ค้นหา :

ผลการค้นหา "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"

สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 61

‘บอย สกล’ หอบหลักฐานส่ง ตร. ยืนยัน ไม่เคยโกงเงินรุ่น 8 แสน ปัดปลอมเอกสารอ้างเป็นนิสิตจุฬาฯ

วันนี้ (31 ต.ค.) นายสกล เอี่ยมสะอาด หรือ ‘บอย สกล’ วัยรุ่นชายที่ถูกโลกโซเชียลเปิดโปงว่ามีการแอบอ้างเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยดัง จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในช่วงเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางรัก เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกล่าวหาว่าตนโกงเงินของสโมสรนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพากว่า 8 แสนบาท และการแอบอ้างมหาวิทยาลัยดัง   โดย บอย สกล ระบุว่า วันนี้นำเอกสาร เป็นบทสัมภาษณ์ที่บุคคลดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อ กล่าวอ้างว่าตนยักยอกเงินของสโมสรนิสิตนักศึกมหาวิทยาลัยบูรพากว่า 8 แสนบาท รวมทั้ง บันทึกธุรกรรมทางการเงิน มามอบให้ตำรวจเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ มามอบให้กับพนักงานสอบสวนด้วย พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่กล่าวหาตน ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และพรบ.คอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ว่าตนเองไม่เคยนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว และยอดเงินของชมรมไม่ถึง 8 แสนตามกล่าวอ้าง   ซึ่งเงินก็ถูกใช้ภายใช้ชมรมทั้งหมด แต่ยอมรับว่ารู้จักกับเพื่อนคนดังกล่าวแต่ไม่สนิท และไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมถึงออกมาว่าให้ร้ายกล่าวหาตนส่วนเรื่องกล่าวหาว่า ตนเองแอบอ้างและปลอมแปลงเอกสาร รวมทั้งเข้าเรียน เป็นนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงขณะนี้ ตนเองได้ส่งชี้แจงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ตนเองไม่ได้หนี หากจะให้เข้าไปชี้แจงก็พร้อม ซึ่งสถานะตอนนี้ เป็นนักศึกษา ม.รามคำแหง แต่ก่อนหน้านี้ เคยเรียนที่ ม.บูรพาจริง แต่พ้นสถานะออกมาเมื่อปี 57    ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘บอย สกล’ โผล่เปิดใจยันไม่เคยแอบอ้างเรียน ม.ดัง ปัดโกงเงินรุ่น 8 แสน ถือป้ายงานบอลเพราะเพื่อนชวน  

 3,171
สังคม-อาชญากรรม
19 ต.ค. 61

ทีมวิจัยจุฬาฯค้นพบแอนตี้บอดี้รักษามะเร็ง ตั้งเป้าคนไทยเข้าถึงได้ในราคาหลักหมื่น

หลังจากทางแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการเปิดเผยผลวิจัย antibody รักษาโรคมะเร็งได้จริง โดยการณ์ว่าอีก 4-5 ปี จะเริ่มทดสอบในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง   อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การทำวิจัยดังกล่าวเกิดจาก กรณีที่คุณหมอฮอนโจ จากญี่ปุ่นค้นพบโปรตีน พีดี-1 (PD-1) บนเซลล์เม็ดเลือดขาว ทีเซลล์ (T-cell) และ พีดี-แอล1 (PD-L1) บนเซลล์มะเร็งซึ่งไปจับคู่กันยับยั้งการทำงานของทีเซลล์ หลังจากค้นพบบริษัทยาในอเมริกาและยุโรปจึงมุ่งเป้าหาแอนตี้บอดี้ที่หยุดการทำงานไม่ให้ พีดี-1 กับพีดี-แอล 1 จับคู่กันได้   ถ้า 2 ตัวนี้ไม่สามารถจับคู่กันได้ ทีเซลล์ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะทำงานฆ่าเซลล์ร้ายผิดปกติอย่างได้ผล จึงเรียกกันว่ายาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง หรือยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) ที่เป็นตัวแอนตี้บอดี้เข้าไปช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้เต็มที่ ซึ่งใช้ระบบร่างกายรักษาตัวเอง ไม่ต้องใช้สารเคมีในการทำคีโม หรือฉายรังสีหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ทุกข์ทรมาน เช่น อาการอักเสบที่อวัยวะบางแห่ง ภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง ผมร่วง ใช้ระบบร่างกายรักษาตัวเอง   โดยมีการยืนยันว่าใช้ได้ผลดีมากกับมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ สามารถใช้ยานี้รักษาจนหายจากมะเร็งได้ถึงร้อยละ 30% ในตอนแรก และยาเริ่มได้ผลเรื่อยๆ สามารถช่วยเป็นร้อยละ 40–50% โดยองค์การอาหารและยาของอเมริการับรองแล้วว่าใช้ได้ผลหรือมีประสิทธิภาพสูงกับมะเร็ง 15 ชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหัวและคอ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตับ ฯลฯ แต่ว่าราคาแพงเพราะยาแต่ละตัวบริษัทต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท   ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลของไทยได้สั่งเข้ามาใช้ในราคาหลอดละ 2 แสนบาท และต้องฉีดกระตุ้นทุก 3 อาทิตย์ถ้าได้ผลก็ต้องให้ติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี ภูมิคุ้มกันถึงจะไปกำจัดและควบคุมเซลล์มะเร็งได้ หมายความว่าต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าคนละ 8-10 ล้านบาท                                                                                                                                                                                                               ดังนั้นทางทีมวิจัยศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงกำลังมุ่งมั่นกับการพัฒนา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการค้นพบแอนตี้บอดี้ ที่จะนำไปผลิตยาภูมิต้านทานรักษามะเร็งที่มาจากวิจัยของไทย เพื่อราคาที่ถูกกว่าและคนไทยสามารถจับต้องได้ จึงมีการนำเอาผลการค้นพบดังกล่าวมาทำการวิจัยขยายผลต่อยอด และหลังจากที่ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการศึกษา เมื่อ ก.ย.61   ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ค้นพบแอนตี้บอดี้จากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นหนูทดลองจนได้ตัวยาที่จะสามารถไปจับกับตัวโปรตีน พีดี-1 (PD-1)  และเข้าไปแยกคู่ระหว่าง พีดี-1 (PD-1) กับ พีดีแอล-1 (PDL-1) สามารถทำให้เกิดผลเหล่านั้นได้ในหลอดทดลองเรียบร้อย แต่ยังเป็นยาที่ผลิตขึ้นมาจากเซลล์สัตว์   โดยขั้นต่อไปที่จะต้องทำให้เร็วที่สุดคือการพัฒนาเปลี่ยนแอนตี้บอดี้ที่มาจากหนูให้แบบเซลล์เหมือนมนุษย์ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท เพราะจะต้องทำการร่วมมือกับบริษัทของอเมริกาที่มีผู้เชี่ยวชาญ และค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานหลายสิบปี เพื่อให้ขั้นตอนนี้เดินหน้าให้เร็วที่สุด จึงได้มีการเปิดระดมทุนจากประชาชนเพื่อการวิจัยเกิดขึ้น เพราะหากจะทำเรื่องของบจากรัฐอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อเตรียมการ รวมไปถึงการเบิกจ่ายอาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งจะต้องวางแผนทำเรื่องขอทุนจากรัฐในการวิจัยขั้นต่อไปจากนี้   อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า หากขั้นตอนข้างต้นราบรื่นแล้ว ต่อไปถึงจะนำเข้าสู่การผลิตที่โรงงาน จากนั้นต้องนำยามาทดลองกับสัตว์ ก่อนที่จะนำมาทดสอบกับกลุ่มผู้ป่วยที่จะเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาฯใน 4-5 ปีข้างหน้า และเฝ้าติดตามผลอีก 2-4 ปี ถ้าหากได้ผลดีเทียบเท่ากับยาในต่างประเทศ จึงจะสามารถยื่นองค์การอาหารและยาของประเทศไทยให้ทำการผลิตและแจกจ่าย หรือจำหน่ายให้กับคนทั่วไปได้   ซึ่งตั้งเป้าหมายราคายาที่ผลิตได้เองไว้ที่หลอดละ 2 หมื่นบาท เนื่องจากหากรวมตั้งแต่เริ่มต้นวิจัยจนถึงผลสำเร็จแล้วจะใช้ทุนอยู่ที่ 1,500 - 2,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 7- 8 ปี ถือว่าถูกกว่าต่างประเทศ และในอนาคตเมื่อผลการวิจัยสำเร็จ อาจจะมีการจัดตั้งโมเดลเพื่อช่วยเหลือให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงตัวยาได้ หรือทางรัฐบาลในขณะนั้นอาจจะเข้ามาช่วยแบ่งจ่ายเป็นเปอร์เซ็นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคิดและวางแผนต่อไป   ผู้สนใจบริจาคได้ที่ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ บัญชีออมทรัพย์คณะแพทยศาสตร์ เลขที่บัญชี 408-004443-4 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย อีเมล : CUCancerIEC@gmail.com, เฟซบุ๊กแฟนเพจ “CU Cancer Immunotherapy Fund” ใบเสร็จหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เบอร์ติดต่อ - 086-3768831  097-014-4978 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DzfvmEnf4tE

