ค้นหา :

ผลการค้นหา "สาว"

ข่าวภูมิภาค
15 เม.ย. 61

จับแล้ว! สาวแดนซ์หวิวให้จับหน้าอกงานสงกรานต์ถนนข้าวโพด ขอโทษชาวชัยนาท-รับคึกคะนอง

จากกรณีพบสาวเต้นโชว์ให้จับหน้าอกในงานสงกรานต์ถนนข้าวโพด ล่าสุดถูกตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท จับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาเปิดเครื่องเสียงโดยไม่ขออนุญาต และกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท แล้ว       ด้านเจ้าตัวสำนึกผิด กล่าวขอโทษพี่น้องชาวชัยนาทที่ทำให้เสียภาพพจน์เมืองชัยนาทเพราะความคึกคะนองและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อ้างแค่หยอกเล่นกันเฉยๆ ไม่ได้จับนม แค่ล้วงมาที่คอเท่านั้น และไม่มีคนอื่นมาจับหน้าอกอีกเลย             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/dA2QiNSLs28

 7,682
สังคม-อาชญากรรม
07 เม.ย. 61

มอบตัวแล้ว! แก๊งพระหลอกสาววัย18 ดื่มน้ำมนต์แก้คุณไสยจนช็อกดับ โบ้ยไม่ได้บังคับ

รวบแล้วแก๊งพระและลูกศิษย์ ทำน้ำมนต์ให้สาว 18 กิน เสียชีวิต อ้างถูกคุณไสยฯ สารภาพไม่ได้บังคับ แต่เหยื่อกินเอง ด้าน แม่เหยื่อสาววอนหยุดพฤติกรรมทำลายชีวิตคนอื่น     ความคืบหน้าจากกรณีพ่อแม่ร้องเรียนลูกสาวอายุ 18 ปี กินน้ำมนต์ 2 ถังน้ำก่อนจะเสียชีวิต หลังมีพระสงฆ์ต่างถิ่นมาทักว่าโดนคุณไสยมนต์ดำ ต้องกินน้ำมนต์เต็ม 2 บาตรพระถึงจะหายนั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 4 คน    ด้านนางดวงจิตแม่ของผู้เสียชีวิตเล่าว่า ตนและสามีนับถือพระอาจารย์โอภาส ที่ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับชาวบ้าน ก่อนเกิดเหตุ ตนพาสามีไปอาบน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อ จากนั้นพระโอภาสได้ทักลูกสาวว่าถูกคุณไสยเล่นงาน เพราะที่คอของลูกสามีรอยดำ ตอนนั้นตนก็ตกใจและลูกสาวก็กังวลเลยตกลงกันว่าจะมาให้พระอาจารย์แก้มนต์คาถาคุณไสยให้ จึงมาทำพิธี    โดยพระให้ดื่มน้ำมนต์ จากบาตรที่ทำพิธี  ซึ่งมีทีมงานของพระ จำนวน4คน คอยอำนวยความสะดวกและนำน้ำมนต์มาให้ลูกสาวตนดื่ม ตอนแรกลูกดื่มไปสองแก้วแรกก็เริ่มมีอาการอาเจียน  จากนั้นทีมงานของพระอาจารย์ก็ให้ลูกตนดื่มน้ำมนต์ต่อไปอีกจนหมดบาตรที่1 แล้วลูกก็เริ่มมีอาการอาเจียนหนักขึ้นและปัสสวะ แต่ทีมงานพระก็ไม่หยุดให้ลุกสาวกินจนหมดบาตรที่2 จากนั้นลูกก็มีอาการชักเกร็ง นำส่งโรงพยาบาล รักษาตัวนาน3วันก็เสียชีวิต จากสาเหตุขาดออกซิเจนในเลือด    ตอนนี้ตนและครอบครัวรู้สึกแย่มากที่ลูกสาวต้องมาจบชีวิตแบบนี้ และพระที่ทำพิธีก็เป็นพระที่ชาวบ้านนับถือ พอหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น  จึงมาขอให้ตำรวจช่วยจับกุมและดำเนินคดีกับแก๊งพระและลูกศิษย์ไม่ให้ไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก ตอนลูกอ้วกเราก็คิดว่าคุณไสยออก เลยไม่คิด่าลูกจะตาย   ด้าน พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า  ก่อนหน้านี้ทางพ่อแม่ผู้เสียชีวิตเห็นว่าคดีไม่มีความคืบหน้า และเกรงว่าพระที่หลบหนีและพวกจะมาข่มขู่ จึงมาร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมคนร่ายได้แล้ว4คน ประกอบด้วย  นางสาวกรรณิการ์ ไม้สังข์  นางสาวบุญหลาย จันลา นายมงคล ใยแก้ว และ พระบุญปัน บุญโนนเต้  ส่วนพรโอภาษ ศรีสง่า หลบหนีอยู่ระหว่างการติดตาม   พฤติกรรมของผู้ต้องหา นำเอาความเชื่อมาหลอกลวงชาวบ้าน ส่วนน้ำมนต์ที่กินเข้าไปนั้น เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอยู่ระห่างตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนหรือไม่ รวมทั้งคราบอาเจียนและหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุการเสียชิวิต เบื้องต้นแจ้งข้อหา ร่วมกันก่อเหตุประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฉ้อโกง    สำหรับประวัติของพระโอภาษและลูกศิษย์ มีพฤติกรรมอ้างว่าสามารถสะเดาะเคาระห์แก้คุณไสยให้กับชาวบ้านได้ ไม่มีที่อยู่หลักแหล่ง ตระเวณอาศัยตามสำนักสงฆ์ทำพิธี ก่อนหน้านี้ก็เคยทำพิธีที่จังหวัดเลยมาก่อน และเข้ามาอยู่ในพื้นที่อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม  และทำพิธีให้กับผู้ตายเมื่อวันที่ 21 มีนาคม จนเสียชิวิต ตอนนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม และเตือนประชาชน หากเจ็บป่วยควรพบแพทย์ และเรื่องความเชื่อการทำพิธีนี้ ขอให้ใช้พิจรณญาณ พิจรณาความเหมาะสมและอันตราย เพราะอาจเสี่ยงถึงแก่ชีวิตเหมือนผู้เสียหายรายนี้      จากนั้นตำรวจได้พาแม่ผู้เสียชีวิตไปชี้ตัวผู้ต้องหา และนำผู้ต้องหาทั้งสามคนมาแถลงข่าวกับสื่อมลชน ซึ่งผู้ก่อเหตุทั้งหมดยินยอมให้แถลงข่าว โดยผู้ต้องหาทั้งสามได้ยกมือไหว้ขอโทษแม่ผู้เสียชีวิต แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้บังคับกรอกน้ำมนต์ให้ผู้ตายยกกิน และการกระทำทั้งหมดมีพระโอภาษเป็นคนสั่งการ    ขณะที่นางสาวบุญหลาย กล่าวว่า ไม่ได้กรอกน้ำมนต์ให้น้องกินจนตายแต่ค่อยๆกิน ระหว่างที่กินนั้นก็ถามว่าน้องว่าไหวไหม พอเริ่มมีอาการอาเจียน พระก็บอกว่าให้กินน้ำมนต์ให้หมด หลังเกิดเหตุ พระโอภาษก็บอกว่าให้สลายม๊อบ จากนั้นก็ติดต่อไม่ได้ จนกระทั่งมาถูกจับกุม                   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/BZab8SxI_4o

