ข้อมูล ปปช. ปม จัดซื้อระบบไบโอเมทริกซ์ แฉ มีการเพิ่มวงเงิน จาก 1000 เป็น 2000ล้าน และนำไปใช้ไม่คุ้มค่า ปัด พลเอกประวิตร นัดเคลียร์ใจ ผบ.ตร. แต่พร้อมคุย   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต ผบช.สตม. เข้าให้ข้อมูล ต่อ ป.ป.ช. ในคดีจัดซื้อจัดจ้างระบบไบโอเมทริกซ์ตรวจคนเข้าเมืองของ สตม. ในฐานะพยานซึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญาในโครงการดังกล่าวเพราะพบความไม่ชอบมาพากล เมื่อครั้งตำแหน่ง ผบช.สตม.   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รอวันนี้มานาน เพราะต้องการที่จะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วยุติการเคลื่อนไหวและจะเลิกให้ข่าวให้เรื่องนี้ เพื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ   เพราะคดีนี้ตนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา เนื่องจากพบพิรุธตั้งแต่การเพิ่มวงเงินงบประมาณ จากที่ตั้งไว้ เกือบ1 พันล้าน แต่กลับมีการเพิ่มอีก หนึ่งเท่าตัวเป็น 2000 กว่าล้านบาท ประกอบกับการส่งมอบเครื่องไบโอแมทริกซ์ล่าช้าผิดปกติ   นอกจากนี้ยังพบมีการจัดซื้อที่มาเกินความจำเป็น เพื่อส่งระบบดังกล่าวถูกส่งไปใช้งานที่ภูธรจังหวัดทุกจังหวัด ทั้งๆที่เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจคนเข้าเมืองที่ควรไว้เฉพาะด่านผ่านแดนเท่านั้น จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า BMW 260 คัน มูลค่า 900 ล้านบาท ที่ใช้งบของ สตม. ไปดำเนินการ เพื่อใช้งานด่านผ่านแดนต่างๆ ทั้งที่เป็นรถระบบเชื่อมต่อวายฟายไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบกับรถดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นรถนำขบวนเท่านั้น   ยืนยันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยให้มีระบบไบโอแมทริกซ์ในการตรวจจับคนร้ายเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลต้องการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ แต่เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หน่วยงานก็เสียหาย ส่วนที่ต้องออกมาให้ปากคำ เพราะเห็นว่าตัวเองยังมีอายุราชการเหลืออีกจำนวนมากหากไม่ทำเช่นนี้จะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างไร และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกม เพื่อต้องการกลับมาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะตนเป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน รู้สึกอัดอั้นจึงต้องออกมา   ซึ่งเรื่องจะกลับไม่กลับไป สตช. นั้นเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะตนเป็นข้าราชการประจำจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เห็นได้จากที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนก็ไม่เคยไปร้องขอความเป็นธรรม   ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ส่วนตัว นั้นยอมรับว่าหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงออกมาก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว คนในคลิปควรไปขอโทษสังคมในฐานะผู้นำองค์กรที่นำเรื่องส่วนตัวเข้ามาสั่งการ เพราะเรื่องนี้หากตนถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่เกี่ยวข้อง และต้องเร่งรัดสั่งการหาตัวคนร้ายมาให้ได้แต่กลับไปสั่งให้คนที่กำลังทำงานอยู่ไม่ให้ทำงาน แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่   ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่ามีการจัดฉาก เพื่อแย่งชิงเกี้าอี้ ผบ.ตร. ยืนยันว่า ตนเป็นแค่ พลตำรวจโท ไม่มีเหตุอะไรต้องไป แย่งชิงและที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าใครสั่งการอย่างไรบ้าง   พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันว่าเรื่องนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องหรือจะเป็นตัวกลางในการเคลียร์ใจ กับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ และหากจะให้มีการเคลียร์ใจกันจริงๆก็พร้อมที่จะพูดคุย แต่ถ้าจะให้ทำผิดกฎหมายตนจะไม่ทำ      

