ค้นหา :

กำลังโหลดวิดีโอ

กรุณารอสักครู่

อัยการซัดโจ๋ตีกันใน รพ. ต้องฟ้องโทษสถานหนัก 'กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ'

วันที่ 18 เมษายน 2562 | 3 นาที 49 วินาที 8,111

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็น กรณีมีกลุ่มวัยรุ่นไล่ทำร้ายคู่อริภายในโรงพยาบาลหลายเหตุการณ์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม

 

ชี้การบุกเข้าไปทำร้ายผู้อื่นในโรงพยาบาล เป็นการกระทำผิดที่ท้าทายกฎหมาย ทำลายความสงบสุขของสังคม โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของคนเจ็บป่วย คุณหมอและคุณพยาบาล ล้วนทำหน้าที่กันหนักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนใช้รถใช้ถนนมากกว่าปกติ จึงมีสถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างสูง

 

แต่กลุ่มวัยรุ่นที่ขาดจิตสำนึก ประพฤติตนกร่างใหญ่โตท้าทายกฎหมาย บุกเข้าโรงพยาบาล ทำร้ายคู่อริ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าห้ามปรามก็ยังไม่หยุด ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามยังตรงเข้าทำร้ายคู่อริ ก่อความวุ่นวายขึ้นในโรงพยาบาลอย่างท้าทายอำนาจรัฐท้าทายประสิทธิภาพของกฎหมาย

 

ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลและจากคลิปโทรศัพท์มือถือ ที่คนเดือดร้อนช่วยบันทึกกันไว้เป็นหลักฐานจะสามารถเป็นหลักฐานได้ว่าวัยรุ่นคนไหน ร่วมกันก่อเหตุร้าย ทำร้ายใครบ้าง ใครทำให้ทรัพย์สินของโรงพยาบาลเสียหาย แม้ในสถานที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีกำลังไม่พอที่จะเข้าจับกุม แต่หลักฐานที่ปรากฏจะได้ติดตามจับกุมมาดำเนินคดีกันต่อไป ความมึนเมา ไม่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้พ้นความรับผิดตามกฎหมายไปได้

 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 365 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ

(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ

(3) ในเวลากลางคืน

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องการบุกรุกสถานที่ราชการไว้เป็นพิเศษดังเช่น กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 330 ดังนั้น การบุกรุกสถานที่ราชการจึงมีความผิดในลักษณะเดียวกับการบุกรุกสถานที่ของเอกชน กล่าวคือ จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อสถานที่ราชการที่บุกรุกนั้นมีลักษณะของเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงาน

 

โรงพยาบาลของรัฐซึ่งเป็นสถานพยาบาล ถือได้ว่าเป็นสถานที่ราชการที่มีลักษณะของสำนักงาน ซึ่งขณะที่เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยอยู่นั้นจะสภาพเป็นสาธารณะสถานที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่การที่กลุ่มบุคคลใดได้เข้าไปวิวาททำร้ายคู่อริซึ่งเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโรงพยาบาลได้ไล่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวออกไปแล้ว

 

แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ยอมออกไป จึงถือได้ว่าเป็นความผิดฐานบุกรุกตามป.อ.มาตรา 364 นี้ เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางคืน มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา 365

 

นอกจากนี้การเข้าไปทำร้ายบุคคลอื่นหรือทะเลาะวิวาทกันในโรงพยาบาลซึ่งมีทรัพย์สินของโรงพยาบาล ที่จำเป็นต้องใช้ในการให้บริการประชาชนย่อมที่จะเล็งเห็นได้ว่าอาจมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย เช่น รถเข็นผู้ป่วย เตียงผู้ป่วย เครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั้มหัวใจ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายจากการเข้าไปทะเลาะวิวาทดังกล่าว อันอาจเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ.มาตรา 360

 

ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน

ข้อหาทำร้ายร่างกาย

และยังอาจมีข้อหาอื่นตามมา จากการกระทำที่ก่อเหตุความวุ่นวาย ล้วนเป็นโทษสถานหนัก กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย อัยการบรรยายฟ้องขอให้ศาลลงโทษสถานหนักแน่ คอยดูประสิทธิภาพของกฎหมายกันนะครับ

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KMKNCt-3sjQ

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

Top