ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศาลแพ่ง"

เศรษฐกิจ
31 ส.ค. 61

ศาลแพ่งสั่งปรับหยวนต้า 578 ล้าน ฐานขโมยข้อมูล-ดึง พนง.กิมเอ็ง 'บุญพร' ยันขออุทธรณ์ต่อ

ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาคดีบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET ที่มีนายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นฟ้อง นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ กรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) หรือ YUANTA จากกรณีที่มีการลักลอบนำฐานข้อมูลและดึงพนักงานแนะนำการลงทุนของกิมเอ็งไปร่วมงานด้วยกว่า 205 คน   ซึ่งศาลแพ่งมีคำตัดสินให้ นางบุญพร ชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทกิมเอ็งเป็นจำนวน 578 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ของเงินต้นนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2560 พร้อมกับสั่งชดใช้ค่าทนายความให้กับกิมเอ็ง เป็นจำนวนอีก 1 ล้านบาท   โดยนายมนตรี ศรไพศาล จากบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง กล่าวว่า ดีใจที่ผลพิพากษาอกมาในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และสร้างธรรมาภิบาลของบริษัท   ด้านนางบุญพรที่ต้องชดใช้ตามคำพิพากษา ระบุ จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์และต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด ยันผลพิพากษาที่ออกไม่กระทบการทำงานของบริษัทและลูกค้า ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/W04_nvhopHY

 3,707
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.พ. 61

เริ่ม! ยกที่ 1 'ครูปรีชา-หมวดจรูญ' เผชิญหน้าครั้งแรกในศาลแพ่ง ปัดไกล่เกลี่ย 'เจ๊เกียว' ยัน 'เจ๊บ้าบิ่น' สบายดี ไม่ได้โดนอุ้ม

