ค้นหา :

ผลการค้นหา "หมอแล็บแพนด้า"

ข่าวภูมิภาค
18 ม.ค. 63

'หมอจวบ' แจงปมดึงเส้นมะเร็ง รักษาโรคร้าย 'หมอแล็บแพนด้า' เตือนอย่าหลงเชื่อ

นครนายาก - หมอจวบเปิดใจให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีคนถ่ายคลิปแล้วเอาไปลงในสื่อโซเชี่ยว ถึงการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้แหนบดึง และใช้น้ำหมักทาตามตัวเพื่อการฆ่าเชื่อ   ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของนายประจวบ สิงหวิบูลย์ (หมอจวบ)อายุ70ปี ที่บ้านเลขที่291 หมู่3 ตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ซึ่งเปิดเป็นสถานที่รักษาคนที่เป็นโรคมะเร็ง    โดยในวันนี้ไม่มีคนมาเข้าการรักษา พบเพียงหมอจวบคนเดียว หลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งนำเรื่องราววิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบโบราณของหมอจวบมาเผยแพร่ ก็มีเสียงวิจารณ์ถึงขั้นตอนในการรักษา    ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสสัมภาษณ์ และเข้าไปถ่ายในห้องที่ใช้สำหรับหมักน้ำยา  มีถังสีน้ำเงิน 200 ลิตร ที่ใช้สำหรับหมัก และขวดพลาสติก ที่บรรจุน้ำหมักแล้วจำนวนมากวางเรียงกันอยู่ภายในห้องดังกล่าว    หลังจากหมอจวบได้พาผู้สื่อมาดูอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็จะมีแหนบ เข็มเย็บผ้าเบอร์ 10 และก็น้ำหมักที่ใช้ในการทาตัวก่อนการรักษา โดยพื้นที่ ที่ใช้สำหรับการรักษาก็เป็นเตียงไม้ธรรมดา รักษาแบบเปิดเผย    จากการสอบถามหมอจวบบอกว่า ตนเองเริ่มในการรักษาคนที่เป็นมะเร็งมากว่า 40 ปีแล้ว โดยได้ศึกษาการรักษาคนที่เป็นมะเร็งจากหมอจีนคนหนึ่ง ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากตนเองนั้นเป็นโรคมะเร็งตอนวัยรุ่น พอได้วิชามาก็มาลองทำดูและรักษาตนเองจนอยู่รอดถึงทุกวันนี้ ต่อมามีคนรู้เรื่องว่า ตนเองสามารถรักษาอาการของมะเร็ง ก็เริ่มมีคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทยอยเข้าการรักษาเป็นจำนวนมาก บางวันมีมากกว่า100 คน    โดยการรักษาจะใช้น้ำหมักที่ผสมด้วยแอลกอฮอลล้างแผล ดีบุก ตำลึงทอง ที่หมักไว้แล้วกว่า 1 ปี มาทาทั่วร่างกาย หลังจากนั้นจะพบจุดต่างๆที่หมอจวบบอกว่าเป็นตัวมะเร็งจะผุดขึ้นมา และจะใช้เข็มสะกิดที่หัวขาวๆและใช้แหนบดึงที่เป็นเส้นขาวๆออกมา หลังจากนั้นก็จะใช้น้ำหมักมาทาตามตัวเพื่อฆ่าเชื้ออีกครั้ง    การรักษาแต่ละครั้งไม่เคยคิดค่ารักษา มีแต่คนที่มารักษาจะซื้อยาหมักกลับไปที่บ้านเองในราคาขวดละ100 บาท บางคนเดินทางมาไกลถึงเชียงใหม่ มารักษาแล้วอาการดีขึ้นเขาจึงบอกต่อๆกันไป    ทั้งนี้ทางผู้สื่อข่าวได้ถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสาธารณสุขจังหวัดเคยเข้าตรวจสอบหรือไม่ หมอจวบ บอกว่า เคยมีมาเข้าตรวจสอบในการรักษาและตรวจสอบเกี่ยวกับน้ำหมัก และได้ออกใบอนุญาติให้เอาไว้ บางรายหมอจวบบอกว่ามะเร็งระยะที่ 4 ก็รักษาหายได้   ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของ 'หมอแล็บแพนด้า' โพสต์เตือนว่า มีผู้หลงเชื่อไปรักษามานานถึง 4 ปี หมดเงินไปเป็นแสนแล้ว จึงอยากโพสต์เตือนว่าไม่เคยมีวิธีรักษามะเร็งแบบนี้      รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/SNOQDcxknxY