 13,361
แชร์ออฟเดอะเดย์
23 ม.ค. 61

สาวบุกแจ้งความ ถูกเซฟรูปจาก fb ไปแอบอ้างแชทขายกางเกงในใช้แล้ว ให้พวกวิตถาร

โลกออนไลน์ มีการนำภาพ บทสนทนาทางข้อความ facebook ระหว่างชายสองคน เป็นการตกลงซื้อขายกางเกงชั้นในสตรี ทั้งหมด 13 ตัว อ้างว่าเป็นของน้องสาว ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พร้อมยังส่งภาพหญิงสาวหน้าตาดีไปให้คนที่ติดต่อขอซื้อดู ระบุว่าเป็นเจ้าของกางเกงชั้นในเหล่านี้  ขายในราคาเหมา ตัวละ 100 บาท (รวม 1,300 บาท)   ต่อมานางสาวธันยมัย อินปัญญา อายุ 19 ปี นักศึกษาชาว จ.เชียงใหม่ ผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.ช้างเผือก หลังพบว่าภาพใบหน้าของตนเอง ไปปรากฎอยู่ในแชทซื้อขายกางเกงในสตรีดังกล่าว โดยถูกมือดีแอบนำรูปไปแอบอ้าง ว่ากางเกงชั้นในทั้งหมดที่ขายเป็นของตน จึงมาแจ้งความเอาผิดกับผู้ใช้ facebook รายดังกล่าว   ผู้เสียหาย ระบุว่า ได้เห็นภาพของตนเอง ปรากฎในภาพแชท ที่ถูกแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ หลังจากที่ทราบเรื่องรู้สึกตกใจอย่างมาก ทราบว่าคนร้ายน่าจะเซฟรูปของตนไปจาก facebook ส่วนตัว แล้วนำไปก่อเหตุ ทำให้ตนได้รับความเสื่อมเสียอย่างมาก จนตัดสินใจมาแจ้งความในที่สุด   ด้าน ร.ต.อ.ธีระยุทธ ชีนาวุธ ได้ทำการลงบันทึกประจำวันเอาไว้ และต้องตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวจะเข้าฐานความผิดใดบ้าง แล้วจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/z7tikEb38kc  

 27,235
สังคม-อาชญากรรม
06 ม.ค. 61

ศาลไม่ให้ประกันตัว สาวถูกขโมยบัตร ปชช.ไปเปิด 9 บัญชีธนาคาร หลังโดนหมายจับที่ตาก

ความคืบหน้าจากกรณีหญิงสาววัย 24 ปี ถูกมิจฉาชีพขโมยกระเป๋าสตางค์ ก่อนจะพบว่ามีคนนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารมากถึง 9 บัญชี ก่อนที่ในเวลาต่อมา สภ.บ้านตาก จ.ตาก จะออกหมายจับ เนื่องจากบัญชีธนาคารที่หญิงสาวเป็นเจ้าของถูกนำไปใช้ก่อคดีอาชญากรรม โดยเจ้าตัวได้เดินทางไปแสดงตัวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ทันทีที่ไปถึงก็ถูกตำรวจจับกุมตัวตามขั้นตอน  และไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวต้องนอนในห้องขัง 1 คืน ก่อนจะนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ขณะที่ญาติเตรียมหลักทรัพย์มาประกันตัว โดยยังอยู่ในอาการมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ล่าสุดศาลไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากเชื่อว่าหญิงสาวเป็นผู้นำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีจริง            ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/VUK-C9Uh1QA

 110,946
ข่าวภูมิภาค
06 ม.ค. 61

คืบหน้าสาวสุดซวยถูกขโมยบัตร ปชช.ไปเปิด 9 บัญชีธนาคาร ล่าสุดโดนหมายจับที่ตาก-ถูกจับเข้าห้องขัง