ศึกชิงหวย 30ล้านเริ่มแล้ว สองฝ่ายเจอกันในศาลแพ่งครั้งแรก ทั้งคู่ปฏิเสธไกล่เกลี่ยยอมความ ด้านครูปรีชา ยิ้มร่า ควงทีมทนายสู้ศึก ฝั่ง หมวดจรูญ ควงครอบครัว และทีมทนายพร้อมปล่อยหมัด ซัด ลอตเตอรี่ได้มาโดยชอบธรรม   บรรยากาศที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อวานนี้ เรียกว่าคึกคักอย่างมาก ทีมกองทัพสื่อมวลชน เฝ้ารอติดตามทำข่าวการพบกันครั้งแรกในศาลระหว่าง ครูปรีชา ใคร่ครวญ และ รตท จรูญ วิมูล อดีตตำรวจ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ครูปรีชา ยื่นฟ้อง หมวดจรูญละเมิดทรัพย์   โดยฝั่งครูปรีชา เปิดบ้านพักให้ทีมข่าว เข้าไปบันทึกภาพ ในห้องทำงาน พบใบประกาศนียบัตรและโล่รางวัลที่ครูปรีชาได้รับจำนวนมาก โดยครูปรีชากล่าวสั้นๆว่า วันนี้ตื่นแต่เช้า เตรียมพร้อมทั้งกายและใจ จากนั้นได้เข้าไปกราบขอพร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านและออกเดินทางไปที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี   ขณะที่ฝั่งหมวดจรูญ เดินทางมาที่ศาลพร้อมกับครอบครัวและทีมทนายความ  เวลาประมาณ  8.30 น. พอพบสื่อมวลชน หมวดจรูญใบหน้าสดชื่น ควงคู่มากับภรรยาและลูกสาว  โดยหมวดจรูญกล่าวสั้นๆก่อนขึ้นศาลว่า  ตนไม่ได้รู้สึกอะไรกับการขึ้นศาลวันนี้ ไม่กังวลใจ และไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ หากศาลให้คู่ความทั้งคู่เจรจาไกล่เกลี่ยกัน  ก็คงไม่ไกล่เกลี่ยแล้ว ไม่รู้จะคุยอะไรกัน  แต่หากครูปรีชายอมรับก็อาจไกล่เกลี่ยความได้ ความจริงก็คือความจริง มั่นใจเต็มร้อยว่าลอตเตอรี่เป็นของตัวเอง จากนั้นก็ขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี   จากนั้นเวลาประมาณ 9.00 น.ครูปรีชาพร้อมทีมทนายความและครอบครัวก็เดินทางมาถึงศาล  และพูดคุยกับสื่อมวลชนว่า พร้อมสู้คดี ซึ่งตนมีหลักฐานแน่นหนา ลอตเตอรี่เป็นของตน คนเราวิ่งหนีความจริงไม่พ้น สุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสิน จากนั้นครูปรีชาก็ชูสองนิ้วสู้ตาย และเดินเข้าไปในศาล   โดยทันทีที่ทั้งครูปรีชาและหมวดจรูญเดินเข้าไปในศาล ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มองหน้ากัน โดยทางครูปรีชาเลิกจะนั่งที่ฝั่งซ้ายแถวที่1 ฝั่งหมวดจรูญ นั่งแถวที่ 3 ฝั่งขวา โดยสังเกตว่าขณะที่ทนายทั้งสองฝ่ายชี้แจงต่อศาล เรื่องการนำสืบพยาน ทั้งคู่ต่างตั้งใจฝั่ง โดยศาลถามทนายความฝั่งโจทก์คือครูปรีชา และทนายความฝั่งจำเลย คือหมวดจรูญ ว่าจะไกล่เกลี่ยกันได้หรือไม่ เพราะคดีแพ่งถ้าสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ก็จะจบ แต่ทั้งคู่ให้การปฏิเสธไม่ขอไกล่เกลี่ย  โดยศาลกำหนด 4 ประเด็นในคดีแพ่ง คือ 1.โจทก์เป็นเจ้าของลอตเตอรี่หรือไม่ 2.โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ในสลากหรือไม่ 3.จำเลยทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และ 4.จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่   โดยครูปรีชา มีพยานนำสืบ 15 ปาก หมวดจรูญ มีพยานนำสืบ 12 ปาก ซึ่งพยานทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในสำนวนคดีอาญาของตำรวจ โดยศาลให้โจทก์และจำเลย  โยศาลขอให้ทั้งสองฝ่าย ส่งบัญชีระบุพยานภายใน 20 วัน และนัดสืบพยานในวันที่ 1-4 พฤษภาคม   หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการศาล หมวดจรูญ และทนายความก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตนพร้อมพิสูจน์ความจริงเสมอ โดยขณะที่อยู่ในห้องไม่มีการพูดคุยกันกับครูปรีชา แค่ชำเลืองมองหน้าเฉยๆ ส่วนการต่อสู้คดี ทั้งพยานหลักฐานต่างๆตนก็พร้อม และขอยืนยันว่าซื้อลอตเตอรี่จริง  ด้านนายณัฐพล เติมสายทอง ทนายความหมวดจรูญกล่าวว่า ยังไม่ขอเปิดเผยพยานที่จะมาหักล้างในคดีแพ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนซึ่งคดีนี้ครูปรีชา ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า พยานหลักฐานทั้งหมดน่าเชื่อถืออย่างไร   ทางด้านครูปรีชาพร้อมทนายความก็เดินออกมาจากศาล ให้สมภาษณ์สื่อด้วยรอยยิ้มว่า ตนมั่นใจเต็มร้อยในการสู้คดี ไม่กังวลพยานหลักฐานใดๆ ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาก็ไม่ได้มีการคุยกัน แต่ตอนเดินออกมา ก็ได้ยกมือไหว้หมวดจรูญ เพราะเป็นผู้ใหญ่กว่าเราก็ทำความเคารพตามมารยาทไทย  และขอฝากสื่อมวลชน ลงข่าวให้เป็นกลาง  อยากสอบถามอะไรก็ให้ไปพบครูที่บ้าน    ทางด้านนายเกรียงไกร นาควะรี ทนายความครูปรีชา กล่าวว่า พยานทั้ง 15 ปาก เป็นพยานคนสำคัญ ไม่กังวลใจในการต่อสู้คดี นอกจากพยานบุคคลแล้วจะมีพยานวัตถุอื่นๆประกอบหรือไม่ ยังไม่ขอเปิดเผย ซึ่งฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน ศาลก็ต้องให้ความเป็นธรรม   พอเสร็จสิ้นกระบวนการที่ศาลผู้สื่อข่าวสังเกตพบว่า ทั้งสองฝั่ง ไม่มีท่าทีวิตกกังวล มีแต่รอยยิ้ม และต่างฝ่ายก็มั่นใจว่าหวยนั้นเป็นของตัวเอง ซึ่งในเช้าวันนี้ (13 ก.พ.) ทางกองปราบปรามก็จะมีการประชุม พนักงานสอบสวนในคดีนี้ รวมทั้งการแต่งตั้งหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้ ซี่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนกพ อาจจะมีการสรุปสำนวนคดี   จากนั้นในช่วงบ่าย ครูปรีชาก็เดินทางเข้ารับรางวัล วิทยากรจิตอาสา โรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดกาญจนบุรี  โดยครูปรีชาสวมเสื้อผ้าไหมสีทอง มารับรางวัล ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีความกังวล หรือวิตกใดๆทั้งสิ้น มีการทักทายเพื่อนครูและผู้สูงอายุ จากนั้นก็ให้สัมภาษณ์ว่า รางวัลนี้ตนได้รับเพราะทำหน้าที่ครูอาสา สอนวิชาประวัติศาสตร์ให้กับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปี 2560 ก่อนเกิดคดีหวย  ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ครูปรีชารู้สึกอย่างไร ที่ทำแต่ความดี แต่ถูกสังคม กล่าวหาว่าเป็นครูจอมทรัพย์สอง  ครูปรีชาบอกว่า สังคมอย่าพึ่งตัดสินคนด้านเดียว เรื่องคดีความที่เกิดขึ้น รอฟังการพิจารณาจากศาล ก็จะรู้ความจริง   คดีนี้นอกจากครูปรีชา และลุงจรูญ จะต้องต่อสู้คดีกันแล้ว พยานปากสำคัญต่างๆก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะเจ๊บ้าบิ่น หรือนางรัตนาภรณ์ ซึ่งถือเป็นแม่ค้าคนสำคัญ ที่เป็นคนขายหวยให้ครูปรีชา และเมื่อมีการแชร์คลิปเสียงและข้อความแชทไลน์ของเจ๊บ้าบิ่นออกมา จากนั้นเจ้บ้าบิ่นก็หายตัวไป    ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม เจ๊เกียว พยานคนสำคัญอีกคน ว่าเจ๊บ้าบิ่นตอนนี้ หายไปไหน เจ๊เกียวกล่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้ถูกอุ้ม เจ๊บ้าบิ่นสบายดี อยู่กับเจ๊เกียวเอง แต่ที่ไม่ออกมาเพราะต้องการพัก ไม่อยากให้สมภาษณ์สื่อแล้ว เจ๊บ้าบิ่น อยู่ดีมีสุข อาศัยในบ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวานนี้ ทางเจ๊เกียวและเจ๊ๆทุกคนที่เป็นพยานให้ครูปรีชา ก็มีการนัดทานข้าวกันที่บ้านครูปรีชา ไม่ได้ไปปิดรีสอทร์หรือเซฟเฮาส์ใดๆทั้งสิ้น เป็นการนัดกินข้าวกันแลกเปลี่ยนสารทุกข์กัน และปรึกษาทางคดี และยังเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในบ้านครูปรีชาว่า มีนักข่าวมาสังเกตการณ์ที่หน้าบ้านของครูปรีชาหลายคน  จนถึงวันนี้ พวกตนยืนยัน ไม่ได้เป็นขบวนการเท็จ ทุกอย่างที่ให้สัมภาษณ์คือความจริง   ทางด้านนายสันติลูกชายเจ๊บ้าบิ่น กล่าวว่า ตอนนี้แม่อยู่ที่ปลอดภัย แต่ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัย ในแต่ละวันทั้งนักข่าวและมีรถยนต์แวะเวียนมาสังเกตการณ์หน้าบ้านตนทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่ยามวิกาล จนเกิดความหวาดกลัว ไม่เข้าใจว่าสื่อต้องการอะไร     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/I-Q-73iQFrw    