 23,401
สังคม
18 ม.ค. 63

'หมอจวบ' แจงปมดึงเส้นมะเร็ง รักษาโรคร้าย 'หมอแล็บแพนด้า' เตือนอย่าหลงเชื่อ

นครนายาก - หมอจวบเปิดใจให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีคนถ่ายคลิปแล้วเอาไปลงในสื่อโซเชี่ยว ถึงการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้แหนบดึง และใช้น้ำหมักทาตามตัวเพื่อการฆ่าเชื่อ   ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของนายประจวบ สิงหวิบูลย์ (หมอจวบ)อายุ70ปี ที่บ้านเลขที่291 หมู่3 ตำบลเกาะหวาย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ซึ่งเปิดเป็นสถานที่รักษาคนที่เป็นโรคมะเร็ง    โดยในวันนี้ไม่มีคนมาเข้าการรักษา พบเพียงหมอจวบคนเดียว หลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งนำเรื่องราววิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบโบราณของหมอจวบมาเผยแพร่ ก็มีเสียงวิจารณ์ถึงขั้นตอนในการรักษา    ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสสัมภาษณ์ และเข้าไปถ่ายในห้องที่ใช้สำหรับหมักน้ำยา  มีถังสีน้ำเงิน 200 ลิตร ที่ใช้สำหรับหมัก และขวดพลาสติก ที่บรรจุน้ำหมักแล้วจำนวนมากวางเรียงกันอยู่ภายในห้องดังกล่าว    หลังจากหมอจวบได้พาผู้สื่อมาดูอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็จะมีแหนบ เข็มเย็บผ้าเบอร์ 10 และก็น้ำหมักที่ใช้ในการทาตัวก่อนการรักษา โดยพื้นที่ ที่ใช้สำหรับการรักษาก็เป็นเตียงไม้ธรรมดา รักษาแบบเปิดเผย    จากการสอบถามหมอจวบบอกว่า ตนเองเริ่มในการรักษาคนที่เป็นมะเร็งมากว่า 40 ปีแล้ว โดยได้ศึกษาการรักษาคนที่เป็นมะเร็งจากหมอจีนคนหนึ่ง ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากตนเองนั้นเป็นโรคมะเร็งตอนวัยรุ่น พอได้วิชามาก็มาลองทำดูและรักษาตนเองจนอยู่รอดถึงทุกวันนี้ ต่อมามีคนรู้เรื่องว่า ตนเองสามารถรักษาอาการของมะเร็ง ก็เริ่มมีคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทยอยเข้าการรักษาเป็นจำนวนมาก บางวันมีมากกว่า100 คน    โดยการรักษาจะใช้น้ำหมักที่ผสมด้วยแอลกอฮอลล้างแผล ดีบุก ตำลึงทอง ที่หมักไว้แล้วกว่า 1 ปี มาทาทั่วร่างกาย หลังจากนั้นจะพบจุดต่างๆที่หมอจวบบอกว่าเป็นตัวมะเร็งจะผุดขึ้นมา และจะใช้เข็มสะกิดที่หัวขาวๆและใช้แหนบดึงที่เป็นเส้นขาวๆออกมา หลังจากนั้นก็จะใช้น้ำหมักมาทาตามตัวเพื่อฆ่าเชื้ออีกครั้ง    การรักษาแต่ละครั้งไม่เคยคิดค่ารักษา มีแต่คนที่มารักษาจะซื้อยาหมักกลับไปที่บ้านเองในราคาขวดละ100 บาท บางคนเดินทางมาไกลถึงเชียงใหม่ มารักษาแล้วอาการดีขึ้นเขาจึงบอกต่อๆกันไป    ทั้งนี้ทางผู้สื่อข่าวได้ถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสาธารณสุขจังหวัดเคยเข้าตรวจสอบหรือไม่ หมอจวบ บอกว่า เคยมีมาเข้าตรวจสอบในการรักษาและตรวจสอบเกี่ยวกับน้ำหมัก และได้ออกใบอนุญาติให้เอาไว้ บางรายหมอจวบบอกว่ามะเร็งระยะที่ 4 ก็รักษาหายได้   ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของ 'หมอแล็บแพนด้า' โพสต์เตือนว่า มีผู้หลงเชื่อไปรักษามานานถึง 4 ปี หมดเงินไปเป็นแสนแล้ว จึงอยากโพสต์เตือนว่าไม่เคยมีวิธีรักษามะเร็งแบบนี้      รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/SNOQDcxknxY

