ค้นหา :

ผลการค้นหา "กรมศุลกากร"

เศรษฐกิจเข้มแข็ง
11 ก.ย. 62

ศุลกากรจับคนหิ้วแบรนด์เนมหนีภาษีพุ่ง 90 ล้าน ใครแจ้งเบาะแสได้รางวัลนำจับ 20%

กรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2562 (1 ต.ค.61-3 ก.ย.62) สามารถจับกุมสินค้าแบรนด์เนมลักลอบได้เพิ่มขึ้นถึง 90 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 30 ล้านบาท   นอกจากนี้ หากประชาชนรายใดก็ตามแจ้งเบาะแสหรือมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้การลักลอบขนสินค้าหนีภาษีส่งมาให้ที่กรมศุลกากร และเมื่อกรมตรวจสอบว่ามีความผิดจริง คนแจ้งเบาะแสจะได้รางวัลนำจับจากกรม 20% ของมูลค่าสินค้าที่นำไปประมูลขายได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท   โดยต่อจากนี้ทางกรมจะเข้มงวดในการตรวจสอบลูกเรือของทุกสายการบินให้มากขึ้น คาดว่าหลังจากกรมติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบคร่อมสายพานที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้ง 23 เครื่องเสร็จสิ้นและเริ่มเปิดใช้ระบบต้นปี 63 จะสามารถตรวจสอบสินค้าลักลอบผ่านทางกระเป๋าของผู้โดยสารได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำให้เกิดประเด็นความไม่เป็นกลางในการตัดสินใจ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PDsAaaSWLCo

 12,122
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
06 ก.ย. 62

ติดเครื่องเอ็กซเรย์ สแกนเข้มกระเป๋าทุกใบที่สุวรรณภูมิ หิ้วแบรนด์เนมหนีภาษีไม่รอด เริ่ม 1 ม.ค.63

กรมศุลกากรติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานลำเลียงกระเป๋าเดินทางที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 23 เครื่อง ให้เสร็จและเริ่มใช้ได้วันที่ 1 ม.ค.2563 โดยเครื่องดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสแกนกระเป๋าเดินทางที่โหลดมาใต้ท้องเครื่องบินได้ทุกใบ   เพื่อดูว่ามีสินค้าต้องห้ามการนำเข้าตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ยาเสพติด รวมถึงสินค้าแบรนด์เนมที่มีราคาสูงและเข้าข่ายเสียต้องภาษีด้วย   โดยการใช้งานของเครื่องเอ็กซเรย์นี้จะช่วยสแกนกระเป๋าได้ทุกใบ และหากสแกนแล้วพบกระเป๋าเดินทางใบไหนมีความน่าสงสัยก็จะทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณช่องสำแดง   และหากพบกระทำผิดก็จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งการทำลักษณะนี้จะช่วยแก้ปัญหาธุรกิจพรีออร์เดอร์ หรือรับหิ้วสินค้าที่เลี่ยงภาษีมาขายในประเทศได้ แต่หากเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มีการซื้อของมาใช้ปกติและมีมูลค่าไม่เกินกำหนดก็ไม่ต้องกังวลอะไร ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/U6jEnP43OpM