 18,198
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.พ. 61

นำสืบคดีแพ่ง "หวย 30 ล้าน" หนแรก ทั้งสองฝ่ายยังมั่นใจ ไม่หวั่นกองปราบฯระบุคดีใกล้อวสาน

ศาลแพ่งนำสืบคดีหวยอลเวง 30 ล้านบาทครั้งแรก ทั้งสองฝ่ายยังมั่นใจ ด้าน "ครูปรีชา" วอนสื่อนำเสนออย่างเป็นกลาง       ร.ต.ท.จรูญ วิมล ผู้ขึ้นเงินรางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาทในฐานะจำเลย เดินทางมาศาลพร้อมทนาย ซึ่งทนายเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อระบุว่า คดีนี้มีประเด็นอาทิ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ลอตเตอรี่ที่ถูกต้องหรือไม่ จำเลยทำละเมิดต่อฝ่ายโจทก์หรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ทั้งหมดเป็นภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ เพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้าง และฝ่ายจำเลย หรือ ร.ต.ท.จรูญให้การปฏิเสธ   ทนายของ ร.ต.ท.จรูญระบุว่าไม่กังวล ทนายเยอะหรือน้อยไม่สำคัญ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงมากกว่า ฝ่ายตนมีพยานหลักฐานพอสมควรในการนำสืบแต่ละประเด็น ส่วนจะรวมถึงคลิปเสียงหรือแชตไลน์ใดๆ หรือไม่นั้นขอเก็บไว้สู้คดีในชั้นศาล   ด้าน ร.ต.ท.จรูญระบุว่าตนพูดไปเยอะแล้ว ยังมั่นใจ 100% เหมือนเดิม และเชื่อว่าศาลจะให้ความเป็นธรรมได้ ส่วนกรณีที่กองปราบปรามระบุว่าคดีนี้ใกล้อวสานแล้วนั้นตนมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะความจริงจะได้ปรากฎให้ประชาชนได้เห็น เรื่องที่ไม่มีการจำลองเหตุการณ์วันซื้อลอตเตอรี่ของฝ่าย ร.ต.ท.จรูญนั้น ตนมองว่าไม่เป็นไร กองปราบฯจะดำเนินการอย่างไรก็พร้อมเสมอ   ด้านนายปรีชา ใคร่ครวญ ข้าราชการครู ในฐานะโจทก์เดินทางมาพร้อมทนายส่วนตัวเช่นกัน โดยทนายระบุว่าการขึ้นศาลครั้งแรกก็มีความมั่นใจ โดยฝั่งโจทก์มีพยานทั้งสิ้นสิบห้าปาก โดยเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์แทบทั้งสิ้น มีทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยาน ซึ่งจะใช้เวลาสืบพยานโจทก์ราว 4 วัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ขึ้นอยู่กับการนำสืบของแต่ละฝ่ายว่าจะมีน้ำหนักเพียงใด    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจบกระบวนการของศาลวันนี้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายปรีชาตอบว่าตนในฐานะผู้มีอายุน้อยกว่าก็ยกมือไหว้ ซึ่งร.ต.ท.จรูญก็รับไหว้ แต่ไม่ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนตัวตนยังยืนยันว่าลอตเตอรี่เป็นของตนและมั่นใจ 100% ที่กังวลใจคือกังวลเรื่องสื่ออย่างเดียว ฝากสื่อให้ลงประเด็นที่ดีและเป็นกลาง ขอให้พบตนก่อนถึงลงข่าว ทุกวันนี้ก็ยังได้พบแม่ค้าขายสลากที่ชื่อ "บ้าบิ่น" อยู่บ้างในช่วงลอตเตอรี่เหลือและเป็นช่วงใกล้หวยออก

 11,875
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.พ. 61

ศาลสั่ง 'ศุภชัย' พร้อมพวก ชดใช้เงินคืนสหกรณ์คลองจั่น 9 พันล้าน

ศาลแพ่งรัชดา ตัดสินให้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมพวกรวม 26 คน มีความผิดฐานเบิกจ่ายเงินสหกรณ์ปี 57 ผิดวัตถุประสงค์เข้ากระเป๋าตัวเอง ถูกสั่งให้ชดใช้เงินกว่า 9 พันล้านบาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cvSWFkX81Oc  

