ค้นหา :

กำลังโหลดวิดีโอ

กรุณารอสักครู่

ยอดบริจาคสนับสนุนวิจัยแอนตี้บอดี้รักษามะเร็งพุ่ง ทีมวิจัยจุฬาฯเผยหวังอยากให้ออกมาได้ผลดีกว่าเมืองนอก

วันที่ 20 ตุลาคม 2561 | 5 นาที 39 วินาที 2,026

หลังจากทางแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยค้นพบ Antibody รักษาโรคมะเร็ง ได้จริง เมื่อสำเร็จจะได้ยาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง หรือยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) ที่เป็นตัวแอนตี้บอดี้เข้าไปช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้เต็มที่ ซึ่งใช้ระบบร่างกายรักษาตัวเอง ไม่ต้องใช้สารเคมีในการทำคีโม หรือฉายรังสีหรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ทุกข์ทรมาน ตั้งเป้าราคาหลอดละ 20,000 บาท แทนการนำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาแพงถึงหลอดละ 200,000 บาท โดยการณ์ว่าอีก 4-5 ปี จะเริ่มทดสอบในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
 
วานนี้ (19 ต.ค) อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยเพิ่มเติมกับทีมข่าวเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ว่า ตัวยาที่ทางทีมวิจัยกำลังพัฒนานี้ ใช้กระบวนการคิดค้นและวิจัยที่ได้จากไอเดียวิทยาศาสตร์ที่ต่อยอดมาจากการค้นพบคุณหมอฮอนโจจากญี่ปุ่น ซึ่งไอเดียวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับสามารถใช้ในการค้นคว้าด้วยกันได้ มีความเหมือนกับตัวอยาของต่างประเทศ คือการรักษามะเร็งที่เป็นตัวแอนตี้บอดี้เข้าไปช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้เต็มที่ ซึ่งใช้ระบบร่างกายรักษาตัวเอง ไม่ต้องใช้สารเคมีในการทำคีโม หรือฉายรังสีหรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ทุกข์ทรมาน และไม่ทำร้ายเซลล์ดี ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาแบบเดียวกัน
 
แต่มีเงื่อนไขคือรูปร่างโครงสร้างของตัวยาจะต้องไม่มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้นถึงแม้จะรักษามะเร็งได้เหมือนกันแต่ก็จะถือว่าเป็นยาคนละตัว และที่สำคัญยาที่ไทยจะต้องมีการเข้าไปแทรกเพื่อยับยั้งการจับคู่ระหว่างโปรตีน PD-1 บนทีเซลล์ (เม็ดเลือดขาว) และ PD-L1 บนเซลล์มะเร็งในมุมที่แตกต่างไม่ทับซ้อนกับของต่างประเทศ ซึ่งเมื่อยาสำเร็จออกมาแล้วทางทีมวิจัยคาดหวังว่าอยากให้ได้ผลดีกว่าหรือไม่ก็ให้ผลที่เท่าเทียมในแบบเดียวกันกับยาต่างประเทศ
 
อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ กล่าวอีกว่า การลงทุนวิจัยยาประเภทยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) หากตัดการลุงทุนในแง่ของธุรกิจออกไปถือได้ว่าตัวยาจะมีราคาอยู่ที่หลักหมื่นเท่านั้น ซึ่งถ้าเงินทุนที่จะใช้ในการพัฒนาของไทยไม่ได้เป็นเงินที่มาจากภาคธุรกิจเหมือนของต่างประเทศ แต่เป็นเงินที่มากจากภาคประชาชนหรือรัฐบาลที่เป็นภาษีของประชาชนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอากำไรคืนกลับมาเหมือนกับบริษัทยาต่างประเทศ อีกทั้งเพราะยาถูกวิจัยขึ้นในไทยและแรงงานนักวิจัยที่ใช้ส่วนหนึ่งเป็นคนไทย การบริหารจัดการก็จะถูกกว่าและทำให้ยาที่ได้ถูกตามมาด้วย
 
อย่างไรแล้วประเภทยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) มาจากต้นทุนการผลิตที่ใช้ค่าวัตถุดิบต่าง ๆ จะอยู่ที่หลักหมื่น ซึ่งไทยเองไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นจะไม่สามารถทำให้ราคายาถูกลงกว่าหลักหมื่นตามที่ตั้งเป้าไว้ได้ เพราะอย่างไรแล้ว 20,000 บาท ก็ดีกว่า 200,000 บาท เมื่อยาสำเร็จออกมาก็จะอีกหนึ่งตัวเลือกของคนไทย และสิ่งที่ทีมวิจัยจุฬาฯต้องการคือการที่คนไทยมีทางเลือกที่ดีและเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากขึ้น โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของทีมวิจัยที่กำลังทำอยู่ตอนนี้
 
ภายหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวออกไปมีผู้ที่ให้ความสนใจและร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนเป็นจำนวนมากทำให้ยอดเงินบริจาคของวานนี้ (19 ต.ค.) อยู่ที่ 6,304,795.50 ล้านบาทแล้วในเวลาอันรวดเร็ว จึงอยากที่จะขอบคุณคนไทยที่เห็นความสำคัญและช่วยกันบริจาคเข้ามา ซึ่งหากขั้นตอนนี้ไม่มีอุปสรรค ก็ยังคงมีอีก 3 ขั้นตอนที่ทางทีมวิจัยจะต้องทำต่อไปซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและแรงสนับสนุนอีกเยอะ
 
ผู้สนใจบริจาคได้ที่ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ บัญชีออมทรัพย์คณะแพทยศาสตร์ เลขที่บัญชี 408-004443-4 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย อีเมล : CUCancerIEC@gmail.com, เฟซบุ๊กแฟนเพจ “CU Cancer Immunotherapy Fund” ใบเสร็จหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เบอร์ติดต่อ 086-3768831, 097-014-4978
 
 
 
 
 
 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ytOW4rRhno0

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

สังคม-อาชญากรรมที่มีผู้ชมมากที่สุด

เรื่องเล่าฯสเปเชียล

ดูทั้งหมด

ข่าวสีสัน

ดูทั้งหมด

ชมมากที่สุดวันนี้

ชมมากที่สุดสัปดาห์นี้

ชมมากที่สุดเดือนนี้

Top