 7,874
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
17 ก.ค. 62

ศุลกากรเคลียร์ชัดๆ หิ้วของนอกเข้าไทย คนซื้อใช้เองไม่ถึง 2 หมื่นไม่เสียภาษี

จากกรณีดราม่า มีผู้โดยสารโพสต์ข้อความลงโซเชียล ถึงการจัดเก็บภาษีสำหรับการนำเข้าของติดตัวผู้โดยสารทางท่าอากาศยาน โดยระบุว่า ซื้อชุดเซ็ทอาบน้ำมาจากต่างประเทศ ในราคา 1,500 บาท แต่ต้องเสียภาษีนำเข้าถึง 10,000 บาทนั้น   ล่าสุดนายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ชี้แจงว่า ตามประกาศของกรมฯ ผู้โดยสารจะได้รับยกเว้นอากรสำหรับของส่วนตัวเพื่อใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท โดยจะต้องไม่เป็นของต้องห้าม อาทิ ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น หรือเป็นของต้องมีใบอนุญาต (ของต้องกำกัด) อาทิ อาวุธปืน พืช เป็นต้น และไม่มีลักษณะทางการค้า   อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารนำของที่มีมูลค่าเกิน 20,000 บาทหรือเป็นของที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์ หรือ สินค้าเพื่อการค้าขาย แม้จะมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ของดังกล่าว ถือเป็นของต้องเสียภาษีอากร ซึ่งผู้โดยสารสามารถมาสำแดงของเพื่อเสียภาษีอากร ที่ช่องตรวจมีของต้องสำแดง (ช่องแดง) และหากของนั้นเป็นของต้องกำกัด ของนั้นต้องได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน   และถ้าหากผู้โดยสารเสียภาษีสินค้าแล้วจะต้องได้รับใบเสร็จจากเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง ถ้าหากไม่ได้รับใบเสร็จจะถือว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจในทางมิชอบสามารถร้องเรียนได้ ส่วนใครที่ไม่ต้องการจะเสียภาษีนำเข้าสินค้าถ้าหากถูกเรียกเก็บภาษีสามารถยกสินค้าเหล่านั้นให้เป็นของรัฐบาลได้   ทั้งนี้ อัตราภาษีอากรนำเข้าจะแตกต่างกันตามชนิดและประเภทสินค้า เช่น กระเป๋า 20% นาฬิกา 5% เครื่องสำอาง 30% เข็มขัด 30% เป็นต้น และสินค้าเหล่านี้จะต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อีก 7% ด้วย โดยค่าภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ คืออากรขาเข้ารวมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม   ตัวอย่างกรณีซื้อเซ็ทอาบน้ำมาใช้มูลค่า 1,500 บาท จะถูกคิดภาษีในอัตรา 30% หรือเสียภาษีเพียง 450-500 เท่านั้น เป็นต้น ดังนั้น กรณีประเด็นที่มีการร้องเรียนว่าซื้อ เซ็ทอาบน้ำมา 1,500 บาท เสียภาษีถึง 10,000 บาท นั้น คิดว่าเจ้าของโพสต์อาจจะบอกรายละเอียดไม่หมด   ซึ่งใครที่กลัวว่า ซื้อสินค้านำเข้ามาเพื่อใช้เองเป็นจำนวนมาก จะถูกมองว่านำสินค้ามาขายนั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าที่นำเข้ามาและปริมาณที่นำติดตัวเข้ามา โดยหากนำเข้าประมาณ 1-3 ชิ้น เจ้าหน้าที่กรมศุลฯ คงไม่มองว่านำสินค้ามาค้าขาย แต่ทั้งนี้ ตามกฎหมายไม่ได้ระบุว่านำเข้าสินค้าปริมาณเท่าใดถึงจะถูกเรียกว่านำสินค้ามาใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งตรงนี้จะอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่   อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารคิดว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือพบเห็นเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สามารถร้องเรียนได้ตามช่องทางต่างๆ ได้แก่   โทรศัพท์สายด่วนรับเรื่องร้องเรียน 1332 ร้องเรียนผ่านทาง Application LINE ID : @customshearing ร้องเรียนด้วยตนเองผ่านศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน ตามโครงการ “ระฆังศุลกากร” ของแต่ละส่วนราชการที่ท่านใช้บริการ ส่งไปรษณีย์มาที่กรมศุลฯ หรือส่ง E-mail มาได้ที่ ctc@customs.go.th ร้องเรียนด้วยตนเองที่กลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม ณ กรมศุลกากร ร้องเรียนผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี GCC 1111   และยังสามารถร้องเรียนไปหน่วยราชการอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนได้อีกด้วย และหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ จุดปฏิบัติงานที่สนามบินนั้นๆ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LP-tr7d0gIQ

 9,568
สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 62

ร้องศาลปกครองสั่ง กทม.เป็นขตควบคุมมลพิษ - ศุลกากรชี้พรีออเดอร์หน้ากากกันฝุ่นต้องเสียภาษี