 17,500
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ก.ย. 61

โซเชียลแฉ 'บอยสกล' มโนเรียนจุฬาฯ-ถือป้ายงานบอล โกงเงินคณะ ม.ดัง เกือบล้าน พ่อขอเวลา 2 วันแล้วจะให้ข้อมูล

โลกโซเชียลผุด #บอยสกล แฉพฤติกรรมหนุ่มอ้างโปรไฟล์ดี วีรกรรมเพียบ สวมรอยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และจุฬาฯ จนได้ถือป้ายงานบอลประเพณี ทั้งที่ไม่ได้มีสถานะเป็นนิสิต   โดยมีพฤติกรรมสร้างโปรไฟล์ให้เป็นที่ยอมรับ ด้วยการเรียนในโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ ว่าจะเป็น โรงเรียนสวนกุหลาบ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาไม่ใช่แค่โกหกธรรมดา แต่ถึงขึ้นใส่ชุดนักเรียนเข้าไปนั่งเรียนด้วยเลย กระทั่งถูกจับได้ก็ต้องล่าถอยไป   ก่อนมาตบตาว่าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ใส่ยูนิฟอร์มของสถาบันถ่ายรูปกับผองเพื่อน เมื่อมีการขอดูบัตรนิสิต ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนมีภาพไปปรากฏว่าได้ถือป้ายงานบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา   นายชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิต จุฬาฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่าผู้ที่ใช้ชื่อว่าบอย สกลเป็นนิสิตของจุฬาฯ ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางจุฬาฯ จัดขึ้นนั้น มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่เปิด   ดังนั้นจึงตรวจสอบได้ยากว่าผู้ที่มาร่วมกิจกรรม เป็นนิสิตของจุฬาฯ จริงหรือไม่ แต่สุดท้ายหลังการทำกิจกรรม จะมีระบบการบันทึกชื่อ ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบระดับหนึ่ง และก็พบว่าบางกิจกรรม มีชื่อของบอยสกล มาร่วมลงทะเบียนด้วย โดยใช้รหัสประจำตัวนิสิตของผู้อื่น ดังนั้นทางจุฬาฯ จึงรวบรวมหลักฐาน จากทางโซเชียลและสอบถามจากนิสิตบางส่วน เพื่อเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับบอยสกล เนื่องจากมีพฤติกรรมหลอกลวง กล่าวอ้างว่าเป็นนิสิต จุฬาฯ ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย   นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวออกมาว่าบอยสกล เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง ย่านบางแสน ชลบุรี เมื่อตรวจสอบไปที่กองกิจการนิสิต กองทะเบียนและประมวลผล ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว พบว่าบอยสกล สอบเข้ามหาวิทยาลัยจริงใน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้เมื่อปี พ.ศ. 2557 หลังจากนั้นเรียนได้ 1 ปี ก็พ้นสภาพเป็นนิสิต เมื่อ พ.ศ.2558 อันเนื่องมาจากเกรดการเรียนไม่ถึง 1.75 ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด   ต่อมาทางผู้สื่อข่าวของเราได้ไปติดตามที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งก็ได้พบกับเพื่อนๆ ของบอยสกล ที่ได้เคยร่วมกิจกรรมกันเมื่อช่วงปี 2557   เพื่อนร่วมรุ่น (ขอสงวนนาม) เป็นเพื่อนที่เคยร่วมกิจกรรมกับบอยสกล เล่าว่า เมื่อปี 2557 ตนเองกับเพื่อนๆก็ถูกนายสกล มาชักชวนหว่านล้อม ให้เข้าร่วมเป็นพรรค เพื่อการเลือกตั้งเป็นคณะทำงานของสโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งนายสกล มีวาทศิลป์ มีหลักการพูดจาหว่านล้อมคนได้ดี รู้จักใช้คน ตนเองหลงเชื่อก็เข้าร่วมพรรค และได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำงานทั้งหมด 13 คนด้วยกัน   งานแรกที่ทำคือจัดกิจกรรมงานวันลอยกระทงในปี 57 จนงานเสร็จ พอมาเครียร์เรื่องการเงิน บอยสกลบอกว่า ค่าใช้จ่ายเกินงบไปประมาณ 2-3 หมื่นบาท พร้อมกับเอาบัญชีมาให้คณะกรรมการดู ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร เราก็มุ่งที่จะช่วยงานกันไป   “การเบิกเงิน การใช้จ่ายเงินของบอยสกล เขาจะเบิกได้แค่ 3 คนด้วยกัน แต่ไม่มีใบเสร็จ หรือสลิปการเบิกเงิน มีแต่ใบรายงานค่าใช้จ่ายอย่างเดียว ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้ติดใจอะไร จนมาทราบว่า เมื่อปี 2558 บอยสกลสอบติดที่จุฬาฯ พวกเพื่อนๆก็ดีใจกับบอยสกล ยังมาร่วมแสดงความดีใจ ร่วมกันบลูมให้บอยสกล ซึ่งทุกคนก็ไม่ทราบว่า บอยสกลพ้นสภาพจากนิสิต มารู้เอาภายหลัง พร้อมกับเงินของสโมรสรนิสิต หายไปเกือบ 7 แสนบาท ซึ่งหลักฐานก็ไม่มีอะไรที่จะไปเอาความผิดได้ และเรื่องก็ผ่านไปนานหลายปี" อดีตเพื่อนร่วมคณะกล่าว   ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามรุ่นน้องปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ของบอยสกลเล่าว่า เริ่มแรกบอยสกล ได้มาติดต่อให้ร่วมกิจกรรม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นฝ่ายเหริญญิก แต่ตนเองไม่ถนัดเกี่ยวกับเรื่องเงิน จึงไม่ได้เข้าร่วมงานด้วย ซึ่งช่วงที่พี่เขาเป็นประธานสโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีการเก็บเงินรุ่นน้องค่ากิจกรรม และเงินรุ่น รุ่นน้องคนละ 1,700 บาท รุ่นน้องมี 500 คน ก็ตกประมาณ 850,000 บาท ส่วนรุ่นพี่คนละ 1,500 บาท บอยสกลก็จะมีอำนาจสูงสุดในการใช้จ่ายเงินของสโมสร ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเขาเอาไปใช้จ่ายอะไรบ้าง พอปี 58 ก็ทราบว่าพี่เขาสอบติดที่จุฬา ก็หายตัวไปเลย   ล่าสุด วานนี้ (11 ก.ย.) คุณพ่อของบอย สกล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ เพียงสั้นๆ ผ่านโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ทางครอบครัวทราบเรื่องแล้ว แต่ยังไม่ขอชี้แจงอะไรในตอนนี้ขอเวลา 2 วัน แล้วจะออกมาให้ข้อมูล ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/urOBf7Qy9fE