ความคืบหน้าจากกรณีหญิงสาววัย 24 ปี ถูกมิจฉาชีพขโมยกระเป๋าสตางค์ ก่อนจะพบว่ามีคนนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารมากถึง 9 บัญชีนั้น   ล่าสุด สภ.บ้านตาก จ.ตาก ได้ออกหมายจับเนื่องจากบัญชีธนาคารที่หญิงสาวเป็นเจ้าของถูกนำไปใช้ก่อคดีอาชญากรรม เจ้าตัวจึงเดินทางไปแสดงตัวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์แต่ทันทีที่ไปถึงก็ถูกตำรวจจับกุมตัวตามขั้นตอน  และไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวต้องนอนในห้องขัง 1 คืน ก่อนจะนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ขณะที่ญาติเตรียมหลักทรัพย์มาประกันตัว โดยยังอยู่ในอาการมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/7MM2WdkmxbY       ข่าวเก่า 'ชูวิทย์มีเรื่องเล่า' สาวสุดซวย! ถูกขโมยบัตร ปชช.ไปเปิด 9 บัญชีธนาคาร คาดฝีมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์   

 173,624
แชร์ออฟเดอะเดย์
30 พ.ย. 60

จับแล้ว หนุ่มมือปลาหมึกจับหน้าอกสาวบนรถเมล์ เหยื่อสาวโผล่แจ้งความหลายราย

จากกรณีหนุ่มโรคจิต ลวนลามหน้าอกสาวขณะนั่งรถเมล์ สาย 8 เมื่อรู้สึกตัวว่ามีมือสอดมาจากเบาะหลัง พยายามมาลวนลามจับบริเวณหน้าอก จึงรีบถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน   ล่าสุด สน.บางซื่อจับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ชื่อนายนิค อายุ 37 ปี กบดานที่บ้านพักใน จ.ปทุมธานี ถูกดำเนินคดีในข้อหากระทำการอนาจารต่อหน้าธารกำนัน โดยใช้กำลังประทุษร้าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยสารภาพว่าสบโอกาสเมื่อไหร่จะลงมือทันทีบนรถเมล์ ซึ่งจะไม่ให้เหยื่อรู้ หากเหยื่อรู้แล้วโวยวายเสียงดังก็จะรีบเดินลงจากรถ   ด้านผู้เสียหายที่ถูกลวนลามบนรถประจำทาง และเป็นผู้ถ่ายคลิปลงโซเชียล กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนโดยสารรถประจำทางสาย 8 ผ่านถนนสวรรคโลก ติดสนามม้านางเลิ้ง รู้สึกว่ามีอะไรมาสะกิดด้านขวาถึง 2 ครั้ง เริ่มรำคาญจึงใช้มือปัด พอครั้งที่ 3 จึงถ่ายคลิปไว้ แล้วหันไปต่อว่าคนร้ายว่าโรคจิตหรือเปล่า ตอนนั้นกลัวมาก ส่วนคนร้ายก็คงจะกลัวด้วยเช่นกัน เพราะเริ่มมีคนได้ยินกันหลายคน ก่อนที่คนร้ายจะลงจากรถไป   ขณะเดียวกันมีผู้เสียหายอีกรายได้เข้าแจ้งความ โดยเกิดเหตุขณะโดยสารรถเมล์สาย 8 ที่มีความรู้สึกว่าโดนสะกิด เมื่อก้มลงไปดูก็เห็นว่ามีมือล้วงเข้ามาจากด้านหลังจากนั้นตนจึงลุกขึ้นยืนต่อว่าไปหลายคำ แต่ผู้ก่อเหตุกลับตอบมาว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เข้าใจผิดหรือป่าว เมื่อไปบอกกับกระเป๋ารถเมล์กับคนขับว่าตนถูกลวนลาม แต่ก็ไม่มีใครสนใจ   จากนั้นจึงได้เดินกลับมานั่งอีกฝั่งนึง เพื่อที่จะได้เห็นหน้าผู้ก่อเหตุ แล้วก็ต่อว่าต่อจนผู้ก่อเหตุลุกขึ้นลงจากรถช่วงสะพานควายแล้ว ยังหันมาพูดกับตนอีกว่าเข้าใจผิดป่าวไม่ได้ทำอะไรเลย ตนจึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปผู้ก่อเหตุจากด้านหลัง แต่ที่ไม่ได้มาแจ้งความในขณะเพราะว่าไม่รู้จะไปแจ้งที่ไหน แต่พอมาเห็นคลิปที่มีคนลงในโลกโซเชียล และเห็นรูปผู้ก่อเหตุจึงได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hp3uoVhBfJY    