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมด้วยคนกรุงเทพฯ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้สั่ง กทม.ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ   โดยในคำร้องระบุว่า ทั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ / นายกรัฐมนตรี และ ผู้ว่าฯ กทม. ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ   ส่งผลให้เกิดวิกฤตปัญหาฝุ่นละออง แพร่กระจายเกินค่ามาตรฐาน และยังไม่มีมาตรการหรือแผนงานที่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรม หากปล่อยไว้อาจจะเกิดวังวนของปัญหาเช่นนี้กลับมาอีก ซึ่งจะกระทบต่อการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้   โดยให้นายกฯสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยึดกำแพงเพชรโมเดล เป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ   ดังนั้นจึงขอให้ศาลมีคำสั่งประกาศให้ กทม.เป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมถึงขอให้สั่งนายกรัฐมนตรีรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดใช้อำนาจสั่งยุติการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษตามกฎหมาย   ส่วนประเด็นหน้ากากอนามัย กระทรวงพาณิชย์เผยหากพบกักตุนเพื่อโก่งราคา หน้ากากอนามัยในช่วงนี้ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยโทษกักตุนสินค้า จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ด้านกรมศุลกากรระบุ การนำเข้ามาเพื่อใช้เองคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเข้ามามากๆ เช่น มีของเต็มกระเป๋า ก็จะต้องตรวจสอบว่ามีหน้าร้าน หรือเปิดเว็บไซด์รับพรีออเดอร์ด้วยหรือไม่ หากพบก็จะต้องมีการเรียกเก็บภาษีให้ถูกต้อง ทั้งนี้ กรมศุลกากรไม่ได้มีการสั่งการให้ติดตามการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cHr_2IVEp7M

 1,633
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
05 พ.ย. 61

กรมศุลฯจ่อเปิดประมูลรถหรูรอบใหม่ ลั่นจะทุบทิ้งหากวิ่ง-จดทะเบียนไม่ได้

กรมศุลกากรเตรียมเปิดประมูลขายทอดตลอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง หลังจากที่กรมศุลกากรยุติการประมูลในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากกรมขนส่งทางบก(ขบ.)มีหนังสือมายังกรมศุลกากรว่ารถประมูลของกรมศุลกากรจะไม่สามารถจดทะเบียนได้   เนื่องจากกรมขนส่งมองว่าเป็นช่องทางนำเข้ารถยนต์หลบเลี่ยงภาษี หรือการนำเข้ารถมาไม่ถูกต้อง แล้วใช้การประมูลฟอกรถดังกล่าวให้ถูกกฎหมาย โดยผู้นำเข้าอาจจะมีการถอดอุปกรณ์บางอย่างออก เพื่อไม่ให้รถยนต์ใช้การได้ ถ้าผู้ประมูลรายอื่นได้รถยนต์คันดังกล่าวไป   ซึ่งกรมศุลกากรยืนยันไปยังกรมขนส่งทางบกแล้วว่า จะทำลายรถยนต์ของกลางหากเป็นรถยนต์ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เพื่อดัดหลังผู้ลักลอบนำเข้าในการเข้ามาประมูลรถยนต์ของกลาง   โดยจะมีการหารือล่าสุดกับกรมขนส่งทางบก และรายงานไปยังนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ระบุว่าจะนัดกระทรวงคมนาคมให้กรมศุลกากรไปหารือถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งการประมูลรถหรูถือเป็นช่องทางหนึ่งในการหารายได้ให้กรมปีละประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hGxzXK5LhC8

 5,224
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
26 ต.ค. 61

กรมศุลกากร คุมเข้มผู้นำเข้ามะพร้าว หลังราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำ

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างผู้แทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้เดือดร้อนจากปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ จึงได้รับมอบหมายในส่วนของการป้องกันการลักลอบและนำเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย และให้เข้มงวดกับการตรวจปล่อยสินค้ามะพร้าวนำเข้า และสั่งการให้สำนัก/ด่านศุลกากรทุกแห่ง เข้มงวดในการตรวจปล่อยมะพร้าว   นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทผู้นำเข้าสินค้ามะพร้าวผลจำนวน 10 ราย ที่นำเข้าโดยใช้สิทธิการยกเว้นภาษีอากรทั้งหมดตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งมีความเสี่ยงที่ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดให้ต้องนำเข้าเพื่อการแปรรูปในกิจการของตนเอง และจะไม่นำมาจำหน่าย จ่าย โอน ภายในประเทศ โดยเมื่อผลการตรวจสอบแล้วเสร็จ พบว่าไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไข กรมศุลกากรจะส่งข้อมูลให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการพิจารณายุติการอนุญาตนำเข้าต่อไป   ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 กรมศุลกากรได้จับกุมผู้ลักลอบการนำเข้ามะพร้าว จำวนวน  3 ราย ปริมาณ 45,540 กิโลกรัม มูลค่า 528,437 และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความผิด จำนวน 10 ราย