 23,401
สังคม
18 ม.ค. 63

เตือนภัย! อย่าหลงเชื่ออ้างเป็นหมอพื้นบ้าน รักษามะเร็งด้วยวิธีดึงเส้นขน

หมอจวบเปิดใจให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีคนถ่ายคลิปแล้วเอาไปลงในสื่อโซเชี่ยวถึงการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้แหนบดึงและใช้น้ำหมักทาตามตัวเพื่อการฆ่าเชื่อ   ที่นครนายก ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของนายประจวบ สิงหวิบูลย์ (หมอจวบ) อายุ 70 ปี ที่บ้านเลขที่ 291 หมู่3 ต.เกาะหวาย อ.ปากพลี จ.นครนายกซึ่งเปิดเป็นสถานที่รักษาคนที่เป็นโรคมะเร็ง โดยในวันนี้ไม่มีคนมาเข้าการรักษา พบเพียงหมอจวบคนเดียว โดยหลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งนำเรื่องราววิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบโบราณของหมอจวบมาเผยแพร่ ก็มีเสียงวิจารณ์ถึงขั้นตอนในการรักษา   โดยผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสสัมภาษณ์และเข้าไปถ่ายในห้องที่ใช้สำหรับหมักน้ำยา โดยมีถังสีน้ำเงิน 200 ลิตร ที่ใช้สำหรับหมักและขวดพลาสติก ที่บรรจุน้ำหมักแล้วจำนวนมากวางเรียงกันอยู่ภายในห้องดังกล่าว หลังจากหมอจวบได้พาผู้สื่อมาดูอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็จะมีแหนบ เข็มเย็บผ้าเบอร์ 10 และก็น้ำหมักที่ใช้ในการทาตัวก่อนการรักษา โดยพื้นที่ที่ใช้สำหรับการรักษาก็เป็นเตียงไม้ธรรมดา รักษาแบบเปิดเผย   จากการสอบถามหมอจวบบอกว่า ตนเองเริ่มในการรักษาคนที่เป็นมะเร็งมากว่า 40 ปีแล้ว โดยได้ศึกษาการรักษาคนที่เป็นมะเร็งจากหมอจีนคนหนึ่ง ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้เนื่องจากตนเองนั้นเป็นโรคมะเร็งตอนวัยรุ่น พอได้วิชามาก็มาลองทำดูและรักษาตนเองจนอยู่รอดถึงทุกวันนี้ ต่อมามีคนรู้เรื่องว่าตนเองสามารถรักษาอาการของมะเร็งก็เริ่มมีคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทยอยเข้าการรักษาเป็นจำนวนมาก บางวันมีมากกว่า 100 คน   โดยการรักษาจะใช้น้ำหมักที่ผสมด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล ดีบุก ตำลึงทอง ที่หมักไว้แล้วกว่า 1 ปี มาทาทั่วร่างกาย หลังจากนั้นจะพบจุดต่าง ๆ ที่หมอจวบบอกว่าเป็นตัวมะเร็งจะผุดขึ้นมา และจะใช้เข็มสะกิดที่หัวขาว ๆ และใช้แหนบดึงที่เป็นเส้นขาว ๆ ออกมา หลังจากนั้นก็จะใช้น้ำหมักมาทาตามตัวเพื่อฆ่าเชื้ออีกครั้ง โดยการรักษาแต่ละครั้งไม่เคยคิดค่ารักษา มีแต่คนที่มารักษาจะซื้อยาหมักกลับไปที่บ้านเองในราคาขวดละ100 บาท บางคนเดินทางมาไกลถึงเชียงใหม่ มารักษาแล้วอาการดีขึ้นเขาจึงบอกต่อ ๆ กันไป   ทั้งนี้ทางผู้สื่อข่าวได้ถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสาธารณสุขจังหวัดเคยเข้าตรวจสอบหรือไม่หมอจวบบอกว่าเคยมีมาเข้าตรวจสอบในการรักษาและตรวจสอบเกี่ยวกับน้ำหมักและได้ออกใบอนุญาตให้เอาไว้ บางรายหมอจวบบอกว่ามะเร็งระยะที่ 4 ก็รักษาหายได้ หมอจวบท้าให้ลอง     รับชมผ่านยูทูป : https://youtu.be/8KWSJATCIpQ

