ค้นหา :

กำลังโหลดวิดีโอ

กรุณารอสักครู่

เปิดใจ 'ครูวิภา' ถูกศาลสั่งยึดบ้าน-ที่ดิน หลังค้ำประกันเงินกู้กยศ.ให้ศิษย์ 60 ราย แฉมีชีวิตหรูหรา แต่กลับเบี้ยวไม่จ่าย

วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 | 5 นาที 5 วินาที 31,343

น.ส.วิภา บานเย็น อายุ 47 ปี ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ได้ร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน หลังถูกกรมบังคับคดีนำประกาศยึดทรัพย์บ้านและที่ดิน เนื่องจากเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ให้กับนักเรียนชั้น ม.4 และ ม.5 จำนวน 60 คน แต่ในจำนวนนี้กว่าครึ่งที่ผิดนัดไม่ชำระหนี้

 

จนมีบางส่วนคดีไปถึงชั้นศาลแต่ไม่สามารถไล่บี้เอากับผู้กู้ภาระจึงตกที่ผู้ค้ำจนมีคำตัดสินยึดบ้านและที่ดิน แต่ยังมีอีกหลายคดีที่กำลังจะตัดสินแต่ทรัพย์สินที่มีโดนยึดหมดแล้ว และหากไม่มีทรัพย์สินจะยึดก็จะถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลต่อตำแหน่งข้าราชการได้

 

 

 

โดย น.ส. วิภา กล่าวว่า เมื่อ 20 ปีก่อนตนเริ่มรับราชการเป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร จากนั้นได้มีโครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ขึ้นมา ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากเด็กจำนวนมาก แต่เนื่องจากกองทุนมีเงื่อนไขต้องมีผู้ค้ำประกันซึ่งเด็กบางคนพ่อแม่ไม่สะดวก ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ หรือการเดินทาง

 

ด้วยความเจตนาดีและหวังให้เด็กได้เรียนให้สูงเพื่อมีความรู้มีงานทำ จึงตัดสินใจลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้เด็กชั้น ม.4 ที่ตนเป็นครูที่ปรึกษาจำนวนกว่า 60 คนในปี 2541 และเมื่อเด็กทั้งหมดขึ้น ม.5 ตนก็ได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้เด็กทั้งหมดอีกครั้ง โดยยอดหนี้ประมาณ 1.2 หมื่นบาท/คน ส่วนในชั้น ม.6 ตนไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันให้ โดยทราบว่าเด็กได้ให้พ่อแม่เป็นผู้ค้ำแทน

 

จนเมื่อปี 2551 หรือ 10 ปีต่อจากนั้น ตนได้รับหมายศาลเกี่ยวกับเรื่องการขาดชำระของเด็กที่ตนเป็นผู้ค้ำประกันให้ โดยขอให้ไปดำเนินการไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งตอนนั้นเมื่อหมายศาลมีชื่อใครก็พยายามติดตามให้ไปไกล่เกลี่ยว่าจะต้องส่งเดือนละเท่าไร แต่ถ้าติดตามใครไม่ได้ตนก็จะไปศาลเอง ซึ่งก็ไม่มีความหมายเพราะไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ โดยหมายศาลที่ส่งมาเกินครึ่งที่ตนติดต่อนักเรียนไม่ได้ ส่วนคนที่ติดต่อและไปไกล่เกลี่ยตนก็ไม่ทราบว่าได้จ่ายครบตามที่ตกลงหรือไม่ เพราะไม่มีใครรายงานมาให้ตนทราบ

 

กระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีเอกสารไกล่เกลี่ยเงินกู้ของนักเรียนมาอีกครั้ง เป็นของนักเรียนจำนวน 2 ราย โดยระบุว่าต้องนำเงินไปจ่ายหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมด ซึ่งเมื่อไม่สามารถติดต่อเด็กให้มารับผิดชอบได้ ตนในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องหาเงินมาชำระแทนรวมเกือบ 4 หมื่นบาท

 

และเมื่อวันที่ 16 และ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีได้นำป้ายคำสั่งบังคับคดีมายึดบ้านและที่ดิน ซึ่งมีราคาประเมิน 1.3 ล้านบาท และที่ดินอีกแปลงที่มีการประเมินไว้ 6 แสนบาท โดยให้ส่งเอกสารภายใน 15 วัน เมื่อตรวจสอบเอกสารก็พบว่าเป็นเอกสารหมายศาลบังคับคดีเร่ง การชำระเงินกู้ ของนักเรียนรายที่ 3 และรายที่ 4 เป็นการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สิน เนื่องจากผลการเซ็นค้ำประกันร่วมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน กยศ.