 43,762
สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 60

เร่งช่วยสาววัย 17 ถูกหลอกไปทำงานร้านนวดที่เกาหลีใต้ แต่กลับถูกนายจ้างข่มขู่ตบตี

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง ภายในศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง นางวิลาสินี พุฒคำ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมด้วยนายนเรศฤทธิ์ อุบลศรี และพ.ต.ท.พรต เศรษฐกร สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจ.ลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือ น.ส.อิม (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้าน ต.นิคมพัฒนา อ.เมือง จ.ลำปาง หลังได้ถูกหลอกไปทำงานที่ร้านนวดในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลี แล้วถูกนายจ้างข่มขู่บังคับให้ทำงานค้าประเวณีจึงได้หลบหนีออกจากร้านก่อนจะถูกนายจ้างตามจับตัวและกักตัวทำร้ายร่างกายข่มขู่เอาเงินกว่า 5 ล้านวอนคิดเป็นเงินไทยประมาณแสนกว่าบาทเพื่อให้ปล่อยตัว ก่อนที่ น.ส.อิม จะแอบโทรและส่งข้อความมาทางไลน์มาบอกให้แม่ที่อยู่ในประเทศไทยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือดังกล่าว   โดย น.ส.ปนัดดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2560 ลูกสาวของตนเองได้ถูกชักชวนจาก น.ส.ดวงเนตร ม่วงศรีจันทร์ อายุ 24 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นคนรู้จักกันได้ชวนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีกับ น.ส.ดวงเนตร โดยบอกว่าให้มาทำงานร้านนวดซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดจะมีนายจ้างชาวเกาหลีชื่อ นายชอย เป็นคนออกให้ทั้งหมด ตนก็ได้อนุญาตให้ลูกสาวไปทำงานเพราะเรียนจบ ม.3 แล้วเพื่อหาเงินกลับมาเรียนต่อ ม.4 อีกทั้งคนที่ชักชวนก็รู้จักกันมานานไม่คิดว่าจะถูกหลอก ลูกสาวตนเองก็ได้ทำพาสปอร์ตเป็นนักท่องเที่ยวไปประเทศเกาหลีโดย ซึ่งเมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าได้ไปทำงานร้านนวดจริงแต่ไม่ได้อยู่ร้านเดียวกันกับ น.ส.ดวงเนตร โดยนายจ้างได้พาไปทำงานร้านนวดต่างๆย้ายร้านไปเรื่อยๆอีกทั้งถูกบังคับให้ค้าประเวณีแต่ลูกสาวตนเองไม่ทำ และยังข่มขู่จะยึดพาสปอร์ต ลูกสาวตนจึงได้หลบหนีออกจากร้านและไปอยู่กับร้านนวดคนไทยเพื่อจะหาเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านแต่ก็มาถูกนายชอย และลูกน้องชาวเกาหลี รวม 3 คน มาจับตัวไปและทำร้ายตบตีข่มขู่เอาเงินเรียกค่าไถ่จำนวนกว่า 5 ล้านวอนดังกล่าว   ด้าน พ.ต.ท.พรต เศรษฐกร สว.ตม.จว.ลำปาง กล่าวว่าหลังจากที่เมื่อคืนนี้เวลาประมาณ 21.00 น. ได้รับแจ้งจากแม่ของผู้เสียหายก็ได้ทำการประสานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประเทศเกาหลีเป็นการส่วนตัว และแจ้งข้อมูลเบื้องต้นก่อน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบจนพบตัว น.ส.อิม ถูกขังอยู่ในห้องพักในเมืองปูซาน จึงได้ช่วยเหลือตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว เบื้องต้นจากการประสานกับทางเจ้าหน้าที่ประเทศเกาหลีทราบว่า น.ส.อิม ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับ นายชอยและลูกน้องที่หลอกลวงไปทำงานและทำร้ายร่างกายที่ประเทศเกาหลี ทั้งนี้คงจะเดินทางกลับไทยยังไม่ได้เพราะต้องรอกระบวนการทางกฏหมายแล้วเสร็จ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็เตรียมพร้อมที่ช่วยเหลือกลับไทยแล้ว   และทางเจ้าหน้าที่ยังจะได้ให้ น.ส.ปนัดดา แม่ของผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งฝาย เพื่อเอาผิดกับ น.ส.ดวงเนตร ม่วงศรีจันทร์ คนที่ชักชวนไปทำงานต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยจะได้ทำการสอบสวนว่า น.ส.ดวงเนตร ได้เคยชักชวนไปทำงานและถูกหลอกในลักษณะนี้อีกหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้เงินค่านายหน้าในการจัดหาคนไปทำงานอีกด้วย   (ภาพ : มติชน)