 1,330
สังคม
09 ม.ค. 63

ป.ป.ช. เรียก 'บิ๊กโจ๊ก' ให้ปากคำคดีไบโอแมทริกซ์ พรุ่งนี้

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เปิดเผยภายหลังเข้าพบองค์คณะพนักงานไต่สวน ของ ป.ป.ช. ว่า ป.ป.ช. ได้เชิญ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับอดีตรองผู้บัญชาการ คนที่ไม่ยอมเช็นต์รับมอบโครงการจนถูกย้าย เข้ามาให้ ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค.) เวลา 9.30 น. ส่วนพยานคนอื่นๆที่ ได้ยื่นเพิ่ม 13 คน   วันนี้ ป.ป.ช. จะทยอยเรียกมาให้ข้อมูลจนครบทั้ง 13 คน เมื่อครบแล้วก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา ป.ป.ช. เรียกเอกสารจากสำนักงานส่งกำลังบำรุง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องไปมากพอสมควรแล้ว และ สัปดาห์หน้า ป.ป.ช. จะลงพื้นที่สุ่มตรวจการใช้งานเครื่องไบโอแมสทริกซ์ ด้วย   ทั้งนี้หากการไต่สวนพบว่ามีมูลก็เชื่อว่า ป.ป.ช.ก็จะเรียกผู้ถูกร้องทั้ง 4 คน รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาชี้แจงต่อไป  

 1,768
ข่าวภูมิภาค
17 ธ.ค. 62

จับอดีต ขรก.ซี 5 ทุจริตเงินร่วม 10 ล้าน ทำทีแจ้งเป็นคนสาบสูญ หวังหนีคดี สุดท้ายไม่รอด

ปทุมธานี-เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายชาญชิต พิทักษ์พลรัตน์ หลังเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 5 สำนักงานประชาสงเคราะห์จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ได้กระทำการเบียดบังเงินของทางราชการจำนวน 9,221,225 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ   คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิดทางอาญา แต่นายชาญชิต ไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีต่อศาล คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายจับ และศาลจังหวัดชัยภูมิได้ออกหมายจับ ที่ 9/2554 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554   จากการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัว มีข้อมูลปรากฏว่านายชาญชิต ถูกศาลจังหวัดชัยภูมิสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ ตั้งแต่ปี 2554 โดยผู้ยื่นคำร้องต่อศาลคืออดีตภรรยา แต่เจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษยังไม่ปักใจเชื่อว่านายชาญชิต จะเป็นบุคคลสาบสูญจริง จึงเริ่มกระบวนการสืบสวนเชิงลึก หาพยานหลักฐานว่านายชาญชิต ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่   จนได้ข้อมูลและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารแห่งหนึ่งที่นายชาญชิต ยื่นคำขอเปิดบัญชีร่วมกับภรรยาคนปัจจุบัน (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) เมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้นายชาญชิต เป็นบุคคลสาบสูญ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนหาตัวนายชาญชิต โดยเริ่มจากที่อยู่ตามคำขอเปิดบัญชีธนาคาร และต่อมาทราบว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นบ้านของภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งเสียชีวิตแล้วตั้งแต่ปี 2560 แต่นายชาญชิตยังคงครอบครองและอยู่อาศัยเรื่อยมา     นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายชาญชิตฯ ได้ครอบครองรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ที่มีชื่อภรรยาคนปัจจุบันซึ่งเสียชีวิตแล้ว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้เป็นยานพาหนะในการประกอบธุรกิจขายของชำ เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ โดยมักจะไปเลือกซื้อของจากตลาดสี่มุมเมือง ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นประจำ   สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษจึงได้วางแผนปฏิบัติการลงพื้นที่ และสนธิกำลังร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาในเมื่อวานนี้ (16 ธ.ค.) เวลาประมาณ 11.00 น. ณ ตลาดสดแห่งหนึ่งในตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยจะนำตัวนายชาญชิตฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับส่งให้พนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ :   https://youtu.be/Digj6Xv6EQ0

 1,990
สังคม
17 ธ.ค. 62

จับอดีต ขรก.ซี 5 ทุจริตเงินร่วม 10 ล้าน ทำทีแจ้งเป็นคนสาบสูญ หวังหนีคดี สุดท้ายไม่รอด

