ค้นหา :

ผลการค้นหา "ตำรวจท่องเที่ยว"

สังคม-อาชญากรรม
09 ต.ค. 62

รวบหนุ่มโทร-แชท ลวงเป็นญาติหลอกโอนเงิน พบมีหมายจับติดตัว 5 หมาย

ตร.ท่องเที่ยว รวบอีกแล้วผู้ต้องคนเดิมกระทำผิดซ้ำ โทร-แชท ปลอมเป็นญาติ หลอกให้โอนมีหมายจับติดตัวกว่า 5 หมาย   ตำรวจท่องเที่ยวจับกุม นายสนธยา พลอยเจริญ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฉ้อโกง โดยการสุ่มเบอร์โทรศัพท์ ก่อนโทรไปหาเหยื่ออ้างว่ามีญาติ พี่ น้อง ประสบอุบัติเหตุให้ช่วยโอนเงินค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี จากการให้ข้อมูลของสายลับ   โดยนายสนธยา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับหมายจับ และไม่เคยถูกจับในหมายนี้มาก่อนจากการสืบสวนพบนายสนธยา ก่อเหตุมาแล้วตั้งแต่ปี 2558 มีมูลค่าความเสียหากว่า 5 ล้านบาท และเคยถูกจับกุมในพฤติกรรมแบบนี้มาแล้ว แต่ครั้งที่แล้วผู้เสียหายได้ถอนแจ้งความ ผู้ต้องหาจึงไม่ถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ยังพบว่ามีหมายจับติดตัวกว่า 5 หมายในคดีเดียวกัน    ด้าน พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ ผบช.ทท. ฝากเตือนประชาชนที่มีเบอร์แปลกๆ ติดต่อเข้ามาแบบนี้ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน อย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ    

 2,043
สังคม
09 ต.ค. 62

รวบหนุ่มโทร-แชท ลวงเป็นญาติหลอกโอนเงิน พบมีหมายจับติดตัว 5 หมาย

ตร.ท่องเที่ยว รวบอีกแล้วผู้ต้องคนเดิมกระทำผิดซ้ำ โทร-แชท ปลอมเป็นญาติ หลอกให้โอนมีหมายจับติดตัวกว่า 5 หมาย   ตำรวจท่องเที่ยวจับกุม นายสนธยา พลอยเจริญ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฉ้อโกง โดยการสุ่มเบอร์โทรศัพท์ ก่อนโทรไปหาเหยื่ออ้างว่ามีญาติ พี่ น้อง ประสบอุบัติเหตุให้ช่วยโอนเงินค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี จากการให้ข้อมูลของสายลับ   โดยนายสนธยา ให้การรับสารภาพว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับหมายจับ และไม่เคยถูกจับในหมายนี้มาก่อนจากการสืบสวนพบนายสนธยา ก่อเหตุมาแล้วตั้งแต่ปี 2558 มีมูลค่าความเสียหากว่า 5 ล้านบาท และเคยถูกจับกุมในพฤติกรรมแบบนี้มาแล้ว แต่ครั้งที่แล้วผู้เสียหายได้ถอนแจ้งความ ผู้ต้องหาจึงไม่ถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ยังพบว่ามีหมายจับติดตัวกว่า 5 หมายในคดีเดียวกัน    ด้าน พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ ผบช.ทท. ฝากเตือนประชาชนที่มีเบอร์แปลกๆ ติดต่อเข้ามาแบบนี้ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน อย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ    

 2,043
ข่าวภูมิภาค
02 มิ.ย. 62

ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น ให้ความช่วยเหลือ ‘เด่น ดอกประดู่’ เผยเหตุออกจากบ้าน เพราะน้อยใจภรรยา