 47,171
สังคม-อาชญากรรม
23 ส.ค. 61

ผู้บริหารจุฬาฯ สั่งสอบ อ.คุกคามทางเพศนิสิตหญิง สั่งให้หยุดสอนทันที

จากกรณีในสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็น อาจารย์วิชาแบดมินตันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีพฤติกรรมส่อไปในทางคุกคามทางเพศนักศึกษาหญิงนั้น   ล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แจ้งความคืบหน้าว่าตามที่ได้มีการนำเสนอและส่งต่อข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อกระแสหลักนำไปรายงานต่อ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2561 เรื่องอาจารย์ผู้สอน (โครงการพิเศษ) ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางคุกคามทางเพศนิสิตหญิงนั้น   ทางผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มนิสิตที่ไม่พอใจ ผ่านฝ่ายกิจการนิสิตเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้น โดยระหว่างนี้ได้มีคำสั่งด่วนให้อาจารย์ผู้สอนคนดังกล่าวหยุดการสอนทันที หากทราบผลการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน   ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนิสิตในทุกๆ ด้าน และจะมีการพิจารณาใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอาจารย์ผู้สอนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อไป   นอกจากนี้ หากนิสิตคนใดได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอาจารย์ผู้สอนในกรณีเดียวกัน หรือกรณีอื่นใด ทางมหาวิทยาลัยขอสนับสนุนให้นิสิตติดต่อสำนักบริหารกิจการนิสิตเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ที่ โทร. 0 2218 7052   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 22  สิงหาคม  2561 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pSJglXND1VI

 2,570
ข่าวประชาสัมพันธ์
13 ก.ค. 61

จุฬาฯ จับมือ gc ลงนามความร่วมมือ สนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพ biopbstm มุ่งสู่การจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนในรั้วจุฬาฯ

จุฬาฯ จับมือ GC ลงนามความร่วมมือ สนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพ BioPBSTM มุ่งสู่การจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนในรั้วจุฬาฯ               วันนี้ (10 กรกฎาคม 2561) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC สนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ขับเคลื่อนการบริหารจัดการขยะพลาสติกในรั้วจุฬาฯ อย่างครบวงจร   ตอกย้ำการเป็นองค์กรต้นแบบการจัดการขยะของประเทศ                 ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ  ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอยและขยะอันตรายในพื้นที่จุฬาฯ เนื่องด้วยมีจำนวนนิสิตและบุคลากร กว่า 40,000 คน จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอันตรายอย่างยั่งยืน หรือ โครงการ Chula Zero Waste เพื่อดำเนินการลดปริมาณการเกิดขยะ  การคัดแยกขยะ และการสร้างจิตสำนึกและวินัยให้กับนิสิตและบุคลากร โดยจุฬาฯ ได้ร่วมมือกับ GC ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยนำพลาสติกชีวภาพนวัตกรรมใหม่หรือ BioPBSTM เช่น แก้ว  Zero-Waste Cup ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายได้100% มาใช้ในจุฬาฯ โดยในปี 2561 มีเป้าหมายเริ่มต้นใช้ในโรงอาหารทั้งหมด 17 แห่ง ซึ่งทำให้สามารถลดการใช้แก้วพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งได้กว่า 170,000 ชิ้นต่อเดือน หรือ 2 ล้านใบต่อปี จุฬาฯ ได้สร้างระบบการจัดการแก้ว Zero-Waste Cup อย่างครบวงจร โดยการคัดแยก แก้ว Zero-Waste Cup ที่ใช้งานแล้ว นำไปฝังกลบในสภาวะปุ๋ยหมักให้เกิดการย่อยสลาย เพื่อนำไปใช้เป็นสารปรับปรุงดิน นับเป็นการบริหารจัดการขยะแบบ Closed-Loop Bioplastic Management ที่แรกในประเทศไทย                 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า ในฐานะผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติกในประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและตระหนักในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมและการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด โดยได้พัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ โดยนำพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด มาเป็นวัตถุดิบในการผลิต BioPBSTM ใช้ทดแทนพลาสติกทั่วไปในบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ โดยประสิทธิภาพในการใช้งานทัดเทียมพลาสติกทั่วไป แต่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น การใช้ BioPBSTM มาเคลือบกระดาษและผลิตเป็นแก้ว ซึ่งจะทำให้แก้วกระดาษทั้งใบสามารถย่อยสลายได้ทุกส่วน และยังคงคุณสมบัติการใช้งานกับเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นได้ตามปกติ การย่อยสลายตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้ในสภาวะปุ๋ยหมัก โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงหมักอุตสาหกรรมแต่อย่างใด                    ความร่วมมือในโครงการ นี้ GC สนับสนุนจุฬาฯ ในการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม Zero-Waste Cup ซึ่งผลิตจากกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ BioPBSTM ที่สามารถย่อยสลายในสภาวะปุ๋ยหมักภายใน 180 วัน นอกจากนี้ GC ยังร่วมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับชาวจุฬาฯ และชุมชนรอบข้างเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะพลาสติก โดยเริ่มจากการคัดแยก การจัดเก็บ การรีไซเคิล และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน  

 890
การเมืองเข้มข้น
10 เม.ย. 61

นายกฯปาฐกถาจุฬาฯ นิสิตชูป้ายประชดรัก 'ลุงตู่' เผด็จการ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มาแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน”   โดยได้กล่าวบางช่วงสำคัญว่า ตนไม่ได้มีความสมบูรณ์พร้อมมาตั้งแต่เด็ก แต่ตั้งความหวังไว้ว่าอยากเป็นอะไรตั้งแต่ตอนนั้น และตนไม่เคยเปลี่ยนใจที่จะรับราชการทหาร แต่ไม่มีความตั้งใจเป็นนายกฯ ทหารเพื่อให้ได้ยศนายพลและเกษียณไป แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทำให้ตนต้องมายืนตรงนี้ มาพูดให้นิสิตฟัง   ดังนั้นขอนักศึกษาตั้งมั่นเพื่อเป็นคนดีและคิดว่าจะทำงานอะไรจะเป็นอะไร ซึ่งหลายคนมีความตั้งใจเป็นทหาร ตำรวจ พยาบาล หมอ เป็นครู ท้ายที่สุดอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ฉะนั้นเราต้องมีความมุ่งมั่นและความเพียรพยายามตั้งแต่เด็กจนโต 19-20 ปี ถึงจะจบ รัฐบาลนี้จึงมีความมุ่งมั่นและเตรียมความพร้อมให้ตั้งแต่วันเรียน   พร้อมยอมรับว่า ขณะนี้ยังข้าราชการทุจริตมีอยู่ส่วนนึง แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกจิตใจของคน ยืนยันว่าตนเร่งแก้ทุจริตให้ได้โดยเร็ว ซึ่งการเขียนกฎหมายออกมาเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรม แต่กฎหมายจราจรก็ยังบังคับไม่ได้เลยเพราะอยู่ใจคน โดยกฎหมายนั้นไม่ได้บังคับใคร แต่กฎหมายเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลไม่กฎหมายเพื่อเพิ่มภาระแต่ต้องอำนวยความสะดวก ขออย่านำรัฐธรรมนูญนำมาทะเลาะกัน ทั้งนี้ ตลอดช่วงปาฐกถาพิเศษนายกรัฐมนตรีอารมณ์ดีและกล่าวหยอกล้อนิสิตนักศึกษาตลอดเวลา และยังทำสัญลักษณ์มือบอกรักผู้เข้าร่วมฟังปาฐกถาทุกคนหลังเสร็จปาฐกถาพิเศษด้วย   นอกจากนี้ได้กล่าวถึงกรณีการเลื่อนพบนักการเมืองว่า ตนยังไม่ได้คิดตรงนั้นเลย ยังไม่มี จึงขออย่าสนใจมาก พบเมื่อใดก็เมื่อนั้นหากมีความพร้อม เพราะจะพบเร็วหรือช้า ก็ต้องพบกันอยู่ดี และจะต้องพบก่อนจะมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจประกาศสนับสนุนนายกรัฐมนตรีนั้น พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ขอขอบคุณ ส่วนตัวยังไม่ทราบว่าจะตอบรับหรือไม่และจะต้องพิจารณาด้วยกัน   ทั้งนี้ ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ มีนักศึกษา 3 คนมาชูป้าย “ชาวจุฬาฯ รักลุงตู่ (เผด็จการ)” โดยขีดกากบาทที่คำว่าลุงตู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีได้เข้ามากีดกันนักศึกษากลุ่มดังกล่าวและฉีกป้ายข้อความ   ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นและระบุกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่า ปล่อยเขาไปเถอะ อย่าทำร้ายเขาเลย หากเขาไม่เข้าใจก็ปล่อยไป พร้อมกล่าวย้ำว่า ปล่อยเขาเถอะ ปล่อยเขาไป ไปเถอะนะคนเก่ง เยี่ยม เก่งมาก หากประเทศเสียหายก็ออกมาด้วยนะ ก่อนเดินขึ้นรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ch4FDUC7KT0    

