ค้นหา :

กำลังโหลดวิดีโอ

กรุณารอสักครู่

สนช.มติเอกฉันท์รับหลักการ 'ปลดล็อกกัญชา' - อภ.เผยตรวจกัญชาของกลางเจอสารพิษเพียบ เบนเข็มเตรียมปลูกกัญชาเอง

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 | 3 นาที 37 วินาที 1,187

สนช. ฉลุย มติเอกฉันท์รับหลักการ กม.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกกัญชา ให้ใช้ทางการแพทย์ได้ โดยตั้งกรรมาธิการพิจารณาแปรญัตติ 7 วันและพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน
 
วานนี้ (23 พ.ย.) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติชาติ (สนช.) มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ... วาระแรก ตามที่สมาชิก สนช. 44 คน นำโดยนายสมชาย แสวงการ เข้าชื่อเสนอ เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ปลดล็อกให้กัญชาสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ โดยที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 145 เสียง พร้อมตั้งกรรมาธิการ 29 คน กำหนดแปรญัตติ 7 วัน โดยพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
 
ขณะที่ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงผลการตรวจสอบกัญชาของกลางเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้รับมาจากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) 100 กิโลกรัม ว่า จากการตรวจสอบวัตถุดิบกัญชาแห้งจำนวน 3 ตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจหาการปนเปื้อน 3 ชนิด ได้แก่ 1.ยาฆ่าเชื้อรา difenoconazole และ propioconazole 2.ตรวจหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 60 ชนิด ซึ่งครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน กลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส กลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ และกลุ่มคาร์บาเมต และ 3.การตรวจหาสารโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม
 
ผลการตรวจไม่พบยาฆ่าเชื้อรา แต่พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งยาฆ่าแมลงและยาฆ่า โลหะหนักทั้ง ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม ในทั้ง 3 ตัวอย่าง และเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา อภ.ส่งตัวอย่างกัญชามาตรวจเพิ่มอีก 1 ตัวอย่าง ก็ตรวจพบการปนเปื้อนแบบเดิม ดังนั้นกัญชาของกลางที่ได้มาถือว่ายังไม่มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้
 
ด้าน ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา อภ. กล่าวว่า กัญชาที่จะนำมาสกัดหาสารเพื่อใช้ทางการแพทย์ได้นั้นจะต้องผ่านมาตรฐานเดียวกับพืชที่นำมาใช้ทำยา แต่ผลการตรวจกัญชาของกลางล็อตนี้พบว่าไม่ผ่านคุณภาพมาตรฐานที่จะนำมาใช้ทางการแพทย์หรือใช้ทำยาได้ ดังนั้น อภ.จะนำของกลางทั้งหมดไปศึกษาในเรื่องอื่น ๆ แทน เช่น ศึกษาปริมาณสารหลักที่ออกฤทธิ์เป็นยา เช่นทีเอชซี (THC) แล ซีบีดี (CBD) ซึ่งขณะนี้ทราบว่า ล็อตที่เอามาซึ่งปลูกในภูมิภาคนี้มีทีเอชซีสูงกว่าซีบีดี อัตราส่วน 8:1 เหมาะกับการรักษาโรคอะไร ก็จะได้ข้อมูลวิชาการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เตรียมขอของกลางจากมาเพิ่มอีก 300 กก. เพื่อตรวจสอบการตกค้างของสารพิษ ถ้าพบก็จะไม่ใช้ของกลางอีก
 
ภญ.นันทกาญจน์ แนวทางต่อมาคือ การหาพื้นที่ปลูกกัญชาเอง ให้เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ โดยในวันที่ 30 พ.ย.นี้จะเชิญ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปดูพื้นที่ที่จะใช้ปลูกเพื่อดูว่ามารถใช้ได้และเหมาะสมหรือไม่ก่อนนำไปสู่กระบวนการปลูก เบื้องต้นที่เล็งไว้คือที่การปรับปรุงชั้น 2 ของโรงงานยารังสิต ขนาด 100-200 ตารางเมตร และนำกัญชาลูกผสมเข้ามาปลูก เพราะมีรอบเก็บเกี่ยวสั้น แค่ 3 เดือน โดยจะเร่งกระบวนการตรวจและขออนุญาตปลูกให้ได้ภายใน ม.ค. - ก.พ. 2562 ทั้งนี้คาดว่าจะให้น้ำมันกัญชาไม่น้อยกว่าแผนเดิมคือ 18,000 ขวด และยืนยันว่าภายใน พ.ค.2562 จะต้องมี น้ำมันกัญชาใช้ จะสอดรับพอดีกับร่างกฎหมายที่จะออกมาให้สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ในมนุษย์ได้  อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการศึกษาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้พันธุ์ของเราเองด้วย
 
 
 
 
 
 ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/uBg61E5DVZs

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

สังคม-อาชญากรรมที่มีผู้ชมมากที่สุด

เรื่องเล่าฯสเปเชียล

ดูทั้งหมด

ข่าวสีสัน

ดูทั้งหมด

ชมมากที่สุดวันนี้

ชมมากที่สุดสัปดาห์นี้

ชมมากที่สุดเดือนนี้

Top