 3,166
สังคม-อาชญากรรม
19 ต.ค. 60

ศาลแพ่งสั่งชดใช้ 2.75 ล้าน คดี นรต.โดดร่มไม่กาง พ่อเตรียมอุทธรณ์สู้ต่อ

กรณีนักเรียนนายร้อยตำรวจ 2 นายกระโดดร่ม แล้วร่มไม่กาง เป็นเหตุให้เสียชีวิต ล่าสุดศาลแพ่งพิพากษาให้บริษัท อุตสาหกรรมการบิน และพนักงานจัดซื้อสายสลิง จ่ายเงินชดเชย 2.7 ล้านบาท ให้บิดานักเรียนนายร้อยตำรวจ   ศาลแพ่ง ถนนรัชดา มีคำพิพากษาคดีที่นายสาธร พุทธชัยยงค์ บิดาของนักเรียนนายร้อยตำรวจชยากร กระโดดร่มไม่กาง ยื่นฟ้อง บริษัท การบินไทย จำกัด , บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และเจ้าหน้าที่จัดซื้อสายสลิงกระตุกร่ม , เจ้าหน้าติดตั้งสายสลิง และซ่อมบำรุงรวม 10 ราย ชดใช้เงินค่าเสียหาย 40 ล้านบาท เป็นค่าจัดการศพ และค่าขาดไร้อุปการะ โดยคดียื่นฟ้องเมื่อปี 2559   ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าบริษัท อุตสาหกรรมการบิน และพนักงาน ซึ่งเป็นผู้จัดหาแหล่งซื้อสายสลิง ได้นำสายสลิงกระตุกร่มที่ไม่ได้คุณภาพ มาติดตั้งบนเครื่องบิน ทำให้นักเรียนนายร้อยตำรวจชยากร ไม่สามารถกระตุกร่มหลักให้กางได้ จึงพิพากษาให้บริษัทอุตสาหกรรมการบิน และพนักงาน ร่วมกันชดใช้เงิน 2 ล้าน 7 แสน 5 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย 1 หมื่นบาทส่วนบริษัทการบินไทย และจำเลยอื่นๆ ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้ทำการประมาท   ด้านนายสาธร  พุทธชัยยงค์ บิดาของนักเรียนตำรวจที่เสียชีวิต ระบุจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังถูกกล่าวหาว่าลูกชายไม่กางร่มสำรอง จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4Yg9sa1fbks    

 1,667
สังคม-อาชญากรรม
18 ต.ค. 60

ศาลเเพ่งสั่งบ.อุตสาหกรรมการบินไทย-พนักงานจัดซื้อสายสลิง จ่ายพ่อนรต.ร่มไม่กาง 2.7ล้าน

          ศาลแพ่ง รัชดา นัดฟังคำพิพากษา ในคดีนายสาธร พุทธชัยยงค์ บิดาของนายชยากร นักเรียนนายร้อยตำรวจ กระโดดร่มไม่กาง เมื่อปี 2557 ยื่นฟ้อง บริษัท การบินไทย จำกัด จำเลยที่ 1 , บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด จำเลยที่ 2 และเจ้าหน้าที่จัดซื้อสายสลิงกระตุกร่ม , เจ้าหน้าติดตั้งสายสลิง และซ่อมบำรุงรวม 10 ราย ให้ชดใช้เงิน ค่าเสียหาย จำนวน 40 ล้านบาท เป็นค่าจัดการศพ และค่าขาดไร้อุปการะ โดยคดียื่นฟ้องเมื่อปี 2559            ขณะที่ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า บริษัท อุตสาหกรรมการบิน และพนักงานซึ่งเป็นผู้จัดหาแหล่งซื้อสายสลิง ได้กระทำผิดละเมิดต่อโจทก์ ที่เป็นบิดาของนักเรียนนายร้อยตำรวจชยากร โดยนำสายสลิงกระตุกร่มที่ไม่ได้คุณภาพมาติดตั้งบนเครื่องบิน จนทำให้เมื่อนายชยากรกระโดดร่มแล้วไม่สามารถกระตุกร่มหลักให้กลางจนตกลงมาเสียชีวิตศาลจึงพิพากษา          ให้ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด จำเลยที่ 2 และพนักงาน จำเลยที่ 9 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2 ล้าน 7 แสน 5 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้กับนายสาธรบิดาของนักเรียนนายร้อยตำรวจชยากร ผู้เสียชีวิต นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.2559 ซึ่งเป็นวันหลังจากวันฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ               รวมทั้งให้ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ด้วยอีก 10,000 บาทส่วน บริษัท การบินไทย จำเลยที่ 1 และพนักงานคนอื่น ที่ตกเป็น จำเลยที่ 3-8 และที่ 10 นั้นศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าไม่ได้กระทำการอันเป็นการประมาทเลินเล่อจนทำให้นักเรียนนายร้อยตำรวจชยากรต้องเสียชีวิต