ปทุมธานี-เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายชาญชิต พิทักษ์พลรัตน์ หลังเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 5 สำนักงานประชาสงเคราะห์จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ได้กระทำการเบียดบังเงินของทางราชการจำนวน 9,221,225 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ   คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิดทางอาญา แต่นายชาญชิต ไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีต่อศาล คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายจับ และศาลจังหวัดชัยภูมิได้ออกหมายจับ ที่ 9/2554 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554   จากการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัว มีข้อมูลปรากฏว่านายชาญชิต ถูกศาลจังหวัดชัยภูมิสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ ตั้งแต่ปี 2554 โดยผู้ยื่นคำร้องต่อศาลคืออดีตภรรยา แต่เจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษยังไม่ปักใจเชื่อว่านายชาญชิต จะเป็นบุคคลสาบสูญจริง จึงเริ่มกระบวนการสืบสวนเชิงลึก หาพยานหลักฐานว่านายชาญชิต ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่   จนได้ข้อมูลและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารแห่งหนึ่งที่นายชาญชิต ยื่นคำขอเปิดบัญชีร่วมกับภรรยาคนปัจจุบัน (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) เมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้นายชาญชิต เป็นบุคคลสาบสูญ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนหาตัวนายชาญชิต โดยเริ่มจากที่อยู่ตามคำขอเปิดบัญชีธนาคาร และต่อมาทราบว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นบ้านของภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งเสียชีวิตแล้วตั้งแต่ปี 2560 แต่นายชาญชิตยังคงครอบครองและอยู่อาศัยเรื่อยมา     นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายชาญชิตฯ ได้ครอบครองรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ที่มีชื่อภรรยาคนปัจจุบันซึ่งเสียชีวิตแล้ว เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้เป็นยานพาหนะในการประกอบธุรกิจขายของชำ เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ โดยมักจะไปเลือกซื้อของจากตลาดสี่มุมเมือง ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นประจำ   สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษจึงได้วางแผนปฏิบัติการลงพื้นที่ และสนธิกำลังร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาในเมื่อวานนี้ (16 ธ.ค.) เวลาประมาณ 11.00 น. ณ ตลาดสดแห่งหนึ่งในตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยจะนำตัวนายชาญชิตฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับส่งให้พนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ :   https://youtu.be/Digj6Xv6EQ0

 1,990
การเมือง
09 ธ.ค. 62

'วิลาศ' จ่อร้อง ป.ป.ช. - สตง. สอบการขยายสัญญาสร้างรัฐสภาครั้งที่ 4

นายวิลาส จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ล่าสุด พบว่าบริษัทผู้รับเหมาหรือซิโน-ไทย มีหนังสือขอขยายการก่อสร้างเป็นครั้งที่ 4 อีก 502 วัน จาก 16 ธ.ค. 2562 ถึง 30 เม.ย. 2564 โดยอ้างเหตุผลที่ล่าช้าว่า เป็นเพราะทางรัฐสภาขอแก้ไขรูปแบบการก่อสร้างและมีการขอใช้พื้นที่ก่อนล่วงหน้าถือตึกฝั่งวุฒิสภาที่ใช้ประชุมสภาในปัจจุบันทำให้เป็นอุปสรรค ทั้งที่ในสัญญาระบุอนุญาตให้สภาฯเข้าใช้พื้นที่ที่เสร็จแล้วได้ และจะใช้อ้างขอขยายเวลาเพิ่มไม่ได้   ประกอบกับเรื่องนี้ คณะกรรมการพัสดุของรัฐสภามีหนังสือโต้แย้งแล้วว่าไม่สามารถขอขยายตามเหตุผลที่อ้างมาได้ แต่ บริษัทที่ปรึกษาการก่อสร้างของสภา พิจารณาว่าควรขยายให้อีก 382 วัน คือสิ้นสุดในวันที่ 13 ธ.ค.ปี 2563 แทน จึงตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวฮั้วกับบริษัทผู้รับเหมา และทำกันเป็นขบวนการหรือไม่ เพราะพบว่ามีการส่งเจ้าหน้าที่มีเป็นตัวกลางในการประสานงานร่วมกัน   นายวิลาส กล่าวว่าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง โดยเฉพาะการขอขยายเวลามาแล้ว 3 ครั้ง รวม 1482 วัน ทั้งที่สัญญาหลักขอสร้างแค่ 900 วัน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกันคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาหลายคณะเกี่ยวกับการก่อสร้าง กินเบี้ยประชุมเดือนละหลายหมื่นบาทต่อคน มีการปูบำเน็จความชอบให้ขึ้นเงินเดือน ประกอบกับการขยายเวลาก่อสร้างตั้งแต่ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ปี 2561-2562 มีความไม่ชอบมาพากล อ้างเรื่องโรงเรียนโยธินบูรณะไม่ส่งคืนพื้นที่ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีการส่งมอบให้ตั้งแต่กลางปี 2559 ประกอบกับเมื่อได้รับการขยายแล้วก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สามารถก่อสร้างคืบหน้าได้ 20% ทำให้การก่อสร้างขณะนี้อยู่ที่ 69.8% ซึ่งจะครบสัญญาที่ขยายครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้   และจากการได้พูดคุยในวานเสวนากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตัวแทนของบริษัทซิโน-ไทย นายอนุทินกลับบอกว่า ระยะเวลาการก่อสร้างจริงต้องนับจากวันที่สภาฯ ส่งมอบคืนพื้นที่ครบถ้วนให้บริษัทผู้รับเหมาแล้ว ดังนั้นเห็นว่าการที่นายอนุทินพูดแบบนี้จึงยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องขอขยายระยะเวลาเพิ่ม   จึงเตรียมยื่นเรื่องนี้ ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ว่าการขอขยายระยะเวลาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอให้รัฐสภาตั้งกรรมการตรวจสอบเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ด้วยหรือไม่ พร้อมเห็นว่าเมื่อสิ้นสุดสัญญาการขยายรอบที่ 3 ในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ ควรยุติการอนุมัติขยายเพิ่มในรอบที่ 4 และให้เริ่มปรับบริษัท ซิโน-ไทย ตามสัญญาวันละ 12.28 ล้านบาทด้วย  