 7,846
แชร์ออฟเดอะเดย์
31 ต.ค. 60

สาวแบงค์ผวายืนรอรถริมถนน ถูกคนร้ายฉีกกระโปรงขาดวิ่น ก่อนหลบหนี ยังไม่ทราบเจตนา

เพจแหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง สวมกระโปรงสีดำ สภาพกระโปรงด้านหลัง ถูกฉีกจนขาดทั้งตัว โดยหญิงสาวในภาพ เปิดเผยเรื่องราวว่า ถูกชายมิจฉาชีพ เข้ามาประกบจากด้านหลังขณะที่ตัวเองยืนรอรถอยู่ริมถนน แล้วฉีกกระโปรงจนขาด ก่อนจะขึ้นจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยไม่ทราบว่าคนร้ายมีจุดประสงค์ใด   ทีมข่าวจึงเดินทางไปพูดคุยกับ นางสาวมลฤดี โพธิ์ทอง อายุ 24 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.20 น. ตนมายืนรอรถสองแถวอยู่ริมถนนร่มเกล้า ใกล้กับหน้าปากซอยร่มเกล้า 25/5 เตรียมจะไปทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวมชุดยูนิฟอร์ม เป็นเสื้อเชิ๊ต กระโปรงทรงเอแบบผ่าหลัง สวมเสื้อสูททับ ระหว่างที่ยืนรอรถ ก็กดโทรศัพท์มือถือเล่นไปด้วย   นางสาวมลฤดี บอกว่า ปกติเวลาไปทำงานจะมีเพื่อนไปด้วย แต่วันเกิดเหตุ เพื่อนหยุดงาน จึงออกมารอรถตามลำพัง ซึ่งจุดที่ยืนรอรถก็ไม่มีคนผ่านไปผ่านมา ระหว่างที่ยืนกดโทรศัพท์อยู่ ก็เห็นเงาที่พื้นว่ามีคนมายืนข้างหลัง เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนมายืนรอรถ แต่พอจะหันไปดู ก็พบว่ากระโปรงของตัวเองถูกฉีก โดยฉีกจากรอยผ่าด้านล่าง จนตะเข็บขาดออกจากกัน เหลือแค่ซิบด้านบนยึดติดกันเพียงนิดเดียว   พอเงยหน้าขึ้นมา เห็นผู้ก่อเหตุวิ่งหนีไป แล้วขี่จักรยานยนต์หนีไปทันที จำได้เพียงว่าเป็นชายสูงประมาณ 160 ซม. ผิวสีแทน แต่จำรายละเอียดเกี่ยวกับรถไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก  ตอนนั้นพยายามรวบรวมสติ ถอดเสื้อสูทออกมาพันเอวปิดด้านหลังเอาไว้ แล้วเดินกลับไปเปลี่ยนกระโปรงที่ห้องพัก ก่อนจะนำเรื่องราวมาโพสต์เตือนภัยเป็นอุทาหรณ์   นางสาวมลฤดีบอกอีกว่า พฤติการณ์ของคนร้าย น่าจะขี่รถผ่านมา เห็นตนยืนกดโทรศัพท์อยู่ตามลำพัง จึงไปจอดรถ แล้วแอบย่องมาก่อเหตุทางด้านหลัง แต่ไม่ทราบจริงๆว่าต้องการอะไร อาจจะตั้งใจทำอนาจาร หรือจงใจทำให้ตนตกใจแล้วชิงทรัพย์ เคราะห์ดีที่เหตุการณ์นี้ ตนไม่ได้รับอันตราย รวมทั้งไม่ถูกชิงทรัพย์สินใดๆไป   ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวานนี้(30 ต.ค.) ผู้เสียหายไปลงบันทึกประจำวันไว้แล้วที่ สน.ลาดกระบัง โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบบริเวณเกิดเหตุ พบว่าร้านขายจักรยานยนต์ที่อยู่ใกล้เคียง ติดกล้องวงจรปิด ซึ่งหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะมาขอภาพวงจรปิดไปตรวจสอบหาผู้ก่อเหตุต่อไป   ทีมข่าวยังพานางสาวมลฤดี ไปพูดคุยกับร้านขายจักรยานยนต์ที่มีกล้องวงจรปิด เจ้าของร้านบอกว่า วันเกิดเหตุร้านไม่ได้เปิดทำการ จึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มีกล้อง 2 ตัว ที่หันหน้าออกไปทางถนน น่าจะสามารถจับภาพจักรยานยนต์ต้องสงสัยได้บ้าง ซึ่งแม้แต่ทางเจ้าของร้านเองก็เป็นผู้หญิง ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็น่ากลัว อยากให้ทางเจ้าหน้าที่จับตัวคนร้ายมาให้ได้โดยเร็ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/o51lWOw2mT8    

 30,252
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ย. 60

จับแล้วฆาตกรโหดฆ่าสาว พนง.เสริมความงาม ญาติร่ำไห้ขาดเสาหลัก แฟนหนุ่มลั่น "ไม่อโหสิกรรม"

ความคืบหน้าการพบศพ น.ส.เมย์ สาวพนักงานเสริมความงาม อายุ 19 ปี เสียชีวิตภายในห้องพักย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี สภาพศพเปลือยท่อนล่าง มีร่องรอยถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดจำนวนกว่า 20 แห่งตามร่างกาย   ล่าสุดสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้วคือ นายธีระพงศ์ อดิษฐ์ศร หรือ หนุ่ม อายุ 29 ปี โดยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า เป็นคนลงมือก่อเหตุดังกล่าวจริง สาเหตุเกิดจากแอบชอบผู้ตายและเมื่อมีโอกาสจึงแอบเข้าไปในห้องผู้ตาย หลังจากผู้เสียชีวิตเข้าห้องพักและนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ ผู้ต้องหาได้ออกจากห้องน้ำมาพร้อมใช้อาวุธมีดข่มขู่และบุกเข้าหวังข่มขืน แต่ผู้เสียชีวิตต่อสู้จึงได้แทงไปหลายแผลจนผู้เสียชีวิตล้มลง จากนั้นผู้เสียชีวิตพยายามจะลุกขึ้นผู้ต้องหาจึงได้กระหน่ำแทงซ้ำจนเสียชีวิต และหลบหนีไปทางบันได้หนีไฟพร้อมทรัพย์สินของผู้ตาย   จากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหาเคยต้องโทษคดีพยายามฆ่า ศาลตัดสินจำคุก 33 ปี แต่ติดจริง 9 ปี และเช่าห้องแบบรายวันอยู่ในตึกใกล้เคียงกับผู้ตาย ก่อนมาก่อเหตุฆาตกรรมซ้ำ   ด้านนายหนูคล้าย วรวงศ์ พ่อและญาติๆ พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานได้เดินทางมาที่นิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรอรับศพ น.ส.เมย์ (นามสมมติ) ท่ามกลางความเศร้าโศก   ซึ่งพ่อของผู้ตายบอกว่าลูกเป็นคนกตัญญู และเป็นเสาหลักของครอบครัวซึ่งตนเองมีลูก 2 คนผู้ตายเป็นคนสุดท้องและรู้สึกเสียใจเป็นอยางมากโดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากหลอดเลือดแดงที่คอและปอดฉีกขาดจากบาดแผลถกแทงหลังจากนี้ก็จะนำร่างของลกสาวกลับไปบำเพ็ญกุศลบ้านเกิดที่ ต. กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี   ด้านแม่ของผู้ตาย ที่ จ.อุดรธานี ยังไม่สามารถทำใจได้ ได้นอนร้องไห้กอดภาพถ่ายของลูกสาว พร้อมระบุทางบ้านมีฐานะยากจน พ่อกับแม่มีที่นาเพียง 4 ไร่ และบ้านหลังนี้เท่านั้น โดยทางพ่อเคยประสบอุบัติเหตุรถชนศีรษะกระแทกพื้น ทำให้สมองไม่ดีเท่าไหร่ ได้แต่ออกไปหารับจ้างทั่วไป ส่วนตนเองป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันสูง ทำงานได้บ้างนิดหน่อย และมีลูกคนโตอีกคน ป่วยเป็นโรคสมองโต ช่วยตัวเองไม่ได้ มีแต่น้องเมย์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว   ซึ่งหลังจากน้องเมย์ เรียนจบชั้น ม.6 ที่โรงเรียนประจำตำบล แต่ทางบ้านไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนต่อ จึงขอเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ ส่งเงินมาให้ครอบครัวทุกเดือนไม่เคยขาด ซึ่งทางพ่อและแม่บอกให้ส่งมาให้เดือนละ 3,000 บาทพอ ตนอยากให้ลูกเก็บเงินไว้ เพราะเขาอยากเรียนต่อใฝ่ฝันอยากเป็นสัตวแพทย์รักษาสัตว์ ซึ่งน้องเมย์ฯ เป็นเด็กที่เรียนดี นิสัยร่าเริงแจ่มใส พูดจาเพราะ เป็นที่รักของครู เพื่อน ๆ และคนในหมู่บ้าน   ด้านแฟนหนุ่มของผู้ตาย ได้เปิดเผยกับข่าวสดว่า ก่อนเกิดเหตุได้ชวนไปดูหนังพร้อมเพื่อน แต่ผู้ตายเกิดงอน เนื่องจากปกติชอบไปดูหนังกัน 2 คนเท่านั้น ก่อนตนจะไปดูหนังกับเพื่อน เมื่อหนังจบตอน 5 ทุ่มครึ่ง ก็ได้โทร.ไปหาน้องเมย์ แต่ติดต่อไม่ได้ จึงขี่รถกลับบ้านและติดต่อน้องเมย์ไม่ได้ตลอดทั้งคืน ต่อมามีตำรวจมาหาที่บ้าน จึงทราบว่าแฟนสาวถูกฆาตกรรม ตอนนั้นตนรู้สึกตกใจจนเข่าทรุด และเดินเตะโต๊ะเก้าอี้ไปทั่ว ทำตัวไม่ถูกและรับไม่ได้กับเหตุที่เกิดขึ้นกับน้องเมย์ โดยไม่ขออโหสิกรรมคนร้ายที่ก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/5nCMSTghjWQ    