 2,687
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.ค. 60

เหยื่อทนายแสบ ฟ้องศาลแพ่งเรียก 3.4 ล้าน พร้อมยื่นขอเว้นค่าธรรมเนียมศาลกว่า 6 หมื่นบาท จากอุบัติเหตุพ่อตาย ตัวเองพิการ

                   แม่น้องบีม พร้อมทนายความยื่นฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายจากทนายที่โกงเงินค่าสินไหมทดแทนอุบัติเหตุ พร้อมยื่นคำร้องให้ศาลแพ่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล มูลค่ากว่า 6 หมื่นบาท ระหว่างการดำเนินคดี เนื่องจากรายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือนมีไม่เพียงพอ                      นายวัชณ์ธิป แสดงมณี ทนายความอาสา พร้อมทั้งทนายความจากเนติบัณฑิตยสภา เดินทางมาที่ศาลแพ่ง พร้อมกับนางสาวพรทิพย์ จันทรัตน์ มารดาและน้องบีม เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายจากนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความคู่กรณีเป็นเงิน 3.4 ล้านบาท จากกรณีการโกงเงินสินไหมทดแทนจากการเกิดอุบัติเหตุจนทำให้บิดาของน้องบีมเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จ่ายเงินใหกับน้องบีมและมารดาเพียง 2 แสนกว่าบาทเท่านั้น                       โดยหลักฐานที่นำมายื่นด้วยเป็นคำร้องขอความช่วยเหลือทางคดีจากเนติบัณฑิตยสภาและสภาทนายความเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ เอกสารสัญญา และหนังสือมอบฉันทะที่ให้นายพิสิษฐ์ ดำเนินการเรื่องเงินค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุให้ ในข้อหาผิดสัญญาตัวแทนและรับสภาพหนี้สิน แม้ว่าตัวของผู้ต้องหาจะเคยถูกฟ้องล้มละลายเมื่อปี 2548 แต่จากการตรวจสอบพบว่า พ้นสภาพจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อปี 2552 จึงไม่มีผลกับการดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายวันนี้ แต่จะต้องไปตรวจสอบทรัพย์สินของนายพิสิษฐ์ จะสามารถนำมาชดใช้ให้กับผู้เสียหายได้หรือไม่                 สำหรับคดีอาญา อยู่ระหว่างการพิจารณา ว่าจะมีข้อกฎหมายใดที่ยังจะสามารถฟ้องร้องได้อีกหรือไม่ ส่วนคดีทางแพ่งศาล นัดให้มาไต่สวนนัดแรกในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00 นาฬิกา นอกจากนี้จะยื่นคำร้องให้ศาลแพ่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล มูลค่ากว่า 6 หมื่นบาท โดยนำหลักฐานยื่นพร้อมคำร้องคือ ใบมรณะบัตรบิดาที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุของน้องบีม , บัตรประจำตัวผู้พิการระดับ 3, และใบรับรองรายได้ มายื่นให้กับศาล                 ทั้งนี้ คาดว่าภายในวันนี้จะทราบผลว่าศาลแพ่งจะยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้บางส่วน ด้านมารดาของน้องบีม เปิดเผยว่าตั้งแต่เป็นข่าวจนถึงขณะนี้นายพิสิษฐ์ ยังไม่ได้ติดต่อเข้ามาพูดคุยในเรื่องคดี หรือการชดเชยค่าเสียหายต่าง ๆ ทั้งที่ตนเองต้องรับผิดชอบรายจ่ายภายในบ้านและการดูแลลูก ยืนยันว่า ตนเองมีความจำเป็นที่จะต้องขอให้ศาลแพ่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้เนื่องจากรายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือนมาจากการขายของจากน้องบีมทางเดียว ซึ่งไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมศาลได้ ทั้งนี้คาดหวังว่าศาลหน้าจะเมตตาลดค่าธรรมเนียมศาล หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมให้   ภาพ มติชน   ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 20,764
สังคม-อาชญากรรม
27 พ.ย. 58