 3,606
การเมืองเข้มข้น
09 เม.ย. 61

"ประยุทธ์" ปาฐกถาที่จุฬาฯ ระบุอยากรับราชการทหารแต่ไม่เคยคิดเป็นนายกฯ "เนติวิทย์" โผล่ร่วมฟังด้วย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มาแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงนายกรัฐมนตรีได้วางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ก่อนกล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า ระยะเปลี่ยนผ่านนั้นเป็นระยะที่สำคัญ ส่วนจะดีหรือไม่ดีไม่ทราบได้ แต่ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกกิจกรรมเพื่อลดความขัดแย้ง และสิ่งอื่นๆต้องคลี่คลายให้ดีกว่าเดิม ซึ่งวิสัยทัศน์ที่สำคัญจะต้องมองไปข้างหน้าและอย่ามองอดีตอย่างเดียว ส่วนอดีตคือการเรียนรู้และความภาคภูมิใจ หากอดีตไม่ดีต้องอย่าทำอีก เพราะวันนี้คือประวัติศาสตร์ในอนาคต และต้องเตรียมการณ์สอดคล้องกับสถานการณ์วันหน้า    พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องวางกรอบหลักการให้ประเทศทุกๆ 5 ปี ยอมรับว่ามีคนส่วนหนึ่งไม่ต้องการยุทธศาสตร์ชาติ แต่หากไม่มียุทธศาสตร์ชาติประเทศจะเดินหน้าไปไม่ได้ ยืนยันยุทธศาสตร์ชาติสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากมีเหตุผลเพียงพอ และย้ำว่าไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ 20 ปีตามยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมกับหยอกล้อกับนิสิตว่า จะออกข้อสอบในวิชาเบล็ดเตล็ดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้กับนิสิตได้ทำข้อสอบด้วย ดังนั้น ต้องมีเรือธงสำคัญ ให้กับทั้ง 2 ฝ่ายนอกเหนือจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตามหลักประชาธิปไตย เพื่อผ่านคลื่นลมอุปสรรคอีกเยอะแยะ และต้องเป็นเรือธงที่พาเรืออื่นๆไปพร้อมกัน ส่วนนโยบายพรรคก็ว่ากันไป และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง ส่วนเรื่องการเลือกตั้งนั้นเชื่อว่าต่อไปอาจจะดีขึ้นได้ แต่ขออย่ามาโทษตนในเรื่องนี้   พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องผลิตคนตรงความต้องการของประเทศ ซึ่งตนไม่ได้ร่ำรวยตั้งแต่เด็ก แต่มีความตั้งใจที่จะรับราชการทหารเพื่อให้ได้ยศนายพลและเกษียณลงตามขั้นตอนเท่านั้น และไม่ได้มีความตั้งใจเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทำให้ตนต้องมายืนตรงนี้ ดังนั้น ขอให้นิสิตตั้งมั่นเพื่อเป็นคนดีและคิดว่าจะทำงานในด้านใด ซึ่งหลายคนมีความตั้งใจเป็นทหาร หมอ และครู จึงขอให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นและความเพียรพยายามตั้งแต่เด็กจนโต พร้อมยอมรับว่า ขณะนี้ยังข้าราชการทุจริตมีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกจิตใจของคน ยืนยันว่าตนเร่งแก้ทุจริตให้ได้โดยเร็ว ซึ่งการเขียนกฎหมายออกมาเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรม แต่กฎหมายจราจรก็ยังบังคับไม่ได้เลยเพราะอยู่ที่ใจคน โดยกฎหมายนั้นไม่ได้บังคับใคร แต่กฎหมายเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลไม่กฎหมายเพื่อเพิ่มภาระแต่ต้องอำนวยความสะดวก ขออย่านำรัฐธรรมนูญนำมาทะเลาะกัน ทั้งนี้ ตลอดช่วงปาฐกถาพิเศษนายกรัฐมนตรีอารมณ์ดีและกล่าวหยอกล้อนิสิตนิสิตตลอดเวลา และยังทำสัญลักษณ์มือบอกรักผู้เข้าร่วมฟังปาฐกถาทุกคนหลังเสร็จปาฐกถาพิเศษด้วย   ทั้งนี้ มีเหล่านิสิตมาเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก โดยก่อนเริ่มงาน บรรดานิสิตของจุฬาฯ ซึ่งเป็นนิสิตที่พักหอพักของมหาวิทยาลัยได้ทยอยกันมาลงทะเบียน เพื่อร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องใช้บัตรนิสิตของตัวเองไปแลกคิวอาร์โค้ดกับเจ้าหน้าที่เพื่อสแกนในช่วงขาเข้า และเมื่อเข้ามายังบริเวณหน้าห้องประชุม ก็จะต้องสแกนนิ้วมือเพื่อแสดงตนอีกครั้ง พร้อมกับโชว์คิวอาร์โค้ดรับคะแนนกิจกรรม ซึ่งปรากฎภาพของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนักกิจกรรมด้านการเมืองเข้าร่วมรับฟังการบรรยายครั้งนี้ด้วย อนึ่ง มีมาตรการด้านความปลอดภัยคือผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องผ่านเครื่องสแกนวัตถุระเบิดและวัตถุต้องสงสัยตรวจค้นอย่างละเอียด ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดของนายกรัฐมนตรี

 5,044
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.พ. 61

แนะปัญหาละเมิดทางเพศครู-ศิษย์ ต้องไม่ทำให้เด็กปิดปาก-สื่อต้องเสนอรอบด้าน-กระบวนการยุติธรรมต้องระวัง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 10” ในหัวข้อ “ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมาภิบาลกับเรื่องเพศในโรงเรียนไทย” โดยเป็นเวทีอภิปรายทางวิชาการถึงประเด็นความสัมพันธ์อันเป็นปัญหาระหว่างครูกับศิษย์ในโรงเรียน ที่ปรากฎเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง     ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำการศึกษาเรื่องความรุนแรงและสิทธิเด็กในโรงเรียน ระบุว่า โรงเรียนคือสังคมจำลอง ดังนั้นภาพของความสัมพันธ์ระหว่างครู ศิษย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น บางครั้งพื้นที่ข่าวก็เงียบหายไปเพราะมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจกว่า หรือการสอบสวนที่เป็นแบบข้าราชการสอบกันเอง   เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในโรงเรียนมีหลายระดับ เช่น นักเรียนชายแซวครูผู้หญิง หรือนักเรียนกลุ่ม LGBT ที่ถูกกระทำจากนักเรียนกลุ่มอื่น หรือการนัดพบกันในมุมลับ หรือบนพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ออนไลน์ระหว่างผู้ที่มีความสัมพันธ์กัน มีงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่าเด็กนักเรียนชายหนึ่งในหก และเด็กหญิงหนึ่งในสี่ล้วนผ่านการล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน โดยเฉพาะเด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มที่จะเงียบเสียงมากกว่าด้วยความคาดหวังของสังคมที่คาดหวังว่าผู้ชายจะไม่เสียหาย   ขณะที่พื้นที่สื่อก็นำเสนอภาพของแม่ของเด็กผู้เสียหายชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงโทษจากสังคมซ้ำ คือการซุบซิบนินทา ทำให้ผู้เสียหายเริ่มเงียบเสียง และอาจเกิดการช่วยเหลือกันระหว่างผู้อำนวยการและครู ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและเงียบหายไป เพื่อรอเหตุปะทุซ้ำอีกครั้ง นำไปสู่การตั้งคำถามว่าโรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่   ดังนั้น เรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับการสอบสวนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนค่านิยมให้ผู้ใหญ่และเด็กเป็นเพื่อนที่เคารพกัน และการทำให้เสียงของเด็ก ซึ่งเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในโรงเรียนได้รับการรับฟัง และทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่รับฟังเด็กมากขึ้น เพื่อทำให้เสียงของเด็กไม่เงียบ และจะเตรียมพร้อมอย่างไรให้เด็กรู้จักสิทธิเหนือร่างกายของตนเอง การอยู่ร่วมกับเพื่อนและผู้ใหญ่ รวมถึงทักษะชีวิตด้านการต่อรองและส่งเสียงเมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้จะต้องตั้งคำถามว่า จะป้องกันเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เช่น เด็กกลุ่มเสี่ยง เปราะบาง เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จะมีกลไกให้เขารับมืออย่างไร หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะดูแลเด็กอย่างไร ส่วนครูเองต้องมองบทบาทตัวเองให้ไกลกว่าวิชาที่ตัวเองสอน เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิด หรือแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ครูต้องรู้ว่าจะปกป้องเด็กอย่างไร หรือรู้ว่าจะทำงานอย่างไรกับนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนมีหน้าที่ถักทอตาข่ายทางสังคมให้เกิดการแก้ปัญหา เช่น การหากลุ่มเพื่อนที่รับฟัง การมีครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญ และการมีเครือข่ายผู้ปกครองที่จะช่วยกันดูแลปัญหาเหล่านี้ สุดท้าย ครูต้องคิดว่าตนเองเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ต้องทำให้คนเห็นสิทธิของตน วิธีการเจรจาต่อรองและปฏิเสธ   ขณะเดียวกันก็ต้องมีการส่งเสริมสุขภาวะทางเพศในโรงเรียน ต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางเพศ เช่น ให้ชายเคารพหญิง ให้หญิงรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ ไม่ทำให้เด็กกลายเป็นวัตถุทางเพศ และเรื่องนี้ก็จะขยายไปถึงการทำสื่อ ซึ่งภาพที่นำเสนอผ่านสื่อ ผ่านละคร ผ่านโฆษณา สังคมก็จะต้องมีการตอบสนองเมื่อมีประเด็นเปราะบางด้วย   นางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าว ระบุถึงการนำเสนอข่าวของสื่อว่า โจทย์ใหญ่ของสื่อคือการเจอกับสถานการณ์รายวันที่มีเรื่องมากมาย จะรับมืออย่างไรกับเรื่องที่ต้องเจาะลึก อธิบายให้รอบด้าน รวมถึงการอธิบายให้ไม่ลำเอียง ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในโรงเรียนเหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากการหลุดออกมาของแชตไลน์ แม้ว่าในการนำเสนอข่าวจะมีการเบลอหน้าผู้เสียหาย แต่ก็ต้องระวังเพราะพัฒนาการของเรื่องไปไกลมาก จนนำไปสู่การเจาะถึงพฤติกรรมของเด็กหญิง และอาจจะละเลยเรื่องอำนาจไป เพราะผู้อำนวยการเป็นผู้ชาย เป็นผู้บริหารโรงเรียน คุณวุฒิ ฐานะต่างๆ ย่อมมีอำนาจเหนือเด็กหญิง ซึ่งเป็นแค่เด็กสาวที่มีความน่ารักความเอ็นดู เด็กแทบไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อมีผู้ใหญ่เข้ามาทำความสนิทสนม ดังนั้นการนำเสนอของสื่อต้องระวังความละเอียดอ่อน จะนำเสนออย่างไรเพื่อไม่ให้ผลิตซ้ำทัศนคติเดิมๆ ว่าเด็กผู้หญิงอาจจะให้ท่ากับฝ่ายชาย ต้องคำนึงว่าผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือเด็กในทุกกรณี   นางสาวณัฏฐายังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีสถานบริการวิกตอเรีย ซีเคร็ท ซึ่งสื่อมักนำเสนอเน้นไปที่ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อ ซึ่งการนำเสนอที่ขาดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็เหมือนสื่อผลิตซ้ำ ข่มขืนซ้ำ กระทำความรุนแรงต่อผู้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ หากสื่อมีเวลาทำงานมากขึ้น ก็อาจทำให้เห็นความจริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ ดังนั้นต้องกลับมาที่ผู้ผลิตสื่อ ที่พอจะเป็นไปได้คือการปรับทัศนคติของสื่อทุกคนทุกหน้าที่ในกระบวนการผลิต ถ้ากองบรรณาธิการเห็นความสำคัญของการผลิตข่าวที่ไม่ผลิตซ้ำ ไม่ลำเอียง ไม่พวกมากลากไป หรือไม่ยึดเรตติ้งเป็นหลัก