 1,585
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
26 ก.ย. 61

ศุลกากรเข้มซื้อเครื่องสแกนเพิ่ม ตรวจแบรนด์เนมหนีภาษี

กรมศุลกากร เตรียมสั่งซื้อเครื่องสแกนเพิ่ม 2 เครื่อง เพื่อสแกนสินค้า อีคอมเมิร์ซ ที่นำเข้าต่างประเทศ หลังพบการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเพิ่ม-สินค้าแบรนด์ดังเลี่ยงภาษี   พร้อมเพิ่มการลงโทษผู้มีความพยายามหลบเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม ที่มักมีการสำแดงราคาเท็จต่ำกว่าชิ้นละ 1,500 บาท เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีขาเข้า รวมถึงตรวจจับยาเสพย์ติด ยาไอซ์ ตลอดจนสินค้าต้องห้ามว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส)    ขณะเดียวกัน ทางกรมยังเพิ่มระบบการเปิดตรวจสินค้าอีคอมเมิร์ซ โดยตรวจสอบว่าที่อยู่ใดมีการสั่งซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซบ่อยผิดปกติ ก็จะเปิดตรวจทุก ซึ่งต่างจากเดิมที่จะยึดข้อมูลรายชื่อผู้สั่งซื้อเป็นหลัก เนื่องจากระยะหลังพบว่ามีการหลบเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนชื่อคนรับแทน  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OhyZrDAfEcM

 1,970
สังคม-อาชญากรรม
19 ก.ย. 61

เด้ง 3 จนท.ศุลกากรพาแฟนคลับ 'อีจงซอก' เข้าเขตหวงห้ามสนามบิน

จากกรณีสาวแฟนคลับ 2 คนโพสต์โซเซียล เข้าไปรอรับอีจงซอก นักแสดงเกาหลีชื่อดัง ในพื้นที่หวงห้ามของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ และผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ   เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นหญิงที่ปรากฎตามภาพจำนวน 2 คนและเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่เป็นคนนำพาเข้าไปในพื้นที่ห่วงห้าม ร่วมถึงเจ้าของบัตรที่หญิงทั้งสองในแสดงผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าไปภายในพื้นที่หวงห้าม   ขณะนี้ ทอท.ได้แจ้งความดำเนินคดีผู้หญิงทั้ง 2 คน ที่เข้ามาในเขตหวงห้ามแล้ว ในข้อหาบุกรุกพื้นที่โดยมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ส่วนการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ทางกรมศุลฯตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รายแรกเป็นคนที่นำพาคนนอกเข้าไปในพื้นที่ ส่วนอีก 2 คนเป็นคนที่ให้ยืมบัตรหมายเลข 6 และให้ยืมชุดเจ้าหน้าที่ศุลกากร   ซึ่งเบื้องต้นได้ยึดบัตร และสั่งย้ายออกจากพื้นที่ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะใช้เวลาตรวจสอบไม่เกิน 5 วัน โดยมองว่าการตรวจสอบจะรู้ผลไม่ยาก เพราะมีข้อมูลหลักฐาน และกล้องวงจรปิดก็สามารถเปิดดูได้ โดยมีโทษสูงสุดถึงการไล่ออกจากราชการ   จากการสืบสวนทราบว่า นอกจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้าฯ ผู้ชายคนดังกล่าว จะเป็นผู้พาหญิงสาว 2 คนเข้าไปด้านในซึ่งปรากฏตามภาพจากกล้องวงจรปิดนั้น ในระบบยังได้บันทึกชื่อของเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้าซึ่งเป็นผู้หญิงอีก 1 คน ที่เป็นเจ้าของบัตรในการสแกนเข้าพื้นที่ด้านในอีกด้วย   ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนจึงออกหมายเรียกไปยัง เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้าฯ ทั้ง 2 ราย เพื่อให้มาทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและรับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 19 กันยายน 2561 ที่จะถึงนี้ หลังจากนั้นจึงจะออกหมายเรียกไปยังผู้หญิงที่ 2 คน ซึ่งอายุ 38 ปี และอายุ 25 ปี ให้มาพบพนักงานสอบสวนต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XTYh5Bv3mBo