 65,663
ข่าวภูมิภาค
08 ก.ย. 60

เพราะรักจึงทำ! รวบหนุ่มขโมยชุดชั้นในสาว อ้างเห็นแล้วหลงรัก ขอเก็บไว้ดูต่างหน้า

ราชบุรี-จากเหตุการณ์กล้องวงจรปิด จับภาพของคนร้ายเป็นชายรูปร่างผอม ผมรองทรง สวมเสื้อกีฬาสีแดง กางเกงยีนส์ขาสั้น ขับขี่รถจักรยานยนต์ มาจอดหน้าห้องแถวของสาววัย 37 ปี ก่อนขโมยชุดชั้นในที่ตากอยู่หน้าห้องออกไป   ล่าสุดทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้วเป็นชายวัย 26 ปี สารภาพว่า ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เข้ามาซื้อของในตลาดบ้านโป่ง และได้พบผู้เสียหายกำลังยืนขายสินค้า อยู่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ทันทีที่เห็นหน้าผู้เสียหายรู้สึกชอบและมีใจเสน่หา จึงได้พยายามแวะเวียนมาแอบดูหลายครั้ง และได้สะกดรอยตาม   จนทราบว่าผู้เสียหายได้เช่าห้องแถวอยู่ เมื่อเห็นว่าห้องใส่กุญแจไม่มีใครอยู่ จึงเดินเข้าไปที่หน้าห้องเห็น มีเสื้อชั้นในตากแขวนอยู่บนราวเหล็ก จึงตัดสินในขโมยเสื้อชั้นในขอผู้เสียหายนำเอากลับไปบ้านเพื่อเก็บไว้ดูต่างหน้า ต่อมาเห็นคลิปและภาพของตัวเองในข่าวทีวี และทางโซเซียล จึงให้ญาติประสานและพาเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ   เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา ลักทรัพย์ในเคหสถานของผู้อื่นโดยใช้ยานพานะ พร้อมควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mTSnHwI-vVA    

 3,904
สังคม-อาชญากรรม
08 ก.ย. 60

สาว 17 เข้าแจ้งความโดนพาดพิง ยันไม่เคยโดนรุมโทรม ตร.แจงชาวบ้านเกาะแรด ไม่ต้องกังวลหากไม่ทำผิด

คืบหน้าคดีข่มขืนเด็กหญิงอายุ 15 ปี ในพื้นที่บ้านเกาะแรด ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ด้านผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา ย้ำขั้นตอนกฎหมายมอบกลุ่มสหวิชาชีพสอบสวนก่อนออกหมายจับใครซักคน ต้องมีหลักฐานขอไปยังศาลจึงจะสามารถออกหมายจับได้ ซึ่งหากใครมีหลักฐานหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีให้ติดต่อมา ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจหากไม่กระทำผิดก็ไม่ต้องกังวล พร้อมขอให้เห็นใจเด็กวัย 15 ปีที่ตกเป็นเหยื่อ   ด้านสาววัย 17 ปี ที่ถูกกล่าวอ้างชื่อว่าถูกรุมโทรมด้วย หลังจากถูกเจ้าหน้านำตัวไปตรวจร่างกายทำให้รู้สึกเสื่อมเสียชื่อเสียง เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.โคกกลอย เพื่อลงบันทึกเป็นหลักฐานว่าตนเองไม่ถูกกระทำตามที่เป็นข่าว ยันตนเองไม่เคยถูกรุมโทรมแต่อย่างใด และไม่สนิทกับคนที่กล่าวอ้างสร้างเรื่องที่ใส่ความให้เสียชื่อเสียง ยันตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องส่วนตนเองนั้นรู้จักกับเจ้าของขนำหลังนี้ตั้งแต่สมัยที่ทำธุกิจแมงกระพรุน จึงได้แวะเวียนมาหาและนั่งเล่นอยู่เป็นประจำ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QWlbETKi1w4    