จากกรณีโลกโซเชียลแห่แชร์ภาพ ‘เด่น ดอกประดู่’ ตลกชื่อดัง ถือถุงปุ๋ย 2 ใบ เดินทางอย่างไม่รู้จุดหมาย โดยล่าสุดมีคนพบ เด่น ดอกประดู่ ที่ จ.ขอนแก่น โดยเจ้าตัวบอกมีปัญหาชีวิต เลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้า หางานทำตามที่ตนถนัด อยากจะมาแสดงตลกที่ร้านอาหาร และสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในขอนแก่น   ความคืบหน้าวันที่ 2 มิ.ย. 62 เมื่อเวลา 14.00 น. 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่นเดินทางมาพบกับ เด่น ดอกประดู่ เพื่อสอบถามข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือ โดยได้พามาพักที่ สถานีตำรวจขอนแก่น ริมถนนมิตรภาพ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น   เบื้องต้นจากการพูดคุยทราบว่า นายบรรพต หรือเด่น ดอกประดู่ ทะเลาะกับภรรยา มีปากเสียงกัน ยืนยันว่าไม่ได้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ แต่เป็นเพราะชีวิตคู่ไม่เข้าใจกัน โดยภรรยาให้เงินมา 3 หมื่นบาท พร้อมทั้งไล่ออกจากบ้าน ด้วยความน้อยใจจึงหนีออกมาโดยนั่งรถทัวร์มาลงที่ขอนแก่น เผื่อจะมีงานให้ทำ แต่ทั้งนี้จากการพูดคุย ถ้าภรรยาของเด่น ดอกประดู่มาง้อ ก็จะกลับบ้านทันที   พร้อมกันนี้ นายอรรถกร เกสรแก้ว เจ้าของร้านชาบู คิน เดอะ บูตะ สาขาตลาดต้นตาล ได้ประสานให้ความช่วยเหลือเด่น ดอกประดู่ในเรื่องงาน หากสนใจก็รับเข้าทำงานทันที โดยระบุว่าเป็นนักแสดงตลกที่ชื่นชอบมาแต่เด็ก พอเห็นข่าวก็อยากจะช่วยเหลือในส่วนที่นายเด่น ดอกประดู่ต้องการในเรื่องของการทำงาน และในเวลา 15.30 น. จะเดินทางไปพบกับเด่น ดอกประดู่ เพื่อพูดคุยในส่วนของเรื่องงาน     ขณะที่ ร.ต.อ.โกศล รัตนสุโกศล ตำรวจทางหลวงขอนแก่น กล่าวว่า หลังทราบข่าวจากสื่อมวลชนและโลกโซเชียลกรณีดังกล่าว จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและได้พูดคุยกับนายบรรพต หรือเด่น ดอกประดู่ พร้อมกับพามาพักที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวก่อนในเบื้องต้น และจะหาที่พักในคืนนี้ให้ ซึ่งในส่วนของญาติที่จะมารับกลับนั้น ยังไม่มีใครประสานมาแต่อย่างใด    ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเด่น ดอกประดู่เองด้วย ว่าต้องการจะกลับหรือจะอยู่ที่ขอนแก่น หากจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือประสานงานในด้านใดก็สามารถแจ้งได้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกคนตามหน้าที่   ข่าวที่เกี่ยวข้อง แห่แชร์ภาพตลกดัง 'เด่น ดอกประดู่' ถือถุงปุ๋ยเดินทางไร้จุดหมาย เจ้าตัวบอกจะไปตายเอาดาบหน้า หางานทำที่ขอนแก่น    

 7,103
สังคม-อาชญากรรม
09 พ.ย. 61

ตร.ท่องเที่ยวสาว ขับกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ พยายามขอความช่วยเหลือ แต่หมดสติเสียชีวิตก่อน