 2,025
การเมือง
04 ธ.ค. 62

'ธรรมนัส' ปัด พปชร.ทิ้ง 'ปารีณา' โดดเดี่ยว แต่หากผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสที่พรรคพลังประชารัฐเหมือนปล่อยให้นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.จังหวัดราชบุรี ต่อสู้เรื่องที่ดินรุกป่าอย่างโดดเดี่ยวว่า พรรคไม่ได้ปล่อยให้นางสาวปารีณา ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นเรื่องที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและยืนยันว่า จะไม่มีใครปกป้องนางสาวปารีณาได้ แม้แต่รัฐบาลเองก็ตาม เพราะจะทำผิดกฎหมายไม่ได้   ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ปารีณาจะขอแก้ไขจำนวนที่ดิน ภ.บ.ท.5 ที่แจ้งการครอบครองเกินจริงไปนั้น ในหลักการผู้ยื่นสามารถยื่นขอแก้ไขได้ แต่ ป.ป.ช.ต้องนำข้อมูลมาตรวจสอบว่าเป็นการคลาดเคลื่อนโดยจงใจ มีเจตนาปกปิดหรือไม่มีเจตนา   ส่วนการที่ น.ส.ปารีณาครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ปี 2553 แต่เพิ่งมายื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.แจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อปี 2562 จะเข้าข่ายยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่นั้น กำลังให้เจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริง ปกติแล้วที่ดินที่ต้องยื่นแสดงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ได้แก่ ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนด น.ส.3 แต่กรณี ภ.บ.ท.5 เป็นประเด็นข้อกฎหมาย เพราะอาจไปเชื่อมโยงเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ในส่วน ส.ส.อีก 10 คนที่ครอบครอง ภ.บ.ท.5 และ ส.ป.ก.นั้น ป.ป.ช. จะขยายผลตรวจสอบด้วยเช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/6XNXUQ2rthA

 3,625
การเมือง
03 ธ.ค. 62

ปารีณา ส่งทนายฟ้อง 'วีระ-อัจฉริยะ' ป.ป.ช.ชี้ กม.เปิดทาง แก้ไขข้อมูลที่ดินได้หากแจ้งเกินจริง

นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เดินทางมาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ยื่นฟ้องให้ดำเนินคดีกับ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท   กรณีนายวีระแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจอมบึง จังหวัดราชบุรี กล่าวหาว่า ตนเองบุกรุกพื้นที่ป่า และยังฟ้องให้ดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ฐานหมิ่นประมาท กรณีให้สัมภาษณ์พาดพิงเรื่องการบุกรุกที่ ทำให้นางสาวปารีณาเสื่อมเสียชื่อเสียง   ส่วนกรณีที่นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีตรวจสอบที่ดินของนางสาวปารีณาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานั้น ทีมทนายความได้รวบรวมหลักฐานไว้ ซึ่งพบว่าข้อมูลบางส่วนตรงกันกับหลักฐานที่ทนายมี ส่วนจะพิจารณาฟ้องร้องเอาผิดกับอธิบดีกรมป่าไม้หรือไม่ คงยังไม่ฟ้องร้องในขณะนี้ ขอรอดูท่าทีในอนาคต หากมีลักษณะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือละเมิดสิทธินางสาวปารีณา ก็คงต้องฟ้องเพื่อรักษาสิทธิของนางสาวปารีณาเช่นกัน   ขณะที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึง กรณีที่นางสาวปารีณา ออกมายอมรับ ถึงความคลาดเคลื่อน ในการแสดงรายการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. กรณีแจ้งครอบครองที่ดิน ภบท. 5 จำนวน 1700ไร่ ทั้งที่การครอบครองจริงจากการรังวัดของกรมป่าไม้ มีเพียง 691 ไร่ว่า   เรื่องนี้ อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สิน หากพบว่ามีความผิดปกติ เจ้าหน้าที่จะทำเป็นสำนวนและเรียก นางสาวปารีณา มาชี้แจง แต่ทั้งนี้ต้องดูข้อเท็จจริงว่า นางสาวปารีณามีเจตนาจงใจปกปิด หรือแจ้งเกินจริงหรือไม่ หากพบว่าไม่มีเจตนา ตนในฐานะ เลขาธิการ ก็สามารถให้ นางสาวปารีณามาแก้ไข ข้อมูลให้ครบถ้วนได้ เพราะ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 109 วรรค 2 ให้อำนาจไว้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/v4hlmB1HKm8