 10,535
สังคม-อาชญากรรม
18 ก.ย. 61

งานเข้า 2 แฟนคลับ‘อีจงซอก’ ปลอมตัวเข้าเขตหวงห้าม ทอท.แจ้งความ โทษหนักคุก 5 ปี จนท.ช่วยเปิดทางจ่อโดนไล่ออก

จากกรณีมีแฟนคลับสาว 2 รายปลอมตัว โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อไปเจอกับอีจงซอก ศิลปินคนดังจากเกาหลีที่มาจัดแฟนมีตติ้งในไทยเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนคนสนิทที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในท่าอากาศยาน ถึงขั้นถึงจุดตรวจคนเข้าเมือง และจุดรับกระเป๋า สายพานหมายเลข 17 ก่อนที่จะโพสต์อวดและถ่ายลงอินสตราแกรมส่วนตัว ทำให้เกิดคำถาม และข้อสงสัยว่าเข้าไปได้อย่างไร เพราะขัดต่อมาตราการความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ   ล่าสุดนายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยของ ทสภ. กำหนดให้ผู้ที่ผ่านเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม จะต้องมีบัตรรักษาความปลอดภัยที่ ทสภ.ออกให้ และต้องผ่านเข้า-ออกตามช่องทางที่กำหนดเท่านั้น อีกทั้งต้องผ่านการตรวจค้นและปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่หวงห้าม พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทสภ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วย   ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่หวงห้าม ได้แก่ พนักงาน / เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ใน ทสภ., พนักงานของผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่หวงห้าม, พนักงานสายการบิน, ผู้รับจ้าง และอื่นๆ ที่ ทสภ.อนุญาต   นายศิโรตม์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 21.15 น. ซึ่งจากการตรวจสอบจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดย้อนหลังได้พบบุคคลภายนอก 2 คน ผ่านเข้าช่องทางติดบัตรอนุญาตรักษาความปลอดภัย และจากการตรวจสอบระบบบันทึกข้อมูลการแตะบัตรเข้าพื้นที่หวงห้ามพบว่า บุคคลภายนอกดังกล่าวได้นำบัตรของเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้า ทสภ.มาใช้เข้าพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้นำพาในการผ่านเข้าพื้นที่หวงห้ามเพื่อรับนักร้องเกาหลี ซึ่ง ทสภ.ได้ทราบชื่อของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว   จากเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรการการรักษาความปลอดภัย ณ ทสภ. ซึ่ง ทสภ.ได้ดำเนินการแจ้งความ ณ สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดังนี้   1.แจ้งความบุคคลภายนอกจำนวน 2 คน ข้อหาบุกรุกพื้นที่ควบคุม ทสภ.ในเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นคดีอาญา โทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   2.เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้าซึ่งเป็นผู้นำบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าไปยังพื้นที่หวงห้าม ข้อหา “สนับสนุนช่วยเหลือในการกระทำความผิดดังกล่าว”   3.เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้าซึ่งบุคคลภายนอกทั้ง 2 คนได้นำบัตรมาใช้เข้าพื้นที่หวงห้าม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญตัวมาสอบสวนหากมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดดังกล่าว จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป   ทั้งนี้ ทสภ.ได้ระงับสิทธิของเจ้าหน้าที่ศุลกากรทั้ง 2 ในระบบเป็นที่เรียบร้อย และไม่อนุญาตให้บุคคลทั้งสองเข้าพื้นที่อย่างเด็ดขาด พร้อมกันนี้ ทสภ.อยู่ระหว่างการทำหนังสือถึงสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าแจ้งการกระทำความผิดดังกล่าว พร้อมทั้งกำชับมิให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก   นายศิโรตม์กล่าวต่อไปว่า ทสภ.ขอยืนยันว่า ทสภ.ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยภายในท่าอากาศยานอย่างเคร่งครัด ให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VHzK-IXL-bw

