ค้นหา :

ผลการค้นหา "ยุทธพงศ์จรัสเสถียร"

การเมือง
25 ก.พ. 63

นายกฯแจงปมขายที่ดินพ่อ ปัดเอื้อกลุ่มนายทุน หลังฝ่ายค้านแฉร่ำรวยผิดปกติ

บรรยากาศการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล สำหรับคนแรกที่เริ่มการอภิปรายลงลึก คือ ส.ส.มหาสารคามพรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อภิปรายร่ายยาว กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีร่ำรวยผิดปกติ เพราะจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. พบว่ามีทรัพย์สินเพียง 128 ล้านบาท แต่มีรายจ่าย 466 ล้านบาท ซึ่งไม่สัมพันธ์กันถือเป็นความผิดปกติวิสัย ได้เงินมาโดยไม่ปกติ   นายยุทธพงศ์ ชี้แหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว พบว่ามาจากการซื้อขายที่ดินของบิดาพลเอกประยุทธ์ จำนวน 9 แปลง จำนวน 50 ไร่ย่านบางบอนในราคา 600 ล้าน ให้กับบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อนำไปสร้างอสังหาริมทรัพย์ และในวันซื้อขายบิดาของพลเอกประยุทธ์ได้มอบเงินจากการซื้อขายที่ดินจำนวน 540 ล้านบาท ให้กับพลเอกประยุทธ์เป็นผู้บริหารจัดการเงินดังกล่าวระบุ ที่ดินดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ่อน้ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและราคาสูงกว่าราคาประเมิน จึงตั้งข้อสังเกตว่าการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการฟอกเงินหรือไม่ เพราะบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ มีการตั้งบริษัทเพียง 7 วันก่อนการซื้อขาย   ทั้งนี้ในระหว่างที่ นายยุทธพงศ์ กำลังอภิปราย บรรดาองครักษ์พิทักษ์นายก ก็เริ่มสลับกันยกมือประท้วง กรณีนายยุทธพงศ์ เรียกพลเอกประยุทธ์ว่า คุณประยุทธ์   นอกจากนี้นายยุทธพงศ์ ได้เชื่อมโยงกรณีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์กับการซื้อขายที่ดินของบิดาพลเอกประยุทธ์ ที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน ว่าเป็นการล็อกสเป็คให้กับนายทุน และนำไปสู่การต่อสัญญาเช่าที่นานที่สุด มีระยะเวลาถึง 50 ปี   ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นแจง ปมข้อพิรุธการขายที่ดินของบิดาให้กับเจ้าสัวคนดังในราคา 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อแพงกว่าราคาประเมินระบุ  ที่ดินนี้เป็นผืนใหญ่ติดถนน 300-400 เมตร ราคาแพงเพราะติดถนน ส่วนที่เป็นบ่อน้ำ คือ คลองหนามแดง ไม่ใช่บ่อตกปลา ตรงกลางให้เช่าที่ปลูกผัก   ส่วนเรื่องการซื้อขาย เป็นข้อตกลงกันระหว่างคนขายกับคนซื้อในปี 2556 พ่อไปติดป้ายประกาศตั้งแต่ปี 2554-2555 ก่อนบริษัทนี้มาซื้อ ซึ่งตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. และก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ส่วนราคาขายตอนนั้นในปี 2556 ราคา 600 ล้านบาท แต่ตอนนี้ราคา 800 กว่าล้านบาทแล้ว   ขณะที่เรื่องข้อกล่าวหาสัญญาศูนย์ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า สัญญาศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มี 3 สัญญา เป็นการก้าวไปสู่สัญญา 3 เพราะสัญญา 2 ติดขัด การที่อัยการท้วงติงมา 10 ข้อ ยืนยันหลังจากนั้นอัยการก็มีมติเห็นชอบ    นอกจากนี้นายยุทธพงศ์ ยังอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่อง จากการออกมาตรา 44 ต่อสัมปทานการก่อสร้างรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว ฝั่งเหนือและฝั่งใต้จากเดิมที่ให้รฟม.เป็นผู้ดำเนินการ แต่เปลี่ยนให้ กทม.เป็นผู้ดำเนินการแทน และให้สัมปทานการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นเวลา 40 ปี จึงตั้งข้อสังเกตเหตุใดจึงเร่งรัดดำเนินการทั้งที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวยังเหลือเวลาที่จะสิ้นสุดสัมปทานอีก 10 ปี เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดหรือไม่   ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงกรณีต่ออายุสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้ BTS อีก 40 ปี ไปถึง2602 โดยยืนยันเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องขยายอายุสัมปทานเพราะเห็นว่าหากมีการจ้างเดินรถอาจประสบภาวะขาดทุนได้เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้าชานเมืองส่วนต่อขยาย   อีกทั้งการต่อสัญญาให้กับบีทีเอส ยังมีเงื่อนไขการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวข้องจำเป็นต้องการความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ ยืนยันว่าการต่อขยายอายุสัมปทานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะคำสั่ง คสช. เพราะคำสั่ง คสช. กำหนดเพียงให้หาทางออกเท่านั้น และการขยายสัญญาสัมปทานครั้งนี้เป็นการขยายเพียง 30 ปี เท่านั้นจากปี 2573 ถึง 2602 ส่วนสัญญาสัมปทานในปี 2562 ถึง 2572 นั้น เป็นสัมปทานเดิมไม่เกี่ยวข้องกับสัมปทานใหม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/9kNq37JTPlE