 2,171
การเมือง
14 พ.ย. 62

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 4 จนท.รัฐ-ซิโนไทย คดีเรียกรับสินบนข้ามชาติ 20 ล้าน สร้างโรงไฟฟ้าขนอม

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย กรณีร่วมกันเรียกรับเงินจำนวน 20,000,000 บาท จากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่รับว่าจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแลกกับการอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือชั่วคราวบริเวณโรงไฟฟ้า ตลอดจนให้เรือลำเลียงเข้าเทียบท่าเพื่อขนถ่ายชิ้นส่วนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยไม่ชอบ   พร้อมชี้มูลความผิด บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ อีก 2 ราย ในฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสี่รายในการกระทำความผิดดังกล่าว การไต่สวนคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. 2560   โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ   โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย ประกอบด้วย 1) นาวาโท สาธิต ชินวรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช 2) นายคณิน เมืองด้วง รองนายกเทศมนตรี ตำบลท้องเนียน 3) นายอภิชาติ สวัสดิรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลท้องเนียน 4) พันตำรวจโท สันติพงษ์ พันธ์สวัสดิ์ สารวัตรสถานีตำรวจนำ 4 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจนำ   ที่ได้ร่วมกันเรียกรับเงินจำนวน 20,000,000 บาท จากผู้แทนของบริษัท มิตซูบิชิ ฮิตาชิพาวเวอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มาปฏิบัติงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อแลกกับการอนุญาตให้เรือลำเลียงชิ้นส่วนอุปกรณ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถเข้าเทียบท่าเทียบเรือชั่วคราวบริเวณโรงไฟฟ้าได้   แม้ว่าเรือจะมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะเข้าเทียบท่าเทียบเรือชั่วคราวตามที่ขออนุญาตก่อสร้างไว้ ซึ่งผู้บริหารของบริษัท MHPS ตัดสินใจที่จะจ่ายเงินสินบนจำนวน 20,000,000 บาท เพราะหากการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องจักรเกิดการหยุดชะงักจะทำให้การก่อสร้างไม่ทันกำหนดเวลาการส่งมอบงาน และบริษัท MHPS จะต้องเสียค่าปรับตามสัญญาถึงวันละ 40 ล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,000,000 บาท)     ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/DEwqVPHJ0PA

 1,098
การเมือง
14 พ.ย. 62

'ปารีณา' ปิดฟาร์มไก่ หลังโดนสอบปมรุกที่ป่า 'บิ๊กป้อม' ไม่ห่วงเชียร์ "ปารีณาสู้ได้อยู่แล้ว"

ป.ป.ช.สั่งตรวจสอบกรณีที่ดินใช้ประโยชน์ที่ดิน ภ.บ.ท.5 กว่า 1.7 พันไร่ ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ หลังนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นเรื่องตรวจสอบ   ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นที่น่าสนใจของสังคมทำให้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมป่าไม้ตรวจสอบว่าหากเป็นที่ป่าแล้ว น.ส.ปารีณา เข้าไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าตรวจสอบเช่นกัน   รวมทั้งตั้งข้อสังเกตที่ น.ส.ปารีณา ยืนยันว่าครอบครองที่ดินมานับสิบปี นอกจากการยื่น ป.ป.ช. สอบว่าแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยชอบหรือไม่แล้ว ยังเป็นการตรวจสอบว่าการถือครองที่ดินโดยชอบและเข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ รวมทั้งต้องมีการคืนที่ดินให้กับรัฐหรือไม่   ขณะที่บริเวณหน้าฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่กำลังเป็นประเด็นดังกล่าว พบว่าประตูด้านหน้าฟาร์มถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา และมีป้ายห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต แต่กลับไม่พบเจ้าหน้าที่เข้ามาแต่อย่างใด มีแต่คนงานของฟาร์มนำป้ายมาติดว่า หยุดขาย 1 วัน   ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบก่อน ให้เวลาเขาหน่อย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ปารีณา ไม่จำเป็นต้องเรียกมาพูดคุย เชื่อว่า น.ส.ปารีณา สู้ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นความจริง     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/my-g-iZihJI

 2,765
การเมือง
12 พ.ย. 62

'เอ๋ ปารีณา' ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย หลังป.ป.ช. รับลูกสอบครอบครองที่ดิน สปก.

จากรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ส่งเอกสารให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการครอบครองของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตามที่ได้ยื่นแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้ในปี 2562 ว่า มีที่ดิน ภบท.5 อยู่ในครอบครอง 58 รายการ เนื้อที่ 1,706 ไร่ ที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นการครอบครองถูกต้องหรือไม่ หลัง น.ส.ปารีณาให้สัมภาษณ์ ยอมรับว่า ครอบครองที่ดินดังกล่าวนานแล้ว ทั้งที่ ภบท.5 ตามกฎหมายไม่สามารถครอบครองได้   ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่กรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำกินได้ ทำกินมานานแล้วและได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี และเสียทุกครั้งที่เรียกเก็บทำอย่างถูกต้อง เมื่อถามว่าที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ได้รับการจัดสรรจากกรมป่าไม้ ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร   ซึ่งครอบครองมานานตั้งแต่ยังไม่ได้เลี้ยงไก่ มีการปลูกอ้อย ปลูกส้ม เลี้ยงหมู ทำมาหลายอย่างหลายแบบมานาน เป็นการครอบครองทำกินเสียภาษี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นการจ่ายภาษีคล้ายภาษีดอกหญ้า ที่ไม่ไปแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เพราะไม่ใช่ของของเรา แต่ว่า ป.ป.ช.ขอความร่วมมือว่า ถ้ามีที่ดินประเภทของกรมป่าไม้ที่เข้าไปทำกินอยู่ให้แจ้งด้วยจึงได้แจ้งไป   โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ชื่อ เขาสนฟาร์ม จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศบริเวณที่ตั้งโรงเลี้ยงไก่เกือบทั้งหมด เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พ.ศ.2527 ปัจจุบันกรมป่าไม้ส่งมอบ ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี พ.ศ.2554 หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของ ส.ป.ก.ที่จะเข้ามาตรวจสอบต่อ   ด้านร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้เลขาธิการ สปก.ดำเนินการตรวจสอบที่มาที่ไปของที่ดินดังกล่าววว่าเป็นที่ สปก.จริงหรือไม่ และให้รายงานกลับมาภายในบ่ายวันนี้ ว่าที่ดินดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินแล้วหรือไม่ รวมถึงวัตถุประสงค์ถือครองที่ดินด้วย พร้อมยืนยันว่าไม่หนักใจในการตรวจสอบ แม้นางสาวปารีณา จะเป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐก็ตามก็ต้องจะยึดกฎหมายเป็นหลัก   ขณะที่ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องตรวจสอบอยู่แล้วว่ากว่า ทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป. ป.ช. มีการครอบครองหรือ ถือกรรมสิทธิ์ โดยชอบหรือไม่ และเป็นผู้ถือครองจริงหรือไม่ พร้อมทั้งจะตรวจสอบด้วยว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. พรรคเพื่อไทยเมื่อปี2557 ได้มีการแจ้งทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่  

 354
การเมือง
12 พ.ย. 62

'ปารีณา' แจงยิบ หลังโดนร้อง ป.ป.ช.สอบปมครอบครองที่ดิน 1,700 ไร่

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ส่งเอกสารให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการครอบครองของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตามที่ได้ยื่นแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้ในปี 2562 ว่า มีที่ดิน ภบท.5 อยู่ในครอบครอง 58 รายการ เนื้อที่ 1,706 ไร่ ที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นการครอบครองถูกต้องหรือไม่ หลัง น.ส.ปารีณาให้สัมภาษณ์ ยอมรับว่า ครอบครองที่ดินดังกล่าวนานแล้ว ทั้งที่ ภบท.5 ตามกฎหมายไม่สามารถครอบครองได้   ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่กรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำกินได้ ทำกินมานานแล้วและได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี และเสียทุกครั้งที่เรียกเก็บทำอย่างถูกต้อง เมื่อถามว่าที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ได้รับการจัดสรรจากกรมป่าไม้ ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร   ซึ่งครอบครองมานานตั้งแต่ยังไม่ได้เลี้ยงไก่ มีการปลูกอ้อย ปลูกส้ม เลี้ยงหมู ทำมาหลายอย่างหลายแบบมานาน เป็นการครอบครองทำกินเสียภาษี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นการจ่ายภาษีคล้ายภาษีดอกหญ้า ที่ไม่ไปแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เพราะไม่ใช่ของของเรา แต่ว่า ป.ป.ช.ขอความร่วมมือว่า ถ้ามีที่ดินประเภทของกรมป่าไม้ที่เข้าไปทำกินอยู่ให้แจ้งด้วยจึงได้แจ้งไป   ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ตนได้สอบถามและสั่งการไปยังกรมป่าไม้ให้ตรวจสอบและให้รายงานมาที่ตนเร็วที่สุด ตนมี 2 มุมมอง คือ เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่ น.ส.ปารีณาได้จ่ายภาษีส่วนไหนก็ให้แจ้งส่วนนั้นด้วย ถ้าไม่แจ้งจะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเรื่องของการครอบครองพื้นที่ป่าที่กำลังตรวจสอบว่าอยู่ในระยะเวลาไหนอย่างไร และต้องไปดูที่ต้นตอการได้มา คืออาจจะมีการเสียภาษีภบท.5 มาก่อนหน้านี้ และเสียไปเรื่อยๆโดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ และหากเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าจริงต้องดำเนินการตามกฎหมาย   ขณะที่นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ชื่อ เขาสนฟาร์ม จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศบริเวณที่ตั้งโรงเลี้ยงไก่เกือบทั้งหมด เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พ.ศ.2527 ปัจจุบันกรมป่าไม้ส่งมอบ ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี พ.ศ.2554 หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของ ส.ป.ก.ที่จะเข้ามาตรวจสอบต่อ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/k2NLE6ztJqg