 27,108
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
03 ก.ย. 61

บิ๊กป้อมเป็นปธ.เผาทำลายของกลางละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล็อตใหญ่กว่า 2 ล้านชิ้น

พลเอกประวิตร เป็นประธาน พิธีเผาทำลายของกลางละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ล็อตใหญ่ 2 ล้านชิ้น รวมมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท   พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีเผาทำลายของกลางละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ณ ลานอเนกประสงค์กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 โดยครั้งนี้ถือเป็นการทำลายของกลางละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาครั้งใหญ่ เนื่องจากมีของกลางที่รวบรวมได้จากทั่วประเทศทั้งสิ้น  2,101,347 ชิ้น มูลค่ารวม 1,374 ล้านบาท      สำหรับของกลางทั้งหมดมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จำนวน 187,332 ชิ้น ของกลางจากกรมศุลกากร 1,732,965 ชิ้น และ ของกลางจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ 181,050 ชิ้น ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนี้ มีทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า เข็มขัด รองเท้า นาฬิกาโทรศัพท์มือถือ แผ่น CD/VCD แว่นตา เครื่องสำอางหมวก  ผ้าห่ม เครื่องมือช่าง และล้อแม็กซ์รถยนต์      พลเอกประวิตร กล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเคารพสิทธิ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการปรับสถานะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกา มาตรา 301 พิเศษ จากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เป็นประเทศที่ต้องจับตามองในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้รัฐบาลยังคงปฏิบัติตามแผนในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามไม่ให้มีการจำหน่ายทรัพย์สินสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในพื้นที่ต่างๆซึ่งได้ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมว่า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามีปริมาณลดลง ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งในส่วนของการผลิต การจำหน่าย การนำเข้า และการส่งออกอย่างจริงจังจนนำมาสู่การทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วในวันนี้   พลเอกประวิตร ให้สัมภาษณ์ว่า การทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 และเป็นล็อตใหญ่ที่สุด ซึ่งในส่วนพื้นที่ตลาดชายแดนเจ้าหน้าที่ได้กวาดล้างอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่ามีบางส่วนเล็ดรอด แต่ก็ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่กวดขันจับกุม ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้าสินค้าผิดกฎหมาย หรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 1,347
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
03 ก.ย. 61

กรมศุลฯปล่อยขบวนรถ บรรทุกของก็อปล็อตใหญ่ 1.7ล้านชิ้น เตรียมทุบทำลาย 3 ก.ย.

กรมศุลกากร ปล่อยขบวนรถสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว เพื่อนำไปร่วมพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วกับหน่วยงานต่างๆ   โดยของกลางทั้งหมดเป็นสินค้าจำพวก รองเท้า น้ำหอม กระเป๋า ชุดกีฬา แว่นตา สว่านไฟฟ้า และแก้วกาแฟ จำนวนกว่า 1,732,965 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 118,624,049 บาท ซึ่งบรรทุกใส่รถสิบล้อ 30 คัน   ทั้งนี้จะจัดให้มีพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วขึ้นในวันที่ 3 ก.ย.นี้ ที่ลานอเนกประสงค์ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศยานกองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KD5SVTBqZG0

 2,161
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
09 มี.ค. 61

กรมศุลฯ เร่งแก้ไขประกาศการสำแดงสิ่งของ หลัง ปชช.แตกตื่น

จากกรณีที่โลกออนไลน์แชร์ประกาศของกรมศุลกากร เรื่องการสำแดงสิ่งของติดตัวที่มีราคาแพง จนสร้างความแตกตื่น และวิจารณ์ถึงประกาศดังกล่าวว่าไม่เหมาะสม ล่าสุดกรมศุลฯ ระบุกำลังแก้ประกาศให้ชัดเจนมากขึ้น พร้อมยืนยันไม่บังคับต้องแจ้งทุกคน   นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ยืนยันว่า ประกาศดังกล่าว มีใช้มานานแล้ว และไม่ได้เป็นการบังคับประชาชนที่จะเดินทางออกนอกประเทศทุกราย ที่ต้องสำแดงรายการสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่นำติดตัวออกอกประเทศ เป็นเพียงความสมัครใจ สำหรับรายที่ต้องการความสะดวกในการเข้าประเทศ หากมีเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบสัมภาระเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กรมศุลกากรกำลังแก้ไขประกาศให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด   ส่วนของที่ซื้อจากร้านดิวตี้ฟรีขาออก เมื่อนำกลับเข้ามาในประเทศ ของที่มีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่หากเกินจะต้องเสียภาษี   และเมื่อเข้าไปดูสถิติการแจ้งดีแคร์ของขาออก ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 ถึงปัจจุบัน มีเพียง 82 ราย หรือเฉลียเดือนละไม่เกิน 10 ราย / เดือนล่าสุดมีแจ้งเพียง 8 รายเท่านั้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/l13gr18grEU