 2,338
สังคม-อาชญากรรม
10 ธ.ค. 62

หนุ่มเปิดใจเล่าเจอ 'พยาธิตัวตืด' ยาว 10 เมตร ออกมาจากก้นขณะถ่ายอุจจาระ เชื่อเพราะกินอาหารสุกๆดิบๆ

เปิดใจชายเจ้าของโพสต์ พยาธิตัวตืด ออกมาจากร่างกาย จน โลกโซเซียลแชร์สนั่น ขณะที่แพทย์เตือนกินเนื้อสุก ๆ ดิบ ๆ และผักสด เสี่ยงพยาธิตัวตืดเติบโต เกาะติดพนังลำไส้เล็ก   นายกฤษฎา อายุ 44 ปี เจ้าของโพสต์ เล่าว่า วันที่เจอคือไปถ่ายอุจจาระ แล้วเจอสิ่งนี้ออกมาด้วย ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นพยาธิ เพราะไม่กินของดิบ คิดว่าผลกระทบมาจากการผ่าตัดไส้ติ่ง กระทั่งเห็นมันกระดุกกระดิกได้ จึงเรียกแฟนที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลมาดู ถึงรู้ว่าคือพยาธิตัวตืด ต่อไปต้องระวังอาหารการกิน โดยเฉพาะพวกหมูกระทะ   เรื่องนี้ หมอแล็บแพนด้า ได้โพสต์อธิบายในเพจว่า พยาธิตัวตืดเกิดจากการกินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่มีเม็ดสาคู (ถุงน้ำใสเล็กๆ) ซึ่งมีเชื้อพยาธิอยู่ข้างใน แบบสุก ๆ ดิบ ๆ พอน้ำกระเพาะย่อย ตัวอ่อนพยาธิที่กินเข้าไป ก็จะโผล่หัวออกมาแล้วค่อย ๆ โตเป็นพยาธิเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้เล็ก มีปล้องยาวออกไปเรื่อย ๆ เมื่อโตเต็มวัย จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียนและซีด   ส่วนคนที่กินผักสด ถ้าเผลอไปกินไข่พยาธิที่ปนมากับผักพร้อมปุ๋ย และล้างไม่สะอาด ก็ไม่รอดเช่นกัน       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2KQ6RFqNBqE  

 2,735
สังคม
10 ธ.ค. 62

หนุ่มเปิดใจเล่าเจอ 'พยาธิตัวตืด' ยาว 10 เมตร ออกมาจากก้นขณะถ่ายอุจจาระ เชื่อเพราะกินอาหารสุกๆดิบๆ