 182
การเมือง
25 ก.พ. 63

นายกฯ โต้ 'ยุทธพงศ์' ประเดิมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยันบิดาขายที่ดิน ไม่ได้เอื้อประโยชน์ใคร

จากกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เริ่มเปิดประเด็นที่ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคามพรรคเพื่อไทย กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีร่ำรวยผิดปกติ เพราะจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พบว่ามีทรัพย์สินเพียง 128 ล้านบาท แต่มีรายจ่าย 466 ล้านบาท ซึ่งไม่สัมพันธ์กันถือเป็นความผิดปกติวิสัย ได้เงินมาโดยไม่ปกติ     จึงมีการตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว พบว่ามาจากการซื้อขายที่ดินของบิดาพลเอกประยุทธ์ จำนวน 9 แปลง จำนวน 50 ไร่ย่านบางบอนในราคา 600 ล้าน ให้กับบริษัท 69 พร็อพพาตี้เพื่อนำไปสร้างอสังหาริมทรัพย์ และในวันซื้อขายบิดาของพลเอกประยุทธ์ได้มอบเงินจากการซื้อขายที่ดินจำนวน 540 ล้านบาท ให้กับพลเอกประยุทธ์เป็นผู้บริหารจัดการเงินดังกล่าว     แต่จากการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ่อน้ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและราคาสูงกว่าราคาประเมิน จึงตั้งข้อสังเกตว่าการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการฟอกเงินหรือไม่ เพราะบริษัท 69 พร็อพพาตี้ มีการตั้งบริษัทเพียง 7 วันก่อนการซื้อขาย อีกทั้งดูจากอาคารสถานที่ตั้งบริษัทไม่น่าจะมีสถานะทางการเงินเพื่อซื้อที่ดินในราคา 600 ล้านบาทได้ จึงมองว่าการซื้อขายดังกล่าวมีความผิดปกติ และจากนั้นตรวจสอบเส้นทางการเงินของ บริษัท 69 พร็อพพาตี้ พบว่ามีความเชื่อมโยงกับของเจ้าสัวรายหนึ่ง โดยเป็นบริษัทนอมินีของเจ้าสัวรายดังกล่าว จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าการขายที่ดินให้กับเจ้าสัวรายนี้มีการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจในช่วงที่พลเอกประยุทธ์ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่     และนอกจากนี้ยังพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัวรายดังกล่าวอีกด้วยการต่อสัญญาเช่าของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน และเป็นสัญญาเช่าที่นานที่สุด มีระยะเวลาถึง 50 ปี เนื่องจากเจ้าสัวรายดังกล่าว มีโครงการลงทุนอีก 3 โครงการใหญ่ เช่นการย้ายโรงงานยาสูบไปอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อต้องการจะเชื่อมโยงกับพื้นที่ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ จนทำให้เจ้าสัวรายนี้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ     พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กรณีกล่าวหาการขายที่ดินของบิดา และการต่อสัญญาศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 50 ปีโดยไม่เปิดประมูล เข้าข่ายเอื้อประโยชน์เอกชน ว่า เรื่องที่ดินของบิดา เป็นโฉนดมาตั้งแต่ปี 2482 เป็นของครอบครัวตนเมื่อปี 2495 และเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ถึงบิดา     ทั้งนี้ ยืนยันว่าได้ขายที่ดิน ในช่วงปี 2556 ที่ตนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งตอนนั้นพ่อตนไม่แก่มากนัก ยังจำได้พูดจาอะไรได้หมด ดังนั้นจะมาบอกว่าพ่อตนแก่เกินไปก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร และเรื่องที่ท่านไปพูดกับสื่อตนก็ไม่เคยได้ยิน บางทีก็ออกมาตามสื่อสัมภาษณ์อย่างโน้นอย่างนี้ ต้องไปถามพ่อตนอีกที ซึ่งพ่อตนตอนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าที่ดินดังกล่าว ตนอยากให้ดูที่ว่าเป็นบ่อตกปลา จะเป็นบ่อตกปลาได้อย่างไร เพราเป็นที่แปลงใหญ่ ทั้งหมดมี 50 ไร่ ถ้าไปดูแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศก็ถือว่าเป็นที่ผืนใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้น และมีถนนเลียบข้างหน้าประมาณ 300-400 กว่าเมตร ตอนหลังพ่อแบ่งออกเป็น 4 แปลง และที่บอกว่าเป็นบ่อน้ำนั้นเป็นลำธารสาธารณะ เรียกว่าคลองหนามแดง ไม่ใช่บ่อตกปลาอย่างที่ระบุ     ส่วนเรื่องของการซื้อขาย ก็เป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างคนขายกับคนซื้อ ตนไม่ได้รู้จักบริษัทที่มาซื้อ เพราะขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก แล้วผมไปเอื้อประโยชน์อย่างไร เป็นการพูดเกินไปหรือไม่ ซึ่งราคาที่ขณะนั้นในปี2556 ราคาตามท้องตลอดประมาณ 609 ล้านบาท ในที่ปัจจุบันปี 2562 ประมาณ 812 ล้านบาท ซึ่งราคามันขึ้น เวลาซื้อขายก็ต้องซื้อขายตามราคาท้องตลอด และการเสียภาษีก็ถูกต้อง  

