ค้นหา :

กำลังโหลดวิดีโอ

กรุณารอสักครู่

เปิดคลิปนาที ฟอร์จูนเนอร์ ชน หญิงวัย 68 กระเด็นตกทางด่วนดับ อ้างไม่รู้รถจอดเสียบนไหล่ทาง

วันที่ 4 กันยายน 2561 | 7 นาที 21 วินาที 16,422

เกิดเหตุรถชนบนทางพิเศษฉลองรัช ช่วงมุ่งหน้าบางนา บริเวณใกล้ทางลงซอยสุขุมวิท 50 โดยมีผู้เสียชีวิตตกลงไปด้านล่างซึ่งเป็นพื้นที่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 2 และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บด้วย จึงนำกำลังพร้อมประสานตำรวจ สน.คลองตัน และกู้ภัยทางด่วน พร้อมกู้ภัยในพื้นที่เข้าตรวจสอบ

 

โดยในที่เกิดเหตุบนทางด่วน พบรถยนต์ยี่ห้อเกียสีเทา สภาพด้านหน้าชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของตำรวจทางด่วน ส่วนด้านหลังพบว่าถูกชนท้ายอย่างจังจนกระจกหลังแตก โดยรถคู่กรณีเป็นรถยนต์โตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว สภาพด้านหน้าเสียหาย

 

ส่วนบริเวณพื้นทางด่วนด้านล่าง พบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิง สภาพศพมีบาดแผลบริเวณศีรษะ ขาขวาหักผิดรูป ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.ธัญญพัทธ์ วิพันธ์พงษ์ อายุ 68 ปี แพทย์เวรเข้าชันสูตรเบื้องต้นก่อนส่งศพไปที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ นอกจากนี้ยังพบผู้บาดเจ็บ 3 ราย คนแรกเป็นหญิงกำลังตั้งครรภ์ที่มาด้วยกับผู้ตาย โดยพบว่ามีอาการตกใจอย่างหนัก และคนที่สองเป็นตำรวจทางด่วนมีบาดแผลบริเวณขาซ้าย จึงนำทั้งคู่ส่งโรงพยาบาล ส่วนคนที่ 3 คือ คนขับรถฟอร์จูนเนอร์ปวดหน้าอกจากการกระแทกกับตัวรถ เบื้องต้นได้เดินทางไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ จากนั้นตำรวจทางด่วนได้เคลื่อนย้ายรถเพื่อเปิดการจราจรให้คล่องตัวมากขึ้น

 

ขณะที่ภาพวงจรปิดบนทางด่วนบริเวณที่เกิดเหตุ สามารถจับภาพเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ซึ่งจากภาพจะเห็นว่ารถยนต์ยี่ห้อเกียจอดอยู่บนไหล่ทาง ก่อนที่จะมีรถจักรยานยนต์ของตำรวจมาจอดที่ด้านหน้า และพูดคุยกับผู้ตายที่ยืนอยู่หน้าตัวรถ ก่อนจะมีรถฟอร์จูนเนอร์ขับเข้ามาชนท้ายอย่างจัง ด้วยแรงกระแทกทำให้รถยนต์ยี่ห้อเกียพุ่งชนผู้ตายจนตกลงไปด้านล่าง และรถจักรยานยนต์ของตำรวจก็โดนชนจนล้มคว่ำ

 

จากนั้น เวลา 10.30 น. คนขับรถฟอร์จูนเนอร์คือ น.ส.นุชนาฏ พรหมนะ อายุ 36 ปี ได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงแล้วเสร็จ โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก่อนที่จะขึ้นรถของญาติที่มารอรับขับออกไป ขณะที่ช่วงบ่ายลูกสาวของผู้ตายก็ได้เดินทางมาติดตามคดี และจัดการเอกสารเรื่องรับศพ โดยลูกสาวผู้ตายบอกเพียงสั้นๆว่า ยังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยก่อนเกิดเหตุแม่ได้ขับรถไปกับ น.ส.เขมณัฐ รุ่งเรืองวิสิทธิ์ อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นญาติและกำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน และหลังเกิดเหตุก็ได้แจ้งให้ตนทราบ จึงรีบมาติดตามเรื่องคดีและเอกสารการรับศพ โดยยังไม่ขอพูดเรื่องอื่นๆ