 4,823
การเมือง
08 พ.ย. 62

'มงคลกิตติ์' หอบพระเครื่องนับ 100 ล้าน แจ้ง ป.ป.ช. ยอมรับตั้งราคาเอง

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นำ   - พระกริ่งปวเรศทองคำ มูลค่า 50 ล้านบาท - พระสมเด็จวัดระฆังเหลี่ยมทอง 40 ล้าน - พระสมเด็จไกเซอร์ทองคำ 30 ล้านบาท   และพระเครื่องอื่นๆรวมกว่า 120 ล้าน เพื่อยืนยันต่อ ป.ป.ช. ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่จริง หลังถูก ป.ป.ช.เรียกให้ชี้แจงรายการทรัพย์สินที่ แจ้งต่อ ป.ป.ช. โดยนายมงคลกิตติ์ ใช้เวลาชี้แจงเกือบ 3 ชั่วโมง และยอมรับว่าได้ ประเมินราคาเอาเองโดยเทียบเคียงจากราคาของบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน แต่ไม่มีใบรับรองยืนยันเนื่องจากไม่มีระเบียบกำหนดไว้   แต่ยืนยันทรัพย์สินมีที่มาที่ไป เชื่อถือได้ แม้แต่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. สัมผัสพระกริ่งแล้วยังรู้สึกศรัทธา มีพลังบารมี ถึงขั้นมือสั่น ส่วนตัวกับพระกริ่งปวเรศ ที่บูชาไว้รู้สึกทำอะไรสำเร็จและชนะ   นายมงคลกิตติ์ ยังเปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะมอบหมายให้ทนายความ ไปฟ้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท นายศรีสุวรรณ จรรยา ที่กล่าวหาว่าแจ้งราคาพระเครื่องเกินจริงและอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพราะสร้างความเสียหายให้ตน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qyV9jSiKxyU

 2,172
การเมือง
06 พ.ย. 62

'มงคลกิตติ์' รับ ไม่รู้พระกริ่งปวเรศ จริงหรือปลอม หลัง 'ม.จ.จุลเจิม' โพสต์ให้ข้อมูล แต่พร้อมปรับลดราคาลง