 1,106
การเมือง
24 ก.พ. 63

‘ยุทธพงศ์’ อภิปรายพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ‘บิ๊กตู่’ พร้อมขุดข้อมูลซื้อ-ขายบ่อตกปลา 600 ล้านบาท!!

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต 3 สังกัดพรรคเพื่อไทย อภิปรายพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายยุทธพงศ์อภิปรายว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช ในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นไปตามมาตรา 105 ของ พ.ร.บ.ป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ปี 2561 แต่บัญชีทรัพย์สินของอีกฝ่ายมีรายรับ 128 ล้านบาทเศษ แต่มีรายจ่าย 466 ล้านบาทเศษซึ่งผิดปกติที่มีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีบิดาของพลเอกประยุทธ์ ขายบ่อตกปลาที่มีการประเมินเพียง 197 ล้านบาทเศษ แต่กลับซื้อ-ขายในมูลค่า 600 ล้านบาท  และเงินส่วนนี้ตกทอดมาถึงพลเอกประยุทธ์  540 ล้านบาท ในช่วงปี 2556 อีกทั้งจากการตรวจสอบบริษัทผู้ซื้ออย่าง บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เพิ่งก่อตั้งในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ซึ่งก่อตั้งก่อนการซื้อขายเพียง 7 วัน และยังตั้งข้อสังเกตบริษัทเป็นตึกทาวน์เฮ้าส์เก่า ๆ ราคาไม่น่าเกิน 2 ล้านบาท แต่กลับสามารถซื้อที่ดินของบิดาพลเอก ประยุทธ์ในราคา 600 ล้านบาท ทำให้ดูเป็นเรื่องที่ผิดปกติ    