เปิดใจชายเจ้าของโพสต์ พยาธิตัวตืด ออกมาจากร่างกาย จน โลกโซเซียลแชร์สนั่น ขณะที่แพทย์เตือนกินเนื้อสุก ๆ ดิบ ๆ และผักสด เสี่ยงพยาธิตัวตืดเติบโต เกาะติดพนังลำไส้เล็ก   นายกฤษฎา อายุ 44 ปี เจ้าของโพสต์ เล่าว่า วันที่เจอคือไปถ่ายอุจจาระ แล้วเจอสิ่งนี้ออกมาด้วย ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นพยาธิ เพราะไม่กินของดิบ คิดว่าผลกระทบมาจากการผ่าตัดไส้ติ่ง กระทั่งเห็นมันกระดุกกระดิกได้ จึงเรียกแฟนที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลมาดู ถึงรู้ว่าคือพยาธิตัวตืด ต่อไปต้องระวังอาหารการกิน โดยเฉพาะพวกหมูกระทะ   เรื่องนี้ หมอแล็บแพนด้า ได้โพสต์อธิบายในเพจว่า พยาธิตัวตืดเกิดจากการกินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่มีเม็ดสาคู (ถุงน้ำใสเล็กๆ) ซึ่งมีเชื้อพยาธิอยู่ข้างใน แบบสุก ๆ ดิบ ๆ พอน้ำกระเพาะย่อย ตัวอ่อนพยาธิที่กินเข้าไป ก็จะโผล่หัวออกมาแล้วค่อย ๆ โตเป็นพยาธิเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้เล็ก มีปล้องยาวออกไปเรื่อย ๆ เมื่อโตเต็มวัย จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียนและซีด   ส่วนคนที่กินผักสด ถ้าเผลอไปกินไข่พยาธิที่ปนมากับผักพร้อมปุ๋ย และล้างไม่สะอาด ก็ไม่รอดเช่นกัน       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2KQ6RFqNBqE  

 2,735
แชร์ออฟเดอะเดย์
29 พ.ย. 62

เทรนด์ใหม่ แห่กินแคปซูลกากเพชร หวังให้อึฟรุ้งฟริ้ง 'หมอแล็บแพนด้า' เตือนต้องเลือกชนิดกินได้เท่านั้น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์ภาพกากเพชรที่บรรจุอยู่ในแคปซูลใส และภาพอุจจาระที่มีกากเพชรปนอยู่ โดยระบุข้อความว่า "เรามาถึงยุคที่กินกากเพชรเพราะอยากให้อึฟรุ้งฟริ้งแล้วเหรอ"   โดย นพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์เจ้าของโพสต์ ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมี "แคปซูลกากเพชร หรือที่เรียกว่า "กลิตเตอร์" ขายในต่างประเทศ โดยมีการนำกลิตเตอร์มาตกแต่งบนอาหาร เพื่อทำให้ถ่ายรูปอาหารได้สวยขึ้น จนเป็นเทรนด์ฮิตอยู่ในขณะนี้ จนเกิดแฮชแท็ก #glitterfood   พอเรากินเข้าไป กากเพชรดังกล่าวก็จะปนออกมากับอุจจาระ ทำให้มีสีสันเปล่งประกาย จนเกิดเทรนด์ฮิตเกิดขึ้นอีก ซึ่งกลิตเตอร์ที่ตกแต่งบนอาหารนั้น เป็นกลิตเตอร์ที่สามารถกินได้จริงๆ ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวโพด น้ำตาล และสีผสมอาหารแบบแวววาวและเงางามดูเกินจริง เป็นสีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปลอดภัย กินได้   ส่วนกลิตเตอร์อีกแบบที่ไว้ใช้ตกแต่งสิ่งของ ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งคนสามารถกินได้ก็จริง ไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เพราะบางทีพลาสติกพวกนี้มักจะปนเปื้อนโลหะ หรือสารเคมี ซึ่งถ้ากินบ่อยๆ ก็อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อร่างกายได้ในอนาคต อีกทั้งกลิตเตอร์มีขนาดเล็กมาก เบามาก ถ้าเผลอหลุดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ก็อาจจะทำให้ปอดระคายเคือง ไอ หรือหายใจติดขัดได้   ทางคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ออกมาระบุเกี่ยวกับเทรนด์ดังกล่าวว่า ควรจะเลือกใช้กลิตเตอร์ที่ระบุว่า "กินได้" (food grade) เท่านั้น ซึ่งทาง FDA ก็หวั่นต่อความปลอดภัยในการเลือกใช้ชนิดของกลิตเตอร์ในการประกอบอาหารของผู้ผลิต และการเลือกทานของผู้บริโภค ถึงแม้ว่ากลิตเตอร์จะทำให้อาหารดูสวยงามขึ้น แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ปลอดภัย 100%   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ว่ากลิตเตอร์ที่นำมาใช้เป็นกลิตเตอร์ที่ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้กับอาหารได้ แต่ก็ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินไป หรือใช้พร่ำเพรื่อ และต้องมาจากร้านที่มั่นใจเท่านั้น ส่วนกลิตเตอร์ที่ใช้ในการตกแต่งอื่นๆ ซึ่งมีส่วนประกอบของพลาสติกเจอปนเมื่อกินมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mzuHdKYIbiM