 4,198
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.ย. 60

เหยื่อหนุ่ม 13 ราย ร้องกองปราบถูกสาวหลอกแต่งงาน สูญเงินคนละ 1-4 แสน พล็อตเรื่องเหมือนกันเป๊ะ

ทนายสงกานต์ พากลุ่มผู้เสียหายถูกสาวหลอกแต่งงานเชิดสินสอด เข้าร้องกองปราบ หลังพบมูลค่าความเสียหายต่อรายมากตั้งแต่ 1-4 แสนบาท และมีผู้เสียหายกว่า 13 รายในขณะนี้   นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อทำลายชาติ พาผู้เสียหายจำนวน 13 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปราม หลังกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมด ถูกนางสาวจริยาภรณ์ บังใหญ่ หลอกแต่งงานก่อนจะเชิดเงินค่าสินสอดหลบหนี โดยมูลค่าความเสียหายต่อคนละประมาณ 1-5 แสนบาท   โดยนายไพรัตน์ พึ่งสุข หนึ่งในกลุ่มผู้เสียหาย ระบุว่า ส่วนตัวได้ติดต่อพูดคุยกับนางสาวจริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ ที่ขณะนั้นอ้างว่าชื่อ นางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ได้ 2 เดือน ก่อนจะตกลงแต่งงานกันโดยพ่อแม่ฝ่ายหญิง เรียกเงินสินสอด 2.8 แสนบาท แต่ฝ่ายหญิงช่วยเหลือเงินสินสอด 1 แสนบาท จึงได้ทำการโอนค่าสินสอดไป 1.8 แสนบาท พร้อมพี่สาวได้ร่วมลงทุนวางเงินมัดจำแผงผลไม้ 1.2 แสนบาท และเมื่อแต่งงานแล้วนางสาวน้ำมนต์ยังได้นำรถยนต์ กะบะไปอีกคัน ก่อนจะหายไปไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งส่วนตัวอยากได้ทรัพย์สินคืน และขออย่าได้ทำกับคนอื่นอีก   นายสงกานต์ระบุว่า สำหรับคดีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจะพบว่า ผู้ก่อเหตุคือนางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ โดยจะอ้างตัวต่อครอบครัวฝ่ายชายว่ามีครอบครัวมีธุรกิจขายผลไม้ในหลายจังหวัด และต้องการให้ครอบครัวฝ่ายชายร่วมลงทุนในธุรกิจ และจะใช้เวลาในการติดต่อพูดคุยในแต่ละรายประมาณ 1-2 เดือน ก่อนจะตกลงเรื่องสินสอดและโอนค่าสินสอดให้กับฝ่ายหญิงที่ขณะนั้น อ้างตัวว่าชื่อ นางสาวสร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ซึ่งสาเหตุที่ครอบครัวฝ่ายชายเชื่อ ส่วนมากเพราะมีการพาบุคคลที่อ้างว่าเป็นพ่อแม่ ที่ต่อมาทราบชื่อคือ นายบุญเลี้ยง บัวใหญ่ และนางสำรอง บัวใหญ่ ไปด้วยทุกครั้ง ทำให้การติดต่อเจรจาทุกครั้ง ทั้งเรื่องสินสอดและเรื่องธุรกิจเป็นที่เชื่อถือ   ซึ่งในส่วนของพ่อแม่ นางสาวน้ำมนต์ ขณะนี้เชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเดินทางไปร่วมงานแต่งด้วยทุกครั้ง ซึ่งต่อจากนี้ จะเตรียมแจ้งข้อหาทั้งหมดในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้อื่นโดยอ้างตนเป็นบุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องตรวจสอบอีกด้วยว่า นางสาวสร้อยเพ็ชร มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดหรือไม่   หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นการนำเอกสารนางสาวสร้อยเพ็ชร มาทำการเปิดบัญชีโดยแอบอ้าง ก็จะเพิ่มข้อหา ปลอมแปลงเอกสารทางราชการเพิ่มแก่กลุ่มผู้ต้องหาด้วย ซึ่งล่าสุดทราบว่ามีผู้เสียหายรายล่าสุดเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เสม็ด เพิ่มเติมอีกด้วย ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้ ก่อนจะส่งฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f2bQciImtwQ    

 3,281
สังคม-อาชญากรรม
03 ก.ย. 60

อดีตเจ้าบ่าวเผยเหยื่อถูกสาวแสบหลอกแต่งงานมี 8 คน พบโดนตุ๋นแบบเดียวกันหมด

ความคืบหน้าจากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ตีแผ่” โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนภัย กรณี น้ำมนต์ หญิงสาวคนหนึ่งก่อเหตุหลอกลวงผู้ชายไปแต่งงานด้วยก่อนจะหอบสินสอดหลบหนี ซึ่งเพียงเดือนเดียวหลอกไปแล้วถึง 4 คน แต่ละรายเสียเงินและทรัพย์สินเป็นเงินหลักแสนบาท ก่อนที่ผู้เสียหายจะสืบสาวราวเรื่องกันจนพบว่า มีคนถูกหลอกเหมือนกัน จนรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้เสียหายได้ และเมื่อพาตัวไปดำเนินคดีก็หลบหนีออกไปจากโรงพัก โดยผู้เสียหายรายหนึ่งเชื่อว่าฝ่ายหญิงทำคุณไสยใส่ เป็นเหตุให้เชื่อและทำตามทุกสิ่งที่ฝ่ายหญิงบอกนั้น   ล่าสุด 1 ในอดีตเจ้าบ่าวออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายได้แล้วจำนวน 8 คน พบว่าเหยื่อทั้งหมดถูกหลอกในลักษณะเดียวกันหมด โดยหญิงสาวมีพฤติกรรมทำความรู้จักผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนจะนัดเจอกันและมีเพศสัมพันธ์กันทันที หลังจากนั้นก็อ้างว่าท้องและรัก กระทั่งจัดงานแต่งและหอบเงินสินสอดหนีไป ขณะที่ครอบครัวของหญิงสาวก็ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องที่ไปหลอกลวงแต่อย่างใด ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุได้ติดต่อหาคนสนิทโดยบอกว่าขณะนี้อยู่ที่อรัญประเทศ จ.สระแก้ว            ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/QTQL0K64g48