 2,814
การเมือง
17 ก.พ. 63

'ยุทธพงศ์' แฉค่าโง่ศูนย์สิริกิติ์ รบ.ต่อสัญญา 50 ปีเอื้อเจ้าสัวใหญ่

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเปิดประเด็นนำการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปมค่าโง่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อภิมหาสัญญาเช่ายาวที่สุดของไทย 50 ปี ว่า   ที่ผ่านมาในประเทศไทยไม่เคยมีสัญญาเช่า 50 ปี แม้แต่โครงการ วันแบงค็อก 1.2 แสนล้าน ของเจ้าสัวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็มีสัญญาเช่าเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น แต่การต่อสัญญาเช่าของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน และเป็นสัญญาเช่าที่นานที่สุด มีระยะเวลาถึง 50 ปี   ถือเป็นการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัวรายหนึ่ง เนื่องจากเจ้าสัวรายดังกล่าว มีโครงการลงทุนอีก 3 โครงการใหญ่ ที่ต้องการจะเชื่อมโยงกับพื้นที่ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจะพัฒนาจนเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ จนทำให้เจ้าสัวรายนี้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ   สำหรับสัญญาเช่าในครั้งนี้ กำหนดไว้ว่าผู้ได้รับสัญญา จะต้องสร้างโรงแรมมาตรฐาน 4-5 ดาว จำนวน 400 ห้องและมีที่จอดรถ 3000 คัน แต่เจ้าสัวที่ประมูลได้ในครั้งแรก ไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และยังได้รับโอกาสในการต่อสัญญาในรอบที่ 2 อีก 50 ปี จึงถือเป็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลชุดนี้ และพลเอกประยุทธ์ละเลยที่จะตรวจสอบรายละเอียด ทั้งที่ทำผิดสัญญา และทำให้สัญญาเป็นโมฆะ ดังนั้น รัฐบาลต้องยกเลิกสัญญาในทันที ไม่ใช่ต่อสัญญาให้อีก โดยที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันอย่างเป็นธรรม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CZX0Snzrf7I

 1,212
การเมือง
16 ก.พ. 63

'ยุทธพงศ์' แฉปมค่าโง่สัญญาศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เอื้อประโยชน์เจ้าสัว

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเปิดปฏิบัติการพินอคคิโอ อภิปรายไม่ไว้วางใจ กระชากหน้ากากรัฐบาล โดยระบุว่า   นายธนาธรจะใช้ตัวละครอะไรก็ช่าง แต่ระวังว่าจะเป็นพินอคคิโอเสียเอง ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานตรงไปตรงมาไม่ได้ทำอะไรผิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่มีแบ่งแยกประชาชน หรือเลือกช่วยเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคตัวเองเหมือนพรรคการเมืองบางพรรคในอดีต บริหารงานด้วยความโปร่งใส ดังนั้นเราจึงไม่กลัวการตรวจสอบ   ขณะที่ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเปิดประเด็นนำการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ปมค่าโง่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อภิมหาสัญญาเช่ายาวที่สุดของไทย 50 ปี ว่า ที่ผ่านมาในประเทศไทยไม่เคยมีสัญญาเช่า 50 ปี แม้แต่โครงการ วันแบงค็อก 1.2 แสนล้าน ของเจ้าสัวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็มีสัญหาเช่าเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น   แต่การต่อสัญญาเช่าของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน และเป็นสัญญาเช่าที่นานที่สุด มีระยะเวลาถึง 50 ปี ถือเป็นการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัวรายหนึ่ง เนื่องจากเจ้าสัวรายดังกล่าว มีโครงการลงทุนอีก 3 โครงการใหญ่ ที่ต้องการจะเชื่อมโยงกับพื้นที่ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจะพัฒนาจนเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ จนทำให้เจ้าสัวรายนี้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ   สำหรับสัญญาเช่าในครั้งนี้ กำหนดไว้ว่าผู้ได้รับสัญญา จะต้องสร้างโรงแรมมาตรฐาน 4-5 ดาว จำนวน 400 ห้องและมีที่จอดรถ 3000 คัน แต่เจ้าสัวที่ประมูลได้ในครั้งแรก ไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และยังได้รับโอกาสในการต่อสัญญาในรอบที่ 2 อีก 50 ปี จึงถือเป็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลชุดนี้ และ พล.อ.ประยุทธ์ ละเลยที่จะตรวจสอบรายละเอียด ทั้งที่ทำผิดสัญญา และทำให้สัญญาเป็นโมฆะ ดังนั้นรัฐบาลต้องยกเลิกสัญญาในทันที ไม่ใช่ต่อสัญญาให้อีก โดยที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันอย่างเป็นธรรม   สำหรับค่าเช่าศูนย์การประชุมแห่งชาติฯ โดยเอกชนเช่า 50 ปี ลงทุนประมาณ 6 พันล้าน เมื่อครบจากที่เอกชนลงทุนจึงจะเป็นของรัฐ คำนวณดูแล้วจะพบว่าการลงทุน 50 ปี จะตกปีละ 120 ล้าน หรือเดือนละ 10 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่รัฐควรจะได้ หากเทียบกับทำเล และขนาดของพื้นที่ถือว่าไม่คุ้มค่า อย่างไรก็ตามไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าโง่อย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อนายทุน การทำผิดกฎหมาย มั่นใจว่าข้อมูลหลักฐานที่มีจะทำให้สามารถนำไปสู่การยกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าวได้             ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/LebOh1bAyNs  