ศาลแพ่งพิพากษา 'สาวซีวิค' ชดใช้ 26 ล้าน คดีชนรถตู้บนโทลล์เวย์ เสียชีวิต 9 ศพ

ศาลแพ่งพิพากษาสั่งให้สาวซีวิคจ่ายค่าเสียหายให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนบนทางด่วนโทลล์เวย์ เมื่อปลายปี 2553 เป็นเงินรวมกว่า 26 ล้านบาท และให้คิดเอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุจนกว่าการชำระจะสิ้นสุด ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บที่ประสบอุบัติเหตุจากกรณี รถยนต์ฮอนด้า ซีวิคสีขาว หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนรถตู้โดยสาร สาย ต.83 วิ่งระหว่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต บนทางยกระดับโทลเวย์ จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่งเมื่อช่วงหัวค่ำ คืนวันที่ 27 ธันวาคม ปี 2553 ได้ร่วมกันฟ้องเรียกค่าเสียหายกับสาวซีวิคและครอบครัว รวมเป็นเงิน 120 ล้านบาท หลังคดีอาญาสิ้นสุดลงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามที่ศาลอาญาพิพากษาไปก่อนหน้านี้ เบื้องต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยและครอบครัวชำระค่าเสียหาย ซึ่งเป็นค่าไร้อุปการะให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 1.5 ล้านบาท ไปจนถึง 1.8 ล้านบาท ขณะที่ผู้บาดเจ็บ ศาลพิพากษาให้จำเลยและครอบครัวชำระค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนให้รายละ 400,000 บาท ไปจนถึง 4,000 บาท แล้วแต่ค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บแต่ละราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านบาท รวมถึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันเกิดเหตุไปจนถึงวันครบกำหนดชำระ ซึ่งญาติของ 1 ในผู้เสียชีวิตกล่าวภายหลังรับฟังคำพิพากษาจากศาลว่าเบื้องต้นทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตและครอบครัวผู้บาดเจ็บรู้สึกพึงพอใจกับคำตัดสินของศาล แต่รูสึกว่าค่าเสียหายที่ได้รับมีมูลค่าน้อยไปเมือเทียบกับชีวิตของผู้ที่สูญเสีย ซึ่งคิดเป็นแค่ 1 ใน 3 ของยอดเงินที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทางครอบครัวฝ่ายโจทก์ก็รวมทั้งทนายความเตรียมนัดหารือกันอีกครั้งในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ว่าจะตกลงรับค่าเสียหายตามที่ศาลพิพากษาหรือไม่ ซึ่งหากข้อสรุปของการหารือไม่ยอมรับค่าเสียหายในยอดนี้ก็จะทำการยื่นคำร้องขออทธรณ์ในชั้นศาลต่อไป สำหรับคำพิพากษาในส่วนของคดีอาญา ได้สิ้นสุดลงที่ชั้นศาลอุทธรณ์หลังศาลฎีกาพิจารณาไม่รับฟัองเพิ่มเติมส่งผลให้คดีความสิ้นสุดลงแค่ชั้นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำคุกสาวซีวิค เป็นเวลา 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา 4 ปี บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี และห้ามขับรถจนกว่าจะอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/EM1sawqsuVs    

 3,347
บันเทิง
31 มี.ค. 58

ศาลยกเลิกคำสั่งระงับฉาย 'ฟาสต์7' เมเจอร์-เอสเอฟยันเข้าโรงฉาย 1 เม.ย.นี้

ศาลแพ่งมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณี เสี่ยเจียง จากค่ายสหมงคลฟิล์ม ยื่นฟ้อง จา พนม และผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง "ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส 7" (Fast and furious 7) หลัง จาพนม -ยูนิเวอร์แซล-ยูไอพี ยื่นคัดค้านคำสั่ง ชี้กระทบสิทธินักแสดงคนอื่น จึงส่งผลให้ภาพยนต์เรื่องนี้สามารถออกฉายได้ตามกำหนดเดิมในวันที่ 1 เม.ย.นี้ได้ตามเดิม  ด้านโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์และSF ประกาศฉายภาพยนตร์ ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส 7 ตามกำหนดเดิม    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : http://youtu.be/PtXCDUVrUC4  