 48,090
แชร์ออฟเดอะเดย์
02 ก.ย. 60

แฉสาวแสบหลอกแต่งงาน ก่อคดีติดตัวอื้อ ยักยอกทรัพย์ยันโกงเงินคนพิการขายสลากฯ

ความคืบหน้าจากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ตีแผ่” โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนภัย กรณีหญิงสาวคนหนึ่งก่อเหตุหลอกลวงผู้ชายไปแต่งงานด้วยก่อนจะหอบสินสอดหลบหนี ซึ่งเพียงเดือนเดียวหลอกไปแล้วถึง 4 คน แต่ละรายเสียเงินและทรัพย์สินเป็นเงินหลักแสนบาท ก่อนที่ผู้เสียหายจะสืบสาวราวเรื่องกันจนพบว่า มีคนถูกหลอกเหมือนกัน จนรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้เสียหายได้ และเมื่อพาตัวไปดำเนินคดีก็หลบหนีออกไปจากโรงพัก โดยผู้เสียหายรายหนึ่งเชื่อว่าฝ่ายหญิงทำคุณไสยใส่ เป็นเหตุให้เชื่อและทำตามทุกสิ่งที่ฝ่ายหญิงบอกนั้น   ล่าสุดเพจตีแผ่ได้โพสต์ข้อความระบุว่า หลังจากเผยแพร่เรื่องราวของหญิงสาวคนดังกล่าวออกไป พบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยนอกจากจะหลอกผู้ชายแต่งงานแล้ว ยังเคยก่อคดียักยอกทรัพย์ , ขโมยรถ , หลอกซื้อทุเรียน ลิ้นจี่ ลำไย แล้วไม่จ่ายเงิน รวมถึงโกงเงินคนพิการขายสลากกินแบ่งฯ อีกด้วย และเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน มีภาพปรากฏว่าถูกสามีเก่าทำร้ายร่างกาย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ส่งภาพที่โดนซ้อมให้กับบรรดาสามีเพื่อเรียกร้องความเห็นใจอีกด้วย             ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/RLtPZ8XXhfY  

 5,637
สังคม-อาชญากรรม
24 ส.ค. 60

มอบตัวแล้ว หนุ่มพาสาวรู้จักผ่านเฟซเข้าม่านรูด ฝ่ายหญิงดับปริศนา อ้างชักเกร็งขณะมีเซ็กส์

สมุทรสาคร-พบศพสาวหน้าดีวัย 23 ปี เสียชีวิตในห้องพักหมายเลข  B7 ของโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ริมถนนบ้านแพ้ว – พระประโทน จากการเข้าตรวจสอบสภาพศพมีเลือดออกระหว่างขาเป็นจำนวนมาก ที่ลำคอมีรอยคล้ายถูกบีบ   ต่อมานายศรราม ผู้ต้องหาได้เข้าพบตำรวจ และให้การในเบื้องต้นว่า ตนมีอาชีพทำสวนรู้จักกับนางสาวจารุวรรณฯ ทางเฟซบุ๊กได้ประมาณ 2 วัน ในวันเกิดเหตุก็ได้ชวนกันมากินอาหารนอกบ้าน โดยตนนั้นดื่มเหล้าเข้าไป แต่ผู้ตายไม่ได้ดื่มเหล้า   ซึ่งตลอดระยะเวลาที่นั่งทานอาหารด้วยกัน ผู้ตายจะคอยดมยาดมกับนั่งเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ขณะที่ตนขับรถจักรยานยนต์จะไปส่งผู้ตายกลับบ้านนั้น ก็ผ่านโรงแรมแห่งหนึ่งจึงขับเข้าไปและขอมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายหญิง   โดยระหว่างที่กำลังเริ่มต้นมีเพศสัมพันธ์กันนั้น ปรากฏว่าฝ่ายหญิงมีอาการชักเกร็ง ตนจึงหยุดพฤติกรรมแต่ปรากฏว่าฝ่ายหญิงมีเลือดไหลออกมาเต็มที่นอนและยังไม่หยุดชักเกร็ง ด้วยความตกใจตนจึงรีบใส่เสื้อผ้าให้ฝ่ายหญิงเหมือนเดิม แล้วก็วิ่งออกจากห้องพักขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา   เมื่อมาถึงบ้านแล้วก็ได้เล่าให้แม่ฟัง กระทั่งพอช่วงเที่ยง นางรัตนาผู้เป็นแม่ก็ได้โทรศัพท์ไปบอกกับผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยพาตนเข้ามอบตัว ตนยืนยันว่าไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายฝ่ายหญิงแต่อย่างใด แต่ฝ่ายหญิงเสียชีวิตจากการชักเกร็งและเลือดออกมาเองจากช่องคลอด   ขณะที่ทางพนักงานสอบสวนก็ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก่อนจะนำตัวส่งศาลดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และคัดค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยจะต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น ว่าจะให้ประกันตัวในชั้นศาลหรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_V1bvNbmb7Q

 17,894

Top