 8,177
ข่าวโซเชียล
29 พ.ย. 62

เทรนด์ใหม่ แห่กินแคปซูลกากเพชร หวังให้อึฟรุ้งฟริ้ง 'หมอแล็บแพนด้า' เตือนต้องเลือกชนิดกินได้เท่านั้น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์ภาพกากเพชรที่บรรจุอยู่ในแคปซูลใส และภาพอุจจาระที่มีกากเพชรปนอยู่ โดยระบุข้อความว่า "เรามาถึงยุคที่กินกากเพชรเพราะอยากให้อึฟรุ้งฟริ้งแล้วเหรอ"   โดย นพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์เจ้าของโพสต์ ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมี "แคปซูลกากเพชร หรือที่เรียกว่า "กลิตเตอร์" ขายในต่างประเทศ โดยมีการนำกลิตเตอร์มาตกแต่งบนอาหาร เพื่อทำให้ถ่ายรูปอาหารได้สวยขึ้น จนเป็นเทรนด์ฮิตอยู่ในขณะนี้ จนเกิดแฮชแท็ก #glitterfood   พอเรากินเข้าไป กากเพชรดังกล่าวก็จะปนออกมากับอุจจาระ ทำให้มีสีสันเปล่งประกาย จนเกิดเทรนด์ฮิตเกิดขึ้นอีก ซึ่งกลิตเตอร์ที่ตกแต่งบนอาหารนั้น เป็นกลิตเตอร์ที่สามารถกินได้จริงๆ ซึ่งผลิตจากแป้งข้าวโพด น้ำตาล และสีผสมอาหารแบบแวววาวและเงางามดูเกินจริง เป็นสีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปลอดภัย กินได้   ส่วนกลิตเตอร์อีกแบบที่ไว้ใช้ตกแต่งสิ่งของ ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งคนสามารถกินได้ก็จริง ไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เพราะบางทีพลาสติกพวกนี้มักจะปนเปื้อนโลหะ หรือสารเคมี ซึ่งถ้ากินบ่อยๆ ก็อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อร่างกายได้ในอนาคต อีกทั้งกลิตเตอร์มีขนาดเล็กมาก เบามาก ถ้าเผลอหลุดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ก็อาจจะทำให้ปอดระคายเคือง ไอ หรือหายใจติดขัดได้   ทางคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ออกมาระบุเกี่ยวกับเทรนด์ดังกล่าวว่า ควรจะเลือกใช้กลิตเตอร์ที่ระบุว่า "กินได้" (food grade) เท่านั้น ซึ่งทาง FDA ก็หวั่นต่อความปลอดภัยในการเลือกใช้ชนิดของกลิตเตอร์ในการประกอบอาหารของผู้ผลิต และการเลือกทานของผู้บริโภค ถึงแม้ว่ากลิตเตอร์จะทำให้อาหารดูสวยงามขึ้น แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ปลอดภัย 100%   ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ว่ากลิตเตอร์ที่นำมาใช้เป็นกลิตเตอร์ที่ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้กับอาหารได้ แต่ก็ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินไป หรือใช้พร่ำเพรื่อ และต้องมาจากร้านที่มั่นใจเท่านั้น ส่วนกลิตเตอร์ที่ใช้ในการตกแต่งอื่นๆ ซึ่งมีส่วนประกอบของพลาสติกเจอปนเมื่อกินมากๆจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mzuHdKYIbiM

