ค้นหา :

กำลังโหลดวิดีโอ

กรุณารอสักครู่

ตร.ยันยิงนศ.เทคโนฯเป็นการป้องกันเหตุ ชี้ถูกผู้ตายยิงก่อน เลยต้องยิงสวน เพื่อนย้อนถามทำไมต้องยิงหลายนัด

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 | 12 นาที 7 วินาที 34,051

จากกรณีตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวนสอบนครบาล4 ทำการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 5 คน ขณะนำตัวกลับไปสอบสวนที่โรงพัก เกิดเหตุการณ์ รถจยย.ของเจ้าหน้าที่ ที่ขับประกบรถกระบะควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างเดินทาง

 

เกิดเหตุการยิงปะทะกับกลุ่มนายเอกชัย บุญรัตน์ หรือ ฟิว อายุ 22 ปี นักเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ ชั้นปีที่ 4 คณะช่างยนต์ ซึ่งกลับจากงานเลี้ยงของสถาบัน เหตุเกิดบริเวณซอยร่มเกล้า6 เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา และยังเกิดเหตุชลมุน ระหว่างตร.และ กลุ่มเพื่อนผู้ตาย ถึงขั้นพยายามทำร้ายร่างกาย ตร. จนตร.ต้องมีการยิงขู่พร้อมวลี "ใครเข้ามากูยิง"

 

ซึ่งทางฝั่งกลุ่มเพื่อนผู้ตายระบุไม่ได้รับความเป็นธรรม ตร.จงใจยิงให้ตาย ส่วนด้านตร. ระบุเป็นการทำหน้าที่เพราะในรถมีการควบคุมตัวผู้ต้องหา คดียาเสพติด เมื่อถูกยิงมาก็ต้องยิงสวน

 

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ.) ที่วัดลาดบัวขวัญ กลุ่มเพื่อนักศึกษาเทคโนโลยีบางกะปิ พร้อมครอบครัว ร่วมทำพิธี รดน้ำศพและสวดอภิธรรมนายเอกชัย โดยมีกลุ่มเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์และรุ่นพี่ เล่าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่า คนตายเป็นคนยิงก่อนหรือไม่ แต่รู้ว่า ตร.ทำเกินกว่าเหตุเพราะหากรู้ว่าต้องการแค่ยิงขู่ ทำไมต้องยิงถึงขั้นตาย

 

โดยนายโก้ หนึ่งในเพื่อนสนิทผู้ตายเล่าว่า หลังจากกินเลี้ยงรุ่นแล้วทุกคนก็ทยอยกันกลับบ้าน ขี่รถจักรยานยนต์มาเป็นกลุ่ม เพราะป้องกันกลุ่มคู่อริลอบทำร้ายระหว่างทาง พอมาถึงแยกร่มเกล้า ก็เกิดการปาดหน้าไปมากับรถจยย.ที่ขับตามประกบรถกระบะ ที่มารู้ทีหลังว่าเป็นรถตร.ควบคุมตัวผู้ต้องหา

 

จากนั้นก็มีการด่าทอกันไปมา  โดยฝั่งผู้ตายอ้างว่าถูกฝั่ง ตร.ด่าและให้ของลับ โต้เถียงกันไปมากับรถจยย ที่ขับตามตร. ซึ่งเป็นทีมงานของตร.ชุดจับกุม     จนกระทั่ง เกิดการยิงปะทะกัน เรื่องที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือไม่ แต่ลักษณะการยิง ที่ตร.ยิงเพื่อนหลายนัดจนเสียชีวิต ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ หากเพื่อนผิดก็ทำไมไม่ควบคุมตัวไปดำเนินคดี ทำไมต้องยิงให้ตาย และทำไมไม่แสดงตัวว่าเป็นตำรวจ

 

เช่นเดียวกับ พันจ่าอากาศเอกนภัสกร บุญรัตน์ และนางเจียมใจ บุญรัตน์ บิดามารดาของนายเอกชัย พ่อแม่ผู้ตาย ยอมรับว่าลูกชายไม่ได้เป็นคนดี ก็มีเกเรบ้างตามวัย และไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกมีอาวุธปืน แต่อยากถามตร.และคนที่ยิงว่า ทำไมต้องยิงลูกจนตาย และเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร ขอความเป็นธรรมกับลูกชายด้วย ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าลูกชายเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นไม่เป็นความจริง ตอนนี้ครอบครัว อยากได้รับความจริงจากตำรวจชุดจับกุมที่ก่อเหตุมากที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น

 

ทางด้าน พ.ต.อ.ชาญวิทย์ พุ่มโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล3 ชี้แจงว่า ตำรวจไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ ที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องหาออกจากพื้นที่ จากการตรวจสอบข้อมูลของชุดจับกุมทั้งหมด พบว่าไม่มีความขัดแย้งกับกลุ่มของผู้ตายมาก่อน