ก็อาจทำให้เราได้กลับมาตั้งคำถามว่าเราจะทำแบบเดิมจริงหรือ แล้วเราจะปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอได้อย่างไร เราจะมีส่วนเปิดองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปสู่การเคารพบุคคลในข่าว การเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร   ด้าน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ระบุถึงแง่มุมทางกฎหมายว่า เรื่องนี้เป็นตัณหาของมนุษย์ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสังคม เป็นปัญหาทางกฎหมายและปัญหาที่นำกฎหมายไปใช้บังคับไม่ได้ โดยฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศในโรงเรียนก็เช่น ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดฐานกระทำชำเรา การกระทำอนาจาร การพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจาร กฎหมายมีความรุนแรงแต่ละระดับต่างกันไป ซึ่งเมื่อทำกับเด็กอายุไม่เกิน 13 หรือ 15 ปี โทษก็จะหนักขึ้น นอกจากนี้กฎหมายไทยยังคุ้มครองการกระทำชำเราต่อผู้สืบสันดาน ผู้อยู่ในอนุบาล และศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ซึ่งต้องรับโทษเพิ่ม 1 ใน 3 และเป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความได้   อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายมีพร้อม แต่การดำเนินคดีกลับยากมาก เพราะผู้เสียหายอาย หรือกังวลกับการมองของสังคม การปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ ความยากตรงนี้ไม่ใช่แค่กรณีที่เด็กเป็นผู้เสียหาย แต่รวมถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย นอกจากนี้การพิสูจน์ความผิดก็ยาก เพราะเรื่องเกิดในที่รโหฐาน หาพยานหลักฐานยาก กระบวนการที่เกิดขึ้นก็ยาก เช่น การหาทนายต่างๆ นอกจากนี้ยังพบกับศาลที่น่ากลัวที่สุดคือศาลสังคมออนไลน์ เพราะเมื่อนำเสนอไป เขาก็ถูกเปิดเผยตัวเองและถูกข่มขืนซ้ำโดยสังคม สื่ออาจจะต้องช่วยกันปรับทัศนคติทางสังคม รวมถึงภาพของละครที่นำเสนอการข่มขืนก็มีผลต่อความเชื่อของสังคมด้วย   ผศ.ดร.ปารีณายังระบุว่า อีกประการหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดกันคือการปกป้องผู้เสียหายระหว่างการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม ทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเห็นใจ ทำอย่างไรเราถึงมีแนวปฏิบัติชัดเจน เช่น เจ้าหน้าที่จะสอบสวนอย่างไร หรือโรงพยาบาลจะตรวจอย่างไรไม่ให้ต้องสอบสวนหรือตรวจซ้ำๆ จนกลายเป็นการทำให้รู้สึกเหมือนถูกข่มขืนซ้ำ แม้ตามกระบวนการทางกฎหมายจะดีเพราะระบุให้มีการสอบสวนโดยสหวิชาชีพ แต่บุคลากรที่พร้อมมีมากเพียงใด มีระยะเวลาให้เขาได้ลงไปทำงานตั้งแต่คดีเริ่มต้นมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้การทำให้เกิดดุลยภาพในการรายงานข่าวของสื่อกับความคุ้มครองเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงไม่มีมาตรการลงโทษสื่อที่ละเมิดแนวปฏิบัติด้วย   นอกจากนี้ยังต้องตั้งคำถามไปถึงการฟื้นฟูเยียวยาว่าจะเป็นอย่างไร เหยื่อจะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างไร หากเขาอายและไม่กล้ากลับมาจะส่งต่อไปยังสถานศึกษาแห่งอื่นได้หรือไม่ ซึ่งในต่างประเทศ ยังมีระบบขึ้นทะเบียนผู้กระทำความผิดทางเพศทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในโรงเรียนได้ ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาได้อีกทางหนึ่งด้วย   ปิดท้ายที่นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้จัดการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ที่ระบุว่า เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็จะพบว่าปัญหาเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วก็เงียบไป สะท้อนว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยแน่นอน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ที่อาจทำให้เรางง หรือไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะมีสัมพันธ์ทางเพศได้, การขาดนโยบายชัดเจนจากกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการปัญหา ขาดแนวปฏิบัติเรื่องการร้องเรียนที่ชัดเจน ซึ่งหากมีเรื่องก็ต้องไปหาสื่อ หรือมูลนิธิที่จะมีสัมพันธ์กับสื่อ ตลอดจนการขาดความรู้ ความเข้าใจของทั้งนักเรียนและครูในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ   ทั้งนี้ ตนมองว่าการทำโรงเรียนให้ปลอดภัย ไม่มีความรุนแรง จะต้องทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องในระบบโรงเรียนให้ได้ จะต้องให้โรงเรียนมีความฉลาดรู้ทางเพศ ซึ่งไม่ใช่แค่ป้องกันปัญหา แต่ทำให้เด็กมีชีวิตทางเพศที่มีความสุขด้วย โดยต้องมีการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่จะเอื้อต่อการไม่ล้อกันในโรงเรียน และเป็นโรงเรียนที่คุ้มครองดูแลในเรื่องเพศ ตัวอย่างเช่น มีการตั้งกล่องรับความเห็นและคำถามที่อยากรู้ให้เด็กมาฝากความเห็นหรือคำถามเอาไว้ นอกจากนี้ ควรจะมีครูที่จะรับฟังเด็ก ไม่ตัดสิน เป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนกับเด็กได้ และโรงเรียนต้องดึงเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชนเข้ามาช่วยด้วย ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน   นางสาวจิตติมายังระบุว่า สังคมต้องไม่ยอมรับต่อความรุนแรงทางเพศ และกระทรวงศึกษาธิการต้องมีความกล้าหาญทางนโยบายที่จะปล่อยมือจากการสั่งการ แล้วให้อำนาจกับโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการได้เองโดยมีกระทรวงเป็นผู้สนับสนุน รวมถึงต้องมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้สุขภาวะทางเพศในโรงเรียน ได้แก่ การสร้างความเท่าทัน เท่าทันตัวเอง เท่าทันสังคมว่าแม้ตนจะมีสิทธิแต่งกายอย่างไรก็ได้ แต่เราอยู่ในสังคมที่ไม่เคารพเนื้อตัวกัน จะทำอย่างไร และเท่าทันความสัมพันธ์ว่าอะไรคือการเอาเปรียบ และมีทักษะในการขอความช่วยเหลือสำหรับเด็ก ทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้เป็นจริง   นางสาวจิตติมาสรุปว่า ปราการที่สำคัญที่สุดที่ขัดขวางการแก้ปัญหาคือทัศนคติที่ตัดสินผู้ที่ประสบปัญหา เพราะจะทำให้เด็กเลือกที่จะปิดปากเงียบ ซึ่งพ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก พ่อแม่จะอยู่กับลูกเสมอ   (ภาพจาก Facebook : Chulalongkorn University)     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bIDNouqwGe4    