 8,177
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ส.ค. 62

'หมอแล็บแพนด้า' โพสต์เตือนมิจฉาชีพอ้างเป็นหมอจีน หลอกขายยาคนแก่เกือบหมื่น

เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า โพสต์คลิปเตือนภัยระบุว่า มีชายชาวจีนคนหนึ่ง สามารถพูดไทยได้บ้าง อายุประมาณ 50-60 ปี อ้างว่าเป็นหมอจีนจากโรงพยาบาล เดินเข้าไปตีสนิทเจ้าของร้ายขายของชำ ทำทีจับจุดวินิจฉัยโรคแล้วเขียนใบสั่งยาจีนให้ไปซื้อต้มเอง   แต่เขียนไปเขียนมากลับบอกว่า อาการป่วยหนักมากและตัวยาที่ต้องใช้ไม่มีขายในประเทศไทย ซึ่งตัวหมอมียาตัวนี้พอดีเลยหลอกขายในราคาเกือบหมื่นบาท     โดยเป้าหมายของมิจฉาชีพคือ จะหาบ้านหรือร้านค้าที่มีคนสูงอายุอยู่ตามลำพัง พยายามตีสนิทและหลอกถามอาการต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลแบบที่เหยื่อไม่รู้ตัว ซึ่งมิจฉาชีพพวกนี้จะพอมีความรู้อยู่บ้างและจะเดาอาการกว้างๆ เช่น ปวดข้อ ปวดเอว ปวดเข่า ปวดประจำเดือน ซึ่งมีโอกาสตรงกับอาการของเหยื่อ   ทำให้มีคนหลงเชื่อ โดยยาที่นำมาหลอกขายนั้นมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ไม่ควรเสี่ยงรับประทาน หากเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล จึงฝากเตือนให้ประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eq-6SBp_-lE

 1,271
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.ค. 62

'หมอแล็บแพนด้า' เตือนภัยนักดื่ม หนุ่มแข่งดื่มเบียร์ในงานเลี้ยงบริษัท เกิดช็อกดับคาที่