 1,683
การเมือง
19 ต.ค. 62

นายกฯ โต้ 'ยุทธพงศ์' แฉบ่อนกลางกรุง-ทุจริต

วันที่ 2 ของการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 ช่วงหนึ่ง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายสาเหตุที่จะไม่ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่า มีความไม่เหมาะสม 4 ด้าน ทั้งการสะท้อนว่าไม่มีวินัยการเงินการคลัง เพราะ รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กู้เงินเพิ่มเติมทุกปี นับจากเข้ามาเป็นรัฐบาลคสช. รวมเป็นเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท    พร้อมบอกไม่เชื่อ สตช ได้เงิน 1.2 แสนล้านบาท แล้วจะดูแลบังคับใช้กฎหมายและป้องกันอาชญากรรมได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลใช้เงินมหาศาลไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และด้านความมั่นคง แต่ไม่เกิดผล เช่น ถนนธนิยะ ถนนสีลม ที่เป็นย่านธุรกิจ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจซบเซา ทำให้สถานที่บางแห่งเปิดเป็นบ่อนการพนัน คาสิโน เรื่องนี้ตัวเองขอฟ้องนายกรัฐมนตรี ต้องไปจัดการเพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการที่รัฐบาลไม่ทำตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะข้อ 8 ที่บอกว่าแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤมิชอบในวงราชการ แต่ทางกลับกันการลงทุนโครงการต่างๆกลับมีการทุจริต และการมีความเลื่อนลอย ทำไม่ได้จริง    ด้านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลุกขึ้น ชี้แจงว่า เรื่องทุจริตโครงการรถไฟฟ้าได้ยินเหมือนกันว่ามีคนไปเรียกรับผลประโยชน์จะพยายามหาคำตอบเหมือนกัน แต่ก็ไม่เจอหลักฐาน ถ้าใครมีหลักฐานให้หามาเลย ยืนยันตามหลักการจะไม่เอาไว้เหมือนกัน ถ้าตรวจสอบพบหลักฐานว่าผิดจริงก็ดำเนินการทั้งสิ้น   ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังชี้แจง ที่มีคนถามว่าไปไหนมา เมื่อช่วงเช้า ว่าไปงานจิตอาสามา และแม้จะไม่ได่เข้าสภา แต่ก็ฟังในรถ และ เปิดทีวีฟังตลอด ซึ่งเมื่อคืนเดินทางกลับเวลา 01.00 น. นอน เวลา 02.00 น ก็ยังได้ยินเสียงพวกท่าน ดังนั้นขอบอกว่าไม่ได้หายไปไหน    ส่วนที่กล่าวหาว่ากู้เงินจำนวนมาก ให้ไปดุหลักฐาน เพราะรวมแล้วยังกู้น้อยกว่ารัฐบาลไหนก็ไม่รู้ แต่เท่าที่จำได้ 5-10 ปีที่ผานมา มีรัฐบาลเดียว ไม่ยยากเอ่ยนาม ที่ทำงบประมาณสมดุล เพราะไอเอ็มเอฟ ไม่ให้ทำงบประมาณแบบขาดดุล ดังน้นถ้าพูดแบบไม่มีหลักฐานก็พูดกันไปเรื่อย สำหรับเงินคงคลัง ที่ไม่เอามาใช้ คนที่พูดไม่เข้าใจถามระบบงบประมาณ จึงพูดแบบนี้ เพราะเงินต้องเก็บไว้ที่เงินคงคลัง ให้คณะกรรมการทยอยเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงเรื่องภาษีขอให้ไปศึกษาระบบภาษีด้วย    พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงประเด็นนายยุทธพงศ์ ระบุมีการเปิดบ่อนกลางกรุง ว่าอย่าไปถ่ายรูปอย่างเดียว ให้ไปแจ้งความดำเนินคดีด้วย เจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบ เพราะมีการแจ้งมาเยอะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งตนได้สั่งให้ตรวจสอบแล้ว และยืนยันขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้ ถ้าใครไปเรียกรับประโยชน์จะไปถามจากเขา ก็จะรู้ว่าใคร ก็ขอให้ระวังตัวไว้ด้วย          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/NYWTwliYj9w  