 

ด้าน ร.ต.ต.สุพจน์ ไชยนอก อายุ 55 ปี รองสารวัตรจราจร สน.ทางด่วน 1 ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจเพื่อจัดการจราจรบนทางด่วน แต่พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุได้พบรถยนต์จอดชิดซ้ายบริเวณไหล่ทาง ตนจึงขี่รถเข้าไปก็เห็นหญิงคนขับยืนอยู่บริเวณด้านหน้ารถ ซึ่งจากการสอบถามทราบว่ารถยนต์ความร้อนขึ้นสูง

 

ตนจึงได้แจ้งกู้ภัยทางด่วนให้เข้ามาช่วยเหลือ แต่จากนั้นก็ได้ยินเสียงรถชนก่อนที่รถยนต์คันดังกล่าวจะพุ่งเข้าชนตนขณะที่ยังคร่อมรถอยู่ ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลงและขาซ้ายและแขนได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระแทก จากนั้นตนก็ได้ยินเสียงของหญิงที่นั่งมาด้วยร้องบอกว่ามีคนตกลงไป ก่อนที่กู้ภัยที่ตนแจ้งมาตอนแรกจะเข้ามาช่วยเหลือตน ซึ่งได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้ออักเสบ และแผลถลอกตามตัวเล็กน้อย

 

จากการสอบปากคำ น.ส.นุชนาฏ คนขับรถฟอร์จูนเนอร์ ในเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยอมรับว่าขับแทรกมาในช่องซ้ายสุดคือไหล่ทางจริง โดยใช้ความเร็วไม่ถึง 100 กม./ชม. ตอนนั้นเห็นรถคู่กรณีด้านหน้าแต่เข้าใจว่าเป็นรถที่กำลังแล่นอยู่ แต่พอขับมาระยะใกล้ขึ้นจึงรู้ว่ารถจอด พยายามจะหักหลบแต่ไม่ทันจึงชนเข้าอย่างจัง

 

ซึ่งส่วนตัวคนขับฟอร์จูนเนอร์ก็ได้รับบาดเจ็บช่วงหน้าอกถึงท้องจากแรงกระแทกกับพวงมาลัย ส่วนผู้บาดเจ็บอีกรายที่มาด้วยกับรถของผู้ตายและกำลังตั้งครรภ์ พบว่ายังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หัวใจเต้นแรงมาก ส่วนลูกในท้องปลอดภัยดี แพทย์ให้นอนดูอาการที่ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ เช่นเดียวกัน

 

เบื้องต้น ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา เพราะผู้ขับขี่รถฟอร์จูนเนอร์ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะต้องรอให้มีความพร้อมแล้วจึงเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยาน เพื่อดูว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาใด ซึ่งถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความประมาทของผู้ขับขี่รถฟอร์จูนเนอร์ก็จะแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถผู้อื่นเสียหายจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และจะได้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ด้วย

 

ทั้งนี้ ตร.อยากฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนนให้ใช้ความระมัดระวัง และขับรถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมามักเกิดอุบัติเหตุรถชนบริเวณไหล่ทางบ่อยครั้ง โดยถนนบนทางด่วนมีขอบไหล่ทางเพื่อใช้กรณีรถมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น แม้ว่าการจราจรหนาแน่นก็ไม่มีการยกเว้นให้ใช้ไหล่ทาง ดังนั้นผู้ขับขี่ไม่ควรขับในช่องทางไหล่ทาง เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นเหมือนกรณีนี้ ส่วนรถยนต์ที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วจอดรถที่ไหล่ทางก็ควรเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน ซึ่งหากจำเป็นต้องลงจากรถก็ควรอยู่ให้ห่างจากตัวรถเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_6f4wTUM6BE

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

สังคม-อาชญากรรมที่มีผู้ชมมากที่สุด

เรื่องเล่าฯสเปเชียล

ดูทั้งหมด

ข่าวสีสัน

ดูทั้งหมด

ชมมากที่สุดวันนี้

ชมมากที่สุดสัปดาห์นี้

ชมมากที่สุดเดือนนี้

Top