กรณีที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นำพระกริ่งปวเรศทองคำ ออกมาโชว์สื่อ แล้วแจ้งว่ามีมูลค่า 50 ล้านบาท นั้น   ล่าสุด หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า "คุณ ศรีสุวรรณ ครับ ผมขอให้ข้อมูลคุณหน่อยหนึ่ง ก่อนที่คุณจะไปทำหนังสือร้องเรียน ปปช ว่า......   พระกริ่งปวเรศ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้น ไม่มีเนื้อทองคำ มีอยู่เนื้อเดียว คือเนื้อนวโลหะผิวกลับดำ เมื่อขัดเนื้อในจะเป็นสีจำปาเทศ และเมื่อทิ้งไว้ถูกกับอากาศจะกลับดำอีกครั้งหนึ่งในเวลาไม่นาน และเท่าที่ผมทราบ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ยังไม่มี พระกริ่งปวเรศ ทองคำ มีแต่เนื้อนวโลหะ แม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงมี พระกริ่งปวเรศ ห้อยพระศอ หรืออยู่ในครอบน้ำพระพุทธมนต์ก็ยังเป็นเนื้อนวโลหะ ไม่ใช่เนื้อทองคำเลยครับ   ส่วน พระกริ่งปวเรศ ทองคำที่ท่าน ส.ส. โชว์ นั้น ผมว่าไม่ใช่พระกริ่งปวเรศ ที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้น (ของแท้) แน่นอน อาจจะเป็นพระกริ่ง (ทองคำ) เป็นรุ่นที่ พระเกจิอาจารย์ หรือ พวกนักสร้างพระ สร้างเลียนแบบขึ้นมา และราคาก็ไม่น่าถึง ห้าสิบล้าน น่าจะเป็นแค่หลักหมื่น หลักแสน (ตามน้ำหนักทอง) เค้าเรียกว่าโดนแหกตากันเป็นต่อๆไป"   ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ โพสต์ "#กระผมขอกราบขอบพระคุณ ที่ท่านใหม่(พล.อ.ม.จ.จุลเจิม ยุคล) ให้คำแนะนำเรื่องพระกริ่งปวเรศให้กระผมเข้าใจทางเฟซบุ๊กมากขึ้นครับ   บอกก่อนครับ ว่าตัวกระผมเองก็ไม่ใช่เซียนพระ มีความรู้เรื่องพระเครื่องน้อย แต่ชอบ ศรัทธา พุทธคุณพระกริ่งปวเรศมาก คนให้กระผมมาหรือตอบแทนบุญคุณพูดถึงพุทธคุณกระผมยิ่งศรัทธาอย่างยิ่งยวด ยิ่งพระกริ่งปวเรศผลิตมาจำนวนน้อย ผู้ที่มีได้จะต้องเป็นชั้นเจ้านาย ผู้สูงศักดิ์ กระผมยิ่งศรัทธา แต่ตอนนี้มีผู้รู้มาบอกให้กระผมพอทราบแล้วว่า พระกริ่งปวเรศ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างขึ้นมีแค่เนื้อเดียว คือ เนื้อนวโลหะผิวกลับดำ มีไม่เกิน 8 องค์ ส่วนกริ่งปวเรศเนื้อทองคำ สร้างเป็นจำนวนประมาณ 100-200 องค์ น่าจะสร้างในยุคสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรฯ พระองค์ก่อน ทราบว่าสร้างหลายรุ่น    ส่วนของกระผมที่ชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ไปนั้น เป็นพระกริ่งฯ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ารุ่นไหน แต่ว่าเป็นทองจริงๆ เพราะขัดไปในเนื้อในก็ยังเป็นทอง น่าจะเป็นทองคำ 80%-90% หรืออาจจะเป็นของเก๋ หรือ ของจริง ผมไม่ทราบได้เพราะกระผมไม่ใช่เซียนพระ และก็หาราคากลางจากอินเตอร์เน็ต ตามที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.แนะนำให้หาราคากลาง    ส่วนถ้า ป.ป.ช.ต้องการให้ลดราคาพระที่กระผมชี้แจงไป กระผมก็พร้อมปรับราคาตาม ป.ป.ช.ต้องการ กระผมไม่มีเจตนาปกปิด มีเท่าไรก็แจ้งเท่านั้น เพราะเป็น ส.ส.ต้องเปิดเผย ส่วนกระผมที่มีความเข้าใจในประวัติพระกริ่งปวเรศจะไม่ครบถ้วนผิดพลาดก็กราบขออภัยผู้รู้ทุกท่าน แต่ถึงอย่างไร คุณค่าของพระที่กระผมใช่อยู่ ก็จะมีค่าสูงมากในใจกระผมตลอดไป จาก ส.ส.เต้ ผู้ศรัทธาพระเครื่อง"     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6Nj5a4okLEE

 2,554
การเมือง
06 พ.ย. 62

มติ ปชป. หนุน "อภิสิทธิ์" นั่งประธานแก้รธน.

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยมติที่ประชุมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ     นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าที่ประชุมส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ มีมติสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีมติเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมอบหมายให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ในฐานะผู้ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์หรือวิป พรรค ไปหารือพูดคุยทำความเข้าใจกับวิปรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคการเมืองอื่นๆ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ส่วนคณะกรรมาธิการฯอีก 3 คน ที่พรรคได้รับโควต้ายังไม่มีการพิจารณา เสนอชื่อบุคคลเพราะยังมีเวลาถึงสัปดาห์หน้า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงจะมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งพรรคมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งนี้เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เพราะเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และผ่านการใช้รัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ จึงเหมาะสมที่จะไปทำหน้าที่ส่วนกรณีที่พรรคพลังประชารัฐระบุว่า ประธานคณะกรรมาธิการฯ ควรเป็น โควต้าของพรรคแกนนำรัฐบาลนั้น ไม่ขอก้าวล่วงพรรคการเมืองอื่น

 139

Top