 391
การเมือง
11 ก.ย. 62

ผู้ใหญ่ขอมา 'นวัธ' ยอมสงบศึก หลังเดือดโดนหยามศักดิ์ศรี วางมวย 'ยุทธพงศ์' กลางเพื่อไทย

หลังประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยเสร็จสิ้น เกิดเหตุนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เจ้าของแม็กซ์มวยไทย ทะเลาะวิวาทและตบศีรษะนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม ต่อหน้าหัวหน้าพรรค ภายในห้องนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแกนนำพรรค   โดยเหตุพิพาทในครั้งนี้เกิดตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มจากถกเถียงกันกลางสภา เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันในการประชุมกรรมาธิการทางด่วนประเด็นการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส   หลังเกิดเหตุนายยุทธพงศ์ ได้ไปแจ้งความที่ สน.มักกะสัน และวันที่ 11 ก.ย. เวลา 10.00 น.จะไปพบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอกำลังตำรวจคุ้มครอง เพราะกลัวจะโดนทำร้ายร่างกายอีก และจะขอให้ ผบ.ตร.ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหากับนายนวัธ เพราะอยู่พรรคเดียวกัน เคยคุยกันตามปกติ เพิ่งมามีปัญหาเรื่องปากเสียงในตอนประชุมกรรมาธิการเท่านั้น   ด้านนายนวัธ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องดังกล่าวนี้ไม่มีอะไร เป็นเรื่องถูกหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชายทำให้มีอารมณ์ ซึ่งตนได้ขอโทษผู้ใหญ่ และสมาชิกพรรค รวมถึงขอฝากขอโทษไปถึงประชาชนถึงสิ่งที่ปรากฎออกไป วันนี้ไม่ได้มีใครเป็นนักเลง หรือมือปืน แต่น้องชายและคนขับรถที่มาช่วยแจกเสื้อมวย ส่วนที่เข้าไปในห้องนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรค เพราะคำพูดที่ถูกเหยียดหยาม ตนคิดว่าไม่ถูกต้องจึงอยากเรียกมาคุย ข้างห้องหัวหน้า   ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของพรรคตนจึงออกมาขอโทษ และขออภัยกับพี่น้องประชาชนด้วย เรื่องนี้จริงๆไม่น่าเกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องมาพูดคุยกันเพราะการที่พูดมาพาดพิงถึงตนนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ใช่สุภาพบุรุษ คนที่เป็นสุภาพบุรุษจะไม่พูดกันแบบนี้ แต่หากใครดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรี ลูกผู้ชายคงทนไม่ได้ที่จะต้องมีการเคลียร์กัน   นายนวัธ ยอมรับ ถูกนายยุทธพงศ์ ใช้คำพูดไม่ดีดูถูกเหยียดหยามตั้งแต่เมื่อวันที่พฤหัสบดี ที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ที่มีการประชุมสภา เรื่องกรรมาธิการทางด่วนส่วนที่นายยุทธพงศ์ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกันแล้ว นายนวัธ กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายยุทธพงศ์ที่จะดำเนินคดี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/g8HrlKY77SU