 

เหตุที่เกิดขึ้น มีการขับรถตามกันมาจำนวน 3 คัน เป็นรถเอสยูวี 1 คัน / กระบะ 2 คัน โดยไม่มีรถตราโล่ของตร. รถคันแรกเป็นรถของหัวหน้าชุด คันที่สองเป็นรถของทีมงานตำรวจ ได้ขับล่วงหน้าไปก่อน และคันสุดท้ายเป็นรถกระบะที่มี ด.ต.วิรัตน์ ชีตารัตน์ เป็นผู้ขับขี่ และมี ด.ต.เอกกวี วงศ์ชนะ ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่กระบะท้าย และมีรถจยย. อาสาประกบมา 3 คัน ผู้เสียชีวิตได้ยิงปืนโต้ตอบกับตำรวจ จึงตัดสินใจยิงสวน จนกระทั่งทราบภายหลังว่ามีผู้เสียชีวิต

 

ต่อมาหัวหน้าชุดจับกุมชายที่ ใส่เสื้อสีแดงตามคลิปที่ปรากฎ ได้ขับรถกลับมาดูที่ท้ายขบวน และเรียกให้พนักงานสอบสวนสน.พื้นที่ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ซึ่งระหว่างนั้นกลุ่มเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้กรูเข้ามาจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเข้าใจว่าชายเสื้อสีแดง ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุมเป็นคนทำร้าย

 

 

โดยในระหว่างที่ชุลมุนกันอยู่นั้น ตำรวจนายดังกล่าวเห็นว่าจะเป็นอันตราย จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าสองนัด และพูดว่า “ใครเข้ามากูยิง” แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้นจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงสวนออกไปเพื่อเปิดทางหนี ซึ่งไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

 

ซึ่งหลังเหตุการณ์สงบลง นายชวลิต ปานขาว อาสาสมัครที่ขับรถ จยย.ตามประกบรถควบคุมผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพ ว่าเป็นคนยิงผู้ตาย โดยอ้างว่า ผู้ตายนั่งซ้อนท้าย รถจยย.ผ่านมา และใช้อาวุธปืนยิง มาที่รถจยย.ของตน และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ตำรวจขับมา จึงได้ใช้อาวุธปืนออโตเมติก ยิงโต้ไปที่ผู้ตาย ทำให้ นายวิฑูรย์ แซ่แต้ อายุ 35 ปี อาสาที่มาพร้อมกับตำรวจ ได้รับบาดเจ็บถูกยิงเข้าที่บริเวณขาซ้าย

 

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนากับ นายชวลิต และด.ต.เอกกวี ซึ่ง ด.ต.เอกกวีได้ให้การปฏิเสธ ยืนยันว่า เหตุที่เกิดขึ้น ปฏิบัติไปตามหน้าที่

 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของนายเอกชัยมีประวัติถูกจับกุมในพื้นที่สน.หัวหมาก เมื่อปี 2558 ในคดีครอบครองอาวุธปืน และคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ปี 2561 หลบหนีการเกณฑ์ทหารในพื้นที่สน.ประเวศ

 

ขณะที่เฟซบุ๊กกลุ่มเพื่อนเทคโนโลยีบางกะปิ หลังจากมีการโพสต์ข้อความ เตรียมจะล้างแค้นเจ้าหน้าที่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทางกลุ่มเพื่อนผู้ตาย ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการล้างแค้น แต่ที่โพสต์ไปเพราะด้วยอารมณ์ที่โกรธแค้นที่มีคนมาทำร้ายน้องจนตาย เพราะพวกเราคือพี่น้อง ย่อมมีความโกรธแค้นเป็นปกติ

 

ส่วนเฟซบุ๊กที่ระบุว่า มีการพูดคุยว่า ฝั่งผู้ตายยิงผิด เพราะเข้าใจว่าเป็นคู่อรินั้น กลุ่มเพื่อนผู้ตายระบุว่า ไม่รู้ว่าข้อความนี้เป็นของใคร ไม่รู้เรื่องจริงหรือเท็จ  เพราะคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใด ผู้ตายถึงต้องยิงก่อน แต่รู้ว่ามีการขับรถ จยย.ก่อกวนกันและมีการด่าทอรุนแรง

 

ส่วนการที่ต้องลุกฮือจะทำร้ายร่างกายตร.นั้น กลุ่มเพื่อนผู้ตายยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนา แต่ได้รับแรงยั่วยุ จากกลุ่มของตร. ที่กล่าวท้าทายว่า  ซึ่งตอนนั้นทุกคนมีอารมณ์โกรธ แต่ตร.ไม่ยอมระงับเหตุกลับพูดจายั่วยุ จนต้องเกิดเหตุการณ์ไปตามคลิป

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rJzwoH4dHqA

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

Top