ค้นหา :

ท้าชนแจ๊คหม่า! JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ของจีนนำทุเรียนไทย 5 แสนลูกขายออนไลน์ เผยแผนตั้งสนง.ใน EEC

วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 | 0 นาที 0 วินาที 7,215

นายวินเซ็นต์ หยาง ซีอีโอบริษัทเจดี เซ็นทรัล คอมเมิร์ช บริษัทลูกในเครือ JD.com บริษัทค้าปลีกสินค้าออนไลน์และออฟไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีนและเป็นคู่แข่งรายสำคัญของกลุ่มอาลีบาบาของนายแจ๊ค หม่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนจีนนิยมสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงเล็งเห็นความสำคัญและพร้อมที่จะช่วยผลักดันสินค้าไทยให้บุกตลาดจีนได้มากขึ้น จึงมีแผนที่จะมาตั้งสำนักงานของ JD.com ในไทย โดยจะตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับบริษัท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่งการเจรจากับรัฐบาลถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ อยู่ ทั้งนี้เชื่อว่าหากดำเนินการได้จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน
 
พร้อมกันนี้ JD.com ยังมีแผนที่จะนำสินค้าไทยไปกระจายในจีนมากขึ้น โดยในวันที่ 18 พ.ค.นี้ จะใช้เว็บไซต์ของ JD.com เปิด Thailand Day เพื่อเปิดขายทุเรียนนำเข้าจากไทย 500,000 ลูก และข้าวหอมมะลิ 20,000 ตัน โดยคาดว่าจะสินค้าจะหมดภายใน 2-3 สัปดาห์อย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน ยังในเร็วๆ นี้ ยังเตรียมที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการจีนได้นำสินค้าอุปโภค และสินค้าเกษตรไปจัดจำหน่ายในเว็บไซต์ของ JD.com ได้อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างผู้ปะกอบการไทยกับ JD.com เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาทในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้ 
 
ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน ระบุว่า เพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยที่เป็นสามชิกกว่า 7,000 ราย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีความสามารถในการแข่งขันและนำสินค้าไปจำหน่ายใน JD.com ได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีจำนวนน้อยมาก ทางหอการค้าฯ จะมีการฝึกอบรมผู้ประกอบการพร้อมนำไปเปิดตลาดที่จีนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังจะจัดตั้ง Thai Pavillage ที่เมืองเซิ่นเจิ้น ประเทศจีน เพื่อจัดแสดงสินค้าไทยให้คนจีนได้รู้จักและต้องการมากขึ้นด้วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2-3 เดือนข้างหน้า 
 
ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่า จีนเป็นประเทศที่สำคัญมากของโลก ซึ่งเมื่อรวมกับการค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ช จะทำให้ไทยได้ประโยชน์มากเมื่อทำการค้าร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันไทยกับจีนมีการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมั่นใจว่าหากมีความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้น จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน เพิ่มขึ้นเป็น 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 2 ปีข้างหน้า
 
อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ JD.com นั้นก่อตั้งโดย “ริชาร์ด หลิว” หรือหลิว เชียงตง ในปี 1988 เริ่มจากการเป็นร้านขายอุปกรณ์ไอทีในย่านจงกวานซุนของปักกิ่ง ก่อนที่จุดพลิกผันจะเกิดขึ้นในปี 2003 ที่เกิดเหตุโรคซาร์สระบาดในเอเชีย ทำให้หลิวตัดสินใจก่อตั้งร้านค้าออนไลน์ jdlaser.com ในปี 2004 และพัฒนาต่อมาเป็น JD.com ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของจีน ที่มีการเปรียบเปรยว่าคือ Amazon.com เวอร์ชั่นจีน เพราะ JD.com มีการลงทุนโครงข่ายโลจิสติกส์จำนวนมหาศาล ทั้งศูนย์กระจายสินค้าในจีนกว่า 6,900 แห่ง และพนักงานส่งสินค้ากว่า 7 หมื่นคน (จากพนักงานราว 120,000 คน) รวมถึงการจัดแพ็กเกจ ตลอดการสต๊อกสินค้าด้วยตัวเอง ทำให้สามารถส่งของด่วนในเขตประเทศจีนได้ ซึ่งลักษณะธุรกิจของ JD.com แตกต่างจากอาลีบาบา ที่เป็นอีคอมเมิร์ซในลักษณะของ Marketplace ที่ให้ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาใช้เป็นช่องทางขายสินค้า
 
และก่อนหน้านี้กลุ่มอาลีบาบาก็เพิ่งเปิดตัว "Thai Rice Flagship Store" บนเว็บไซต์ Tmall.com เพื่อสนับสนุนการขายข้าวไทยทางออนไลน์ในจีน รวมทั้งมีการนำทุเรียนไทยไปจำหน่ายบน Tmall.com และมีการประกาศจะลงทุนในพื้นที่ EEC มาก่อนด้วย
 

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

Top