 8,308
การเมืองเข้มข้น
05 ก.พ. 61

"รสนา" ลั่นเตรียมยื่นสตง.สอบนาฬิกาหรู "ประวิตร" 13 ก.พ.นี้ หากร้อง "สรรพากร-ศุลกากร" แล้วยังนิ่งเฉย!

นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในวันที่ 13 ก.พ. เวลา 10.00 น. หากกรมศุลกากรและกรมสรรพากรยังนิ่งเฉยต่อการตรวจสอบการเสียภาษีและชี้แจงความเป็นเจ้าของนาฬิกาหรูของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม   โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวรสนาได้ยื่นหนังสือต่อกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ขอให้มีการตรวจสอบนาฬิกาหรู โดยกรมศุลกากรจะต้องตรวจสอบว่านาฬิกาที่พลเอกประวิตรสวมใส่ทั้ง 25 เรือนมีการเสียภาษีนำเข้าอย่างถูกต้องหรือไม่ ส่วนกรมสรรพากรจะต้องตรวจสอบว่า ใครเป็นเจ้าของนาฬิกาเหล่านี้ มีเงินได้เพียงพอที่จะซื้อนาฬิกาเหล่านี้หรือไม่ และตรวจสอบว่าเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งล่าสุดทางอธิบดีกรมสุลกากรได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าให้เป็นหน้าที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบ    นางสาวรสนาระบุว่า หากทั้ง 2 หน่วยงานพบว่าไม่ได้มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องก็จะต้องนำข้อมูลแจ้งต่อ ป.ป.ช. เพราะถือว่าเป็นการกระทำผิดในผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทางการเมือง และควรใช้กฎหมายในมือตรวจสอบอย่างเต็มที่ ไม่ควรอ้างว่าป.ป.ช.เป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบเพียงผู้เดียว และพลเอกประวิตรจะต้องหาเจ้าของนาฬิกามายืนยันให้ได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย ไม่ใช่ปล่อยให้คลุมเครือ ตามที่ ป.ป.ช.ระบุว่า เป็นของเพื่อนแล้วไม่ต้องตรวจสอบ ทั้งนี้ จะรอหน่วยงานดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามข้อเรียกร้องอีก 1 สัปดาห์ ก่อนจะยื่นหนังสือถึงประธาน คตง.และผู้ว่าสตง.ต่อไป   (ภาพ : มติชน) 

 4,445
การเมืองเข้มข้น
23 ม.ค. 61

'รสนา' จี้ศุลกากร-สรรพากร ตรวจสอบการเสียภาษีนาฬิกาหรู 'บิ๊กป้อม'