 33,349
บันเทิง
27 มี.ค. 58

ศาลสั่งระงับฉาย 'ฟาสต์ 7' ในไทย 'จา พนม' เปิดใจ ปัดเนรคุณ ย้ำทุกคนอยู่ในใจเสมอ

ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามไม่ให้มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 (ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส ภาค 7) ภายในประเทศไทย จากกรณีที่ จา-พนม ยีรัมย์ พระเอกนักบู๊ชื่อดัง ได้ละเมิดสัญญาการแสดงกับบริษัท สหมงคลฟิล์มฯ ภายใต้การดำเนินงานของ เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ พร้อมเรียกค่าเสียหายจาก จา พนม และผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 โดยทางศาลนัดไกล่เกลี่ย 15 เมษายน 2558  ด้าน จา พนม ระบุไม่เคยลืมบุญคุณใคร และขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : http://youtu.be/pzKQ_PNe5rI

 206,291
สังคม-อาชญากรรม
24 ก.พ. 57

ป่วน ยิงm79 ถล่มศาลแพ่ง โชคดีระเบิดไม่ทำงาน

คนร้ายยิงเอ็ม79 ตกลานจอดรถระหว่างศาลแพ่งกับศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาฯ แต่ทว่าระเบิดไม่ทำงาน ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนที่ผ่านไปมา และเจ้าหน้าที่ในศาลที่เดินทางมาเลือกกรรมการสหกรณ์ฯ พอดี จนท.EOD รุดเก็บกู้ทำลาย ตร.สั่งเช็กวงจรปิดล่าคนร้าย

 4,592
การเมือง
22 ก.พ. 57

โฆษกศาลแพ่งยันทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม หลังม็อบแดงบุก

โฆษกสำนักงานศาลแพ่งเตือนม็อบแดงบุกศาล อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจ ยันทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม 

 3,857
การเมือง
27 พ.ย. 56

ศาลแพ่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวขับไล่ม็อบออกจากกระทรวงการคลัง

ศาลแพ่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวขับไล่ม็อบออกจากกระทรวงการคลัง ระบุเจ้าหน้าที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงได้ ในขณะที่ศาลนัดพิจารณาคดีหลัง 3 ก.พ.ปีหน้า   ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำสั่งขอคุ้มครองชั่วคราวคดีที่กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรม และโค่นล้มระบอบทักษิณ เป็นจำเลยเรื่องขับไล่ที่ พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 536,986.30 บาท จากการกระทำละเมิดที่บุกเข้าไปในพื้นที่กระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลังขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลย และมวลชนออกจากกระทรวงการคลัง และหน่วยงานในบริเวณใกล้เคียง   ซึ่งในวันนี้ในการฟังคำสั่งมีอัยการที่รับมอบอำนาจจากกระทรวงการคลังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดี และทีมที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายเดินทางมาศาล ขณะที่คดีนี้ศาลได้ดำเนินการไต่สวนพยานโจทก์ไป 2 ปาก ประกอบด้วย ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถึงพฤติกรรมนำมวลชนบุกเข้าไปในสถานที่ราชการ และความเสียหายที่เกิดขึ้น   ศาลได้พิจารณาคำร้องระบุว่า จำเลยเป็นแกนนำกลุ่มต่อต้านได้ร่วมกันปลุกระดมมวลชนจำนวนมากเข้าปิดล้อมสถานที่ราชการ และตัดกระแสไฟฟ้า น้ำประปา รวมทั้งส่งเสียงดัง ทำให้ข้าราชการเกิดความกลัว ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบการเงิน และการคลังของประเทศ   ซึ่งหลังจากนี้จะนำคำสั่งศาลวันนี้ไปปรึกษาหารือทีมกฎหมายกระทรวงการคลังก่อนว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งขั้นตอนต่อไป ตามกฎหมายสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล หรือจะยื่นฟ้องใหม่ได้ ส่วนเนื้อหาหลักที่จะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ศาลจะนัดพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 3 ก.พ. 2557 เวลา 9.00 น.

 7,010

Top