ตำรวจท่องเที่ยวหญิง ประสบอุบัติเหตุขับรถหลุดโค้ง ชนอัดกับต้นไม้จนพลิกคว่ำ เจ้าตัวพยายามออกจากรถมาขอความช่วยเหลือ แต่หมดสติเสียชีวิต     วันนี้(9 พ.ย.) เวลา 06.30 น. เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำตกข้างทาง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณถนนช่วงทางเข้าบ้านสวยเสด็จ ต.วัดหลวง จ.หนองคาย ที่เกิดเหตุเป็นช่วงทางโค้ง ข้างทางพบร่างของ จ.ส.ต.ประภากร พงศ์พิมล อายุ 37 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ส.ทท.5 กก.1 บก.ทท.2 นอนตะแคงเสียชีวิตในเครื่องแบบตำรวจท่องเที่ยว      ใกล้กันพบรถยนต์กระบะเชฟโรเลต 4 ประตู สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พลิกตะแคง ด้านข้างตัวรถยุบเข้าไป คาดว่าจะชนเข้ากับต้นคูนข้างทางจนต้นคูนหัก เบื้องต้นแพทย์ชันสูตรพบว่ากะโหลกศีรษะแตก เป็นเหตุให้เสียชีวิต     จากการสอบถามทราบว่า จ.ส.ต.ประภากร เป็นตำรวจท่องเที่ยวประจำอยู่ที่ จ.หนองคาย ได้เดินทางมาหาเพื่อนในพื้นที่ อ.โพนพิสัยเป็นประจำ โดยคาดว่าช่วงเช้า จ.ส.ต.ประภากร จะเดินทางไปทำงานในตัวจังหวัดหนองคาย และได้ขับรถมาตามลำพัง     เมื่อขับรถมาถึงที่เกิดเหตุรถอาจเสียหลักเนื่องจากเป็นทางโค้ง ทำให้พยายามควบคุมรถแต่ไม่สามารถควบคุมรถกลับได้ รถจึงตกลงไปข้างทาง ชนอัดเข้ากับต้นไม้ก่อนที่รถจะพลิกตะแคง จากนั้น จ.ส.ต.ประภากร พยายามออกจากมาขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อออกจากรถมาได้ก็หมดสติและเสียชีวิตเสียก่อน.

 10,943
สังคม-อาชญากรรม
14 มิ.ย. 61

บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุงมะนิลา หลอกคนไทยนานนับปี

ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงยุติธรรมประเทศฟิลิปปินส์ บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลางกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์   พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. หัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ขยายผลจากข้อมูลของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยังมีการหลอกลวงคนไทยจนทราบว่ามีเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จึงได้ประสานงานผ่าน น.อ.(พิเศษ) พลวัตร อินทรวิเศษ  ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำกรุงมะลิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการสืบสวนหาข่าวโดยทันที            จากการสืบสวนทราบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ได้เปิดเป็นศูนย์ปฏิบัติการตั้งอยู่กลางใจเมืองเขตอาลาบัง กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มีคนไทยหลายรายเป็นพนักงานโทรศัพท์และมีชาวไต้หวันเป็นหัวหน้าควบคุม            ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 เวลาประมาณ 09.30 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.หัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ พร้อมนายบ๊อบบี้ รา เควโป้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนหาข่าว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงยุติธรรมประเทศฟิลิปปินส์ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวจึงได้บุกเข้าทลายแก๊งดังกล่าวนี้ โดยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในหมู่บ้านโพซาดัส วินเลส เขตอาราบัง กรุงมะนิลา หลังสืบทราบว่าเป็นศูนย์สั่งการคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกลวงคนไทยมากกว่าหนึ่งปี เป็นบ้านเดี่ยวสุดหรู 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิดเป็นอย่างดี แบ่งออกเป็นห้อง ซึ่งมีโต๊ะ  พร้อมอุปกรณ์สื่อสารทั้ง คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, ซิมโทรศัพท์พร้อมใช้งาน, สมุดบัญชีธนาคาร นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบโพยรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงบทพูดคุยระหว่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับเหยื่อที่กำหนดไว้ เช่น จากหน่วยปราบปรามยาเสพติด หน่วยปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากนี้ยังพบคนไทย 16 คน ทำหน้าที่โทรศัพท์หาเหยื่อปลายทางในประเทศไทย และมีชายชาวไต้หวัน 3 คน ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและสั่งการ ในการหลอกลวงเหยื่อซึ่งแก๊งนี้เริ่มปฏิบัติการหลอกลวงคนไทยมากกว่า 1 ปี มีเหยื่อหลงกลโอนเงินให้เป็นจำนวนมากโดยรายล่าสุดผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปเกือบ 2,000,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี           นอกจากนี้ทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังติดตั้งกล้องวงจรปิด ไว้รอบบ้านเพื่อดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่อาจเข้ามาตรวจสอบหรือบุกเข้าจับกุมอีกด้วย           พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. กล่าวว่า สำหรับการบุกเข้าทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในประเทศฟิลิปปินส์ครั้งนี้ถือว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ เพื่อหลบหนีการตรวจสอบ กลุ่มนี้ได้เปลี่ยนวิธีการโอนเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปกดเงินในประเทศไทย โดยหันมาใช้บริการอีแบงค์กิ้ง ในการรวบรวมเงินจุดเดียว ซึ่งสามารถทำรายการที่ไหนก็ได้           ขณะที่คนไทยซึ่งถูกควบคุมตัวที่นี่ยอมรับว่า โทรศัพท์กลับไปหลอกลวงคนไทยในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งบทสนทนาส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องของการส่งสินค้ากลับไปต่างแดน แต่ทั้งหมดยังอ้างว่า ถูกหลอกให้มาทำงาน ทั้งพี่ตำรวจตรวจสอบการเดินทาง พบว่าหลายคนเข้าออกระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ หลายครั้งแล้ว   การทำงานปราบปรามระหว่างประเทศ ทางการฟิลิปปินส์ให้ความร่วมมือช่วยตามรอยเบาะแสและพิกัดที่ตั้ง และยังให้ตำรวจท่องเที่ยวของไทย พร้อมชุดสายสืบเข้าร่วมจับกุมด้วย ถือเป็นการทำงานตามแนวทาง วันเวิลด์ วันทีม หรือตำรวจหนึ่งเดียวทั่วโลก