 1,611
การเมือง
09 ส.ค. 62

วลีติดปาก! 'ยุทธพงศ์' ทำเสื้อยืด "ตัวประกอบ 10 บาท" ขายในสภาฯ

บรรยากาศการประชุมสภาที่ผ่านมา มีการไปตั้งบูทขายเสื้อของ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ที่สกรีนคำว่า "ตัวประกอบ 10 บาท ตลาดล่าง" ภายในอาคารรัฐสภา    โดย นายยุทธพงศ์ บอกว่าแฟนคลับในโซเชียลออกแบบให้ หลังจากที่ตนเคยอภิปรายในสภา จนกลายเป็นวลีติดปาก ในราคาตัวละ 120 บาท ผลิตขึ้น 3 พันตัว รายได้ส่วนหนึ่งหักไปช่วยเหลือประชาชน ที่ประาบปัญหาภัยแล้ง ในจังหวัดมหาสารคาม และพื้นที่ภาคอีสาน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HcH-o0LMPVs

 1,722
การเมือง
31 ก.ค. 62

'ยุทธพงศ์' จ่อฟ้อง 'นพ.ระวี' ปมแก้ไขรายงานประชุมกมธ. ทางด่วน

'ยุทธพงศ์' จ่อฟ้อง 'นพ.ระวี' ปมแก้ไขรายงานประชุมกมธ. ทางด่วน แฉคณะกรรมการสหภาพฯ อยากต่ออายุสัมปทาน 30 ปีเพื่อผลประโยชน์โบนัสพนักงาน 6 เดือน   วันที่ 31 ก.ค. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะโฆษกกรรมาธิการ (กมธ.)  พิจารณาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส)  สภาผู้แทนนราษฎร แถลงข่าวว่า ตนจะยื่นเรื่องฟ้องร้อง นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ฐานะรองประธานกมธ. พิจารณาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) และพวก กรณีที่แก้ไขข้อบังคับการประชุมครั้งที่ 1 กรณีที่เปลี่ยนแปลงบุคคลที่มติที่ประชุมขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกมธ. โดยที่ที่ประชุมไม่ได้อนุมัติ ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นเรื่องเล็กน้อย เพราะตนมองว่ามติที่ประชุมไม่มีใครหน้าไหนที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้    ทั้งนี้ นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกมธ.พิจารณาขยายสัญญาฯ ระบุว่าให้เดินหน้าทำงานโดยไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยนั้น ตนยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะไม่มีบุคคลใดที่แก้ไขมติที่ประชุมของกมธ.ฯ ได้    นายยุทธพงศ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการประชุมกมธ.ฯ ในวันนี้ได้เชิญ นายประสงค์ สีสุกใส รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และคณะเข้าชี้แจง รวมถึงฝ่ายคณะกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย   โดยฝ่ายสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ได้ให้ข้อมูลว่าไม่เห็นด้วยในการต่ออายุสัญญาสัมปทานไปอีก 30 ปี ซึ่งจะทำให้รัฐเสียผลประโยชน์หลายปี มีสัดส่วน 60 ต่อ 40 จึงควรให้การทางพิเศษฯดำเนินการเอง ขณะที่ตัวแทนคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจฯ แสดงความเห็นให้ต่ออายุสัมปทานเพื่อเป็นประโยชน์กับพนักงานที่จะได้รับโบนัส 6 เดือน แต่มีปัญหาว่าตัวแทนคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจฯนั้น เป็นบุคคลที่ไม่ได้มีหน้าที่ชี้แจง และไม่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการสหภาพฯ ดังนั้นการชี้แจงครั้งนี้จึงไม่ถูกต้อง ทำให้ที่ประชุมขอเอกสารมอบอำนาจจากตัวแทนดังกล่าว    ทั้งนี้การประชุมในสัปดาห์หน้าจะเชิญกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจงในวันอังคารที่ 6 ส.ค. และวันที่ 7 ส.ค. จะเริ่มการพิจารณาการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส       ขอบคุณภาพ : มติชน  

 1,865

Top