 3,521
การเมืองเข้มข้น
05 ก.พ. 61

'เรืองไกร' จี้ คสช.เอาผิด นศ.จัดงานบอลประเพณี ชุมนุมเกิน 5 คน อาจารย์ มธ.ยันไม่มีเจตนาทางการเมือง

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าววิจารณ์งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะทำหุ่นและแปรอักษรล้อทางการเมืองด้วย   จึงน่าจะเข้าข่ายเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองในที่ใดๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป   ดังนั้น เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องไปดำเนินคดีด้วยเช่นกัน โดยจะส่งหนังสือไปทางไปรษณีย์ EMS ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้นายกฯ สั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติกับบุคคลใดๆ   ขณะที่นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อ.คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์  เป็นการจัดกิจกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้แสดงออกถึงความคิดทางการเมือง และสังคม ไม่ได้มีเจตนาเป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมืองแต่อย่างใด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/09XAiL4JHHE    

 106,531
การเมืองเข้มข้น
03 ก.พ. 61

จับตา! ขบวนพาเหรดล้อการเมืองงานบอล จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ คสช.ยันไม่ได้ห้ามล้อปมนาฬิกา

บรรยากาศที่บริเวณสนามศุภชลาศัย (สนามกีฬาแห่งชาติ) สถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรามศาสตร์ ครั้งที่ 72 ล่าสุดหุ่นล้อการเมืองทั้ง 5 ตัวได้เดินทางมาถึงแล้ว ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย สำหรับขบวนหุ่นล้อการเมืองจะเริ่มเดินในช่วง 14.00 น.เป็นต้นไป     ขณะที่ พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ออกมาชี้แจงกระแสข่าวที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จะเข้าตรวจหุ่นล้อการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำงานฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 ว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบพูดคุยในทุกๆปี เพื่อดูแลพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าไม่แตกต่างจากเดิม และเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับการจัดงานอื่นๆ ที่มีกิจกรรมการแสดงออกต่างๆในทุกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยและขอความร่วมมือให้นำเสนอในมุมมองที่สร้างสรรค์    พร้อมขอให้ระมัดระวังในการแสดงออกเพราะเรื่องบางเรื่องนั้น อาจจะกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสิ่งที่แสดงออกอาจขยายผลนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคม โดยในทุกๆปีก็จะได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาเป็นอย่างดี  ทั้งนี้โฆษกคสช. ยืนยันว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมาตรการการบังคับแต่เป็นเพียงขอความร่วมมือเท่านั้น   ด้าน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้สั่งห้ามใดๆ เป็นเพียงการไปดูแลอำนวยความสงบ รักษาความปลอดภัยเพื่อให้งานจัดไปได้อย่างราบรื่น โดยจะดูเรื่องความปลอดภัย นำเครื่องสแกนวัตถุระเบิด และวัตถุต้องสงสัยมาตั้งไว้ก่อนเดินเข้าพื้นที่อัฒจันทร์ ในสนาม ศุภชลาศัย ซึ่งเรารู้ว่าทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดขบวนพาเหรดล้อการเมือง ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมีขบวนล้อเลียนปัญหาสังคม จึงไม่ใช่เรื่องตื่นตระหนกอย่างใด เพราะคณะกรรมการจัดงานได้มีการตรวจสอบเรื่องหุ่นล้อการเมืองอยู่แล้ว และมีวิจารณญาณในการวิเคราะห์ก่อนที่จะนำออกมาเดินขบวนพาเหรด ยืนยันไม่ได้สั่งห้ามอะไร แต่ขอให้มีความเหมาะสม ดังนั้นขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการห้าม เพราะรู้อยู่ว่าจะมีขบวนพาเหรดล้อการเมือง และสังคมทุกปี ทางเจ้าหน้าที่เพียงดูแลในเรื่องการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้งานนั้นผ่านไปได้ด้วยความราบรื่น   ขณะที่ศาสตราจารย์แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจุดยืนและเสรีภาพทางวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ได้มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษา กรณีมีข่าวในบางสื่อระบุว่าฝ่ายความมั่นคงได้หารือ กับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้นักศึกษาไม่ล้อการเมืองในบางประเด็นและไม่ทำหุ่นล้อผู้นำนั้น จึงไม่เป็นความจริง    โดยข้อเท็จจริงที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของชาวธรรมศาสตร์ คือการจัดแสดงในขบวนล้อการเมือง การจัดทำหุ่นในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 คือการเคารพในคุณค่าของเสรีภาพทางวิชาการและสปิริตแห่งธรรมศาสตร์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน และย้ำว่ากิจกรรมจะอยู่บนข้อตกลงอันสำคัญ คือไม่ปิดกั้นความเห็นและกระตุ้นเตือนให้สังคมเห็นปัญหาของสังคมและขบคิดร่วมกัน โดยจะอยู่ในขอบเขตของกฏหมาย สิทธิเสรีภาพการแสดงออกภายใต้รัฐธรรมนูญ   ที่สำคัญตราบใดที่พลังหนุ่มสาวและเยาวชนยังอยู่ในกฎหมาย การจัดแสดงต่างๆย่อมได้รับการคุ้มครองด้วยถือประโยชน์แห่งสาธารณะ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติ เป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่เราชาวธรรมศาสตร์เชื่อมั่นและยึดถือสูงสุด               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/1xq0jO9wmUk

 4,776
เรื่องเล่าฯสเปเชียล
02 ก.พ. 61

เช็คความพร้อมทีมเชียร์ 'จุฬา-ธรรมศาสตร์' ก่อนจัดเต็มฟุตบอลประเพณี พรุ่งนี้!

Behind The Scenes วันนี้พามาล้วงลึกถึงความพร้อมของเหล่านักศึกษา 2 สถาบัน จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ที่ยกเชียร์ลีดเดอร์ กองเชียร์ มาโชว์ความพร้อมในครอบครัวบันเทิง ก่อนไปประชันในงานฟุตบอลประเพณี โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 72 ซึ่งนอกจากจะมีการดวลแข้งกันระหว่าง 2 มหาวิทยาลัยเพื่อกระชับมิตรของ 2 สถาบัน โดยทางฝั่งเจ้าภาพ รั้วจามจุรี นำโดย บุ๋นบุ๋น-รักษ์พศิน กวินปฐมวงศ์ ประธานเชียร์ มาปะทะฝีปากกับ เงินเยน-หัสดี คงอ่อน ที่ต่างบลัฟกันอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว สำหรับ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72  ซึ่งปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สนามศุภชลาศัย ภายใต้ธีม "Our Rise ปลุกสปิริตให้สังคม'' โดยจะสะท้อนแนวความคิดผ่านขบวนพาเหรด การเชียร์ การแปรอักษร รวมทั้งการแสดง และกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย ชมคลิปเบื้องหน้าได้ที่ http://bit.ly/2FCgCHs

 12,429
ครอบครัวบันเทิง
02 ก.พ. 61

เชียร์ลีดเดอร์ 'จุฬา-ธรรมศาสตร์' ยกทัพโชว์ความพร้อม ก่อนฟาดแข้งงานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 72

ครอบครัวบันเทิงวันนี้ คึกคักสดใสกับเหล่านักศึกษา 2 สถาบัน จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ที่ยกเชียร์ลีดเดอร์ กองเชียร์ มาโชว์ความพร้อมก่อนไปประชันในงานฟุตบอลประเพณี โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 72 ซึ่งนอกจากจะมีการดวลแข้งกันระหว่าง 2 มหาวิทยาลัยเพื่อกระชับมิตรของ 2 สถาบัน   โดยเหล่านิสิต นักศึกษาทั้งรั้วจามจุรี และลูกแม่โดม ต่างพกความพร้อมมาเต็มกำลัง โดยเฉพาะประธานเชียร์ของทั้ง 2 ฝ่ายที่ต่างบลัฟกันอย่างไม่มีใครยอมใคร   สำหรับ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72  ซึ่งปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สนามศุภชลาศัย ภายใต้ธีม "Our Rise ปลุกสปิริตให้สังคม'' โดยจะสะท้อนแนวความคิดผ่านขบวนพาเหรด การเชียร์ การแปรอักษร รวมทั้งการแสดง และกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lcUan6MwLlM  

 7,095
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.พ. 61

คสช.ยังตอบไม่ได้กลุ่มเคลื่อนไหวมีท่อน้ำเลี้ยงหรือไม่-ยันไม่ห้าม 'ล้อการเมือง' บอลประเพณีจุฬา-มธ.

พลตรีปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุถึงการดูแลความเรียบร้อยงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 และการจัดกิจกรรมขบวนพาเหรดล้อการเมืองว่า เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สังคมเฝ้าติดตาม โดยในปีนี้ทั้ง 2 สถาบันได้มีการประสานความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้ช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งด้านการจราจร ดูแลความเรียบร้อย ไม่ให้มีการพกพาอาวุธ โดยมีการตรวจทุกช่องทางที่ผ่านเข้าออกพื้นที่   ทั้งนี้ คสช.ได้ติดตามการจัดกิจกรรมและสนับสนุนให้เกิดความเรียบร้อยและเหมาะสม เบื้องต้นได้ประชุมกับทุกฝ่าย และยังไม่สิ่งผิดสังเกตหรือข้อห่วงใย โดย คสช. ไม่ได้ห้ามการจัดขบวนพาเหรดล้อการเมืองและสังคม เชื่อว่าทางสถาบันเข้าใจกรอบกติกาและความเหมาะสมในสถานการณ์ขณะนี้และเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องมาทุกปี    ทีมโฆษก คสช.ยังระบุถึงภาพรวมการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆในช่วงนี้ว่า คสช. มีบทบาทในการดูแลบรรยากาศของบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย เอื้อต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และวางรากฐานของประเทศในทุกด้าน เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งและเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ในอนาคต ดังนั้นจึงต้องไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานตามแนวทางที่วางไว้    ทั้งนี้ หากมีกลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหวก็ต้องใช้กรอบของกฎหมายดำเนินการตามขั้นตอน ตั้งแต่การพูดคุยทำความเข้าใจ ห้ามปราม ระงับยับยั้ง ไม่ให้เกิดการจุดกระแสจนเกิดความสับสน เดือดร้อนขึ้นในสังคม โดยฝ่ายความมั่นคงเน้นดูแลความเรียบร้อยของแต่ละกลุ่มเป็นรายกรณี    ภาพรวมขณะนี้อาจจะเห็นว่ามีหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว จึงต้องพยายามชี้แจงให้สังคมส่วนรวมได้เข้าใจถึงแนวทางการปฏิบัติกับแต่ละกลุ่มอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งกลุ่มการเมืองและกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องต่างๆ เช่น ภัยแล้งและหนี้สิน    ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาได้ในระดับจังหวัด โดยประชาชนที่เดือดร้อนจะได้ไม่ต้องเดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ยกเว้นปัญหาที่เกินกว่ากำลังของระดับจังหวัดก็ให้รายงานขึ้นมาในระดับนโยบายแก้ไขต่อไป   ทีมโฆษก คสช.ระบุถึงการตั้งข้อสังเกตเบื้องหลังการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่อาจได้รับการสนับสนุนจากบางกลุ่มว่า ยังตอบไม่ได้ในเวลานี้ เพราะต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนก่อน ซึ่งการเคลื่อนไหวขณะนี้มีทั้งประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงและกลุ่มเคลื่อนไหวเดิม โดยเชื่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามตรวจสอบต่อไป จึงยังไม่มีความชัดเจนว่ามีท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนกลุ่มต่างๆหรือไม่   ทั้งนี้ คสช. และรัฐบาล ห่วงใยสถานการณ์บ้านเมือง และต้องรักษาบรรยากาศความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมืองให้ได้ รวมทั้งสร้างหลักประกันความมั่นใจให้กับมิตรประเทศ แต่ยอมรับว่า ปัญหาบางอย่างอาจไม่สามารถแก้ไขได้ทันทีและต้องใช้ระยะเวลา พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันยังคงใช้กฎหมายปกติดูแลความเรียบร้อย เพราะแม้จะมีกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้มีการกระทบกระทั่งหรือเหตุรุนแรง และเน้นการพูดคุยสร้างความเข้าใจ

 5,775
ครอบครัวบันเทิง
30 ม.ค. 61

กระชุ่มกระชวยกันหน่อย! 'หนุ่มจุฬา-ธรรมศาสตร์' กระชับมิตร ประชันหล่อ ก่อนคิกออฟงานบอลประเพณี

ใกล้เข้าช่วงเทศกาลงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์ โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 72 ซึ่งนอกจากจะมีการดวลแข้งกันระหว่าง 2 มหาวิทยาลัยเพื่อกระชับมิตรสร้างความสามัคคีแล้ว ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาระหว่างสองสถาบันมากมายเพื่อสร้างสีสันให้กับงาน และยังรวมไปถึง 2 แฟนเพจรวมหนุ่มหล่อของสองมหาวิทยาลัย Chula Cute Boy และ TU Sexy Boy ที่จับมือเฉพาะกิจยกทัพหนุ่มๆพี่น้องจาก‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ มาประชันความหล่อต้อนรับงานฟุตบอลประเพณีฯ ของสองสถาบัน ซ้อมเป็นกองเชียร์อุ่นเครื่องก่อนการแข่งขันสักหน่อย โดยหนุ่มๆ จุฬาฯ ขอพกความน่ารักสดใส ยิ้มหวานจนใจละลาย อาทิ พอร์ช - ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ ปี 4 , มิวซ์ - ณัฐวิทย์ ผิวงาม คณะเภสัชศาสตร์ ปี 2 , บอน์น - มนภัทร เตชะกำพุ บัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี และ ฟลุ๊ค - คณิน สมศิริวัฒนา เฟรชชี่หน้าใสจากคณะแพทยศาสตร์ ปี 1 ทางด้านหนุ่มๆฝั่ง ธรรมศาสตร์ ก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มความหล่อ เท่ สมาร์ท มาคว้าใจสาวๆ ไม่ว่าจะเป็น เกรท - สพล อัศวมั่นคง และ แก๊ป - กิตติชัช เตชาหัวสิงห์ สองหนุ่มบัณฑิตจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) , ต้นน้ำ- เปี่ยมชล ดำรงสุนทรชัย จากคณะนิติศาสตร์ ปี 3 และ ริว - วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ หนุ่มเฟรชชี่ดีกรีนักกีฬาเทเบิลเทนนิสเยาวชนทีมชาติ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ปี 1 สำหรับ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72  ซึ่งปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สนามศุภชลาศัย ภายใต้ธีม "Our Rise ปลุกสปิริตให้สังคม'' เพื่อกระตุ้นให้เกิดความกล้าในกลุ่มนิสิตนักศึกษา ปลุกพลังจิตสาธารณะทำประโยชน์เพื่อสังคม เปลี่ยนแปลงนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยจะสะท้อนแนวความคิดผ่านขบวนพาเหรด การเชียร์ การแปรอักษร รวมทั้งการแสดง และกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย   Chula Cute Boy พอร์ช - ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ (IG: pporschep) คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 4 มิวซ์ - ณัฐวิทย์ ผิวงาม (IG: mmmmmmmuse) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 2 บอน์น - มนภัทร เตชะกำพุ (IG: bonnne) บัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี จุฬาฯ  ฟลุ๊ค - คณิน สมศิริวัฒนา (IG: flukeamy) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 1   TU Sexy Boy เกรท - สพล อัศวมั่นคง (IG : grtsp) บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มธ. แก๊ป - กิตติชัช เตชาหัวสิงห์ (IG : kittigap) บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มธ. ต้นน้ำ- เปี่ยมชล ดำรงสุนทรชัย (IG : tonnaaam) คณะนิติศาสตร์ มธ. ชั้นปีที่ 3 ริว - วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ (IG : ryu_vachirawich) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ชั้นปีที่ 1   ภาพจาก www.facebook.com/TUSexyBoy www.facebook.com/ChulaCuteBoy

 19,599
เรื่องเล่าฯสเปเชียล
30 ต.ค. 60

เบื้องหลัง สัมผัสกลิ่นอายบอลลีวูด กับละครนิเทศจุฬาฯ 'ภารตะชาดี้ สะบัดส่าหรี หนีโสด'

Behind The Scenes กลับมาเจอแฟนข่าวอีกครั้ง ประเดิมพบกับเหล่านิสิตจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ยกทีมมาเยือนครอบครัวบันเทิง   เพื่อร่วมแนะนำละครนิเทศจุฬาฯ 2560 ในเรื่อง ภารตะชาดี้ สะบัดสาหรี หนีโสด ชวนมาสัมผัสกลิ่นอายของความเป็นภารตะ สู่โลกอินเดีย กับเรื่องราวของเอช่าสาวฮอตประจำเมือง กับ ราม หนุ่มเจ้าสำราญ ที่จะมาชวนลุ้นว่าความรักและความแค้นจะลงเอยอย่างไร   พร้อมลีลาการเต้นเพลง สะบัด เพื่อเรียกน้ำย่อยสไตล์บอลลีวูด ที่บอกเลยว่าฝีมือไม่ธรรมดา รวมทั้งโปรดักชั่นที่ไม่แพ้มืออาชีพ แฟนๆร่วมติดตามชมละครเวที ภารตะชาดี้ สะบัดสาหรี หนีโสด ในวันที่ 17-19 และ 24-26 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า สยามสแควร์ ติดต่อซื้อบัตรได้ที่ http://www.showbooking.com/Bharata_Shaadi.html หรือ ณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 12.00 – 18.00 น. บัตรราคา 250, 300 และ 350 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายบัตร จะนำไปมอบให้กับองค์กรการกุศลต่อไป ติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage: ละครนิเทศจุฬาฯ ชมคลิปเบื้องหน้าได้ที่ http://bit.ly/2gMLryQ

 12,068

Top