 2,350
สังคม-อาชญากรรม
18 เม.ย. 61

รวบแก๊งต่างชาติ ตระเวนกรีดกระเป๋า-ตัดสายซองกันน้ำคนเล่นสงกรานต์ข้าวสาร

ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมแก๊งชาวต่างชาติตระเวนกรีดกระเป๋าช่วงสงกรานต์ เฉพาะที่ถนนข้าวสารและพื้นที่ใกล้เคียง ได้ของกลางจำนวนมาก   3 ผู้ต้องหา เป็นชาวเวียดนาม 1 คน และชาวกัมพูชา 2 คน ที่ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับกับตำรวจ สน.ชนะสงคราม จับกุมได้นี้ ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์บนถนนข้าวสารในช่วงสงกรานต์ โดยการกรีดกระเป๋า และตัดสายซองกันน้ำ ของกลางที่ยึดได้ มีโทรศัพท์มือถือ 25 เครื่อง / เงินสด 6,700 บาท / เงินสดสกุลต่างประเทศ 20,000 บาท / กระเป๋าสตางค์ / กระเป๋าสะพาย / บัตรเครดิตธนาคาร / และใบมีดคัตเตอร์ 7 ใบ   โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำงานเป็นทีม โดยนัดเจอกันที่ถนนข้าวสาร เดินตระเวนดูเหยื่อที่เป็นผู้หญิง สะพายซองกันน้ำไว้ข้างตัว เพื่อง่ายต่อการกรีดกระเป๋า และมีอีกสองคนช่วยกันบังและรับของที่ขโมยมา ก่อนจะแยกย้ายหลบหนี แล้วมานัดพบกันที่ห้องพักในซอยวาดสนิท ถนนรางรถไฟเก่า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ขโมยมา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OxQ0GEZkv4E  

 2,768
ข่าวภูมิภาค
15 มี.ค. 61

ตร.ท่องเที่ยวปัด 2 มาตรฐาน หลังแท็กซี่มิเตอร์เกาะสมุยโวยโดนจับฝ่ายเดียว แต่ปล่อยแท็กซี่ป้ายดำลอยนวล