               

น.ส. วิภา กล่าวว่า ทำให้เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ตนจึงได้เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ กยศ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูล แต่ก็ได้รับการชี้แจงเพียงว่าต้องชำระหนี้เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นบ้านและที่ดิน จึงได้ชำระเงินในส่วนของนักเรียนรายที่ 3 และรายที่ 4 ไปเป็นจำนวนเงินกว่า 50,000 บาท รวมจำนวนเงินที่ตนเองชำระไปทั้งหมดขณะนี้ 97,000 บาท

 

โดยจะต้องนำเอกสารนี้ไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีที่ จ.กำแพงเพชร เพื่อให้ถอนการยึดทรัพย์สิน แต่ตนก็ต้องตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักเรียนที่ตนเป็นผู้ค้ำประกันอีกเกือบ 30 คนที่ไม่ชำระหนี้ และในจำนวนนี้มีนักเรียนผู้กู้อีก 4 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องเอกสาร เพื่อเข้าสู่ขบวนการออกหมายศาลบังคับคดีเช่นกัน และจะดำเนินการส่งเอกสารหมายศาลบังคับคดีภายในปีนี้ ซึ่งก็อาจทำให้ทรัพย์สินที่เพิ่งถอนถูกคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินอีกครั้ง

 

เมื่อมาคำนวณหนี้ที่นักเรียนยังค้างกว่า 30 คนเป็นเงินหลักล้านบาทแล้ว ทั้งที่เงินต้นของแต่ละคนแค่หลักหมื่นต้นๆ แต่เมื่อไม่มีการชำระจึงมีดอกเบี้ยและค่าปรับจนยอดเงินสูงจนทบต้นไปมาก ซึ่งตนคงไม่มีเงินที่จะจ่ายแทนได้ทั้งหมด

 

ดังนั้นทรัพย์สินที่มีก็อาจโดนยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และเมื่อไม่มีทรัพย์สินให้ยึดก็อาจถูกฟ้องล้มละลายหรือไม่ ซึ่งตนและคณะครูยังได้ติดตามนักเรียนผู้กู้ ซึ่งบางรายก็ยอมรับตรงๆว่าไม่มีเงิน ทั้งที่ตัวเองทำงานและยังดำเนินชีวิตสวยหรู และสามารถผ่อนรถได้ บางรายไม่โทรศัพท์กลับมาพูดคุย

 

จึงอยากฝากถึงลูกศิษย์ผ่านสื่อให้ช่วยมารับผิดชอบในเรื่องนี้เพราะตนลำบากอย่างมาก นอกจากนี้อยากขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตนเองไม่สามารถรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดได้ โดยตนได้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ กยศ. และได้ทำหนังสือปลดภาระผู้ค้ำประกันให้ญาติของเด็กเป็นผู้รับภาระค้ำประกันแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกจะยื่นเรื่องให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจ

 

ด้านนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบเรื่อง อย่างไรก็ตาม กยศ. ไม่นิ่งนอนใจ ขอให้ครูรายนี้ติดต่อมายัง กยศ.เพื่อให้กยศ.ดำเนินการช่วยเหลือต่อไป

 

 “ในส่วนที่ครูรายนี้กังวลว่า จะถูกฟ้องล้มละลายและจะขาดคุณสมบัติการเป็นครูนั้น ผมคิดว่าระยะเวลาการดำเนินคดีใช้เวลานาน อีกทั้งขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการยึดทรัพย์และขั้นต่อไปคือนำขายทอดตลาด

 

ระหว่างนี้จะมีช่วงเวลาดำเนินการอยู่ และเมื่อทรัพย์ขายทอดตลาดได้ทำบัญชีรับจ่ายเพื่อหักล้างหนี้ ครูท่านนี้อาจจะไม่ถึงขั้นล้มละลายหรือขาดคุณสมบัติการเป็นครูไป จึงขอให้ครูรีบเข้ามาติดต่อทาง กยศ. โดยด่วน ทั้งนี้ อยากให้ผู้ค้ำประกันทุกคน ตรวจสอบตนเองว่าสามารถค้ำประกันได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่เกิดปัญหาลักษณะนี้” นายชัยณรงค์ กล่าว

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LT0MqENVc5Q

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

Top