เพจเฟซบุ๊ก ‘หมอแล็บแพนด้า’ ได้โพสต์เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่ลงแข่งขันดื่มเบียร์เร็ว 1 เหยือกจนล้มหมดสติและเสียชีวิต จึงนำเรื่องราวมาโพสต์เพื่อเตือนภัยสิงห์นักดื่มและเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่นๆ   นอกจากนี้ ทีมข่าวได้รับคลิปเหตุการณ์ดังกล่าว จากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยในคลิปพบว่า ในงานมีผู้ลงแข่งขันดื่มเบียร์นับ 10 คน ซึ่งผู้ตายเป็นหนึ่งในนั้น จังหวะหนึ่ง หลังจากผู้ตายดื่มเบียร์หมดเหยือก กลับเซและล้มลงเสียชีวิต สร้างความตกตะลึงให้กับผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก   ด้าน นพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ว่า เพื่อนของผู้ตายได้ส่งเรื่องมาให้ตน โดยระบุว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการจัดงานเลี้ยงของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งในงานมีกิจกรรมการแข่งขันดื่มเบียร์ 1 เหยือก หากใครดื่มหมดก่อนเป็นผู้ชนะ โดยผู้ตายเป็นหนึ่งในผู้แข่งขัน กระทั่งผู้ตายดื่มเบียร์หมดเหยือก แล้วเกิดอาการเซ ก่อนล้มลงเสียชีวิต   กรณีนี้ไม่ใช่เคสแรก ที่ผ่านมาพบว่ามีการแข่งขันดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายครั้ง เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์เร็วๆในปริมาณมาก จะทำให้แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน แล้วไปกดระบบประสาทส่วนกลาง เสี่ยงต่อการสำลัก อาเจียน หายใจไม่ออก หยุดหายใจ หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตเพราะได้รับเกินขนาด   ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ไม่สามารถระบุได้ว่า ดื่มแอลกอฮอล์มากแค่ไหนจึงจะเสียชีวิต และไม่ใช่เฉพาะการแข่งขันดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น การแข่งขันกินเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือน้ำเปล่า ก็เสี่ยงทำให้เสียชีวิตได้ทั้งสิ้น   ท้ายสุด อยากให้เลี่ยงการจัดแข่งขันกินเร็วทุกชนิด เพื่อป้องกันเหตุสลดที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งที่ตนนำเรื่องราวมาเผยแพร่ เพียงเพื่ออยากให้เป็นอุทาหรณ์กับคนอื่นๆเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาซ้ำเติมผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด   ผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยังผู้จัดงานดังกล่าว ได้ข้อมูลว่า งานดังกล่าวเป็นงานเลี้ยงของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งการแข่งขันดื่มเบียร์เป็นกิจกรรมหนึ่งเพื่อสร้างสีสันในงานเท่านั้น โดยที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร แต่ครั้งนี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น   โดยครอบครัวผู้ตายก็เข้าใจและไม่ติดใจอะไร ซึ่งทางผู้จัดงานก็ได้ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวในเบื้องต้นแล้ว และต่อจากนี้ ก็จะเลิกจัดกิจกรรมแบบนี้อีก เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LisJKfOb90U

 6,824
แชร์ออฟเดอะเดย์
01 ก.ค. 62

หนุ่มแข่งดื่มเบียร์หมดเหยือก ล้มหมดสติ ก่อนเสียชีวิต

วันที่ 1 ก.ค. 62 เพจ หมอแล็บแพนด้า ได้แชร์โพสต์อุทาหรณ์นักดื่ม ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการแข่งดื่มเบียร์ โดยระบุข้อความว่า   ‘เฮ้อ! มีคนตายจากการแข่งดื่มเร็วอีกแล้ว วันเสาร์ที่ผ่านมา มีการจัดแข่งดื่มเบียร์ 1 เหยือก น้องคนที่เสียชีวิตก็ลงแข่งด้วย พอดื่มหมดเหยือกปุ๊บ น้องก็เซๆ แล้วล้มหมดสติไปเลย เมื่อก่อนผมก็เคยแข่งนะครับ หลายครั้งด้วย แต่ก็รอดมาได้ ตอนนี้ถ้าใครชวนไม่เอาแล้ว   ทำไมผมถึงรอดใช่มั้ยครับ เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็อาจไม่เป็นอะไรเลย แต่บางคนก็เสียชีวิต เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ถ้ากระดกเร็วๆ จะทำให้แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสี่ยงต่อการสำลัก อาเจียน หายใจไม่ออก หยุดหายใจ หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตเพราะได้รับเกินขนาด   ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของน้องด้วยนะครับ และขอให้เลี่ยงๆการแข่งขันดื่มเร็ว กินเร็วอะไรพวกนี้ซะนะครับ มันมีคนตายจริงๆ’    

 5,803

Top