โลกออนไลน์แชร์คลิปแท็กซี่มิเตอร์เกาะสมุยโวยตำรวจท่องเที่ยว ไล่จับรถแท็กซี่มิเตอร์กลางสนามบินสมุย สร้างความแตกตื่นให้กับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถแท็กซี่ ว่ารถเปิดมิเตอร์มิเตอร์หรือไม่ แต่ไม่ยอมจับกุมรถแท็กซี่ป้ายดำ ที่วิ่งรับผู้โดยสารเข้าออกสนามบินได้อย่างเสรี ชี้เลือกปฎิบัติทำงานสองมาตรฐาน สร้างความแตกตื่นให้กับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการเดินทางมาสนามบิน   ในเวลาต่อมา ตร.ท่องเที่ยวที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามบินเกาะสมุยได้ชี้แจงว่า ไม่ได้ปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เพราะเลือกตรวจทั้ง 2 ประเภท ทั้งแบบป้ายดำและแบบมิเตอร์ ส่วนที่มีการพูดว่า ตร.ไล่จับจนใบสั่งหมดเล่ม ชี้เป็นเรื่องจริง เพราะไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะแท็กซี่ป้ายดำก็ตามจับเช่นกัน เพื่อไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนเอารัดเอาเปรียบให้กับนักท่องเที่ยว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QzIYEkBNOIg    

 5,135
สังคม-อาชญากรรม
27 ม.ค. 61

โป๊ะแตก! รวบหนุ่มใหญ่อ้างเป็น คสช. หลังร้อง ตร.ท่องเที่ยวจับไกด์เถื่อน

ตำรวจท่องเที่ยวกองกำกับการ 3 ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร และ ตำรวจ สภ.ท่าอาอาศยานสุวรรณภูมิ จับกุมตัวนายจารุง อรัญสุด หลังอ้างตัวเป็นร้อยโท มาจากหน่วยงานของคสช.และกร.มน. หลังเข้ามาติดต่อตำรวจท่องเที่ยวให้ไปจับไกด์เถื่อนในสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เจ้าหน้าที่เห็นพิรุธจึงเชิญตัวมาสอบปากคำ ตรวจสอบพบบัตรประจำตัวสังกัดต่างๆ จำนวนหลายใบ ทั้ง คสช. กร.มน. บัตรสมาคมผู้สื่อข่าว แต่เมื่อตรวจสอบไปยังต้นสังกัดไม่สามายืนยันการออกบัตรได้   นอกจากนี้ยังตรวจพบเอกสารบัตรในลักษณะเดียวกันของเพื่อนผู้ต้องหาที่เดินทางมาด้วย สุดท้ายรับสารภาพว่านายจารุงมาชักชวนให้ทำบัตรดังกล่าวโดยเสียค่าใช้จ่าย 1,500 บาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา มีและใช้เครื่องหมายของทางราชการโยไม่รับอนุญาต     ด้าน พ..ต.อ. อำนาท โฉมฉาย เปิดเผยว่าการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากที่นายจารุงได้มาติดต่อ พร้อมอ้างว่าตนเองมาจากตัวแทนของหน่วยงานคสช.และกร.มน.เพื่อมาตรวจสอบไกด์เถื่อนผิดกฎหมาย แต่ตนเองหลังจากได้ฟังก็รู้สึกเอะใจ เนื่องจากการปราบปรามไกด์เถื่อนนั้น ตำรวจท่องเที่ยวได้ดำเนินการมาตลอดอยู่แล้ว จึงขอตรวจสอบเอกสารและพบบัตรดังกล่าว                           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/BEAqU6eOukw

 2,915
สังคม-อาชญากรรม
19 พ.ย. 56

ให้ออกจากราชการ ตร.ท่องเที่ยวเอี่ยวแก๊งรัสเซียปลอมatm

ผบก.ทท.ไล่ออกตร.ท่องเที่ยวเอี่ยวร่วมแก๊งรัสเซียปลอม ATM เตรียมตั้งกรรมการสอบผู้บังคับบัญชา     พล.ต.ต.อภิชัย ธิอามาตย์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว มีคำสั่งให้ ด.ต.นนทพันธ์ แสงสุข ตำรวจสืบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ออกจากราชการแล้ว   หลังตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับแก๊งชาวรัสเซียปลอมบัตรเอทีเอ็ม และถูกจับกุมที่จ.นครราชสีมา พร้อมสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หากพบมีความผิดจะลงโทษทางวินัยต่อไป โดยให้เวลาทำเรื่องชี้แจงภายใน 30วัน ส่วนจะมีบุคคลอื่นในสังกัดตำรวจท่องเที่ยวเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ อยู่ระหว่างสอบสวนในทางลับ   

 10,786

Top