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอให้อธิบดีกรมศุลกากร และกรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีของนาฬิกาทั้ง 25 เรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพื่อให้เป็นไปตามกลไกของกฎหมาย โดยระบุ   วันนี้ (22 ม.ค 2561) ดิฉันส่งน/ส ลงทะเบียนและเอกสารใบตอบรับไปยังอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมสรรพากร ขอให้ตรวจสอบการเสียภาษีของนาฬิกาที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สวมใส่ทั้ง 25 เรือน   การที่พลเอกประวิตรให้สัมภาษณ์ว่า นาฬิกาทั้งหมดยืมเพื่อนมา และคืนไปหมดแล้วนั้นไม่เป็นเหตุทำให้กรมศุลกากร และกรมสรรพากรยุติการตรวจสอบ เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 157(4)ให้อำนาจพนักงานศุลกากรมีหนังสือเรียกผู้นำของเข้ามาตรวจสอบหากมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากร   การที่นาฬิกาหรูเป็นนาฬิกาที่ผลิตในต่างประเทศ และพลเอกประวิตรสวมใส่นั้น ในเบื้องต้นต้องถือว่า พลเอกประวิตรเป็นผู้นำเข้า อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจออกหนังสือแจ้งให้ พลเอกประวิตร มาตรวจสอบว่า มีการเสียอากรขาเข้าถูกต้องหรือไม่ หาก พลเอกประวิตร ให้การว่ายืมนาย ก. นาย ข.มาสวมใส่ ตนไม่ใช่ผู้นำเข้า พลเอกประวิตร ต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย โดยการนำนาย ก. นาย ข.นั้นมายืนยันพร้อมหลักฐานที่นาย ก. นาย ข.ซื้อมาจากร้านในต่างประเทศ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีและใบรับประกัน หากไม่มีหลักฐานดังกล่าวนี้ มีแต่ข้ออ้างลอยๆ ว่า เป็นของนาย ก. นาย ข.ไม่อาจรับฟังได้ว่า เป็นนาฬิกาของนาย ก. นาย ข.และต้องถือว่าเป็นนาฬิกาของพลเอกประวิตร   พลเอกประวิตร ต้องถูกประเมินเรียกเก็บภาษีและต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีให้ถูกต้อง. แต่ถ้านายก.นายข.มีหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของนาฬิกาจริงเพราะซื้อมาจริง มีใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีและใบรับประกันมาเป็นหลักฐาน ก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าได้เสียอากรขาเข้าแล้วหรือไม่ หากพิสูจน์ไม่ได้ก็มีความผิดตามมาตรา 242 และพลเอกประวิตรผู้สวมใส่นาฬิกาก็มีความผิดตามมาตรา246ที่รับของหนีภาษีไว้สวมใส่   สำหรับอธิบดีกรมสรรพากร ดิฉันขอให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ออกหมายเรียกพลเอก ประวิตรมาไต่สวนว่าเป็นนาฬิกาของพลเอกประวิตรหรือของเพื่อนให้ยืมสวมใส่ หากเป็นนาฬิกาของพลเอกประวิตร ให้ตรวจสอบต่อไปว่า เงินที่ พลเอกประวิตร นำมาซื้อนาฬิกานั้นได้เสียภาษีหรือยัง หากยังไม่ได้เสียภาษี ต้องประเมินให้เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งดำเนินคดีอาญา พลเอกประวิตรฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37ด้วย แต่ถ้าพลเอกประวิตรให้การว่าเป็นนาฬิกาของนาย ก. นาย ข. อธิบดีกรมสรรพากรต้องเรียกนาย ก. นาย ข.มาชี้แจงเรื่องภาษี หากนาย ก. นาย ข.ยังไม่ได้เสียภาษีเงินได้ กรมสรรพากรต้องประเมินให้เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม และดำเนินคดีอาญากับผู้ให้ยืมฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรมาตรา37เช่นเดียวกัน   จึงขอให้อธิบดีกรมศุลกากรและกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเป็นไปตามดำริที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ให้กลไกการตรวจสอบที่มาของนาฬิกาหรูเหล่านั้นดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย”   การดำเนินการหรือไม่ดำเนินการของอธิบดีทั้ง2กรมฯจะเป็นข้อพิสูจน์ว่า กลไกตรวจสอบตามกฎหมายที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างถึงนั้น จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบอยู่ในตำแหน่งระดับสูงรองมาจากตำแหน่งของท่านนายกรัฐมนตรี !!??   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tQacZ_GrdmY    

 5,237
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ย. 60

ศุลกากรแถลงจับงาช้าง 116 กิโลจากคองโก แอบส่งแฝงเป็นกระเพาะปลาผ่านไทย

กรมศุลกากรยึดงาช้างหนักกว่า 116 กิโลกรัมและเกล็ดลิ่น 15 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 11 ล้าน 7 แสน 5 หมื่นบาท หลังตรวจพบมีลักลอบส่งจากคองโกผ่านไทย โดยใช้วิธีการสำแดงสินค้าเป็นกระเพาะปลาจำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ พบมีความเชื่อมโยงกับการลักลอบค้างาช้างที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้เมื่อกลางปีที่ผ่านมา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hBufywD8pFo      

 4,298

Top